Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

อรุณรุ่งที่เชียงราย

ลำน้ำน่าน :  เขียน


ท่ามกลางความวุ่นวาย โกลาหล ของผู้คนในสถานีขนส่งสายเหนือ อันเป็นสถานีหลักแห่งเดียวที่จะนำผู้คนจากเมืองกรุงกลับสู่ภูมิลำนำทางเหนือและอีสานของไทย ทั้งแรงงานหนุ่มสาว ผู้หนีความอัตคัดจากบ้านเกิดเมืองนอนเข้ามาเผชิญชะตากรรมในกรุงอย่างเดียวดายและไม่มีจุดหมายปลายทาง มีผู้คน มากมายเดินทางไปมาวันแล้ววันเล่าอยู่มิขาดสาย เสียงดั่งสนั่นของรถทัวร์ปรับอากาศเร่งเครื่องเตือนผู้โดยสารที่เอ้อระเหยลอยชาย ในขณะที่ผู้โดยสารที่นั่งรอคอยในรถกระวนกระวาย เสียงตะโกนเรียก ผู้โดยสาร เสียงเด็กร้องไห้ ลูกเล็กเด็กแดง เสียงตะโกนขายของของพวกพ่อค้าแม่ค้าหาบเล่ เสียงด่าทอ ถุ้งเถียง อีกสารพัดเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ รวมไปถึงเสียงสะอื้นและเสียงร่ำไห้ของคนบางคนที่ไม่อยาก “จากลา” ก่อนที่รถทัวร์คันเขื่องจะออกตัวทะยานฝ่าฝูงคนไป แลเห็นลิบลิบหายไปในป่าคอนกรีต...และถนนที่วกวน....

ผมเดินตามหลังผู้หญิงวัยกลางคนร่างเล็กออกมาจากตัวอาคารที่จัดไว้สำหรับเป็นที่ซื้อตั๋ว เสื้อกางเกงสีฟ้าตัดเป็นชุดกระทัดรัดกลืนกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ สีหม่นมัว และใบหน้าหมองเศร้า มือหล่อนกระชับกับคันจับรถเข็นขนาดเล็กพร้อมลังกระดาษที่ปากเปิดอ้าพอแลเห็นเป็นถุงพาสติกสีขาวอยู่ข้างใน 
“พี่ครับ อีกนานมั้ยกว่าจะถึงชานชะลาที่ 45 หน่ะครับ ผมไม่เคยมา” 
คำถามเดียวลอยหลุดออกมาทำลายบรรยากาศอันไม่เป็นมิตรระหว่างผมกับผู้หญิงคนนั้น 
“ไม่นานหรอก ข้ามถนนนี้ไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว” 
หล่อนบอกผมคล้ายนำเสียงเบื่อหน่ายนัก พรางหันหน้าไปทางชานชลาที่เห็นผู้คนยืนหนาทึบเป็นกำแพง สักครู่ใหญ่ ผมก็มาถึง ป้ายสีแหลี่ยมที่ผมแหงนคอตั้งบ่า เขียน “45-48” ผมกุลีกุจอควักเงินในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ให้หล่อนไป 20 บาท เป็นค่าจ้าง ลำพังแค่กระเป๋าเป้ใบเดียวและลังใส่ของใบกระทัดรัดก็ไม่เกินความสามารถที่จะแบกมันมาได้ แต่ด้วยความที่ไม่เคยมา หากให้พนักงานขนส่งสัมภาระมาส่ง จะได้ไม่ต้องหาชานชลาให้ปวดหัว เผลอๆ ผมจะตกรถเอาก็เป็นได้..

หลังจากเจอกับครูติ๋ม และครูน้องหนู ซึ่งเธอทั้งสองมีจุดหมายที่เดียวกันกับผมแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันขึ้นรถตามที่นั่งและรถของตัวเอง บรรยากาศในรถทัวร์ปรับอากาศคันใหญ่ ใหม่ หรู อัดเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งหญิงชาย หลายคนนัยต์ตาคลอด้วยน้ำใสใส แววตาหม่นเศร้า หลายคนมองทอดสายตาออกไปข้างนอกตัวรถอย่างว้าเหว่และเลื่อนลอย ในขณะที่บางคนแววตามเต็มเปี่ยมไปด้วยหวัง แม้เสียงจะไม่ดังมากเหมือนข้างนอกตัวรถ แต่บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความไม่เป็นมิตรเล่นเอาผมไม่อยากจะอีนังขังขอบกับผู้คนเหล่านี้สักเท่าไหร่นัก หากแต่หยิบหนังสือ “ลมเหนือและป่าหนาว” ออกมาอ่านฆ่าเวลาก่อนที่รถจะออกตัวจากป่าผู้คน ก่อนความมืดจะโรยตัวลงมาและคนขับรถจะปิดไฟในรถทุกดวงอย่างไม่แยแสต่อหนอนหนังสือทั้งหลาย...



บรรยากาศย่ำค่ำของคืนฟ้าหม่นต้นฤดูฝน คงมีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางแต่ละต้นซึ่งอยู่ห่างๆ กันเป็นระยะเท่านั้น ที่ยังพอทำให้มองเห็นเงาตะคุ่มตะค่ำของต้นไม้ หรือไม่ก็เงาของอะไรสักอย่างที่ผมไม่อาจรู้ สายฟ้าแลบแปลบปลาบพาดผ่านฟ้ามืดบางขณะ นกกลางคืนสีดำบินโฉบมาเล่นแสงไฟดูลึกลับ บ่งสัญญาณให้รู้ว่าอีกไม่นานฝนคงจะตกลงมาสักห่าใหญ่ หรือไม่ก็โปรยปรายไปตลอดทั้งคืน ผู้คนโดยสารในรถเงียบขรึม ได้ยินแต่เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังกระหึ่มแทรกอยู่ในความแปลกหน้า..... ผมทอดสายตาฝ่าความมืดออกไปนอกตัวรถ นึกถึงเพื่อนใหม่ทั้งหญิงทั้งชาย หมู่บ้านเล็ก ๆ ในป่าลึก บนดอยสูง ที่ผมอาจจะไปไม่ถึง พรุ่งนี้ผมจะไปรอพวกเค้าที่ตรงไหนหนอ แล้วข้าวของที่อยู่ในลังหล่ะ ถ้าฝนตกจะทำยังไงดี ผมจะแบกมันไหวหรือเปล่า แล้วผู้หญิงคนนั้นแน่นอนที่เธอกำลังรอผมอยู่ หน้าตาเธอจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ คงจะมอบแมมตามแบบฉบับของเด็กต่างจังหวัด หรือไม่เธอก็อาจจะหน้าตาสะสวยแบบสาวลูกทุ่ง......... “พี่ตุ๊ก” ผู้ใหญ่ใจดีคนเดียวที่ผมคิดขึ้นมาได้ในยามที่ผมอยากจะปรึกษากับใครสักคนแบบนี้ แต่ป่านนี้เธอคงจะเข้านอนไปนานแล้ว...ไม่นานนักความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียก็บังคับให้ผมหลับลงด้วยหัวใจที่หวาดหวั่นแกมว้าเหว่...ในขณะที่เสียงระเบิดกึกก้องของเครื่องยนต์ยังคงทำหน้าที่อยู่มิรู้เหน็ดเหนื่อย....

“เบื่อลำน้ำเฮาไปแอ่วดอย ผาเฮิบชวนเพลินใช่น้อย แอ๋วดอยแสนเพลินกระไร มีน้ำตกและนกบินร้องก้องไพร ยินเสียงมันแล้วสุขใจ สุขใดบ่มีเปรียบปาน….โอ้เวียงพิง แม้ฉันจากไปแสนนาน แต่ความหมุนเวียนแห่งกาล บ่ได้ทำให้ข้าลืมมม” เสียงเพลง “มนต์เมืองเหนือ” ที่คนขบรถจงใจเปิดปลุกผู้โดยสารให้ตื่นจากหลับใหล ปลุกผมสะดุ้งตื่น แต่ทว่า ท่วงทำนองมันทำให้ผมเคลิ้บเคลิ้มเสียมากว่าความรู้สึกใดใดทั้งสิ้น น้ำเสียงเรียบๆ ของบริกรบนรถประกาศบอกให้ทราบว่าผมจะต้องหยุดพักรับประทานอาหาร ณ เมืองสวรรคโลก ตามธรรมเนียม... ก่อนที่ผมจะก้าวลงมาจากรถด้วยความไม่มั่นใจในสถานที่สักเท่าไหร่นัก..

มีแต่ความแปลกหน้า อยู่ทั่วทุกหัวระแหงบนเนื้อที่แคบๆ ของสถานีบริการน้ำมันที่ดัดแปลงทางด้านข้างเป็นโรงอาหารบริการผู้โดยสารที่ชอบการเดินทางในตอนกลางคืนเป็นนิสัย หลายครั้งที่ผมมองฝ่าความมืดออกไปหวังเพียงอยากเห็นเมืองสวรรคโลก ในยามที่ยืนอยู่บนแผ่นดินนี้จริงๆ แต่ทว่า ทุกทั่ว ตารางเมตรพ้นรัศมีของแสงไฟนั้นปกคลุมไปด้วยความมืดดำ แปลกหน้า และไม่มั่นใจ จนต้องละสายตาออกมาอย่างเลื่อนลอย ไม่ยากนักสำหรับผู้ชายทั่วไปที่จะหาอะไรง่ายๆ ใส่ท้อง จำใจเข้าห้องน้ำอันคลุ้งตลบไปด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ กลิ่นซ้ำกลิ่นซาก ผมกลั้นหายใจเพื่อระบายน้ำทิ้ง และล้างหน้าล้างตา ก่อนจะขึ้นรถมาจดจ่ออยู่กับหนังสือในหน้าแรกที่ยังคงค้างไว้ตั้งแต่คราออกรถ สายฝนนั้นเริ่มปรอยลงมาบางๆ แล้ว ดอกฝนหล่นลงสะท้อนแสงไฟในคืนเดือนมืดเหมือนฝนดาวตก คิดถึงพี่ลำน้ำปิง พี่ชายคนเดียวในโลกเทคโนโลยี อยากโทร.หาพี่ปิงบอกพี่ว่า ผมมายืนอยู่บนแผ่นดินสวรรคโลกแล้ว ผมถอนหายใจ ..ก่อนเหลือบดูนาฬิกาบอกเวลา เที่ยงคืน......

รถเคลื่อนออกจากสถานีอีกครั้ง ความมืดแผ่ปกคลุมไปทั่วสารทิศ เสียงฝนพรำสลับกับสายฟ้าแลบเห็นเป็นทางยาวในความมืด กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ผ่านจมูกตอนก้าวขึ้นประตูรถติดกับคนขับเมื่อสักครู่ทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นใจในความชำนาญทางและรับผิดชอบของคนขับรถสักเท่าไหร่นัก แต่สถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยให้ผมกระทำใดใดได้ทั้งสิ้นนอกจากรอคอยอรุณรุ่งของวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ความหลับใหลมาเยือนอีกครั้ง...ทว่าจากความรู้สึกหวาดหวั่นแกมว้าเว้ กลับแทนที่ด้วยความหวัง การรอคอย และความบรรเจิดของจิต..

-------------------------------------------------------
ความมืดจืดจางลง ฝนนั้นขาดเม็ดไปนานแล้ว เหลือแต่เพียงแอ่งน้ำตื้นตื้นบนถนน ใบไม้ใบหญ้าข้างถนนลู่พิงพาดกันเป็นทางยาว เสียงเพลงปลุกผู้โดยสารของคนขับรถแว่วมาอีกครั้ง สายหมอกบางทอดผ่านถนนลาดยางเป็นทางยาว เด็กๆ ไล่ควายมุ่งหน้าไปสู่ทุ่งนาไกลลิบลิบ ดงดอยเมื่อมองไปไกลไกลนั้น ปลุกจิตให้กระชุ่มกระชวยเสียนี่กระไร ยังเช้าอยู่นัก แดดเหลืองก่อตัวอยู่ปลายดอยใกล้ๆ อีกไม่นานดวงอาทิตย์คงจะทอแสงขึ้นทาบฟ้า ปลุกทุกชีวิตให้ตื่นจากหลับใหลอีกวาระหนึ่ง ผมก้าวลงจากรถปรับอากาศ สูดลมหายใจลึกๆ อากาศที่นี่ช่างสดชื่นเสียยิ่งนักแล้ว ขอบคุณคนขับรถที่นำผมมาถึงจุดหมายปลายทาง กระเป๋า ลังกระดาษ และสิ่งของจิปาถะของผู้โดยสารถูกรื้อออกจากรถอย่างว่องไว แล้วแต่ผู้โดยสารจะเลือกเฟ้นเอาเฉพาะแต่ของตัวเท่านั้น....ขณะที่ผมกำลังก้าวลงจากรถพร้อมกับแสงสว่างอ่อนๆ ที่สาดส่องเข้ามาใต้ชายคาของชานชลา ที่ตัวอาคารนั้นเก่าเปลี่ยนสี ก่อสร้างเป็นรูปแบบอาคารทางภาคเหนือนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงป้อมตำรวจเล็กๆ “แป๊ว” เสียงแรกที่ผมเรียกเธอ ยิ้มหวานๆ หน้าใสๆ และท่าทีที่เป็นมิตรลบเลือนความรู้สึกทุกอย่างไปเสียหมดสิ้น ผมยิ้มตอบให้เธอ “ลำน้ำวัง” พี่สาวของผมมานั่งรออยู่นานแล้ว 

ณ ป้อมเล็กๆ ของตำรวจท่องเที่ยว ครูอาสาหลายชีวิตมาถึงก่อนหน้าผมแล้ว...ในขณะที่ครูบางคนกำลังเดินทาง ผมเดินไปยังกลุ่มครูอาสาด้วยความมั่นใจ ครูบางคนหอบของพะรุงพะรัง บางคนแนะนำตัวเองพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ในขณะที่บางคนพะว้าพะวงอยู่กับสัมภาระ ผมรู้สึกถึงความศรัทธาและความสุขอันล้นพลี่ที่ผุดขึ้นมาในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก 20 กว่าชีวิตของครูอาสา ด้วยใจ ด้วยฝัน ด้วยความมุ่งมั่น และคุณค่าของดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานที่มนุษย์เราพึงที่จะหยิบยื่นให้แก่กัน ท่ามกลางวงล้อมของครูอาสาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ผมกระชับเป้สะพายหลังให้เข้าที่ แสงแดดสาดส่องมาอบอุ่น เป็นลำแสงแรกแห่งวันใหม่ ผมรู้สึกถึงภาระกิจของ “ครู” 

สุดสายตาตรงฟ้าเบื้องตะวันออกนั้นผมเห็นขอบฟ้าชัดเจนและเรืองรอง.......


…………………..……….ลำน้ำน่าน
วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2545

21/09/2002 15:58

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com