Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

"ชีวิตมันไม่เคยเป็นไปอย่างที่เราคาดคิดไว้หรอก ไม่เคยสักครั้ง อย่างมากก็ได้แค่ใกล้เคียง มันเหมือนเป็นกฎของธรรมชาติซึ่งมักจะมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ออกมาสำแดงเดชอยู่เป็นระยะๆ และเป็นอยู่อย่างนั้น และเสมอๆ ไม่ขาดก็เกิน..."

ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ

โดย : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ

(11)

มะเร็งระยะสุดท้ายไม่สามารถรักษาได้ ทำได้แค่ชะลอหรือเพื่อลดความทุกข์ทรมานจากอาการป่วย ที่เหลือก็แค่รักษาไปตามอาการ นั่นคือสิ่งที่ได้รับรู้และเข้าใจตามที่หมอได้อธิบายในชั้นต้น และบัตรทองของแม่ที่ติดตัวมาก็แค่ยื้อเวลาไว้ด้วยตัวยามาตฐานระดับธรรมดา เปอร์เซนต์จะเกิดผลกระทบและอาการข้างเคียงที่รุนแรงค่อนข้างสูง และการรักษาด้วยตัวยาที่สามารถลดระดับผลกระทบและอาการข้างเคียงได้ดีกว่ายังมีอีกหลายระดับ เปอร์เซนต์ที่จะเกิดอาการข้างเคียงหรือผลกระทบก็ลดลงด้วย จนถึงขั้นแทบจะไม่มีผลกระทบเลย และไม่ได้อยู่ในแผนการรักษาตามระบบของบัตรทอง ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนต่างเอง ตามระดับที่เลือกและราคาก็สูงขึ้นตามระดับไป หรือจะรักษาไปตามระบบของบัตรทองก็แล้วแต่จะเลือก

และพวกเราก็เลือก โดยเลือกในระดับที่สูงกว่ามาตฐานบัตรทองขึ้นไปอีก 2 ระดับและเท่าที่สามารถจะรับได้ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนต่าง โดยแผนการรักษาคือแม่จะต้องได้รับการให้คีโม 4 ครั้งทุก 15 วัน ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท พี่น้อง 4 คนตกลงกันว่าจะรับผิดชอบตรงส่วนนี้กันคนละครั้ง โดยเริ่มจากผมก่อนในครั้งแรกนี้

เท่านั้นเองที่เราสามารถทำเพื่อแม่ได้ ณ ตอนนั้น แค่ไม่ปล่อยแกไปตามยถากรรมของบัตรทอง ให้คีโมเสร็จก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน ช่วงนั้นกลับเพชรบุรีทุกอาทิตย์ สับเปลี่ยนกันช่วยแบ่งเบาภาระของน้ากับยายที่ต้องคอยดูแลแม่ถึงเวลาหมอนัดก็รับมาลงมากรุงเทพฯ

ให้คีโมครั้งแรกก็ยังไม่มีผลกระทบหรืออาการข้างเคียงอะไร แต่สภาพจิตใจของแม่ก็ไม่ได้ดีขึ้น แม่ก็ยังคงเป็นคนป่วยนอนอยู่อย่างนั้น จนให้คีโมครั้งที่สอง กลับไปเที่ยวนี้เริ่มอาการไม่ค่อยดี จนเริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมร่วงกินข้าวไม่ได้ ท้องเสีย อาเจียน สารพัด ร่างกายเริ่มซูบผอมจนน่าตกใจ ให้คีโมครั้งที่สามกลับไปได้ไม่กี่วันแม่ก็เสีย นั่นคือ 2 เดือนให้หลัง จากที่แม่รู้ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย สาเหตุอาจเกิดจากเพราะแม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน แต่ก็เลิกไปนานแล้ว และก็คงจะช้าไป...

จากคนที่ใช้ชีวิตอยู่เป็นปกติ ขายข้าวแกงไปวันๆ พอรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ล้มป่วยทางใจ จนผมย้อนคิดไปว่าถ้าไม่พาแกไปตรวจสุขภาพวันนั้น แม่ก็คงใช้ชีวิตของแกไปและอยู่ได้นานกว่านี้ พวกเราพี่น้องก็ยังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่เป็นครั้งคราวเวลาพูดถึงแม่ แต่ก็ไม่ได้มีใครตำหนิผม และผมก็ไม่ได้ตำหนิตัวเอง แต่ที่ลึกลงไปภายในใจนั้น มันก็อดที่จะคิดไม่ได้เลยจริงๆ...

ก่อนที่แม่แกจะเสียสักระยะหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นอาการก็เริ่มไม่ค่อยดีแล้ว พวกเราเริ่มทำใจกันแล้ว แกบอกกับพวกเราว่าแกไม่มีมรดกอะไรให้ ทั้งหมดแกจดไว้หลังปฎิทินข้างฝา แกให้พลิกกลับมาดู โดยแม่เขียนไว้เป็นข้อๆ ตัวหนังสือตัวโตๆ แต่ละข้อคือเงินที่ได้จากชมรมโน้นชุมชนนี้ ลูกเสือชาวบ้าน ฌาปนกิจโน่นนี่นั่นที่แก่ส่งของแกไว้ ทั้งหมดสัก 10 ข้อ ข้อละนิดละหน่อยไม่ได้เป็นเงินมากมายอะไร พวกเราก็ไม่ได้มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญอะไรกับตรงนั้น ยังแอบขำๆ กันด้วย แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของแม่

ช่วงอยู่ระหว่างสวดศพไม่รู้คนมาจากไหนกัน จนไม่มีเก้าอี้จะนั่งทุกคืน แอบคิดกับน้องๆว่าถึงเวลาพวกเราบ้างจะมีใครมางานศพแบบนี้บ้างไหม แต่ละคืนพวกชมรมอะไรต่างๆ ที่แม่แกเขียนบอกไว้ก็นำเงินมามอบให้ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจนครบทุกที่ตามที่แกจดไว้

เสร็จงานศพแม่ เคลียร์ทั้งจากเงินช่วยงานและจากที่ได้รับจากชมรมต่างๆของแม่ หักค่าใช้จ่าย และเหลือจากแบ่งให้น้ากับยายแล้วจำนวนหนึ่ง พี่น้อง 4 คนก็รับมรดกแม่กันมาอีกคนละ 2 หมื่นกว่าบาท นั่นแหละแม่ผม...

ตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ดูแลแกเท่าที่ควร คิดแต่ว่าส่งเงินให้แล้วก็แล้วกัน แค่นั้นก็คิดว่าเป็นคนดี เป็นลูกกตัญญูแล้ว โดยส่วนตัวถือว่าน่าจะทำได้ดีกว่านั้น กลับเพชรฯไปเยี่ยมแกได้บ่อยกว่านั้น ใส่ใจแกได้มากกว่านั้น กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไปกันทั้งนั้นแหละ ผมก็ด้วย...

แม่เป็นผู้หญิงที่จัดว่าหน้าตาดีและดูอ่อนกว่าวัย ระยะหลังๆไปไหนด้วยกันคนนึกว่าเป็นพี่สาว แม่ชอบร้องรำทำเพลง แกเป็นนักร้องประจำวงวัยจ๊าบ วงที่มีแต่นักดนตรีเป็นคนแก่ หากิจกรรมทำหลังเกษียณ แม่ผมถือว่าเด็กสุดแล้วในวง เปิดแสดงกล่อมขวัญคนไข้ตามโรงพยาบาล เรือนจำ และงานการกุศลต่างๆ ได้ค่าตอบแทนบ้างแต่ส่วนมากก็ไม่ได้ แกก็มีความสุขของแก เพราะแม่ชอบเข้าสังคม เข้าชมรมโน้นชมรมนี้แล้วแต่จะมีเวลา

วันหนึ่งแม่โทรทางไกลมาจากเพชรบุรี บอกว่าอาทิตย์หน้าช่วยกลับบ้านมารับใบประกาศเกียรติคุณหน่อย ในฐานะลูกกตัญญู รับจากนายกฯ แรกๆก็ขำ แต่แม่แกเอาจริงแกไม่ขำด้วย โดยส่วนตัวผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะกตัญญูอะไรขนาดนั้น ขนาดที่จะต้องมาให้โล่รางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณอะไรทำนองนี้ และรู้สึกไม่ดีเอามากๆ ยิ่งแม่แกบอกว่าทั้งชุมชนฯเขาได้กันหมดแล้วถึงคราวบ้านเราบ้าง แม่ก็เลยเลือกผม ผมงัดข้อขัดใจแม่อย่างไรก็ไม่ไปรับ ไม่อยากได้ พร้อมแสดงอาการฉุนเฉียว แม้แม่แกจะบอกว่า ถือว่าแม่เป็นคนให้ แค่ไปรับกับนายกฯเท่านั้นเอง จริงๆแล้วเป็นนายกเทศมนตรี ผมก็ยังดึงดันที่จะไม่ไปและก็ไม่ได้ไปในที่สุด แม่แกงอนอยู่เป็นเดือน...

ปรากฏว่าน้องสาวขึ้นไปรับแทน มารู้ก็ตอนที่น้องสาวเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ที่บ้าน นั่นสิ่งที่เรียกว่าใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมระบุชื่อผม บุคคลดีเด่นประเภท ยอดกตัญญูประจำปี ปัจจุบันนี้ใส่กรอบอย่างดี ทั้งชีวิตผมก็มีอยู่ใบเดียวนี่แหละที่แม่ให้มา นอกนั้นก็ไม่เคยได้รับโล่หรือรางวัลอะไรจากใคร กราบเท้า ขอบพระคุณครับแม่...

วันแม่ปีเดียวกันนั้นแหละ ผมก็เขียนกลอนให้แก แล้วให้น้องๆกับลูกหลานลงชื่อ ใส่กรอบไปง้อแกถึงเพชรบุรี จากลูกผู้ยากไร้...

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com