Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

เรื่อง :

ลูกสาวเจ้าพ่อ

"ใครกันที่มาเสี่ยงเซียมซียามนี้"

มนุษย์เกิดมาแล้วทุกคนมีกรรม อาจจะเป็นกรรมแต่ปางก่อน กรรมแต่ปางนี้ กรรมที่เกิดจาการกระทำของตัวเอง ผู้คนที่อยู่รอบข้าง หรือผู้มาเกี่ยวข้อง ก็ได้กรรมนำพาให้เกิดเหตุการณ์ดีหรือร้ายต่าง ๆ มนุษย์ทุกคนย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แต่อาจจะชะลอให้หนักเป็นเบาได้ ถ้ามีโอกาสรู้ล่วงหน้า

ชีวิตของข้าพเจ้าก็มีกรรมเช่นคนอื่นเขา หลายครั้งหลายคราที่ต้องทดท้อต่อชีวิต อยากหลีกเลี่ยงไปให้ไกลแสนไกล แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องเผชิญกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า

ท่ามกลางค่ำคืนอันเหน็บหนาว ประกายดาวส่องระยิบระยับบนท้องฟ้า ความมืดแห่งราตรีกาลพาให้ทุกชีวิตหลับใหลในเรือนหลังน้อย จะมีก็เพียงแต่ข้าพเจ้าที่เดินร้องไห้เดียวดายบนถนนเหยียดยาวอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ไป ไม่รู้จะบากหน้าไปหาใคร ข้าพเจ้ามาที่นี่เพราะไม่มีที่ไป เงินเดือนที่ได้เดือนละน้อยนิดกลับเบิกไม่ได้ เพราะไปช่วยค้ำประกันเพื่อน แต่เพื่อนกลับตอบแทนอย่างแสนสาหัส โดยลาออกจากราชการและไม่บอกข้าพเจ้าสักคำ เงินจะจ่ายค่าเช่าบ้านก็ไม่มี ลูกก็ยังเล็ก อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน และยังเป็นช่วงจังหวะที่ข้าพเจ้าย้ายสถานที่ทำงาน เพื่อนเก่าทีรู้ใจ ก็อยู่ไกลเกินกว่าที่จะขอความช่วยเหลือ จึงต้องมาอาศัยคนแก่อยู่ แต่ต้องรับภาระเลี้ยงดูท่านทั้งสอง เพราะท่านก็แก่มากแล้ว เป็นภาระเพิ่มอีกโดยไม่ตั้งใจ กลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อมต้องหนักเอาเบาสู้ เก็บมะพร้าว ผ่าหมาก ทำสวน ปลูกผัก ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน จนมือทั้งสองข้างแตกช้ำกำไม่เข้า สองแขนอ่อนล้า สองขาอ่อนแรง

"ไม่อยู่อีกแล้วที่นี่ ขอกลับบ้าน จะบากหน้าไปหาพ่อแม่อีกสักครั้ง" ใจคิด ทั้ง ๆ ที่เคยตั้งปณิธานไว้ว่า หลังจากเรียนจบแล้วจะไม่รบกวนพ่อแม่อีก เพราะท่านไม่ใช่คนร่ำรวย และแก่แล้ว อยากจะเลี้ยงดูท่านบ้าง แต่ไม่เคยทำได้ดังคิด มีเรื่องครั้งไรที่พึ่งสุดท้ายต้องหอบกลับไปหาพ่อกับแม่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่อยากจะแบกภาระกลับไปหาแม่อีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะบากหน้าไปหาใครที่ไหน

"ทางตัน" ทั้ง ๆ ที่ทางแยกข้างหน้ามีมากมาย แต่ทางชวิตกลับหาทางไม่ได้ มืดตันไปหมด มือสองข้างผลัดกันยกมาป้ายน้ำตาที่ค่อย ๆ หยาดรินไหน ลงมาเปรอะสองข้างแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า สองขาก็พาข้าพเจ้าเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ

"ใครกันที่มาเสี่ยงเซียมซียามนี้" ข้าพเจ้าเหลียวหันไปรอบ ๆ

"อ้อ เสียงดังจากบ้านเรือนไทยหลังนั้น" ข้าพเจ้ามองไปที่บ้านเรือนไทยยกพื้น ซึ่งยืนเป็นเงานตะคุ่มอยู่ตรงหน้า

""เซียมซี...เสียงคนเสี่ยงเซียมซี ที่นี่ที่ไหน ไปเสี่ยงเซียมซีกันดีกว่า" เสียงนั้นเหมือนเป็นเสียงเรียกจาก ภวังค์ความคิดให้กลับคืนมาอีกครั้ง เหมือนเป็นเสียงแห่งความหวังอันน้อยนิดในยามชีวิตสับสน ข้าพเจ้าเดินพุ่งตรงไปที่เรือนไทยหลังนั้น เห็นผู้หญิงอ้วน ๆ ก้นจ้ำม้ำและหลานตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งเสี่ยงเซียมซีอยู่ ข้าพเจ้าจึงโผล่หน้าเข้าไปดู

"มาแล้วหรือ จุดธูปเทียนไหว้พ่อเสียก่อนสิ"

ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้น ก็นั่งลงแล้วยกมือไหว้ เอื้อมมือหยิบธูปเทียนที่วางอยู่ตรงหน้าจุดขึ้นมา แล้วคลานเพื่อก้มกราบและบูชาตามเสียงที่ได้ยิน พอปักธูปเทียนลง เงยหน้าขึ้น ข้าพเจ้าต้องนั่งตะลึง เพราะตรงหน้าข้าพเจ้าขณะนี้มีงูเผือกสีขาวนวลตัวใหญ่นอนขดตัวเป็นวงกลม แผ่พังพานอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า

"วิบากกรรมชีวิตของเจ้าหนักหนาสาหัสนัก ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมา เอาเถอะพ่อจะทำพิธีเกิดใหม่ให้ ช่วยผ่อนคลายให้บ้าง แม้ว่ามันจะไม่ได้ทั้งหมดก็ยังดี" ข้าพเจ้าขนลุกซู่ไปทั้งตัวเมื่อเสียงพูดจากงูใหญ่รดหัวลงมา พูดจบงูเผือกใหญ่ก็พ่นน้ำใส่ข้าพเจ้าจนเปียกชุ่มเย็นฉ่ำ สยบใจที่ร้อนรุ่มกระวนกระวายผ่อนคลายลง

"มาเป็นลูกของพ่อเถิด" เสียงงูเชิญชวน เหมือนฟางเส้นสุดท้ายลอยน้ำมาให้ยึดเกาะยามยากไร้ ความอัดอั้นตันใจประดังประเอเข้ามา ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหางูใหญ่นั้นโดยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อยนิด คุกเข่าลง ยกสองแขนทอดพาดโอบกอดซบหน้ากับลำตัวงูที่ขดอยู่ น้ำตารินหยดทั้งสองแก้ม ตกใจตื่น

ฝันหรือ" อีกครั้งที่ข้าพเจ้าต้องอุทานกับตัวเอง แต่เป็นฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน ข้าพเจ้ารู้สึกสดชื่นเหมือนอาบน้ำใหม่ ๆ จิตใจที่สับสน ร้อนรนด้วยความคิดต่างๆ นา ๆ ก่อนหลับตาลงอย่างประหลาด

สองคืนต่อมาขณะที่ข้าพเจ้านอนหลับสนิทก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่น เพราะสามีที่นอนอยู่ข้าง ๆ ดิ้นไปมา เสียงเอะอะโวยวายฟังไม่รู้เป็นภาษาอะไร ข้าพเจ้าปลุกเขาขึ้นมาถามเรื่องราว เขาบอกว่า เขาฝันว่าผีจะมาเข้าเขา เขาไม่ยอม ข้าพเจ้าขนลุกซู่ขึ้นมาอีก เพราะความฝันสองคืนก่อนรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา วันต่อมาข้าพเจ้าและสามีไปหาหลวงปู่ท่านหนึ่งที่นับถือมาก ท่านมีความสามารถในการนั่งสมาธิ มีมิติสัมผัส รับรู้เรื่องราวศาสตร์ลี้ลับ ท่านนั่งสมาธิดูให้แล้งบอกว่า ที่ข้าพเจ้าและสามีฝันเห็นนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ แต่ท่านบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร ท่านเห็นแค่เป็นเงาดำสูงใหญ่ ถ้าจะให้รู้จริง ๆ ท่านต้องไปทำพิธีที่สถานที่นั้น ข้าพเจ้าและสามีจึงรับท่านมาเพื่อทำพิธีดังที่ท่านบอก

เมื่อรู้ว่าหลวงปู่จะมาทำพิธีเข้าทรง ชาวบ้านซึ่งเคยได้ยินชื่อและรู้กิติศัพท์ของท่าน เมื่อรู้ว่าท่านมา ก็มาดูการเข้าทรงจำนวนมาก แต่ก่อนเมื่อหลวงปู่เข้าทรงท่านจะเข้าทรงอย่างสงบ แต่วันนั้นเมื่อผ่านไปสักครู่ หลวงปู่จะมีเสียงเอะอะวางอำนาจจนชาวบ้านตกใจแตกตื่น เมื่อเรียกท่านว่าหลวงปู่ ท่านก็ว่าท่านไม่ใช่หลวงปู่ แต่เป็นเจ้าพ่อตะเคียนทอง พอรู้ว่าเป็นเจ้าพ่อตะเคียนทองชาวบ้านที่อยู่ที่นั้นบางก็หน้าซีด บางก็ลุกหนี มีแต่พวกใจกล้าและข้าพเจ้าที่ไม่ลุกหนี เพราะข้าพเจ้าเพิ่มมาอยู่ได้ไม่นาน จึงไม่รู้จักเจ้าพ่อตะเคียนทอง ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเจ้าพ่อตะเคียนทองศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวบ้านไปบนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เล่ากันว่าบริเวณนี้ข้างลำธารเคยมีต้นตะเคียนทองต้นใหญ่ ชาวบ้านโค่นให้ล้มเพื่อจะเอาไม้ถึง 7 วัน โค่นโคนหมดแล้วก็ยังไม่ล้ม หมุนต้นคล้ายอาละวาดจนตลิ่งพังหมด ทุกคนที่ไปตัดและเอารากจะต้องมีอันเป็นไป แม้กระทั่งพระสงฆ์ก็ไม่สามารถเอาได้

เจ้าพ่อตะเคียนทองกล่าวว่า พวกชาวบ้านมีแต่ขอท่าน แต่บูชาท่านไม่ถูก ลบหลู่ท่าน ที่อยู่ของท่านก็ถูกทำลาย ท่านชี้ไปยังที่หนึ่งบอกว่าที่บริเวณที่มีต้นหนามเตยหนา ๆ ดก ๆ เคยเป็นบ้านของท่าน สามีของข้าพเจ้าถามว่าเป็นเจ้าพ่อตะเคียนทององค์เดียวกับที่มาเข้าฝันเขาและข้าพเจ้าหรือไม่ ท่านไม่ตอบ บอกแต่ว่า

"คนเราเมื่อกระทำความดีไปอยู่ที่ไหนคนรับรู้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ทั้งนั้น ให้ทำไปเถอะ" และท่านก็บอกว่า ท่านรอข้าพเจ้ามา 887 ปีแล้ว

"แล้วทำไม เจ้าพ่อไม่เลือกคนอื่น แต่มาเลือกภรรยาข้าพเจ้า ชาวบ้านที่นี่ก็มีเยอะ" สามีถามขึ้นด้วยความสงสัย

"การเลือกอยู่ที่ความพอใจและความเหมาะสม จิตใจเป็นกุศล สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ คนเราไม่ใช่ดีแต่พูดสำคัญที่การกระทำ ข้ารอคนเช่นนี้มานานแล้ว" เจ้าพ่อตะเคียนทองว่า

รุ่งเช้าข้าพเจ้าและสามีจึงไปเดินดูสถานที่ตามที่เจ้าพ่อตะเคียนทองกล่าวถึง ก็เจอบริเวณที่มีต้นเตยหนามหนาอยู่จริง เป็นที่ของชาวบ้านแถบนั้น เมื่อข้าพเจ้าขอที่ดินตั้งศาล เขาก็ยินยอม ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าขัดสนเรื่องเงินทองมาก ทำด้วยใจจริง ๆ แต่ก็มีทั้งเงินและแรงงาน วัสดุสิ่งของที่ชาวบ้านช่วยกันออก ช่วยกันหา ช่วยกันทำ ศาลเจ้าพ่อตะเคียนทองจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ทุก ๆ เย็นชาวบ้านหลาย ๆ คนมาชุมนุมไหว้พระ สวดมนต์กันที่ศาลาเจ้าพ่อตะเคียนทอง บ้างก็ขอพร มาบนบานศาลกล่าวตามแต่เจตนา ก็สุดแล้วแต่ใจใครปรารถนา เมื่อสมหวังก็มาแก้บน สถานที่นี้จึงเป็นศูนย์รวมของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความศรัทธาในตัวเจ้าพ่อตะเคียนทองมานานแสนนาน ทุกวันที่ 15 เมษายน ของทุกปีจะทำพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่และสรงน้ำเจ้าพ่อเจ้าแม่ตะเคียนทอง

แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เหมือนชีวิตเกิดใหม่อีกครั้ง ดังที่เจ้าพ่อทำพิธีให้ แม้จะเหนื่อยกายแต่ก็สบายใจขึ้นบ้าง และเป็นเส้นทางในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป เส้นทางชีวิตแต่ละคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ต้องพบอุปสรรค์ด้วยกันทั้งนั้น วิธีฝ่าฟันอุปสรรคหรือมรสุมในชีวิต แต่ละคนไม่เหมือนกัน ความอดทนต่างกัน เพราะวิถีชีวิตและการเลี้ยงดูต่างกัน ความสั้นยาวของชีวิตต่างกัน ตราบใดทีเรายังมีลมหายใจอยู่ ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี สร้างคุณประโยชน์ให้แผ่นดิน หรือช่วยนำทางคนที่ไม่มีทางไป ให้พบแสงสว่าง เร่งทำความดีกันเถอะก่อนจะสายเกินไป....(เขียนจากเรื่องจริง)




โดย : นันท์นภัส
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com