Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

"ชีวิตมันไม่เคยเป็นไปอย่างที่เราคาดคิดไว้หรอก ไม่เคยสักครั้ง อย่างมากก็ได้แค่ใกล้เคียง มันเหมือนเป็นกฎของธรรมชาติซึ่งมักจะมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ออกมาสำแดงเดชอยู่เป็นระยะๆ และเป็นอยู่อย่างนั้น และเสมอๆ ไม่ขาดก็เกิน..."

ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ

โดย : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ

(7)

ผมมักจะฝันถึงบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง บนที่ดินผืนน้อยๆ ขนาดพอทำกิน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ขุดบ่อปลูกพืชผักสวนครัว หาหมาราบารดอร์มาเลี้ยงสักตัว ว่าจะให้ชื่อไลก้าตามชื่อหมาตัวแรกที่ไปกับยานอวกาศของรัสเซีย ดูหนัง ฟังเพลง เขียนปรัชญาชีวิตเล่มหนาๆสักเล่มก่อนตาย ฝันซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนั้นมาตลอด อยากปลดปล่อยพลังและศักยภาพในการดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียงในอุดมคติส่วนตัว อยู่ในวงกลมเล็กๆ ในเขตปกครองของตนเอง ในอาณาจักรอันสุขสงบ และโดยไม่เบียดเบียนใคร จากที่ดูเหมือนว่าจะฝันไกลเกินไปถึงได้ ก็เริ่มชัดเจนขึ้นทุกทีๆ และผมก็ไม่ได้ฝันไกลไปกว่านั้นอีกแล้ว นั่นถือเป็นความฝันอันสูงสุดและมักน้อยของผม

วันหนึ่งแวะเยี่ยมเพื่อนรุ่นพี่ระหว่างทางกลับจากเพชรบุรี แถวบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ส่วนหนึ่งก็ตั้งใจไปหาข้อมูล หลักๆก็เรื่องที่อยู่อาศัยซึ่งกำลังมองหาอยู่ บ้านแพ้วก็ถือว่าไม่เลวสำหรับการใช้ชีวิตในแบบฉบับที่คิดไว้ สภาพแวดล้อมเป็นแบบสวนเกษตรและไร่นา น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งได้ถ้าบังเอิญพบที่ถูกใจ อย่างน้อยก็รู้จักคนท้องถิ่นคนหนึ่ง ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น...

รุ่นพี่คนนี้แกเกษียณตัวเองมาจากเกาะสมุยสักระยะหนึ่งแล้ว กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดกลางสวนของพี่ชายซึ่งปล่อยให้คนอื่นเช่าทำประโยชน์ด้วยการปลูกมะนาว แถวที่เรียกกันว่าบ้านโพธิ์หัก โดยพี่ชายแกปลูกบ้านอยู่บนที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน แล้วหันไปประกอบอาชีพจัดโต๊ะจีนจนรุ่งเรื่อง เพื่อนรุ่นพี่ผมแกก็คอยช่วยงานบ้างเป็นครั้งคราวช่วงขาดคน และใช้ชีวิตบั้นปลายลำพังอยู่ที่บ้านกลางสวน บ้านเก่าที่แกกับพี่ชายอยู่มาตอนเป็นเด็ก ปล่อยร้างไว้ไม่มีคนอยู่ ส่วนพ่อกับแม่แกก็เสียไปนานแล้วเท่าที่ทราบ

สภาพพื้นที่เป็นร่องสวนรถเข้าไม่ถึง ต้องจอดรถไว้บ้านพี่ชายแก แล้วเดินผ่านบ้านไปตามทางเดินคันดินข้างคลองส่งน้ำเล็กๆ บรรยากาศดีมาก ส่วนเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมาใช้ชีวิตแถวนี้เท่าที่คุยกับเพื่อนรุ่นพี่แล้ว ก็คงต้องพับเอาไว้ก่อน เพราะไม่มีปัญญาจะซื้อที่แปลงใหญ่ๆได้ มันเกินกำลังทั้งเรี่ยวแรงและทุนทรัพย์ และก็ไม่น่าจะมีใครตัดแบ่งขายให้เป็นกรณีพิเศษ

คืนนั้นค้างที่นั้น ดื่มเบียร์ไป 6 กระป๋องคนเดียวเพราะรุ่นพี่แกไม่ดื่ม พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประชันเพลงขลุ่ยกันตามสมควรแก่บรรยากาศ จากนั้นก็เล่าความหลัง...

เพิ่งรู้ว่าเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ของผม แกไม่ได้เป็นน้องชายแท้ๆของคนที่แกเรียกว่าพี่ชายเลย หรือแม้แต่กับผู้หญิงที่แก่เรียกว่าแม่ อันที่จริงก็แค่แม่เลี้ยง กับพี่ป้าน้าอาของแก ก็ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด ผมถึงกับสร่างเมา และอึ้งไปชั่วขณะ ซักถามแกจนได้เรื่อง...

และเรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนเมื่อนานมาแล้วพ่อแกมาได้เมียย่านนี้ โดยมีแกเป็นลูกติดมา ที่เรียกว่าแม่แท้จริงเป็นแม่เลี้ยงและก็ไม่ได้มีลูกด้วยกันกับพ่อแกอีก จนพ่อแกเสียตั้งแต่แกยังเล็กๆ แม่เลี้ยงก็เลี้ยงแกมา ส่งเสียให้เล่าเรียนเหมือนลูกแท้ๆ แล้วก็มาเสียไปอีกคนโดยไม่ได้มีสามีใหม่ ส่วนที่แก่เรียกว่าพี่ชายแท้จริงเป็นลูกของป้าที่เป็นพี่สาวของแม่เลี้ยงของแก ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน

เรื่องแบบนี้มันช่างจี้จุดอันบอบบางของผมเสียจริงๆ เพราะเรื่องราวที่เหมือนนิยายน้ำเน่าคล้ายๆกันแบบนี้ มันก็เกิดขึ้นกับผมและน้องชายฝาแฝดด้วยเหมือนกัน รู้สึกเทิดทูนบูชาผู้หญิงที่รุ่นพี่แกเรียกว่าแม่ ซึ่งท่านได้ไปสู่สุคติแล้ว ไปเป็นนางสวรรค์อยู่ ณ ที่ไหนสักแห่งข้างบนนั้น และอาจกำลังมองดูผมอยู่อย่างเวทนา...

พ่อกับแม่ผมเลิกรากันไปตั้งแต่ผมกับน้องชายฝาแฝดยังจำความไม่ได้ เราเกิดมาก็มีโทรทัศน์ดู มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงฟังกันแล้ว ตกเย็นหรือเสาร์อาทิตย์ที่บ้านเหมือนโรงละครย่อมๆ พ่อมาจากลูกชาวนาที่มีโอกาสทางการศึกษา เป็นนายช่างกรมชลฯ ตอนหลังลาออกมาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ดูเหมือนว่ากิจการกำลังไปได้ด้วยดี ก่อนที่จะมาถูกยิ่งตายด้วยเรื่องขัดผลประโยชน์ ในยุคมือปืนเมืองเพชรฯกำลังเฟื่อฟูและมีแต่ข่าวฆ่ากันตาย

แม่เลี้ยงรับราชการ ตอนนั้นผมกับน้องยังเรียนกันอยู่ชั้นประถมปลาย สัก ป.6 และน้องชายคนเล็กที่เกิดจากแม่เลี้ยงอายุ สัก 2-3 เดือนตอนที่พ่อเสีย แม่เลี้ยงอันเป็นที่รักยิ่งของผมกับน้อง แม่เลี้ยงผู้ใจดีมีเมตตาที่เรารู้สึกว่ารักและเอ็นดูเราเหมือนลูกแท้ๆ ขายบ้านและสมบัติทุกชิ้นของพ่อ โดยอ้างว่าเพื่อใช้หนี้สิ้นของพ่ออันเกิดจากการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผมกับน้องชายฝาแฝดเหมือนจะถูกเสือกไสให้ไปอยู่กับปู่ย่า ไม่มีใครบ้าระห่ำซื้อเด็กฝาแฝดไปเลี้ยงไว้ดูเล่น ได้แบ่งมรดกพ่อตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดที่เหลือจากการใช้หนี้ มาคนละ 1000 กว่าบาทผมกับน้อง ซื้อจักรยานได้คันหนึ่งสมัยนั้น จากนั้นแม่ซึ่งเราเพิ่งจะเคยเห็นหน้าครั้งแรกตอนงานศพพ่อก็มารับช่วงต่อ...

ผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักหรอกช่วงนั้นอาจเพราะยังเด็ก ยังไม่มีวุฒิภาวะพอจะเข้าใจอะไรได้ลึกซึ้ง ไม่แม้แต่จะเกลียดใครสักคนได้ลงคอ และยังคงรักและนับถือแม่เลี้ยง ที่ผมกับน้องชายเรียกว่าน้า...

ขับรถออกจากบ้านเพื่อนรุ่นพี่เข้ากรุงเทพฯ นึกสะท้อนใจคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทาง จนต้องโทรไปเล่าให้น้องชายฝาแฝดฟัง ถึงเรื่องมันผ่านไปนานมากแล้ว แต่ที่ลึกลงไปภายในใจมันยังเป็นปุ่มปมชีวิต ซึ่งเมื่อถูกสะกิดมันก็อดที่จะคิดไม่ได้ และคิดไปก็เท่านั้น...

สุดท้ายก็อยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ และย่อมไม่ใช่เพราะโชคช่วย อย่างแน่นอน...

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com