Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> Bangkok Heart

เรื่อง :

Bangkok Heart

เขียนได้มากแล้วครับลองเอาไปอ่านก่อน 1 บท
Bangkok Heart
บทที่ 1 ปฐมตน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านซึ่งส่งผลกระทบมายังปัจจุบัน เศรษฐกิจการเมืองวิถีชีวิต เทคโนโลยี ทุกๆอย่างมันเริ่มเปลี่ยนแปลงจากจุดนั้น จากจุดที่มนุษย์ต้องการเข่นฆ่ากันเพียงเพื่ออำนาจที่มันล่อลวงให้ลุ่มหลง ณ. จุดที่อำนาจได้เดินทางมาถึงขีดสุด เหล่าทหารที่เข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองต่างก็เป็นเพียงเครื่องมือ สำหรับผู้ที่ใช้อำนาจไว้แสวงหาเป้าหมายแห่งตน และเหล่าเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างลับๆเพื่อจุดประสงค์ที่จะได้หลีกหนีจากความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ว่าก็คือ ความตาย มันยังคงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงทุกวันนี้ความตายยังคงคืบคลานอยู่ มันอาจจะเตรียมเคาะประตูบ้านเพื่อเชื้อเชิญให้เราย่างก้าวเข้าสู่ขุมนรกอเวจี ห้วงเหวที่ดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความเป็นจริงที่ไม่อาจหยั่งถึง มันทรมาน อึดอัด ชื้นแฉะ เน่าเหม็น จนแม้นหากเราได้พบเจอเรายังสมควรจะร้องหาความตายเสียมากกว่า ตายให้พ้นไปจากมัน
แสงอาทิตย์เริ่มจับที่ขอบฟ้า หมอกจางๆ ถูกตัดด้วยแสงสีทองอำพันของดวงอาทิตย์ แสงแดดอ่อนส่องกระทบกับยอดหญ้าที่มีน้ำค้างจับอยู่ปลายยอด ตั๊กแตนตำข้าวตัวเขียวใหญ่ยืนจังก้าอวดก้ามแขนโต มันขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้รับอายลมอ่อนยามเช้า ตัดกับเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์นานาชนิด รถราที่วิ่งกันขวักไขว่บนถนนสุขุมวิทย่านใจกลางเมืองหลวงกรุงเทพมหานครเมืองที่ถูกควบคุมด้วยวัฐจักรแห่งความละโมบ ศรัทธาเสื่อม จิตวิปริต ความจัญไรที่บังเกิดขึ้นภายในก้นบึ้งแห่งดวงจิตของมนุษย์การแข่งขันกันด้วยเงินตรา มันถูกหล่อหลอมออกมาเป็นชาวกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ หากแต่นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้นใช่ว่าจะเป็นทั้งหมดเพราะคงไม่มีที่ที่ใดในโลกจะมีเพียงด้านเดียว และเมื่อถัดจากความจอแจที่เริ่มต้นขึ้นเหมือนๆกันในทุกๆเช้า ลึกเข้าไปไม่มากในซอยเล็กๆ ถนนดินโรยกรวดแดงเม็ดเล็กๆหน้าถนนกว้างประมาณ 3 เมตร คงพอให้รถสองคันวิ่งสวนกันอย่างทุลักทุเลพอสมควร สองข้างทางถูกปกคลุมไปด้วยต้นสนสูงและหญ้าคาขึ้นเลาะริมทาง เม็ดสนเล็กๆ แข็งๆ หล่นล่วงเต็มทาง หากใครเดินผ่านโดยไม่ใส่รองเท้าคงเจ็บน่าดู เมื่อเข้ามาประมาณไม่ถึงกิโลดี ยังคงได้ยินเสียงรถราแว่วจากถนนสุขุมวิทอยู่บางๆ แหล่งชุมชนขนาดย่อม มนุษย์เงินเดือน เจ้าของกิจการ อาเล้ง อาแปะ ทั้งผู้มีรายได้น้อย กรรมกรแบกหาม นักเรียนนักศึกษา ต่างเดินกันขวักไขว่ อาจด้วยว่าบริเวณพื้นที่นี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเส้นจราจรสายหลักเท่าไรนัก สองข้างทางมีน้ำคลำขังอยู่เป็นหย่อมๆ บ้านเรือนมีทั้งเป็นสังกะสีมุง บ้างก็เป็นเพียงกระดาษลังเก่าๆ ปกปิดเพียงกั้นสายตาแห่งการสอดรู้สอดเห็น แต่ก็ไม่วาย เพราะเพียงมองเข้าไปตามช่องที่เว้นไว้ระหว่างแผ่นฝา ก็สามารถมองทะลุเข้าไปถึงบ้านหลังถัดไปได้อย่างสบายซึ่งส่วนใหญ่อาจจะเป็นของพวกก่อสร้างที่กำลังดำเนินงานสร้างหมู่บ้านที่กำลังขึ้นใหม่เป็นดอกเห็ด ถัดไปก็เป็นแหล่งบ้านเช่าและอพาร์ทเมนต์ ซึ่งมีเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยคนทำงานต่างมาพักอาศัย ที่แห่งนี้มีตลาดสดอยู่ริมทางเดินเท้าจะเรียกว่าตลาดก็ไม่เชิงเพราะด้วยว่าเหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างอาศัยริมทางเดินเท้าสองข้างทางเป็นทำเลตั้งสินค้า เช้านี้ก็เช่นกัน ตลาดสดที่มีพ่อค้าแม่ขาย ตั้งของวางเรียงรายตามทางเดิน ทั้งผักบุ้งที่เก็บได้จากคูน้ำเมื่อเช้ามืด ทั้งปลาช่อนที่จับได้ตัวเป็นๆ ยังคงดิ้นพล่านๆในกะละมังมุงตาข่ายจากบึงที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนนัก ขนมห่อ แกงถุง หรืออาหารการกินอีกสารพัด ถูกจัดวางบ้างบนโต๊ะพับ บ้างบนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปูกางกับพื้นดินอย่างง่ายๆ บ้างก็วางในกระจาดหรือถือเดินไปเดินมา เด็กๆ เริ่มทยอยออกมาจากบ้าน เหล่าเด็กหญิงชายใส่ชุดนักเรียนสดใส นักศึกษามหาวิทยาลัยเดินคุยกันเป็นกลุ่มเพื่อจะขึ้นรถไปยังสถานที่เรียนหรือแม้นกระทั้งคนทำงาน ผู้คนเริ่มต้นชีวิตที่กิจวัตรนี้เป็นประจำ
ณ อพาร์ทเมนต์โทรมๆ แห่งหนึ่ง ผนังสีขาวตุ่นแตกลาย เนื้อสีหลุดร่อนเป็นแผ่น ทั้งหมดมี 5 ชั้น ชั้นละ 5 ห้อง แต่ละห้องมักมีเสื้อผ้าที่ผ่านการซักตากไว้ที่ระเบียง ยื่นออกมานอกชานบ้าน แต่หากใครกำลังเดินเข้าที่พักแล้วเผลอแหงนมองขึ้นไปคงได้รับรู้แน่ว่า คนที่อยู่ห้องข้างบนใส่ชั้นในสีไหนลายอะไรบ้างใน 25 ห้องนั้น ผู้คนต่างก็เริ่มต้นชีวิตกิจวัตรประจำวันคล้ายๆ กัน หากขึ้นมาห้องที่อยู่ชั้นบนสุดห้องริมสุดทางเดิน มีซองเอกสารสีน้ำตาลแก่ ถูกวางสอดอยู่ใต้ช่องว่างระหว่างประตู ไม่มีใครรับทราบ ไม่มีใครรับรู้ ต่างคนต่างก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป ยิ่งเป็นสังคมเมืองคงยากนักหากจะมีใครมาคอยใส่ใจในเรื่องของคนอื่นๆ แต่หากเป็นเรื่องไม่ดีก็อาจเป็นสิ่งที่สร้างความน่าสนใจจะสอดรู้สอดเห็นได้อยู่บ้าง แสงแดดเริ่มสาดส่องหนักขึ้นแดดเริ่มแรงขึ้น จากอากาศสดชื่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนอบอ้าว ทั้งที่เวลาล่วงมาเพียงประมาณ 9 นาฬิกา เจ้าของนิวาสถานขนาด 4 คูณ 6 เมตร มีเพียงเตียงนอนเก่าๆ โต๊ะทำงานไม้ซึ่งมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มากมายกองสุมอยู่ เสื้อผ้าถูกพับอย่างเป็นระเบียบในตระกร้า เขาดึงซองสีน้ำตาลเข้าไปเพื่อเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เกลี้ยงเกลา คิ้วคมเข้มจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเย็นชานิ่งเรียบคะเนอายุน่าจะประมาณ 30 ต้นๆ ประหลาดแค่เพียงเส้นผมสีขาวโพลนเหยียดตรงยาวปะบ่าถูกมัดลวกๆ ไว้ด้านหลัง เขาหยิบเอกสารขึ้นมาดู แล้วล้วงหยิบวัตถุภายในออก ชายหนุ่มหยิบวัตถุคล้ายชิบวงจรสีดำมะเมื่อมใส่เข้าไปในสลักของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ชนิดหนึ่งคล้ายคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา เมื่อกดปุ่มเครื่องเริ่มทำงานบนหน้าจอขนาดประมาณ 3 นิ้วก็มีภาพบุคคลหนึ่งในอริยาบทต่างๆ แลดูเป็นบุคคลทรงอำนาจ และทุกรูปที่เขาอยู่จะมีรูปของคนหลากหลายรายล้อมรอบอารักขาคุ้มกัน เครื่องฉายค่อยๆสไลด์ภาพเลื่อนไปเรื่อยๆ ถัดจากนั้น มีรูปแผนที่และสถานที่แสดงขึ้นมา วันเวลาและหมายเลขรหัส 13 หลัก ชายหนุ่มกดปิดเครื่อง ดึงชิปวงจรออกมาแล้วทุบทิ้ง บดเป็นชิ้นย่อยลงถังขยะ เขาลุกขึ้นผลัดผ้าอาบน้ำแต่งตัว ดวงตาเย็นชาเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย และโดดเดี่ยว ภายใต้ละอองสายน้ำ ที่คอเขามีล็อกเก็ตห้อยคออยู่หนึ่งชิ้นเขากำมันแล้วหลับตา
บุรุษในชุดดำเสื้อยืดแขนกุดคอเต่าปิดรัดรูป โชว์สัดส่วนให้เห็นมัดกล้ามกางเกงหนังสีดำทรงฟิตได้รูปเข้ากับรองเท้าหนังดำด้านทรงคาวบอย โพกหัวด้วยผ้าสีดำปกปิดผมขาว เขาหิ้วกระเป๋าหนังดำยาวคล้ายกระเป๋าใส่กีตาร์ เพียงแต่เล็กและบางกว่า เสียงเดินกึก กึก ก้องอาคาร เขาตรงไปยังลิฟต์เก่าๆซอมอเพื่อกดลงไปชั้นหนึ่งของอาคาร
“เดี๋ยวค่ะ รอด้วยค่ะ” เสียงตะโกนล้งเล้ง พร้อมเสียงฝีเท้าวิ่งตุบตับ ดังเข้ามาใกล้
“ขอโทษค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่รอ” เธอหอบแฮกกุลีกุจอเข้าลิฟต์ พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้เขา เธอพยายามสบตาเขาเพียงหวังจะขอบคุณในน้ำใจ แต่เขากลับนิ่งเฉย ไม่รับรู้ใดๆ เธอหน้าเจี๋อน ทำตาประหลับประเหลือกยิ้มแห้งๆแก้เขิน ภายในลิฟต์ระอุด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด เธอแอบชำเลืองมองเขาอยู่เป็นระยะเธอรู้สึกได้ถึงแววตาที่นิ่งสงบ เขายืนนิ่งไม่ไหวติงหากไม่สังเกตถึงการหายใจคงนึกแล้วว่าเขาคงเป็นตุ๊กตาเป็นแน่ ยิ่งมองเขาเธอกลับรู้สึกประหม่าและเขินอาย ไม่ ไม่ ไม่ !!! เธอคิดในใจสลัดหัวเล็กน้อย ลิฟต์พาคนทั้งสองลงมายังชั้นหนึ่งเขาเดินออกไป เธอเดินตามเขา ใจก็เกร็งๆ เพราะเธอเองก็เพิ่งย้ายเข้ามาที่นี้ได้ไม่นาน เนื่องจากใกล้ที่เรียนและสามารถไปมาได้สะดวก เพราะอพาร์ทเมนต์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากใจกลางจุดที่เธอมีกิจกรรมร่วมเท่าไรนัก ทั้งห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย หรืออื่นๆ เธอเดินเข้าไปขี้นรถเก๋งคันงามราคาแพงลิบซึ่งไม่ได้เข้ากันกับอาคารซอมซ่อนี้เลย เธอเหลือบมองที่กระจกเห็นชายหนุ่มคนเดิมสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำรัดรูป แล้วสวมหมวกกันน็อกสีดำทรงประหลาดปิดหน้าปิดตา นั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซด์ทรงสปอร์ตสีดำไฟกลมดวงเดียว สะพายกระเป๋าหนังพาดบ่าเฉียง เขาถอยหลังเข็นรถออกแล้วติดเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ขนาด 1200 cc ดังกระหึ่มอึ้ออึงไปทั้งอาคาร ใส่เกียร์ผ่อนครัชแล้วเร่งเครื่องบิดทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เธอมองเขาจนลับตา ในใจเกิดความสงสัยในบุรุษผู้นี้ เธอส่ายหัวเล็กน้อย ทำที่เหมือนว่าไม่ใช่เรื่องตน แต่ใจ…….. เธอสตาร์ทเครื่องยนต์ของตัวเองแล้วถอยหลังรถออกจากซอง ค่อยๆหันหัวเลี้ยวแล้วทะยานออกไปสู่ถนนสายเดียวกัน แต่ต่างจุดหมายปลายทาง และความต้องการ




โดย : Eva
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com