Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> การกลับมาของเธอ

เรื่อง :

การกลับมาของเธอ

การกลับมาของเธอ

ผมนั่งอยู่หลังห้อง จ้องมองนาฬิกาของเพื่อนอย่างใจจดใจจ่อ ว่าเมื่อไหร่ห้วงเวลาอันแสนเซ็งนี้จะผ่านพ้นไปสักที คาบนี้เป็นคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้ วิชาคณิตศาสตร์ช่างเป็นวิชาที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ หน้าต่างปิดสนิททุกบาน ในสมุดก็มีแต่ตัวเลขเรียงติดกันเป็นพืด ไม่มีที่ว่างเหลือให้แต่งกลอนน้ำเน่าหรือวาดรูปเลยซักนิด เฮ้อ
“กรี๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง” เสียงสวรรค์ดังขึ้นเป็นสัญญาณแห่งการหมดคาบ
“นักเรียนเคารพ” หัวหน้าห้องบอกชั้น
“ขอบคุณครับ” สิ้นเสียงการทำความเคารพ ผมรีบออกจากห้องทันที
ผมรีบบึ่งมาที่ป้ายโรงเรียน ตามที่ได้นัดกับเพื่อนเก่าเอาไว้ ผมมาก่อนเวลานัดเล็กน้อยไม่นานเท่าไหร่ “กอล์ฟ” และ “ต้น” เพื่อนเก่าที่มาจากโรงเรียนเดียวกันก็มาถึง
“ไปกันเลยมะ” ผมถาม
“ไปเลยดิ” ต้นตอบ
แล้วเราทั้ง 3 คนก็ขึ้นรถสองแถวไปยังโรงเรียนเก่าของพวกเราสมัยประถมทันที
พวกเราเหมือนกลับมาบ้านเก่า พวกเราเดินสายไหว้คุณครูเกือบทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย บางที การที่ได้กลับมาที่เก่าๆ หรือได้เจอคนเก่าๆ ก็ทำให้เราเกิดความสุขได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยเหมือนกัน
ขากลับพวกเราเดินออกมาหน้าโรงเรียน ต้นแยกกลับทางหนึ่ง ผมกับกอล์ฟนั่งรถสองแถวกลับอีกทางหนึ่ง รถเคลื่อนออกไปได้ไม่กี่เมตร ผมสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่อีกฟากของถนน เธอเหมือนเพื่อนของผมสมัยอนุบาลมาก ผมไม่ลังเลเลยที่จะกดออดแล้วลงจากรถ จ่ายเงินแล้วรีบข้ามถนนไปยังอีกฟากที่ที่เธอยืนอยู่ทันที ท่ามกลางความงงงวยของคนในรถสองแถว
เมื่อผมข้ามไป กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ ผมคิดว่าเธอคงจะเดินกลับบ้าน เพราะบ้านของเธอก็ไม่ห่างจากที่ที่ผมยืนอยู่มากนัก และทางเข้าบ้านของผมก็อยู่ตรงข้ามซอยบ้านเธอ คิดได้ดังนี้ ผมก็รีบเดินกึ่งวิ่งกะว่าคงจะทันเธอ
ผมมาถึงหน้าปากซอยบ้านเธอ ผมมองเข้าไปในซอยแต่ไม่เห็นเธอ ผมคิดว่าเธอคงจะเข้าบ้านไปแล้ว ผมกำลังจะข้ามถนนเพื่อที่จะกลับบ้าน ทันใดนั้นเอง ผมมองเห็นเธอลงมาจากรถสองแถวคันที่ผมเพิ่งจ่ายเงินแล้วลงมา เธอข้ามมาฟากที่ผมยืนอยู่ ผมทักเธอก่อน เธอนึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็จำได้
จาการพุดคุยกัน ทำให้ผมรู้ว่าเธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนที่ตรงข้ามกับโรงเรียนเก่าของผม และตอนกลับบ้านเธอก็จะนั่งรถสองแถวกลับบ้าน ที่ผมไม่เห็นเธอก่อนหน้านี้เพราะเธอข้ามสะพานลอยมาฟากที่ผมยืนอยู่ ส่วนผมก็ข้ามถนนมาอีกฟากจึงไม่ได้พบกัน
เธอเป็นภาพเดียวในสมัยอนุบาลที่ผมจำได้ชัดถนัดตา แต่เมื่อขึ้นชั้นประถมผมได้ย้ายโรงเรียนส่วนเธอเรียนอยู่ที่เดิม ผมเก็บภาพเธอไว้ในกล่องความทรงจำเรื่องเพื่อนเป็นภาพแรก แต่เมื่อได้พบเจอสิ่งต่างๆ ทับถมลงมาในกล่องความทรงจำของผม ภาพของเธอจึงหล่นไปอยู่ล่างสุด แต่เมื่อมีสิ่งใดมาสะกิดก็ทำให้ผมนึกถึงเธอทุกครั้งไป
นับตั้งแต่วันนั้น
- ผมก็อ้างเหตุที่จะไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าเพื่อที่จะได้พบเธอเป็นประจำ
- ผมมักจะนั่งรถเลยบ้านของตัวเองเพื่อให้ได้นั่งรถคันเดียวกับเธอ
- ผมมักจะทำเป็นบังเอิญเจอเธอแล้วขอกลับกับเธอ
- ผมมักจะเตรียมเงินไว้ 15 บาท สำหรับนั่งไปหาเธอ 5 บาท และสำหรับขากลับของผมและเธออีก 10 บาท
ปีแรกผมทำอย่างนี้ทุกวัน วันเกิดเธอผมซื้อนาฬิกาให้แต่ผมก็ไม่กล้าให้เธอ
ปีที่สองผมได้ไปเที่ยวงานสงกรานต์กับเธอ วันเกิดเธอผมซื้อกล่องดนตรีให้เธอเป็นของขวัญ วันปีใหม่ผมโทรไปสวัสดีปีใหม่เธอเป็นคนแรกตอนเที่ยงคืน วันวาเลนไทน์ผมก็ส่งดอกไม้ให้เธอ
ปีที่สามผมทำเหมือนเดิม แต่งานสงกรานต์ผมผิดนัดกับเธอ วันเกิดเธอผมแค่สเกตช์ภาพเหมือนของเธอให้ วันปีใหม่ผมโทรไปสวัสดีปีใหม่เธอแต่เป็นตอนเย็นของวันที่ 1 มกราคม วันวาเลนไทน์ผมส่งดอกไม้ให้เธอแต่ช้าไป 2 สัปดาห์ และที่สำคัญผมไม่ค่อยได้ไปหาเธอเหมือนเก่า
วันหนึ่งผมกะว่าจะไปหาเธอ ผมมารอเธอที่เดิมแต่วันนี้กลับไม่เห็นเงาของเธอ ผมรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นเธอ
“มาหาใครวะแก” เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง เป็นเสียงของเพื่อนเก่าผมที่อยู่ห้องเดียวกับเธอ เสียงของ เจ๊หลุยส์
“หลุยส์!” ผมอุทาน
“ว่าไงมาหาใคร”
“แกก็รู้ ยังมาถามอีก”
“ถ้างั้นเค้าว่าแกไม่ต้องรอแล้วล่ะ”
“ทำไมวะ”
หลิงสะบัดหน้าไปทางขวาช้าๆแทนคำตอบ ผมมองตามทิศทางที่หลิงส่ายหน้า ภาพที่อยู่ในตาผม เป็นภาพเธอซ้อนมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ที่คนขับคือใครผมก็ไม่รู้
“คนขับใครวะ” ผมถามอย่างสงสัยปนโกรธ
“ก็แฟนเค้าไง”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ช่วงที่แกหายไป ช่วยไม่ได้แกไม่ขยันมาเอง”
“งั้นเหรอ” เสียงผมเริ่มอ่อนลง
“แกจะกลับเลยไหม ถ้ากลับเลยแกเดินกลับกับเค้าก็ได้”
“อือ”
1 ปีหลังจากนั้นผมก็รู้ว่าเธอได้เลิกกับแฟนเธอแล้ว ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยเหตุใดก็ตาม แต่มันก็เป็นข่าวดีสำหรับผม ทันทีที่ผมได้รู้ข่าวนี้อาการผมไม่ต่างจากปลาที่ใกล้ตายแล้วกลับได้น้ำเลยสักนิด
ผมเริ่มเสียบ(หัวใจ)เธออีกครั้ง แต่คราวนี้ทุกครั้งที่ผมได้เจอเธอ ดูเธอไม่มีชีวิตชีวิตชีวาเอาซะเลย ทุกครั้งที่พบได้พบ ได้พูดคุยกับเธอดูเธอใจลอย เศร้าสร้อย ไม่เหมือนเธอคนเก่าที่ผมเคยรู้จัก ผมได้พูดคุยกับเธอมากกว่าเก่าก็จริงแต่ผมกลับไม่มีความสุขเลยที่เห็นเธอเป็นทุกข์อยู่อย่างนี้
“ยิ้มหน่อยดิ” ผมแซวเธอ
เธอเงียบ ไม่ตอบ
“ยังลืมเขาไม่ได้เหรอ” ผมถามอย่างห่วงใย
“เป็นเธอ เธอจะลืมได้ปะล่ะ” เธอย้อนถามผม
“ไม่หรอก มันเป็นสิ่งที่ลืมยาก”
“มันไม่ยากหรอกที่จะลืม แต่มันยากที่จะไม่นึกถึงหน้าเขาอีก”
เธอพูดจบน้ำตาก็ซึมออกมา ทุกวันผมจะแวะมาพูดกับเธอเพื่อให้เธอหายเศร้า แต่ดูเหมือนเธอจะเป็นเช่นนี้ทุกวัน ดูเหมือนว่ารอยยิ้มของเธอจะจางหายไปเสียแล้ว นับตั้งแต่วันที่ผู้ชายใจร้ายคนนั้นไปจากชีวิตของเธอ
ใกล้จะถึงวันเกิดเธอเข้ามาทุกที ผมสั่งทำจี้สร้อยคอเป็นรูปคนยิ้มสำหรับเป็นของขวัญวันเกิดในปีนี้ของเธอ เพื่อจะสื่อให้เธอรู้ว่าผมต้องการเห็นรอยยิ้มของเธอมากเพียงใด
แต่...ผมได้ทราบข่าวว่าทวดของผมท่านเสียชีวิตลง ท่านเป็นดั่งร่มโพธิ์ใหญ่สำหรับตระกูลของผม และเป็นหน้าที่ที่ลูก หลาน เหลนทุกคนต้องไปร่วมงาน ผมคงไม่ได้ให้ของขวัญเธอในวันเกิดของเธอ แต่ถึงช้าหน่อยก็คงไม่เป็นไร เพราะยังไงเธอก็ต้องได้รับของขวัญชิ้นนี้จากมือของผมแน่นอน
“ตู๊ดดดด ตู๊ดดดด ตู๊ดดดด”วันนี้วันเกิดเธอ ผมโทรจากงานศพทวดไปที่บ้านของเธอ แต่ไม่มีคนรับ
ผมโทรอยู่หลายครั้งแต่ผลก็เหมือนเดิม ผมไม่ละความพยายาม ผมโทรเข้ามือถือเธอ เสียงผู้หญิงดังขึ้น
“ขอต้อนรับท่านเข้าสู่บริการรับฝากหมายเลขโทรกลับ...” เวรกรรม ผมคิดในใจ
ผมทำเช่นนี้ทุกๆ 5 นาที แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมชักใจไม่ดี
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมรีบหยิบของขวัญกับการ์ดแล้วก็วิ่งไปยังบ้านเธอทันที
ประตูปิดสนิด ภายในบ้านเงียบสงัด ผมกดออดอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครออกมา
“มาหาคนบ้านนี้เหรอลูก” ยายแก่ๆคนหนึ่งถาม
“ครับ”
“เขาไม่อยู่กันหรอกช่วงนี้น่ะ ลูกสาวเขาถูกรถชนเป็นตายเท่ากัน พ่อแม่เขาก็อยู่คอยเฝ้าไม่ค่อยได้กลับมาหรอก”
“อยู่โรงพยาบาลอะไร ห้องไหนทราบไหมครับ” ผมถามอย่างรีบร้อนจนเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง
“ไป น้าไปส่ง น้าจะไปเยี่ยมเขาพอดี”น้าผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นบอก
ผมรีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ของน้าคนนั้นทันที ไม่นานนักเราก็มาถึงโรงพยาบาล ผมเดินตามน้าผู้ชายมาที่ห้องของเธอ ผมมองเข้าไปในห้อง เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงท่าทางไม่รับรู้อะไรเลย แม่ของเธอนั่งอยู่ข้างๆเตียงกุมมือเธออยู่
“เป็นยังไงบ้างพี่ ดีขึ้นยัง” น้าผู้ชายถามแม่ของเธอ
“หมอบอกโอกาสรอดมีน้อยมาก”แม่เธอตอบเสียงสั่น
แม่ของเธอหันมาทักผม แม่ของเธอบอกว่า เธอโดนรถชนขณะที่เดินไปหาผมที่บ้าน ตอนรถชนในมือของเธอถือไดอารี่ที่เธอจะเอามาให้ผมอ่าน ผมขอเวลาอยู่กับเธอตามลำพัง ซึ่งแม่เธอก็อนุญาตโดยออกไปนั่งคุยกับน้าผู้ชายที่หน้าห้อง
“เค้ามาแล้วนะ”ผมบอกเธอพร้อมกับกุมมือเธอเบาๆ
“เค้าอยู่ตรงนี้แล้ว ลืมตาสิ”
เหมือนเธอจะได้ยิน เธอค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
“ได้ยินเค้ารึเปล่า”ผมถาม
เธอเงียบ ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าอาการของเธอหนักเพียงใด
“ถ้าได้ยินให้กระพริบตาสองครั้งนะ”ผมหาทางที่จะให้เธอสื่อสารได้ง่ายขึ้น
เธอกระพริบตาตอบผม พร้อมกับกลอกตาไปทางหัวเตียง ผมมองตามตาของเธอ ผมเห็นสมุดไดอารี่เล่มสีส้มวางอยู่บนหัวเตียง ข้างๆมีกล่องดนตรีและภาพเหมือนของเธอที่ผมให้เป็นของขวัญ
ผมหยิบไดอารี่มาอ่านให้เธอฟังตั้งแต่หน้าแรก ผมแปลกใจมากที่เธอบันทึกเรื่องราวของผมไว้มากเหลือเกิน หน้าสุดท้ายเป็นรูปภาพ มันเป็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับเธอในงานโรงเรียนตอนอนุบาล เธอยังเก็บไว้ผมซึ้งใจมาก ผมพลิกดูด้านหลังรูปมีข้อความอยู่
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฉันมักจะไม่เจอเขาในยามที่ฉันมีความสุข แต่ทุกๆครั้งที่ฉันทุกข์ใจและมีปัญหา เขาเป็นคนแรกที่ฉันจะได้เจอเสมอ เขาไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่อนุบาล เขาเป็นคนที่เพื่อนๆรวมทั้งตัวฉันเองพึ่งพาได้เสมอ และเขาก็เป็นคนที่ใส่ใจต่อรอยยิ้มของเพื่อนมาก ทุกครั้งที่เห็นใครหน้าเศร้าเขามักจะเดินหน้าตาแจ่มใสมาแล้วบอกว่า “ ยิ้มหน่อยดิ หน้าแกยังแก่ไม่พอหรือไง เครียดอยู่ได้” คำพูดของเขาทำให้คนที่กำลังเศร้าฉีกยิ้มออกมาได้ แต่ฉันกลับมองข้ามคนคนนี้ไป มาววันนี้ฉันรู้แล้วว่า ฉันควรจะรักใคร หากมีโอกาสฉันอยากบอกกับเขาว่า ฉันรักเขา”
ผมดีใจมากที่รู้อย่างนี้
“เค้าเอาของขวัญมาให้” ผมบอกเธอพร้อมกับบรรจงสวมสร้อยคอให้เธอ
“ชอบรึเปล่า”
เธอกระพริบตาสองครั้ง
“เค้าจะอ่านการ์ดให้ฟังนะ” ผมหยิบการ์ดขึ้นมาเปิด พร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดกล่องดนตรีรูปเปียโนที่อยู่บนหัวเตียง
“To…you
อาจจะไม่ใช่ของขวัญที่มีพิเศษอะไรมากนักเพราะฉันก็แค่คนธรรมดา
อาจจะไม่ใช่ของขวัญที่มีค่าล้นฟ้าเพราะฉันมาจากพื้นดิน
แต่มีคำหนึ่งคำที่อยากให้เธอได้รัยรู้ให้เธอได้ยิน
คำพูดจากก้อนดิน................................ฉันรักเธอ
From…me”
เธอยิ้มออกมาเป็นยิ้มที่มาจากใจ ผมไม่ได้เห็นเธอยิ้มแบบนี้มานานแล้ว ผมกุมมือเธอไว้ท่ามกลางท่องทำนองที่ออกมาจากกล่องดนตรี
ทันใดนั้นเสียงเพลงก็หยุดกึกลง มือเธอร่วงลงจากมือผม เธอหลับตาพริ้ม ปากเธอยังอมยิ้มอยู่ ผมเอื้อมมือไปแตะจมูกเธออย่างสั่นๆ เธอหลับแล้ว...................................หลับไปชั่วนิรันดร์
เธอเข้ามาในชีวิตของผมพร้อมกับรอยยิ้มของผม เธอไปจากผมพร้อมกับรอยยิ้มของเธอ
เธอจากผมไปแล้ว แต่...
รอยยิ้มของเธอจะมีชีวิตอยู่ในใจผมตลอดไป








โดย : คุณพริ้ม
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com