Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

เรื่อง :

ลี่หยุนกับขุนศึก

เสียงฝีเท้าอันฉกาจฉกรรจ์เหยียบย้ำผืนหญ้ามาอย่างว่องไว ราวกับเจ้าขอวฝีเท้าผู้นั้นกำลังหลบหนีผู้ใดผู้หนึ่ง
เด็กน้อยวัยสิบขวบในชุดอันสกปรกและขาดวิ่นวิ่งฝ่าต้นหญ้ามุ่งเข้าสู่ป่ารกชัดด้วยทีท่าตระหนก เด็กชายผู้นี้มีนามว่า ลี่หยุน เขากำลังหลบหนีการไล่ล่าของจอมมารผู้ชั่วร้ายซึ่งหมายจะเอาชีวิต
ลี่หยุนหลบหลีกเข้าป่าหมายใช้ต้นไม้อันสูงใหญ่บดบังกายา เด็กน้อยซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบอันมีพุ่มไม้ปกคลุม
บัดดลกันนั้น บังเกิดเสียงหัวเราะอันน่าสะพรึงกลัวก้องไปทั่วป่า ตามด้วยร่างแห่งจอมมารเหินทะยานผ่านแนวต้นไม้มาอย่างช้าๆด้วยวรยุทธ์อันล้ำลึกพลางสอดส่ายสายตามองหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
" ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า ลี่หยุน.... เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย หากแม้นข้าจับเจ้าได้เมื่อใด ร่างเจ้าจะแหลกเป็นชิ้นๆ "
โดยมิทันระวัง ลี่หยุนขยับกาย ยังผลให้พุ่มไม้สั่นไหว จอมมารรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหว ณ ที่แห่งนั้นมันจึงควงร่างพุ่งกายไปยังจุดหมายในทันที ลี่หยุนเผยกายกระโจนออกแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จอมมารลั่นหัวเราะพลางพุ่งตัวติดตามลี่หยุนมาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้ว โชคร้ายก็มาเยือน ลี่หยุนสะดุดขอนไม้ล้มลงแล้วถลาไถลไปตามผืนหญ้า จอมมารโถมกายเข้าหาอย่างฉับพลัน ฝ่ามืออันเกรี้ยวกราดของมันโหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ยั้ง
ครากระนั้นเอง...
พลันบังเกิดเกลียวร่างสีทองอร่ามตาพุ่งสอดด้ามกระบี่ปัดฝ่ามือจอมมารออก พร้อมซัดพลังปราณเข้าใส่กลางอกจนร่างจอมมารควงทะยานกลับลอยละลิ่วพุ่งชนต้นไม้หักโค่นลงต้นหนึ่ง
จอมมารกลิ้งไถลไปตามพื้นอยู่ครู่ ก่อนจะทรงตัวลุกขึ้นด้วยโลหิตกระอักปาก มือของมันกุมกระชับแน่นไว้กลางอก
" เจ้า... เจ้าเป็นผู้ใดกัน บังอาจลอบทำร้ายข้า "
สายตาจอมมารจ้องมายังบุรุษร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเกราะสีทองอร่ามตาอย่างขุนศึกจากเมืองหลวง บุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าคมสันห้าวหาญได้เอ่ยปากตอบไป
" ข้าเป็นใครไม่สำคัญ แต่เจ้า... ทำร้ายเด็กไร้ทางสู้มิสมเป็นผู้เยี่ยมวรยุทธ์
" โอหัง... ปากดีนัก ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด "
ลี่หยุนจ้องมองดูชายในชุดขุนศึกด้วยสายตาอ่อนโยน ชายผู้นั้นลดตัวลงพลางลูบศีรษะลี่หยุนคราหนึ่งจึงว่า
" ข้าจะช่วยขจัดความหวาดกลัวให้เจ้าเอง บุรุษน้อย "
ฉับพลัน จอมมารถีบทะยานร่างขึ้นฟ้าพลางเผยฝ่ามือทั้งสองออก ขุนศึกรูปงามยืดตัวตรงก่อนหันขวับมาพลางยื่นแขนขวาออกรับฝ่ามือจอมมารไว้พลางตวัดร่างจอมมารให้ลอยละลิ่วออกไป ก่อนจะร่ายกระบี่ทั้งฝักเข้าหา
สองวรยุทธ์เข้าห้ำหั่นกันด้วยลีลา^_^มหาญ ลี่หยุนจ้องมองดูด้วยความสะพรึงกลัว เพลงยุทธ์ดำเนินไปไม่นาน จอมมารมิอาจต้านทานกำลังอันกล้าแกร่งแห่งขุนศึกได้จึงพลาดท่า ขุนศึกควงร่างขึ้นสู่เบื้องบนพลางโลมพลังฝ่ามืออันหนักหน่วงเข้าใส่ที่กลางกระหม่อมของจอมมารอย่างแรง
พลังปราณถ่ายทอดลงสู่เบื้องล่าง ยังผลให้จอมมารนัยน์ตาเหลือกค้างเป็นสีขาว โลหิตทะลักพรั่งพรูออกจากทวารทั้งเจ็ดอย่างสยดสยอง ลี่หยุนยกมือขึ้นปิดตาของตนเองแน่น ขุนศึกร่อนกายลงสู่พื้นพลางผ่อนพลังปราณลง เขาสามารถกำจัดจอมมารผู้โฉดเขลาได้โดยที่กระบี่ยังไม่ออกจากฝัก เขาลดตัวลงข้างๆลี่หยุนพลางปลอบโยนเด็กน้อยให้คลายความหวาดกลัว
" เจ้าเป็นอิสระแล้ว บ้านเจ้าอยู่ที่ใด ข้าจะไปส่ง "
บุรุษน้อยส่ายหน้าพลางส่งสายตาเว้าวอน
" ข้าไม่มีบ้าน "
" แล้วบิดามารดาของเจ้าละ "
" ไม่มี... ข้าถูกจอมมารจับมาตั้งแต่เล็กๆ "
" เช่นนั้นข้าก็จนปัญญา "
ขุนศึกกล่าวจบก็ยืดตัวขึ้น ลี่หยุนจ้องมองเขาคราหนึ่งจึงเอ่ย
" ให้ข้าติดตามท่านไปเถิด "
" ไม่ได้หรอก... มันอันตรายมาก "
" ได้โปรดเถิดท่านขุนศึก ข้าน้อยยินดีเป็นทาสรับใช้ของท่าน ข้าน้อยไม่มีที่ไปอีกแล้ว "
ขุนศึกจ้องมองแววตาอันไร้เดียวสาและน่าสงสารของเด็กน้อยผ้นั้นด้วยความสับสนในจิตใจพลางคิด
..... เด็กน้อยผู้นี้ยังเล็กนัก หากแม้นเราจะปล่อยให้เขาต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนเผชิญโชคชะตาไปอย่างไร้จุดหมายคงไม่ได้.....
" ก็ได้... ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าไปสักระยะหนึ่ง "
เด็กน้อยเผยยิ้มออกมาอย่างร่าเริง และแล้ว ลี่หยุนกับขุนศึกก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอันเป็นจุดหมายปลายทางซึ่งขุนศึกรูปงามจะต้องไปปฏิบัติภาระกิจอันสำคัญ
ในค่ำคืนวันนั้น ทั้งสองก็พักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ภายในห้องอันคับแคบราวกับห้องเก็บฟืนนั้น ขุนศึกให้ลี่หยุนนอนบนเตียง ส่วนตัวเขาเองก็เสียสละที่จะนอนบนเก้าอี้ที่เอามาเรียงต่อกัน ลี่หยุนรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของขุนศึกยิ่งนัก เขาลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินมายังขุนศึกซึ่งกำลังเอนกายหลับใหลอย่างสงบ
ลี่หยุนจ้องมองดวงหน้าของบุรุษรูปงามผู้นั้นด้วยจิตใจอันปั่นป่วน เขาดูคมเข้มและมีเสน่ห์ชวนหลงใหล องอาจห้าวหาญและสง่างามราวกับเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ความรู้สึกของลี่หยุนนั้นล้วงรู้ว่าชายหนุ่มฉกรรจ์ผู้นี้ยังไม่หลับสนิท ดังนั้น เขาจึงเอ่ยปากไปว่า
" น... ท่านขอรับ "
ขุนศึกตอบกลับมาในขณะที่ยังหลับตานั้นว่า
" มีเรื่องอะไรหรือ "
ขุนศึกลืมตาขึ้นมองเด็กน้อยผู้นั้น
" ข้า... ข้าขอบคุณท่านมากที่ท่านช่วยชีวิตข้า "
" ไม่เป็นไรหรอก "
ลี่หยุนก้มหน้าลง ดวงตาทั้งคู่ของเขามีน้ำตาคลออยู่จนเต็ม ขุนศึกหนุ่มผุดลุกขึ้นพลางพยุงร่างลี่หยุนขึ้นนั่งบนเก้าอี้พลางถามอีก
" เจ้าร้องไห้ทำไม คิดถึงบ้านใช่ไหม "
ลี่หยุนส่ายหน้า เขาจ้องมองดวงตาขุนศึกผู้นั้นพลางกล่าว
" ยังมีอีกเรื่องที่ข้าอยากจะบอกท่าน "
" เรื่องอะไรเหรอ "
" ข้าถูกจอมมารข่มเหง "
" อะไรนะ !! "
ดวงตาทั้งคู่ของขุนศึกเบิกโพลง เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กน้อยผู้นี้ได้
" จอมมารมิได้เป็นเช่นบุรุษธรรมดาๆ ทั่วๆไป มันชื่นชอบที่จะจับเด็กผู้ชายมาแล้วข่มเหง มันอ้างว่าจะทำให้วิชามารของมันนั้นกล้าแข็งยิ่งขึ้น และข้าก็เป็นหนึ่งในเด็กพวกนั้น ข้าพยายามที่จะหลบหนีหลายครั้ง แต่ก็ถูกมันจับได้ ซึ่งมันก็ลงโทษข้าด้วยการเฆี่ยนตีแล้วข่มเหงข้าจนเจ็บระบบมไปหมด "
ขุนศึกดึงร่างเด็กน้อยเข้าไปโอบกอดไว้พลางลูบศีรษะเขาด้วยความเอ็นดู
รุ่งเช้า ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งสู่เมืองหลวงอีกครั้ง ระยะทางนั้นยังอีกไกลนัก การเดินทางก็ลำบาก ต้องฝ่าเปลวแดดกลางทะเลทราย เผชิญอันตรายจากป่ารกที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์
ทั้งสองหยุดพักการเดินทางที่ริมลำธารอันใสเย็น บริเวณนั้นเป็นป่าลึกเกินกว่าที่ชาวบ้านจะเข้ามาเพราะเกรงอันตรายจากสัตว์ป่า ขุนศึกเดินไปยังริมลำธารพลางปลดกระบี่และชุดเกราะออกเพื่อชำระล้างร่างกาย
ลี่หยุนนั่งกอดเข่าจ้องมองชายผู้นี้ด้วยความพินิจพิเคราะห์พลางยิ้มอยู่ในใจ เรือนร่างภายใต้ชุดเกราะสีทองของเขานั้นช่างงดงามสุดบรรยาย
หลังจากวันนั้น ทั้งสองก็เดินทางสู่เมืองหลวง ขุนศึกได้ฝากฝังลี่หยุนไว้กับญาติสนิทคนหนึ่งซึ่งเขาไว้วางใจ ส่วนตัวเขาก็เดินทางเข้าไปปฏิบัติภาระกิจในเมืองจนเสร็จสรรพ
โชคชะตาดลบันดาลให้ทั้งคู่ต้องพรัดพรากจากกัน ขุนศึกผู้นั้นได้รับพระบัญชาจากองค์จักรพรรดิให้เดินทางไปหัวเมืองซึ่งอยู่ไกลโพ้น ลี่หยุนไม่มีโอกาสได้พานพบกับขุนศึกผู้นั้นอีกเลย แม้แต่นาม เขาก็ไม่ยอมเปิดเผยให้ลี่หยุนทราบ
10 ปี ผ่านไป
ลี่หยุนลุล่วงเข้าสู่วัยหนุ่ม ร่างกายของเขาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ที่สำคัญ รูปโฉมของเขานั้นกลับดูงดงามสวยสะคราญราวกับอิสตรี จนเป็นที่เลื่องลือกระฉ่อนไปทั่ว เหล่าบุรุษมากมายจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันเดินทางแวะเวียนมายลโฉมบุรุษนามลี่หยุนผู้นี้ซึ่งมีใบหน้างดงามกว่าอิสตรีเพศ จนสุดจะหาสตรีใดมาเทียบเทียม
กิติศัพท์แห่งความงดงามอ่อนช้อยของลี่หยุนได้ลอยละล่องเข้าสู่พระราชวังหลวงอย่างรวดเร็วราวกับลมหนาวในฤดูเหมันต์ รูปโฉมโนมพรรณของลี่หยุนได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่ขุนนางทั้งหนุ้มและชราอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมดรสชาด และแล้ว ในวันหนึ่ง เมื่อองค์จักพรรดิเสด็จออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรงใหญ่ ภายในพระราชวังหลวงนั้น
พระราชดำรัสหนึ่งที่ยังความตื่นตะลึงให้เกิดแก่เหล่าขุนนางอำมาตย์ทั้งมวลนั้นก็คือ
" ข้าอยากจะยลโฉมบุคคลที่พวกเจ้าพากันพูดถึงกันอยู่ทุกวี่วันนี้สักครั้ง อยากรู้นักว่าจะงดงามกว่าพระมเหสีของเราหรือไม่ "
เหล่าขุนนางต่างพากันตกใจในพระราชดำรัส เสียงซุบซิบดังครืนอยู่คราหนึ่งจึงสงบ และหลังจากวันนั้นไม่นานนัก ลี่หยุนก็ถูกนำตัวเข้าสู่พระราชวังหลวงอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางสายตามากมายหลายคู่ในท้องพระโรงที่จ้องมองมายังลี่หยุนผู้กำลังเดินเข้ามานั้น ลี่หยุนรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งกามราคะทั่คุกรุ่นและซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของขุนนางเหล่านั้น ลี่หยุนได้กลายเป็นจุดสนใจของชายทุกผู้ในท้องพระโรงวังหลวง องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรมายังลี่หยุนด้วยพระทัยระทึกแลตื่นตะลึง
" ไม่น่าเชื่อว่าจะงดงามปานนี้ แม้อิสตรีชาววังยังทาบไม่ติด "
หลังจากวันนั้น ช่วงชัวิตของลี่หยุนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานวังแห่งหนึ่งให้ลี่หยุนได้พำนัก ยังความตื่นตะลึงแก่พระมเหสีและเหล่านางสนมกำนัลนับพันเป็นอันมาก หากแต่ลี่หยุนกลับใช้ชีวิตอยู่ในวังอย่างไม่มีความสุข เขาถูกแวดล้อมไปด้วยบรรดาขันทีทั้งหลายซึ่งมีทั้งร้ายและดีระคนกัน
องค์จักรพรรดิทรงแวะเวียนมาหาลี่หยุนอยู่เนืองๆ ราวกับลี่หยุนเป็นพระชายาองค์ใหม่ ยังความไม่พอพระราชหฤทัยแก่พระมเหสีเป็นที่ยิ่ง และในวันหนึ่งนั้น พระมเหสีก็ทรงมีพระดำรัสทูลถามองค์จักรพรรดิว่า
" พระองค์จะทรงเลือกผู้ใดเพคะ ระหว่างหม่อมฉัน กับ... กับบุคคลผู้นั้น "
" จะให้ข้าเลือกจริงๆนะหรือ "
องค์จักรพรรดิตรัสจบ ดวงพระเนตรแห่งพระมเหสีก็เบิกโพลง ทรงไม่คาดคิดมาก่อนว่าองค์จักรพรรดิจะตรัสด้วยพระสุรเสียงจริงจังเช่นนี้ได้ ในที่สุด พระมเหสีก็มิทรงรอคำตอบใดๆ ทรงสะบัดพระวรกายจากไปในทันที
หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวร้ายก็บังเกิด เมื่อพระมเหสีทรงตัดสินพระทัยกระทำอัตวินิบาตกรรมพระองค์เองด้วยมีดปลายแหลม ข่าวนี้ยังความตกตะลึงแก่บรรดาพสกนิกรทั้งมวลเป็นยิ่งนัก หากแต่กลับมิได้ทำให้องค์จักรพรรดิทรงหยุดความลุ่มหลงคลั่งไคล้ที่ทรงมีต่อลี่หยุนไปได้ไม่ ซ้ำร้าย ยังทรงมีพระดำรัสขับไล่บรรดานางสนมกำนัลออกไปจนหมดทั้งพระราชวังหลวง ยังความตกตะลึงพรึงเพริดแก่บรรดาขุนนางอำมาตย์ทั้งมวลเป็นที่สุด
สาเหตุที่ทรงกระทำเช่นนั้น ได้มีผู้ร่ำลือกันไปว่า องค์จักรพรรดิทรงเล็งเห็นว่าไม่มีอิสตรีใดงามเท่าลี่หยุนนั่นเอง
ในวันชุมนุมพลของกองทัพ ขณะที่องค์จักรพรรดิเวด็จประทับยืนอยู่ในพลับพลาที่ประทับบนกำแพงพระราชวังเพื่อทอดพระเนตรการถวายสัตย์ปฏิญาณของบรรดาขุนศึกและทหารหาญทั้งมวลที่เบื้องล่าง ข้างพระวรกายของพระองค์ก็มีลี่หยุนยืนเคียงขนาบอยู่มิห่าง
ลี่หยุนในขณะนี้อยู่ในชุดเครื่องแต่งกายอย่างสตรีชาววังอันงดงาม เครื่องสำอางค์และเครื่องประทินโฉมได้ส่งให้ความงามของลี่หยุนขจรไกลไปในหมู่ขุนพลและเหล่าทหารกล้านับหมื่นนับแสนทั่วลานกว้างหน้าพระราชวังหลวงอันตระการตา
หนึ่งในหมู่ขุนศึกชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนเรียงรายอยู่หน้าสุดนั้น มีขุนศึกผู้หนึ่งซึ่งเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับลี่หยุนมาก่อนยืนรวมอยู่ด้วย เขาสอดสายตาเพ่งมองดวงหน้สและเรือนร่างที่ยืนเคียงข้างองค์จักรพรรดิด้วยอารมณ์อันคุกรุ่นไปด้วยเพลิงเสน่หา
หลังจากวันนั้น ภายในวังต้องห้าม ขณะที่ลี่หยุนกำลังนั่งบรรเลงพิณอยู่ในศาลากลางน้ำ ท่ามกลางความรื่นรมย์ของอุทยานอันบรรเจิดกลางวังหลวง เหล่าขันทีต่างพากันวิ่งเล่นส่งเสียงดังอยู่รอบๆโดยที่ลี่หยุนมิได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ทันใดกันนั้นเอง...
ขุนศึกผู้นั้นก็ปรากฏกายขึ้นที่กำแพงวัง เขาร่อนกายลงเหยียบปลายดอกบัวในสระด้วยวรยุทธ์อันล้ำเลิศ ก่อนถีบทะยานร่อนกายเข้าไปในศาลา สายตาของลี่หยุนตื่นตะลึงกับภาพของขุนศึกผู้ซึ่งเขาเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันมาก่อนเก่า
สายพิณขาดสะบั้นลงด้วยแรงนิ้วอันเปี่ยมพลังเร่าร้อน ขุนศึกผู้กล้าตรงเข้าช้อนกายลี่หยุนให้หมุนเข้ามาแนบชิดอย่างช้าๆด้วยแววตาอันหวานฉ่ำ ลี่หยุนหลับนัยน์ตาลงพลางปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับอ้อมกอดอันอบอุ่นและแข็งแกร่งแห่งขุนศึกผู้อาจหาญ
" ข้ายังรอท่านอยู่เสมอ รอท่านมานานแสนนาน ตลอดเวลากว่าสิบปี "
ลี่หยุนพร่ำเพ้อ ในขณะที่ขุนศึกโน้มใบหน้าลงจุมพิตริมฝีปากของลี่หยุนอย่างละเมียดละไม บรรดาขันทีทั้งหลายต่างวิ่งกระจายหนีหายกันไปหลบซ่อนกันหมดด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่จะตามมา
" เจ้าเปลี่ยนไปมาก มากเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าคือเด็กน้อยผู้นั้นเมื่อสิบปีก่อน "
เสียงอันนุ่มลึกของขุนศึกดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของลี่หยุนไม่เสื่อมคลาย
" ท่านก็เช่นกัน ท่านเปลี่ยนไปมาก ดูคมเข้ม อบอุ่น ห้าวหาญกว่าก่อนเก่า "
" เพราะความหวงหาในตัวเจ้านั่นแหละ "
ขุนศึกกล่าวตอบ
หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มแนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การรู้เห็นของบรรดาขันทีคนสนิท แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกที่ย่อมมีคนโฉด และแล้ว ข่าวคราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ล่วงรู้ถึงพระกรรณองค์จักรพรรดิโดยขันทีเลวผู้หนึ่ง
ขันทีผู้นั้นแอบเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิในกลางดึกของคืนวันฝนตกอันเลวร้าย
" เจ้าว่าอะไรนะ "
องค์จักรพรรดิทรงพระดำรัสเสียงขุ่นข้อง
" เร็วเข้าเถิดพระเจ้าข้า "
ฉับพลัน ราวสายอสุนีบาตฟาดฟันลงสู่ผืนพสุธา องค์จักรพรรดิเสด็จโดยพระบาทอย่างว่องไวไปตามทางในอุทยาน มุ่งสู่วังต้องห้ามโดยมีขันทีเลวผู้นั้นตามเสด็จมาไม่ห่าง
ครั้นถึงห้องของลี่หยุน ทรงแลเห็นขุนศึกกำลังกอดตระกองลี่หยุนอยู่บนตียงอย่างแนบชิดก็ทรงพิโรธจัด ตรัสให้จับกุมบุคคลทั้งสองไปกักขังในทันใด เพื่อรอพระราชอาญาในเช้าวันรุ่งขึ้น
รุ่งอรุณอันหม่นหมอง
ณ ลานกว้างหน้าพระราชวังหลวง ลมร้ายแห่งความครุ่นแค้นได้กระพือพัดกระหน่ำเรือนร่างของลี่หยุนกับขุนศึกซึ่งถูกมัดตรึงไว้ด้วยกันกับเสาต้นหนึ่ง แสงแดดอันร้อนระอุเริ่มแผดเผาร่างทั้งคู่นั้นทีละน้อย ดวงพระเนตรแห่งองค์จักรพรรดิทรงทอดลงมาจากพลับพลาบนกำแพงวังอย่างกระหยิ่มในพระทัย
" หึ หึ หึ ... ให้มันรู้สำนึกไว้ ว่าใครจะมาเหยียบย่ำหยามเหยียดข้าไม่ได้ "
" ฝ่าพระบาททรงยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีแล้วพระเจ้าข้า "
ขันทีเลวผู้นั้นส่งเสียงแหลมอยู่ข้างๆพลางจ้องมองร่างผู้ตกระกำลำบากทั้งสองที่กลางลานอันร้อนระอุด้วยความสมเพช
ร่างกายของลี่หยุนนั้นถูกแสงแดดแผดเผาจนเกรียมไหม้หม่นหมอง ลี่หยุนรู้สึกอ่อนล้า ในขณะที่ขุนศึกผู้กล้าแกร่งยังคงอดทนกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายนี้ได้ ทั้งคู่ถูกมัดตรึงแล้วตากแดดตั้งแต่ตะวันขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกระทั่งลับผืนพสุธาไป
หลังจากนั้น ลี่หยุนและขุนศึกก็ถูกนำตัวไปกักขังไว้ในคุกใต้ดินตามเดิม เพื่อรอการลงทัณฑ์ในเช้าวันรุ่งขึ้น องค์จักรพรรดิทรงมีพระประสงค์จะให้แสงแดดแผดเผาร่างทั้งคู่ให้แห้งเ^_^่ยวเฉาโรยราไปกับตาเลยทีเดียว
ภายในคุกอันมือสลัว มีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงซึ่งเสียบอยู่ที่ผนังทางเดินที่สาดส่องเข้ามา ขุนศึกผู้อาจหาญเอนร่างพิงผนังห้องโดยมีลี่หยุนเอนร่างอิงแอบแนบชิดเขา ลี่หยุนสอดแขนโอบกระชับกายขุนศึกแน่นพลางกระซิบอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลว่า
" ข้ารักท่าน "
ขุนศึกก้มลงมองลี่หยุนคราหนึ่งจึงจุมพิตหน้าผากพลางเอ่ย
" ข้าก็รักเจ้า "
ในคืนวันหนึ่ง ชายชราผู้คุมห้องขังได้เล็งเห็นถึงความรักระหว่างลี่หยุนกับขุนศึก จึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า
" ข้าจะปล่อยเจ้าทั้งสองให้เป็นอิสระ "
สายตาแห่งลี่หยุนเป็นประกายสดใสในทันที หากแต่ขุนศึกกลับเอ่ยขึ้นว่า
" หากทำเช่นนั้น องค์จักรพรรดิจะทรงประหารท่านแน่ "
" ข้าแก่แล้ว ลูกหลานก็ไม่มี หากแม้นจะตายเพื่อให้คู่รักได้สมหวังคงไม่เสียดายชีวิต เมื่อเจ้าทั้งสองออกไปได้แล้ว จบหนีไปให้ไกลแสนไกลที่สุด "
ขุนศึกค่อยๆเผยยิ้มออกมาด้วยความปิติศรัทธาในน้ำใจอันประเสริฐแห่งชายชราผู้นั้น
กลางดึก ท่ามกลางยอดหญ้าอันสูงท่วมศีรษะ กระแสลมอันกรรโชกแรงพัดยอดหญ้าปลิวไสวขณะที่ลี่หยุนกับขุนศึกพากันลุยฝ่าต้นหญ้าเพื่อหลบหนีจากปราการอันเลวร้าย ขุนสึกผู้กำยำประคองร่างลี่หยุนชำแรกแทรกหมู่ยอดหญ้ามุ่งสู่ป่าลึกอย่างรวดเร็ว
ดวงใจของทั้งสองเปี่ยมล้นไปด้วยความเกษมสุขสุดประมาณ ประหนึ่งนกตัวน้อยๆที่โจนทะยานออกจากกรงขังอันคับแคบกระนั้น
ใกล้สาง..
ณ ริมลำธาร ที่ซึ่งเมื่อสิบปีก่อน สองกายผู้โหยหาได้มาสารภาพความรู้สึกอันลึกล้ำต่อกันอย่างดื่มด่ำ
ขุนศึกเดินไปยังริมน้ำพลางฉีกเศษผ้าจากกายออกไปชุบสายน้ำอันเย็นฉ่ำขึ้นมา เขาบรรจงใช้ผ้าเปียกๆลูบไล้ชำระคราบความสกปรกจากใบหน้าและเรือนกายของลี่หยุนด้วยความปิติในจิตใจ ลี่หยุนจ้องมองดวงตาอันเปี่ยมไปด้วยพลังของชายคนรักก่อนจะลุกขึ้นแล้วฉุดร่างขุนศึกวิ่งลงน้ำไปพร้อมๆกัน
ณ บัดนั้น...
สองกายพลันกอดก่ายโอบกระชับแสวงหาสิ่งอันพึงปรารถนาในจิตใจ ความพิศวาสดำเนินเนื่องไปอย่างสุนทรีย์ แตกต่างจากที่ทั้งคู่ได้มีความสุขร่วมกันครั้งแรก ณ ที่แห่งเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน
ความสัมพันธ์อันเบ่งบานผสานกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยเกลียวพายุสวาทที่พัดหวน เรือนกายาอันเย้ายวนตอบสนองความต้องการของกันและกันอย่างซ่านซ่าด้วยลีลารักอันบรรเจิดที่บังเกิดขึ้นทีละน้อย ห้วงแห่งอารมณ์เสน่หาเคลื่อนคล้อยไปตามครรลองราวทำนองเพลงแห่งคนธรรพ์บนสวรรค์ชั้นฟ้า ต่อเมื่อความปรารถนาที่ทั้งสองร่วมกันรังสรรค์สร้างนั้นทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งฝั่งฝัน สองกายาอันกระชั้นก็โอบกระชับแน่นพลางถ่ายทอดไออุ่นจากเรือนร่างสู่กันอย่างรัญจวน
นับแต่บัดนี้ จะไม่มีลิขิตใดมาพรากลี่หยุนกับขุนศึกออกจากกันได้ นอกจากความตายเพียงเท่านั้น

- - - - - - - - -จบ- - - - - - - - -

เรื่องสั้นนี้ปรับปรุงใหม่เพื่อให้เหมาะสมในการเผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ ซึ่งต้นฉบับของเดิม เคยตีพิมพ์ลงในนิตยสาร ห้องห้าเหลี่ยม มินิ ฉบับที่ 17 ( มกราคม 2537 )

ขอเชิญติดตามอ่านเรื่องอื่นๆของด๋งได้โดยเข้าไปที่ http://www.misterpolice.com


โดย : ด๋ง
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com