Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> เหวยฉี ศาสตร์แห่งชีวิต

เรื่อง :

เหวยฉี ศาสตร์แห่งชีวิต

ตอนที่ 1 สู่โลกกว้าง…..อีกครั้ง


สายลมพลัดพลิ้วพากิ่งไผ่ลู่ตามเกิดเป็นเสียงเพลงโหยหวนสร้างอารมณ์รันทดขึ้นมาในจิตใจอย่างสุดจะห้ามได้ สองชายคุยกันในผาถ้ำที่เกือบจะมืดมิด คนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยผู้สง่างาม ใบหน้าอ่อนเยาว์อายุย่างยี่สิบ ส่วนอีกคนนั้นผมหงอกขาวโพลน ใบหน้าเหี่ยวย่น มองดูเหมือนชายแก่อายุเป็นร้อยปี แท้จริงแล้ว ผู้ใดจะเชื่อว่าเขาเพียงมีอายุย่าง 75 ปีเท่านั้น สังขารที่โรยราอาจเป็นเพราะสมองทุกส่วนถูกเค้นให้ใช้งานอย่างหนักหน่วงตลอดหลายสิบปี ทั้งเจ้าตัวเองก็เอาแต่นั่งอยู่หน้ากระดานไม้ หาได้ใส่ใจอายุสังขารไม่ เสื้อผ้าขาดรุ่ยรุงรัง ร่างกายมอมแมมสกปรก ทว่ามิอาจปกปิดแววตาที่ทอประกายปัญญา บ่งบอกถึงความเป็นยอดปราชญ์ที่ยากจะหาใครมาทัดเทียมได้
“อาจารย์” ชายหนุ่มเอ่ย “ศิษย์ขอลา เมื่อการเดินทางในชีวิตของศิษย์เสร็จสิ้นลงตามที่หวังแล้ว ศิษย์จะกลับมาแทนคุณท่าน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แทนที่จะเศร้า กลับหัวเราะ “ผินฟง เจ้าอยู่กับข้ามากว่าสิบปี เจ้าคิดอะไรมีหรือข้าจะไม่รู้ แทนคุณรึ เมื่อเจ้าเสร็จสิ้นการเดินทางในชีวิตเจ้า ข้าก็คงจะหมดสิ้นชีวิตไปแล้ว…”
“อาจารย์…”
“แต่ข้ารู้ เจ้าตั้งใจจะทดแทนคุณเมื่ออยู่ข้างล่างนั่น แผ่นดินเบื้องล่างนั้นคงร้องเรียกหัวใจเจ้าไป เอาเถอะ เจ้าตั้งใจจะทำอะไรข้าคงห้ามไม่ได้ แต่จำเอาไว้ ข้ามีเจ้าเป็นศิษย์คนเดียวที่พอฝากความหวังเอาไว้ได้ในตอนนี้ จงรักษาชีวิตตัวเองให้ยาวนานเท่ากับข้า และเผยแพร่วิชาแทนข้าให้มากที่สุดเพราะข้าคงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นอีกแล้ว”
“ศิษย์ทราบแล้วครับ อาจารย์” แม้จะมีความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในใจ แต่ก็ตอบออกไปอย่างเข้มแข็ง จากเด็กกำพร้าคนหนึ่งกลายเป็นศิษย์ของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าตอนนี้ เขาจะต้องกลับไปโดดเดี่ยวอีกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มก้าวเดินตามทางที่ลาดลงมาจากเขา เหลียงซานแห่งนี้เขาสัญญาว่าจะกลับมาที่นี่อีก แม้ว่าจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ตามที อย่างน้อยเสียงเพลงอันไพเราะใด ๆ ในโลกนี้ก็มิอาจเทียบกับเสียงนกและแมลงนานาในขุนเขาแห่งนี้ได้ มีบางสิ่งที่สะพายอยู่ข้างหลังดังกร็อกแกร็กตลอดทางเดิน เป็นสิ่งที่เขาหมายมั่นจะรักษาไว้เยี่ยงชีวิต แต่หากชีวิตเขาต้องตายก่อน เขาก็จะต้องฝากฝังไว้ให้ใครคนหนึ่งคนใดดูแลรักษามันไว้จงได้ หมากชีวิตเม็ดแรกยังไม่ถูกวางเพราะไม่มีกระดาน รอให้เขาไปถึงแผ่นดินเบื้องล่างคงได้หาซื้อกระดานมาวางเสียที ชีวิตของเขา จะเริ่มต้นจากที่นั่นอีกครั้ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ครืน ครืน!
พายุฝนกำลังตั้งเค้าอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง ทำให้ในยามเช้าเช่นนี้ มิมีผู้ใดได้รับไออุ่นจากแสงอาทิตย์ ทว่า คน ๆ หนึ่งไม่ได้สัมผัสกับแสงแดดมานานเกินกว่ายี่สิบปีแล้ว แม้แต่น้ำฝน เขาก็ไม่เคยได้แตะเลยสักหยด ท่ามกลางสถานที่คับแคบอับชื้นและไร้แสงสว่างเช่นนี้ นำพาหัวใจให้รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
ทหารนายหนึ่งเปิดประตูและหลีกทางให้ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา ชุดสีดำหรูหราบ่งบอกให้รู้ถึงอำนาจและยศศักดิ์ หากแต่ไม่มีทีท่าหยิ่งทะนงเลยแม้แต่น้อย ตรงข้าม เขาดูนบนอบต่อผู้ต้องหาที่อยู่ในคุกมากเป็นพิเศษ
“พี่เหล่า สบายดีรึ” ชายวัยกลางคนทัก ชายที่อยู่ในคุกเงยหน้าขึ้นมอง แล้วยิ้มบาง ๆ
“ก็เหมือนที่เคย ท่านเสนาอุตส่าห์มาเยี่ยมข้าถึงที่นี่ เป็นครั้งที่สิบในรอบเจ็ดวันแล้วกระมัง” ผู้ฟังฝืนหัวเราะ
“ช่วงนี้ราชสำนักวุ่นวาย ข้า…ไม่ค่อยสบายใจ จึงอยากเห็นใบหน้าอันสงบราบเรียบของท่านสักหน่อย เผื่อข้าจะสงบได้เหมือนท่านบ้าง” เปลี่ยนให้อีกคนหัวร่อบ้าง
“ราชสำนักก็วุ่นวายเสมอแล ไม่อย่างนั้น อาจารย์ข้าจะหนีไปงั้นรึ”
“ก็จริง” ผงกศีรษะเห็นด้วย “ท่านเตียอิงสือเจวี้ยน ถ้าปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็คงดีไม่น้อย ตอนนี้ หมากที่แต่ละคนวางนั้นสะเปะสะปะเสียเหลือเกิน แม้แต่ฮ่องเต้ ยังเดินพลาดบ่อย ๆ”
“ซุนซือจ้าว ท่านอย่ากังวลไปเลย อีกไม่นานนี้ สวรรค์จะส่งคนมาช่วยเราเอง”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร นี่ท่าน… ทำนายอะไรได้งั้นรึ”
“อันว่าคนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต ไว้เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะรู้เอง”
“ขอให้เป็นอย่างท่านว่าเถอะ” พูดแล้วถอนหายใจ ราชวงศ์หมิงก่อตั้งขึ้นมาจวนจะครบสามสิบปีแล้ว จากที่เคยมั่นคงแข็งแกร่งกลับสั่นคลอนแรงอย่างน่าใจหาย ผู้ใดเล่าจะช่วยกู้วิกฤติ หรือยืดเวลาแห่งภัยพิบัติออกไปได้


เมืองเฉียนสือในยามบ่ายเช่นนี้คลาคลั่งไปด้วยผู้คน หลังการรอนแรมในเมืองเล็ก ๆ มาหลายวัน ผินฟงรู้ดีว่าได้เข้าใกล้เขตภาคใต้มากขึ้นทุกขณะ การเดินทางไปหนานจิงนั้นอาจใช้เวลาไม่ถึง 40 วันต่อจากนี้ แต่ชายหนุ่มมิอาจก้าวดุ่ม ๆ เข้าไปสู่นครหลวงเช่นนี้ได้ ในเมื่อเขายังมิรู้จักโลกภายนอกมากเพียงพอ และไม่ทราบจะหาข้ออ้างอันใดให้ได้เข้าพบคนที่ต้องการจะพบ ดังนั้น เขาคงต้องพเนจรไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้โชคชะตากำหนดชีวิตในระยะแรกนี้
โรงเตี๊ยมใหญ่สองชั้นดูสะดุดตาเป็นพิเศษ จัดว่าเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเมืองใหญ่แห่งนี้ก็ว่าได้ ชั้นบนตรงที่นั่งริมระเบียงมีชายวัยกลางคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งสวมชุดดำหรูหราทราบว่าคงเป็นขุนนางใหญ่ ส่วนอีกคนแต่งกายคล้ายผู้ออกรบ หากมิได้สวมหมวกเกราะเพียงเท่านั้น โต๊ะข้าง ๆ มีคนในชุดเจ้าหน้าที่ทหารนั่งอยู่สามคนคงเป็นผู้ติดตาม
กระดานไม้วางอยู่ระหว่างข้าราชการทั้งสอง เม็ดหมากสีขาวและดำวางเกินครึ่งกระดาน ดูท่าหมากขาวจะมีชัยอยู่ใกล้เอื้อม ขุนนางชุดดำเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบกันไปนาน
“แม่ทัพหวาง หมากของท่านมีกลิ่นอายความทุกข์ระทมชอบกล หาได้ดุดันเหมือนแต่ก่อนไม่” ผู้ฟังถอนหายใจมีสีหน้ากลัดกลุ้ม ก่อนจะกล่าวตอบ
“เป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ ปัญหาในราชสำนักคอยตามกวนใจข้าแม้ในยามนอนหลับ แม้แต่ทิวน้ำที่สวยงามข้างล่างนั่นก็มิอาจทำให้ใจข้าสงบลงได้”
“เรื่องรัชทายาทอย่างนั้นหรือ”
“นั่นคือเหตุแห่งปัญหาทั้งหมด องค์รัชทายาทจูเปียวสิ้นพระชนม์กะทันหัน ฝ่าบาทแต่งตั้งจูหยุนหวิน โอรสแห่งจูเปียวเป็นรัชทายาทแทน มีหรือองค์ชายอื่นจะพอพระทัย บางองค์แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง …แต่นั้นไม่น่ากลัวเท่ากับผู้ที่เก็บงำเอาไว้ รอคอยโอกาสช่วงชิงราชบัลลังก์”
“ท่านหมายถึงองค์ชาย. . .”
“ขอท่านอย่าได้เอ่ยออกมาเลย” แม่ทัพหวางพูดอย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจอีกครั้ง พลางวางหมากสกัดการรุกของหมากขาว “ราชสำนักวุ่นวาย ขุนนางแบ่งเป็นฝักฝ่าย หากมิใช่เพราะความโหด***มของหมิงไท่จู่ ราชบัลลังก์คงไม่มั่นคงมาจนบัดนี้” อีกฝ่ายวางหมากแล้วถอนหายใจบ้าง
“ไม่นึกเลย ต้าหมิงจะสั่นคลอนตั้งแต่กษัตริย์พระองค์แรก ยิ่งไม่อยากนึกถึงเมื่อจูหยุนหวินได้ขึ้นครองราชย์”
“ข้าแพ้ท่านแล้ว ใต้ท้าวโคว่” มุ่งความสนใจมาที่กระดานหมาก คำนวณแล้วหมากดำคงแพ้ราว ๆ สิบสองแต้ม ฝ่ายแม่ทัพนั้นต้องการหยุดคุยเรื่องหนักใจเช่นนี้
ผินฟงนั้นขึ้นมาบนชั้นสองจับจ้องขุนนางทั้งสองอยู่ห่าง ๆ นานแล้ว แอบกระซิบถามเสี่ยวเอ้อจึงทราบว่าผู้หนึ่งคือโคว่หลี่ชุนเจ้าเมืองเสียนฉือ อีกผู้หนึ่งนั้น แม่ทัพหวางฉินที่เพิ่งจะนำทหารกลับสู่วังหลวง ด้วยผินฟงอยากได้กระดานหมาก แต่ไม่ทราบจะหาซื้อที่ใด เพราะชาวบ้านธรรมดานั้นไม่มีใครเดินหมากกัน ทางเดียวคือต้องถามจากขุนนางผู้ใหญ่ตรงหน้า แค่ถามหากระดานหมาก คงไม่ถูกจับเข้าตาราง
“คารวะใต้ท้าวโคว่ และแม่ทัพหวาง”




โดย : elmmy
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน<


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com