Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

กระบี่มังกรดำ ดาบมังกรทอง

CK   W. : เขียน   gggggade@hotmail.com

5

หน้า1      หน้า2      หน้า3    หน้า4     หน้า5

(ตอน  วันแรกแห่งการเดินทาง)

เมื่อเจ็งจื่อโจได้ฟังถึงกับหัวเราะจนงอหงาย เพราะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ฮ่องเต้คอยหลบหน้าฮองเฮามาตลอด ขนาดเวลาที่ฮ่องเต้จะเสด็จไปที่ไหน ยังต้องส่งคนไปดูก่อนว่าฮองเฮาอยู่ที่ใด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เจอฮองเฮาระห! ว่างทาง  ตอนที่ฟ่งอี้ได้เห็นวรยุทธของเจ็งจื่อโจครั้งแรกนั้น   ในสายตาของเขาเจ็งจื่อโจถือเป็นผู้เยี่ยมยุทธผู้หนึ่งแล้ว แต่เรื่องนี้เจ็งจื่อโจมิเคยรู้   เพราะเขามิเคยสู้กับใครอื่นนอกจากป้องกันตัวจากนักฆ่า ที่ลอบสังหารเขาไม่ซ้ำหน้าตั้งแต่เด็ก ทั้งที่นักฆ่าทุกคนจะปิดหน้าปิดตาแต่เจ็งจื่อโจกลับรู้ว่าเป็นคนละคนนั้นเนื่องจาก เขาโดนลอบสังหารบ่อยๆ   บางทีก็รู้สึกเบื่อ เมื่อมีนักฆ่ามาทีไร เขาจะสังเกตไว้และปรากฎว่าไม่มีครั้งใดเลย   ที่นักฆ่าเหล่านั้นจะมีขนาดตัวเท่ากัน   ท่าร่างอาจเหมือนกันบ้าง   แต่ความสูง  อ้วนผอม   และแววตา เป็นสิ่งสำคัญที่จำแนกได้เป็นอย่างดี   ว่าเป็นคนละคนกัน  ยิ่งฟ่งอี้อยู่กับเจ็งจื่อโจนานเท่าไหร่   เขาก็ยิ่งนับถือเจ็งจื่อโจมากขึ้นเท่านั้น เขาตั้งปณิธานไว้ในใจว่า เขาจะภักดีต่อผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้มีพระคุณผู้นี้ไปจนวันตาย   นอกจากฟ่งอี้จะทำหน้าที่คนสนิทให้เจ็งจื่อโจแล้ว   เขายังเป็นคู่ซ้อมที่ดีเยี่ยม ฟ่งอี้จะคอยแนะนำวิธีรับมือคู่ต่อสู้ตรงจุดที่เจ็งจื่อโจไม่ทันสังเกตุ หาจุดอ่อนที่ปรากฏอยู่ในกระบี่ของเจ็งจื่อโจแล้วช่วยแก้ไข จนฝีมือของเจ็งจื่อโจรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว บางทีก็เล่าเรื่องต่างๆที่เขาพบเห็นมาในยุทธจักร ก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งองค์รักษ์ให้เจ็งจื่อโจฟังด้วย   *เจ็งจื่อโจ  เจ็งเซียวเทียน   และฟ่งอี้ เร่งเดินทางทั้งวันจนมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง   ในตอนบ่าย ที่นั่นมีร้านบะหมี่อยู่ร้านเดียว   พวกเขาตัดสินใจหาอะไรรองท้องก่อนออกเดินทางต่อ ขณะที่กำลังนั่งกินบะหมี่อยู่นั้น มีบุรุษห้าคนเดินมานั่งโต๊ะข้างๆได้ยินบุรุษที่ดูท่าทางแก่ที่สุดพูดขึ้นว่า “นับวันแผ่นดินตงง้วนยิ่งแย่ลง ชาวบ้านตามชายแนวแดนทางภาคเหนืออดอยากหิวโหยไม่มีอะไรจะกิน คนหนุ่มๆที่พอทำงานได้ก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเสียหมด   จะมีก็แต่เด็ก ผู้หญิงและคนแก่ที่เหลือให้ทำงานในไร่ในนา พอเก็บเกี่ยวได้ยิ่งแล้วใหญ่ถูกทางการเก็บไว้เป็นค่าภาษีซะหมด แล้วพวกเขาจะเอาอะไรกินกัน   นอกจากจะเก็บผลผลิตไปหมดแล้วนะ ทางการยังไม่มีท่าทีจะจัดการกับพวกโจรป่าที่ปล้นสดมชาวบ้านเป็นว่าเล่น   ทั้งฆ่า ทั้งข่มขืน   เฮ่อ..พวกชาวบ้านทำผิดอะไรกันหรือต้องรับเคราะห์กรรมเช่นนี้” เจ็งจื่อโจได้ยินดังนั้นก็คิดในใจว่า
                         “เรื่องที่พวกเขาพูดไม่เห็นตรงกับเรื่องที่นำขึ้นทูลฮ่องเต้สักนิด ในรายงานก็เก็บภาษีอย่างพอดี   เก็บแค่ครึ่งเดียวของที่ชาวนาเก็บเกี่ยวได้ แต่เรื่องพวกโจรออกอาละวาดกลับไม่เคยได้ยิน เราต้องไปสืบดูให้รู้แน่ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”
บุรุษที่สวมชุดเทาเห็นด้วย
“จริงอย่างที่พี่ใหญ่พูด   ชาวบ้านตามแนวชายแดนอดอยาก แต่ในเมืองหลวงกลับมีของกินเหลือเฟือ   เมื่อ3วันก่อนข้าพึ่งออกจากเมืองหลวงมา ที่นั่นยังครึกครื้นไม่เปลี่ยน ร้านอาหารยังเปิดให้บริการมากมายต่างจากตามแนวชายแดนที่ถูกบังคับให้มีร้านอาหารแค่ร้านเดียวในแต่ละเมือง พวกข้าราชการก็ยังประจบสอพอเก่งไม่เลิก   จัดเลี้ยงกันได้ทุกวี่ทุกวัน พวกมันไม่คิดเลยว่าอาหารที่มันกินเข้าไปแต่ละมื้อ   แลกกับชีวิตคนได้กี่ชีวิต  “
บุรุษอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า


“ก่อนที่ข้าเดินทางออกจากเมืองเซียงเอี๋ยนั้น ที่นั้นชาวบ้านต่างอดอยากหิวโหย   แต่ทางการไม่ยอมเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายข้าว   โดยอ้างว่า ฮ่องเต้มีรับสั่ง   อาหารในยุ้งฉางเหลือไว้สำหรับการทำศึกห้ามเปิดแจกจ่ายแก่ราษฎร นี่เท่ากับฆ่ากันชัดๆ   มีอย่างที่ไหนชาวบ้านจะตายกันหมดเมืองอยู่แล้ว ยังจะมาห่วงแต่สงคราม   ถ้าชาวบ้านตายก่อนสงครามจะมาถึง   เก็บข้าวพวกนั้นไปก็เท่านั้น แต่โชคดีที่สวรรค์ทรงปราณี   พวกท่านเชื่อหรือเปล่า ในเช้าวันหนึ่งขณะที่ชาวบ้านกำลังจะบุกเข้าไปในยุ้งฉางเพื่อขโมยข้าวนั้น กลับมีข้าววางอยู่หน้าบ้านทุกหลัง   หลังละกระสอบ เมื่อทางการเข้าไปเช็คจำนวนกระสอบข้าวในยุ้งฉาง แทนที่จะขาดกลับมีจำนวนกระสอบข้าวมากกว่าเมื่อวานถึงสามเท่า ชาวบ้านดีใจจนหลั่งน้ำตากันเกือบทั้งเมือง   ต่างโขลกศีรษะขอบคุณสวรรค์กันยกใหญ่”
เจ็งจื่อโจและเจ็งเซียวเทียน   ได้ฟังคำลบหลู่ฮ่องเต้เช่นนั้นถึงกับโกรธจนกินบะหมี่ไม่ลง แต่ฟ่งอี้กลับกินอย่างสบายใจ ทำให้ทั้งสองอยากจะตะบันหน้าชายที่พูดลบหลู่ฮ่องเต้เมื่อกี้กับฟ่งอี้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าจริงๆ เนื่องจากทั้งสองคอยช่วยงานฮ่องเต้มาตลอด   จึงรู้ดีกว่าใครว่า ฮ่องเต้เหนื่อยแค่ไหนที่ต้องทรงแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน บางทีถึงขั้นไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทำให้พวกเขาต้องแอบผสมยานอนหลับในน้ำชาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้พักผ่อนบ้าง แม้จะมีปัญหาต่างๆมากมายมาให้ท่านสะสาง แต่ท่านก็จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของราษฎรเป็นอันดับแรก ในการวางแผนแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่เรื่องตามแนวชายแดนทางภาคเหนือนั้น   อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก กว่าข่าวจะส่งมาถึงเมืองหลวงก็กินเวลาม้าเร็วถึงสี่วัน   ทรงเคยดำริจะไปประทับที่ชายแดน ทั้งที่พระวรกายไม่แข็งแรง   เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที แต่ถูกพวกเขาคัดค้านไว้ซะก่อน   โดยเสนอตัวเองไปแทน แต่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตเพราะมันอันตรายมาก เหตุนี้เองที่ทำให้เขาทั้งสองต้องลอบไปเมืองเซียงเอี๋ยซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ล่อแหลมที่สุดในการถูกโจมตีจากพวกมองโกล เพื่อแก้ไขวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นแทนฮ่องเต้   ผู้ที่รักราษฎรมากกว่าตัวเองในสายตาของพวกเขา แต่ทำไมผู้คนที่พวกเขาเจอตลอดการเดินทางไม่ถึงวันมานี้   จึงคิดว่าฮ่องเต้ทอดทิ้งประชาชน พวกเขานึกคาใจมาตลอด   และต้องการหาคำตอบให้ได้เมื่อไปถึงเมืองเซียงเอี๋ย ได้ยินคนผู้หนึ่งซึ่งท่าทางเหมือนหนอนหนังสือกล่าวว่า
“ข้าวพวกนั้นไม่ใช่ฝีมือของสวรรค์หรือเทวดาที่ไหนเลย แต่เป็นฝีมือของท่านผู้เฒ่าเจ้าสำราญเหลียงกัง    เหลียงไต้เฮียบ   ประมุขพรรคละอองดิน เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าผู้ตรวจราชการปึงหยวนได้รับราชโองการให้นำข้าวจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ ส่วนหนึ่งแจกจ่ายชาวบ้าน   อีกส่วนหนึ่งให้เก็บเข้าคลัง ขุนนางกังฉินผู้นี้กลับนำไปซ่อนไว้คิดกักตุนข้าวไว้ขายเอง เลขาผู้โง่เขลาของเขาทนเห็นเช่นนั้นไม่ได้จึงได้แอบขโมยข้าวเพื่อแจกจ่ายแก่ชาวบ้านแต่พลาดท่าถูกพบเห็นซะก่อน จึงได้หนีการตามล่าเจ็ดวันเจ็ดคืน   บาดเจ็บปางตาย โชคดีที่ท่านผู้เฒ่าเหลียงผ่านมาพบเห็นเข้าจึงช่วยชีวิตเอาไว้ ชายผู้นั้นจึงได้เล่าเรื่องที่ปึงหยวนแอบเก็บข้าวของทางการไว้ ท่านผู้เฒ่าโกรธมากต้องการตัดศีรษะของปึงหยวนลงมาเดี๋ยวนั้น แต่ขณะนั้นท่านมีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการ   ถ้าย้อนกลับไปเมืองเซียงเอี๋ยก่อนจะไม่ทันการ แต่สถานการณ์ที่เมืองเซียงเอี๋ยก็เร่งด่วนเช่นกัน   พวกท่านรู้ไหม ท่านผู้เฒ่าเพียงหยิบใบไม้มาเป่าทำนองเพลงที่ทั้งไพเราะและก้องกังวานเพลงหนึ่ง เมื่อเพลงจบ   กลับมีคนมุ่งหน้ามาจาก! ทั่วสารทิศ   มาคุกเข่าอยู่ข้างหน้าท่านเต็มไปหมด   เพียงท่านสั่งคำเดียว ข้าวทั้งหมดที่ผู้ตรวจการปึงซ่อนไว้ก็ถูกลำเลียงอกมาทำตามราชโองการจนหมดสิ้นทันที”
บุรุษที่สวมชุดที่มีรอยปะเต็มตัวซึ่งนั่งนิ่งฟังมาตั้งนานก็พูดขึ้นบ้าง
“อา..ท่านผู้เฒ่าเจ้าสำราญเป็นคนที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ถึงจะเป็นที่คนชอบความสำราญมากกว่าใครๆตามฉายาของท่าน แต่ท่านก็เป็นคนที่รักความยุติธรรมมาก พวกท่านรู้ไหมตั้งแต่ท่านผู้เฒ่าขึ้นเป็นประมุขพรรคละอองดิน ท่านก็ดูแลคนในพรรคมิได้ขาดตกบกพร่อง   ศิษย์ในพรรคทุกคนต่างก็เคารพเชื่อฟังท่าน ไม่มีการทะเลาะกันในพรรค   แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเหมือนพรรคอื่นๆ ขอเพียงท่านเป่าใบไม้   ศิษย์ในพรรคทุกคนที่ได้ยินจะรีบไปรวมตัวกันที่นั่น ได้ยินมาว่ามีคนพรรคละอองดินอยู่เกือบห้าพันกระจายกันอยู่ทั่วแผ่นดินจีน   บ้างเป็นชาวนา เป็นขอทาน  เถ้าแก่โรงเตี้ยม   รับราชการ   แม้ในวังหลวงก็มีคนของพรรคละอองดินปะปนอยู่ แต่ละคนล้วนมีฝีมือทั้งนั้น พูดถึงท่านผู้เฒ่าข้าได้ยินมาว่าคืนนี้ท่านนัดประลองยุทธกับจอมปราชญ์อสูรโลหิตฮ้อเอี้ยกัง ที่ยอดเขาเทียเกี๊ย   ข้าก็คิดจะเดินทางไปชมเช่นกัน   พวกท่านอยากรวมเดินทางไปกับข้าไหม” คนที่ดูแก่ที่สุดตอบว่า
“ถ้าท่านจี้ไม่บอก   ข้าคงยังเป็นตัวโง่งมอยู่นั้น ในยุทธจักรมีคำกล่าวว่า   เหนือมีเฒ่าเจ้าสำราญ   ใต้มีปราชญ์อสูรโลหิต ออกมีจิตบุรุษไร้นาม   ตกมีนามมารไหมแดง   ฟ้าเป็นแดนจ้าวนภา    พสุธาแอบซ่อนเงาทมิฬ ในเมื่อเหนือใต้โคจรมาพบกันมีหรือที่ข้าไม่ขอชมเป็นบุญตา”
ทั้งสามได้ฟังที่บุคคลทั้งห้าคุยกันดังนั้น   ต่างก็คิดในใจ    สนใจกันไปคนละเรื่อง เจ็งจื่อโจคิดใคร่อยากไปชมการประลองเป็นยิ่งนัก   “ข้าอยากเห็นจริงๆว่าหน้าตาของคนที่ เป่าใบไม้เพียงเพลงเดียวก็มีผู้คนมากมายมาสยบอยู่ข้างหน้า   จะเป็นอย่างไร  ส่วนคนที่ได้ชื่อว่า   จอมปราชญ์อสูรโลหิตคงจะฉลาดเอาการ   ไม่รู้ว่าจะฉลาดสักปานใด ถ้าเหมือนท่านจูกักเหลียงที่ข้าเคารพก็คงดีไม่น้อย ข้าจะได้ขอประลองปัญญากับเขาสักครั้ง”
ส่วนเจ็งเซียวเทียนกลับรู้สึกอดเป็นกังวลไม่ได้   
“จากที่พวกเขาพูดกัน เฒ่าเจ้าสำราญเหลียงกัง   เป็นคนมีอิทธิพลไม่น้อย   แถมยังมีสมุนปะปนอยู่ในวังอีก ถ้าเขาเป็นคนดีที่ดีจริงมิได้เสแส้งแกล้งทำเป็นคนดี ก็เป็นบุญของชาติแล้วที่ได้คนเช่นนี้มาเป็นประมุขพรรคละอองดินอะไรนั่น แต่ถ้ามิได้เป็นเช่นนั้น   วันใดที่เขาคิดก่อการกบฏก็ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ขอเพียงมีคนของเขาเป็นที่ไว้ใจของฮ่องเต้   เมื่อนั้นเสด็จพ่อก็มีอันตรายแล้ว”
ฟ่งอี้กลับรู้สึกสนใจการประลองยุทธระหว่างตาเฒ่าแดนเหนือกับนักปราชญ์แดนใต้ยิ่งกว่าใคร
“ชื่อเสียงของทั้งคู่โด่งดังมาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว การประลองของยอดฝีมือก็ใช่จะหาชมได้ง่ายๆ   แต่พวกเราติดภารกิจที่เมืองเซียงเอี๋ย ถึงเราอยากจะไปชมดูแต่ไม่รู้ว่าจื่อโจกับเซียวเทียนจะอยากชมหรือไม่”
ฟ่งอี้ครุ่นคิดอยู่ในใจ   รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา จึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของสายตาทั้งสองคู่   ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม   เคยมีคำกล่าวว่า เป็นเพื่อนกันมานานปี   เพียงสบตาก็รู้ใจ ทั้งสามไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มน้อยๆเป็นคำตอบ
“ถึงอย่างไรเขาเทียเกี๊ยก็เป็นทางผ่านพอดี แวะขึ้นไปชมการประลองของยอดฝีมือบนยอดเขาซักหน่อยคงไม่เป็นไร”

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com