Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> วันแห่งความสูญเสีย

เรื่อง :

วันแห่งความสูญเสีย

วันแห่งความสูญเสีย

วันนี้เป็นคืนเดือนมืด แต่ไม่ใช่เพียงแต่คืนเท่านั้นที่อยู่ในความมืดมน ฉันมนุษย์เดินดิน ใจ..หัวใจของฉันก็ไม่หม่นหมองน้อยไปกว่าสีฟ้ายามอับแสงจันทร์
“ แจ๊ด ตั้งใจฟังแม่ดีๆน่ะลูก” แม่พูดไปร้องไห้ไป “ ป๊าเสียแล้ว แจ๊ดมาหาแม่ที่โรงพยาบาลทีลูก”
แม่โทรมาตอนที่ฉันกำลังสังสรรค์อยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของวัฒน์ เพื่อนชายที่สนิทที่สุดของฉัน
“ วัฒน์” ฉันเรียกเขาทั้งน้ำตา “ ป๊าเสียแล้ว อยู่ที่โรงพยาบาล แม่เพิ่งโทรบอกเราเมื่อกี้นี้”
“ อะไรนะ” สีหน้าตกใจไม่ต่างไปจากเสียง “ แจ๊ดบอกว่าป๊าของแจ๊ดเสียเหรอ”
“ แม่บอกว่าป๊าหัวใจวาย อือ..” ฉันทำอะไรไม่ถูกได้แต่ร้องไห้
“ แล้วแกจะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไมอีกวะ รีบไปโรงพยาบาลซิ” วัฒน์ตั้งสติได้ก่อนฉันเสียอีก “ ไปเร็ว เดี๋ยวเราขับรถไปส่ง เพราะแกคงจะขับไปเองไม่ได้แน่”
ฉันก็ยังคงเอาแต่ร้องไห้ ……..
หลังจากที่วัฒน์ไปบอกเพื่อนคนอื่นๆรวมทั้งพ่อกับแม่ของวัฒน์เสร็จแล้ว เขาก็มาลากฉันขึ้นรถ ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะลุกจากเก้าอี้
วัฒน์เป็นคนขับ ส่วนฉันนั่งอยู่ด้านหลังตามคำสั่งของเขา ฉันไม่เคยเห็นเขาขับรถเร็วมากขนาดนี้มาก่อน ทั้งๆที่เราก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งหลายปี
“ วัฒน์ ไม่ต้องขับรถเร็วขนาดนี้ก็ได้ ฉันกลัว” หลังจากที่ตั้งสติได้ ฉันจึงบอกเขาออกไป
“ แม่แกอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียว ไม่เป็นไร ดูดิถนนออกจะว่างขนาดนี้” เขาตอบกลับมาโดยมองหน้าฉันผ่านกระจกคนขับ
ฉันรู้ว่าวัฒน์ขับได้ ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งออกมาจากงานเลี้ยงวันเกิดของเขา แต่เราก็ไม่ได้แตะต้องเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์เลยแม้แต่น้อย
“ วัฒน์ ฉันขอโทษนะ วันนี้วันเกิดแกแท้ๆ” เพิ่งตระหนักได้ว่าทำให้เพื่อนเดือดร้อน
“ ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากนะแจ๊ด แกทำใจได้แล้วหรือยัง” ยังบังคับพวงมาลัยและเร่งเครื่องด้วยความเร็วอยู่
“ เออ…นิดหน่อยนะ ฉันไม่อยากให้แม่เห็นฉันในสภาพอย่างนี้” แล้วมองดูตัวเองในกระจกคนขับ “ ฉันควรจะเข้มแข็งกว่านี้ใช่ไหม”
“ คิดอย่างนี้ได้ก็ดีแล้ว ป๊าแกจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงด้วย” เงียบไปสักพัก “ เอ้ย พี่สาวของแกรู้เรื่องนี้แล้วยังอ่ะ” วัฒน์ถามขึ้นมา
“ฉันคิดว่าคงยัง เพราะพี่แจนไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด ฉันว่าแม่คงยังไม่ได้โทรบอก”
“แกจะโทรไหมล่ะ”
“ ฉันลืมกระเป๋าไว้ที่บ้านแก ไม่มีมือถือนะสิ” ฉันกล่าวโทษตัวเอง
“ ไม่เป็นไร เอาของเราไปใช้ก็ได้”
วัฒน์เอื้อมไปหยิบมือถือของเขาที่คอนโซลหน้ารถ แต่บังเอิญไปปัดแทนที่จะหยิบ ทำให้มือถือหล่นไปตรงที่วางเท้าของเบาะข้างคนขับ
“ ไม่เป็นไร ถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยโทรบอกก็ได้วัฒน์ ขอบใจแกนะ” ฉันพูดหลังจากเห็นว่ามือถือหล่น
“ เอ้ย เดี๋ยวหยิบให้” แล้วเขาก็เอื้อมไปควานหาอย่างทุลักทุเล
วัฒน์เหลียวลงไปมองหาโทรศัพท์ แต่เขายังคงความเร็วของรถไว้เท่าเดิม
“ วัฒน์ ระวัง!!!” ฉันตะโกนดังลั่นหลังจากเห็นว่ามีหมามาจากไหนก็ไม่รุ้กำลังจะวิ่งตัดหน้ารถ แต่กว่าที่วัฒน์จะเงยหน้ามาเห็นหมาตัวนั้น ด้วยความตกใจเขาก็หักพวงมาลัยหลบไปเสียแล้ว

ฉันตื่นอีกขึ้นมาอีกทีในโรงพยาบาลที่ป๊าของฉันเพิ่งสิ้นลม รู้สึกเย็นว้าบที่คิ้วขวา ลองเอามือจับถึงได้รู้ว่าเป็นเลือด แม่ยืนค้ำอยู่ที่หัวเตียง น้ำตาของแม่เต็มหน้าไปหมด
“ แม่! แจ๊ดรถคว่ำใช่ไหม” ฉันถามแม่หลังจากนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ รถที่แจ๊ดนั่งมาชนเกาะกลางที่หน้าโรงพยาบาลนี่เอง” แม่ร้องไห้จนแทบจะไม่ได้ยินว่าแม่พูดอะไร
“ แม่ แล้ววัฒน์ละ แจ็ดไม่เห็นวัฒน์ในห้องนี้เลย” ฉันถามหลังจากมองหาวัฒน์ในห้องทำแผล
“วัฒน์ อยู่ในห้องผ่าตัดจ้ะลูก”
คำพูดของแม่ทำให้ฉันสมองตื้อ มืนงงไปหมด เหมือนได้ยินเสียงของแม่มาจากที่ไกลๆ
“ ห้องผ่าตัดเหรอ” ฉันทวนประโยคที่ได้ยินอีกครั้ง
ฉันเป็นลมหมดสติไปอีกครั้งหลังจากที่พูดจบ ตื่นเช้ามาอีกทีก็ไปอยู่ที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษแล้ว ลืมตาขึ้นมาเห็นแต่หน้าของเพื่อนๆที่ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของวัฒน์ ทุกคนดูท่าทางอิดโรย สงสัยจะมาเฝ้าฉันกันตั้งแต่เมื่อคืนนี้
“ วัฒน์ละ” ฉันถามขึ้นหลังจากเห็นหน้าของแก้ว
“ แจ๊ด แกใจเย็นๆไว้น่ะ” แก้วพูดเหมือนกลั้นน้ำตาไว้
“ ใจเย็นไรวะ” ฉันเริ่มหงุดหงิด
“ วัฒน์ไปแล้ว” แก้วพูดเสร็จแล้วก็หันหน้าไปมองทางอื่น
“ไอ้วัฒน์ไปไหน” ฉันยังไม่เข้าใจที่เพื่อนพูด “ ฉันนอนอยู่อย่างนี้แล้วไอ้วัฒน์มันยังไปไหนอีก”
คราวนี้แก้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ วัฒน์เสียแล้ว แกไม่เข้าใจหรืองัย”
ประโยคที่แก้วเพิ่งพูด ทำให้ฉันแทบสิ้นสติ ฉันน้ำตาแตก ร้องไห้เสียงดังลั่นห้องพักฟื้น
“ ไม่จริงอ่ะ” ฉันยังไม่อยากเชื่อ ทั้งๆที่ตัวเองก็ร้องไห้เสียงดัง “ ฉันเพิ่งนั่งรถมากับวัฒน์ จะมาหาแม่ฉัน”
ฉันเพิ่งนึกเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

( ฉันกำลังจะมาหาแม่ที่โรงพยาบาลเพราะป๊าเพิ่งเสีย )
( วัฒน์ขับรถเร็วมาก )
( เขากำลังก้มหยิบมือถือ )
( หมาตัดหน้ารถ )
( วัฒน์ในห้องผ่าตัด… )
“ แล้วแม่ของฉันละ “ ฉันถามโพล่งขึ้นมา น้ำตานองหน้า
“ แม่แกอยู่ที่วัด ตอนนี้พี่แจนอยู่กับแม่แล้ว แกไม่ต้องเป็นห่วง” แก้วตอบทั้งน้ำตา
“ แล้วตอนนี้วัฒน์อยู่ที่ไหน ” ฉันหันไปถามเพื่อนคนอื่นๆ
“ พ่อแม่ของวัฒน์กำลังทำเรื่องเบิกศพ วัฒน์อยู่ที่ห้องดับจิต ” ฉันไม่เคยเห็นรณเพื่อนที่เป็นทหารหน้าซีดเท่านี้มาก่อน
“ ฉันจะไปหาวัฒน์” พูดเสร็จฉันก็แกะสายน้ำเกลือออกจากแขน
“ เอ้ย แกไปไหนไม่ได้น่ะโว้ย แกต้องนอนพักก่อน” แก้วโพล่งขึ้นหลังจากเห็นฉันลุกจากเตียง
“ แกอย่ามาห้ามฉันนะแก้ว” ฉันร้องไห้เสียงดังขึ้นอีกตอนที่มองหน้าเพื่อนทั้ง 5 คนที่มาเฝ้าฉัน “ เพราะฉัน วัฒน์เลยตาย ”
“ แกอย่าโทษตัวเองเลยแจ๊ด ไม่ใช่เพราะแกหรอก ” ป่องพูดปนสะอื้น
“ นะ พวกแกให้ฉันไปเถอะนะ แกก็รู้ว่าฉันกับวัฒน์รักกันแค่ไหน” ฉันขอร้องเพื่อน เพราะรู้ว่าคงสู้แรงคนทั้ง 5 ไม่ไหว หากจะวิ่งหนีออกจากห้องไป
“ เดี๋ยวแกรอแป็ปนึง ฉันไปถามพยาบาลก่อน” ปิ๊กเดินออกไป
ปิ๊กเดินกลับมาอีกพร้อมรถเข็นผู้ป่วย แล้วเพื่อนๆก็ช่วยพยุงฉันไปนั่งในรถเข็น ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันกำลังใช้ลมหายใจเพื่อน ฉันร้องไห้ตลอดทาง มองซ้ายไปเห็นป้ายบอกทางให้เลี้ยวขวาก็จะถึงห้องดับจิต
ฉันระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา เมื่อเห็นหน้าพ่อแม่ของวัฒน์ เมื่อคืนนี้พวกเขาเป็นคนบอกให้วัฒน์ขับรถมาส่งฉันที่โรงพยาบาล หากพวกเขารู้ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ เขาคงไม่ให้วัฒน์มาเป็นแน่ และก็คงเป็นฉันที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นร่างไร้วิญญาณ
“ แม่ค่ะ หนูขอโทษ ” ฉันไม่รู้ว่าควรจะเข้าหน้ากับพวกเขาอย่างไร เพราะฉันทำให้ลูกพวกเขาตาย
“ ไม่เป็นไรจ้ะแจ๊ด มันเป็นอุบัติเหตุนะลูก ” ถึงแม้ว่าจะกล่าวทั้งน้ำตาแต่ก็ดูรู้ว่าเป็นคำพูดที่มาจากใจ
“ หนูขอโทษ หนูขอโทษจริงๆค่ะ ” ฉันยังคงกล่าวซ้ำๆพร้อมเสียงร้องไห้
ฉันทำอะไรไม่ถูก ไม่มีสติ นั่งนึกถึงภาพวัฒน์และฉันเมื่อหลายปีก่อนที่เริ่มรู้จักกัน สิบสองปีแล้วที่เรารุ้จักกัน ในบรรดาหมู่เพื่อนต่างรู้กันว่าฉันกับวัฒน์เป็นคู่ปาท่องโก๋ เราไม่เคยห่างกันไปไหน ถึงแม้ว่าวัฒน์จะเป็นผู้ชายและฉันจะเป็นผู้หญิงก็ตาม เราเป็นเพื่อนที่ตายแทนกันได้ และหากมันสามารถเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ ฉันอยากไปนอนในที่เย็นๆอย่างนั้นแทนเขา ที่นั่นเขาคงจะหนาวมาก
วัฒน์เป็นลูกชายคนเดียวของที่บ้าน เขาไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ต้องลำบากใจเลย ตั้งแต่ที่ฉันรู้จักกับเขา เขาไม่เคยกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ ถึงแม้ว่าเพื่อนๆของเราจะชวนเขายังงัย เขาก็ไม่เคยลอง เขาไม่เคยนินทาผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนเลย เขาเป็นคนใจเย็น การที่เขาขับรถเร็วมากเมื่อคืนถึงทำให้ฉันกลัว
“ วัฒน์มาแล้ว ” เพื่อนคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เข็นเตียงออกมา
แวบแรกที่ฉันเห็นวัฒน์ ฉันอยากจะเดินไปให้รถชนฉันให้ตายเสียเดี๋ยวนั้นเลย วัฒน์นอนอยู่บนเตียงเหมือนคนนอนหลับ ตัวของวัฒน์ขาวซีด สีผมดำขลับตัดกับสีหน้าอย่างชัดเจน ที่จมูกมีสำลีอุดอยู่ นี่ยิ่งเป็นการย้ำชัดว่าเขาไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆ
พ่อแม่ของวัฒน์เดินไปหาวัฒน์อย่างช้าๆ เหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แม่ของวัฒน์เข้มแข็งมาก เธอไม่ร้องไห้เลยแม้แต่นิดเดียว ที่แท้วัฒน์ได้ก็ความใจเย็นและความเข้มแข็งมาจากแม่นี่เอง ฉันมองพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย ฉันยังไม่อยากจะเดินเข้าไปที่ตรงนั้นในตอนนี้ พวกเขาสมควรได้อยู่ด้วยกัน สักพักแม่ของวัฒน์หันมามองที่ฉันแล้วบอกว่า “ แจ๊ด มาหาวัฒน์มาลูก” ฉันค่อยๆดันตัวขึ้นจากรถเข็น ในใจอยากจะรีบเดินไปหาวัฒน์ แต่ขาแต่ละก้าวกลับไม่เป็นไปตามจิตใจ ในที่สุดฉันก็อยู่ตรงข้างเตียงของวัฒน์ ฉันก้มลงกอดวัฒน์ คราวนี้น้ำตาฉันกลับไม่ไหล ตัวของวัฒน์เย็นเฉียบ ฉันจึงอยากจะถ่ายเทความร้อนในร่างกายของตัวเองไปยังวัฒน์บ้าง เผื่อมันจะช่วยทำให้วัฒน์ตื่นขึ้นมา
“ ถ้าเป็นผี ฉันจะมาหลอกแกคนแรกเลยแจ็ด ” วัฒน์พูดขึ้นเมื่อเราเคยคุยกันว่าใครจะตายก่อน
ฉันกอดวัฒน์อยู่นาน พร้อมกับกล่าวคำขอโทษและขอบคุณสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา และสัญญาว่าฉันจะดูแลพ่อแม่แทนเขาให้ดีที่สุดเหมือนที่ฉันดูแลแม่ของฉัน ไม่มีเพื่อนคนใดเดินเข้ามาห้ามหรือบอกกับฉันว่าให้เลิกกอดวัฒน์ได้แล้ว ทุกคนรู้ว่าตลอดเวลาสิบสองปีที่เราคบกัน เราเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งน้อง เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราสองคนเป็นมากกว่าคู่รัก ทุกคนล้วนแปลกใจที่เราสองคนไม่แต่งงานกันหรือคบกันอย่างคู่รัก เพราะเราสองคนไม่ต้องการให้มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ คุณค่ะ ได้เวลาแล้วค่ะ” เจ้าหน้าที่เดินมาบอกพ่อแม่ของวัฒน์
“ แจ็ดไปพักก่อนดีกว่าไหมลูก เดี๋ยวจะเป็นอะไรไปอีกคน” แม่หันมาบอกฉันอย่างเห็นใจ
“ ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันตอบกลับไปเพราะอยากจะเห็นวัฒน์ให้นานที่สุด
เจ้าหน้าที่ค่อยๆเช็ดตัวให้วัฒน์ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้วัฒน์ใหม่ แม่ของเขานำเนคไทสีเทาเส้นโปรดที่ฉันซื้อให้มาด้วย ท่านม้วนเป็นวงกลมแล้วสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อของวัฒน์
ศพของวัฒน์ตั้งอยู่ที่วัดเดียวกันกับป๊าของฉัน แม่ของวัฒน์เลือกที่นี่เพราะเห็นใจฉัน ฉันจะได้ไม่ต้องเดินทางไปวัดอื่น แต่ฉันก็ยังไม่ได้ไปไหว้ศพป๊าเลยหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น
แม่มาหาฉันที่ศาลาที่วัฒน์อยู่ หลังจากที่แม่รดน้ำศพเสร็จ แม่ก็เดินมาหาฉัน พร้อมกับนำเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แม่ยังดูแลฉันดีเหมือนเคย
“ แจ็ด พี่แจนมาแล้วน่ะ กำลังรับแขกแทนแม่อยู่ ” แม่พูดสีหน้าอิดโรย คงไม่ได้นอนเพราะเรื่องป๊าและเป็นห่วงฉัน“ หนูอยู่นี่ ช่วยพ่อแม่ของวัฒน์รับแขกแล้วกันนะลูก” ฉันโผเข้ากอดแม่แล้วร้องไห้ ขอบคุณที่แม่เข้าใจฉัน
คืนงานศพวันที่สองของวัฒน์และป๊า มีแขกมาร่วมงานมากมาย เพราะคนเพิ่งทราบข่าวการเสียชีวิตของคนทั้งสอง
ที่ศาลาของป๊า แขกส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นญาติทางป๊าซึ่งมีเชื้อสายจีน พอทุกคนมา ต่างก็ถามหาฉัน ยิ่งพอแม่บอกว่าฉันกำลังช่วยงานอยู่อีกศาลาหนึ่ง พวกเขาก็รุมต่อว่าฉันว่าเป็นลูกอกตัญญู แทนที่จะมาช่วยงานศพของพ่อตัวเอง
ฉันเข้ามาไหว้ป๊าตอนที่แขกเริ่มทยอยกันกลับกันแล้ว ฉันเพิ่งนึกได้ว่าฉันได้ร้องไห้ให้อาป๊าเพียงครั้งเดียวก็คือก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้หลั่งน้ำตาให้กับการจากไปของป๊าอีกเลย
ฉันไม่ได้อยู่กับป๊ามาสิบสองปีแล้ว ป๊ากับแม่ของฉันแยกกันอยู่ตอนที่ฉันอายุได้สิบห้า เพราะป๊าของฉันไปมีภรรยาใหม่ เขาทิ้งให้ฉันอยู่กับแม่และพี่สาวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ป๊ามีฉันกับพี่แจนเพียงสองคน เขาไม่มีลูกกับแม่ใหม่ ตลอดเวลาสิบห้าปีก่อนที่ป๊ากับแม่หย่าจากกัน ฉันไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับป๊าสักเท่าไร ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร พอๆกับที่เขาไม่รู้ว่าฉันเป็นคนอย่างไร ป๊ามักจะสอนและคุยกับพี่แจนเสียมากกว่า พี่แจนอายุมากกว่าฉันสามปี ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจให้พี่แจนเกิดขึ้นมาดูโลกใบนี้มากกว่าฉันหลายเท่า สิ่งเดียวที่ฉันได้มาจากเขาตั้งแต่ฉันเกิดมาก็คือ เงิน สำหรับฉันแม่คือผู้ที่ให้ชีวิตและจิตใจ แม่เป็นคนเดียวที่เลี้ยงฉันมาได้โตจนป่านนี้ การอยู่หรือการจากไปของป๊าจึงไม่มีผลต่อชีวิตฉันมากมายนัก
“ อาแจ๊ด อีไปไหลอ่ะ ” อาตั่วโกวพูดขึ้นเมื่อมางานศพป๊าติดกันสองวันแล้วไม่เจอฉัน
“ ไปช่วยงานของวัฒน์ค่ะ” พี่แจนช่วยตอบ “ พอดีเพื่อนของแจ็ดเสียวันเดียวกับป๊าค่ะ ”
“ แล้วมังไม่ต้องมาช่วยงานป๊ามังหรือยังงาย “ น้ำเสียงฉุนเฉียว “ นี่ป๊ามังนะเว้ย ทำไมลื้อไม่บอกน้องว้า อาแจง” หันไปหาแม่ฉัน “ มังเลี้ยงลูกกันยังงายโว้ย ปล่อยให้มังไปช่วยงานคงอื่น ”
“ ใครกันคนอื่น ตั่วโกว” ฉันพูดขึ้นหลังจากที่ได้ยินตั่วโกวตำหนิแม่ “ ก็เพราะไอ้คนอื่นเนี่ยแหละ ทำให้หนูได้ดีถึงทุกวันนี้ แล้วก็เพราะคนอื่นเนี่ยแหละที่เขาเข้าใจหนู ”
แม่ตำหนิที่ฉันเถียงตั่วโกว ก็จะให้ฉันชอบเธอได้อย่างไร ในเมื่อเธอเองเป็นคนหาภรรยาใหม่ให้ป๊า เพราะเธอไม่ชอบแม่ที่เป็นคนไทย
“ ไปคุยกับโกวลั้งนู้นไป ตั่วโกว” ฉันบอกให้เขาไปคุยกับแม่ใหม่ของฉัน “ นู้น มานู้นแล้ว” ฉันไม่เคยไว้หน้าคนที่ไม่ไว้หน้าแม่ของฉัน
แม่ตัดปัญหาโดยการบอกให้ฉันกลับไปช่วยงานของวัฒน์ต่อ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงระหว่างญาตินิสัยแย่คนอื่นๆอีก
วันที่สามก็เช่นกัน ฉันก็ยังคงช่วยงานพ่อกับแม่ของวัฒน์รับแขก มีญาติหลายคนถามถึงฉัน แม่ก็เลยบอกว่าฉันไปต่างจังหวัด คงกลับมาไม่ทัน เพื่อที่จะให้ฉันไม่ถูกตำหนิ
วันที่สี่ มีรถมารับป๊าไปฝังที่บ้านบึงตามประเพณีจีนในช่วงเช้า แต่ฉันไม่ไป เพราะกลัวว่าจะกลับงานเผาของวัฒน์ไม่ทัน ฉันอยากอยู่กับวัฒน์ให้นานที่สุด ฉันต้องการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับวัฒน์ว่าจะดูแลพ่อแม่แทนเขาให้ดีที่สุด
กลุ่มควันสีขาวขุ่นลอยออกจากปล่องของเมรุอย่างช้าๆ คล้ายกับการโบกมือลา ทั้งๆที่เป็นเวลาเพียงสี่โมงเย็นแต่ท้องฟ้ากลับมืดมัว ดั่งจะหลั่งน้ำตาให้กับวัฒน์ ฉันเงยหน้าที่มีแต่คราบน้ำตามองท้องฟ้าที่ตอนนี้คละคลุ้งไปด้วยสายชีวิตของวัฒน์ มองแล้วมองอีก นั่งมองจนกระทั่งฟ้าเปลี่ยนจากวันกลายเป็นคืน และจากคืนกลายเป็นเช้าวันใหม่












โดย : ลือพรรณดี
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com