Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> ตำแหน่งพ่อแม่

เรื่อง :

ตำแหน่งพ่อแม่

ตำแหน่งพ่อแม่
แด่ ลูกๆผู้มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้เป็นหนึ่งในดวงใจของลูกๆ ๑๒ สิงหา วันแม่แห่งชาติ
คนเก่าเล่ากันมาให้รู้ว่า พ่อแม่นั้นมีพระคุณหมาศาลยากที่จะพรรณนาให้หมดสิ้นได้ ถึงกับเปรียบเทียบไว้ว่า แม้เอาท้องฟ้าอันหาขอบเขตมิได้สมมติเป็นแผ่นกระดาษ เอายอดเขาพระสุเมรุอันเป็นยอดหนึ่งของภูเขาหิมาลัยสมมติเป็นน้ำหมึกจดจารจารึก พระคุณของท่านทั้งสองว่ามีต่อลูกอย่างนั้นๆ และจารึกว่าท่านได้ทำอย่างไรกับลูกบ้าง จนกระทั่งท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร จนยอดพระสุเมรุสึกไปจนสิ้น และน้ำในมหาสมุทรถูกใช้จดจารจนแห้งขอดไป เท่านั้นก็ยังจดพรรณนาพระคุณของพ่อแม่ได้หมดสิ้นไม่
และการที่จะทดแทนพระคุณของท่านทั้งสองให้หมดสิ้นไปนั้นก็ยากนักยากหนา ถึงกับยกเปรียบไว้ว่าหากลูกจะยกพ่อไว้บนบ่าซ้าย ยกแม่ไว้บนบ่าขวาของตนประคับประคองให้ท่านทั้งสองอยู่บนบ่านั่นแหละ ให้ท่านอาบน้ำ ให้ท่านกิน ให้ท่านนอน และจนกระทั่งถ่านอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่าของลูกนั่นเอง แม้ลูกจะทำอยู่อย่างนี้จนกระทั่งพ่อแม่หมดลมหายใจไป ก็ยังไม่อาจจะทดแทนข้าวป้อนน้ำนม และอุปการคุณที่ท่านทั้งสองได้ทำไว้ต่อลูกเลย
ตัวอย่างทั้งสองนี้ ท่านยกมากล่าวไว้เพื่อแสดงให้เห็นเพียงว่า พระคุณของท่านมีมากมายจนไม่อาจจะทำตอบแทนชดใช้ให้หมดสิ้นไปด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นครั้งคราวเท่านั้น มิใช่จะหมายความว่าจะต้องให้ลูกทำใหญ่โตปานดังเปรียบตามที่บางคนเข้าใจ แล้วเอะอะโวยวายเอาว่า ใครกันจะสามารถยกพ่อแม่ไว้ได้ตั้งเป็นสิบเป็นร้องปี หรือพ่อแม่คนใดเล่าจะทนทุกข์ทรมานกินนอนบนบ่าลูกได้ ไม่รำคาญไม่สงสารลูกบ้างหรืออย่างไรกัน อะไรทำนองนี้ เรื่องนี้ต้องเข้าใจเจตานารมณ์ของคนเก่า เพราะคำเปรียบก็ต้องเป็นคำเปรียบอยู่วันยังค่ำ เพียงท่านเปรียบไว้เพื่อให้ลูกทุกคนมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพื่อใจไม่ให้เป็นบาปต่อตัวลูก เพื่อให้รู้อุปการะคุณที่ท่านทำให้แก่ลูกทุกๆคน
เพราะท่านพ่อแม่เป็น “บุพการีชน” คือผู้ทำให้ก่อนได้สะสมบุญคุณแก่ลูกมาตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ จนกระทั่งตายจากกันไป หรือกระทั่งทำให้ไม่ไหว อันนับกันว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากนัก เพราะตามปกติคนเรามักจะมีความเห็นแก่ตัว ใจไม่กว้างพอที่จะยอมเสียสละเอื้ออารีต่อผู้อื่น และไม่พร้อมที่จะเผื่อแผ่ความรักความปรารถนาดีไปยังผู้อื่นได้ แต่พ่อแม่ท่านทำได้และทำได้อย่างดีเสียด้วย และเป็นบุญวาสนาของลูกอย่างหนึ่งคือ ลูกเป็น “ผู้รับ” ความรักความปรารถนาดี และความเอื้อเฟื้อที่พ่อแม่ “ให้” นั้นทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะพ่อแม่เป็นศูนย์รวมความเป็น “พระ” ไว้ในตัวมากมาย คือ เป็นหลายพระนั้นเอง ตำแหน่งพระของพ่อแม่คือ.-
- พ่อแม่เป็นพระพรหม- พ่อแม่เป็นพระเทพ
- พ่อแม่เป็นพระอาจารย์ - พ่อแม่เป็นพระอรหันต์
พ่อแม่เป็นพระพรหม คือ “พระพรหม” ตามความรู้สึกของเราทั่วไปก็คือ พระเจ้า ผู้สร้างโลกตามคติของศาสนาพราหมณ์ ส่วนตามคติของศาสนาพุทธพระพรหมก็คือ ผู้ประกอบด้วยรูปฌาน หรืออรูปฌาน แล้วจุติจากอัตภาพมนุษย์ไปเกิดเป็นพรหม มีที่อยู่ของตัวเองเป็นสัดส่วนเรียกว่า “พรหมโลก” แต่ความหมายที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา คำว่า พรหม นี้ ท่านใช้เรียกบุคคลผู้มีคุณธรรมที่เรียกว่า “พรหมวิหารธรรม” ครบถ้วนบริบูรณ์ คือ หมายถึงคนเราธรรมดาๆ นี้เอง จะอยู่ในวัยไหนมีเพศพรรณหรือตระกูลใดก็แล้วแต่ มีสิทธิที่จะเป็นพรหมด้วยกันทั้งนั้น และเป็นได้ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในโลกอยู่ร่วมกับชาวโลกอื่นๆ นี่แหละ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า ต้องมีพรหมวิหารธรรมนี้ครบถ้วยเท่านั้น
พรหมวิหารธรรมนั้น มี ๔ ประการ คือ
๑. เมตตา ความจริงใจ ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
๒. กรุณา ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
๓. มุทิตา ความชื่นชมยินดีในความสำเร็จสมหวังของผู้อื่น ไม่อิจฉาผู้อื่น
๔. อุเบกขาควานว่างเฉยในเมื่อไม่อาจจะช่วยเหลือเขาได้ หากมีทางที่ช่วยได้ก็ต้องช่วย
ผู้ใดมีคุณธรรม ๔ ประการนี้ในหัวใจและแสดงออกมาให้ปรากฏได้ ผู้นั้นท่านเรียกว่า “พรหม” พ่อแม่หรือพระในบ้านของเราเป็นบุคคลแรกที่เปรียมด้วยคุณธรรมทั้งหมดนี้โดยเฉพาะมีต่อเราผู้เป็นลูก ท่านทั้งคู่จึงควรได้รับการขนานนามว่าเป็น “พระพรหม” ของลูกอย่างแท้จริง
พ่อแม่เป็นพระเทพ คือ ความเชื่อถือของคนโบราญมีว่า โลกนี้มีเทพชื่อนั้นๆ เป็นใหญ่ คอยกำกับคุ้มครองมนุษย์ไว้เรียกว่า “ท้าวโลกบาล” มี ๔ ท่าน คือ
ท้าวธตรฐ ประจำทิศตะวันออก
ท้าววิรุฬหกประจำทิศใต้
ท้าววิรูปักษ์ประจำทิศตะวันตก
ท้าวกุเวรประจำทิศเหนือ
ท้าวโลกบาลซึ่งเป็นเทพเจ้าเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องผองภัยให้ชาวโลกอย่างไร พ่อแม่ก็มีหน้าที่ปกป้องภัยให้แก่เลือดในอกของตนคือลูกอย่างนั้น และท่านก็ทำเช่นนี้มาก่อนใครหมด แม้ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ นั้นจะเผลอหรือไม่ย่อมปกป้องเราก็ตาม แต่พ่อแม่ไม่เคยลืมและไม่เคยละทิ้ง ท่านปกป้องเรา “ลูกๆ” ตลอดมา
พ่อแม่เป็นพระอาจารย์ อาจารย์ คือ ผู้ดูแลเรื่องจริยามารยาท ความประพฤติและการกระทำของศิษย์ พร้อมทั้งเป็นผู้คอยแนะนำชี้แจง ศิษย์ให้รู้จักโลก มีหูตากว้างไกล และประสิทธิ์ประสาทความรู้ความชำนาญ ให้เครื่องมือพร้อมมูลเพื่อศิษย์จะได้นำไปต่อสู้เผชิญชีวิตในโลกกว้างให้ทัดเทียมคนอื่น บางครั้งเราเรียก “ครูอาจารย์” ก็มี จะเรียกอย่างไรก็หมายถึงผู้ให้ความรู้ ดูแลมารยาททั้งสิ้น เพราะศิษย์ของพระครูอาจารย์หรือพ่อแม่นั้นก็คือเราท่านผู้เป็นลูกนั่นเอง
พ่อแม่นั้น จัดเป็นครูที่ยอดเยี่ยมกว่าใครหมดถึงขั้นเป็น “พ่อครู” และ “แม่ครู” นั่นเชียว เพราะครูธรรมดาก็สอนกันแค่วิชาการในหลักสูตรเป็นพื้น แต่พ่อแม่ท่านสอนเราทั้งในหลักสูตร และนอกหลักสูตรสอนโดยไม่ต้องมีตารางสอน ไม่มีเวลาจำกัด ว่าต้องสอนตามชั่วโมงนั้นชั่วโมงนี้เหมือนครูทั่วๆ ไป
ขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ย่อมมองเห็นลูกเป็นเด็กอยู่ร่ำไปในสายตา แม้ว่าลูกจะโตถึงมีเหย้ามีเรือนเป็นฝั่งเป็นผ่าไปแล้ว หรือมียศมีศักดิ์มีหน้ามีตาในสังคมไปแล้วก็ตามทีหรือบางทีลูกเป็นครูบาอาจารญ์ของคนทั่วเมืองเสียด้วยซ้ำ พ่อแม่ก็ยังเตือนอบรมลูกอยู่นั่นแล้ว ระวังเนื้อระวังตัวนะลุกนะ ลูกเป็นเจ้าคนนายคนแล้วสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่าทำนะลูกนะ สารพัดที่พ่อแม่จะสรรหามาอบรมลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อแม่ไม่คำนึงหรอกว่าลูกจะโตใหญ่สักปานใดท่านคิดแต่เพียงว่าเป็นลูกของท่าน ท่านก็ยังห่วงใยอยู่วันยังค่ำ และตั้งตัวเป็นพระอาจารย์ของลูกอยู่ร่ำไป
พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ คือ ธรรมดาพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดแล้วถือกันว่าเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์ ก็นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐของผู้นั้นเราจึงแสวงหาพระอรหันต์กันทั่วทุกหนแห่ง ถึงกับพอได้ยินข้าวคราวว่าพระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์ หรือพระอรหันต์มีอยู่ที่นั่นที่นี่เราก็จะพากันดั้นด้นไปหาแม้ว่าท่านอยู่ห่างไกลหรืออยู่ลึกลับในหุบในห้วยป่าไหนตำบลไหนก็ตาม แม่ว่าเราจะไม่มีข้อพิสูจน์ได้ถ่องแท้ว่าเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ก็ตาม เราก็ยังต้องการทำบุญกับท่าน เพราะพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ทางกาย และน้ำใจของท่านก็ใสสะอาดอย่างนี้ มวลมนุษย์จึงได้ขนานนามท่านว่า “พระอรหันต์” คือ ผู้ห่างเว้นจากกิเลส ไม่มีโลภ โกรธ หลง และขนานนามว่า “อาหุไนยบุคคล” คือผู้สมควรที่จะได้รับการยกย่องเชิดชูและสมควรที่เราท่านจะพึงเข้าไปกราบไหว้บูชา สมควรจะได้รับของบูชานั้นๆ จากเราไม่ว่าเราจะนำไปถวายท่านถึงที่หรือเราจะจัดเตรียมไว้ในบ้าน น้ำใจขอพระอรหันต์ที่มีต่อมวลชนหมดจดฉันใด น้ำใจของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็หมดจดฉันนั้น
พระในบ้านคือพ่อแม่ความเป็นพระในบ้านของพ่อแม่นั้น จะมีสักกี่คนกันที่รู้ เพราะมักจะมุ่งหากันแต่พระนอกบ้าน พระที่ไม่มีหายใจแม้จะต้องซื้อหาด้วยราคาแพง แม้จะต้องลงทุนลงแรงมากมายกว่าจะได้มาและมักจะเฝ้าปรนเปรอหรือบูชาแต่พระนอกบ้านเช่นนั้นเท่านั้น แต่พระในบ้านซึ่งมีลมหายใจอยู่ หรือใกล้ชิดอยู่กับตัวเราตลอดเวลาเรากลับมองข้ามไปเสีย เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ในวัยไหนฐานะอย่างไร ย่อมเป็นเหมือนๆ กันได้ทุกที่ เมื่อรู้กันแล้วว่า “พระในบ้าน” นั้นคือใคร ยังเหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้พระในบ้านมีความสุขมีความสบายใจได้บ้าง เราก็ควรที่จะบำรุงพ่อแม่ของเราให้มีความสุขตลอด อย่าทำให้ท่านทุกข์ใจ เพราะพ่อแม่ท่านนั้นอุตส่าห์เลี้ยงเรามาก็เพื่อประสงค์ว่า
ยามมีกิจหวังให้เจ้าเฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้หวังให้เจ้าเฝ้ารักษา
ยามถึงคราวล่วงลับดับชีวา
หวังให้เจ้าปิดตาเวลาตายฯ
รวมความว่า การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่ก็คือการทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้เกิดความเบิกบานใจ ไม่ทุกข์กังวลเดือดร้อน หรือไม่สบายใจเพราะการกระทำของเราเพราะเราเป็นต้นเหตุ
“รักใดเล่ารักแน่เท่าแม่รัก
ผูกสมัครลูกมั่นมิหวั่นไหว
ห่วงใดเล่าเท่าห่วงดังดวงใจ
ที่แม่ให้กับลูกอยู่ทุกครา
ยามลูกขื่นแม่ขมตรมหลายเท่า
ยามลูกเศร้าแม่โศกวิโยคกว่า
ยามลูกหายแม่ห่วงคอยดวงตา
ยามลูกมาแม่หมดลดห่วงใย”
เพราะถ้าหากว่า พ่อแม่จับลูกของที่เท้า ๒ ข้างแล้ว เหวี่ยงไปในป่า ในน้ำ ในน้ำ หรือในเหว ในวันที่ลูกเกิดแล้วนั่นเที่ยว ลูกเหล่านั้นก็คงไม่ได้ลืมตามาดูโลกเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ การที่ลูกเหล่านั้นเห็นได้ลืมตามาดูโลกก็เพราะอาศัยพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ไม่ทำอย่างนั้นก็ด้วยความรักที่มีต่อลูกของตน เลี้ยงดูไว้ เหตุนั้น พ่อแม่นั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่ลูก จริงอยู่พ่อแม่นั้น ตัดชีวิตของสัตว์เหล่าอื่นบ้าง และสละพัสดุอย่างใดอย่างอย่างหนึ่งอันเป็นของท่านบ้าง ก็เพื่อที่จะประคับประครอง คุ้มครองลูกของตนไว้ และพ่อแม่นั้นก็ไม่เคยคำนึงถึงความผิดของลูกทั้งหลาย แต่กลับปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ลูกโดยส่วนเดียวเท่านั้น และเมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วเราก็ควรที่จะตอบแทนพ่อแม่ ด้วยการบำรุงพ่อแม่ด้วยฐานะ ๕อย่างตามหลักพระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้: -
๑.เราอันพ่อแม่เลี้ยงเรามาแล้ว เราจักเลี้ยงท่านตอบบ้าง
๒.เราจักช่วยทำกิจการงานของพ่อแม่
๓.เราจักดำรงวงศ์สกุลของพ่อแม่ให้สืบต่อไปโดยไม่ให้มีความเสื่อมเสียใดๆเกิดขึ้น
๔.เราจักปฏิบัติซึ่งความเป็นผู้รับทรัพย์มรดก
๕.เมื่อพ่อแม่ท่านถึงแก่กรรมล่วงลับไปแล้ว เราจักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณาทานแก่พ่อแม่

การเลี้ยงพ่อแม่
เพราะพ่อแม่ได้ใช้ความพากเพียรพยายามตรากตรำหาเงินทองเลี้ยงดูลูกมา กว่าจะโตแต่ละคนนั้นก็เลือดตาแทบกระเด็น ร่างกายก็พลอยทรุดโทรมลงตามลำดับอายุวัยก็เพิ่มขึ้น จนในที่สุดก็ต้องหยุดพักไปโดยปริยายเพราะสังขารร่างกายไม่อำนวยให้ทำงานได้เหมือนเมื่อหนุ่ม แม้ว่าจิตใจจะแข็งแกร่งอยากทำสักปานใดก็ไม่อาจฝืนธรรมชาติของสังขารได้ ตอนนี้แหละเป็นโอกาสของลูกแล้วที่จะได้ตอบแทนใช้หนี้บุญคุณท่านด้วยการเลี้ยงดูท่านบ้างตามความเหมาะสม เพราะหากเราไม่เลี้ยงพ่อแม่ตอนนี้ แล้วใครเล่าจะเลี้ยง ? จะให้ท่านไปอยู่สถานสงเคราะห์คนชรา หรือ อาจทำได้แต่เท่ากับส่งท่านให้ไปอยู่ในคุกในตะราง หรือไปทรมานใจอยู่ในนั้นมากกว่า เพราะสถานที่เช่นนั้นมันจะว้าเหว่และเหมือนกับอยู่โดดเดี่ยวสักเพียงไหน และเป็นสถานที่สำหรับคนที่ไร้ญาติขาดมิตร หรือคนที่ลูกหลานไม่เลี้ยง ไม่เอาใจใส่แล้วเท่านั้น เราลองคิดและนึกวาดภาพดูก็แล้วกัน ในหมู่คนแก่ที่แปลกหน้าไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียวดายของคนแก่แต่ละคน จะผิดอะไรกับส่งท่านไปตายแบบผ่อนส่งเล่า เราใจถึงพอที่จะส่งท่านไปอยู่ ณ สถานที่เช่นนั้นหรือ ? แต่ก็มีคนแก่อีกจำนวนไม่น้อย ที่พอใจจะอยู่ในที่เช่นนั้น ซึ่งตนรู้ดีว่าไม่สุขสโมสรหรือน่ารื่นรมย์เท่าไรนัก แต่ก็พอใจจะอยู่เพราะเห็นว่ายังดีกว่าอยู่บ้านของตัวหรือบ้านของลูกหลานก็เหมือนขุมนรกของท่าน มีลูกมีหลานก็เหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่จักกันมาก่อน จะพูดจะจาทักบ้างก็ไม่มี จะถามไถ่สุขทุกข์บ้างก็ไม่เคยได้ยิน อยู่ไปก็ถูกดู ถูกด่าสารพัด หาว่าเกะกะบ้านบ้างละ ว่าอยู่ไปเปลืองข้าวสุกบ้างละ เมื่อไรจะตายๆ เสียทีบ้างละ เมื่อได้ยินลูกหลานพูดเข้าทำนองนี้ ขืนอยู่ไปก็รังแต่จะน้อยใจช้ำใจ และอึดอัดใจเปล่าๆ เลยขอหรือหนีไปให้พ้นๆ บ้านเสีย ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า และมักจะตายด้วยดาบหน้าจริงๆ อย่างที่ตั้งใจไว้เสียด้วยซี (หรือว่าลูกๆจะทำแก่พ่อแม่อย่างที่ว่านี้ได้ลงคอ โดยไม่คิดถึงบุญคุณที่ท่านได้เลี้ยงเรามาเลยหรือ ?)
การเลี้ยงพ่อแม่ให้อยู่ดีมีสุขตามสมควรนั้นหากจะให้สมบูรณ์แล้วต้องเลี้ยงท่านสองทาง คือ ๑. เลี้ยงพ่อแม่ทางร่างกายให้อิ่มหนำสำราญให้เป็นสุขตลอดเวลา
๒. เลี้ยงพ่อแม่ทางด้านจิตใจให้ท่านมีความสุขตลอดเวลา
เพราะว่าพ่อแม่นั้นไม่ต้องการหรอกทรัพย์สินที่เหล่าลูกนำมากองให้อย่างมากมาย แต่ท่านก็แค่ต้องการให้ลูกเป็นคนดีและเลี้ยงดูท่านในเมื่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วยหรือในยามท่านแก่ ไม่ทอดทิ้งให้ท่านต้องอ้างว้างอยู่คนเดียวดายเท่านั้นแหละที่พ่อแม่ต้องการจากลูกๆ
ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้พูดไว้ว่า
บุตรที่อกตัญญู สู้ไม้เท้าของคนแก่ก็ไม่ได้ เพราะไม้เท้ายังใช้:.-
๑.เวลาสัตว์ที่ดุจะเข้ามาทำร้าย เช่น วัวดุ สุนัข ไก่ นกยูง ยังใช้ไม้เท้าไล่ให้หลีกไปได้
๒.เมื่อตาบอด ยังใช้ไม้เท้าช่วยคลำทางไปข้างหน้าได้
๓.เวลาเดินข้ามน้ำ ยังใช้ไม้เท้าหยั่งน้ำไปข้างหน้าได้
๔.เวลาจะลุกนั่ง ยังใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวไม่ให้ล้มได้

ลูกทัพพี .....ลูกทรพี
มีไม่เท้าใช้ยันยึดกันร่าง
คลำหาทางแกว่งกวัดสัตว์ร้าย
ป้องกันตัวติดตนผลทวี
ดีกว่ามีลูกรั้น...อกตัญญู

ลืมมือแม่อุ้มแอบลูกแนบอก
เคยกอดกกเกลี่ยวกลมเอานมป้อน
ลืมเสียงเพลงเคยกล่อมขับให้หลับนอน
ยามลูกอ้อนแม่ใส่เปลเห่กล่อนไกว

ลืม เสียงเพลงเก่าแก่ของแม่สิ้น
นกขมิ้นเหลืองอ่อนเจ้านอนไหน
ลือสายเปลสวาทขาดเยื่อใย
ดุจสายใจแม่ลูกที่ถูกลืม

ถึงแม่จนแม่ทนได้ไม่ทุกข์หนัก
เท่าลุกรักประพฤติตนเป็นคนชั่ว
ลูกกี่คนแม่เลี้ยงได้ไม่หมองมัว
ความทุกข์ของพ่อแม่

ปญฺจหิ โข คหปติปุตต ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ภโต เนสํ ภริสฺสามิ กิจฺจํ เนสํ ภริสฺสามิ กิจฺจํ เนสํ กริสฺสามิ กุลวํสํ ฐเปสฺสามิ ทายชฺชํ ปฏิปชฺชามิ อถวา ปน เปตานํ กาลกตานํ ทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺสามีติฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามาเราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ จักรับทำกิจของท่าน ๑ จักดำรงวงศ์สกุล ๑ จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑ ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้วจักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑ ฯสิงคาลกสูตร สุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค


โดย : คนพเนจร ไร้จุดหมาย
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน<


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com