Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

เรื่อง :

ผาพิทักษ์ธรรม

บทที่ 1

“เจ้าคิดอะไรอยู่ อู๋จั้ว” แม่ทัพใหญ่ตระกูลถังเอ่ยถามน้องชายทันทีที่กลับมาถึงบ้าน
บุรุษผู้ถูกถามละสายตาจากพี่ชาย เขาก้มหน้ามองพื้นก่อนจะหันไปมองหลานสาวที่กำลังฝึกอาวุธอยู่กับทหาร 2-3 คน “พี่ใหญ่ พี่เชื่อคำทำนายนั่นรึเปล่า”
“พี่เองก็ไม่แน่ใจ” ชายผู้พี่หันไปมองบุตรสาวของตนตามสายตาของน้องชาย
“พี่เคยคิดรึเปล่าว่าสิ่งที่หยิบยื่นให้ซินหยูมันมากเกินกว่าที่เด็กแปดขวบคนหนึ่งควรจะได้ นางยังเด็ก ข้าว่า...”
“พี่รู้” เสียงของถังหลี่แทรกขึ้นมา “แต่เจ้าจะให้พี่ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อซินหยูคือผู้ที่ถูกเลือก”
“ท่านพ่อ”
เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นระหว่างการสนทนา สีหน้าของสองบุรุษเริ่มปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ
“ท่านพ่อ ท่านอา รู้รึเปล่าวันนี้วันอะไร”
“ถามแบบนี้ต้องการอะไรอีกล่ะ หลานอา” ถังอู๋จั้วย่อตัวลงมาอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กหญิง
“ท่านอาจำไม่ได้จริงๆ เหรอ”
“แล้ว...วันนี้วันอะไรล่ะ”
“จะวันอะไรซะอีกล่ะ ก็วันเกิดของหลานสาวเจ้าน่ะสิ”
“ซินหยู” ถังอู๋จั้วร้องเรียกเด็กหญิงขณะที่ฝ่ามือสัมผัสกับแก้มอันนุ่มละไมของนาง “อาขอโทษนะที่จำวันเกิดหลานสาวคนสวยไม่ได้ อานี่แย่จริงๆ เลย อยากได้อะไรล่ะเดี๋ยวอาจะหามาให้”
“ท่านพ่อ”เด็กหญิงหันหน้าไปหาชายอีกคน สายตาาคู่นั้นบ่งบอกถึงความน้อยใจ
“เดือนหน้า ซินหยู” คำตอบของบิดาสร้างความพึงพอใจแก่เด็กหญิง “เจ้าไปฝึกอาวุธต่อเถอะ พ่อมีธุระจะคุยกับอาของเจ้า”
เมื่อเด็กสาววิ่งออกไปไกลพอสมควร เขาก็หันมาทางน้องชาย
“ทำไมต้องหน้าด้วยพี่ใหญ่ ให้เดือนนี้ไม่ได้รึไง”
“ของขวัญปีนี้ที่นางอยากได้มันไม่ใช่สิ่งของ...แต่เป็นการไปทัพกับข้า”
“พี่ก็ปฏิเสธไปสิ ซินหยูเองก็ใช่เด็กไร้เหตุผลซะที่ไหน”
“พี่คงปฏิเสธไปแล้วหากมันไม่ใช่พระราชโองการ”

“นายท่าน เกี้ยวพร้อมแล้ว”พ่อบ้านตระกูลถังรายงานแก่นายของตน
บุรุษใบหน้าคมเข้มเดินเข้าไปนั่งในเกี้ยวที่หน้าบ้านด้วยท่าทีที่ร้อนรน
“ไปบ้านตระกูลหยาง”
พ่อบ้านออกคำสั่งแล้วเดินเข้าไปยืนด้านในขบวนเกี้ยวทางด้านขวาขณะที่คนรับใช้ชายทั้งสี่ยกเกี้ยวขึ้น ขบวนเกี้ยวเคลื่อนผ่านบ้านเรือน โรงเตี๊ยม ร้านค้าต่างๆ ผู้คนเดินขวักไขว่กันเต็มถนนหนทาง เสียงพูดคุยหรือเสียงตะโกนขายของของบรรดาพ่อค้าแม่ขายไม่อาจสร้างความรบกวนแก่แม่ทัพผู้ผ่านการศึกอย่างโชกโชนเช่นถังหลี่ได้

พ่อบ้านตระกูลถังเปิดผ้าคลุมเกี้ยวออก
สัญญาณบ่งบอกว่าถึงที่หมายแล้วทำให้บุรุษผู้อยู่ในเกี้ยวสะท้านขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ เขาออกมายืนมองป้ายหน้าบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า
ตระกูลหยาง!
‘ตอนนี้คงจะมีเพียงแค่เราสองตระกูลเท่านั้นที่ยังคงภักดี ทำไมบ้านเมืองถึงได้วิบัติถึงเพียงนี้ หยางหลิวฟ่ง...หากไม่มีท่านเราก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้เช่นทุกวันนี้’
เสียงสรรเสริญเพื่อนในยามยากดังก้องอยู่ในหัวเหมือนแทนคำขอบคุณผู้ที่ดึงตนออกมาจากความทุกข์ ความสิ้นหวังท้อแท้ยามบ้านเมืองระส่ำระส่าย
ภาพในวันเก่าค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาในความทรงจำ
“เจ้าท้อเหรอ”
คำถามของเพื่อนทำให้ชายหนุ่มผู้นั่งก้มหน้าอยู่ต้องหันไปมอง
“แล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าท้อไม่ได้ ถ้าหากข้าท้อ อ๋องก็จะยิ่งมีอำนาจ ข้าจะไม่ยอมให้มีวันนั้นเป็นอันขาด”
แม่ทัพหยางเดินมาที่ที่หน้าต่างห้องแล้วมองออกไป
“ดูลูกเจ้าสิ แพ้กี่ครั้งข้าก็ไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นเจ้าในวันนี้”

“นายท่าน แม่ทัพถังมาถึงจวนแล้ว ตอนนี้กำลังรอนายท่านอยู่ที่ห้องหนังสือ” พ่อบ้านวัยชรารายงาน
สิ้นเสียงผู้อาวุโส บุรุษผู้เป็นเจ้านายพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
“จงเป่า ไปพบท่านอาถังกับพ่อมั้ยลูก”
เด็กชายคนหนึ่งผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้หินอ่อนที่เข้าชุดกันอย่างดีกับโต๊ะของมันในสวนหลังบ้านกำลังทำความสะอาดอาวุธคู่ใจขนาดเล็กที่บิดาหามาให้ก็ละจากการทำงานแล้วเดินตามหลังบิดาไป

“จงเป่า เจ้าตัวโตขึ้นมากนะ อาเกือบจำไม่ได้เลย”
“ฝึกอาวุธกับซือหม่าเกือบทุกวัน ถ้าตัวไม่โตข้าก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว” หยางหลิวฟ่งเอ่ยถึงพฤติกรรมของบุตรชายให้เพื่อนฟัง
“อาได้ข่าวว่าพ่อเจ้าหาอาวุธใหม่เหมาะมือให้ อย่างนี้เจ้าก็ไปทัพกับอาได้แล้วสินะ”
“ถังหลี่” เพื่อนที่เคยออกรบร่วมกันมาหลายปีตวาดขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่า ไปทัพกับอา
ผู้มาเยือนลุกขึ้น รอยยิ้มที่เคยแต่งแต้มใบหน้าจางหายไป เขาเอื้อมมือไปดึงแขนเจ้าของบ้านแล้วพาไปยังมุมหนึ่งของห้อง
“เจ้าพูดอะไรรู้ตัวรึเปล่า”
“ข้ารู้ดี”
แม่ทัพหยางมองหน้าคู่สนทนาอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้ารู้รึเปล่าว่าซินหยูขออะไรเป็นของขวัญวันเกิดปีนี้”
เงียบ
“ไปทัพกับข้า”
“แล้วทำไมจงเป่าต้องไปด้วย”
“อีกไม่นานพวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ การไปทัพจะเป็นการเรียนรู้อย่างสุดท้ายที่ข้าจะให้กับลูก ถ้าไม่มีข้า...คนต่อไปก็อาจเป็นเจ้า เมื่อวันนั้นมาถึงแม้ชีวิตของลูกเจ้าก็มิอาจรักษา”
“หลิวฟ่ง ถ้าข้าไม่อยู่...ข้าฝากซินหยูไว้กับเจ้าด้วย”
“ท่านพ่อ” หยางจงเป่าเข้ามาจับแขนบิดาเมื่อผู้มาเยือนจากไป “ข้าอยากไปทัพ”
“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง” ผู้อาวุโสร้องเรียกคนรับใช้ “ไปตามซือหม่ามาพบข้า”

“นายท่าน” ขุนศึกตระกูลหยางผู้เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้านายเอ่ยขึ้นมาเมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ
“จงเป่าจะไปทัพกับแม่ทัพถัง ข้าจะให้เจ้าไปกับจงเป่า”
“นายท่านจะให้คุณชายไปทัพ” หยางซือหม่าตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “แต่คุณชายยังเด็กอยู่นะนายท่าน”
“อาซือหม่า ให้ข้าไปเถอะ อาก็เห็นแล้วนี่ว่าข้าเก่งขึ้นมาก ท่านเองยังชมข้าอยู่บ่อยๆ เลย”
“นายท่าน” ขุนพลหนุ่มขอความเห็น แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบหรือคำคัดค้านใดๆ ได้เพียงแต่มองแผ่นหลังของเจ้านายเท่านั้น
อีกไม่นานพวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ เสียงนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหูแม้ผู้พูดจะออกไปแล้ว สองเพื่อนซี้ต่างรู้ดีว่าสิ่งที่จะทำให้พวกเขา ไม่อยู่ที่นี่ มีเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือ...
ความตาย

ที่บริเวณค่ายทัพหลวงแห่งแคว้นเจ้า
กระโจมสีขาวหลายใบตั้งเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณลานโล่งใกล้แนวชายแดน เด็กชายคนหนึ่งมองไปที่ชายป่าด้านหลังค่าย
“เจ้าดูอะไรอยู่ จงเป่า”
“ท่านอา” เด็กชายหันหน้าไปทางเพื่อนรู้ใจของบิดา “ข้ารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เราเพิ่งจะเคลื่อนทัพผ่านทะเลทรายที่แห้งแล้งแต่กลับมาพบป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ ข้าคิดว่าในป่านั่นต้องมีสิ่งผิดปกติ”
“เจ้านี่เหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด ช่างสังเกตจริงๆ เลย” ถังหลี่เอ่ยชมหลานชาย “ทำไมเจ้าถึงคิดว่าในป่านั่นมีสิ่งผิดปกติ” ผู้อาวุโสลองหยั่งเชิงเด็กชาย
“จากที่ข้ารู้มา ที่นี่มักจะถูกใช้เป็นที่ตั้งค่าย ก็น่าจะมีคนเข้าไปหาของป่ามากินหรือไม่ก็น่าจะมีคนเข้าไปสำรวจ แต่ข้าไม่เห็นใครสักคนที่จะสนใจป่าแห่งนี้เลย”
“อยากรู้รึเปล่าล่ะว่าทำไมถึงเป็นอย่างที่เจ้าพูดมาทุกอย่าง” หยางจงเป่ายิ้มให้แทนคำตอบ “ป่าแห่งนี้แม้จะอยู่ในอาณาเขตของแคว้นเจ้า แต่ก็มีเพียงคนของแคว้นฮั่นเท่านั้นที่สามารถจะเข้าไปได้”
“ทำไมล่ะท่านอา”
“มีคนมากมายที่พยายามหาทางเข้าไป ทั้งที่พยายามเดินฝ่าทะเลทรายเข้ามาหรือใช้กลวิธีใดก็ตาม แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้ง ใช่ว่าจะมีแต่พวกเราเท่านั้นที่อยากจะเข้าไป คนของแคว้นฮั่นก็มีอยู่หลายคนที่หาทางเข้าป่าจนสำเร็จ”
“ถ้าอย่างนั้นป่านี้ก็ต้องเป็นของแคว้นฮั่น”
“มันก็ควรจะเป็นอย่างที่เจ้าพูด จงเป่า หากมีใครสักคนเคยออกมาจากที่นั่นได้”
‘อู๋จั้ว ตอนนี้เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ หวังว่าเจ้ากับคนผาพิทักษ์ธรรมจะปลอดภัย’
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ” ถังหลี่หยุดคิดไปชั่วขณะแล้วก้มมองเด็กหญิงผู้จับแขนของตนอยู่
“ว่าไง ลูกพ่อ”
“ข้าอยากไปเที่ยวนอกค่าย”
“ซินหยู”
“โธ่ ท่านพ่อ ข้าเดินมาทั่วค่ายแล้ว ให้ข้าออกไปเถอะ” ถังซินหยูอ้อนบิดาหวังจะได้ไปเที่ยว “ข้ารู้ว่าท่านพ่อไม่ให้ข้าไปเที่ยวอย่างเดียวหรอก แต่ข้าไม่ค่อยได้ไปไหนเลยขอข้าเที่ยวสักครั้งนะ”
“เจ้านี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลย เจ้าล่ะจงเป่า อยากไปเที่ยวกับน้องด้วยรึเปล่า”
“ถ้าท่านอาอนุญาต”
“ดี เจ้าตอบได้ฉลาดมาก ข้าไม่ผิดหวังจริงๆ ที่เลือกเจ้า” ท่านแม่ทัพเอ่ยชมหลานชาย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปกับจงเป่านะซินหยู ที่สำคัญอย่าไปซุกซนจนลืมกลับค่ายล่ะ”

“คุณชาย ไปพบท่านแม่ทัพเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดี” เด็กชายนั่งลงบนแท่นที่นอนในกระโจมของตน
“คุณชาย” ชายผู้ถือกระบองสั้นที่ปลายยอดพองออกมาคล้ายผลฟักทองพยายามซักไซ้ไล่เลียงเจ้านายน้อย
“คุยกับท่านอาก็สนุกดี ถ้าไม่มีซินหยูมาแทรกซะก่อนนะสิ อาซือหม่า”
“คุณหนูถังพูดอะไรให้คุณชายไม่พอใจรึไง”
“เปล่า” หยางจงเป่าตอบกลับไป “อาซือหม่า อารู้รึเปล่าว่าทำไมท่านอาถังต้องพานางมาที่นี่ เป็นผู้หญิงก็ควรฝึกงานบ้านงานเรือนไม่ใช่มาถืออาวุธเช่นนาง”
“คุณหนูถังก็ควรจะมีชีวิตอย่างที่คุณชายพูด ถ้านาง...” ผู้อาวุโสลดเสียงการสนทนาและหันไปมองรอบรอบๆ กระโจม “ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก”
คู่สนทนามีสีหน้าที่ไม่ค่อยจะเข้าใจนักแต่ก็พอจะรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีการระแวดระวังเช่นนี้
“แล้วนาง...ถูกเลือกให้ทำอะไร”
“สักวันคุณชายก็จะรู้เอง” เสียงกระซิบค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ “เอาล่ะ คราวนี้คุณชายต้องบอกข้าว่าไปทำอะไรมา”
“ซินหยูขออนุญาตท่านอาออกไปเที่ยวนอกค่าย”
หยางซือหม่าแอบยิ้มชื่นชมให้กับความฉลาดของเด็กหญิง เขารู้ดีว่าการไปเที่ยวเป็นเพียงข้ออ้าง
‘สมกับที่เป็นผู้ถูกเลือก’

“ท่านพี่ ซือหม่าส่งมาว่ายังไงบ้าง” หยางฮูหยินถามสามีถึงข้อความในจดหมาย
“ตอนนี้แคว้นฮั่นกำลังเสียเปรียบแคว้นเจ้าของเรา เสบียงของแคว้นฮั่นกำลังร่อยหรอ กำลังทหารที่เหลืออยู่ก็คงจะต้านกองทัพของแคว้นเจ้าได้ไม่นานนัก ถังหลี่คงจะนำชัยชนะมาสู่พวกเราเร็วๆนี้” ถึงแม้จะเป็นข่าวดีแต่แม่ทัพหยางก็มิได้มีสีหน้าที่ยินดีแต่อย่างใด
“ซือหม่าเขียนอะไรมาอีก บอกแม่มา หลิวฟ่ง”
“ท่านแม่” หยางหลิวฟ่งเข้าไปประคองแขนมารดาแทนที่หญิงรับใช้ “ซือหม่าบอกว่าจงเป่า...”
“ลูกเป็นอะไร ท่านพี่”
“จงเป่า...ไม่ค่อยพอใจในตัวซินหยู”
“เป็นอย่างที่แม่คาดไว้ไม่มีผิด หลิวฟ่ง ลูกไปขอถังหลี่ให้ถอนหมั้นเด็กทั้งสองเถอะ”
“แต่...”
“แม่รู้ว่าเจ้าสองคนเป็นเพื่อนรักกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกของพวกเจ้าต้องชอบพอกัน พวกเราจะไปกะเกณฑ์หรือกำหนดอะไรให้ลูกไม่ได้ตลอดไปหรอกนะ สักวัน...ลูกก็ต้องมีชีวิตเป็นของพวกเขาเอง ทำแบบนี้ก็รังแต่จะสร้างความบาดหมางในใจลูกเปล่าๆ หากเจ้าสองคนยังแข็งขืนกันต่อไป คนที่จะต้องเจ็บปวดที่สุดก็คือซินหยู”
“ข้ารู้ว่าท่านแม่คิดอะไรอยู่ ตอนนี้อ๋องเก้ากำลังคิดจัดการกับตระกูลถังให้พ้นทาง หากสำเร็จ...พวกเราก็อาจจะเป็นรายต่อไป”
“ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับว่าซินหยูจะนำความเดือดร้อนมาให้ตระกูลหยาง”
“เซี๊ยะหนิง” ไท้จินตวาดลูกสะใภ้ “หยุดพูดจาไม่เป็นมงคลแบบนี้อีก เราจะโทษนาง็ไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่านางจะเป็น...” หญิงชรารั้งคำพูดไว้เพราะไม่อยากจะนึกถึงมันอีก “ที่แม่ให้หลิวฟ่งถอนหมั้นคราวนี้เพราะไม่ต้องการให้ซินหยูมีห่วงโซ่คล้องคอ ถึงนางจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับสิ่งนั้น อ๋องเก้าก็ต้องหาทางกำจัดพวกเราอยู่ดี ซินหยูต้องมีชีวิตอยู่ และพวกเราก็ควรที่จะช่วยเหลือนางไม่ใช่ผูกมัดนางไว้กับอันตราย”

“คราวนี้คุณหนูถังทำอะไรให้คุณชายโกรธอีกล่ะ”
“นี่น่ะเหรอผู้ถูกเลือก ถูกเลือกมาให้ฆ่าพ่อตัวเองซะมากกว่า”
“คุณชาย อย่าพูดจาใส่ร้ายคุณหนูถังแบบนี้อีก ถึงยังไงท่านกับนางก็เป็น...”
“คู่หมั้นกันอย่างนั้นน่ะเหรอ” หยางจงเป่าสวนขึ้นมาทันควัน “แล้วนางเคยทำตัวให้เหมาะสมกับคำว่าคู่หมั้นบ้างรึเปล่าล่ะ”
“คุณชาย” พี่เลี้ยงจำเป็นตวาดกลับ
“จะไม่ให้ข้าโกรธนางได้ยังไง อย่าว่าแต่หน้าที่คู่หมั้นที่ดีเลย แค่เป็นลูกที่ดีก็ยังทำไม่ได้”
“คุณชาย”
“ลูกที่ดีที่ไหนเขาจะไปเที่ยวเล่นจนทำให้พ่อต้องบาดเจ็บกลับมาแบบนี้”
“ก็ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้ซะหน่อย” เด็กหญิงวิ่งเข้ามาตวาดใส่คู่หมั้นอย่างลืมตัวหลังจากแอบฟังการสนทนาของขุนพลหนุ่มกับเจ้านายน้อย
“แล้วเจ้ารู้รึเปล่าว่าสิ่งที่เจ้าไม่ได้ตั้งใจอาจจะมาซึ่งความหายนะ แคว้นฮั่นที่พวกเราเพิ่งจะยึดมาได้อาจเป็นอิสระ ทหารแคว้นเจ้าอาจจะเสียขวัญที่ต้องสูญเสียท่านแม่ทัพคนสำคัญ” หยางจงเป่าทนไม่ได้ที่จะเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งมาทำลายความหวังของตนจนหมดสิ้นจึงวิ่งออกไปจากกระโจม
“อาซือหม่า ข้าเป็นเด็กไม่ดีใช่มั้ย ถ้าข้าไม่ดื่อท่านพ่อก็คงไม่ตาย”
“คุณหนู ท่านแม่ทัพต้องไม่เป็นอะไร”
“ข้าทำให้ท่าพ่อต้องตาย ข้าฆ่าท่านพ่อ”คุณหนูตระกูลถังตะโกนออกมาอย่างเสียขวัญ
“คุณหนู ฟังข้า” หยางซือหม่าจับแขนทั้งข้างของเด็กหญิง “ท่านแม่ทัพต้องไม่ตาย ท่านจะปลอดภัย” เขาพยายามปลอบเด็กหญิงจนกระทั่งนางหลับไป

















บทที่ 2

หยางจงเป่าวิ่งผ่านกระโจมแล้วกระโจมเล่าจนกระทั่งถึงกระโจมใหญ่หลังหนึ่ง เด็กชายค่อยๆ ก้าวเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ เขาต้องการจะมาดูอาการของเพื่อนรักของบิดา
ภายในกระโจมดูเงียบสงบจนน่าแปลก
เขาเห็นชุดเกราะยามออกศึกของท่านแม่ทัพแขวนอยู่ด้านหนึ่งของกระโจม
“ท่านอา”
เบื้องหน้าของเด็กชายมีร่างๆ หนึ่งนอนอยู่บนแท่น เขาสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์อย่างที่เด็กชายไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่…
ใบหน้าของร่างนั้นถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว

หยางซือหม่าที่กำลังเช็ดตัวให้เด็กหญิงถึงกับชะงักเมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนเข้ามาในกระโจมด้วยท่าทีรีบร้อน เขาพอจะเดาได้ว่าเป็นเด็กชายวัยสิบขวบจึงไม่ได้สนใจแต่อย่างใด
เด็กชายยืนนิ่งอยู่นาน ใบหน้าซีดเผือด ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา เด็กชายเงียบไปสักพัก แต่สุดท้าย...
“อาซือหม่า ท่านอา...ตาย...แล้ว”
ขุนศึกผู้โชกโชนเรื่องการสงครามคืนสติได้ก่อนใครรีบเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษแผ่นเล็ก เขาม้วนกระดาษแล้วม้วนมันเข้าไปในกระบอกอันหนึ่งที่ผูกติดอยู่กับขาของนกพิราบสีขาว

“ถวายบังคม ฝ่าบาท” หยางหลิวฟ่งก้มล้มคำนับฮ่องเต้ข้างๆ อ๋องเก้าหน้าฉากกั้นที่ประดับลวดลายดอกโบตั๋นในห้องบรรทม
“แม่ทัพหยาง ท่านคงจะได้ข่าวการตายของถังหลี่แล้วสินะ”
“พะยะค่ะ” หนึ่งในสองแม่ทัพคนสำคัญของแคว้นเจ้าทูลตอบเจ้าอันฮ่องเต้
“ท่านคงจะพอใจมากสินะ”
“อ๋องเก้า เจ้าพูดอะไร”
“ก็ความจริงไง อะไรกันถึงกับยอมรับไม่ได้เลยรึไง”
“เจ้า”
“พอที” ฮ่องเต้ผู้ทรงประชวรมานานนับปีตวาดขึ้น
“ฝ่าบาท อย่าทรงปล่อยให้แม่ทัพหยางนะพะยะค่ะ”
“ทำไม เจ้าจะทำอะไรข้า อ๋องเก้า”
“เห็นมั้ยพะยะค่ะ ท่านแม่ทัพกำลังร้อนตัว ทรงลืมไปแล้วเหรอฝ่าบาทว่าแท่ทัพเคยทำอะไรไว้กับพระองค์บ้าง”
“เจ้าหมายความว่ายังไง”
“จะอะไรซะอีก ก็เรื่องที่เจ้าให้ถังซินหยูหมั้นหมายกับลูกชายเจ้าไง ใครๆ ก็รู้ว่านางเป็นตัวอันตรายต่อบ้านเมือง แทนที่จะให้ฝ่าบาทควบคุมนางแต่เจ้ากลับทำซะเอง คงจะอยากได้บัลลังก์จนตัวสั่นแล้วสิ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะอ๋องเก้า”
“ออกไป”
“ฝ่าบาท”
“ข้าสั่งให้เจ้าสองคนออกไป”
หัวหน้าขันทีถงซูก้านรีบเข้ามาดูพระอาการของเจ้าอันฮ่องเต้ทันทีที่เห็นว่าทรงมีท่าทีไม่ค่อยจะดีนัก
“ใครอยู่ข้างนอกบ้างไปตามหมอหลวงมาที”

“อ๋องเก้า เจ้าทูลฝ่าบาทแบบนั้นเจ้าต้องการอะไรกันแน่” แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเคียดแค้นยิ่งทำให้อ๋องเก้ารู้สึกว่าตนคือผู้ชนะ
“ข้าก็แค่เตือนให้เจ้ารู้ว่าตอนนี้ฝ่าบาทอยู่ในกำมือข้าแล้ว วันนี้เจ้าเองก็เห็นแล้วนี่ว่าข้าทำให้อาการของฝ่าบาทกำเริบขึ้นอีก ต่อไปนี้เจ้าเองก็น่าจะรู้ตัวดีนะว่าควรจะทำตัวยังไง เพราะอีกไม่นานเจ้าคงจะไม่มีโอกาสเรียกข้าว่าอ๋องเก้าอีก”

“คุณหนู เก็บของเร็วเข้า”
“เราจะไหนกัน แม่นม”
“ตระกูลหยาง”
“ไปทำไม” ผู้ที่ถูกเรียกว่าคุณหนูถามแม่นม
“คุณหนูใหญ่ให้คุณหนูไปรอที่นั่นก่อน”
“จริงเหรอ ข้าจะได้พบพี่ใหญ่แล้วเหรอ” เด็กหญิงดีใจมากที่จะได้พบพี่สาวผู้พลัดพรากจากกัน เท่าที่นางจำความได้ ตั้งแต่ที่พี่สาวได้รับกระบี่เล่มเล็กเป็นของขวัญวันเกิด บิดาของนางก็จับเด็กทั้งสองแยกออกจากกัน ชีวิตของนางก็ค่อยๆ หมดความสำคัญจากคนในบ้าน วันๆ ต้องอยู่กับแม่นมในบริเวณที่ถูกกักกัน
“คุณหนู วันนี้ข้าจะพาคุณหนูออกไปเที่ยว”
คำพูดของแม่นมในวันนั้นนางยังจำได้ดี จนตอนนี้ก็ล่วงเลยมาปีกว่าแล้วที่นางยังคงเที่ยวอยู่กับแม่นมที่กระท่อมไม้หลังเล็กหลังหนึ่งที่นางเข้าใจว่านี่คือบ้านของแม่นม และไม่เคยที่จะกลับไปที่บ้านเลยสักครั้งเดียว
“แล้วท่านพ่อจะไม่ดุพี่ใหญ่เหรอ” เด็กหญิงยังคงกังวล ถึงแม้ว่าพี่สาวจะมาหานางอยู่บ่อยๆ แต่ก็มีหลายครั้งที่บิดาจับได้ว่าพี่สาวหนีออกมาพบนางโดยไม่ได้รับอนุญาต
“ต่อไปนี้ท่านพ่อจะไม่ดุแล้ว คุณหนูใหญ่จะอยู่กับคุณหนูได้ตลอด แต่คุณหนูต้องรอให้คุณหนูใหญ่ทำงานเสร็จก่อนนะ ไม่อย่างนั้นคุณหนูใหญ่อาจไม่มาอยู่กับคุณหนูอีกก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเป็นเด็กดี พี่ใหญ่จะได้มาอยู่กับข้าเร็วๆ”
เด็กหญิงพูดจาเสียงใส ใบหน้าที่มีรอยยิ้มดูมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็น จนแม่นมเองก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าคุณหนูจะเสียใจแค่ไหนหากรู้ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก

“นายท่าน มีหญิงชรากับเด็กมาขอพบนายท่าน” พ่อบ้านรายงานให้เจ้านายรับรู้ขณะที่เขาอยู่กับมารดาในห้องโถง
“ใคร” ชายผู้เป็นเจ้านายถามพ่อบ้านเฒ่า
“นางไม่ยอมบอก เอาแต่พูดว่าต้องพบนายท่านให้ได้ท่าเดียว”
เขาหันไปสบตากับมารดาแล้วออกคำสั่ง
“พานางเข้ามา”
เมื่อคนแปลกหน้าทั้งสองเข้ามา หญิงชราผู้เป็นนายใหญ่ของบ้านก็รู้สึกคุ้นเคยกับคนทั้งสองเหมือนกับว่าเคยเจอกันมาก่อน
หญิงชราผู้มีผ้าคลุมหน้ายื่นห่อผ้าเล็กๆ สีแดงให้หยางหลิวฟ่ง เขาเปิดห่อผ้าดูแล้วรีบปิดมันทันที
“พวกเจ้าออกไปก่อน” เขาสั่งให้คนใช้ทั้งหมดออกไปนอกห้อง
ชายผู้มีทวนเป็นอาวุธส่งห่อผ้านั้นให้มารดาดู
เมื่อห่อผ้าถูกเปิดออก หญิงชราพบว่ามันคือ...
ตราหยกประจำตระกูลถัง
“ปิดประตู” นางสั่งลูกชาย
หญิงชราแปลกหน้าเปิดผ้าคลุมหน้าออกในจังหวะเดียวกันกับประตูที่ปิดลง นางมองหญิงตรงหน้าอย่างมีความหวัง นางรู้แต่เพียงว่าหญิงที่มีแถบผ้าพันศีรษะสีเทาที่ตรงกลางถูกประดับด้วยเพชรพลอยหลากสีหลายเม็ดผู้นี้เป็นเพียงความหวังสุดท้าย น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่นั้น
ไท้จินมองบุคคลตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ใบหน้าเหี่ยวย่นที่นางเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อนในตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่
“แม่นม” หญิงชรารีบปิดปากเด็กหญิงเมื่อนางเห็นใบหน้าอันอัปลักษณ์
“คุณหนู เงียบ”
“แม่นมซิ่ว เกิดอะไรขึ้นกับหน้าเจ้า ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้”
“ข้าต้องปิดบังตัวเอง ไท้จิน”
“หลิวฟ่ง”
ผู้ถูกเรียกหันมาสบตากับมารดาอย่างเข้าใจ เขาพยักหน้าแทนคำตอบ

ที่ทะเลทรายบริเวณชายแดนแคว้นเจ้า
“นายท่าน” กานตงหัวหน้ากองทัพคงคาเอ่ยเรียกประมุขผาพิทักษ์ธรรม “หลิวฟ่งล่ะ นายท่าน ทำไมข้าไม่เห็นเขากลับมาด้วยท่านด้วย”
“เกิดอะไรขึ้น นายท่าน” หัวหน้าทัพวายุถามต่อ
“หลินฟ่ง...ตายแล้ว” มู่หงจี่ตอบคำถามของกานตง
“ใคร นายท่าน” สองผู้คุมทัพเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“อ๋องเก้า”
คำตอบสั้น เรียบ แต่กลับมีผลให้ผู้สนทนากันอยู่เงียบไป
“เทียนซัน จัดพิธีศพ” ผู้นำผาพิทักษ์ธรรมสั่งการ “อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับอาเป่ย”
‘อาเป่ย ข้าขอโทษ’
เหตุการณ์ในอดีตหวนคืนมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง ภาพความวุ่นวายในคืนหนึ่งที่ทำให้สี่ขุนพลต้องสูญเสียหญิงคนรัก คำพูดของพวกนางยังคงดังก้องกังวานอยู่ในหู
...คำพูดของผู้เสียสละที่ถูกจารจำไปทั่วผาพิทักษ์ธรรม
“นายท่าน” หญิงคนหนึ่งเริ่มขึ้น “ลงมือเถอะ ประหารพวกเราซะ”
“อย่าให้เราต้องอยู่ที่นี่ด้วยความรู้สึกผิดอีกเลย” หญิงอีกคนพูด
“พวกเราทำผิด ท่านก็รู้ การปล่อยไส้ศึกเข้ามามันคือโทษขั้นสูงสุด”
“แต่พวกเจ้าก็ทำดีไถ่โทษแล้ว พวกเจ้าจับตัวเขาได้”
“อย่าเลย นายท่าน ทำแบบนี้มันอาจจะมีผลเสียต่อท่านเอง ให้พวกเราตายซะยังดีกว่า”
หญิงอีกสองคนคร่ำครวญให้ผู้อาวุโสตัดสินโทษ เขาเองก็รู้ว่าหากเมื่อใดเขาปล่อยให้หญิงทั้งสี่ละเลยกฎนั่นก็เท่ากับว่าเขาทำผิดซะเอง
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากห้อง เขาเดินเข้าเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์สี่คน
“พวกเจ้าเป็นคนเลือกพวกนางมาร่วมชีวิตด้วย ข้าก็จะให้พวกเจ้า...เป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตของพวกนาง” กล่าวจบเขาก็เดินออกไป
เมื่อหญิงคนรักทำผิดกฎขั้นสูงสุด
กฎ...ที่ไร้ซึ่งการอภัย
กฎ...ที่มีบทลงโทษแค่เพียงหนึ่ง
นั่นก็คือ...ความตาย

“นายท่าน” เสียงเด็กชายคนหนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบ
“อาเป่ย ตอนที่พ่อเจ้าไม่อยู่เจ้าเหงาบ้างรึเปล่า”
“ไม่เลยนายท่าน” เด็กน้อยตอบตามประสาซื่อ “ท่านอาจางพาข้าไปเที่ยวสนุกมาก”
รอยยิ้มของเด็กน้อยสร้างความลำบากใจให้กับอดีตขุนพลแห่งแคว้นเจ้าเป็นยิ่งนัก
“นายท่าน” หลินเถาเป่ยเรียกสติประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรมกลับมาสู่ปัจจุบัน
“อาเป่ย ข้า...มีเรื่องบางอย่างมาบอกเจ้า”
“เรื่องของพ่อข้าใช่มั้ย”
“ทำไมเจ้าถึงคิดว่า...ข้าต้องพูดเรื่องนั้นล่ะ” มู่หงจี่ลองเชิง
“เพราะท่านพ่อ...ไม่ได้กลับมาด้วย”
“แล้วถ้าข้าบอกว่าข้าให้พ่อเจ้าไปทำงานบางอย่างล่ะ เจ้าจะว่ายังไง”
“แล้วทำไมท่านลุงกานตงกับท่านลุงเทียนซันไม่บอกข้าเองล่ะ ทำไมต้องต้องเป็นท่าน”
แทนที่จะตอบคำถามเด็กชายกลับตั้งคำถามกลับไป นั่นยิ่งทำให้มู่หงจี่กดดันมากขึ้น
‘เด็กคนนี้ ไม่น่าเชื่อ...รึว่าอาเป่ยกำลังสงสัยเรา’
“นายท่าน”
“อาเป่ย” ผู้นำผู้ผ่านการสูญเสียมาหลายครั้งหลายคราตัดสินใจถามเด็กชายในสิ่งที่เขาอยากจะทำ “ถ้าข้าอยากจะให้เจ้า...มาเป็นลูกบุญธรรมของข้า”
“พ่อข้า...ตายแล้วใช่มั้ย” หลินเถาเป่ยเอ่ยแทรกขึ้นมา
ประมุขแห่งเมืองลึกลับย่อตัวลง ใบหน้าเรียบเฉย อาการนิ่งสงบ ไม่ปรากฏความเสียใจให้เห็นแต่อย่างใด
‘เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมคราวนี้ข้าอ่านดวงตาของเจ้าไม่ออก อย่าเป็นอะไรเด็ดขาดนะอาเป่ย’
ตาประสานตาราวกับจะหาคำตอบของอีกฝ่าย
“ข้าขอโทษนะอาเป่ยที่ข้าไม่อาจ...พาพ่อเจ้ากลับคืนสู่ผาพิทักษ์ธรรมเหมือนเช่นครั้งก่อน”
“อ๋องเก้า” สีหน้าของหลินเถาเป่ยยังคงเป็นปกติ ไม่เสียใจ ไม่เคียดแค้นชิงชัง
“เจ้ารู้”
“ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้น”
คำตอบของเด็กชายสร้างความตระหนกแก่ผู้ฟัง
“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า อาเป่ย”
“นายท่าน พ่อข้า...อยู่...ที่ไหน”
“อาเป่ย”
มู่หงจี่จับแขนเด็กชายแน่น น้ำตาเริ่มเอ่อออกมาขังอยู่ที่ดวงตาคู่เล็กแต่ร่างนั้นก็ยังตั้งตรงไม่ไหวติง
‘เจ้าต่างจากเมื่อก่อนมากนะอาเป่ย เจ้าเปลี่ยนไปมาก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าในวันนี้ถึงกลายเป็นคนสงบ...จนน่ากลัว เจ้าเมื่อวันก่อนหายไปไหน’
เจ้า...ที่เคยเป็นเช่นเด็กคนอื่น
เจ้า...ที่เคยยิ้ม
เจ้า...ที่เคยร้องไห้
เจ้า...ที่เคยเรียกหาแต่ท่านแม่
“ท่านแม่ ท่านแม่” หลินเถาเป่ยเขย่าร่างที่นอนแน่นิ่ง “ท่านพ่อ ช่วยท่านแม่ ช่วยท่านแม่เร็วเข้า” เด็กชายพยายามดึงร่างของบิดาให้เข้ามาใกล้ๆ แท่น
หลินฟ่งยืนนิ่ง ปล่อยให้ลูกชายร้องเช่นนั้นต่อไป
เสียงเล็กๆ ค่อยๆ แหบแห้งและเริ่มขาดช่วง
ผู้คุมทัพคงคาย่อตัวลงมา เขาจับแขนลูกชายให้ลุกขึ้น
“อาเป่ย อาเป่ย” เขาเขย่าร่างเด็กชาย “ฟังพ่อ อาเป่ย ฟังพ่อ”
เสียงของหลินเถาเป่ยค่อยๆ หายไป อาการฟูมฟายก็เริ่มสงบลงช้าๆ
“แม่ของเจ้า...ทำผิดกฎ”
หลินฟ่งพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“กฎต้องเป็นกฎ เจ้าเข้าใจที่พ่อพูดนะอาเป่ย”
บทที่3

มู่หงจี่มองร่างเด็กชายผู้ตกอยู่ในภวังค์ เขาปล่อยให้เด็กชายเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้หลินเถาเป่ยไล่ภาพความทรงจำเหล่านั้นด้วยตัวของเขาเอง
นำตาค่อยๆ ไหลรินผ่านร่องแก้มของผู้อ่อนวัย
“ข้าอยากเป็นอย่างท่านพ่อ”
ผู้อาวุโสดึงร่างเด็กชายเข้ามากอดไว้
“ข้าอยากเข้มแข็ง”

“อาเป่ย ไปเล่นกัน”
“เจ้าสามคนไปเล่นกันก่อนเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก” หลินเถาเป่ยปฏิเสธคำชวนของจางโค่วเป๋ง
“เลิกเศร้าซะที จะได้ไปเล่นสนุกกัน”
“ไม่มีเจ้าสักคนเหมือนขาดอะไรไปอย่าง เร็วเข้า อาเป่ย ไปเล่นกับพวกเราเดี๋ยวนี้”
“เจ้าสองคนหยุดบังคับอาเป่ยได้แล้ว อาเป่ยยิ่งเสียใจอยู่ พวกเจ้าก็ยังจะบังคับเขาอยู่ได้”
ลูกชายของจางจงผู้คุมทัพแสงสุรีย์ตวาดสองเพื่อนซี้ที่เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยไปซะทุกเรื่อง
“ทำไมจะทำไม่ได้ ข้าเป็นพี่ใหญ่ สั่งพวกเจ้าได้ทุกอย่าง” กานหยวนเปียวอวดอ้าง
“อาเปียว อย่าพูดแบบนั้นให้พ่อได้ยินอีกนะ” กานตงดุลูกชายขณะที่ผ่านมาได้ยินหลังออกไปตรวจสภาพการณ์ทั่วไปรอบๆ ผาพิทักษ์ธรรมกับเทียนซัน
“อาเปา เจ้าเองก็เหมือนกัน น่าจะเตือนอาเปียวบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เข้าข้างกัน”
“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองน้อยใจที่บิดาพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าเพื่อนทั้งๆ ที่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาถูกต่อว่า
“อาเป่ย ลุงเสียใจด้วยนะ”
“อย่าเอาแต่เศร้าไปเลย มันไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกนะ” ผู้นำทัพคงคาเตือนสติหลานชาย
“ท่านลุง ท่านช่วยอะไรข้าสักอย่างสิ”
“ได้สิ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน เจ้าต้องกลับมาเป็นอาเป่ยคนเดิม”
“ข้าอยากเป็นเหมือนท่านพ่อ ข้าอยากเก่งเหมือนท่านพ่อ ท่านลุงสอนข้านะ”
“อาเป่ย”
สองแม่ทัพอยากจะคิดว่าหูฝาดไป
“แต่ลุงว่า...”
“ลุงจะสอนเจ้าเอง”
“เทียนซัน เจ้าพูดอะไรออกมา”
“กานตง ข้ารู้ดีว่าพูดอะไรอยู่ การที่อาเป่ยอยากเป็นเหมือนหลินฟ่งก็ดีเหมือนกันนะกานตง เจ้าลองคิดดูสิ ลูกของเราสองคนไม่เอาไหนเจ้าเองก็น่าจะรู้ดี”
“ท่านพ่อ” ผู้ถูกกล่าวถึงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ถ้าเราสอนให้อาเป่ยเป็นผู้นำที่ดี” ผู้คุมทัพวายุไม่สนใจเด็กทั้งสองว่าน้อยใจเพียงใด “ให้แต่สิ่งดีๆ ของหลินฟ่ง ข้าเชื่อว่าอาเป่ยต้องมาแทนที่หลินฟ่งได้”
กานตงยังคงไม่แน่ใจนักกลัวว่าหลินเถาเป่ยอาจมีบางอย่างที่มากกว่านั้น
“ข้า เจ้า แล้วก็จางจงต้องร่วมมือกัน” เทียนซันหาทางพูดให้สหายคล้อยตาม “ข้าเชื่อว่าอาเป่ยต้องไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง”
“กานตง เทียนซัน เกิดเรื่องแล้ว” สีหน้าของแม่ทัพแสงสุรีย์ดูน่าวิตก
สองผู้นำทัพแห่งผาพิทักษ์ธรรมเดินเข้าไปเพื่อนผู้ร่วมศึกมาด้วยกันเพราะไม่ต้องการให้เด็กๆ ได้ยินการสนทนา
“มีอะไร จางจง” เทียนซันถามทั้งๆ ที่สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ผู้นำข่าวมาแต่กลับกวาดมันไปรอบๆ บริเวณนั้น
“ทหารบางส่วนในกองทัพปฐพีกำลังเสียขวัญ เราต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว”
“เห็นทีพวกเราคงต้องทำตามที่อาเป่ยต้องการแล้วล่ะ”
“คราวนี้ข้าเองก็คงคัดค้านไม่ได้แล้ว”
“เจ้าสองคนพูดเรื่องอะไรกัน”
ทั้งสองหันกลับไปมองที่กลุ่มเด็กชายอย่างมีเป้าหมาย
“อาเป่ยอยากเป็นอย่างหลินฟ่ง”
“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะช่วยอาเป่ยให้ทำแบบนั้น”
“นี่คือโอกาสทหารกำลังเสียขวัญ ส่วนอาเป่ยก็จะมาเป็นหลินฟ่ง เราจะต้องเปิดทางตำแหน่งแม่ทัพคนใหม่ของผาพิทักษ์ธรรมให้อาเป่ย”
“แค่อาเป่ยคนเดียวไม่พอหรอก” จางจงเสนอความคิดเห็น “แต่ต้องเป็น...ลูกของพวกเราด้วย เมื่อใดที่ผาพิทักษ์ธรรมขาดพวกเรา ลูกจะขึ้นมาแทนที่ได้ทันท่วงที”
ผาพิทักษ์ธรรมต้องคงอยู่
เราต้องอยู่...เพื่อเคียงคู่กับแคว้นเจ้า
หากวันใดที่งานสำเร็จ
และหน้าที่ของเราลุล่วง
เราคงจะได้กลับบ้านกันซะที
ถึงตอนนั้น...แคว้นเจ้าคงจะต้อนรับพวกเรา
แต่ใครจะเคยคิดบ้างว่า
หากวันใด ที่ชาวผาพิทักษ์ธรรมอยากจะมีแผ่นดินเป็นของตน
ผาพิทักษ์ธรรมจะเป็นเช่นไร

“นายท่าน”
ประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรมเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาเผชิญหน้ากับชายชราผู้มีผมสีขาวแซมอยู่แม้ว่ามันจะถูกปิดคลุมด้วยหมวกทรงสูงใบหนึ่งที่ดูเก่ามากแล้ว
โต๊ะและเก้าอี้ไม้ถูกจัดวางเป็นแถวๆ อย่างเป็นระเบียบ พู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะก็บ่งบอกถึงนิสัยของนักเรียนที่ถูกบ่มเพาะมาอย่างดี
“อาจารย์หวง ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากให้ท่านช่วย”
“เพื่อประโยชน์แห่งผาพิทักษ์ธรรม แม้ลมหายใจสุดท้าย...ข้าก็มิคิดเสียดาย”
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของผู้ฟัง เขาตระหนกเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน
“แม้นายท่านจะดำรงตำแหน่งประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรม แต่มันก็รั้งท่านไว้ได้แต่ตัว เพราะถึงยังไงหัวใจท่านก็ยังอยู่ที่แคว้นเจ้า”
“ท่านพูดอย่างกับว่าท่านเองก็ไม่ใช่คนแคว้นเจ้าอย่างนั้นล่ะ”
“เพราะข้ารู้ดีว่าถึงยังไงเราก็คงไม่มีโอกาสกลับไปที่นั่นอีก”
อดีตลูกศิษย์เข้ามาเผชิญหน้ากับอาจารย์ด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“นายท่านเองก็น่าจะรู้นี่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่พวกเรารอคอยเสร็จสิ้นลง แคว้นเจ้าก็คงไม่ยอมปล่อยที่นี่ให้เป็นเช่นตอนนี้แน่ และที่สำคัญคนที่นี่ก็คงไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจแคว้นเจ้าเช่นกัน”
“ท่านกำลังจะบอกว่า...”
“อย่าบอกข้าเด็ดขาดนะว่านายท่านไม่เคยคิดว่าคนของผาพิทักษ์ธรรมอาจจะอยากให้ที่นี่เป็นแคว้นอีกแคว้นหนึ่งที่มีอำนาจเทียบเท่ากับแคว้นอื่น” อาจารย์เฒ่าถามต่อ เขาไม่ต้องการให้เรื่องพวกนี้เป็นปัญหากวนใจของเขาอีก “ท่านจะให้ข้าทำอะไรก็ว่ามา”
“ข้าอยากให้ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักดาบชิ่วอัน”
“ท่านจะเปลี่ยนที่นี่เป็นสำนักดาบเหรอ”
“ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ที่ผาพิทักษ์ธรรม แต่เป็นสถานที่ที่ทุกแคว้นสามารถเข้ามาได้”
“ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนั้น” เขาถามด้วยความไม่แน่ใจระคนกับความอยากรู้
“เพราะข้าอยากรู้ความเป็นไปของแคว้นเจ้ากับแคว้นฮั่นให้มากที่สุด”
“แล้วท่านคิดว่าคนของสองแคว้นจะอยู่ร่วมกันได้รึไง” อาจารย์เอ่ยทั้งๆ ที่เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
“ใช่”
“ไม่มีทาง”
“มีแน่ ถ้าสำนักดาบชิ่วอันที่สิ่งที่พวกเขาอยากได้” บุรุษหนุ่มมุ่งมั่นเป็นที่สุด
“นายท่านหมายถึง...” ในที่สุดวิ่งที่เขาไม่อยากให้มันเกิดก็มาถึง
“ความเป็นไปในผาพิทักษ์ธรรม”
“นายท่านจะหักหลังคนที่นี่เหรอ”
“ท่านไม่อยากรู้เหรอว่าใครบ้างที่ภักดีต่อผาพิทักษ์ธรรม ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ”
“แล้วถ้าคนพวกนั้นไม่คิดเช่นท่านล่ะ”
“แต่พวกมันก็คงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปง่ายๆ แน่ และสิ่งที่ข้าต้องการก็คือลูกหลานของเหล่าขุนนางไม่ใช่สามัญชน”
เมื่อหมดธุระลูกศิษย์หนุ่มก็จากไป ทิ้งให้ผู้เคยสั่งสอนเขาครุ่นคิดถึงประโยชน์ที่ควรจะได้ เขาทำได้เพียงแต่หวังว่าสิ่งที่ชาวผาพิทักษ์ธรรมจะได้มาคงไม่ต้องแลกกับด้วยความเจ็บปวดที่เกินจะเยียวยาของใครบางคน
‘สุดท้าย...ถังอู๋จั้วก็ยังคงเป็นถังอู๋จั้ว จะเปลี่ยนให้ถังอู๋จั้วเป็นมู่หงจี่ก็คงไม่ได้’

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่มู่หงจี่และสามขุนพลผู้คุมทัพแสงสุรีย์ คงคา และวายุออกตรวจตรารอบๆ ผาพิทักษ์ธรรม
“อาเป่ย เจ้าอยากเป็นเหมือนพ่อเจ้ามากขนาดนั้นเลยรึไง” เขาร้องถามเด็กชายที่กำลังฝึกวิทยายุทธ์เลียนแบบอดีตหัวหน้าทัพปฐพี
“นายท่านก็รู้นี่ว่าข้าไม่ได้เจอท่านพ่อตั้งสองปีก่อนที่ท่านพ่อจะจากไป ข้าคิดถึงท่านพ่อก็เลยอยากทำในสิ่งที่ท่านพ่อเคยทำ”
“ข้าว่าเจ้าจะเอาแต่ทำตัวเหมือนพ่อเจ้าไม่ได้ตลอดหรอกนะ เจ้าต้องเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่เหมือนคนอื่น”
“ขอบคุณนายท่านที่แนะนำ”
“ถ้าเจ้าอยากเป็นอย่างพ่อเจ้าข้าก็จะช่วย”
“จริงเหรอนายท่าน” หลินเถาเป่ยดีใจ
“ข้าจะให้อาจารย์หวงสอนการปกครองให้เจ้า”
“นายท่าน ให้อาเปา อาเปียว แล้วก็อาเป๋งเรียนกับข้าด้วยนะ”
ผู้ใหญ่ทั้งสี่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเด็กน้อยต้องขอแบบนี้ ไม่ว่าหลินเถาเป่ยกับจางโค่วเป๋งจะได้อะไรเขามักจะนึกถึงเพื่อนอีกสองคนเสมอ
“แต่ข้ามีข้อแม้บางอย่าง” ประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรมบอกข้อเสนอ “พวกเจ้าต้องทำงานบางอย่างให้ข้า ถือซะว่าเป็นการฝึกฝนตำแหน่งว่าที่ขุนพลตัวน้อยละกัน”
“อะไรเหรอนายท่าน” หลินเถาเป่ยกระตือรือร้น
“พอถึงเจ้าก็รู้เอง”

ที่สวนนั่งเล่นในสำนักดาบชิ่วอันที่มีพื้นที่อยู่ระหว่างชายแดนแคว้นเจ้ากับแคว้นฮั่น เด็กสี่คนกำลังช่วยกันทำงานอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน
“อาเป่ย เจ้ารับปากนายท่านไปทำไม พวกเราพลอยแย่ไปด้วยเลย แทนที่จะได้ไปเล่นกลับต้องมานั่งทำงาน”
“ถ้าไปเล่นก็ได้นะ เดี๋ยวข้ากับอาเป๋งจะนั่งทำกันเอง คราวนี้ผาพิทักษ์ธรรมจะได้มีแค่สองผู้คุมทัพ” หลินเถาเป่ยขู่สองเพื่อนซี้
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” กานหยวนเปียวเริ่มโมโห
“ไม่มีทาง” เทียนหยุนเปาเสริม “นายท่านต้องให้ข้าสองคนเป็นแม่ทัพ เพราะยังไงซะข้ากับอาเปียวก็อายุมากกว่าพวกเจ้าอันที่จริงพวกเจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่รอง แล้วก็เรียกอาเปียวว่าพี่ใหญ่” เด็กชายอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ
“ดีนะที่ข้าสองคนเห็นว่าพวกเจ้าเป็นลูกแม่ทัพใหญ่เหมือนกันก็เลยไม่ว่าอะไรถ้าเจ้าจะไม่เรียกพวกเราแบบนั้น” เพื่อนตายของเทียนหยุนเปาทำเป็นอวดเบ่ง
“แค่เจ้าสองคนแก่กว่าข้าแค่เดือนเดียว แก่กว่าอาเป๋งห้าเดือน พวกเจ้าก็นับความเป็นพี่น้องอีกเหรอเนี่ย”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่ใหญ่กับพี่รองของเขาจะเห็นเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ แต่กลับทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กจนหลินเถาเป่ยกับจางโค่วเป๋งถึงกับอึ้งมาหลายครั้ง แต่ถึงอย่างไรน้องชายทั้งสองก็ชาชินพฤติกรรมอันผิดมนุษย์ของพี่ชายที่รู้จักกันตั้งแต่เกิด
“ต่อให้แก่กว่าครึ่งชั่วยามข้าสองคนก็ถือว่าเป็นพี่ของเจ้าอยู่ดี”
“พี่ใหญ่ผู้มีประสบการณ์น่าเอือมระอาน่ะเหรอ แค่นับญาติข้ายังมิบังอาจทำเลย”
ทั้งสามตกใจกับคำพูดของเด็กชายที่คลานตามกันมาเป็นคนสุดท้องหลังจากที่เขาเขียนรายงานที่จะต้องส่งไปให้ประมุขผาพิทักษ์ธรรมเสร็จเรียบร้อย
“เจ้ากล้ามากเลยนะน้องเล็ก” พี่รองพูดจาข่มกับคำเสียดสีนั้น
“อาเป๋ง เจ้าพูดจาเข้าท่าก็วันนี้แหละ ข้าสะใจจริงๆ”
“มันจะมากไปแล้วนะ อาเป่ย”
กานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปาโกรธจัด ทั้งสองคิดแต่เพียงว่าจางโค่วเป๋งจะแค่พูดเล่นเท่านั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว จากการคุยสนุกๆ ระหว่างพี่น้องมันกำลังจะกลายเป็นสงครามขนาดย่อม
ฝ่ายจางโค่วเป๋งก็หันไปยิ้มรับคำชื่นชมด้วยใบหน้าที่ใสซื่อราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง
“ว่าไงเด็กๆ คุยอะไรกันอยู่” ทั้งสี่รีบเก็บซ่อนอาการเมื่อจางจงเข้ามาขัดจังหวะ
“คุยเล่นกันสนุกๆ น่ะท่านพ่อ”
กานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปาแอบย่องไปยืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพของกองทัพแสงสุรีย์ ทั้งสองทำหน้าล้อเลียนน้องชาย
“ท่านอา อาเปากับอาเปียวล้อเลียนท่าน” หลินเถาเป่ยร้องบอกจางจง
จางจงหันขวับ แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่จะเห็นใบหน้าอันบูดเบี้ยวของหลานชาย
‘แกล้งข้าไม่สำเร็จหรอก อาเป่ย’ สองเด็กชายผู้เกิดเดือนเดียวกันยิ้มเยาะ
“เมื่อไหร่เจ้าสองคนจะเลิกทำตัวไร้สาระไปวันๆ ซะทีเป็นพี่ก็ควรจะเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ให้น้องมาเป็นตัวอย่าง พ่อของเจ้าก็เห็นจะเป็นแบบนี้เลย ข้าชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าเจ้าเป็นสองคนเป็นลูกของกานตงกันเทียนซันหรือว่าถูกเก็บมาเลี้ยงกันแน่” พูดจบชายวัยกลางคนก็กันไปหาลูกชาย “พ่อกลับก่อนนะ อาเป๋ง” ว่าพลางก็ยื่นสมุดบันทึกเล่มใหม่แล้วหยิบเล่มที่ลูกชายเพิ่งจะเขียนเสร็จกลับไป
‘ท่านอา ถึงข้าสองคนจะไม่ใช่ลูกท่านพ่อ แต่ก็ยังมีอีกคนไม่ใช่เหรอที่ถูกเก็บมาเลี้ยง’
‘คอยดูเถอะ หากวันใดชาวผาพิทักษ์ธรรมรู้ความจริง ข้าอยากจะรู้นักว่าท่านจะทำยังไง’
ความแค้นเข้ามาครอบงำและเกาะกุมหัวใจอันบริสุทธิ์ทั้งสองดวง มันกำลังนำพามาซึ่งวันที่ทุกคนมิอาจลืม
สายตาอันแข็งกร้าวและเกี้ยวโกรธค่อยๆ จางหาย แต่ความเคียดแค้นกลับถูกเก็บไว้ในส่วนลึก เพื่อรอวันที่มันจะปะทุออกมาเป็นเปลวเพลิงแห่งความทุกข์

“อาเปา อาเปียว ไปทำงาน”
“แล้วทำไมเจ้าสองคนไม่ทำเองล่ะ”
“ก็เจ้าพูดเองไม่ใช่เหรอว่าเจ้าสองคนจะไปตีสนิทกับเด็กคนอื่น ส่วนเรื่องอื่นให้ข้ากับอาเป๋งเป็นคนจัดการก่อนส่งรายงานไปให้นายท่าน” หลินเถาเป่ยเตือนความจำ
“ช่างเถอะอาเป่ย เราสองคนทำเองก็ได้ ไม่เห็นต้องไปขอร้องพวกไม่รู้จักทำงาน”
“พูดให้ดีนะอาเป๋ง”
การหยวนเปียวกระชากแขนเทียนหยุนเปาก่อนที่เพื่อนรักจะก่อเรื่อง
“อย่าเพิ่งอาเปา รอก่อน”
“ยังจะรออะไรอีกล่ะ” สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่คู่กรณี
“ก็รอวันที่อาเป๋งรู้ว่าท่านอาไม่ใช่พ่อของมันน่ะสิ”
ทั้งสองแอบยิ้ม...รอยยิ้มนั้นมันเย็นยะเยือกและดูน่ากลัว
“ก็ได้ ข้ากับอาเปียวจะไปทำงาน” แล้วพี่ใหญ่กับพี่รองก็เดินจากไป
“จะมีสักครั้งไหมนะที่เราไม่ต้องหาเรื่องมาขู่ให้อาเปากับอาเปียวยอมทำงาน” พี่สามพูดขึ้นมาลอยๆ
“อาเป่ย”
‘น่าแปลก ทำไมอาเป่ยเงียบไปล่ะ’
“อาเป่ย” เสียงนั้นเรียกอีก “อาเป่ย” หมัดขวาลอยไปกระทบใบหน้าพร้อมกับเสียงเรียกหลังจากที่จางโค่วเป๋งมองตามสายตาพี่ชายไปเห็นเด็กหญิงน่ารักกลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ
“กำลังคุยเรื่องงานอยู่ยังมีมาจีบสาวอีกเหรอ” น้องชายตวาด
ไม่ทันขาดคำหมัดก็ถูกสวนกลับมา
“ไอ้บ้า ชกมาได้ ข้าเจ็บเป็นเหมือนกันนะ”
“ถ้าข้าไม่ชก ป่านนี้เจ้าคงหาเมียได้แล้วมั้ง”
“ข้าเนี่ยนะหาเมียได้” หลินเถาเป่ยไม่นึกมาก่อนเลยว่าเขาจะพูดคำนี้ “คิดไปได้ ข้าแค่รู้สึกว่าอาเปากับอาเปียวมีอะไรแปลกๆ ก็เท่านั้นเอง”
“ข้าไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหนเลย คิดมากไปได้”
“เมื่อตะกี้อาเปาจะเข้ามาทำร้ายเจ้า แต่พออาเปียวเข้ามาห้ามไว้อาเปาก็เหมือนไม่ใช่อาเปาคนเดิม” เด็กชายผู้พี่คิดไม่ตก
“ดีซะอีก ข้าจะได้ไม่ต้องอับอายที่มีเพื่อนผู้ทำตัวชอบหาเรื่อง” จางโค่วเป๋งพูดขึ้นมาขณะที่เดินนำหน้าไปจากที่ที่พวกเขานั่งอยู่
“ถ้ามันเป็นอย่างที่เจ้าว่ามันก็ดีสิ”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง เจ้าคิดอะไรอยู่อาเป่ย”
“เจ้าลืมที่พ่อเจ้าพูดแล้วรึไง”
“คิดมากไปได้ พ่อข้าก็เป็นอย่างนี้แหละ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น เจ้าเองก็เคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอว่าพ่อข้าน่ะปากร้ายยิ่งกว่าผู้หญิง” จางโค่วเป๋งทบทวนความทรงจำ
“แต่ข้าสังหรณ์ใจ”
“คิดมากไปมั้ง ท่านลุงหลิน” เขาล้อเลียนหลินเถาเป่ยว่าเป็นเหมือนหลินฟ่ง
หลินเถาเป่ยวิ่งไล่จางโค่วเป๋งทันทีที่เข้าใจความหมายของคำว่า ท่านลุงหลิน
“อย่าให้ข้าจับได้นะอาเป๋ง ไม่งั้นเจ้าเละแน่”






















บทที่ 4

“ลุงน้ำอะไร กลิ่นแปลกๆ ชอบกล”
“เหล้า” ชายแก่ตอบ
“อาเปียว เป็นยังไงบ้าง” เทียนหยุนเปาถามเมื่อเห็นเพื่อนรักกระดกเหล้าเข้าปาก
“แหวะ ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหนเลย” คนดื่มอาเจียนจนมันเกือบจะรดคนข้างๆ
ชายแก่เห็นท่าทางของเด็กชายก็อดขำไม่ได้ “ไม่เคยกินล่ะสิ มา...เดี๋ยวข้าจะสอนให้” เขาร้องเรียก “นี่ข้าเห็นความใจถึงของเจ้านะที่กล้าดื่ม ไม่งั้นข้าไม่สอนให้ง่ายๆ หรอก”
ไม่ทันขาดคำเหล้าทั้งไหก็ก็พากันทะลักเข้าไปในปาก และยังไม่วายล้นออกมาข้างนอกอีก ยิ่งทำให้กานหยวนเปียวทำหน้าขยะแขยงเข้าไปใหญ่
“ลุงๆๆ” ร่างของชายแก่ถูกเขย่าด้วยมือน้อยๆ หลังจากที่เขาสาธิตวิธีการดื่มเหล้าที่ถูกวิธีให้
“รึว่า...ลุงแกจะตายแล้ว”
“พูดบ้าๆ น่าอาเปียว ลุงแกกินอยู่ออกบ่อยจะตาย พ่อของเราก็เคยกินด้วยไม่ใช่เหรอ” คนพูดเอานิ้วมือไปจ่อไว้ใกล้ๆ จมูกชายแก่ “ดูสิ ลุงแกยังไม่ตายซักหน่อย”
เมื่อเห็นว่าอาจารย์สอนการกินเหล้าไม่เป็นอะไรเทียนหยุนเปาจึงอยากลองบ้าง เด็กชายยกไหเหล้าขึ้นมามองแล้วจัดการกับมัน
“อาเปา”
“เงียบซะอาเปียว ข้าจำได้ว่าท่านพ่อเคยกินเหล้าตอนที่ท่านแม่ตาย” แม้เรื่องเหล่านี้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ทุกคนก็ยังจำภาพนั้นติดตา “ท่านพ่อบอกว่า...” น้ำตาไหลลงมาจากควงตาทั้งสองคู่ “อยากลืมเรื่องบ้าๆ นี่เร็ว ไม่อยากนึกถึงท่านแม่อีก”
กานหยวนเปียวไม่รอช้า เขาแย่งไหเหล้าจากมือของเทียนหยุนเปามาดื่มมันบ้าง ทั้งคู่แบ่งกันกินจนน้ำเมานั้นหมดไห
“คราวนี้...เราจะลืม ลืมเรื่องบ้าๆ นั่น”
“ใช่...อาเป๋งต้องไม่รู้ เขาจะรู้ไม่ได้”
ถึงแม้ว่าจะโกรธมากขนาดไหนแต่พวกเขาก็ยังเห็นแก่ความเป็นเพื่อน จึงไม่กล้าที่จะทำร้ายจางโค่วเป๋ง ทั้งสองนอนนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก สุดท้ายเด็กชายหันมาสบตากันแล้วก็หลับไป

‘ข้าชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าเจ้าเป็นสองคนเป็นลูกของกานตงกันเทียนซันหรือว่าถูกเก็บมาเลี้ยงกันแน่’
“หุบปากไปเลยท่านอา” ร่างหนึ่งลุกขึ้นนั่งทั้งที่มีอาการงัวเงียอยู่ “ข้าเป็นลูกของท่านพ่อ ข้าไม่ใช่ลูกเลี้ยง ข้าเป็นลูกแท้ๆของท่านพ่อ” เสียงนั้นเริ่มสั่นเครือ ชาวบ้านในบริเวณนั้นเริ่มสนใจเด็กชายทั้งสอง “ข้าไม่เหมือนอาเป๋งซะหน่อย อาเป๋งต่างหากล่ะที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่ใช่ข้า” เสียงนั้นเริ่มสงบลง แต่แล้ว... “ท่านเข้าใจใช่มั้ยท่านอาว่าข้าไม่มีทางเป็นอย่างอาเป๋ง ข้าไม่มีวันมีพ่อชั่วๆ อย่างอาเป๋ง” เสียงหัวเราะดังขึ้น “เป็นไง พูดไมออกล่ะสิ ข้ารู้...รู้ทุกอย่างเลย รู้แม้กระทั่งว่าอาเป๋งไม่ใช่ลูกท่าน แต่เขา...เป็นลูกอ๋องเก้าต่างหากล่ะ”
ปึ๊ก
“ไม่มีทาง อาเป๋งไม่ใช่ลูกอ๋องเก้า บอกทุกคนไปสิอาเปียว บอกทุกคนไป”
“ทำไมจะไม่ใช่” เทียนหยุนเปาที่ยังคงสะลึมสะลืออยู่หันมาบอกน้องชาย “ข้ากับอาเปียวได้ยินมาเต็มสองรูหู...ว่าอาเป๋งเป็นลูกอ๋องเก้า ท่านอาจางเองก็เป็นคนยืนยันเรื่องนี้กับนายท่าน”
หมัดที่สองถูกปล่อยออกไปที่หน้าของเทียนหยุนเปา
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าโกหก เจ้าสองคนโกหก อาเป๋งไม่มีทางเป็นลูกอ๋องเก้าเด็ดขาด ไม่มีวัน”
“ข้าถามว่าท่านพ่ออยู่ไหน” เสียงตะคอกดังแทรกขึ้นมา
“ท่านแม่ทัพ...”
“อยู่ไหน” จางโค่วเป๋งเค้นเอาคำตอบจากชาวบ้านคนหนึ่ง
“ต...ตำหนักส่วนใน” เสียงตอบกลับมาอย่างละล่ำละลัก
“อาเป๋ง อย่าเพิ่งไป รอข้าก่อน”
สายตาสองคู่หันมาประสานกันโดยบังเอิญเมื่อได้ยินเสียงน้องชาย
“นี่พวกเรา...ทำอะไรลงไป”
เท้าสองคู่ออกวิ่งฝ่าฝูงชนที่รายล้อมเข้ามามุงดูเหตุการณ์ เด็กทั้งสี่ต่างวิ่งไปยังจุดหมายเดียวกันอันเป็นพื้นที่ห้ามเข้า

“ท่านผู้เฒ่า เรียกข้ามาพบไม่ทราบว่า...”
“ท่านจะต้องไปที่แคว้นเจ้า แล้วพาถังซินหยูมาที่นี่” ผู้เฒ่านักพากรณ์แห่งเมืองลึกลับสั่งด้วยเสียงเรียบ
“ตอนนี้” ประมุขถามเพื่อความแน่ใจ
“พานางมาที่นี่ก่อนอ๋องเก้า” ชายชราบอก “เร็วเข้า ชักช้าไม่ได้”
ร่างนั้นหายออกไปจากห้อง เขาเดินกึ่งวิ่งไปที่ประตูทางเข้าตำหนักฝ่ายใน
“นายท่าน” สามขุนพลร้องเรียกเมื่อเห็นเจ้านายรีบร้อนกลับมา
“ประกาศข่าวออกไป ลูกสาวข้าจะมาที่นี่” เขาไม่ยอมหยุดเดินขณะที่ออกคำสั่ง แม้แต่ใบหน้าก็ยังคงมองตรงออกไปไม่ได้หันมาทางผู้รับคำสั่ง “ปิดที่นี่ชั่วคราว แล้วเจ้าสามคนก็เตรียมทัพเผื่อต้อนรับอ๋องเก้าด้วย”
“ต้อนรับอ๋องเก้า” สีหน้าของเหล่าขุนพลยิ้มรับกับสิ่งที่พวกเขารอคอยมานาน “ได้เลยนายท่าน อ๋องเก้าจะต้องจำวันนั้นไปจนตาย”
“คราวนี้หลินฟ่งก็ไม่ตายเปล่า” จางจงเสนอขึ้นมา “หลินฟ่ง อีกไม่นานเราจะได้แก้แค้นให้เจ้าแล้ว”
ผู้นำทัพคงคาสงสัยยิ่งกับคำสั่งที่เขาเพิ่งจะได้รับ “เดี๋ยวก่อนสิ เมื่อตะกี้นายท่านบอกว่า...จะไปรับลูกสาว”
ผู้นำทัพวายุและทัพแสงสุรีย์เริ่มคิดตาม “อย่าบอกนะว่านายท่านไปมีเมียแล้วพวกเราไม่รู้”
“เป็นไปไม่ได้ ถ้านายท่านมี...เมีย พวกเราก็ต้องรู้สิ”
“อาเป๋ง” หลินเถาเป่ยดึงแขนเพื่อนรักไว้ไม่ยอมให้เขาเข้าไป
หมัดลอยมาใส่หน้าเด็กชายอย่างจัง
“อาเป๋ง ขอโทษอาเป่ยเดี๋ยวนี้” จางจงสั่งเสียงเหี้ยม
“ข้าจะขอโทษอาเป่ยก็ต่อเมื่อท่านพ่อพูดความจริง ไม่ใช่โกหกหลอกลวง”
“ข้าโกหกอะไรเจ้า”
“ก็โกหกว่าข้าเป็นลูกชายท่านไง” จางโค่วเป๋งจ้องตาบิดา ความโมโหครอบงำเขาจนไม่รู้ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร
“อาเป๋ง เจ้าพูดอะไรน่ะ” เทียนซันเข้ามาถามหลานชาย “ใครบอกเจ้าแบบนั้น”
เด็กชายเงียบอยู่อย่างนั้น เขาไม่ยอมพูดอะไร สายตาอันแข็งกร้าวมองไปที่ผู้ที่เขาเรียกว่าท่านพ่อ จางโค่วเป๋งไม่ลดสายตาลงแต่กลับจ้องดวงตาของจางจงนิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งหลบตา
“อาเป๋ง ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“เดี๋ยวเราจะไปบอกทุกคนว่าเจ้าไม่ใช่ลูกอ๋องเก้า”
“อาเปา”
“อาเปียว”
ทั้งสองไม่ทันจะได้พูดอะไรอีก พวกเขาถูกลากตัวไปสอบสวนโดยผู้เป็นพ่อที่มุมหนึ่งไม่ไกลจากที่ตรงนั้น
“อาเป๋ง อย่าไปสนใจคำพูดอาเปากับอาเปียวเลย สองคนนั่นก็เป็นแบบนี้แหละ เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีนี่” เด็กชายผู้กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม้ปลอบโยน “เจ้าพวกนั้นคงจะโกรธที่ท่านอาไปว่าพวกเขาน่ะ เจ้าอย่าคิดมากเลย”
“ก็เลยแกล้งให้ข้าผิดใจกับท่านพ่ออย่างนั้นน่ะเหรอ แต่ถึงสองคนนั่นจะทำตัวไม่ได้เรื่องขนาดไหนก็คงจะไม่เอาเรื่องแบบนั้นมาพูดต่อหน้าทุกคนแน่” จางโค่วเป๋งหันหน้ากลับมาทางจางจง “ถ้าหากว่ามัน...ไม่มีมูลความจริง”
“เจ้าเชื่อ...” หัวหน้ากองทัพแสงสุรีย์แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ลูกชายพูด
“ข้าจะไม่เชื่อถ้าท่านพ่อตอบข้า ถ้าท่านพ่อกล้าสบตาข้า”
“อาเป๋ง” หลินเถาเป่ยเรียก “อาเปากับอาเปียวเมาอยู่เจ้าก็เห็น จะไปเอาอะไรกับสองคนนั่นล่ะ ใส่ใจไปคนที่เจ็บก็คือเจ้านะ”
สองพ่อลูกสบตากัน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่มีใครยอมใคร แต่สุดท้ายผู้เป็นบิดาก็เป็นคนเริ่มขึ้น เขาตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่ทุกคนคิดว่ามันควรจะตายไปพร้อมกับมารดาของเด็กทั้งสี่
“ใช่ เจ้าเป็นลูกอ๋องเก้า”
ทุกคนในที่นั้นอึ้งไป ไม่มีความเคลื่อนไหวใด บุรุษทั้งสามไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องที่พวกเขาเคยพูดกับมู่หงจี่ถึงกำเนิดของเด็กชายเมื่อนานมาแล้วจะมีใครพูดถึงมันอีก ทุกคนต่างก็พยายามที่จะไม่จดจำมันไว้ พวกเขาอยากให้มันเป็นรอยแผลที่ค่อยๆ จางหายไปในที่สุด แต่เมื่อแผลนั้นกำลังจะปิดสนิทกลับมีใครบางคนมาสะกิดให้มันเปิดออก ซ้ำร้ายแผลนั้นกลับมีทีท่าว่าจะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ใหญ่...จนเกินจะเยียวยา
หรือว่าโชคชะตาได้ลิขิตให้จางจงต้องเสียสละอีกครั้ง
การเสียสละครั้งก่อนต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือความสุขของลูกชายเพียงคนเดียวที่เขามีอยู่
และคราวนี้เองก็เช่นกันที่ความสุข...กำลังจะจากจางโค่วเป๋งไปอีกครา
ร่างของเด็กชายค่อยๆ เคลื่อนที่ออกไปจากตรงนั้น ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวกลับคืนมาสู่สภาพปกติที่ไร้รอยยิ้ม
มรสุมเพิ่งพัดผ่านและจากไป แต่พายุกำลังก่อตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางหัวใจอันบริสุทธิ์
พายุแห่งความทุกข์กำลังไหลเวียนไปทั่วร่างของเด็กชาย มันคอยดึงดูดแต่ความเศร้า ยิ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุรนแรง ยิ่งพายุหมุนแรงเท่าไหร่บาดแผลในใจก็ยิ่งเปิดกว้างและบาดลึกลงไปทุกที


“อาเป๋ง”
หลายวันมานี้จางโค่วเป๋งเอาแต่เก็บตัวอยู่ในหอพระ เขาไม่ยอมพบปะพูดคุยกับใครเลย และตั้งแต่ที่เขามาอยู่ที่นี่ก็ไม่ใครกล้าย่างก้าวเข้ามาในหอพระนี้ แม้ว่ากานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาจะมาขอโทษอย่างไรก็ไม่เป็นผล วันของน้องชายคนสุดท้องเหมือนหยุดนิ่ง ทำให้สองเพื่อนซี้ท้อใจที่จะมารอขอโทษอีกเป็นครั้งที่สาม
แม้เด็กชายผู้เงียบขรึมผู้นี้จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งเป็นประธานของห้องกว้าง แต่เขาก็ไม่เคยโดดเดี่ยวแม้สักนาที หอพระแห่งนี้ไม่เคยเงียบเหงาเลยสักวัน ที่นี่มีเสียงเล็กๆ ลอดออกมาเสมอ
ทุกเช้าจะมีเด็กชายอีกคนเดินยกถาดอาหารเข้ามาในหอพระแห่งนี้เป็นประจำ สองพี่น้องจะมานั่งกินข้าวด้วยกัน พูดคุยด้วยกันแม้ว่าจะมีเสียงของผู้เป็นน้องเลยก็ตาม คนเป็นพี่ก็ไม่เหนื่อยหรือท้อใจใดๆ แต่ยังคงชวนคุยอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เขาพยายามหาคำพูดมาปลอบใจน้องชายผู้เป็นเช่นเพื่อนสนิท ในวันแรกๆ พี่ชายก็มักจะหาเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟัง บางครั้งก็จะชวนไปเล่นด้วยกันสองคน แต่หลายวันต่อมาก็เปลี่ยนมาอ่านจดหมายที่ถูกส่งถึงน้องชาย
กองจดหมายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
กองจดหมายแห่งกำลังใจ
กองจดหมายขอขมา
กองจดหมายที่กั้นสองพี่น้องออกจากกัน
“อาเป๋ง ข้าอ่านจดหมายจนเสียงแหบแล้วนะ” จางโค่วเป๋งได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากอีกฟากของกองจดหมาย
‘แล้วใครใช้ให้เจ้าอ่านกันล่ะ’ เขายิ้มน้อยๆ กับการกระทำของเพื่อน
นี่ก็ล่วงเลยมาหลายวันแล้วที่สองพี่น้องผู้มีวัยใกล้เคียงกันไม่ได้เห็นหน้ากันเลย ทั้งสองต่างมองเห็นแค่เพียง...
กองจดหมายกองมหึมา

“มีใครเห็นอาเปากับอาเปียวบ้าง”
“อาเปากับอาเปียวไปสำนักดาบชิ่วอันแล้วนายท่าน”
“อ้าว แล้วอาเป่ยไม่กลับไปด้วยกันรึไง” มู่หงจี่ถามต่อ เขาเห็นหลินเถาเป่ยเดินเข้าไปในตำหนักส่วนใน
“อาเป่ยอยู่เป็นเพื่อนอาเป๋งนายท่าน”
“อยู่เป็นเพื่อนอาเป๋ง” ผู้ครองตำแหน่งสูงสุดในผาพิทักษ์ธรรมสงสัย “ตอนข้าไม่อยู่มันเกิดอะไรขึ้น”
คำถามนี้เคยถูกถามชาวบ้านหลายคนแล้ว แต่ทุกคนกลับนิ่งเงียบหรือไม่ก็เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมตอบคำถาม และทหารตรงหน้าเองก็เช่นกัน
“ทำไมอาเป๋งไม้ไปเรียนพร้อมเพื่อน”
เงียบ
“เลิกเงียบได้แล้ว แล้วตอบคำถามข้า”
“เงียบ”
“ใครให้เงินปิดปากเจ้า”
“ไม่มี นายท่าน” เขาตอบทั้งๆที่ก้มหน้าอยู่
“งั้นก็พูดมา” มู่หงจี่เริ่มรำคาญ
เงียบ
มู่หงจี่สุดจะทนกับอาการเงียบงันที่ระบาดจนเป็นกันทั่วทั้งผาพิทักษ์ธรรม
“เจ้ารู้มั้ยว่าพอจะมีใครที่จะให้คำตอบข้าได้บ้าง”
“อาเป๋ง นายท่าน ถ้าอาเป๋งพูดเราก็จะพูด”
“ไปได้แล้ว” แม้จะไม่ได้ที่น่าพอใจแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย “วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย วันเงียบแห่งชาติรึไงนะถึงไม่มีใครยอมพูดกันเลย”

“ลุง” ท่านผู้นำร้องเรียกชายแก่ที่เคยสอนวิธีการดื่มเหล้าให้กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาเมื่อหลายวันก่อน “เป็นอะไร ทำไมสีหน้าไม่ค่อยดีเลยล่ะ”
“ข้ารู้สึกแย่มากเลยนายท่านที่เป็นต้นเหตุ ข้ารู้สึกเหมือนว่าข้าทำร้ายอาเป๋ง”
“ลุงไปทำอะไรให้อาเป๋งไม่สบายใจมาล่ะสิ ให้ข้าช่วยพูดกับอาเป๋งให้ไหมล่ะ” เขาแกล้งตะล่อมถามชายชรา
“ไม่ได้” ผู้อาวุโสปฏิเสธเสียงแข็ง
“อาเป๋งคนเดียวใช่มั้ยที่บอกได้”
“ถ้าอาเป๋งยอมพูดข้าก็จะพูด”
‘ดูท่าจะเป็นเรื่องร้ายแรง อาเป๋งคงไม่ยอมพูดง่ายๆ แน่’
มู่หงจี่เดินไปที่ตำหนักส่วนใน เขาเข้าไปพบท่านผู้เฒ่าผู้รู้ความเป็นไปทุกอย่างในผาพิทักษ์ธรรม
“ท่านผู้เฒ่า”
“คุณหนูถังเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่ามาถึงเมื่อเช้านี้”
“ร่างกายก็ปกติดี แต่จิตใจ... นางเอาแต่นั่งซึมหรือไม่ก็ร้องไห้อยู่ที่แม่น้ำด้านหลังตำหนักส่วนในนั่นแหละ ไม่ยอมพบใครเลย แม้แต่เด็กคนอื่นๆ ก็ทนกันไม่ไหว แค่เห็นสายตานางก็พากันหนีหมด” เขาหันหน้าออกไปที่หน้าต่างทางทิศตะวันออกที่สามารถมองเห็นแม่น้ำที่อยู่ด้านหลังตำหนักส่วนใน
“คราวนี้ก็คงจะลำบากท่านแล้ว”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น” มู่หงจี่ตอบอย่างไม่สบายใจ “ท่านผู้เฒ่าที่ข้าไม่อยู่มันเกิดอะไรขึ้น” เขาเปลี่ยนเรื่องสนทนามาเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้
“ไม่มีอะไร ข้าว่ามันก็สงบดี”
“โดยเฉพาะปาก เงียบกันซะสนิท” เขาอารมณ์เสีย “ใครทำอะไรอาเป๋ง ข้าเห็นทุกคนเอาแต่บอกว่าถ้าอาเป๋งพูดพวกเขาก็จะพูด”
“ที่คนพวกนั้นพูดมามันก็ถูกต้องแล้ว เพราะไม่มีใครเลยที่ข้าเห็นว่าสมควรที่จะพูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุดเท่าเจ้าของเรื่องเอง”
“ท่านหมายถึง...”
“อาเป๋งอยู่ในหอพระ” พูดจบท่านผู้เฒ่าก็เริ่มพยากรณ์อะไรบางอย่าง มู่หงจี่เองก็เข้าใจแล้วว่าท่านผู้เฒ่าไม่ต้องการให้ใครรบกวนอีกจึงเดินออกไปอย่างเงียบ













บทที่ 5

“อาเป๋ง นี่ข้าเองนะ ขอข้าเข้าไปหน่อยเถอะ”
หลินเถาเป่ยเดินมาเปิดประตูให้ด้วยอาการเบื่อหน่ายอย่างที่สุด
“อาเป๋งอยู่ไหนอาเป่ย” ประมุขผาพิทักษ์ธรรมถามหาเด็กชายที่เขาต้องการพบ
หลินเถาเป่ยชี้นิ้วไปที่กองจดหมายมหึมาแทนคำตอบ
“แล้วนี่มันอะไรกัน ที่นี่มันหอพระนะไม่ใช่ห้องเก็บจดหมาย”
คู่สนทนาเดินนำผู้อาวุโสผ่านซอกเล็กๆข้างเสาไปที่อีกด้านหนึ่งของกองจดหมาย
“อาเป๋ง ช่วงที่ข้าไม่อยู่มันเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรเจ้ารึเปล่า”
ผู้ถูกถามส่ายหัวช้าๆ
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะลงโทษคนที่ทำร้ายเจ้าเอง” มู่หงจี่รู้จักนิสัยของจางโค่วเป๋งดีว่าไม่เด็กเกเรหรือพาลหาเรื่องใครไปทั่ว และใบหน้าที่ดูซูบลงนั้นแสดงให้เห็นว่าต้องมีใครบางคนที่ทำร้ายเขาจนเป็นแบบนี้ “บอกข้ามาเถอะว่าใคร”
“คนที่นายท่านควรจะลงโทษน่าจะเป็นข้ามากกว่า”
หลินเถาเป่ยเข้าไปดึงแขนผู้มาใหม่ให้ออกห่างจากเด็กชายที่นั่งกอดเข่าเอาหลังพิงเสาอยู่ เขาไม่อยากให้ท่านประมุขพูดถึงเรื่องในวันนั้นอีก ยิ่งพูดมันก็จะกลายเป็นมีดที่คอยกรีดแทงให้มีแต่ความเจ็บปวดจนไม่มีที่สิ้นสุด
มู่หงจี่รับกระดาษที่หลินเถาเป่ยยื่นให้มาอ่าน เขามองข้อความในจดหมายนั้นสลับกับร่างของเด็กชายข้างเสาต้นใหญ่
“แล้วอาเป๋งก็เชื่อ” ผู้นำผาพิทักษ์ธรรมถามเด็กชายผู้พี่ขณะที่หันหน้าไปที่เจ้าของเรื่อง
แม้จะไม่ได้ยินคำตอบเขาก็รู้อยู่แล้วว่าคนที่ทำให้จางโค่วเป๋งเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นขุนพลคู่ใจคนใดคนหนึ่งแน่นอน เขาเดินไปนั่งใกล้ๆ เด็กชายผู้ตกอยู่ในอาการซึมเศร้า “อาเป๋ง” เขาลูบหัวเด็กชาย “อย่าไปใส่ใจกับคำพูดพวกนั้นเลยนิสัยของอาเปากับอาเปียวก็เป็นแบบนี้แหล่ะ ชอบสร้างเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน”
เด็กชายเงยหน้ามองท่านผู้นำแล้วพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เรียบเฉย “ถ้าอย่างนั้น ท่านพ่อก็โกหก”

“กุ้ยอิง” มู่หงจี่เรียกลูกสาวที่นั่งอยู่บนโขดหินข้างแม่น้ำ “เจ้ายังคิดถึง...”
ภาพความทรงจำอันโหดร้ายปรากฏขึ้นในสมองของเด็กหญิงอีกครั้ง
“แม่นม”
“คุณหนู จะมาก็ไม่บอกข้า ข้าจะได้ไปรับ” ซิ่วหมินฮัวตำหนิ
“ข้าเพิ่งเรียนเสร็จพอดี อยากพบซื่อหมิงก็เลยรีบมา”
แม่นมพาถังซินหยูเข้ามาในห้องนอนของนาง เมื่อประตูเปิดออกก็มีเด็กหญิงอีกคนที่อายุน้อยกว่าถังซินหยูไม่กี่ปีนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจกบานเล็กที่วางบนโต๊ะ
“พี่ใหญ่” เด็กหญิงหันกลับมามองพี่สาวเมื่อเห็นเงาของนางในกระจก
เด็กหญิงทั้งสองโผเข้ากอดกัน นานแค่ไหนแล้วที่น้องสาวไม่ได้กลับบ้าน
“ท่านพ่อน่าจะให้เจ้ากลับบ้านไปอยู่กับพี่”
“นั่นสิพี่ใหญ่ ข้าไม่ดื้อซักหน่อย พี่ใหญ่ พี่ไปพูดให้ท่านพ่ออนุญาตให้ข้ากลับไปอยู่บ้านนะ” ถังซื่อหมิงอ้อนพี่สาว “ข้าอยากอยู่กับพี่ อยากเล่นกับพี่”
“พี่พูดกับท่านพ่อแล้วซื่อหมิง แต่ท่านก็ไม่ยอมท่าเดียว พี่ว่าพี่มาหาเจ้าบ่อยๆ ดีกว่า เราจะได้ไปเที่ยวข้างนอกด้วยกันไง”
“งั้นวันนี้พี่ใหญ่ห้ามรีบกลับด้วย ต้องอยู่เล่นกับข้านานๆ นะ”
“ได้สิ วันนี้พี่อยู่เล่นกับเจ้านานๆ เลย” คนเป็นพี่สาวให้สัญญา
สองพี่น้องออกไปเล่นด้วยกัน คุยกันทั้งวัน หลายเดือนแล้วที่ถังซื่อหมิงต้องมาอยู่กับแม่นมที่เลี้ยงสองพี่น้องมาตั้งแต่เด็กๆ
ผ่านเลยไปจนตะวันคล้อยไปจนลับขอบฟ้า ถังซินหยูยังคงเล่นอยู่กับน้องสาวที่กระท่อมหลังเล็กต่อไป
“คุณหนูใหญ่ กลับบ้านได้แล้ว นี่มันก็ดึกมาก เดี๋ยวนายท่านจะไม่ยอมให้คุณหนูใหญ่มาหาคุณหนูเล็กอีกหรอก” แม่นมชราเตือนเจ้านายน้อย
“แม่นม ให้พี่ใหญ่อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ”
“คุณหนูเล็ก ขืนกลับช้ากว่านี้พวกโจรผู้ร้ายก็มาจับเอาน่ะสิ เดี๋ยวนายท่านจะลงโทษคุณหนูใหญ่จนไม่ได้มาที่นี่อีกก็ได้นะ”
“พี่ใหญ่วันหลังมาหาข้าอีกนะ”
ถังซินหยูยิ้มให้น้องสาว
“แม่นม ท่านอยู่เป็นเพื่อนซื่อหมิงเถอะ ข้ากลับเองได้” คุณหนูถังบอกกับซิ่วหมินฮัว
“แต่ว่า”
“ข้าแอบหนีออกมา ขืนท่านไปส่งมีหวังท่านพ่อจับข้าไปขังไว้ในห้องแน่ๆเลย” เด็กหญิงกระซิบ
“คุณหนู คราวหน้าคราวหลังอย่าทำอีกนะ ถ้านายท่านรู้เข้าข้าจะทำยังไง”
“ท่านพ่อไม่รู้หรอก” ถังซินหยูชะล่าใจ “ข้าไปหล่ะ”
‘ไม่มีคราวหน้าอีกแล้วแม่นม ต่อไปซินหยูคงไม่มีโอกาสหนีท่านพ่อมาหาน้องสาวแบบวันนี้อีกแล้วหล่ะ’
เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของบุรุษลึกลับที่แอบอยู่หลังพุ่มไม้ เขาเฝ้าติดตามเด็กหญิงตั้งแต่นางเดินก้าวออกมาจากบ้านตระกูลถังเมื่อตอนบ่าย
‘เพราะนาง...จะไม่มีวันได้กลับไปที่บ้านอีก’

เด็กหญิงเดินผ่านกำแพงหินขนาดใหญ่เข้ามาในตัวเมือง บ้านเรือนปิดเงียบสนิทไม่มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาให้เห็น ขณะที่นางเลี้ยวซ้ายที่ทางแยกสายหนึ่ง สายตาดวงน้อยคู่นั้นก็แลเห็นป้ายประจำตระกูลขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือประตูบ้านแผ่นกว้าง อยู่ๆ ก็มีฝ่ามือกว้างที่หยาบหนาและแข็งกระด้างปิดปากของเด็กหญิงไว้ แขนอีกข้างเข้ามาช้อนตัวเด็กหญิงขึ้นแนบกับลำตัว เท้าเริ่มออกเดินแล้วค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นจนกลายเป็นการวิ่ง
สัญชาตญาณบอกได้ในทันทีว่าบุคคลคนนี้มีวรยุทธ์สูงและน่าจะฝึกฝนมาอย่างหนักจึงทำให้ฝ่ามือนั้นหยาบกร้าน เด็กหญิงสงบไว้แต่ก็พยายามสังเกตหนทางให้ได้มากที่สุด การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ถูกเลือกอย่างเต็มตัวของถังซินหยูกำลังจะถูกนำมาใช้
บุรุษลึกลับอุ้มถังซินหยูเข้าไปในโรงเตี๊ยมทวนย่งที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหอนางโลมหิมะแดง เด็กหญิงถูกพาตัวเข้าไปในห้องเช่าด้านหลังโรงเตี๊ยม นางสังเกตเห็นเห็นว่าห้องที่อยู่ด้านหลังโรงเตี๊ยมมีเพียงสองห้องเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าแปลกใจเป็นที่สุดของการค้นพบก็คือโรงเตี๊ยมทวนย่งให้บุรุษลึกลับเข้ามาพักทางด้านหลัง ทำเหมือนกับว่าที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เพียงแค่โรงเตี๊ยมอย่างที่นางเข้าใจ มันน่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่
บุรุษลึกลับวางร่างเด็กหญิงให้ยืนอยู่ที่พื้นในห้องๆ หนึ่ง ประตูถูกปิดอย่างรวดเร็ว เขาหันมาทางเด็กหญิงแล้วดึงผ้าคลุมหน้าสีดำลง
“ซินหยู นี่อาเองนะ” เขารีบดึงผ้าขึ้นไปปกปิดใบหน้าอย่างเดิม
“ท่านอา”
“อาขอโทษนะซินหยูที่ต้องพาเจ้ามาที่นี่ด้วยวิธีนี้ แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ อาบอกพ่อเจ้าแล้วว่าจะพาเจ้าไปอยู่กับอาสักระยะ”
“แล้วทำไมท่านพ่อไม่บอกข้าก่อนล่ะว่าท่านอาจะมารับ” ถังซินหยูถามตามประสาเด็ก
“อามีเรื่องด่วน เพิ่งมาถึงเมื่อบ่าย พอไปหาเจ้าที่บ้านก็เลยไม่ได้เจอกัน” ผู้อาวุโสเล่า “อาเลยบอกพ่อเจ้าว่าถ้าเจอกันจะพาเจ้าไปด้วยกันเลย จะไม่กลับไปร่ำลาให้เสีย”
“แล้วท่านอาจะให้ข้าทำอะไรเหรอ”
“ตอนนี้ยังหรอก แต่เจ้าต้องพักผ่อนเอาแรง อาสั่งให้เถ้าแก่ทำอาหารมาให้ กินก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้า” ถังอู๋จั้วลูบหัวเด็กหญิงอย่างเอ็นดูแล้วเดินออกไปจากห้อง

“เถ้าแก่ ท่านทำตามที่ข้าสั่งรึเปล่า”
“นายท่านไม่ต้องห่วง ไม่เกินครึ่งชั่วยามยาสลบจะออกฤทธิ์” เขาเล่าถึงสรรพคุณของยาที่ใส่ลงไปในอาหารแล้วเดินนำเจ้านายมาที่ประตูทางออกด้านหลัง “พอถึงนั้นนายท่านกับคุณหนูก็นอกเมืองโดยที่ไม่มีใครรู้”
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่มีใครใช้ทางนี้” น้องชายแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเจ้าเปิดประตูออกไปสังเกตลู่ทาง
“ตอนกลางคืนเส้นทางนี้จะเปลี่ยวมาก ข้ารับรองว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าผ่าน”
ภายในห้องพักเด็กหญิงกำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ถังซินหยูชะงักมือไว้เมื่อเริ่มนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“กระบี่ ข้าลืมมันไว้ที่บ้านนี่นา” นางลุกขึ้นจากเก้าอี้จะไปเปิดประตูห้อง “ถ้าไปบอกท่านอาต้องโดนดุกลับมาแน่เลย แอบเอาเองดีกว่า” ว่าแล้วถังซินหยูก็ทำตามแผนที่คิดไว้

ถังซินหยูเดินกลับมาที่บ้านก็รู้สึกแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน
‘ทหารเฝ้าประตูหายไปไหนหมด น่าแปลก ตอนที่มาเมื่อกี้นี้ก็ไม่เห็นมี แย่แล้ว’
ประตูบานใหญ่ถูกผลักออก มันเปิดเข้ามาในตัวบ้านเผยให้เห็นสภาพที่ไม่ควรจะเป็น กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายเข้ามาแตะจมูก ภาพซากศพที่นอนเกลื่อนเต็มบ้าน บางศพก็มีอาวุธปักอยู่ตามร่างกาย บางศพก็ถูกคมอาวุธทะลุผ่านร่างและมันก็ช่วยค้ำยันให้ร่างนั้นตั้งตรงพิงอยู่กับเสา บางศพก็กองทัพกันจนยากที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร เด็กหญิงเดินสำรวจหาผู้ที่รอดชีวิตด้วยอาการเหม่อลอยเหมือนกับว่ากำลังหาของเล่นจากกองสิ่งของแปลกตา แต่นางก็หาสิ่งที่ต้องการไม่พบ
ถังซินหยูยืนตัวแข็งอยู่ในลานบ้านกลางหมู่ซากศพ สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า ภาพ...ค่อยๆถูกบันทึกเอาในความทรงจำอย่างไม่รู้ตัว น้ำตาไหลลงมาสัมผัสแก้มเล็กขาวนวลที่ซีดเผือก
มารู้สึกตัวอีกที่ก็นั่งอยู่บนโขดหินหน้าแม่น้ำแห่งนี้ กาลเลยผ่านไปแล้ววันเล่า ชีวิตที่ไร้จุดหมายดำเนินต่อไปช้าๆ ในสวนที่อยู่ในตำหนักส่วนในพื้นที่ต้องห้ามของผาพิทักษ์ธรรม
นับตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ที่นี่ ชาวบ้านที่เฝ้ารอการมาของลูกสาวท่านประมุขอย่างใจจดใจจ่อก็ต้องผิดหวังกลับไปทุกที
ไม่มีใครเคยเห็นหน้าคุณหนูแห่งผาพิทักษ์ธรรมนอกจกเหล่านักบวชที่อาศัยอยู่ในตำหนักส่วนใน นักบวชที่จะมาตักน้ำจากแม่น้ำสายนี้จะเป็นที่รู้กันเลยว่าพวกเขาต้องกล่าวคำสัญญาเพื่อผาพิทักษ์ธรรมต่อหน้าทหารที่ย้ายเข้ามาประจำการในสวนหลังจากการมาถึงของเด็กหญิงคนสำคัญ
“เพื่อความสงบสุขของผาพิทักษ์ธรรม ข้าจะไม่เข้าใกล้คุณหนู ไม่พูดคุยหรือสื่อสารใดๆ กับนาง และจะไม่นำสิ่งใดก็ตามที่พบเห็นหรือได้ยินภายในพื้นที่ไปพูดหรือกระทำการใดที่ทำให้คนภายนอกรับรู้”

“กุ้ยอิง” มู่หงจี่เรียกลูกสาวหลังจากปล่อยให้นางนั่งทบทวนถึงความทรงจำที่เลวร้าย “พ่อหาพี่ชายมาเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้า”
บอกลูกสาวแล้วก็หันไปสั่งทหารตรงทางเข้าสวนให้ไปตามลูกชายของแม่ทัพทั้งสี่มาพบเขาที่สวน
ทหารคนหนึ่งเดินออกไปจากบริเวณนั้นตามคำสั่ง เขาเดินผ่านบรรดาก้อนกรวดก้อนเล็กๆที่ใช้ปูทางเดินสายใหญ่คั่นกลางระหว่างสวนดอกไม้กับป่าโปร่งที่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ภายใน เงาจากต้นไม้ต้นใหญ่ทั่วบริเวณป่าพาดผ่านลำตัวของทหารคนนั้นยามที่เขาเดินผ่าน
ทหารกลับมาพร้อมกับเด็กชายสองคน
“เรียนนายท่าน กานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปาบาดเจ็บขณะฝึกซ้อมอาวุธ ตอนนี้ยังคงอยู่ที่สำนักดาบชิ่วอัน คาดว่าอีกวันสองวันก็คงจะกลับมา”
“อาเป่ย อาเป๋ง นี่กุ้ยอิง ลูกสาวข้า”
‘คิดจะมาเป็นพี่ชายข้าเหรอ มันไม่ง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก คอยดูเถอะจะแกล้งซะให้วิ่งหนีไม่ทัน’
“กุ้ยอิง” มู่หงจี่เตือนลูกสาวให้ละสายตาจากแม่น้ำ
เด็กหญิงหันหน้ามา สายตาของนางดูเศร้าหมองราวกับจมอยู่ในความทุกข์มานานแสนนาน แต่แล้วสายตาคู่นั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสายตาที่โหดเหี้ยมดุร้ายคล้ายว่าจะกินเลือดกินเนื้อผู้มาใหม่
หลินเถาเป่ยรีบวิ่งออกไปจากที่นั่นทันที ประมุขแห่งเมืองลึกลับและทหารวิ่งตามเด็กชายไปด้วยความสงสัย
ตลอดทางที่วิ่งไป หลินเถาเป่ยตะโกนออกมา พฤติกรรมนั้นยิ่งทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามที่ตามมาเป็นห่วงเขามากขึ้นเพราะนี่ไม่ใช่นิสัยของเด็กชาย
“ไม่เอา ไม่เอาแล้ว แค่อาเป๋งคนเดียวก็พอ”

จางโค่วเป๋งมองสายตาคู่นั้นด้วยอาการนิ่งสงบ เขาทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เจ้าไม่กลัวข้าเหรอ” มู่กุ้ยอิงแปลกใจ
จางโค่วเป๋งส่ายหัวแล้วถามบ้าง
“เจ้ามีเรื่องไม่สบายอยู่ใช่มั้ย”
“เจ้ารู้ด้วยเหรอ”
เด็กชายพยักหน้าแทนคำตอบ
“พ่อข้าตาย” เด็กหญิงหันกลับไปนั่งที่โขดหินตามเดิม
“ทำไมถึงบอกว่านายท่านไม่ใช่พ่อของเจ้าล่ะ”
“เพราะเจ้าเป็นคนแรกที่ยังยืนนิ่งเมื่อเห็นสายตาแบบนั้น” มู่กุ้ยอิงดูจะพอใจในความกล้าของจางโค่วเป๋ง “ข้าก็เลยกล้าเล่าให้เจ้าฟัง”
“อ๋องเก้าใช่มั้ย”
“เจ้าเก่งจังทายถูกด้วยว่าพ่อข้าตายเพราะอ๋องเก้า” นางหันมายิ้มให้ แต่เขาไม่ยิ้มตอบกลับมีใบหน้าที่เสร้าหมองลง “อ๋องเก้าก็ทำให้เจ้าไม้สบายใจเหมือนกันเหรอ”
ไม่มีคำตอบกลับมาจากคนที่ยืนก้มหน้า
“เจ้า...เป็นอะไรรึเปล่า ข้าไม่ได้ตั้งใจถามแบบนั้นนะ”
จางโค่วเป๋งเงยหน้าขึ้นแล้วพยักหน้าให้อย่างเข้าใจพร้อมกับรอยยิ้ม
“เจ้าพอจะรู้รึเปล่าว่าทำไมนายท่านถึงให้ข้ากับอาเป่ยมาเป็นพี่ชายเจ้า”
มู่กุ้ยอิงเริ่มเล่าความจริงให้จางโค่วเป๋งฟัง

“อาเป่ย”
ประมุแห่งผาพิทักษ์ธรรมจับแขนเด็กชายแน่นไม่ยอมให้เขาวิ่งหนีไปไหนอีก เขาคุกเข่าต่อหน้าเด็กชายท่ามกลางฝูงชนที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์
“ให้ข้าคำนับเจ้าก็ได้ ช่วยมาเป็นเพื่อนกับกุ้ยอิงหน่อยเถอะ ข้าขอร้องล่ะ”
“นายท่านไม่เห็นสายตานั่นรึไง”
“เจ้าช่วยอาเป๋งมาครั้งนึงแล้ว ช่วยลูกข้าอีกครั้งคงไม่เป็นอะไรหรอก”
“ช่วย” เขางงกับคำพูดของท่านผู้นำ “ข้าไม่ได้ช่วยอาเป๋งซะหน่อย”
“ถ้าเจ้าไม่ช่วย อาเป๋งคงจะไม่ยอมออกมาจากหอพระ แต่นี่เขาไปพบกุ้ยอิงพร้อมกับเจ้า”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนายท่าน แค่ข้าบอกว่านายท่านอยากให้เราสองคนไปเล่นกับคุณหนู นายท่านจะให้คุณหนูมาเป็นน้องสาวก็เท่านั้นเอง”
“แค่นั้นอาเป๋งก็ยอมออกมาอย่างนั้นเหรอ”
ชาวบ้านที่ได้ยิงต่างดีใจที่จางโค่วเป๋งยอมออกมาข้างนอกบ้าง
“นายท่าน ท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าคงเป็นเพื่อนกับคุณหนูไม่ได้หรอก แค่อาเป๋งก็แย่พอแล้ว นี่ยังจะคุณหนูอีกคน ข้ามีหวังตายก่อนแน่”
“ไม่ ข้าจะไม่ลุกจนกว่าเจ้าจะยอมเป็นเพื่อนให้ลูกสาวข้า”
“นายท่าน”
“ขอร้องล่ะอาเป่ย ถือว่าทำเพื่อข้าก็ได้”
“แต่คุณหนู...” เด็กชายมองผู้อาวุโสตรงหน้าแล้วหันกลับมานึกถึงตัวเองที่สูญเสียพ่อแม่ เขานึกถึงคำพูดนั้นอยู่เสมอ
“แม่ของเจ้า...ทำผิดกฎ”
“กฎต้องเป็นกฎ เจ้าเข้าใจที่พ่อพูดนะอาเป่ย”
‘ข้าต้องไม่เป็นอย่างท่านพ่อ ข้าต้องช่วย ต้องช่วย’
“ก็ได้” เขาเลือก “แต่ถ้าคุณหนู...ข้าก็จนปัญญา”
“ขอบใจ ขอบใจมากอาเป่ย”















บทที่ 6

ขณะที่มู่หงจี่และหลินเถาเป่ยเดินมาที่แม่น้ำ ทั้งคู่ก็พบเหตุการณ์แปลกประหลาด ทั้งสองหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงงและไม่เชื่อสายตาของตน
“เป็นไปไม่ได้” ทั้งคู่เอ่ยออกมาพร้อมกัน
“รู้สึกว่าเราจะเจอปัญหาเดียวกัน” จางโค่วเป๋งและมู่กุ้ยอิงนั่งคุยกันอยู่บนโขดหินเดียวกัน พวกเขานั่งหันหลังให้ทางเข้าสวนดอกไม้จึงไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังเดินมาที่พวกเขา
“พ่อเจ้าก็...”
“เปล่าหรอก เขา...ยังอยู่ แล้วก็มีความสุขมากด้วย” คนตอบไม่แสดงอาการน้อยใจให้เห็น
“ทำไมเจ้าไม่ไปอยู่กับพ่อเจ้าล่ะ”
“เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีข้า”
“ก็ไปบอกเขาสิว่าเจ้าเป็นลูก” เด็กหญิงอยากช่วยขึ้นมาจับใจ
“ไปไม่ได้”
“งั้นข้าพาไปเอง” มู้กุ้ยอิงดึงแขนเด็กชายให้ลุกขึ้น
“อย่าเลย” เด็กชายห้าม “ข้ายังไม่อยากให้เจ้าไปตายพร้อมกับข้า”
“ขอโทษนะ”
“ขอบใจนะที่ฟังข้า ข้าสบายใจขึ้นเยอะเลย”
“เจ้าไม่เคยเล่าเรื่องของเจ้าให้ใครฟังเลยเหรอ” มู่กุ้ยอิงสนใจในตัวเด็กชายมากขึ้น “เหมือนข้าเลย”
“เราคงถูกชะตากันมั้ง เลยมีอะไรคล้ายกัน”
“อาจจะจริงของเจ้า เราสองคนมาเป็นพี่น้องกันเถอะ” ลูกสาวท่านผู้นำชวน
จางโค่วเป๋งหันมายิ้มน้อยๆ แล้วว่า “ข้าไปตามอาเป่ยมาด้วยดีกว่า จะได้มีสามคนพี่น้อง”
“คนที่วิ่งออกไปน่ะเหรอ ถ้าเจอตัวก็ฝากขอโทษด้วยละกัน” ผู้ถูกเลือกดูท่าไม่ค่อยพอใจขึ้นมา
“เจ้าไปขอโทษอาเป่ยเองเถอะ เขาไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก” เด็กชายไม่รอช้าที่จะตามหาเด็กชายผู้พี่ “อาเป่ย”
หลินเถาเป่ยลากแขนน้องชายไปอีกทาง “อาเป๋งเกิดอะไรขึ้น คุณหนูนั่นบังคับให้เจ้าทำอะไรรึไง”
“เปล่า”
“นางบังคับให้เจ้าพูดกับนางรึเปล่า”
“เปล่า”
“แล้วทำไมเจ้าถึง...”
“ข้าลองทำตามที่เจ้าบอกไง เจ้าบอกว่ามีอะไรไม่สบายใจให้พูดออกมา” จางโค่วเป๋งตัดบทแล้วพาหลินเถาเป่ยมาใกล้เด็กหญิง “เรามาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน”
แม้จะยังงงกับเหตุการณ์อยู่แต่ผู้เป็นพี่ก็ไม่คัดค้าน เขายอมทำทุกอย่างเพื่อนำรอยยิ้มที่หายไปของน้องชายกลับคืนมา
เด็กทั้งสามคุกเข่าหน้าแม่น้ำ สถานที่ที่พวกเขาพบกันเป็นครั้งแรก
“ข้า...พี่สาม”
“เดี๋ยวก่อน อย่าบอกนะว่าพวกเจ้ายังมีพี่อีกสองคน” เด็กหญิงตกใจกับคำสาบานของหลินเถาเป่ย “ใช่สองคนที่ยังไม่กลับมาใช่มั้ย ข้าว่ารอให้อยู่พร้อมหน้ากันก่อนเถอะ”
“อย่าเลย ถ้าเจอตัวแล้วเจ้าคงไม่อยากนับญาติแน่ๆ” พี่คนโตในที่นี้พูดอย่างเอือมระอา “ข้า…พี่สาม หลินเถาเป่ย”
“ข้า...พี่สี่ จางโค่วเป๋ง”
“ข้า...น้องห้า มู่กุ้ยอิง”
“ขอแม่น้ำเป็นพยาน พวกเราสามคนจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันนับแต่วันนี้ เรา...จะรักและดูแลกันตลอดไป พวกเราพี่น้องจะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน สามพี่น้องขอให้สัญญา จากวันนี้พวกเราพี่น้องจะไม่ปิดบังกัน...ตลอดไป”
เสียงประสานสร้างความปลื้มปิติให้ประมุขผาพิทักษ์ธรรมอย่างที่สุด สิ่งที่เขาหวังไว้ในวันนี้กำลังจะเป็นผล
‘ซินหยูจะต้องมีความสุข นางจะต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ’
แล้วในอนาคตล่ะ
หากนางจะต้องไปทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เขาจะยอมปล่อยให้นางมีความสุขรึเปล่า
อดีตขุนศึกรู้ดี
หน้าที่ต้องมาก่อนเสมอ

“อาเป่ย” สองตัวการผู้สร้างความวุ่นวายดึงแขนหลินเถาเป่ยเข้ามาในห้องของพวกเขา “อาเป๋งเป็นยังไงบ้าง”
“สบายดี” เขาตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“อาเป๋งให้อภัยพวกเราแล้วใช่มั้ย” กานหยวนเปียวถามบ้าง
คำตอบที่ได้กลายเป็นเพียงการพยักหน้าที่ดูเบื่อหน่าย หลินเถาเป่ยเดินไปหาเจ้าทุกข์ที่เขาเห็นเดินมาไม่ไกลจากห้องนั้นนัก
จางโค่วเป๋งหันไปยิ้มให้เด็กหญิงคนหนึ่งที่เดินมาพร้อมกับเขา ท่าทางของทั้งสองดูสนิทสนมกันมากจนเป็นที่ผิดสังเกตของสองเพื่อนซี้
“อาเป่ย นั่นคนรักของอาเป๋งเหรอ น่ารักดีนะ”
“อ้าว อาเป่ย” กานหยวนเปียวร้อง “ถามแค่นี้ทำเป็นเดินหนี ข้าไปถามอาเป๋งเองก็ได้”
ว่าแล้วทั้งสองก็เดินตามหลังเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันไปติดๆ
“อาเป๋ง นี่คนรักเจ้าเหรอ” เทียนหยุนเปาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ หากน้องชายยังไม่หายโกรธมีหวังเป็นเรื่องแน่
“เจ้าสองคนเป็นใคร” เด็กหญิงถาม
“นี่เจ้าไม่รู้จักเราสองคนเหรอเนี่ย”
“ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร เราจะได้แนะนำตัวเอง ขืนปล่อยให้อาเป่ยกับอาเป๋งแนะนำให้มีหวังคงเอาดีใส่ตัวหมดแล้วโยนเรื่องชั่วๆ มาให้พวกเรา”
“ข้า...กานหยวนเปียว เป็นลูกท่านทัพกานตงแห่งกองทัพคงคา”
“ส่วนข้า...เทียนหยุนเปา พ่อของข้าคุมทัพวายุนามว่าเทียนซัน”
เด็กหญิงที่ถูกเข้าใจว่าเป็นคนรักของจางโค่วเป๋งแอบหันหลังกลับแล้วปล่อยการหัวเราะที่ไร้เสียงออกมา ขณะที่สองพี่น้องหันไปยิ้มให้กันเพราะตลกในท่าทางการแนะนำตัวของพี่ใหญ่กับพี่รองของพวกเขาที่ดูเกินความจริงและออกหน้าออกตาจนเกินไป
“พี่สองคนนี่เหมือนกับที่พี่สามกับพี่สี่พูดไว้ไม่มีผิด”
“พี่สาม พี่สี่” กานหยวนเปียวทวนคำพูดของเด็กหญิง “เจ้าหมายถึง...”
“ใช่ ข้ากับอาเป่ยเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับนาง”
“จริงเหรอ แล้วอาเป่ยกับอาเป๋งพูดถึงพวกเราว่ายังไงบ้างเหรอ” ทั้งสองเริ่มสนใจ พวกเขาเบียดตัวเข้าไปแทรกระหว่างน้องชายคนสุดท้องกับเด็กหญิง
“พี่สองคนทั้งเก่ง ทั้งฉลาด”
“มันแน่อยู่แล้ว” อาการหลงตัวเองเริ่มออกลาย
“แต่น่าเสียดาย ที่ทั้งความเก่งแล้วก็ความฉลาดถูกบดบังด้วยความบ้าอำนาจ”
“บ้าอำนาจ พูดดีๆ นะ พวกเราเนี่ยนะบ้าอำนาจ”
“บอกมาซะว่าเราบ้าอำนาจตรงไหน” เทียนหยุนเปาขอเหตุผล “และถ้าฟังไม่ขึ้นล่ะก็ อย่าหาว่าเราไม่เตือนก็แล้วกัน”
“ใช่ ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะว่าข้าสองคนรู้จักกับนายท่านดี ถ้าเจ้าใส่ความเรา เราจะไปฟ้องนายท่านให้ลงโทษเจ้า” วิญญาณคางคกที่สิงสู่อยู่ในร่างพี่ชายคนโตอย่างกานหยวนเปียวเริ่มพองตัว “อย่าคิดนะว่าเป็นน้องสาวร่วมสาบานของน้องชายพวกเราแล้วจะรอดตัว เพราะข้าจะบอกนายท่านเรื่องที่เจ้าพูด”
“มีอะไรจะบอกข้าเหรออาเปียว” เสียงผู้ถูกเอ่ยถึงดังแทรกขึ้น
“ตอนนี้ยังหรอกนายท่าน แต่อีกไม่นานก็ไม่แน่”
“ท่านพ่อ” น้องสาวร่วมสาบานเข้าไปกอดแขนประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรม “พี่ใหญ่ พี่รองดุข้า”
สองเด็กชายที่อายุมากที่สุดในกลุ่มหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำที่เด็กหญิงพูดเมื่อครู่
‘ท่านพ่อ’
คราวที่แล้วเรื่องลูกของอ๋องเก้า มาคราวนี้เป็นลูกของท่านผู้นำแห่งเมืองลึกลับ ทั้งสองเริ่มคิด
‘คราวนี้จะเกิดเรื่องอีกไหมนะ แล้วถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆเราจะเอาหัวไปไว้ตรงไหนดี’
“ดุเจ้า” ผู้เป็นพ่อหันมาถามลูกสาว “เจ้าไปทำอะไรผิดมารึเปล่าลูกพ่อ”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย แค่เดินคุยมากับพี่สี่แล้วพี่ใหญ่กับพี่รองก็เดินเข้ามา”
“เปล่านะนายท่าน เราสองคนยังไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่เคยดุคุณหนูเลยซักคำ”
“ถึงไม่ได้ดุแต่ก็กล่าวหาข้า” มู่กุ้ยอิงพูดไปข้างๆ คูๆ
“ข้าเนี่ยนะกล่าวหาเจ้า” กานหยวนเปียวเริ่มมีโมโห แต่นับว่าโชคดีที่มีเสียงพรายกระซิบที่หูก่อนที่เขาจะพูดจารุนแรงไปมากกว่านี้
“ท่องไว้อาเปียว ท่องไว้ เดี๋ยวหัวจะหลุดจากบ่า เดี๋ยวหัวจะหลุดจากบ่า”
‘เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับคนอย่างมู่กุ้ยอิง’ คุณหนูแห่งผาพิทักษ์ธรรมแกล้งยิ้มให้สองพี่ชายกวนประสาทเล่น
“กุ้ยอิง บอกพ่อมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ฝ่ายลูกสาวเริ่มบีบน้ำตา “พี่สองคนเดินมาแล้วก็กล่าวหาข้าว่าเป็นคนรักของพี่สี่”
“จริงเหรออาเปียว”
“จริงนายท่าน” กานหยวนเปียวตกใจกับเสียงตะคอกเลยตอบออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินแก้ สองพี่น้องยิ่งดูตัวเล็กลงไปถนัดตา
“ไม่ใช่แค่นั้นนะท่านพ่อ พี่สองคนยังดุข้าอีกว่า ไร้ยางอายสิ้นดี” เมื่อได้โอกาสมู่กุ้ยอิงก็เริ่มใส่เชื้อไฟขนานใหญ่ “เป็นเด็กเป็นเล็กออกมาเดินกับคนรักหน้าตาเฉย แล้วถ้าโตขึ้นจะเป็นยังไงคงไม่ต้องคิด”
“อาเปา อาเปียว”
เชื้อไฟที่ถาโถมเข้าไปอย่างไม่ยั้งสร้างความตกตะลึงให้จางโค่วเป๋งไม่น้อย แม้ว่าเขาจะเคยพูดจารุนแรงกับพี่ชายทั้งสองแต่มันก็เป็นแค่เพียงคำเสียดสีหยอกล้อกัน และด้านหลินเถาเป่ยที่มีทีท่าว่าจะไม่ชอบพี่ชายทั้งสองตั้งแต่พวกเขาเริ่มวางอำนาจความเป็นพี่ชาย เขาก็ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรเช่นนี้
พวกเขาอาจตกใจแต่ทั้งสองรู้ดีว่าน้องสาวคงไม่ได้ตั้งใจ
‘บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีระบายอารมณ์หรือความรู้สึกที่เจ็บปวดของคุณหนูก็ได้
แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน อาเปากับอาเปียวจะได้เข็ดหลาบซะที ต่อไปจะได้เลิกวางอำนาจ’
ถึงจะคาดไม่ถึงแต่หลินเถาเป่ยก็แอบสะใจอยู่ลึกๆ ตั้งแต่รู้จักชื่อกานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปามาเขาก็ไม่เคยพบใครที่กล้าต่อกรกับคนทั้งสาองเช่นนี้
“ไม่จริงนะนายท่าน”
“พวก...พวกเราไม่ได้ทำ”
คนถูกกล่าวหาว่าพูดจารุนแรงเองเองก็อึ้งไป ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าใส่ร้ายพวกเขาแบบนี้มาก่อน แล้วจู่ๆ เด็กหญิงคนนี้ก็เข้ามา แค่การพบกันวันแรกก็เกิดเรื่อง
“ท่านพ่ออย่าไปฟัง พี่ใหญ่พี่รองทำผิดต้องโดนลงโทษ” ผู้ถูกเลือกไม่ยอมเปิดโอกาส “ท่านพ่อเคยพูดไม่ใช่เหรอว่าคนผิดต้องได้รับโทษ พี่สองคนทำผิดท่านพ่อจะปล่อยไปอย่างนั้นน่ะเหรอ”
“แล้วเจ้าจะให้พ่อลงโทษสองคนนั่นยังไงล่ะ” มู่หงจี่เองก็รู้ทันลูกสาวคนนี้เช่นกัน นางถูกสอนให้เป็นคนไม่ยอมใคร นอกจากจะเป็นเรื่องของบ้านเมืองเท่านั้น เขารู้ดีว่าพี่ชายของเขาต้องการให้ลูกสาวที่เป็นเพียงความหวังสุดท้ายมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองแม้ว่านางจะไม่เหลือใครเลยก็ตาม ในตอนนี้เขาจึงต้องตามใจนางไปก่อนแล้วค่อยหาทางสั่งสอนทีหลัง
‘ซินหยูถูกฝึกมาจนเกินแก้แล้ว เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากจะปล่อยให้นางได้รับบทเรียนเอง’
แต่ใครจะคาดคิดว่าบทเรียนที่ต้องใช้มันจะเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานอีกครั้ง
“ก็แค่จับไปขังสักสี่ห้าวันก็พอแล้ว”
“กุ้ยอิง”
“ท่านพ่อ”
“ทหาร เอาอาเปา อาเปียวไปขังไว้ห้าวัน”

“น้องห้า เจ้าเก่งมากเลยนะที่จัดการกับอาเปาแล้วก็อาเปียวได้ ดูสิพูดไม่ออกเลย”
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันนะพี่สามว่าพี่ใหญ่กับพี่รองจะวางอำนาจได้นานแค่ไหน”
“ต่อไปคงกลายเป็นเต่าหดหัวแน่”
คำสั่งที่เพิ่งออกจากปากท่านผู้นำสูงสุดไปเมื่อครู่ทำให้ลูกชายของจางจงมีสภาพที่แย่ลง
แค่อาเปากับอาเปียวพูดจาไม่เหมาะสมก็โดนลงโทษจนได้ หากน้องห้ารู้เรื่องของเราคงจะ...
จางโค่วเป๋งรู้คำตอบดีว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร เขาจึงตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น
เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้
ที่นี่...ไม่ใช่ที่ที่มีความสุข
เขาต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ผาพิทักษ์ธรรม
เขา...ต้องเขาไปอยู่ในโลกส่วนตัว
โลกที่มีแต่จางโค่วเป๋งกับความทรงจำของพี่ชาย

“พี่สาม” เสียงน้องสาวเปล่งออกมา “พี่สี่ล่ะ”
เมื่อถูกถามถึงน้องชายเขาก็รู้สึกเสียใจกับคำพูดของตนในวันนั้น เขาสะใจกับการลงโทษของพี่ใหญ่กับพี่รองโดยไม่ทันฉุกคิดเลยว่าความสะใจนั้นไม่ได้สะใจกับความผิดพลาดของคนแค่สองคน แต่ความเป็นจริงมันคือสาม
“เจ้ามีอะไรจะคุยกับอาเป๋งเหรอ”
“เปล่า ข้าแค่รู้สึกว่าหลายวันมานี้ไม่ค่อยเห็นพี่สี่เลยก็เลยสงสัยว่าพี่สี่หายไปไหน พี่สามเห็นพี่สี่รึเปล่า”
“ไม่เห็นหรอก” หลินเถาเป่ยตอบไปอย่างนั้นทั้งๆ ที่ในใจกลับว้าวุ่นเป็นห่วงน้องชายคนนี้มาก
“แล้วพี่สี่หายไปไหนนะ”
“คงไป...ทำธุระ” เขาเผลอตอบคำถามที่น้องสาวพูดลอยๆ
มู่กุ้ยอิงเริ่มสงสัย ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพี่สี่ที่พี่สามจะไม่รู้ “พี่สามว่าอะไรนะ”
“เปล่า ข้าไม่ได้พูดอะไรนี่ ไม่มีหรอก”
“พี่สาม”
เป็นที่รู้กันในหมู่พี่น้องว่าถ้าคุณหนูอยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ หากขัดใจก็เป็นเรื่องใหญ่
“อาเป๋ง ไป...ห้องดับทุกข์”
“ไปทำไม”
“ก็...ไปดับทุกข์ไง” เขาแกล้งยิ้ม
“ไปดับทุกข์ที่ห้องดับทุกข์เนี่ยนะ” มู่กุ้ยอิงยิ่งสงสัยเพิ่มขึ้นจากเดิม
“ใช่ อาเป๋งไปดับทุกข์ที่ห้องดับทุกข์”
“แล้วห้องดับทุกข์ไปทางไหนเหรอพี่สาม”
“ถามทำไม จะไปหาอาเป๋งรึไง” หลินเถาเป่ยเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ แต่เมื่อมู่กุ้ยอิงพยักหน้าเขาก็เริ่มคิดไม่ตก “พี่ไม่รู้หรอก”
เด็กชายกำพร้าคาดว่าถ้าเขาบอกว่าไม่รู้น้องสาวร่วมสาบานคงจะเลิกสนใจไปเอง
“ไม่เป็นไร พี่สามไม่รู้ก็ไม่เป็นไร” พี่ชายเริ่มใจสั่น “ข้าไปถามท่านพ่อก็ได้”
“ไม่ได้นะ”
“ทำไมล่ะ” มู่กุ้ยอิงเริ่มไม่พอใจ นางยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก “ข้าอยากไปหากพี่เป๋ง ทำไมพี่ต้องสามต้องห้ามข้าด้วย” เด็กหญิงจ้องตาไม่กะพริบ นางก้มหน้ามาใกล้คนห้าม “พี่สามรู้ใช่มั้ยว่าพี่สี่อยู่ไหน”
“ถ้าพี่รู้แล้วเจข้าจะทำไมจะทำไม”
“ก็บังคับให้พี่ตอบข้าไง” เด็กหญิงเสียงแข็งบ้าง ใครจะยอมให้พี่ชายพูดเสียงดังอยู่ฝ่ายเดียว
“พี่ไม่มีทางบอกเจ้า”
“ถ้าพี่ไม่บอกข้าไปถามพี่ใหญ่ พี่รองดูก็ได้ ไม่ง้อหรอกน่า”
หลินเถาเป่ยหยุดเดินหนีน้องสาว แค่มู่กุ้ยอิงถามคำเดียวก็ได้คำตอบจากปากสองพี่น้องโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเปล่าๆ ใครจะยอมเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับลูกชายของศัตรูได้ล่ะ ยิ่งเป็นลูกชายของกานตงกับเทียนซันด้วยแล้ว
ปากโป้งเป็นที่หนึ่ง
“ได้ ข้าจะบอกเจ้าก็ได้” หลินเถาเป่ยกลัวว่าจะเกิดเรื่อง ดังนั้นเขาจึงต้องไป “แต่เจ้าต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก”
“ได้ ข้าสัญญา”
“ตามมา”








บทที่ 7

“ห้องดับทุกข์อยู่ที่ตำหนักในเองเหรอ” เสียงพึมพำเริ่มขึ้นเมื่อเด็กสองคนเดินผ่านประตูเสาหินสีขาวขุ่น ตัวเสาถูกแกะสลักเป็นลวดลายรูปทางเข้าสู่ผาพิทักษ์ธรรม พืชพรรณในป่าเบญจพิษอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนเหล่าอสรพิษในทะเลทรายอยู่ด้านขวา ที่ฐานของเสามีรูปปั้นสิงห์วางอยู่ด้านละตัว ทางเข้าของพื้นที่หวงห้าม “พี่สาม พี่พาข้ามาหอพระทำไม ข้าจะไปหาพี่สี่ที่ห้องดับทุกข์นะ”
สีหน้าของหลินเถาเป่ยเคร่งเครียดตั้งแต่เดินเข้ามาที่นี่ เขาไม่พูดอะไรเลย ไม่แม้กระทั่งจะบอกน้องสาวว่าหอพระของนางคือห้องดับทุกข์ของจางโค่วเป๋ง
เขาผลักประตูให้เปิดออก ลูกสาวท่านผู้นำดีใจที่ได้พบพี่ชายอีกคน นางเห็นเขานั่งคุกเข่าอยู่หน้าพระพุทธรูปโดยไม่สนใจว่าใครกำลังมา
จะให้เด็กชายสนใจไปทำไมเล่า ในเมื่อเขารู้ว่าคนที่จะเข้ามาที่นี่มีเพียงเด็กชายที่ชื่อหลินเถาเป่ยเท่านั้น
เด็กหญิงก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ นางเดินไม่ให้มีเสียงรบกวนพี่ชายที่กำลังทำสมาธิอยู่ ครึ่งชั่วยามก็แล้ว หนึ่งชั่วยามก็แล้ว คนที่ทำสมาธิก็ถอนสมาธินานแล้วแต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันหน้าออกจากพระพุทธรูป ฝ่ายน้องสาวที่หมดความอดทนจึงคลานเข้าไปด้านหลังพี่ชายแล้วกระซิบเรียก
“พี่สี่”
เสียงเล็กๆ อันนุ่มนวลที่ผ่านเข้าไปในหูกลายเป็นสิ่งแหลมคมคอยบาดเนื้อหนังให้เจ็บปวด
กายที่ด้านชากลับสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ขนทุกเส้นตั้งชันด้วยคาดไม่ถึงว่าคนที่เข้ามาจะไม่ได้มีแค่เด็กผู้ชาย จิตใจอันสงบเยือกเย็นจากไฟที่ร้อนรุ่มแปรเปลี่ยนเป็นมีดน้ำแข็งมากรีดแทงเขาอีกครา
“อาเป๋ง” เสียงเด็กชายสั่นเครือ มู่กุ้ยอิงหันมาเห็นพี่ชายกำลังจะร้องไห้ “ข้าขอโทษ ข้าขอโทษที่ไม่เข้มแข็งพอ”
“อย่าโทษตัวเองเลย” เสียงตอบกลับแผ่วเบา เนิบนาบ แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด “ไม่ใช่ความผิดเจ้าซะหน่อยอาเป่ย อย่าโทษตัวเอง” คำพูดนี้เขาน่าจะบอกกับตัวเองมากกว่า “ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า เจ้าอุตส่าห์ดูแลข้ามาตั้งนาน”
“แต่ข้า...”
“พี่สาม พี่สี่ พวกพี่เป็นอะไรไป” เสียงสั่นเครือของพี่ชายสร้างความสงสัยเป็นที่สุด แต่ไหนแต่ไรมามู่กุ้ยอิงก็ไม่เคยเห็นพี่สามกับพี่สี่เป็นแบบนี้
หลินเถาเป่ย...เด็กชายผู้มุ่งมั่นที่จะเป็นเช่นพ่อของเขา สำหรับชาวผาพิทักษ์ธรรม เขาเป็นพี่ชายที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด พี่ชายคนนี้ในสายตาของมู่กุ้ยอิงเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุดในบรรดาพี่น้องร่วมสาบาน หากนางเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ได้ก็คงจะเรียกไปนานแล้ว
จางโค่วเป๋ง...พี่ชายคนสุดท้องที่สุขุมเยือกเย็นและพูดน้อย แต่กลับเป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาว เขาเป็นที่เกรงใจของชาวผาพิทักษ์ธรรม โดยเฉพาะพี่ใหญ่กับพี่รองที่ดูท่าจะมีความเกรงกลัวมากกว่าความเกรงใจ จนบางครั้งมู่กุ้ยอิงเห็นว่าพี่ชายคนนี้เป็นไข่ในหินสำหรับทุกคน
จากพี่ชายที่ช่วยน้องสาวออกมาจากความอ่อนแอและท้อแท้สิ้นหวัง กลับกลายเป็นว่าพวกเขาแสดงความอ่อนแอให้น้องสาวเห็นซะเอง
“พี่ใหญ่ พี่ร้องไห้ทำไม” นางยิ่งสงสัย “พี่รอง พี่รอง มันเกิดอะไรขึ้น” น้องสาวพยายามดึงให้พี่ชายหันกลับมามองนาง “พี่สองคนมีเรื่องอะไรกันใช่มั้ย”
หลินเถาเป่ยและจางโค่วเป๋งส่ายหัวพร้อมกัน
“แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะ พวกพี่เป็นอะไรกันไปหมด” แล้วความอดทนก็มาถึงขีดสุด “พวกพี่จำกันได้รึเปล่า วันที่พวกเราสาบานว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานพี่สองคนให้สัญญากันว่ายังไง พี่สาม พี่สี่ พี่ลืมคำพูดนั้นไปแล้วเหรอ คำที่พี่เคยบอกว่า ‘พี่น้องกันต้องไม่ปิดบังกัน’ ถ้าพี่ยังเห็นว่าข้าเป็นพี่น้อง พี่บอกข้าได้มั้ยว่ามันเรื่องอะไรกันที่พวกพี่ต้องร้องไห้” มู่กุ้ยอิงเริ่มร้องไห้บ้าง แม้จะแกล้งขู่พี่ชายไปแบบนั้นแต่นางก็ไม่อยากเสียพี่ชายที่ดีที่สุด
“น้องห้า เจ้าไม่รู้ซักเรื่องได้มั้ย พี่ขอร้องล่ะ”
“พี่สาม” เด็กหญิงแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าพี่ชายผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่จะกลับคำพูดเสียเอง “แต่พวกเราสัญญากันแล้วนี่”
“รู้ไปจะได้ประโยชน์อะไรเล่า รู้ไปก็เท่านั้น มันไม่มีอะไรหรอกน่า”
“ถ้าไม่มี ทำไมต้องปิดบังกันด้วย”
ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งอยากรู้
ยิ่งปิดบังก็ยิ่งอยากค้นหา
“พี่ไม่เห็นข้าเป็นพี่น้องแล้วใช่มั้ย” ถึงเด็กหญิงจะเป็นคนพูด แต่นางก็ไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้น
นางสูญเสียจนไม่อยากจะเสียอะไรอีกแล้ว
ใครบ้างจะรู้ว่ามีมีดอีกเล่มเสียดแทงไปทั่วร่างเด็กชายผู้คอยฟังเหตุการณ์อยู่ เขาทำตัวให้นิ่งสงบเข้าไว้ เขาต้องนั่งฟัง
ฟัง...ว่าใครจะเป็นคนสร้างพายุขึ้นมาอีกครั้ง
พายุคราวนี้จะเป็น...
พายุแห่งความเกลียดชัง
หรือว่าจะเป็น...พายุแห่งตราบาป
‘พี่ไม่เห็นข้าเป็นพี่น้องแล้วใช่มั้ย’
คำพูดนั้นกรีดแทงความรู้สึกไปเรื่อยๆ ความรักและความไว้ใจในพี่น้องกำลังจะหมดลงไปอย่างนั้นหรือ
“ไม่ใช่นะ เจ้ายังเป็นน้องพี่ เจ้ายังเป็นน้องพี่”
“ถ้าข้ายังเป็นน้องพี่ งั้นพี่บอกข้ามาสิพี่สาม ว่ามันเรื่องอะไรกัน”
“ถ้าเรื่องที่เจ้าอยากรู้มันจะทำลายความเป็นพี่น้องของพวกเรา” เสียงอันสุขุมเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวแทรกขึ้นมา
“อย่าพูดนะอาเป๋ง อย่าพูด”
“เจ้ายังอยากรู้อีกรึเปล่า”
สุดท้ายคำพูดประโยคนั้นก็หลุดออกมาจนได้
หลินเถาเป่ยอยากจะหยุดหายใจในตอนนี้ เขาไม่อยากได้ยินเรื่องบ้าๆ พวกนั้นอีก
มู่กุ้ยอิงเริ่มไม่แน่ใจ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความไม่แน่ใจจนได้ “อะไร”
“พี่...เป็นลูก...อ๋องเก้า”
ทั้งห้องกลับคืนสู่สภาพความเงียบอีกครั้ง
คนหนึ่ง...เงียบ เพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินชื่อศัตรูในสถานการณ์เช่นนี้
คนหนึ่ง...เงียบ เพราะไม่อยากรับรู้ว่าความเป็นพี่น้องจะต้องจบลงเพียงเท่านี้
คนหนึ่ง...เงียบ เพราะทรมานจับขั้วหัวใจ

พี่...ที่เคารพรักเป็นที่สุด
พี่...ที่ดึงตนขึ้นมาสู่ชีวิตใหม่
พี่...ที่ไม่อยากให้จากไปไหน
แต่พี่ชายคนหนึ่ง...เป็นลูกศัตรู
ส่วนพี่ชายอีกคน...ปกป้องลูกศัตรู
“นี่น่ะเหรอ พี่ชายที่แสนดี” เสียงที่เจ็บปวดทำลายความเงียบ “นี่น่ะเหรอ คนดีต่อหน้าทุกคน” มู่กุ้ยอิงพยายามที่จะไม่ร้องไห้ แต่น้ำตาก็ไหลออกมาก่อนแล้ว นางพยายามหยุดความเสียใจ “พี่สี่เป็นลูกศัตรูแต่พี่สามกลับปกป้อง นี่น่ะเหรอที่พวกพี่บอกว่าทำเพื่อแคว้นเจ้า”
ทั้งสามพี่น้องเบนหน้าหนีออกจากกัน น้ำตาค่อยๆ รินไหลอาบแก้มเหมือนกับความจริงที่พรั่งพรูออกมาจากปาก
“ข้าจะไปบอกทุกคน ชาวผาพิทักษ์ธรรมต้องเป็นผู้ตัดสิน” เด็กหญิงในตอนนี้อ่อนแอเกินกว่าจะทำร้ายพี่ชายได้
ในเมื่อทำอะไรได้ ก็ต้องใช้บทบัญญัติของเมือง
“เดี๋ยว น้องห้า”
เสียงเรียกของหลินเถาเป่ยไม่มีผลใดกับเด็กหญิง นางวิ่งออกไปเพื่อทำในสิ่งที่คิดว่าควรจะทำ
“ไม่ต้องไปตามหรอกอาเป่ย”
“แต่ว่าน้องห้า” พี่สามค้าน
“สุดท้ายนางก็คงไม่อยากเป็นน้องสาวข้าอยู่ดี”
พี่ชายที่เข้าใจความรู้สึกของน้องชายดีกว่าใครกลับมานั่งที่เดิม เขารู้ดีว่าลูกชายแม่ทัพจางคนนี้ไม่เคยห่วงตัวเอง เอาแต่ห่วงคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึก เขาจะเป็นห่วงมากตั้งแต่ความจริงเกี่ยวกับตัวเองเปิดเผยออกมา
“ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงความรู้สึกน้องห้า แต่ความรู้สึกของเจ้า เจ้าเคยห่วงมันบ้างรึเปล่า อาเป๋ง”
“จะห่วงไปทำไมกับความรู้สึกของคนไร้ค่า” เขารู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เขามีชีวิตอย่างไร
“อาเป๋ง อย่าดูถูกตัวเองสิ เจ้าไม่ใช่คนไร้ค่านะ”
“ถึงไม่ไร้ค่า แต่ก็มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น” จางโค่วเป๋งจ้องหน้าหลินเถาเป่ยอย่างไร้ความหวัง
หลินเถาเป่ยเริ่มคิด ‘ใช่ จางโค่วเป๋งต้องมีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น จะทำอะไรก็ลำบากเหมือนกับคนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’
ยิ่งอยู่ก็ยิ่งลำบากใจ
ยิ่งอยู่ก็ยิ่งทรมาน
“อย่าเสียกับข้าอีกเลยอาเป่ย”
“คำว่าพี่น้อง ไม่มีคำว่าเสีย” เสียงนั้นกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น

“ท่านพ่อ”
ทุกคนในห้องประชุมหันมามองเด็กหญิงเป็นตาเดียว
“พ่อกำลังประชุมอยู่ เจ้ากลับไปก่อน กุ้ยอิง”
ลูกสาวทั้งคนร้องไห้เข้ามาพ่อ แต่กลับถูกสั่งให้ออกไป
“แต่ว่า”
“พ่อยังประชุมไม่เสร็จ เอาไว้เสร็จเมื่อไหร่ พ่อจะไปหาเจ้าเอง”
“นายท่าน” ตงซือเจา นายทหารหนุ่มคนหนึ่งแห่งกองทัพปฐพีที่เข้ามาทำหน้าที่แทนแม่ทัพคนเก่าขัดขึ้น “คุณหนูร้องไห้มาแบบนี้คงมีเรื่องสำคัญแน่ ข้าว่าท่านน่าจะ...”
“ถึงมันสำคัญขนาดไหน แต่ก็คงจะเท่าผาพิทักษ์ธรรม”
“แม้กระทั่งลูกศัตรูที่ท่านพ่อเลี้ยงไว้มันก็ไม่สำคัญเท่าผาพิทักษ์ธรรมเลยใช่มั้ย”
ผิดคาด แทนที่ทุกคนในห้องประชุมจะมีทีท่าไม่พอใจหรือแสดงอาการใดๆ อย่างที่มู่กุ้ยอิงคิดเอาไว้ พวกเขากลับนิ่งเงียบ ใบหน้าของทุกคนก้มต่ำลง
“พวกท่านไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง ลูกอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ จางโค่วเป๋งไง เขาเป็นลูกศัตรู” เด็กหญิงร้อนรน
“กุ้ยอิง” มู่หงจี่เรียกความสนใจกลับมา “เจ้าไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน”
คำถามที่นางไม่อยากจะตอบก็ถูกถามจนได้ “พี่สี่เขา...เขาบอกข้าเอง”
“แล้วไงล่ะ พี่สี่บอกเจ้าว่าเขาเป็นลูกอ๋องเก้า แล้วก็ให้เจ้ามาบอกข้าใช่มั้ย”
“ข้า...” นางพูดไม่ออก “ข้ารู้สึกว่า...”
“เจ้ารู้สึกว่าอาเป๋งเป็นลูกศัตรูก็เลยอยากจะฆ่าเขาซะ” คนเป็นพ่อพูดแทนลูกสาว
“ไม่ใช่” มู่กุ้ยอิงตอบโดยไม่ต้องคิด
“อยากให้พ่อลงโทษเขาที่เขาเกิดเป็นลูกของอ๋องเก้า” มู่หงจี่รอคำตอบของลูกสาว แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรเลย “ไปตามอาเป๋งมาพบข้าที่นี่”

ประมุขผาพิทักษ์ธรรมเดินวนช้าๆ รอบตัวเด็กสามที่ยืนอยู่กลางห้อง “อาเป่ย เจ้าเป็นคนพากุ้ยอิงไปหาอาเป๋ง แล้วอาเป๋งก็บอกนางว่าเป็นลูกอ๋องเก้า ที่ข้าพูดมันถูกรึเปล่า” เขาทบทวนผลสรุปจากการสอบสวน “ส่วนเจ้า กุ้ยอิง” มู่หงจี่หันมามองคู่กรณีของลูกศัตรู “พอเจ้ารู้ว่าอาเป๋งเป็นลูกอ๋องเก้าก็วิ่งร้องไห้มาที่นี่ แล้วเจ้ามาทำไม”
มู่กุ้ยอิงไม่กล้าตอบ แม้ว่าเขาจะเป็นลูกศัตรู แต่เขาก็เป็นพี่ชายคนที่นางรักมากที่สุด
“เจ้าบอกพ่อว่าไม่อยากฆ่าอาเป๋ง พอพ่อถามว่าจะให้พ่อลงโทษอาเป๋งรึเปล่าเจ้าก็ไม่ตอบ เจ้าจะให้พ่อทำอะไรก็ว่ามา”
คนรอคำตอบก็ได้แต่รอต่อไป
“เจ้าไม่อยากฆ่าอาเป๋ง แต่ก็ไม่พอใจที่อาเป๋งเป็นลูกอ๋องเก้า” สุดท้ายท่านผู้นำก็ต้องเป็นคนทำลายความเงียบก่อนที่วันนี้จะกลายวันเงียบแห่งชาติอีกครั้ง “กุ้ยอิง เจ้าเคยถามอาเป๋งบ้างรึเปล่าว่าเขารู้สึกดีใจมากแค่ไหนที่เกิดเป็นลูกอ๋องเก้า เคยโกรธแม่ทัพจางบ้างรึเปล่าที่ดึงเขามาสู่ที่ต่ำแบบนี้ ที่ที่ไม่มีใครนับหน้าถือตา ไม่มีคนยกย่องเหมือนกับตอนที่เป็นคุณชายในบ้านตระกูลใหญ่”
มู่กุ้ยอิงคิดตามในคำสั่งสอน นางไม่เคยถามเรื่องนี้กับพี่ชายเลย นางไม่รู้เลยแม้กระทั่งว่าลูกอ๋องเก้าจะมาอยู่ที่นี่อย่างไร และนางก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่ออกจากใจของพี่ชายคนนี้เลยสักครั้งเดียว
“กุ้ยอิง เจ้าคงจะคิดว่าอาเป๋งเลือกที่จะเกิดเป็นลูกอ๋องเก้า” มู่หงจี่เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของห้องประชุม “พ่อถามเจ้าหน่อยเถอะ ถ้าเจ้าเลือกได้ เจ้ายังอยากจะเกิดเป็นผู้ถูกเลือกอีกรึเปล่า”
“นายท่าน” ตงซือเจาเสนอความเห็น “ข้าคิดว่าคุณหนูน่าจะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ซือเจา” สามขุนศึกเฒ่าแห่งกองทัพคงคา วายุ และแสงสุรีย์ตวาดใส่ขุนพลหนุ่ม
“ท่านแม่ทัพ อาเป๋งควรจะรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาควรที่จะได้รับรู้ว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เขาจะได้อยู่ที่นี่อย่างมีความสุขซะที”
“นี่พวกท่านรู้ว่าพี่สี่เป็นลูกอ๋องเก้าแล้วเหรอ”
ทุกคนพยักหน้ากับคำถาม “พวกเรารู้ตั้งแต่อาเป๋งยังไม่เกิดเลย คุณหนู”
หลินเถาเป่ยกับจางโค่วเป๋งหันมองหน้ากัน นี่เป็นความจริงอีกอย่างที่พวกเขาสองคนเพิ่งได้รับรู้
“ก่อนที่ข้ากับคนแคว้นเจ้าจะมาอยู่ที่นี่” อดีตขุนศึกคนสำคัญแห่งแคว้นเจ้าเริ่มเรื่อง “แม่ของอาเป๋งเคยกลับไปหาน้องสาวที่บ้านเก่า พอนางกลับมาพวกเราก็เตรียมตัวเดินทางมาที่นี่” คนเล่าหยุดเรื่องไปสักครู่ “ตอนนั้นกานตง เทียนซัน และหลินฟ่งแอบลอบเข้าไปอยู่ที่แคว้นเจ้าสักระยะก่อนที่จะพาพวกเรามาที่นี่ ส่วนจางจงก็เตรียมการอยู่ที่นี่ให้พร้อมก่อนที่ข้าจะเข้ามาปกครอง” ภาพนั้นยังเตือนความทรงจำทายาทตระกูลถัง
“หลังจากคืนที่อาเปากับเปียวเกิด แม่ของอาเป๋งก็เริ่มแสดงอาการเหมือนคนแพ้ท้อง นางไม่ยอมให้ท่านหมอตรวจ”
จางโค่วเป๋งตั้งใจฟังเหตุการณ์เป็นพิเศษ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ถึงความเป็นมาของตน
“พอข้าจับได้นางก็ขอร้องให้รอให้อาเป๋งคลอดออกมาก่อน แต่สุดท้ายก็มีคนสงสัยจนได้ว่านางท้องกับใคร ทั้งๆ ที่...จางจงไม่ได้กลับไปที่แคว้นเจ้าตั้งสองปี ทุกคนรอให้เด็กเกิดมาก่อนแล้วค่อยคิดอ่านอีกที แต่พอเจ้าเกิดพวกเราก็ไม่คิดว่าจะมีใครดูแลเขาได้ดีเท่าแม่ของเขาเอง”
ในตอนนี้เองที่จางโค่วเป๋งเข้าใจในสิ่งที่แม่ของเขาทำ เขาเคยรู้สึกไม่ชอบที่แม่เลี้ยงดูเขาเหมือนไข่ในหิน แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไม
เพราะว่าแม่กลัว...กลัวว่าใครจะมาทำอะไรให้เขาเสียใจ
แล้วผู้ใหญ่ในห้องประชุมก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อหมอกควันแห่งอดีตจางลง
“ทหาร นำตัวอาเป่ย อาเป๋ง แล้วก็กุ้ยอิงไปขังรวมกับอาเปา อาเปียว”
“นายท่าน” ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาตกใจกับคำสั่ง
“อาเป่ย ที่ข้าลงโทษเจ้าเพราะว่าเจ้าไม่ดูแลน้องให้ดี ไม่เตือนสติน้อง” มู่หงจี่ชี้แจง “อาเป๋ง ข้าจะลงโทษเจ้าฐานนำความแตกแยกมาสู่ผาพิทักษ์ธรรม ส่วนเจ้ากุ้ยอิง พ่อลงโทษที่เจ้าวู่วามและสร้างความวุ่นวายระหว่างที่พ่อกำลังประชุม”
























บทที่ 8

ทหารเดินนำเด็กทั้งสามเข้าสู่สถานที่กักกัน เขาพาเด็กๆ มาที่หน้าห้องขังของพี่ชายของพวกเขา กานหยวนเปียวนั่งหลับพิงไหล่น้องชายอยู่ที่ผนังด้านในสุดของห้องขัง เสียงโซ่ที่กระทบกันปลุกเทียนหยุนเปาที่ยังหลับไม่สนิทนักให้ตื่นขึ้น นักโทษตัวน้อยเห็นผู้คุมกำลังปลดโซ่ตรวนที่คล้องประตูห้องขังของเขาออกก็ดีใจจนนั่งไม่ติด
“อาเปา” กานหยวนเปียวตะคอกเมื่อหัวของเขาเกือบกระทบพื้น “เจ้าบ้า อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาได้ หัวข้าเกือบโขกพื้นอยู่แล้ว”
คนถูกกว่าไม่สนใจ เขาเดินไปจับกรงห้องขังด้วยความดีใจ “นายท่านสั่งให้ปล่อยพวกเราแล้ว”
“จริงเหรอ พวกเราออกไปได้แล้วใช่มั้ย” พี่ใหญ่รีบมาสมทบ
ใบหน้าที่แสดงความดีใจเริ่มเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นจากความสงสัย ร่างสามร่างเดินเข้ามาในห้องขังด้วยทีท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ จางโค่วเป๋งเดินนำเข้ามาเป็นคนแรกพร้อมกับสีหน้าเฉื่อยชา เขาเดินไปนั่งที่มุมในสุดของห้องขัง
เมื่อน้องชายเดินเข้าไปแล้วหลินเถาเป่ยก็ไม่รอช้าที่จะตามไป เขาเดินมาและเลือกที่จะนั่งข้างเด็กชายคนแรกที่เข้ามา คนสุดท้ายที่เข้ามาก็คือ
คุณหนูมู่
ทันทีที่เท้าของเด็กหญิงก้าวเข้ามา สองพี่ชายคนโตก็ถอยร่นลงไปอยู่ที่ผนังด้านในสุดอีกด้าน สองพี่น้องกอดกันเหมือนกับคนที่รอความตาย
“คุณหนูเข้ามาทำไมน่ะอาเปียว”
“อยากรู้เจ้าก็ไปถามเอาเองสิอาเปา” พี่ใหญ่กระซิบตอบ
ความอยากรู้ของน้องชายทำให้กานหยวนเปียวพาลติดร่างแหถูกดึงเข้าไปใกล้เด็กหญิงด้วยคน
“ค...คุณหนู”
“เรียกข้าว่าน้องห้าเถอะ พี่รอง” น้ำตาพาลไหลออกมาอีกเมื่อได้ยินเสียงพี่ชาย แม้ว่าการพบกันของพี่น้องสามคนนี้จะไม่ราบรื่นและดูเหมือนไม่ใช่พี่น้อง แต่มู่กุ้ยอิงก็ยังคงนับถือทั้งสองและรู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำของตนที่ทำเกินกว่าเหตุ
“น้องห้า” กานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปาลองเรียกตามคำบอก
“น้องห้าอย่าร้องไห้นะ พี่ไม่โกรธหรอก เรื่องมันแล้วไปแล้วน่า เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าไปคิดมากเลย เนอะอาเปาเนอะ”
“นี่ น้องห้ารู้มั้ยว่าเจ้าเก่งมากเลยนะที่จัดการพี่สองคนได้ พี่จะบอกอะไรให้นะว่าตั้งแต่พี่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครกล้าทำกับพวกเราอย่างนี้เลย น้องห้าเป็นคนแรกเลยนะ”
ต่างคนต่างเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนที่จะโดนอะไรไปมากกว่านี้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าคำชมของพวกเขากลับเหมือนคำด่าว่าที่คอยสะกิดใจน้องสาว พอนางได้ยินเข้าก็ยิ่งร้องไห้
“น้องห้า พี่บอกแล้วไงว่าไม่โกรธ อย่าร้องไห้สิ”
“อาเป่ย”
หลินเถาเป่ยหันไปมองตามเสียงเรียก คนที่นั่งอยู่ข้างเขาพยักพเยิดไปที่เด็กหญิง
เขามองตอบกลับราวกับจะถามว่า ‘แล้วเจ้าล่ะ’
สองคนสื่อสารถึงกันทางสายตาเช่นคนรู้ใจ เมื่อรอยยิ้มของจางโค่วเป๋งเริ่มปรากฏที่มุมปาก หลินเถาเป่ยก็อ่านความคิดของน้องชายออกทันที
‘ข้าไม่เป็นอะไรหรอก แต่น้องห้าสิ กำลังแย่ เจ้าไปปลอบน้องหน่อยเถอะ’
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าขอโทษนะที่...ข้า...”
“จะคิดมากไปทำไม พี่สองคนชินแล้วล่ะ นิสัยพวกพี่ก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่เชื่อถามอาเป่ยก็ได้ว่าพี่สองคนโดนมันเล่นงานมาไม่รู้กี่ครั้ง จริงมั้ยอาเป่ย” กานหยวนเปียวโยนเรื่องไปที่หลินเถาเป่ยอย่างแนบเนียน คราวนี้โชคดีเข้าข้างเขาแล้วเพราะคนรับเรื่องกำลังจะเข้าไปยุ่งอยู่พอดี
“น้องห้า ไม่เป็นไรนะ” เขานั่งข้างๆ น้องสาวเหมือนกับที่น้องชาย นิ้วเล็กปาดน้ำตาทิ้งจากใบหน้าอันนุ่มเนียน “พวกพี่เล่นกันแผลงๆ แบบนี้ออกจะบ่อยไป อาเปา อาเปียวก็ชินแล้ว”
“ใช่ พี่ชินแล้ว” เสียงเริ่มอ่อยลง “พี่ก็แค่ตกใจนิดหน่อยเองที่เจอกันครั้งแรกก็โดนสั่งขังซะแล้ว”
“อาเปียว” น้องชายหันมาตวาด
“พูดเล่นน่า”
“ข้าทำตัวไม่ดีเลย เจอกันครั้งแรกก็แกล้งพวกพี่แล้ว แล้วตอนนี้ยังทำให้...”
“อาเป๋งไม่โกรธเจ้าหรอก”
“พี่สามรู้ได้ไง บางทีพี่สี่อาจโกรธข้ามากก็ได้”
“โธ่เอ๊ย เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่จะไปรู้อะไร” เทียนหยุนเปาแทรก “อาเป่ยกับอาเป๋งแค่มองตากันก็รู้ใจกันแล้ว”
“มองแวบเดียวก็เห็นกันทะลุปรุโปร่งเลยด้วย” พี่ชายคนโตเสริม
มู่กุ้ยอิงเริ่มยิ้มออก นางอิจฉาความเป็นพี่น้องที่ผูกพันกันมากของพวกพี่ๆ “จริงเหรอพี่สาม พี่แค่มองตากับพี่สี่ก็รู้แล้วเหรอว่าพี่สี่คิดอะไรอยู่”
“ของมันแน่อยู่แล้วล่ะน้องห้า พี่ว่านะถ้าอาเป่ยแต่งงานกับอาเป๋งได้คงทำไปนานแล้วล่ะ”
“อาเปียว” คนถูกล้อวิ่งไล่คนพูดไปทั่วห้อง “อีกแล้วนะอาเปียว พูดจาไม่เข้าเรื่อง”
“แล้วเจ้าไม่เห็นรึไงว่าน้องห้ายิ้มออกแล้ว”
เด็กสาวยิ้มทั้งน้ำตา แต่พอหันไปมองหน้าพี่ชายที่มุมห้อง นางก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม พี่ชายไม่ยิ้มให้นางเลย สีหน้าเรียบเฉยราวกับมองไม่เห็นว่านางนั่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายเริ่มสั่นเทาจากการสะอื้น แม้แต่เทียนหยุนเปาที่นั่งมองหลินเถาเป่ยวิ่งไล่กานหยวนเปียวอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้ยินเสียง
พี่ชายคนรองหันมองตามร่างที่เขารู้สึกว่ากำลังเดินมาใกล้น้องสาว
“ทำไมร้องไห้แบบนั้นล่ะ”
ทุกการเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง ทุกคนมองภาพพี่ชายที่กำลังนั่งยองๆ แล้วใช้มือลูบหัวน้องสาวอย่างแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยความรัก หลินเถาเป่ยรู้สึกว่ามู่กุ้ยอิงเป็นคนเดียวที่ทำให้จางโค่วเป๋งหายโกรตัวเอง
“พี่สี่” มู่กุ้ยอิงเรียก “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ พี่อย่าโกรธข้านะ อย่าโกรธข้านะพี่สี่”
“น้องห้า พี่ไม่โกรธเจ้าก็ได้” จางโค่วเป๋งพูดทั้งรอยยิ้ม
ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่ที่จะเคลื่อนไหวใดๆ คำพูดแต่ละคำของจางโค่วเป๋งเหมือนเป็นมนต์สะกดให้สามพี่น้องตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
“แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ” เขายิ้มกว้างกว่าเดิม ท่าทางเหมือนเด็กที่กำลังแกล้งน้องสาว “บอกพี่ได้มั้ยว่าทำไมต้องร้องไห้แบบนั้น”
มู่กุ้ยอิงก้มหน้าต่ำ เหตุผลของนางอาจทำร้ายจิตใจพี่ชายอีกก็ได้
“เจ้าถูกฝึกมาให้ร้องไห้แบบนี้เหรอ”
“ฝึก เจ้าจะบ้าเหรออาเป๋ง ใครที่ไหนจะมาฝึกแม้กระทั่งการร้องไห้”
“เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยเหรออาเปา ว่าตอนที่น้องห้าร้องไห้ มันเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง”
“ขาดอะไร ข้าก็เห็นว่ามันจะอะไรเลยนี่”
“เสียง” หลินเถาเป่ยพูดออกมาจากที่เงียบไปนาน
“เจ้าว่าอะไรนะอาเป่ย” เทียนหยุนเปาคิดว่าตนคงจะหูฝาดไป
“น้องห้าร้องไห้ไม่มีเสียง”
“นี่เจ้าสองคนจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว ใครที่ไหนเขาจะร้องไห้โดยที่ไม่มีเสียง” กานหยวนเปียวตำหนิน้องชายขณะที่เดินไปนั่งกับพื้น
“เจ้าได้ยินเสียงน้องห้าสะอื้นรึเปล่าล่ะอาเปา” น้องชายคนสุดท้องปล่อยคำถามเพื่อหยุดการทะเลาะกันที่อาจจะมีขึ้น
“ไม่” คำตอบนั้นไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
“จริงเหรอน้องห้า”
น้องห้าพยักหน้าตอบคำถามพี่ใหญ่
“บอกพี่ได้มั้ยว่าใคร” บทจะจริงจังของพี่คนรองก็จริงจังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
“ท่านพ่อ”
“นายท่านเนี่ยนะ” กานหยวนเปียวพูดพร้อมกับเทียนหยุนเปาโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า ทางด้านหลินเถาเป่ยเองก็ครุ่นคิดอย่างหนัก
“จะว่าไปนายท่านก็อาจเป็นคนทำก็ได้”
“ไม่มีทาง ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด” สองพี่น้องจอมกะล่อนเถียงสุดตัว
“แล้วทำไมน้องห้าถึงอยู่แต่ในตำหนักส่วนใน ทั้งๆ ที่นางมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว”
“ไม่ใช่นายท่านหรอกอาเป่ย” ผู้รู้ความจริงคัดค้านความคิดของพี่ชาย
“ถ้าอย่างนั้นใคร”
จางโค่วเป๋งมองหน้าลูกสาวท่านประมุขครู่หนึ่ง เด็กหญิงส่ายหน้าไม่ให้เขาพูดความจริง
“เอาไว้น้องห้าพร้อมจะบอกเจ้าเมื่อไหร่ พวกเจ้าก็จะรู้เอง”
“เดี๋ยวก็เป็นอย่างเจ้าหรอก อาเป๋ง” ความปากไวของกานหยวนเปียวทำงานอีกครั้ง
“คนๆ นั้นไม่ได้เป็นคนอย่างพ่อข้าหรอก เขาเป็นคนที่เจ้าเคารพมากคนหนึ่ง” จางโค่วเป๋งตอกกลับ
เมื่อเหตุการณ์สงบลงจางโค่วเป๋งก็กลับไปนั่งที่เก่าของเขา เขาหันไปมองคนที่นั่งลงข้างๆ ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เข้าใจในความคิดของพี่ชายคนนี้
ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็จะต้องมีพี่ชายผู้เป็นเหมือนเพื่อนตายอยู่ข้างๆ เสมอ และเพื่อนคนนี้ก็คงจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่รู้จักจางโค่วเป๋งดีที่สุด เพราะทั้งสองคนต่างเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องใช้การสื่อสารใดๆ
นอกจากสายตาเพียงคู่เดียว

“อาเป่ย อาเป่ย” หลินเถาเป่ยตื่นตามเสียงเรียก
“มีอะไรสำคัญนักรึไงถึงต้องมาเรียกกันดึกป่านนี้” กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาเอามือมาปิดปากหลินเถาเป่ยที่บ่นพึมพำแทบไม่ทัน สองคนช่วยกันปิดปากด้วยความลนลานจนกลายเป็นว่าคนที่นอนอยู่หายใจไม่ออก
หลินถาเป่ยดิ้นรนจากการทรมาน เขาปัดป่ายมือไปทั่วหวังให้พันธนาการหลุดออก
“เฮ้ย บ่นแค่นี้ถึงกับจะฆ่ากันเลยรึไง”
“อาเป่ย เบาๆ หน่อย น้องห้าหลับอยู่” คราวนี้จางโค่วเป๋งไม่อาจสื่อสารกันได้ทางสายตาเช่นครั้งก่อนเพราะหลินเถาป่ยลุกขึ้นนั่งทั้งๆ ที่ตายังไม่เปิดด้วยซ้ำ
“อาเป๋ง”
“เจ้าสองคนอย่าจ้องข้าแบบนั้นสิ ข้าเป็นคนนะไม่ใช่อาหาร ไม่ต้องจ้องอย่างนั้นก็ได้”
สายตาของพี่ชายคนโตและคนรองที่จ้องด้วยความหิวกระหายอยากรู้เรื่องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต้องหยุดลงเพราะคำตำหนิที่เข้าใจผิด
“ข้ากับอาเปียวไม่ได้อยากกินเจ้านักหรอกน่า แต่พวกเราสองคน...”
หลินเถาเป่ยมองคนทั้งสามสลับไปมา
“อาเปา อาเปียว เจ้าสองคนจะพูดอะไรจะพูดมา จ้องหน้าอาเป๋งอยู่ได้ น่ารำคาญ”
“อาเป่ย ถ้าเจ้ารำคาญนักก็นอนไป จะได้ไม่ต้องมอง” กานหยวนเปียวต่อว่า แล้วมีหรือที่อยากนอนจะไม่ทำ
“พวกเราอยากจะรู้ว่า...คนที่ทำให้น้องห้าร้องไห้แบบนั้น มันเป็นใครกันแน่”
ร่างที่นอนอยู่ก็เด้งผึงขึ้นมา ทำให้กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาเกือบจะร้องลั่นด้วยความตกใจ โชคดีที่ทั้งสองเอามือปิดปากไว้ได้ทัน
“อาเป่ย ทีหลังอย่าลุกขึ้นมาแบบนี้อีกนะ ข้าสองคนตกใจ” พี่รองตักเตือน
“ข้าบอกพวกเจ้าไม่ได้หรอก จนกว่าน้องห้าจะอนุญาต”
“ซื่อหมิง ซื่อหมิง อย่าเข้าไปนะ อย่าไป เจ้าเข้าไปไม่ได้นะ” เสียงละเมอของมู่กุ้ยอิงดังขึ้น พี่ชายต่างขยับเข้ามาใกล้แล้วมุงร่างเด็กหญิงไว้
สามพี่น้องที่ไม่เคยรู้ความเป็นมาของเด็กหญิงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ พวกเขาช่วยกันซักถามจางโค่วเป๋ง แต่จะถามอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบเพราะเขาเองก็ไม่รู้จักคนที่ชื่อ ซื่อหมิง

“เป็นยังไงกันบ้าง” มู่หงจี่เดินมาหน้าห้องขัง
“นายท่าน” หลินเถาาเป่ยกระซิบเรียกด้วยสีหน้าที่นิ่ง “ซื่อหมิงเป็นใคร”
ผู้นำผาพิทักษ์ธรรมสะดุ้งเล็กน้อยที่ได้ยินชื่อนั้น เขารีบเก็บอาการอย่างรวดเร็วที่สุด แต่มันก็ไม่พ้นจากการสังเกตของจางโค่วเป๋ง
“พวกเจ้าไปเอาชื่อนี้มาจากไหน” เขาแกล้งยิ้มให้เด็กๆ
เทียนหยุนเปารีบตอบเอาหน้า “ข้าได้ยินน้องห้าละเมอถึงชื่อนี้ตั้งหลายรอบแหละนายท่าน”
“จะไปเอาอะไรกับเด็กละเมอเล่า”
บุรุษหนุ่มพยายามปิดเรื่องไว้ เขาก้าวเข้ามาในห้องขังเมื่อผู้คุมไขกุญแจเปิดมันออก
“แล้วทำไมน้องห้าถึงห้ามไม่ให้คนที่ชื่อซื่อหมิงเข้าบ้าน” กานกยวนเปียวแทรกหน้าเข้ามาใกล้ “คนที่ชื่อซื่อหมิงต้องทำเรื่องไม่ดีไว้แน่เลยใช่มั้ยนายท่าน น้องห้าก็เลยไม่ยอมให้เข้าบ้าน”
“นายท่านรู้จักคนที่ชื่อซื่อหมิง”
สามพี่น้องหันขวับไปตามเสียง คนพูดที่พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยยังคงนั่งอยู่ที่มุมห้องด้านในสุดซึ่งเป็นที่ประจำของเขา
“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้ารู้จักคนๆ นั้นล่ะอาเป๋ง”
“สีหน้า” ใบหน้าของจางโค่วเป๋งค่อยๆ หันมามองมู่หงจี่อย่างช้าๆ เขาจ้องท่านผู้นำด้วยสายตาท้าทาย “แววตา แล้วก็การวางตัวของท่าน”
“ข้าเป็นยังไงเหรอ” อดีตขุนศึกใหญ่หยั่งเชิง
“ทั้งๆ ที่น้องห้าละเมอชื่อใครก็ไม่รู้ แต่ท่านกลับไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเข้าไปดูนางเลย”
“เจ้าเห็นข้ามาตลอดเลยเหรอ” มู่หงจี่เริ่มหวั่นใจ คำพูดของเด็กชายทำให้เขากลัว
“เปล่า ข้าไม่ได้สังเกตท่านขนาดนั้นหรอก” เด็กชายตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “ท่านไม่เห็นรึไง ตอนที่ข้าตอบคำถามท่าน ข้าเพิ่งจะเงยหน้ามามองท่าน ถ้าข้าจะรู้สึกได้ก็คงเป็นที่คำพูดของท่าน”
คำตอบกลับไม่เพียงแต่จะทำให้บุรุษผู้ผ่านประสบการณ์มามากมายต้องถึงกับชะงัก แต่เด็กคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในห้องนั้นก็รู้สึกเจ็บจนพูดไม่ออกเช่นกัน
“อาเป๋ง” หลินเถาเป่ยหันไปเรียกน้องชาย เขาไม่อยากให้เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับน้องชายอีก
“น้องห้าไม่สบายใจที่ทำกับข้า นายท่านเองก็รู้ดีอยู่นี่ว่าอาการของนางเป็นยังไง” จางโค่วเป๋งก้มหน้าเล็กน้อย “คนเป็นพ่อย่อมต้องเป็นห่วงลูก หากมีเรื่องอะไรก็ตามที่จะช่วยลูกได้ก็จะทำ แต่สิ่งที่ท่านทำมันกลับตรงกันข้าม”
“อาเป๋ง เจ้าพูดอะไรน่ะ”
“นายท่านจะไม่ห่วงลูกตัวเองได้ยังไง ท่านไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย”
สองพี่ใหญ่แก้ต่างให้กับเจ้านาย
จางโค่วเป๋งไม่สนใจในคำพูดของทั้งสอง เขายังคงพูดช้าๆ เช่นเดิมต่อไป “หากท่านไม่รู้จักคนที่ชื่อซื่อหมิงท่านก็ต้องพยายามหาทางรู้ให้ได้ ท่านจะต้องพยายามหาตัวคนๆ นั้นมา เพราะซื่อหมิงคนนั้นอาจจะรู้เหตุผลว่าทำไมน้องห้าเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่ท่านทำกลับเป็นแค่คำพูดที่ไม่สนใจ นั่นก็แสดงว่าท่านรู้จักคนที่ชื่อซื่อหมิงถึงไม่ยอมสนใจที่น้องห้าละเมอถึงคนๆ นั้น”
“ใช่ ข้ารู้จักนาง”
“นายท่าน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้ายังไม่เข้าใจ” จางโค่วเป๋งเป็นฝ่ายถามบ้างหลังจากที่เค้นคำตอบไปได้อย่างหนึ่ง “ท่านพาน้องห้ามาที่นี่ทำไม”
“คราวนี้ข้าไปทำอะไรให้เจ้าจับผิดได้อีกล่ะ”
“ไม่มี”
มู่หงจี่ยิ่งหวาดวิตกมากขึ้นไปอีก
‘เด็กคนนี้...น่ากลัว’
“อาเป๋ง เจ้าคงไม่ได้หมายความว่า น้องห้าไม่ใช่...ลูกสาวนายท่าน”
“อาเป่ย” เทียนหยุนเปาร้องเสียงหลง “นี่มันจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว”
“ถูกแล้ว น้องห้าไม่ใช่ลูกนายท่าน”
“นายท่านอย่าๆ ไปฟังเจ้าสองคนนี้เพ้อเจ้อเลย” พี่ชายคนโตหันไปตำหนิน้อง “พูดอะไรไม่เข้าเรื่อง น้องห้าเป็นลูกนายท่าน ไม่มีทางเป็นลูกคนอื่นหรอก”
‘นี่เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่นะอาเป๋ง เจ้าคงไม่ได้...คิดจะเป็นพวกเดียวกันกับพ่อของเจ้าหรอกนะ’
ข้อนี้บุรุษหนุ่มรู้ดี หากเด็กชายเป็นเช่นที่เขาคิด นั่นก็เท่ากับว่าความอยู่รอดในผาพิทักษ์ธรรมกำลังจะสั่นคลอน หรือว่า...จางโค่วเป๋งอยากจะให้เขาตัดสินใจเลือก
ลูกศัตรู...ก็ต้องอยู่กับศัตรู
ลูกศัตรู...จะอยู่ที่นี่ไม่ได้
“อาเป๋ง อาเป่ย ทำไมเจ้าสองคนถึงคิดว่ากุ้ยอิงไม่ใช่ลูกสาวข้าล่ะ” เขายังไม่พร้อมที่จะบอกความจริงโดยที่มีกานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาอยู่ด้วย
“ถ้าสิ่งที่อาเป๋งพูดมาเป็นความจริง” หลินเถาเป่ยตอบเมื่อไม่เห็นว่าน้องชายมีทีท่าว่าจะตอบคำถามนั้น “มันก็ทำให้ข้าเชื่อได้เกินครึ่งว่าน้องห้าไม่ใช่ลูกสาวของท่าน เพราะตั้งแต่ท่านก้าวเข้ามาในนี้ ข้ารู้สึกว่าท่านไม่มีสัญชาตญาณของความเป็นพ่อ”
แม้แต่คนปากไวเช่นกานหยวนเปียวและคนขี้ประจบอย่างเทียนหยุนเปาก็ไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้ พวกเขาเองก็รู้สึกได้เช่นกันว่ามันแปลกๆ อยู่ที่ท่านประมุขไม่ได้สนใจและใส่ใจลูกสาวเหมือนกับที่พ่อจะรู้สึกกับลูก
ทั้งห้องตกสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย แต่จู่ก็มีเสียงทำลายความเงียบที่ทำให้รู้สึกน่ากลัวและอันตรายมากขึ้น
“น้องห้ายังไม่ได้บอกนายท่านเหรอ”
มู่หงจี่ยิ่งทวีความสงสัย จิตใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
“ว่าพ่อข้า ฆ่าพ่อของนาง”


บทที่ 9

“อาเป๋ง” สามพี่น้องเข้ามาปลอบใจน้องชายคนสุดท้องหลังจากที่มู่หงจี่กลับไปแล้ว “ไม่เป็นไรนะ มันไม่ใช่ความผิดเจ้าซักหน่อย”
“คิดมากไปได้ ไม่ได้มีแค่...” พูดถึงตรงนี้เทียนหยุนเปาก็ชะงักเล็กน้อย เขาพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่ามู่หงจี่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของมู่กุ้ยอิง “พ่อของน้องห้าคนเดียวนี่ที่ถูกเจ้าอ๋องชั่วนั่นฆ่าตาย”
สี่พี่น้องได้ยินเสียงบางอย่างจึงหันไปมอง พวกเขาเห็นมู่กุ่ยอิงกำลังพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อทรงตัวได้แล้วน้องสาวก็หันมาทางพี่ชาย ทั้งหมดยิ้มให้กัน
“มีอะไรเหรอ” เด็กหญิงถามพี่ชาย นางรู้สึกว่าพี่ๆ ยิ้มให้นางอย่างประหลาด
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“แน่ใจนะ” มู่กุ้ยอิงยังไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ นางไม่เคยเห็นพี่ทั้งสี่พร้อมใจกันตอบเช่นนี้
“แน่ที่สุดเลย”
กานหยวนเปียวขยับเข้ามาใกล้น้องสาวเพราะทนความอยากรู้อยากเห็นของตนไม่ไหว
“น้องห้า พี่ถามอะไรซักอย่างได้มั้ย”
น้องสาวไม่ตอบ แต่รอฟังคำถามของพี่ใหญ่
“คนที่ชื่อซื่อหมิงเป็นใครเหรอ”
มู่กุ้ยอิงจ้องหน้ากานหยวนเปียวอย่างคาดไม่ถึงที่เขารู้จักชื่อนั้น
“พี่ใหญ่ พี่ไปเอาชื่อนั้นมาจากไหนน่ะ” นางจ้องเขาและพยายามคาดคั้นเอาความจริง
เมื่อเห็นท่าจะไม่ดีเทียนหยุนเปาก็เข้ามาช่วยกานหยวนเปียวที่หน้าซีดเพราะกลัวว่ามู่กุ้ยอิงจะจับตัวไปลงโทษอีก “น้องห้าละเมอชื่อนั้นออกมา พวกพี่ก็เลยสงสัย”
“ถ้าน้องห้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรนะ” พอรู้สึกตัวว่าอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป กานหยวนเปียวก็เลิกอยากรู้ทันที “พี่ไม่อยากรู้หรอกนะ”
มู่กุ้ยอิงหันไปมองจางโค่วเป๋ง นางกำลังถามพี่ชายทางสายตาว่า พี่สี่บอกพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สามแล้วเหรอ
จางโค่วเป๋งนิ่งเงียบ เขากำลังรอสัญญาณจากมู่กุ้ยอิง
“น้องห้า อย่ามองอาเป๋งอย่างงั้นสิ อาเป๋งไม่ได้ทำอะไรเลยนะ พี่อยากรู้ของพี่เอง”
“พี่สี่ พี่ช่วย...”
จางโค่วเป๋งเดินเข้ามาลูบหัวน้องสาว “ไม่ต้องห่วงนะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง” เขาเดินไปที่ประตูห้องขังแล้วตะโกนเรียกคนเฝ้าห้องขัง “คุณหนูอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ท่านช่วยพานางไปที่ห้องอื่นก่อนได้มั้ย” หลังจากสอบถามจนได้คำตอบที่พอใจแล้ว พี่ชายคนสุดท้องก็กลับมาหาน้องสาวอีกครั้ง “อย่าคิดฟุ้งซ่านเด็ดขาดนะน้องห้า ไปอยู่อีกห้องก็ทำใจให้สบาย รับปากกับพี่ได้มั้ย”
มู่กุ้ยอิงพยักหน้ารับ “ข้าสัญญา”
จางโค่วเป๋งเดินไปส่งเด็กหญิงที่ห้องขังอีกห้องหนึ่ง แล้วกลับมาเล่าเหตุการณ์ในวันที่เขาและหลินเถาเป่ยพบมู่กุ้ยอิงเป็นครั้งแรกให้พี่ชายทั้งสามฟัง

หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ นางหยุดยืนอยู่หน้าก้อนหินก้อนเดิมหน้าแม่น้ำแห่งคำสาบาน เมื่อหลายปีก่อนนางเคยอยู่ที่นี่ และมันเกือบจะกลายเป็นบ้านของนางหากไม่มีเด็กชายสองคนเดินเข้ามาที่นี่
“พี่สาม พี่สี่” เสียงใสๆ ไปทั่วบริเวณ “อะไรกัน เรียกให้มาหาแล้วตัวเองก็ไม่อยู่อีก”
หญิงสาวชะเง้อมองหาพี่ชายแต่ก็ไม่พบใคร นางเดินไปนั่งบนก้อนหินก้อนนั้นด้วยหวังว่าหากพี่ชายเห็นนางนั่งอยู่ที่ตรงนี้ก็จะต้องรีบออกมาพบนาง นางรู้นิสัยพี่ชายทั้งสองดีว่าพวกเขาต้องไม่ยอมให้นางทุกข์ใจอีก
สักพักก็มีเงาสองเงาทอดตัวบนผิวนำข้างๆ กับเงาของหญิงสาว เงาทั้งสองยิ้มด้วยความดีใจทำให้มู่กุ้ยอิงพลอยยิ้มไปกับพวกเขาด้วย หญิงสาวลุกชขึ้นยืนแล้วหันไปหาพี่ชาย
“ของขวัญวันเกิด” สร้อยติดผมสายสั้นเส้นหนึ่งที่มีแผ่นเหล็กบางๆ รูปใบไม้หลายแฉกหลายใบติดอยู่ตามสายสร้อยถูกยื่นออกมาข้างหน้า
“เนี่ย ของแพงนะ พี่สี่คนรวมเงินกันตั้งนานกว่าจะได้ครบ” เทียนหยุนเปาเริ่มเล่าถึงความดีที่พวกตนไปทำมา “พี่เลือกกันตั้งนานแน่ะกว่าจะได้สร้องติดผมสวยๆ ที่เข้ากับน้องสาวของพี่”
“ใช่ คนขายยังบ่นด้วยนะว่าพวกเราเลือกของกันนานมากเลย คนขายยังบอกอีกนะว่าพวกเรามาเลือกของตอนเจ้าอายุสิบเจ็ด แต่กว่าเจ้าจะได้ของคงปาเข้าไปสามสิบสี่”
มู่กุ้ยอิงไม่ได้สนใจกับเรื่องเล่า นางมองหาพี่ชายอีกสองคนอยู่ตลอด เมื่อคิดว่าพี่ทั้งองคงจะไม่มานางจึงเดินหา ความรีบร้อนทำให้นางลืมตัวว่าร่างของนางเดินผ่านตรงกลางระหว่างกานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาจนทำให้สร้อยติดผมในมือของกานหยวนเปียวหลุดออกจากมือ
ชายหนุ่มยืนงงอยู่อย่างนั้น ของขวัญที่อุตส่าห์ไปหามาให้กลับหล่นลงพื้นราวกับของไร้ค่า ส่วนเจ้าของวันเกิดก็ไม่สนใจเลย ไม่แม้แต่จะหันมามอง
“น้องห้า” กานหยวนเปียวเรียกน้องสาวที่ทางเข้า “เจ้าหาอะไร”
“พี่สามกับพี่สี่” มู่กุ้ยอิงไม่ทีท่าว่าจะหันมาแยแสชายหนุ่มทั้งสอง “พี่สองคนเห็น...”
“คำก็อาเป่ย สองคำก็อาเป๋ง ตลอดในใจเจ้าคงจะมีแต่สองคนนั่น” กานหยวนเปียวโพล่งออกมาอย่างเหลืออด
“อะไรก็เรียกหาแต่อาเป่ยกับอาเป๋ง แล้วพี่สองคนล่ะ เจ้าเอาเราสองคนไปไว้ที่ไหน” เทียนหยุนเปาเองก็สุดจะทน
“ข้าแค่ไม่เห็นพี่สามพี่สี่มามาตามนัดก็ถามดูเท่านั้นเอง ทำไมพี่สองคนต้องโมโหด้วย”
“จะไม่ให้พี่โมโหได้ยังไง ในเมื่อเจ้าไม่เคยเห็นพี่อยู่ในสายตา พี่ไม่เคยสำคัญกับเลยใช่มั้ย”
“พี่ใหญ่ มันไม่ใช่อย่างงั้น”
“ทำไมจะไม่ใช่ เจ้าไม่เคยแยแสพี่กับอาเปาเลยซักนิด”
เทียนหยุนเปาได้ทีก็สนับสนุนกับคำพูดของพี่ชาย “พอใครตำหนิอาเป่ยกับอาเป๋งเจ้าก็จะช่วยเหลือหรือไม่ก็ออกรับแทน แตทีกับเราสองคนเจ้าก็มีแต่ทับถม”
“แล้วทำไมข้าต้องไปแยแสกับคนที่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของข้า ที่พี่สองคนจะทำอะไรจะพูดอะไรพี่เคยนึกถึงคนฟังบ้างรึเปล่าว่าเขาอยากจะฟังมั้ย หลายครั้งที่ข้าที่ข้าต้องทนฟังไอ้เรื่องบ้าๆ ของพวกพี่ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ”
“ได้ ถ้าเจ้าไม่อยากจะฟังพี่ ไม่อยากเห็นพี่ทำอะไรที่มันขวางหูขวางตาเจ้า พี่กับอาเปียวก็จะไม่อยู่ให้เจ้าเห็นหน้าอีก”
ความโมโหเพราะอารมณ์ชั่ววูบทำให้กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับมู่กุ้ยอิงอีก พวกเขารีบเก็บของแล้วออกเดินทางสู่สำนักดาบชิ่วอันทันที
กานตง เทียนซันและจางจงเข้ามาตักเตือนลูกชายทั้งสองที่นั่งอยู่บนหลังม้า แต่ไม่ว่าสองแม่ทัพจะพูดเช่นไรก็มิอาจเปลี่ยนความตั้งใจของลูกชายได้
กานหยวนเปียวชักม้าให้หันเข้ามาในตัวเมืองแล้วพูด “ต่อไปนี้พี่จะมาให้เจ้าเห็นหน้าอีก”

ที่ปากทางเชื่อมต่อระหว่างป่าเบญจพิษหนึ่งในทางเข้าสู่ผาพิทักษ์ธรรมกับชายแดนแคว้นฮั่นมีกลุ่มคนจับกลุ่มกันอยู่ บางคนกระจายกันออกไปสังเกตเหตุการณ์โดยรอบ ส่วนคนที่มีม้าขี่ก็จับกลุ่มคุยกันอยู่
“อาเป่ย” มู่หงจี่เรียก “พวกเราคงมาส่งเจ้าได้แค่นี้ ต่อไปเจ้าต้องไปเองแล้ว”
เด็กชายผู้นั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมกับห่อผ้าสำหรับเดินทางบังคับม้าให้หันกลับมามองไปทางผาพิทักษ์ธรรม
“คิดถึงกุ้ยอิงหล่ะสิ” ประมุขผาพิทักษ์ธรรมเอ่ยอย่างรู้ทันความคิด
“ไม่รู้น้องห้าจะทำอะไรอยู่ คงจะโกรธข้าแย่เลยที่ไม่ไปหาทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันเกิดของนาง”
ร่างนั้นถูกมือของใครบางคนตบบ่าเบาๆ “อาเปากับอาเปียวคงจะบอกน้องห้าแล้วหล่ะ”
“ต่อไปนี้ข้าอาจจะไม่ได้มาเคารพศพท่านพ่อทุกปีเหมือนแต่ก่อนแล้ว” หลินเถาเป่ยพึมพำ “อาเป๋ง”
“ไม่ต้องห่วงหรอกอาเป่ย ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง ข้าจะเป็นตัวแทนเจ้าเอง” จางโค่วเป๋งบอกในสิ่งที่เขาคิดว่าควรจะทำโดยที่หลินเถาเป่ยยังไม่ทันร้องขอ
“ขอบใจนะอาเป๋ง”
“เจ้าเองก็ดูแลตัวเองให้ดีนะ จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันห้าพี่น้อง”
เมื่อสั่งเสียกับน้องชายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หวงเพ้งซังอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักดาบชิ่วอันก็เข้ามาหาชายหนุ่ม “อาเป่ย ดาบเล่มนี้อาจาจารย์ให้เจ้าเอาติดตัวไว้ เผื่อใช้ในยามจำเป็น”
“ขอบคุณอาจารย์”
“แต่จำไว้อย่างนะ ดาบเล่มนี้มันมีความสำคัญมาก จงใช้อย่างระมัดระวัง อย่าใช้พร่ำเพรื่อเดี๋ยวจะเป็นภัยกับตัว และที่สำคัญที่สุดเจ้าต้องนำมันกลับมาด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องนำดาบเล่มนี้คืนสู่ผาพิทักษ์ธรรม”
“อาจารย์ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครแย่งชิงมันไปจากข้าได้”
“เอาล่ะ” มู่หงจี่พูด “ถึงที่เจ้าต้องไปได้แล้วอาเป่ย ระวังตัวให้ดีนะ”
ในที่สุดชายหนุ่มก็เริ่มออกเดินทาง เขาไม่เคยเดินทางไกลและอันตรายเช่นนี้มาก่อน แววตาของเขาดูมุ่งมั่น การเดินทางครั้งนี้เขามีแต่ความหวังเท่านั้น

“เป็นอะไรไปลูกพ่อ”
มู่หงจี่เดินเข้ามาในห้องของลูกสาว ภายในห้องไม่มีอุปกรณ์ตกแต่งใดๆ ปรากฏให้เห็น ทั้งห้องโล่งและว่างเปล่า ปราศจากโต๊ะและเก้าอี้เช่นห้องอื่นๆ จะมีก็เพียงแต่เตียงนอนเตียงหนึ่งด้านในสุดของของห้องที่มีผ้าบางๆ สีน้ำตาลอ่อนติดอยู่ ซึ่งตอนนี้มันถูกมัดเก็บไว้กับเสาด้านหัวเตียงและปลายเตียง
“ข้าให้ความสนใจกับพี่สามพี่สี่มากเกินไปเหรอท่านพ่อ”
“ใครพูดอะไรให้เจ้าไม่สบายใจอีกหล่ะ”
“พี่ใหญ่บอกว่าข้าไม่เคยสนใจพี่ใหญ่กับพี่รองเลย”
“นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก” ผู้นำแห่งผาพิทักษ์ธรรมแค่นหัวเราะ “กุ้ยอิง พี่ใหญ่เจ้าก็เป็นคนแบบนี้แหล่ะ คิดอะไรก็พูดออกมาเลย อยากทำอะไรก็ทำ ถึงจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแต่ก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่รำคาญ พ่อว่านิสัยแบบนี้ก็ดีออก เปิดเผย อ่านใจง่าย และที่สำคัญยังเป็นกระจกสะท้อนให้เราได้ดีที่สุด”
“ท่านพ่อข้าไม่เห็นพวกพี่ๆ ตั้งหลายวันแล้ว พวกเขาไปไหนกันหมด”
“อาเปา อาเปียวโกรธเจ้าน่ะสิ ก็เลยหนีกลับไปอยู่ที่สำนัก”
“แล้วพี่สามกับพี่สี่ล่ะ” หญิงสาวรีบถาม “ข้ารู้ว่าท่านพ่อคิดว่าข้าใส่ใจอยู่แค่พี่สามพี่สี่” มู่กุ้ยอิงรีบพูดด้วยกลัวว่าบิดาจะเข้าใจผิด “แต่ข้าไม่เห็นพี่ทั้งสองนานมากแล้ว พี่สามพี่สี่ไม่มาหาข้าเลย แม้กระทั่ง...วันเกิด”
วันเกิดของน้องสาวทุกปีพี่ชายทั้งสี่จะมาอยู่กับน้องสาวคนนี้ให้นานที่สุด แม้ว่าจะยุ่งแค่ไหนแต่ทุกคนก็ต้องหามาพบน้องจนได้ หรือไม่ก็มีจดหมายอวยพรมาพร้อมกับของขวัญทุกครั้งไป
แต่ปีนี้กลับต่างออกไป กานหยวนเปียวที่มากับเทียนหยุนเปาและของขวัญวันเกิดกลับทะเลาะกับน้องสาว ส่วนหลินเถาเป่ยและจางโค่วเป๋งก็หายหน้าไปหลายวัน ไม่ได้มาพบน้องสาว จดหมายสักฉบับ ข้อความสักข้อความที่ส่งมาให้ก็ไม่มี
“พ่อส่งอาเป่ยไปทำงาน ส่วนอาเป๋งก็ไปส่งอาเป่ยกับพ่อ แต่อาเป๋งก็กลับมาแล้วนี่”
“พี่สี่กลับมาแล้วเหรอท่านพ่อ”
“ใช่ ก็กลับมาได้หลายวันแล้วนี่ สงสัยคงจะอยู่ที่ห้องดับทุกข์” มู่หงจี่คาดเดา

“พี่สี่”
เสียงหญิงสาวดังมาแต่ไกลทำให้ชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าพระพุทธรูปต้องละสายตามาทางประตู
“หนีมาอยู่นี่เอง”
หลายปีแล้วที่ห้องนี้ถูกปิดตายและเกือบจะหายไปชีวิตของว่าที่ผู้คุมทัพแสงสุรีย์ในอนาคต แต่เมื่อพี่ชายผู้เข้าใจเขาที่สุดจากไป ห้องนี้ก็ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง
ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสาวที่นับวันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
“มิน่าล่ะ วันเกิดข้าพี่สี่ถึงไม่ไปหาข้าที่เดิม”
“พี่ไปส่งอาเป่ย ก็เลยกลับมาไม่ทัน” จางโค่วเป๋งชี้แจงเหตุผล
“กลับมาไม่ทันหรือแอบมาหลบอยู่ที่นี่กันแน่” หญิงสาวตัดพ้อพี่ชาย น้ำเสียงแสดงถึงความน้อยใจ
“พี่ฝากของขวัญไปให้แล้วนี่”
สีหน้าของผู้อ่อนวัยกว่าสลดลง
“ไปขอโทษซะสิ” เสียงนุ่มๆ จากปากพี่ชายแนะนำน้องสาว
มู่กุ้ยอิงหันมามองหน้าจางโค่วเป๋งอย่างคาดไม่ถึง
“ไปขอโทษซะจะได้สบายใจขึ้น” จางโค่วเป๋งกล่าวต่อไป “อาเปา อาเปียวไม่โกรธเจ้าหรอก คงจะมีแค่น้อยใจก็เท่านั้นเอง สองคนนั่นรักเจ้าที่สุดเลยนะ”
“ถ้ารักข้าก็น่าจะทำอะไรให้ดีกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ทำตัวไม่ได้เรื่อง”
จางโค่วเป๋งหัวเราะกับคำบ่นนั้น
“พี่จะเล่าอะไรให้ฟังนะ” เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องบางอย่าง “มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาเปากับอาเปียวไปมีเรื่องกับศิษย์พี่กลุ่มหนึ่งเข้าจนถึงกับต้องประลองฝีมือกัน พอกลับมาก็บอกว่าจะไปมีเรื่องกับศิษย์พี่กลุ่มเดิมอีก”
“ทำไมล่ะ” มู่กุ้ยอิงสงสัย “ปกติพี่ใหญ่ พี่รองไม่ชอบมีเรื่องกับใครนี่”
“จะอะไรซะอีกล่ะ ศิษย์พี่พวกนั้นน่ะสิพูดเรื่องไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเจ้าแล้วอาเปามาได้ยินเข้าก็เลยเกิดเรื่องขึ้น”
“พี่รองเนี่ยนะไปหาเรื่องคนอื่น” หญิงสาวไม่เชื่อ
“ใช่ แล้วอาเปียวยังเคยพูดเอาไว้เลยว่า ‘พูดแบบนนี้กับน้องสาวข้าได้ยังไง ถ้าได้ยินอีกจะโล๊ะฟันทิ้งให้หมดปาก’” จางโค่วเป๋งเล่าความดีของพี่ชายต่อไป “พอใครมาเข้ามายุ่งกับเจ้า อาเปาแล้วก็อาเปียวนี่แหล่ะที่ไปสืบประวัติคนพวกนั้นมา”
“อย่ามาหลอกข้าเลย แผนตื้นๆ”
“ใช่ ตื้นมากเลย ขนาดอาเป่ยยังยอมรับเลยว่าสองคนนั่นหวงเจ้ายังกับอะไรดี”
ในใจหญิงสาวยังคงลังเลว่าควรจะเชื่อเรื่องที่พี่ชายคนเล็กพูดรึเปล่า “พี่ใหญ่ พี่รองเนี่ยนะหวงข้า”
“มากเลยหล่ะ ถึงขนาดไม่เข้าเรียนเพื่อมาตามดูพฤติกรรมเพื่อนผู้ชายของเจ้าทุกคน แถมยังเรียกมาสอบสวนด้วยว่าคิดยังไงกับเจ้ากันแน่ ที่มาเป็นเพื่อนเจ้าน่ะหวังอะไรไว้รึเปล่า”
“ขนาดนั้นเชียว” มู่กุ้ยอิงแอบยิ้ม
“คราวนี้เจ้าคงต้องยอมแพ้ไปขอโทษแล้วล่ะ”
“พี่รองคงไม่ให้อภัยข้าหรอก ก่อนไปยังบอกว่าจะไม่ให้ข้าเห็นหน้าอีก”
“แต่พี่มีวิธี”

“นั่นคุณหนูมู่นี่” หญิงคนหนึ่งร้อง
เพื่อนในกลุ่มหันมาให้ความสนใจกันใหญ่ “นางมาทำอะไรตรงนั้นน่ะ”
“คุกเข่าทำไมก็ไม่รู้” เด็กสาวในกลุ่มสงสัยในการกระทำของมู่กุ้ยอิงที่คุกเข่าอยู่ที่บริเวณลานโล่งด้านหนึ่ง
ทุกคนในสำนักดาบชิ่วอันต่างรู้จักมู่กุ้ยอิงในฐานะหลานสาวของเพื่อนเก่าอาจารย์ใหญ่หวงเพ้งซัง การกระทำของนางที่ทุกคนเห็นจึงนับว่าเป็นเรื่องแปลก คนที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบเข้ามามุงดูกันใหญ่ นักเรียนที่กำลังนั่งเรียนอยู่ก็ลุกกันออกมาดู แม้แต่อาจารย์ที่ทำการสองอยู่ก็ต้องนิ่งเฉยไว้เพราะบุคคลที่ถูกมุงดูคือหลานรักของอาจารย์ใหญ่
มู่กุ้ยอิงพยายามทำจิตใจให้นิ่งไว้ นางไม่เคยนึกถึงเลยว่าแผนของพี่สี่จะทำให้นางลืมไปว่าการกระทำของนางต้องได้รับความสนใจ แต่เพื่อสิ่งที่หวังแล้วก็ต้องยอมทน
มู่กุ้ยอิงและนักเรียนทั้งหลายต่างฝ่ายต่างมองกันโดยไม่เป็นอันทำอะไร แต่สุดท้ายบรรดานักเรียนก็ต้องยอมแพ้ให้กับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังคงไปตั้งหลักกันต่อที่ทางเดินหน้าห้องเรียน
































บทที่ 10

“เจ้าคิดยังไงกับคุณหนูกันแน่” เทียนหยุนเปาตะคอกใส่ชายหนุ่มคนหนึ่ง
“ถ้าคิดจะทำร้ายคุณหนูหรือมายุ่งกับคุณหนูเพราะนางเป็นหลานรักอาจารย์หวงแล้วล่ะก็ เจ้าตายแน่”
จางโค่วเป๋งเดินเข้ามาในห้องแล้วเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง เขามองดูเพื่อนผู้พี่สอบสวนชายคนหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย
นี่คงจะเป็นครั้งที่สิบเอ็ดแล้วที่เขาต้องมาดูคนทุกข์ทรมานจากการถูกสอบสวน แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขายังไม่เข้าใจก็คือ การถืออาวุธเข้ามาขณะที่มีการสอบสวนจะทำให้การสอบสวนง่ายขึ้นอย่างที่พี่ชายทั้งสองบอก
“อาเป๋ง เจ้าต้องมีอาวุธติดตัวมาด้วยทุกครั้งเลยนะตอนที่ข้าสองคนกำลังสอบสวนอยู่”
จางโค่วเป๋งมองหน้าผู้พูดด้วยความสงสัย “เจ้าก็รู้อยู่นี่ว่าข้าไม่ใช้อาวุธ แล้วจะให้เอาอาวุธเข้ามาทำไม”
“เจ้าพวกนั้นจะได้กลัว แล้วก็ไม่มายุ่งกับน้องห้าอีกไง และที่สำคัญข้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยที่จะรอคำตอบจากปากพวกมันอีก”
“นี่เจ้าสองคนคิดว่าการมีอาวุธเข้ามาในห้องสอบสวนจะทำให้การสอบสวนรวดเร็วขึ้นอย่างนั้นเหรอ” จางโค่วเป๋งไม่เข้าใจความคิดของเทียนหยุนเปาและกานหยวนเปียว
“ใช่”
และนับตั้งแต่ที่เขานำอาวุธติดมือเข้ามาด้วยเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อย่างที่เพื่อนผู้พี่พูดไว้ นอกจากจะไม่ใช่แล้วมันยังตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเพราะไม่มีใครกล้าตอบเลย ถึงจะมีคนตอบแต่จางโค่วเป๋งกลับรู้สึกว่าคำตอบที่ตอบมามันไม่ได้มาจากความต้องการของคนเหล่านั้น แต่คำตอบนั้นเป็นคำตอบที่ทำให้พวกเขาหลุดจากการสอบสวนต่างหาก
“อาเปา ปาเปียว ข้าว่าวิธีที่เจ้าสองคนใช้มันมีประโยชน์เลยนะ”
“ไม่มีประโยชน์” สองเพื่อนซี้ผู้เข้ากันได้ดีไปซะทุกเรื่องตกใจกับคำพูดของน้องชาย “เจ้าหมายความว่าไง”
“แล้วถ้ามีทหารทั้งกองทัพอยู่ตรงหน้าเจ้า เจ้าจะยอมบอกอ๋องเก้าที่ซ่อนของน้องห้าให้รู้รึเปล่าล่ะ”
“ไม่มีทาง” สองพี่น้องตอบฉะฉาน
“คนที่เจ้าสอบสวนก็คงเช่นกัน” จางโค่วเป๋งอธิบาย “นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาจากทั้งสองแคว้นต่างก็เป็นพวกลูกหลานขุนนางหรือไม่ก็พวกมีอิทธิพลหรือบางทีก็เป็นลูกหลานของคนสำคัญในแคว้น หากพวกเขาถูกส่งมาทำงานเพื่อสืบข่าวจริงๆ แล้วล่ะก็ ต่อให้เจ้าสอบสวนเท่าไหร่ก็คงไม่บอกง่ายๆ เช่นกัน” จางโค่วเป๋งพูดไว้ให้คิด
แต่คำพูดที่กรอกหูไปนั้นก็เป็นเพียงข้อความที่ผ่านเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาหาได้สนใจในคำสอนของว่าที่นักบวชหนุ่มของทั้งสอง พวกเขากลับไปสืบสวนต่ออย่างไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองว่าทั้งสองเป็นคนเช่นไรที่ถูกศิษย์ผู้น้องสั่งสอน
“อาเป๋ง” เทียนหยุนเปาถาม เขาสังเกตว่าน้องชายนั่งหน้ามุ่ยมานานมากแล้ว “เจ้าเป็นอะไรไป”
“ถ้าเจ้าไม่พอใจที่พวกเขาให้มาฟังคำสอบสวนก็ออกไปซะ” กานหยวนเปียวออกปากไล่
“เจ้าสองคนก็สอบสวนให้เร็วๆ หน่อยละกัน”
“เจ้าจะออกไปก่อนก็ได้นะ จะไปธุระที่ไหนก็ไป” พี่รองบอก “ข้าสองคนจะอยู่ที่นี่ต่อเอง”
สองพี่น้องกลับไปสอบสวนชายคนต่อไป การสอบสวนดำเนินไปอย่างช้าๆ ชายคนแล้วคนเล่าเดินเข้ามาเรื่อยๆ จะว่าไปกานหยวนเปียวกับเทียนหยุนเปาก็สอบสวนชายทุกคนจนเกือบจะหมดทั้งสำนักแล้ว
นับว่าเป็นโชคดีของอาจารย์หลายๆ คนที่ลูกศิษย์ทั้งสองคนของพวกเขายังหาโอกาสที่เหมาะสมและเหตุผลที่เพียงพอที่จะเรียกตัวพวกเขามาสอบสวนไม่ได้
กานหยวนเปียวเริ่มหมั่นไส้จางเป๋ง เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้จางโค่วเป๋งดูราวกับจะบอกว่าการสอบสวนคงจะไม่จบง่ายๆ
“อะไร” จางโค่วเป๋งสงสัย
“รายชื่ออาจารย์ที่พวกเรายังไม่ได้สอบสวน”
ชายหนุ่มรับกระดาษมาอ่านรายชื่อเหล่านั้นดู สักพักดวงตาของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น “นี่อาจารย์อายุตั้งหกสิบแล้วเจ้าก็ยังไม่ละเว้นอีกเหรอเนี่ย” จางโค่วเป๋งอึ้งกับความเป็นห่วงและหวงน้องสาวของพี่ชายทั้งสอง
“พวกอาจารย์น่ะนะไม่น่าไว้ใจที่สุดเลย” กานหยวนเปียวเริ่มสาธยายการวิเคราะห์ที่เขาและเทียนหยุนเปาที่ต่ออาจารย์ในสำนักดาบชิ่วอัน “ปากก็บอกว่าให้ไปช่วยงาน แต่พอไม่มีคนก็อาจจะ...”
“แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงล่ะอาเปียว”
“ข้ากับอาเปาก็อ่านใจอาจารย์น่ะสิ”
“นี่ถ้าเจ้าไม่บอกว่าเจ้าสองคนมีความสามารถในการอ่านใจคนได้นะ” จางโค่วเป๋งเริ่มแขวะ “ข้าต้องคิดว่าเจ้ายัดเยียดความคิดบ้าๆ ของตัวเองให้อาจารย์นะเนี่ย”
“อาเป๋ง” สองพี่น้องร้องเสียงหลง
“เฮ้อ...ข้าสองคนอิจฉาเจ้าจังอาเป๋ง เจ้าดูพวกเราออกหมดเลย”
กานหยวนเปียวปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ จางโค่วเป๋ง
“เจ้าทำอะไรก็ดีไปหมด แต่พวกเรา...”
“ข้ากับเจ้าไม่เหมือนกัน จะเอามาเปรียบเทียบกันน่ะไม่ได้หรอก พวกเจ้าคิดว่าดีไปหมดซะทุกอย่างก็ไม่ถูก ข้าแค่พูด แค่ทำให้มันถูกที่ถูกก็เท่านั้นเอง แต่ข้าก็เหมือนเป็นคนที่ไม่เปิดเผย บางทีแล้วต่อหน้าพวกเจ้าข้าก็อาจจะเป็นคนดี แต่ลับหลัง...”
ชายหนุ่มเงียบไปเมื่อนึกถึง...
การหักหลัง
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะหักหลังพวกเรา” เทียนหยุนเปาเดินเข้ามาสมทบหลังจากสอบสวนชายคนหนึ่งเสร็จ เขาบังเอิญเข้ามาได้ยินจึงพูดในสิ่งที่เขาและกานหยวนเปียวคิด
“เอาหล่ะ” เทียนหยุนเปาตบบ่าศิษย์ร่วมสำนักที่เป็นทั้งพี่ น้อง และเพื่อนตาย “เราไปฝึกวรยุทธ์กันเถอะ”
เขาพยายามหาทางให้น้องชายเลิกคิดโทษตัวเองที่เกิดเป็นลูกศัตรู แต่สองพี่น้องก็รู้ดีว่าพวกเขาคงจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก แต่สิ่งที่ทำได้ก็คงจะมีแต่การช่วยให้จางโค่วเป๋งระบายอารมณ์ด้วยการฝึกวรยุทธ์
“เดี๋ยว” จางโค่วเป๋งดึงมือทั้งสองไว้
“มีใครบางคนอยากพบพวกเจ้า”
“ใคร”
จางโค่วเป๋งไม่ตอบ เขาจับมือพี่ชายโดยไม่ปล่อยให้หนีไปไหนแล้วพาไปที่ลานโล่งที่ใช้ในการประลอง
“เรากลับก่อนหล่ะ” กานหยวนเปียวพูดเมื่อเห็นคนที่ต้องการพบเขา
เสียงนั้นทำให้หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่กลางลานเงยหน้าขึ้นมามอง น้ำตาไหลอาบแก้มนางเป็นทางยาว
“พี่ชาย...ข้าขอโทษ”
กานหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาหยุดเดิน ทั้งสองแอบยิ้มน้อยๆ แต่ก็ยังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป
“คุณหนูมาขอโทษข้าสองคนเรื่องอะไรเหรอ”
จู่ๆ ร่างของมู่กุ้ยอิงก็ร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น
“คุณหนู” แม้จะตกใจแต่จางโค่วเป๋งก็ยังคงเรียกมู่กุ้ยอิงว่าคุณหนู หากเขาเรียกนางว่าน้องห้านั่นก็เท่ากับว่าความจริงทุกอย่างจะถูกเปิดเผย
จางโค่วเป๋งแผดร้องสุดเสียง เขารีบเข้าไปประคองร่างน้องสาวท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ชายหนุ่มจอมหยิ่งยโสก็หันมาตามเสียงนั้นแล้ววิ่งไปที่ชายหนุ่มและหญิงสาวตรงกลางลานโล่ง

“อาเป๋ง นี่เจ้าปล่อยให้คุณหนูคุกเข่าอยู่อย่างงั้นได้ยังไง”
“ตากฝนตั้งนานแบบนี้ ถ้าคุณหนูเป็นอะไรขึ้นมาอาจารย์หวงไม่ลงโทษพวกเราแย่เลยเหรอ”
แม้ว่าจะโกรธน้องชายมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพราะที่นี่ไม่ได้มีแต่คนของผาพิทักษ์ธรรมเท่านั้น ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวนั่นก็หมายถึง
อันตราย!!!
ดังนั้นการที่ทุกคนจะเรียกมู่กุ้ยอิงว่าคุณหนูจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดสำหรับคนที่นี่ เพราะทุกคนก็เรียกนางเช่นนั้น
“อย่าตำหนิพี่สี่เลย” เสียงเล็กๆ แทรกขึ้นมา
“คุณหนู”
“ข้าไม่ดีเองแหละที่เชื่อพี่สี่มากเกินไป ก็เลยทำให้พวกพี่ต้องเป็นห่วง”
“ต่อไปก็อย่าแบบนี้อีก” เทียนหยุนเปาเตือน “พวกพี่เป็นห่วง”
ยิ่งเรียนมาด้วยกันความเป็นพี่น้องของทั้งสี่ก็ดูจะสนิทกันมากขึ้น จนทุกคนที่สำนักดาบเองก็ไม่สงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งสี่ว่าเป็นเช่นไร เพราะพวกเขารู้แต่ว่าคุณหนูของพวกเขาเป็นน้องร่วมสาบานของกานหยวนเปียว เทียนหยุนเปา หลินเถาเป่ย และจางโค่วเป๋ง

“นายท่านนะนายท่าน รู้ว่ามาทำงานใหญ่ยังทำกันแบบนี้อีก” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมทวนย่ง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน และแล้วเขาก็เดินไปนั่งที่โต๊ะตรงมุมร้านด้านหนึ่งซึ่งสามารถมองเห็นบรรยากาศได้ทั่วร้าน “เสี่ยวเอ้อ” เขาเรียกคนบริการ
เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะและยืนบังร่างเขาไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นบรรยากาศของร้านได้ “หลินเถาเป่ยใช่มั้ย”
อาการหงุดหงิดของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสงสัย มือของเขาค่อยๆ สัมผัสส่วนที่หุ้มเหล็กแบนยาวชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ข้างตัว เขาไล่มือขึ้นไปที่ด้ามจับของแผ่นเหล็ก “เจ้าเป็นใคร แล้วไปเอาชื่อนี้มาจากไหน”
เสี่ยวเอ้อค่อยๆ เลื่อนกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลดำใบหนึ่งไปตรงหน้าชายหนุ่ม เขาหยิบมันขึ้นมาดูอย่างพิจารณา กล่องถูกสลักเป็นลวดลายป่าที่อยู่ในทะเลทรายอันแห้งแล้ง ตามกิ่งก้านสาขาของต้นไม้เหล่านั้นมีดอกไม้ห้าชนิดสลักอยู่ด้วย ชายหนุ่มรู้แต่เพียงว่าดอกไม้เหล่านี้คือดอกเบญจพิษแห่งผาพิทักษ์ธรรม ใบของต้นไม้ก็มีแฉกแยกออกมาห้าแฉกทุกใบเหมือนกับพิษสงของมัน เขาพลิกกล่องไม้เพื่อดูที่ด้านหลังของมัน ที่พื้นด้านล่างนั้นสลักข้อความบางอย่างเอาไว้
แข็งแกร่งดุจหินผา พิทักษ์ธรรมด้วยหัวใจ
เมื่ออ่านข้อความนั้นจบเขาก็ส่งกล่องไม้นั้นคืนเจ้าของ “นายท่านใช้ให้ข้ามาทำงาน”
“พวกเรารู้แล้ว” เสี่ยวเอ้อบอก “เถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อทุกคนที่นี่คือพวกเดียวกับเจ้า มีอะไรก็บอกนะ พวกเราทุกคนพร้อมที่จะช่วยเจ้าทุกเมื่อ”
“ตอนนี้ขออาหารให้ข้าชุดนึงนะ” หลินเถาเป่ยสั่งอาหาร
“ได้” เสี่ยวเอ้อรับคำแล้วเดินออกไป
“เดี๋ยว” ชายหนุ่มรั้งไว้ “ข้าต้องจ่ายค่าอาหารรึเปล่า”
“ทำไมเหรอ” คนบริการสงสัย
“บอกมาเถอะน่า”
“จ่ายสิ ถ้าไม่จ่ายคนอื่นก็สงสัยแย่เลย”
“เอาอาหารราคาถูกที่สุดมาให้ข้านะ”
เสี่ยวเอ้อคนนั้นทำหน้างง แต่ก็ทำตามที่สั่ง
เมื่ออาหารมาถึงโต๊ะหลินเถาเป่ยก็เริ่มรับประทานไปพร้อมกับบ่นพึมพำไป “ให้มาแค่นี้ไม่เหมือนให้มาทำงานใหญ่เลย”
“บ่นอะไรนักหนาล่ะอาเป่ย” เสียงเถ้าแก่ดังมาจากโต๊ะคิดเงิน
“จะอะไรซะอีกหล่ะ ท่านดูสิข้ามีเงินติดตัวไม่เท่าไหร่เอง แต่นายท่านกลับให้ทำงานที่มันต้องใช้เงินมากน่ะสิ”
“ยืมข้าก่อนมั้ยล่ะ” เถ้าแก่เสนอ
“อย่าเพิ่งเลย”
“ข้าไม่คิดดอกก็ได้” เถ้าแก่บอก แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมรับข้อตกลง “เจ้ามีเงินพอเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนก็ได้ ข้าไม่รีบทวงหรอก”
“ท่านเก็บมันไว้ก่อนเถอะ เอาไว้ข้าหมดทางออกเมื่อไหร่แล้วจะมายืมท่านเอง” หลินเถาเป่ยตัดบทแล้วรับประทานอาหารต่อไป
ถึงแม้ว่ามือจะจับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากแต่เขาก็ไม่ได้สนใจกับอาหารที่กำลังรับประทานว่ามีรสชาติเช่นไร เขาเอาแต่สังเกตสถานการณ์รอบๆ ร้านอย่างระแวดระวัง เขาต้องเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้เข้ามาใช้บริการในร้านนี้เอาไว้ เผื่อว่าที่นี่อาจจะเป็นฐานกำลังของเขาในภายหน้าก็ได้
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วหลินเถาเป่ยก็เดินไปที่โต๊ะคิดเงิน “เถ้าแก่ มีห้องให้เช่ารึเปล่า”
“นายท่านจัดการให้เจ้าแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหรอก ข้าไปเรียกเก็บจากนายท่านเองก็ได้ เจ้ามีเงินพอใช้จ่ายค่อยเอามาให้”
เมื่อทราบเรื่องที่ทำให้สบายใจไปอย่างหนึ่งเขาก็สั่งเจ้าของโรงเตี๊ยมก่อนจะออกไป “ไม่ต้องรอข้านะ คืนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่”
“กลับดึกน่ะข้าไม่ว่าหรอก แต่อย่าเอาสาวหน้าร้านมาด้วยละกัน” เถ้าแก่ไม่วายล้อชายหนุ่ม
หลินเถาเป่ยหันกลับมามองเถ้าแก่ด้วยความสงสัย แต่เมื่อชำเลืองมองไปทางด้านหลังเขาก็เข้าใจในความหวายที่ชายชราพูด เพราะฝั่งตรงข้ามกับโรงเตี๊ยมทวนย่งก็คือหอนางโลมหิมะแดง หอนางโลมขึ้นชื่อของแคว้นเจ้าซึ่งเป็นสถานที่ที่เหล่าขุนนางชอบมาที่นี่
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” เขาชี้หน้าชายแก่แล้วเดินไปตามถนนหนทางที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างขวักไขว่ เขาเดินไปตามทางเรื่อยๆ ผ่านร้านค้ามากมายแต่สุดท้ายเขาก็หยุดเดินเมื่อมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เขาหันไปทางซ้ายเพื่อมองสถานที่นั้นอย่างเต็มตาแล้วเดินเข้าไปอย่างมีจุดหมาย
“เดี๋ยวก่อน” คนยืนเฝ้าอยู่หน้าสถานที่แห่งนั้นขวางหลินเถาเป่ยไว้ “รู้รึเปล่าว่าเจ้ากำลังจะเข้าไปที่ไหน”
“ก็บ่อนไง ถ้าไม่รู้จะเข้ามาทำไม” คนตอบหันไปมองหน้าคนเฝ้าประตูอย่างเบื่อหน่าย เขาแอบด่าคนถามอยู่ในใจ
‘นี่มันบ้ารึเปล่าเนี่ย ทำงานอยู่ที่นี่แท้ๆ ยังมาถามอีกว่าที่นี่ที่ไหน คนในเมืองนี่ความจำเสื่อมกันรึไงนะ’
“แล้วเจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม” คนเฝ้าอีกคนถาม
“มาบ่อนก็ต้องมาพนันสิ รึว่าเจ้าจะให้ข้ามาทำอย่างอื่น”
“แต่ที่นี่มันบ่อนไห่หนาน” ชายคนที่ขวางหลินเถาเป่ยบอกด้วยความโอ้อวด “บ่อนสำหรับคนใหญ่คนโต เจ้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเข้ามาไม่ได้”
“ข้าไม่สนหรอกนะว่าที่นี่จะมีไว้สำหรับใคร ข้ารู้แต่ว่าถ้ามีเงินก็เข้าบ่อนได้”
“แต่ข้าไม่ให้เข้า”
“ทำไมข้าจะเข้าไม่ได้” หลินเถาเป่ยถาม
“เจ้ายังเด็กริอ่านจะเข้าบ่อน” ชายสองคนดูถูกผู้มาเยือน “ข้ากลัวว่าเจ้าจะหมดตัว เดี๋ยวจะกลายเป็นลูกแหง่”
“อย่างมากข้าก็แค่หมดตัว แต่เจ้าสองคน...หมดลม”
ชายคุมประตูจับแขนชายหนุ่ม เขาสะบัดมือออกแล้วใช้ฝักดาบฟาดไปที่หลังของคนเฝ้าประตูคนหนึ่ง ส่วนอีกคนถูกฟาดด้วยเท้าขวาที่ใบหน้า เมื่อคนเฝ้าประตูเสียหลักหลินเถาเป่ยก็เดินเข้าไปในบ่อน แต่ไม่ทันที่เท้าจะก้าวข้ามธรณีประตูเขาก็ต้องก้มหัวลงหลบการต่อสู้ของคนเฝ้าประตู เขาก้มลงพร้อมกับชักดาบเล่มใหญ่ออกมา
เมื่อดาบถูกดึงออกจากฝัก มันก็ตวัดไปมาตรงหน้าคนทั้งสอง หลินเถาเป่ยเก็บดาบเล่มเขื่องเมื่อเขาคิดว่ามันถูกใช้จนเป็นที่พอใจแล้ว ชุดของคู่ต่อสู้ขาดเป็นชิ้นๆ และล่วงลงสู่พื้น
‘มิน่าล่ะ ทำไมอาจารย์ถึงเตือนว่าอย่าใช้มันถ้าไม่จำเป็น เพราะอย่างนี้นี่เอง’
ดาบอินทรีย์เหิร...รวดเร็วดุจนกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่องไวปราดเปรียวคล้ายอินทรีย์ยามถลาลม
เขาคิดไปเองเช่นนั้น โดยที่ตัวเองไม่รู้เลยว่ามีคนอยู่สามประเภทที่จ้องมองเขาอยู่
คนพวกหนึ่ง...จ้องมองด้วยความชื่นชม
คนพวกหนึ่ง...จ้องมองด้วยความมุ่งหวังบางอย่างในตัวเขา
คนพวกหนึ่ง...จ้องมองดาบเล่มนั้น และพวกมันก็กำลังคิดการบางอย่างเพื่อชิงดาบ














บทที่ 11

ชายวัยกลางคนที่มุงดูเหตุการณ์ร่วมกับชาวบ้านที่หน้าบ่อนพนันไห่หนานปรบมือให้แก่ผู้ชนะเมื่อการต่อสู้จบลง “เก่งมาก หนุ่มน้อย” เขาชื่นชมขณะเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหาผู้ชนะ
หลินเถาเป่ยเดินเข้าไปในบ่อนโดยไม่สนใจเลยว่าความสามารถของเขาเป็นที่สนใจของใคร
“หยุดนะ นี่เจ้ากำลังเดินหนี” คนติดตามชายวัยกลางคนพูดได้แค่นั้นเมื่อเจ้านายห้ามปรามไว้
“ไม่เป็นไรๆ คนหนุ่มก็อย่างนี้แหละ” เขาพูดกับคนติดตามแล้วเดินเข้าไปด้านหลังของผู้ที่เขากำลังสนใจ “เจ้าพอจะมีว่างรึเปล่า”
“ไม่มี” เขาตอบโดยไม่ต้องคิดให้เสีย เพราะตอนนี้เขาก็ไม่มีตามที่บอกไป สายตาของชายหนุ่มสอดส่ายมองไปรอบๆ บ่อนอย่างละเอียด
“อยากพนันเหรอ” ชายคนนั้นยังไม่เลิกตามตื้อ
“ไม่ใช่อยาก แค่จำเป็น”
“ถ้าอย่างนั้นข้ามีเงินมาเสนอให้เจ้า”
ผู้อ่อนวัยกว่าหันมามองผู้อาวุโสอย่างเหยียดหยาม สายตานั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังตำหนิชายคนนั้นที่ใช้เงินพร่ำเพรื่อ
เมื่อชายหนุ่มยังไม่สนใจเขาก็ยังไม่ละความพยายาม “ข้าสนใจฝีมือเจ้า”
“ข้าไม่ได้มีฝีมือไว้ขาย” หลินเถาเป่ยยิ่งโมโหหนัก
“ข้าอยากให้เจ้าไปทำงานกับข้า” ชายวัยกลางคนบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงให้รู้
“ท่านชื่ออะไร”
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถาม” คนติดตามชายคนนั้นตวาด
เจ้านายยกมือห้ามแล้วสั่งให้คนติดตามออกไป
เมื่อชายผู้ติดตามออกไปจนแน่ใจแล้วว่าเขาจะไม่ได้ยินการสนทนาบุคคลผู้แต่งตัวภูมิฐานดูมีฐานะก็กลับมาสู่เรื่องที่เขาต้องการ “ที่เจ้าถามชื่อข้าเพราะอยากจะมาทำงานกับข้า” เขาลองพูดเผื่อว่าความต้องการของชายหนุ่มจะตรงกับเขา
“เปล่า” หลินเถาเป่ยหันมาสบตาคู่สนทนา “ข้าไม่ได้สนใจงานของท่าน แต่ข้าสนใจท่าน”
ชายทั้งสองจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมลดละราวกับว่ากำลังจะหาคำตอบบางอย่างในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม
“อ๋องเก้า” หลินเถาเป่ยเอ่ยทำลายความเงียบระหว่างเขากับชายวัยกลางคน
“รู้จักข้าด้วยเหรอ”
“รู้จักสิ ข้าต้องรู้จักท่านอยู่แล้วหล่ะ ในเมื่อท่านอ๋อง...คือศูนย์รวมแห่งความชั่ว”
อ๋องเก้ายิ้มอย่างพอใจกับความกล้าของชายหนุ่มตรงหน้า “ไม่กลัวว่าข้าจะจับเจ้าไปตัดหัวรึไงที่เจ้ากล่าวหาข้าแบบนั้น”
“ชั่วหรือไม่ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ และถ้าข้าไม่แน่จริงก็คงไม่กล้าเข้ามาที่นี่หรอก” หลินเถาเป่ยพูดอย่างสบายอารมณ์ “แต่นับว่าเป็นโชคดีของข้าที่เจอท่านรวดเร็วแบบนี้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินเพื่อเข้าไปพบท่านถึงในวัง เพราะแค่ข้าเข้ามาที่นี่ก็ได้พบท่าน จริงมั้ยท่านอ๋อง” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย
“แน่ใจเหรอว่าเจ้าจะพบข้าได้ทุกเมื่อ” อ๋องเก้าหยั่งเชิง เขารู้สึกว่าคนๆ นี้ไม่ธรรมดาเหมือนอย่างที่เขาคิด
“ที่นี่เป็นบ่อนทำเงิน และคงไม่มีเจ้าของคนไหนจะอยู่เฉยได้หากรู้ว่ามันมีปัญหา”
“เจ้ากำลังจะบอกว่า...”
“ที่นี่คือบ่อนของท่าน” หลินเถาเป่ยไม่มีอาการสะทกสะท้านเลยทั้งๆ ที่ว่ากำลังอยู่ในถ้ำเสือที่อันตรายที่สุด
“เจ้ารู้ได้ยังไง” อ๋องเก้าเองยังตกใจในความสามารถของชายหนุ่มที่เข้ามาที่นี่เพียงไม่นานก็ดูออกแล้วว่าที่นี่เป็นบ่อนของเขา
หลินเถาเป่ยหัวเราะในลำคอ “ทุกคนยังเล่นพนันได้ตามปกติทั้งๆ ที่ข้าเอ่ยชื่อท่าน เพราะพวกเขาคือคนของท่าน ที่ข้าพูดมาถูกรึเปล่า” เขาแกล้งถามทั้งที่ตัวเองก็รู้คำตอบนั้นอยู่แล้ว
“แล้วเจ้าต้องการพบข้าเพื่ออะไร” สายตาของผู้อำนาจเริ่มหวาดระแวง เขารู้สึกว่าตัวเองประเมินชายหนุ่มคนนี้ต่ำเกินไป
“เป็นหนึ่งเหนือคนของท่าน”
เสียงนั้นเหมือนเสียงสวรรค์สำหรับอ๋องเก้าเพราะไม่เคยมีใครกล้าเสนอตัวอย่างอาจหาญเช่นบุคคลตรงหน้าผู้นี้มาก่อน เขาเป็นคนแรกที่ทำให้อ๋องเจ้าเล่ห์ผู้นี้รู้สึกกลัวและสบายใจได้ในเพียงไม่นาน
“แต่ก็เป็นรองสำหรับข้า”
หลินเถาเป่ยยิ้มเหี้ยมกับคำตอบที่ได้รับ

“เป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นี่สบายดีรึเปล่า”
“บารมีท่านอ๋อง ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องเรียกท่านว่า ‘ว่าที่ฮ่องเต้คนใหม่’ มีหรือจะไม่สุขสบาย” ชายหนุ่มพูดขณะที่ก้มหัวคำนับเจ้านายที่เดินเข้ามาหาถึงห้อง
“ดี พูดได้ดี”
“มันแค่คำพูด คงจะไม่สำคัญเท่าการกระทำ” ต่อหน้าอ๋องเก้าหลินเถาเป่ยต้องระวังตัวเป็นที่สุด แม้แต่คำพูดก็ต้องกลั่นกรองมาอย่างดี
“เจ้าอยากจะช่วยข้าให้เป็นอย่างที่เจ้ารึไง” อ๋องเก้าถามทีเล่นทีจริง
“ถ้าท่านอ๋องอนุญาต”
คำตอบนั้นทำให้เจ้านายผู้เห็นคนมามากมายหลายประเภทถึงกับพูดไม่ออก ถึงแม้ว่าจะมีคนหลายคนที่ภักดีกับเขาก็ตาม แต่ไม่เคยมีใครสักคนที่จะยอมทำให้เขาได้มากเช่นนี้ทั้งที่เพิ่งจะเข้ามาอยู่กับเขา
“แล้วเรื่อง...”
‘หากงานนี้เจ้าทำสำเร็จ บางทีงานที่เจ้าต้องการข้าอาจจะยกให้เจ้าจัดการ’
“ท่านอ๋องไม่ต้องเป็นห่วง คนๆ นั้นไม่มีวันเปิดปากอย่างแน่นอน ข้าสั่งสอนมันแทนท่านอ๋องแล้ว ข้ารับรองว่าเรื่องนี้จะไม่มีควันความใดๆ มาทำให้ท่านอ๋องรำคาญใจเล่น”
อ๋องเก้ามองดูนักฆ่าคนใหม่ของเขาอย่างพิจารณา
‘ข้าไม่เคยเจอคนแปลกเช่นเจ้ามาก่อน เจ้าเป็นเหมือนคนสองบุคลิก
ท่าทางเจ้าอ่อนน้อม...แต่วาจากลับแข็งกร้าว
กริยาเจ้านิ่งสงบ...แต่สายตากลับสั่นไหว
ข้าอ่านความคิดเจ้าไม่ออกจริงๆ นักฆ่าหลิน’
เมื่อสายตาของนักฆ่าหนุ่มมองมาที่เขา เสด็จอาของฮ่องเต้ก็ปรับอารมณ์มาสู่ปกติ
“ข้าเลือกเจ้าไม่ผิดจริงๆ” เขาชื่นชมอย่างจริงใจ
“ขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตา”
“คนภักดีต้องเก็บไว้ คนแปรพักตร์ต้องถูกกำจัด”
หลินเถาเป่ยฟังข้อความนั้นอย่างตั้งใจ เขาคิดตามสิ่งที่เจ้านายพูดอย่างไม่ผิดเพี้ยน
‘ใช่ คนแปรพักตร์เช่นท่าน...ต้องถูกกำจัด’

ในลานฝึกอาวุธสถานที่ลับของเหล่านักฆ่า ชายฉกรรจ์หลายคนฝึกปรือฝีมืออย่างแข็งขัน แต่เมื่อเจ้านายเดินเข้ามาที่นี่ทุกคนก็หันมารอคำสั่ง
“พวกเจ้าฝึกกันต่อ” เจ้านายใหญ่เดินเข้าไปหาชายคนหนึ่งที่ห้องส่วนตัว
“นักฆ่าหลิน” เขาเรียก
หลินเถาเป่ยเปิดประตูต้อนรับเจ้านายแล้วเชิญเข้ามาในห้อง
“นักฆ่าหลิน” อ๋องเก้าเริ่มการสนทนา “ข้าถามเจ้าตามตรงได้รึเปล่า”
นักฆ่าผู้ถูกถามเฝ้ารอคำถามด้วยใจที่สั่นรัว แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในนักฆ่าคนสำคัญของอ๋องเก้าแล้วก็ตาม แต่ทุกวินาทีที่เขาอยู่ที่นี่ก็คือแห่งความตาย หากพลาดนิดเดียวเขาก็ไม่อาจจะนำศีรษะกลับคืนสู่ที่ๆ จากมาได้เหมือนเช่นพ่อของเขา
พ่อของเขาโชคดีที่ยังมีร่างกลับไป แต่ตัวเขาอาจไม่โชคดีเช่นพ่อก็เป็นได้
“เจ้าไปร่ำเรียนวิชามาจากสำนักไหน”
“มันสำคัญสำหรับท่านมากนักเหรอท่านอ๋องว่าเป็นใคร มาจากไหนถึงจะมาทำงานกับท่านได้” หลินเถาเป่ยเองก็หวาดระแวงเช่นกัน หลายเดือนที่เขาพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความไว้วางใจที่อ๋องเก้าจะมอบให้เขาแทบจะสูญเปล่าเมื่อเขาได้ยินคำถามนี้ อ๋องเก้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ไม่มีใครสืบประวัติของเขามารายงานต่อเจ้านายคนนี้ได้ ยิ่งอยู่หลินเถาเป่ยเองก็ยิ่งต้องระวังตัวมากขึ้น
“เฮ้อ” อ๋องเก้าถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำกับกับใครมาก่อน “เจ้ารู้รึเปล่าว่าเจ้าเป็นคนแรกที่กล้าพูดแบบนี้กับข้า แล้วข้าก็ไม่เคยคิดโกรธเจ้าเลย”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากอ๋องเก้าเหมือนกับว่ากำลังระบายความในใจให้คนสนิทฟังทำให้หลินเถาเป่ยยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้น เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าอ๋องเก้าคิดอะไรอยู่ เขาไม่สามารถคาดการณ์ได้เหมือนเมื่อก่อน
“อยากรู้รึเปล่าว่าทำไมข้าถึงไม้โกรธเจ้า” ชายวัยกลางคนถามคนอ่อนวัยกว่า “ข้าชอบในความกล้าของเจ้า เจ้ากล้าคิด กล้าทำ และข้าก็ไม่เคยผิดหวังในตัวเจ้าเลยสักครั้ง เจ้ารู้มั้ย...ว่าบางครั้งข้าเองก็เคยคิดว่าถ้ามีลูกเป็นอย่างเจ้ามันก็คงจะดีไม่น้อย” อ๋องเก้ารู้สึกแปลกใจที่เขามาพูดเรื่องพวกนี้ให้หลินเถาเป่ยฟัง แต่เขากลับเปลี่ยนเรื่องคุยซะดื้อๆ “เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยว่าเจ้าไปร่ำเรียนมาจากไหน”
“ทุกที่และทุกวิธีที่ทำได้”
หลินเถาเป่ยไม่เคยพูดจาต่อความยาวสาวความยืดกับอ๋องเก้าเลยสักครั้ง เขาไม่กล้าที่จะเสี่ยงให้ใครจับผิดในคำพูดและการกระทำ เขารู้แต่เพียงว่าเขาพบอ๋องเก้าเพราะการกระทำ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างความไว้วางใจจากการกระทำเช่นกัน เขามักจดจำไว้เสมอ
ต้องใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
ถึงแม้ว่าแต่ละคำพูดจะสั้น เรียบง่าย แต่ได้ใจความ หลินเถาเป่ยก็ต้องใช้คำพูดทั้งแข็งและอ่อน เพื่อที่จะเข้าใจในความคิดและจิตใจของอ๋องจอมวางแผนผู้นี้
ทุกวิถีทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับอ๋องเก้า ว่าที่ผู้คุมทัพปฐพีย่อมทำทุกทาง
ไม่คำนึงซึ่งกลยุทธ์ ไม่ยึดติดกับวิธีการ แต่ได้มาแค่เพียงหนึ่ง
แค่...ชีวิตของมารร้าย
“หมอหลวง หมอหลวง” เสียงหัวหน้าขันทีดังขึ้นขณะที่วิ่งมาที่ห้องของแพทย์ประจำวังหลวง
“เร็วเข้า ฝ่าบาท...” หมอชราไม่รอช้าที่จะฟังความใดๆ อีกต่อไป เขารู้แต่เพียงว่าในตอนนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด แม้ช้าเพียงนิดเดียวนั่นหมายถึง...
...ชีวิตของฮ่องเต้

“ซิ่วเหวิน” เสียงแหบแห้งเรียกโอรส “เข้ามา...หาพ่อ”
ชายวัยยี่สิบปีเดินเข้าไปหาพระบิดาที่ข้างเตียงอย่างช้าๆ เขาจับมือกษัตริย์ชราไว้ราวกับจะส่งกำลังไปให้
“ซินหยู...ถังซินหยู” ทรงตรัสอย่างกระท่อนกระแท่น “พันธสัญญา...นางมี...พันธสัญญา” กล่าวจบพระวรกายก็ค่อยๆ ลดลงต่ำสู่พื้นพระบรรทม สายตาแข็งค้างราวกับเห็นมารร้าย
หมอหลวงรีบเข้ามาดูพระอาการโดยด่วน เขาจับดูชีพจรแล้วใช้นิ้วชี้อังที่ปลายจมูก จนสุดท้ายหมอหลวงก็ส่ายหัวให้เหล่าผู้เข้าเฝ้ากระอาการทราบโดยทั่วกัน

“ท่านอ๋อง ขอแสดงความยินดีด้วย”
“ยินดี” อ๋องวัยกลางคนสงสัยกับการแสดงความยินดีของนักฆ่า
“เสี้ยนหนามคนสำคัญของท่านถูกกำจัดแล้ว”
“เจ้าหมายถึง...”
ไม่ทันจะได้รับคำตอบก็มีเสียงดังโหวกเหวกโวยวายของคนรับใช้ชาย “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง” เขาวิ่งเข้ามาที่ห้องรับรองด้วยความเหนื่อยหอบ “เกิดเรื่องใหญ่แล้วท่านอ๋อง ฝ่าบาท...ฝ่าบาท...สิ้น...สิ้นพระชนม์แล้ว”
อ๋องผู้ชั่วร้ายแอบยิ้มที่มุมปากให้กับนักฆ่าผู้รายงานข่าวก่อนที่คนรับใช้จะเข้ามา
“เจ้าออกไปก่อน”
คนรับใช้ทำตามคำสั่ง ก่อนไปเขาปิดประตูให้เจ้าของบ้านอย่างรู้งาน แล้วเจ้าของบ้านก็เริ่มการสนทนาต่อไป
“ข้าเลือกคนไม่ผิดจริงๆ ว่าแต่เจ้าเถอะ...เก่งไม่ใช่เล่นเลยนะที่หาข่าวสำคัญขนาดนี้มาให้ข้าก่อนเจ้าพวกนั้นได้”
“ท่านอ๋องชมเกินไป ข้าเพียงแต่คิดว่าการข่าวเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็เท่านั้นเอง ก็เลยไปคาบมันมาก่อนใคร”
“แต่ถึงจะเร็วแค่ไหนก็ต้องแม่นยำและน่าเชื่อถือพอ” ผู้อาวุโสกล่าวตักเตือนชายหนุ่ม
“แล้วท่านอ๋องมีแผนสำหรับเสี้ยนหนามชิ้นสุดท้ายรึยัง” นักฆ่าหนุ่มเริ่มถามบ้าง
“อย่าเพิ่งรีบร้อน เดี๋ยวพวกมันจะสงสัยเรา”
“ถ้าท่านอ๋องไม่ว่าอะไร ข้ามีแผนมาเสนอ”

ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพขุนนางทั้งหลายเริ่มทยอยกันมาเคารพอย่างต่อเนื่อง พระแท่นที่มีโลงบรรจุรพศพสลักลวดลายสวยงามตั้งอยู่นั้นถูกรายล้อมไปด้วยเหล่านางสนม เจ้าจอม และเหล่าขันที ถัดออกมาทั้งสองด้านเป็นแถวของขุนนางเรียงตามยศถาบรรดาศักดิ์ไล่เรียงกันเป็นลำดับ
เมื่อปักธูปหนึ่งดอกในกระถางธูปแล้ว หยางหลิวฟ่งก็ลุกขึ้น เขาต้องเดินผ่านหน้าศัตรูตัวฉกาจ ดังนั้นเขาจึงจงใจเดินไปยืนข้างๆ เสี้ยนหนามแห่งความภักดี
“ข้ารู้ว่าเป็นฝีมือเจ้า”
“จะไม่ขอบใจข้าหน่อยรึไงที่อุตส่าห์ช่วยเจ้า” งูเฒ่าเริ่มพ่นพิษ
“เจ้าพูดเรื่องอะไร”
“เจ้าไม่รู้หรอกเหรอ ข้าเองก็นึกว่าเจ้าอยากจะนั่งบัลลังก์จนเต็มแก่ซะอีก”
“มันจะไม่มีวันนั้นเด็ดขาด และข้าก็ไม่เคยคิดที่จะทำด้วย” แม่ทัพใหญ่ยืนยันอย่างหนักแน่น
“แต่ข้าคิด” ปิศาจร้ายตอบกลับมาโดยไม่รีรอ
“อ๋องเก้า”
“ทำไม เจ้าจะทำอะไรข้ารึไง ข้าขอเตือนไว้ว่าอย่าขวางจะดีกว่า ข้าไม่อยากไปงานศพเจ้า”
“คงไม่มีวันนั้นหรอก เพราะคนที่จะต้องไปอยู่ในโลงน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า” กล่าวจบเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้แต่ความเคียดแค้นให้อ๋องเก้า

เมื่อขุนนางทั้งหลายเคารพพระศพเป็นที่เรียบร้อย ทหารก็นำโลงบรรจุศพไปที่ตำหนักเจ้าซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่อยู่ด้านในสุดของพระราชวัง ตำหนักเจ้าเป็นสถานที่สงบเงียบที่เจ้าอันฮ่องเต้ทรงโปรดปรานและเสด็จมาที่นี่บ่อยๆ ทั้งยังเป็นตำหนักใหญ่ที่มีห้องหับมากมาย ทหารที่เดินนำขบวนผ่านแนวกำแพงที่มีดอกไม้นานาพรรณปลูกอยู่โดยรอบด้านใน ทหารนำพระศพไปฝังไว้ที่ด้านข้างของตำหนัก ขณะที่ฮองเฮาเสด็จอัญเชิญป้ายพระวิญญาณของฮ่องเต้ไปตั้งไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมในห้องๆ หนึ่งที่ถูกประดับประดาด้วยสีขาวล้วนทั้งห้อง

วันสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ถูกจัดขึ้นในเร็ววัน งานถูกจัดอย่างรวบรัดแต่ก็คงไว้ซึ่งพิธีการอย่างสมเกียรติ เหล่าขุนนางและข้าราชบริพารเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบตามสังกัดเพื่อร่วมพิธีเฉลิมฉลอง หัวหน้าขันทีกล่าวรายงานด้วยเสียงก้องกังวานประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน องค์ชายเจ้าซิ่วเหวินเดินเข้ามาในห้องโถงพิธีด้วยชุดสีทองที่ปักเป็นดิ้นลวดลายมังกร พระองค์เดินขึ้นไปหน้าบัลลังก์ทองแล้วหันพระพักตร์ออกมาให้เหล่าผู้เข้าร่วมพิธีได้เห็นพระพักตร์ ขันทีถือถาดไปเล็กปูด้วยผ้าบุเนื้อดีสีทองที่มีเครื่องทรงพระเกศายื่นไปให้ผู้รับตำแหน่งใหม่ องค์ชายเจ้าหยิบเครื่องทรงพระเกศาที่มียอดเป็นแผ่นแบกว้างรูปสี่เหลี่ยมห้อยด้วยแถบมุกเนื้อดีเป็นสายยาวลงมาเล็กน้อยทั้งปลายด้านหน้าและด้านหลัง องค์ชายหนุ่มสวมเครื่องทรงนั้นที่พระเศียรแล้วนั่งลงที่บัลลังก์ทองก่อนที่หัวหน้าขันทีจะกล่าวรายงานรายงานพระปณิธานที่ทรงวางแผนไว้ในการปกครองประเทศ






















บทที่ 12

ในตลาดที่มีผู้คนเดินกันจอแจเต็มถนนมีชายเมาเหล้าคนหนึ่งกำลังเดินโซซัดโซเซพร้อมกับพูดหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว เขาเดินไปที่ตัวเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังซื้อผักอยู่ที่ร้านขายผักเล็กๆ ร้านหนึ่ง
“ว่างัย...น้องสาว”
เด็กสาวจ้องมองมืออันหยาบกร้านที่เกาะกุมข้อมือนางอยู่แล้วจ้องมาที่เจ้าของมือข้างนั้นอย่างสมเพช
“ท่านป้า ฝากของก่อนนะ” เด็กสาวหันไปพูดกับป้าแก่ๆ เจ้าของร้านขายผักที่นางเลือกซื้อ แล้วก็หมุนข้อมือให้หลุดพ้นจากพันธนาการก่อนที่จะจับแขนชายคนเมาเพื่อผลักไปที่ถนน
เด็กสาวหยิบของของตนแล้วออกเดิน
คนเมาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปที่สายรัดเอวของเสื้อ เขาหยิบมีดเล่มเล็กออกมาแล้วถาโถมร่างไปที่เด็กสาวผู้ที่ผลักเขาไปกองที่พื้น
เด็กสาวหันกลับมาด้วยสัญชาตญาณที่นางสัมผัสได้ ใบมีดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของนาง มันนิ่งอยู่กับที่
“ปล่อย” คนเมาร้องสั่งชายลึกลับที่จับแขนเขาไว้ เขารู้สึกเจ็บปวดที่ข้อมือมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมือนั้นถูกบิด ฝักดาบก็ฟาดลงมาที่หลัง ส่วนด้ามของมันก็กระทุ้งเข้าที่ท้องของคนเมาจนจุกตัวงอ
“ไป” ชายลึกลับตะโกนไล่
คนเมาได้สติก็เริ่มวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
“ขอบคุณมาก” เด็กสาวกล่าวกับชายแปลกหน้า
“ไม่เป็นไร คราวหน้าคราวหลังก็ระวังตัวให้ดีละกัน”
“ไม่ทราบว่าท่านคือ...”
“เจ้าอย่ารู้เลย” ชายแปลกหน้าตอบกลับโดยไม่คิดจะบอกเรื่องราวของตน
“ทำไมล่ะ” เด็กสาวยิ่งสงสัย
เขาไม่ตอบคำถามของนางแต่กลับตั้งคำถามกลับไป “ว่าแต่เจ้าเถอะชื่ออะไร”
“หยางผายฟง”
“ตระกูลหยาง” เข้าหันมามองเด็กสาวแล้วหันกลับไปเดินต่อเช่นเดิมพร้อมกับถอนหายใจ
“ท่านถอนหายใจทำไม”
“ข้าคิดว่าจะมีเหลือสักกี่คนที่ยังคงเป็นเช่นตระกูลหยาง” เมื่อเห็นเด็กสาวมีสีหน้าสงสัยชายแปลกหน้าก็อธิบาย “ความภักดีน่ะ”
“นี่ยังมีคนรู้อยู่อีกเหรอว่าตระกูลหยางยังคงภักดีต่อแคว้นเจ้า” เด็กสาวดีใจที่ได้ยินคำว่าความภักดีของตระกูลหยาง
“ช้าไม่รู้หรอกนะว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่ข้ารู้เพียงแค่ว่าคนดีๆ ในตอนนี้หายากเข้าไปทุกที ว่าแต่เจ้าเถอะจะกลับบ้านรึยัง เดี๋ยวข้าไปส่ง”

หญิงสาวเดินนำชายแปลกหน้าไปที่บ้านตระกูลหยาง
“ท่านเข้ามาก่อนเถอะ ไท้จินคงอยากพบท่าน” เด็กสาวชวนชายแปลกหน้าเข้าไปในบ้าน
“พบข้า”
“ใครที่ยังภักดีเหมือนพวกเรา พวกเราก็อยากพบทั้งนั้น”
ชายแปลกหน้าเดินตามเข้าไปในบ้าน
“ไท้จิน” เด็กสาวร้องเรียกหญิงชราที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ขนาดย่อมในห้องโถง
แม่ทัพใหญ่เจ้าของบ้านจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้า สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันโดยบังเอิญ ชาย เจ้าของบ้านถามหญิงรับใช้ประจำตัวมารดา
“ผายฟง เจ้าพาผู้ชายคนนี้เข้ามาทำไม”
“นายท่าน เขาช่วยชีวิตข้าไว้ที่ตลาด” หยางผายฟงชี้แจงเหตุผล
“ไม่ทราบว่าท่านคือ...” หญิงชราเอ่ยถาม นางให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ
“หลินเถาเป่ย คารวะไท้จิน” ชายแปลกหน้าทำความเคารพหญิงชราด้วยความนอบน้อม
คนพามามองหน้าคนแปลกหน้าด้วยความตกใจ สีหน้าของนางถอกสี นางจ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“แล้วเจ้าพาเขามาที่บ้านทำไม ผายฟง” หยางหลิวฟ่งถามโดยที่สายตาไม่ได้ละสายตาออกจากใบหน้าของผู้มาเยือน “ผายฟง” เขาเรียกสาวใช้อีกครั้ง “ผายฟง”
“นายท่าน” คนถูกเรียกเริ่มรู้สึกตัว
“เจ้าเป็นอะไร” เจ้านายวัยชราถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไร”
แม่ทัพใหญ่หยางหลิวฟ่งยังไม่ละความพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าสาวใช้คนนี้พาชายแปลกหน้ามาทำไมที่บ้าน “เจ้าพาเขามาที่นี่ทำไม ผายฟง”
“ข้า...”
เมื่อคนชวนเข้ามายังอ้ำอึ้ง หลินเถาเป่ยจึงจำเป็นต้องตอบเองอย่างช่วยไม่ได้ “คงเป็นเรื่องที่ข้าพูดคุยกับนาง นางจึงอยากให้ข้ามาพบไท้จิน”
“แล้วเจ้าสองคนคุยเรื่องอะไรกัน” หยางฮูหยินระแวงในตัวชายแปลกหน้า นางดูออกว่าสาวใช้เพิ่งจะได้ยินชื่อของชายแปลกหน้าพร้อมกันกับทุกคนถึงได้มีอาการเหม่อลอย
“ความภักดี”
“แค่นี้น่ะเหรอ” เว่ยเซี๊ยะหนิงถาม
“ข้านึกว่าพวกท่านยังอยากจะพบคนที่ยังภักดีเช่นพวกท่านซะอีก” เขาเดินเข้าไปจ้องหน้าคนถามแล้วจ้องนางเขม็ง “ดูท่าข้าคงจะมาผิดที่ซะแล้วสิ อุตส่าห์หลงคิดว่าที่นี่ยังหลงเหลือซึ่งความภักดีในแคว้นเจ้า แต่มันกลับไม่ใช่”
“ข้าต้องอภัยท่านแทนลูกสะใภ้ข้าด้วยที่นางเสียมารยาทกับท่าน” หญิงชราผู้ถือไม้เท้าทองลายมังกรคาบแก้วในมือขวาเดินเข้ามาใกล้ผู้มาเยือนบ้านของนาง “ถ้าท่านภักดีเช่นพวกเรา ที่นี่ก็พร้อมต้อนรับท่านทุกเมื่อ”
“ข้าเองก็ต้องของโทษฮูหยินเช่นกันที่พูดจาผิดไป” หลินเถาเป่ยออกตัว
“ไม่ทราบว่าท่านพักอยู่ที่ไหน” ไท้จินเริ่มเปิดการสนทนาของนางกับชายหนุ่ม
“โรงเตี๊ยมทวนย่ง”
“พักที่โรงเตี๊ยม ท่านคงจะเดินทางไปเรื่อย”
เขาพยักหน้าเป็นคำตอบ
“หากท่านไม่รีบร้อนจะไปไหน ข้าหวังว่าท่านจะพักกับเราที่นี่สักระยะ”
“ข้ามิบังอาจรบกวนพวกท่าน”
“เปล่าเลย ได้คนดีๆ เช่นท่านถือเป็นโชคดีของตระกูลหยาง”
“ขอบคุณไท้จินที่เมตตา ข้าเองก็กำลังหาแนวร่วมอยู่ ได้พบพวกท่านก็นับว่าเป็นโชคดีของข้าเช่นกัน”
“ผายฟง ให้คนไปจัดห้องให้คุณชายหลินด้วยนะ”
“คุณชายหลิน” หยางผายฟงเรียก “เชิญ” แล้วนางก็พาเขาไปที่ห้องพัก
“ท่านแม่ เราจะไว้ใจคนที่ชื่อหลินเถาเป่ยได้เหรอ” หยางหลิวฟ่งไม่วายเป็นห่วง
“แม่รู้ว่ามันเสี่ยง แต่ตอนนี้เรายังจะเลือกอะไรอย่างที่เราอยากได้ได้อีกหล่ะ ถ้าเขาเป็นคนที่เราต้องการก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเรา แต่ถ้าไม่ใช่...ก็คงจะเป็นคราวเคราะห์ของตระกูลหยาง”

หยางผายฟงเดินนำหลินเถาเป่ยมายังห้องๆ หนึ่ง
“ห้องนี้เป็นห้องของท่าน หากท่านต้องการอะไรเรียกใช้ข้าได้เสมอ” นางเปิดประตูเข้าไป
ชายหนุ่มเดินผ่านโต๊ะกลมขนาดกลางที่ถูกคลุมด้วยผ้าปักลวดลายแปลกตา ทางด้านซ้ายมือมีเตียงนอนที่ผูกกับผ้าบางๆ สีฟ้าอ่อนเป็นม่านกั้นซึ่งถูกรวบไว้ที่หัวและท้ายเตียงอย่างเรียบร้อย ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ใกล้หน้าต่างด้านหน้าเตียงนอน
“คุณชาย หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัว”
“เดี๋ยวก่อน ผายฟง” หลินเถาเป่ยรั้งตัวสาวใช้ไว้ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทำให้ใบหน้าคมเข้มนั้นดูดุยิ่งขึ้น “เจ้ารู้จักข้าใช่มั้ย” สายตาดุดันจับจ้องไปที่เด็กสาว เขาจับแขนนางแน่นราวกับจะบอกว่าหากเขาไม่ได้คำตอบนางก็จะไม่ได้ออกไป
“ข้า...”
“คุณชายหลิน” เสียงเรียกของสาวใช้นอกห้องทำให้ทั้งสองต้องผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ “ไท้จินให้ข้ามาเชิญคุณชายไปรับประทานอาหารเย็น”
“เดี๋ยวข้าตามไป”
“ถึงอาหารเย็นแล้ว ข้าต้องรีบไปช่วยท่านป้าทำงาน” หยางผายฟงรีบเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าความจะแตกเสียก่อน เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจว่าคนที่ชื่อหลินเถาเป่ยคนนี้ใช่คนที่นางนึกถึงอยู่หรือไม่

“ท่านป้า”
“มาก็ดีแล้ว ยกอาหารไปตั้งโต๊ะเร็วเข้า ผายฟง” หญิงชรายกถาดอาหารให้หลานสาวถือไว้ แต่หลานสาวตัวดีก็วางมันลงกับโต๊ะ “ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับท่านป้า”
ซิ่วเทียนทำหน้าดุใส่หลานสาว “ผายฟง” มืออันเหี่ยวย่นยกถาดอาหารแล้วยื่นมาตรงหน้าหลานสาว “ไปทำงานก่อน”

ขณะที่สาวใช้ยกอาหารมาวางบนโต๊ะ หยางฮูหยินก็แอบสังเกตเห็นสายตาของผู้มาอยู่อาศัยคนใหม่ที่มองหญิงรับใช้ของแม่สามี เขาทำเหมือนกับว่ากำลังจ้องจับผิดนางอยู่
“คุณชายหลิน ผายฟงมีอะไรผิดปกติเหรอ ข้าเห็นท่านจ้องนางตั้งนานแล้ว”
ทุกคนที่โต๊ะอาหารหันมามองบุรุษหนุ่มเป็นตาเดียว ผู้ถูกถามชะงักไปสักครู่เมื่อได้ยินคำถามที่อาจจะสร้างความยุ่งยากให้เขาขณะที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่
“ข้า...เห็นหน้านางแล้วนึกถึงน้องสาวบุญธรรม ก็เลยจ้องนางซะจน...”
“เซี๊ยะหนิง อย่าเสียมารยาทสิ” ไท้จินตวาดลูกสะใภ้
“ข้าแค่สงสัยเท่านั้นเอง ท่านแม่”
“ไท้จิน ท่านอย่าตำหนิหยางฮูหยินเลย ที่นางพูดมาก็เพื่อความปลอดภัยของพวกท่าน ข้าต่างหากที่เป็นคนเสียมารยาท”
“แต่ถึงยังไงข้าก็ต้องขออภัยคุณชายหลินด้วยที่ถามไปแบบนั้น”
“ข้าเข้าใจดี ฮูหยิน ยามนี้จะหาคนที่ไว้ใจได้ก็เป็นไปได้ยาก เราไม่รูเลยว่าใครกันแน่ที่เป็นคนดี หรือใครกันที่เป็นคนเลว”
เมื่อบรรยากาศในโต๊ะอาหารดูท่าจะไม่ค่อยดี หยางหลิวฟ่งก็ชวนหลินเถาเป่ยพูดคุยเรื่องอื่นบ้าง “คุณชายหลิน แล้วน้องสาวท่านอยูไหนล่ะ”
“อาลี่...คงจะอยู่บนสวรรค์แล้วล่ะ” หลินเถาเป่ยนั่งนิ่ง พยายามแต่งเรื่องให้แนบเนียนที่สุด “แต่ช่างเถอะ...นางอยู่บนนั้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเจอเรื่องอันตรายอีก”
“คุณชายหลิน ข้าขอโทษด้วยที่ถาม...”
หลินเถาเป่ยรีบบอกก่อนที่ทุกคนจะรู้สึกผิดไปมากกว่านี้ “อย่าพูดอย่างนั้นเลย ท่านแม่ทัพ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด”
ถึงจะสงสารแต่หญิงชรานายใหญ่ของบ้านก็อยากรู้ เพราะนางไม่แน่ใจว่ามันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มเกลียดอ๋องปิศาจ “อย่าหาว่าเราล่วงเกินเลยนะคุณชาย ไม่ทราบว่านาง...”
“อ๋องเก้า” หลินเถาเป่ยรีบตอบก่อนที่ทุกคนจะจับผิดเขาได้ เพราะเขาเองก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะแต่งเรื่องว่าอย่างไรต่อไป และผลก็เป็นไปตามที่คาดหมาย ทุกคนเลิกถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้และทำให้เขาเป็นที่ไว้วางใจมากขึ้น

“ท่านป้า” หลานสาวดึงแขนป้าชราเข้ามาในห้องนอนแล้วเหลียวซ้ายแลขวาดูด้านนอกว่ามีใครอยู่ในบริเวณนั้นหรือไม่ เมื่อไม่มีใครนางก็ปิดประตู
“ผายฟง มีอะไร ทำไมต้องระวังขนาดนั้นด้วย” ซิ่วเทียนแปลกใจในอาการหลานสาว
“แม่นม” หยางผายฟงเปลี่ยนคำเรียกของซิ่วเทียนเป็นซิ่วหมินฮัวแม่นมบ้านตระกูลถัง “ท่านจำคนที่ชื่อหลินเถาเป่ยที่ท่านเคยเล่าให้ข้าฟังได้รึเปล่า”
“หลินเถาเป่ย ลูกชายขุนพลหลินน่ะเหรอ คุณหนู” แม่นมทวนคำพูดคุณหนูคนเล็กของบ้านตระกูลถัง
“ใช่ เขามาที่นี่”
“คุณหนูแน่ใจนะว่าเป็นอาเป่ยจริงๆ”
“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เด็กสาวหน้าสลดลง “รู้แต่ว่าคุณชายหลินชื่อเดียวกันกับอาเป่ยคนที่ท่านเล่าให้ฟัง” นางเดินเข้าไปนั่งที่เตียงอย่างเหนื่อยหน่าย “บางทีข้าอาจตั้งความหวังมากเกินไปก็ได้”
“อย่าเพิ่งตัดสินอะไรตอนนี้เลย คุณหนู ข้าว่าเราต้องพิสูจน์ว่าคุณชายหลินที่คุณหนูพูดถึงใช่อาเป่ยตัวจริงรึเปล่า”

“อาเหม่ย” เว่ยเซี๊ยะหนิงดีใจที่หลานสาวมาหาตนที่บ้าน
“ท่านน้า” สองหน้าหลานพบหน้ากันด้วยรอยยิ้ม
“ไปไงมาไงหล่ะ อาเหม่ย ถึงมาที่นี่จนได้” ไท้จินทักเว่ยเซี๊ยะเหม่ย
“ท่านพ่อไปค้าขายต่างเมืองอีกหลายเดือน ข้าก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยมท่านน้าแล้วจะขอพักที่นี่สักระยะน่ะ ไท้จิน” หญิงสาวชี้แจง “คราวนี้คงมารบกวนพวกท่านอีกนาน”
“รบกวนซะที่ไหนกัน คนกันเองแท้ๆ เจ้าเองก็เป็นหลานของเซี๊ยะหนิงจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้” หญิงชรากล่าวให้หญิงสาวสบายใจ
“น้าเขยไปราชการเหรอ ท่านน้า”
“ไม่ใช่หรอก ป่านนี้คงจะฝึกเพลงทวนอยู่กับคุณชายหลินอยู่หลังบ้านน่ะ”
“คุณชายหลิน” หลานสาวไม่เคยได้ยินชื่อของคนที่น้าสาวบอกก็สงสัย
“คุณชายหลินเป็นเด็กกำพร้า มาอยู่กับเราได้หลายวันแล้วหล่ะ”

“ท่านแม่ทัพ โปรดชี้แนะด้วย” สิ้นเสียงของผู้น้อย สองบุรุษผู้มีทวนอยู่ในมือก็เริ่มประลองยุทธ์กัน ทั้งสองต่อสู่กันอย่างดุเดือด ยังไม่มีใครพลาดพลั้งให้คู่ต่อสู้โจมตีได้
ผู้อาวุโสจับด้ามทวนด้วยความมั่นคงแล้วปัดป่ายซ้ายหวาหลบหลีกอาวุธคู่ต่อสู้จนบุกเข้าไปยังร่างหลินเถาเป่ยอย่างคล่องแคล่วสมกับที่เป็นผู้ได้รับการสืบทอดเพลงทวนของตระกูล เขาปล่อยให้มือขวาพาทวนไปที่แขนซ้ายของผู้น้อย คู่ต่อสู้หลบหลีกอย่างหวุดหวิด หลินเถาเป่ยหมุนปลายทวนด้านที่มีใบมีดเข้ามาหาตัวแล้วใช้ปลาทวนอีกด้านไปแตะตามจุดสำคัญที่ใช้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ หยางหลิวฟ่งชะงักเล็กน้อยแต่เขาก็ยังมีสติพอที่จะใช้มือขวาคล้องด้ามทวนและใช้ลำแขนบิดมันออกไปจากตัว ชายหนุ่มเองก็ใช้ข้อมือหมุนทวนให้กลับไปหาคู่ต่อสู้ แต่ก็พลาดเป้า แม่ทัพใหญ่เตะข้อเท้าไปตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่แล้วตีลังกากลับหลังลงมา ในจังหวะนั้นเขาสะบัดทวนไปที่ชายหนุ่ม ผู้อ่อนวัยหมุนตัวหลบออกทางด้านข้าง ทำให้ทวนเล่มนั้นพุ่งไปยังหญิงสองคนที่กำลังเดินเข้ามาในสวนดอกไม้ หลินเถาเป่ยรีบวิ่งและใช้ทวนของตนสะบัดไปถูกทวนเข้าไปยังเป้าหมาย เขายืนจ้องหญิงสาวที่ไม่เคยพบมาก่อนอย่างไม่วางตา มือข้างซ้ายยกขึ้นช้าๆ เพื่อไปรับทวนที่ลอยเคว้งอยู่บนอากาศ เขาบิดมือที่รับทวนไปไว้ที่ด้านหลังแล้วก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงของอภัยกับหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้ม
“ขออภัย แม่นาง”
“ขอบคุณ คุณชายหลิน”
สองหนุ่มสาวพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หญิงสาวเองก็ส่งยิ้มให้บุรุษหนุ่มด้วยอาการพอใจและชื่นชมในความสามารถของเขา
มีหรือที่การกระทำของผู้มาอาศัยแปลกหน้าจะรอดพ้นสายตาผู้เคยผ่านประสบการณ์มาก่อนเช่นหยางหลิวฟ่ง
“อาเหม่ย เจ้าบาดเจ็บรึเปล่า” ชายผู้เป็นต้นเหตุทำให้อาวุธเข้ามาหมายสังหารนางถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไรหรอก ท่านน้า”
“คุณชายหลิน ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตหลานสาวข้า” เว่ยเซี๊ยะหนิงเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
“อย่าเอ่ยเช่นนั้นเลย ฮูหยิน พวกท่านก็มีพระคุณกับข้าเช่นกัน ได้ช่วยเหลือพวกท่านบ้างข้าก็ดีใจ ข้าไม่กล้ารับคำขอบคุณจากท่านหรอก” แม้ว่าคำพูดที่ออกมาจะราบเรียบแต่ภายในใจกลับเต้นรัวไม่เป็นส่ำ
“ท่านพี่ อาเหม่ยจะมาพักกับเราซักระยะ”
คำบอกเล่าของหยางฮูหยินทำให้หลินเถาเป่ยรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรก
“ท่านเจ้าสัวไปค้าขายต่างเมืองอีกหล่ะสิ เลยทิ้งเจ้าไว้ที่บ้านคนเดียว” หลางหลิวฟ่งพูดเป็นเชิงล้อเลียนหลานสาว เพราะเว่ยเซี๊ยะเหม่ยไปมาระหว่างบ้านตระกูลเว่ยและบ้านตระกูลหยางอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงไม่แปลกใจเลยที่หลานสะใภ้จะเข้าออกที่นี่เป็นว่าเล่น จนนางแทบจะรู้จักทุกซอกทุกมุมของบ้านนี้แล้วด้วยซ้ำ “อาเหม่ย เจ้ามาชมสวนอีกแล้วล่ะสิ ถ้าอย่างนั้นเจ้าพาคุณชายหลินเดินเที่ยวด้วยแล้วกัน รู้จักบ้านนี้แทบทุกที่แล้วนี่เรา”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกท่านน้า” หญิงสาวถ่อมตัว
“อะไรกัน เจ้ามาอยู่ที่นี่แค่สองวันก็เดินเที่ยวซะรอบบ้านแล้ว จะพาคุณชายหลินไปเที่ยวแทนน้าไม่ได้รึไง” น้าเขยลองเปิดโอกาสให้หลานสะใภ้
“ถ้าท่านน้าต้องการ ข้าคงไม่กล้าขัด” นางว่า “เชิญ คุณชายหลิน”
“ท่านพี่”
หยางหลิวฟ่งตีมือภรรยาเบาๆ ก่อนจะชี้แจงเหตุผลที่ปล่อยให้สองชายหญิงที่เพิ่งจะรู้จักกันไปเที่ยวด้วยกัน แม้ว่าจะอยู่ภายในบ้านก็ตาม “ถ้าคิดจะผูกใจให้เขาอยู่กับเราก็ต้องผูกไว้ด้วยยางรักที่เหนียวแน่นกว่าสิ่งอื่นใด”

บทที่ 13

“ไม่ทราบว่าแม่นางกับท่านแม่ทัพเป็น...”
“แม่ของข้าเป็นพี่สาวของน้าเซี๊ยะหนิง ท่านแม่ทัพก็เลยเป็นน้าเขยข้า” เว่ยเซี๊ยะเหม่ยอธิบาย “ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้ายังไม่รู้จักท่านเลย” เว่ยเซี๊ยะเหม่ยซักถามเกี่ยวกับชายหนุ่ม
“ข้าแซ่หลิน ชื่อเถาเป่ย”
“ข้าเซี๊ยะเหม่ย แซ่เว่ย”
“แม่นางเว่ยคงจะมาที่นี่บ่อยๆ สินะ” หลินเถาเป่ยเริ่มให้ความสนใจในเรื่องราวของหญิงสาว
“ใช่” นางเริ่มโมโห “ท่านพ่อข้าก็เป็นแบบนี้ประจำ ไปขายของต่างเมืองอยู่บ่อยๆ ไปแต่ละครั้งก็หลายเดือนอยู่เหมือนกัน ข้าอยู่บ้านก็เบื่อเลยมาอยู่กับท่านน้าที่นี่”
ชายหนุ่มสนใจในเรื่องเล่าของหญิงสาวเป็นพิเศษ แต่เรื่องเล่าของนางก็ทำให้เขาอดคิดถึงเรื่องของตนไม่ได้ที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ข้างๆ เลย ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงด้วยตัวเอง
“คุณชายหลิน เราไปนั่งที่ศาลากันดีกว่า”
ผู้เชิญชวนเดินนำไปที่ศาลาแปดเหลี่ยมหลังคาสีแดงที่ตั้งอยู่กลางสวน ที่ราวกั้นถูกเจาะเป็นช่องมากมายเจ็ดด้าน ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนทรงกลมสีเทาที่เข้าชุดกัน
“ว่าแต่ท่านเถอะ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ข้าจะมาสอบจองหงวน แต่ก็สอบไม่ติดก็เลยหางานทำที่นี่ก่อน แล้วบังเอิญไปพบกับผายฟงเข้า พอนางว่าข้ามีความแค้นกับอ๋องเก้าก็เลยชวนให้มาอยู่ด้วยกัน” เรื่องโกหกอีกเรื่องถูกเล่าออกมาโดยไม่ทันได้แต่งมาก่อน
“อยากรู้มั้ยว่าทำไมท่านถึงสอบไม่ติด” เว่ยเซี๊ยะเหม่ยลองถามดู เพราะนางเองก็เคยได้ยินเรื่องไม่ดีในการสอบมาก่อน
“เพราะอ๋องเก้าเป็นกรรมการคนสำคัญในการสอบทุกครั้ง ใครจะได้ตำแหน่งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียว”
เว่ยเซี๊ยะเหม่ยอึ้งไปกับคำตอบที่ได้รับจากปากของหลินเถาเป่ย
“ในเมื่อรู้แล้ว ทำไมถึงยังมาสอบอีกหล่ะ”
“แค่อยากจะมาทำตามที่เคยตั้งใจไว้ก็เท่านั้นเอง” เขาเคยคิดที่จะมาสอบจอหงวนดูถ้าหากว่าครอบครัวของเขายังอยู่ที่แคว้นเจ้าไม่ใช่ที่ผาพิทักษ์ธรรม “และพอรู้ว่าอ๋องเก้าเป็นกรรมการคุมสอบข้าก็อยากไปเจอมันสักครั้ง เพื่อว่าจะหาทางป่วนการสอบให้มันปวดหัวเล่น”
“แล้วท่านไม่กลัวอ๋องเก้าฆ่าตายเหรอถ้าถูกจับได้”
“ข้าไปตายอีกคนก็คงจะดี อยู่ทำไมให้รกโลก”
จากที่คุยเล่นสนุกๆอยู่ดีๆ หลินเถาเป่ยก็เปลี่ยนไปเหมือนคนละคน สายตาเหมือนคนท้อแท้ที่ไม่เหลือความหวังใด “คุณชายหลิน ท่านเป็นอะไรไป”
เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปหลินเถาเป่ยก็รีบขอโทษที่พูดจาไม่สุภาพ “ข้าขอโทษนะที่พูดไปแบบนั้น”
“ถ้าคุณชายไม่สบายใจก็ไม่เป็นไรหรอก” เมื่อบรรยากาศเริ่มเสียเว่ยเซี๊ยะเหม่ยไม่อยากให้อะไรมารบกวนใจแขกคนนี้ นางเลยตัดสินใจกลับเข้าไปที่บ้าน “นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว ข้าว่าเราเข้าไปในบ้านกันเถอะ”

ขณะที่หลินเถาเป่ยกำลังจะเข้านอนก็มีเสียงเสียงๆ หนึ่งเรียกชื่อเขามาจากด้านนอกห้อง
“คุณชายหลิน”
“ใคร” ผู้ถูกเรียกลุกขึ้นจากที่นอน เขาก้าวขาไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบา มือขวาค่อยๆ ลูบไล้ไปที่ไม้แกะสลักที่หัวเตียง ปลายนิ้วรับรู้ถึงความรู้สึกอันเย็นเยียบของอาวุธคู่กาย มือขวาไล่ไปตามลำดาบ มันเคลื่อนตัวไปจนไปหยุดอยู่ที่ด้ามดาบ มือนั้นกำแน่นพร้อมชักอาวุธออกใช้งานได้ในทันที
“ข้าเอง ผายฟง”
เสียงตอบกลับช่วยลดความตึงเครียดภายในห้องได้เป็นอย่างดี หลินเถาเป่ยคลายมือออกเล็กน้อยแล้วเดินไปเปิดประตู
เด็กสาวมองดาบที่ติดมือมากับร่างของชายหนุ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ เสียงบอกกล่าวสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด “คุณชายหลิน นี่ท่านป้าของข้า ท่านป้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะถามท่าน”
“เชิญ”
ซิ่วเทียนจ้องดาบอินทรีย์เหิรในมือใหญ่เขม็ง นางค่อยๆ เงยหน้ามามองผู้ที่ถือมันอยู่
“หลินฟ่ง”
ดาบถูกชักออกมาอยู่ข้างลำคอเหี่ยวย่น แขนซ้ายอันทรงพลังกดร่างผู้เอ่ยชื่อนั้นออกมาให้พิงไปที่ผนัง
“คุณชายหลิน อย่าทำอะไรท่านป้านะ”
หยางผายฟงพยายามเข้าไปช่วยป้าของนางแต่กลับถูกผลักกระเด็นออกมากองอยู่ที่พื้น
“คุณหนู” หญิงชราร้องเสียงหลง
“เจ้าไปเอาชื่อนั้นมาจากไหน”
เสียงตะคอกและสายตาดุดันคู่นั้นทำให้ซิ่วเทียนเริ่มกลัวขึ้นมา
“ข้าถามว่าท่านไปเอาชื่อนั้นมาจากไหน” เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนในบ้านตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์
“นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณชายหลิน” ไท้จินเข้ามาสอบถามเรื่องราวด้วยอาการสงบ
“คุณชายหลิน” หยางหลิวฟ่งตกใจกับภาพที่เห็น
“ข้าถามเจ้า ไม่ได้ยินรึไง” ตอนนี้หลินเถาเป่ยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาไม่สนใจว่าการกระทำของเขาจะก่อผลใดตามมาบ้าง
“นายท่าน ช่วยท่านป้าด้วย”
“คุณชายหลิน ปล่อยนาง” ชายเจ้าของบ้านออกคำสั่ง
“ข้าจะไม่ปล่อยจนกว่าจะได้คำตอบ”
“คำตอบอะไร” ไท้จินถามคนของนางที่ยืนติดผนัง
หลานสาวลุกขึ้นมาสบตากับหญิงชราที่มีผมขาวโพลนไปทั้งหัว เจ้าของไม้เท้าพระราชทานมังกรคาบแก้วสบตาเด็กสาวแล้วจึงเข้าใจความหมายที่สื่อผ่านดวงตานั้น
“ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้ ทางนี้ข้าจัดการเอง” ไท้จินสั่งคนของนาง
“เซี๊ยะหนิง อาเหม่ย เจ้าสองคนไปพักผ่อนซะ”
“ท่านแม่” หยางฮูหยินค้านคำสั่งแม่สามี แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมทำตามที่สั่ง
“คุณชายหลิน ปล่อยนางเถอะ” ไท้จินบอกด้วยท่าทีที่เยือกเย็น “สิ่งที่ท่านต้องการ ท่านจะต้องได้แน่นอน ข้ายืนยัน”
“แต่ข้าไม่ต้องการให้พวกท่านรู้”
“ข้าเป็นเจ้าของบ้าน เรื่องทุกอย่างภายในบ้านข้าจำเป็นต้องรู้” แม่ทัพแห่งแคว้นเจ้าอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของสถานที่
“ข้าให้พวกท่านรู้ไม่ได้” ชายหนุ่มยังคงยืนยันในคำพูดของตน
“ดาบอาจารย์หวง” คนครัวประจำบ้านตระกูลหยางนึกขึ้นมาได้หลังจากเรียกสติกลับคืนมา นางจำได้ดีว่าดาบที่จ่อที่คอคือดาบของรักของหวงของหวงเพ้งซังอาจารย์ผู้สอนความรู้ให้เหล่าเจ้านายในบ้านบ้านตระกูลถัง
“หุบปาก” หลินเถาเป่ยสั่ง เขาเกรงว่าคนที่ยังอยู่ในเหตุการณ์จะมีใครสงสัยเรื่องนี้
“คุณชายหลิน ท่านคือหลินเถาเป่ย...ลูกชายขุนพลหลินใช่มั้ย”
“คุณหนู” แม่นมตวาดเจ้านายน้อย
‘พูดออกมาทำไมคุณหนู หากเขาไม่ใช่ลูกชายขุนพลหลิน คุณหนูอาจมีอันตราย แล้วคนที่นี่ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย โธ่...คุณหนูนะคุณหนู’
“คุณหนู” หลินเถาเป่ยทวนคำพูดของหญิงชราที่เขากุมตัวไว้
ชายหญิงทั้งสองมองหน้ากันด้วยความไม่แน่ใจ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามหาทางออกที่จะทำให้คนรอบข้างปลอดภัยมากที่สุด
“ปล่อยแม่นมเถอะ” ผู้ที่ถูกคิดว่าเป็นคุณหนูถังขอร้องด้วยอาการตื่นตระหนก
เมื่อมือทั้งสองข้างเริ่มคลายออก หญิงชรารีบพาร่างของนางออกพันธนาการนั้นแล้วเข้าไปกอดคุณหนูถังราวกับว่าจะปกป้องนางด้วยชีวิต
“เจ้าเป็นใคร” ซิ่วเทียนถาม
“แล้วท่านล่ะ”
“แม่นม บอกเขาไปเถอะ” หยางผายฟงบอกซิ่วเทียน
“แต่ว่า”
“บอกไปเถอะ ข้าไม่กลัวอะไรอีกแล้วล่ะ ถ้าข้าจะตายก็ไม่เป็นไรหรอก”
“คุณหนู” หญิงชราอดตำหนิเจ้านายน้อยไม่ได้ “ข้า...ซิ่วหมนฮัว” คนบอกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ที่ต้องเป็นฝ่ายบอกชื่อของนางก่อน
“แม่นมซิ่ว ข้าขออภัยด้วยที่ล่วงเกินท่าน” คนที่เคยคิดจะทำร้ายหญิงชรากล่าว
“แล้วเจ้าเป็นใคร บอกพวกเรามาเดี๋ยวนี้” หยางหลิวฟ่งออกคำสั่งกับหลินเถาเป่ย
“ข้าเป็นลูกชายของหลินฟ่งขุนพลบ้านตระกูลถัง” แล้วหลินถาเป่ยก็หันไปที่หยางผายฟงที่ยังตกใจอยู่ “เจ้าคือ...ถังซื่อหมิงใช่มั้ย”
ผู้ถูกถามพยักหน้าช้าๆ
หลินเถาเป่ยคุกเข่าลง ขาซ้ายของเขาราบไปกับพื้น ส่วนขาขวาตั้งชันไว้ “หลินเถาเป่ยทำร้ายคุณหนู สมควรได้รับโทษ ขอคุณหนูโปรดลงโทษด้วย”
“เจ้าลุกขึ้นเถอะ”
“ไม่ได้ ข้าบังอาจล่วงเกินคุณหนูก็ต้องได้รับโทษ”
“แต่ข้าไม่ได้โกรธเจ้า” ถังซื่อหมิงหรือตัวปลอมของหยางผายฟงรู้สึกประหม่าเพราะไม่เคยมีใครก้มหัวให้นางเช่นนี้มานานมากแล้ว แต่เมื่อคนที่ก้มหัวให้ไม่ยอมลุกขึ้น ถังซื่อหมิงจึงต้องพูดให้เขาวางใจว่านางไม่ถือโทษเขา “ข้าให้อภัยเจ้าก็ได้”
“แต่ว่า”
“ข้าบอกว่าไม่โกรธเจ้าแล้วไงล่ะ แล้วเจ้าก็ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร จะถือว่าผิดได้ยังไง”
“ขอบคุณ คุณหนู” หลินเถาเป่ยลุกขึ้นยืน “ท่านแม่ทัพ ข้าอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับ”
“ข้ารู้ดีว่าควรทำเช่นไร แต่ข้าคงจำเป็นต้องบอกเซี๊ยะหนิงกับอาเหม่ย ไม่อย่างนั้นเรื่องมันจะวุ่นวายกันไปใหญ่”
“คุณชายหลิน”
“อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลย ไท้จิน ต่อไปพวกท่านเรียกข้าว่าอาเป่ยเถอะ”
“อาเป่ย” ไท้จินเปลี่ยนคำเรียกตามที่ขอ “ช่วงที่เจ้ายังอยู่ที่นี่คงจะเรียกแม่นมว่าแม่นมไม่ได้ เจ้าคงต้องเรียกนางว่าซิ่วเทียน”
“เรื่องนั้นพวกท่านไม่ต้องห่วง”

เช้าวันต่อมา หยางผายฟงพยุงแขนพาไท้จินมานั่งที่บัลลังก์ในห้องโถง
“พ่อบ้าน” ไท้จินเรียกพ่อบ้านมาสั่งความ “ไปบอกทุกคนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด คุณชายหลินไม่ค่อยสบายก็เลยทำเรื่องไม่เหมาะสม”
ชายชรารับคำสั่งผู้อาวุโสแล้วรีบไปดำเนินการ
“พวกเจ้าออกไปก่อน” หญิงชราหันไปสั่งสาวใช้ที่อยู่ในห้อง “ผายฟง เจ้าไปตามหลิวฟ่ง เซี๊ยะหนิง อาเหม่ย แล้วก็คุณชายหลินมาที่นี่”
เมื่อหยางหลิวฟ่งเห็นมาทุกคนมาพร้อมหน้าแล้วก็เริ่มการสนทนาลับด้วยคำสั่งหนึ่ง “ผายฟง ปิดประตู”
หลังจากที่ประตูถูกปิดลง ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ หลินเถาเป่ยสังเกตเห็นอาการไม่พอใจที่สองน้าหลานแสดงออก แม้ว่าเว่ยเซี๊ยะเหม่ยจะไม่ได้แสดงท่าทีที่รังเกียจเขาแต่อย่างใด แต่นางก็ไม่ยอมมองหน้าเขาตรงๆ เหมือนปกติ นั่นยิ่งทำให้หลินเถาเป่ยรู้สึกร้อนรุ่มกว่าเดิมหลายเท่า มีเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้แล้วยังต้องมาเจอหน้าเว่ยเซี๊ยะเหม่ยที่ดูจะรู้สึกไม่ดีกับเขาในเช้านี้ทำให้หลินเถาเป่ยอยากออกไปให้พ้นจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
‘นี่เจ้าทำอะไรลงไปเนี่ย อาเป่ย เป็นเรื่องจนได้ คราวนี้คุณหนูเว่ยต้องโกรธเจ้าแน่ๆ เลย’ เขาตำหนิตัวเองในใจ ‘ทำอะไรก็ไม่รู้จักคิด ถ้าอ๋องเก้ารู้เรื่องเข้าตายแน่ ไหนจะนายท่านที่อุตส่าห์ไว้ใจส่งมาทำงานนี้ แล้วยังจะมีอาจารย์หวงอีกคนที่ต้องผิดหวังมาก ท่านอุตส่าห์มอบดาบของรักของหวงให้แท้ๆ เชียว’
“อาเป่ย อาเป่ย”
ผู้ถูกเรียกชะงักเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงมือใหญ่ที่จับแขนเขาเขย่าเบาๆ “ท่านแม่ทัพ” ชายหนุ่มได้สติ “มีอะไรเหรอ”
“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ดูเหม่อลอยชอบกล”
“ข้าไม่เป็นอะไร ของคุณท่านแม่ทัพที่เป็นห่วง”
“เอาล่ะ” หญิงชราใช้ไม้เท้าพระราชทานพยุงตัวให้ลุกขึ้น แต่เว่ยเซี๊ยะเหม่ยกลับเห็นก่อนใครจึงเข้าไปช่วยพยุงแขนอีกข้างไว้แล้วพาร่างนั้นมายืนกลางห้องโถง “อาเป่ย ข้าคงต้องขออนุญาตบอกความจริงกับเซี๊ยะหนิงแล้วก็อาเหม่ย”
เจ้าของเรื่องพยักหน้าเล็กน้อย ขณะที่เงยหน้าก็แอบสบตากับหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ คนถาม แต่มันก็ไม่อาจรอดสายตาผู้เจนจัดในชีวิตหนุ่มสาวเช่นไท้จินไปได้
“ก่อนที่ข้าจะเล่าความจริง ข้าอยากให้เจ้าสองคนน้าหลานจำเอาไว้ว่าต่อหน้าคนอื่นๆ เจ้าต้องเรียกผายฟงกับอาเป่ยเช่นเดิม” ไท้จินเริ่มขึ้น “เรื่องที่ข้าจะพูดก็คือ ความจริงแล้ว ซิ่วเทียนเป็นชื่อปลอมของซิ่วหมินฮัวแม่นมบ้านตระกูลถัง”
“แล้วทำไมใบหน้าของนางถึงเป็นเช่นนั้นล่ะท่านแม่” เว่ยเซี๊ยะหนิงสงสัย
“นางทำลายใบหน้าตัวเอง” หญิงชราจำได้ดีถึงวันที่นางพบแม่นมซิ่วที่มีใบหน้าอัปลักษณ์
“แล้วทำไม...นางต้องทำอย่างนั้นด้วย” หยางฮูหยินไม่เข้าใจในการกระทำเช่นนั้นของซิ่วหมินฮัว
“เพื่อพาคุณหนูถังมาอยู่ที่นี่” หลินเถาเป่ยตอบเสียงเรียบ
“แต่ที่นี่มันอันตรายเกินไป คุณหนูถังอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก” คุณหนูเว่ยหาเหตุผลขัดแย้งในสิ่งที่หลินเถาเป่ยพูดมา
“ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” หลินเถาเป่ยให้คำตอบ
“ท่านพี่ แล้วคุณหนูถังอยู่ไหนล่ะ ทำไมข้าไม่เห็นนางเลย” แต่เมื่อมองไปตามสายตาของคนที่รู้เรื่องราวเว่ยเซี๊ยะหนิงก็ตกใจ “นี่...ผายฟงคือ...”
“ใช่แล้วหล่ะ ผายฟงคือถังซื่อหมิง” หยางหลิวฟ่งบอกภรรยา “และอาเป่ยก็คือหลินเถาเป่ย ลูกชายหลินฟ่ง”
“ส่วนเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ แม่นมซิ่วไปพูดชื่อขุนพลหลินให้อาเป่ยได้ยิน เขาก็เลยสงสัยว่านางไปเอาชื่อนั้นมาจากไหน” ไท้จินอธิบายต่อให้ทุกคนเข้าใจ แล้วหญิงชราก็เดินกลับไปนั่งที่บัลลังก์ตามเดิม “ข้าอยากให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก” นางสั่ง “อาเป่ย เจ้ามีอะไรจะอยากพูดรึเปล่า”
“ไม่ว่าจะลับหลังหรือต่อหน้าข้าอยากจะให้พวกท่านทุกคนปฏิบัติต่อข้าและคุณหนูเช่นเดิม ถือซะว่าข้าและคุณหนูไม่ใช่คนของตระกูลถัง”
“ถ้าพวกเราทำแบบนั้นก็เท่ากับว่าพวกเราไม่ให้เกียรติพวกท่าน” หยางฮูหยินกล่าวค้าน
“ถ้าการลดเกียรติลงบ้างแล้วทำให้คุณหนูปลอดภัย มันก็เป็นเรื่องที่พวกท่านสมควรจะทำเป็นที่สุด”

“คุณชายหลิน”
“เรียกข้าว่าอาเป่ยเถอะคุณหนู” ชายหนุ่มกล่าว “ไม่ทราบว่าคุณหนูมีอะไรให้ข้ารับใช้”
“อย่าเรียกว่ารับใช้เลย แล้วเจ้าก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูก็ได้ ข้าอยากให้เจ้าเรียกข้าว่าอาเหม่ยมากกว่า”
“ตกลง”
“อาเป่ย ข้า...อยากจะมาขอโทษเจ้าที่เข้าใจเจ้าผิดเรื่อง...”
หลินเถาเป่ยยิ้มน้อยๆ กับท่าทีของคู่สนทนาที่ดูกล้าๆ กลัวๆ ยามพูดกับเขา “ไม่ต้องหรอกอาเหม่ย อันที่จริงแล้วข้าเองก็ทำผิดเช่นกันที่วู่วามไปหน่อยจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเราหายกันนะ” เว่ยเซี๊ยะเหม่ยยิ้มออก “ข้ากำลังจะไปซื้อของ เจ้ามีอะไรจะให้ข้าไปซื้อให้รึเปล่า บอกข้าได้นะ”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่นาน “ไม่มีนะ”
“ข้าไปก่อนนะ”
“เดี๋ยว”
หญิงสาวก้มลงมองมือใหญ่ที่เอื้อมมาจับข้อมือ
“ขอโทษนะ” เขาปล่อยมือ “ข้าแค่อยากจะถามเจ้าว่าจะให้ข้าไปเป็นเพื่อนรึเปล่า ข้ากำลังว่างอยู่พอดี”
“ก็ดีเหมือนกัน”









บทที่ 14

สองชายหญิงเดินตามถนนที่มีพ่อค้าแม่ค้าตะโกนแข่งกันขายของจนเสียงดังโหวกเหวกอยู่สองข้างทาง
“อาเป่ย ข้าอยากไปซื้อผ้าสักหน่อย เราเข้าไปดูร้านนั้นกันเถอะ”
“ข้าว่าไปร้านนั้นดีกว่านะ” เขาชี้ไปที่ร้านขายผ้าอีกร้านหนึ่งที่อยู่ห่างจากร้านที่เว่ยเซี๊ยะเหม่ยแนะนำไปสองช่วงถนน “ข้ารู้จักเจ้าของร้านนี้ นางมักจะหาผ้าสวยๆ จากต่างเมืองมาขาย ข้าว่าเจ้าน่าจะแวะไปดูสักหน่อยนะ”
แล้วคนทั้งสองก็เดินไปที่ร้านขายผ้าเหมยเหม่ยที่ชายหนุ่มแนะนำ เว่ยเซี๊ยะเหม่ยก้าวขาเข้าไปในร้าน ที่ผนังของร้านส่วนใหญ่มีผ้าหลากสีประดับอยู่อย่างเป็นระเบียบ ผ้าบางผืนก็มีลวดลายปักอยู่อย่างโดเด่นจากสีฟื้นที่ตัดกันแลดูสวยงามเข้ากันดี ม้วนผ้าสำหรับขายก็วางเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่บนชั้นวาง ทั้งร้านดูสะอาดสะอ้านจนแทบจะไม่มีฝุ่นเกาะบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของร้านเป็นอย่างดี
“เหมยเหม่ย” ชายหนุ่มร้องเรียก
“เจ้าสนิทกับเจ้าของร้านเหรอ อาเป่ย” ผู้ที่มาด้วนกันถามขึ้นเพราะได้ยินเขาเรียกชื่อนั้นอย่างสนิทสนม
“ตอนข้ามาซื้อของที่นี่ข้าพาน้องสาวมาฝากให้ป้าเจ้าของร้านช่วยเลี้ยง ท่านป้าก็เลยรักพวกเราเหมือนลูกหลานคนนึง”
หญิงสาวมองไปที่โต๊ะไม้สีน้ำตาลที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นโต๊ะเก็บเงิน โต๊ะนั้นสูงขึ้นมาจากพื้นเหนือเอวเล็กน้อย เว่ยเซี๊ยะเหม่ยเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากซุ้มประตูที่อยู่ด้านข้างโต๊ะนั้น ผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งอยู่หน้าซุ้มประตูที่มีผ้าสีน้ำเงินเข้มแขวนลงมาปิดไว้ไม่ให้คนข้านอกเห็นสภาพหลังร้าน เว่ยเซี๊ยะเหม่ยรู้สึกแปลกเมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นยิ้มให้หลินเถาเป่ย
“พี่เป่ย”
“เหมยเหม่ย”
พอได้ยินชื่อที่เขาเรียกนางยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ‘อาเป่ย ที่เจ้าบอกให้ข้ามาที่นี่เพื่อจะมาพบนางอย่างนั้นน่ะเหรอ’ นางแอบบ่นในใจ แต่พอรู้สึกตัวก็อดตัวหนิตัวเองไม่ได้ที่คิดแบบนั้น ‘คิดอะไรบ้าๆ น่ะอาเหม่ย เขาจะรักใครชอบใครก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเจ้าซะหน่อย’
“คุณหนูเว่ย” หลินเถาเป่ยหันมาเรียก “คุณหนู คุณหนู”
“อะไรเหรอ”
“นี่...เฉินเหมยเหม่ย”
นางพยักหน้ารับ
“คุณหนูอยากหาซื้อผ้าไปตัดเสื้อน่ะ เจ้าช่วยแนะนำให้หน่อยละกัน”
“ได้สิ ข้าจะแนะนำให้ดีที่สุดเลย พี่ไปนั่งพักก่อนเถอะ” ว่าพลางก็หันมาทางลูกค้า “คุณหนูเว่ย ท่านอยากได้ผ้าแบบไหนก็บอกข้าได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
สองสาวเดินไปเลือกดูผ้าที่ชั้นวางขณะที่หลินเถาเป่ยมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขามองหญิงสาวทั้งสองคนที่สนทนากันอยู่ตรงหน้า แต่สายตาคู่นั้นก็ไม่เคยละไปจากร่างของคนที่มาด้วย
ช่วงที่เฉินเหมยเหม่ยกำลังค้นหาผ้าที่นางต้องการอยู่นั้น ลูกค้าสาวก็แอบลอบมองชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง สายตาที่ดูมีความสุขมองกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าราวกับว่าเขาพร้อมจะมอบมันให้กับหญิงคนรักทุกเมื่อที่นางหันกลับมามองเขา สีหน้านั้นดูหมองลงจนคนขายที่หาของเสร็จแล้วและกำลังจะยื่นของให้ลูกค้าสังเกตได้
“เหมยเหม่ย ลูกค้าใหม่เหรอลูก” ป้าเจ้าของร้านเดินเข้ามาหน้าร้านพร้อมกับหิ้วตะกร้าใส่ผักผลไม้เข้ามาหลังจากไปจ่ายตลาด
“ใช่ ท่านแม่ ลูกค้าคนสำคัญซะด้วยสิ”
“คนสำคัญ” เฉินหวังฮุ่ยสงสัยว่าทำไมลูกสาวถึงบอกว่าลูกค้าคนนี้สำคัญนัก แต่พอหันไปเห็นคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขกก็เข้าใจถึงความสำคัญของลูกค้าคนนี้
‘ดูท่าจะสำคัญมากซะด้วย’ นางแอบอมยิ้มแล้วเดินเข้าไปหลังร้าน
ก่อนกลับหลินเถาเป่ยเรียกแม่ค้าสาวไปคุยทางด้านหนึ่งของร้าน แต่เมื่อนางไม่ยอมมาเขาก็เข้าไปจับมือนางแล้วดึงร่างนั้นเข้ามาใกล้ๆ
‘พี่เป่ย พี่ทำอะไรเนี่ย เดี๋ยวคุณหนูเว่ยก็เข้าใจผิดอีกหรอก’
“อาลี่ฝากของมาให้เจ้า”
เฉินเหมยเหม่ยยิ่งงงหนักเข้าไปอีก นางมองไม้แกะสลักชิ้นเล็กที่หลินเถาเป่ยยัดเยียดมันไว้ในมือ มันถูกแกะเป็นรูปนาง แม่ค้าผ้าหันไปมองลูกค้าที่นั่งรออยู่ มันเป็นจังหวะเดียวกับที่หลินเถาเป่ยก้มลงมากระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนางพอดี
“ข้าบอกคุณหนูเว่ยไปว่าอาลี่คือน้องสาวข้า และนางก็เป็นเพื่อนเจ้า” เขาหยุดไปสักพักก่อนที่จะพูดต่อ “ข้ามาเอาสารลับ”
“แล้ว...แล้วอาลี่ไม่มาหับพี่เหรอ” เฉินเหมยเหม่ยแกล้งพูดให้เว่ยเซี๊ยะหนิงได้ยิน “น่าเสียดายนะ นางน่าจะมาด้วยกันกับพี่จะได้มาเล่นกับข้าอีก”
“อาลี่...นางตายแล้ว”
รอยยิ้มหายไปด้วยคาดไม่ถึงว่าได้ยินเรื่องแบบนี้
“สารลับ” เขากระซิบ
“เอ่อ...งั้นข้า...ฝากผ้าไปไหว้ศพอาลี่ด้วยแล้วกันนะ” ขณะพูดก็เดินไปที่โต๊ะเก็บเงินแล้วก้มลงหยิบสารลับใต้โต๊ะ เฉินเหมยเหม่ยเอาม้วนผ้าบังมันไว้เมื่อต้องเดินผ่านหน้าลูกค้า
หลินเถาเป่ยเห็นว่าสารลับนั้นแผ่นเล็กมาก เขาจึงจำเป็นต้องจับมือคนส่งสารอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งสองคนไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้า แววตา และท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนที่อยู่ในที่นั้นด้วย
“ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก เจ้าเก็บไว้ขายเถอะ อาลี่คงไม่สบายใจแน่ที่รู้ว่าเจ้ายกของให้นางเปล่าอีก”
“พี่เป่ยก็อย่าคิดมากนะ”
พวกเขาต่างเล่นละครตบตาเว่ยเซี๊ยะเหม่ยกันสุดฤทธิ์
“แม่นาง” เสียงของป้าเจ้าของร้านร้องเรียกตั้งแต่ร่างยังไม่ออกมาจากหลังร้าน “แม่นางโชคดีมากเลยนะ รู้มั้ยว่าเจ้าเป็นผู้หญิงคนแรกที่อาเป่ยพามาให้ข้าเห็นเลยนะ ปกติเขาไม่เป็นแบบนี้หรอก สงสัยคงจะชอบเจ้ามากด้วย ไม่อย่างนั้นลูกสาวข้าคงไม่บอกว่าท่านเป็นลูกค้าคนสำคัญหรอก”
“ท่านป้าคงเข้าใจอะไรผิดแล้วหล่ะ ข้าไม่ใช่...”
“เหมยเหม่ย พี่กลับก่อนนะ” หลินเถาเป่ยเข้ามาขัดจังหวะพอดี “ป้าเฉิน ข้ากลับก่อนนะ เดี๋ยวจะพาคุณหนูไปทานข้าว”
“ไม่ต้องพูดหรอกแม่นาง ข้ารู้ดีว่าท่านไม่ใช่แค่คนสำคัญ แต่เป็นคนรักของอาเป่ยต่างหากล่ะ”
“ท่านแม่ มาพูดอะไรตอนนี้ สองคนนั่นเดินไปตั้งไกลแล้ว”

“อาเหม่ย เราแวะร้านเหล้าทวนย่งกันดีกว่า ที่นี่อาหารอร่อยมากเลยนะ ข้าอยากให้เจ้าลองชิมดู”
‘ข้าว่าไปร้านนั้นดีกว่านะ’ ‘เหมยเหม่ย’ เสียงนั้นยังคงดังอยู่ในหัว เขาพานางไปที่ร้านขายผ้าที่เขารู้จักดี แล้วก็พบกับ...ผู้หญิงที่เขารัก แล้วคราวนี้ก็พามาที่ร้านอาหารที่เขาคุ้นเคย ต่อไปจะเป็นใครกันนะ
“อาเป่ย หายหน้าไปนานเลยนะ ยังดีนะที่ยังมาให้ข้าเห็นหน้า ไม่อย่างนั้นข้ายกห้องเจ้าให้คนอื่นไปแล้ว”
“โธ่ เถ้าแก่ ข้าก็จ่ายค่าเช่าให้ตลอด เก็บห้องไว้ก่อนเถอะ”
“งั้นก็มาบ่อยๆ ละกัน เดี๋ยวลูกค้าจะไม่พอใจที่ข้าไม่ยอมให้เช่าห้อง”
“ก็ได้ ข้าจะแวะมาบ่อยๆ ละกัน” หลินเถาเป่ยตอบไปอย่างนั้น “เถ้าแก่ อาหารชุดนึง เร็วๆ ด้วย” หลินเถาเป่ยสั่งอาหารแล้วพาเว่ยเซี๊ยะเหม่ยไปนั่งที่โต๊ะประจำของเขา เขาจัดที่ให้ฝ่ายหญิงนั่งหันหลังให้กับตัวร้าน ส่วนเขาก็เข้าไปนั่งฝังตรงข้ามเพื่อที่จะได้สังเกตสถานการณ์ได้ทั่วร้านและยังสามารถมองหญิงสาวได้ในคราวเดียวกัน
“อาเหม่ย เจ้าทานได้เลยนะ ข้าจะไปเอาของที่ห้อง”
พอประตูห้องปิดลง บรรดาเสี่ยวเอ้อและเถ้าแก่เจ้าของร้านก็กรูกันเข้ามารุมอยูที่โต๊ะประจำของชายหนุ่ม
“แม่นาง แม่นางเป็น...” ทุกคนหันกลับไปมองที่ประตูห้องของหลินเถาเป่ยบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม เมื่อประตูไม่เคลื่อนไหวทั้งหมดก็เพ่งความสนใจกลับมาที่เว่ยเซี๊ยะเหม่ย “แม่นางใช่คนรักของอาเป่ยรึเปล่า”
คนถูกถามอึ้งไปกับคำถาม “ทำไมพวกท่านถึงถามอย่างนั้นหล่ะ”
“อาเป่ยไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย และที่สำคัญแม่นางก็เป็นผู้หญิงคนแรกที่อาเป่ยพามาที่นี่”
“ใช่ตั้งแต่พอของอาเป่ยตายไป พวกเราก็ไม่เคยเห็นอาเป่ยยิ้มให้ใครอีกนอกจากน้องสาว”
“ไม่ต้องห่วงนะแม่นาง” เถ้าแก่ขัดขึ้นมา “ถ้าแม่นางอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับพวกเราจะไม่บอกใครเป็นอันขาด”
“ความลับอะไรเหรอ ขอข้าฟังด้วยคนนะ” หลินเถาเป่ยยื่นหน้าเข้ามาร่วมวง
“ก็เรื่อง...” ทุกคนหันมาตอบ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นใครทุกคนถึงกับหน้าซีดและรีบถอยห่างออกจากโต๊ะด้วยความรวดเร็ว
“อาเป่ย เจ้า...เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ตอนที่พวกท่านพูดถึงความลับอะไรเนี่ยแหละ” เขาตอบด้วยหน้าใสซื่อ “ว่าไงล่ะ ความลับอะไร ข้าอยากฟังด้วย”
“ไม่ได้” ทุกคนตอบพร้อมกัน
“แน่ใจนะว่าไม่อยากให้ข้ารู้”
“แน่” เถ้าแก่ยืนยันเสียงแข็ง
“เหรอ”
“ใช่ ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ถามเจ้าพวกนี้ดูสิ”
หลินเถาเป่ยมองไปตามนิ้วที่ชี้ไปด้านหลัง “ถามใคร”
“อ้าว...เฮ้ย” เจ้าของโรงเตี๊ยมตกใจที่อยู่ๆ เสี่ยวเอ้อที่น่าจะยืนอยู่ด้านหลังหายไปกันหมด ชายแก่หันมายิ้มแหยๆ ให้หลินเถาเป่ยแล้วรีบหลบออกไป
“คนที่นี่ก็เป็นกันแบบนี้แหละ เจ้าอย่าไปสนใจเลย” เขาเดินมานั่งที่ประจำแล้วรับประทานอาหารเย็นที่วางอยู่
“เจ้าดูจะเข้ากับคนอื่นได้ง่ายจังเลยนะ”
“พอไม่มีใครมันก็เหงา ก็เลยต้องหาทางให้ตัวเองหายเหงา บังเอิญมาเจอเถ้เาแก่แล้วก็คนที่นี่ก็เลยได้สนุกสนานบ้าง”
“ไม่มีใคร” เว่ยเซี๊ยะเหม่ยสงสัยว่าเขาหมายถึงใครกัน
“ทั้งพ่อแม่ แล้วก็น้องบุญธรรมตายกันไปหมดเลย”
“เสียใจด้วยนะ อาเป่ย”
“ช่างเถอะ ข้าว่าเรากินข้าวกันต่อดีกว่า คุยเรื่องไม่เป็นมงคลอยู่ได้ เดี๋ยวก็กินไม่อร่อยกันพอดี” เขาทำท่าว่าจะกินต่อ แต่แล้วก็นึกอะไรออกขึ้นมา “ว่าแต่...เถ้าแก่เขามาคุยอะไรกับเจ้าเหรอ”
“อาเป่ย...เจ้าไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาที่นี่เลยเหรอ”
“ใช่” เขาตอบโดยไม่ต้องคิด แต่พอรู้ตัวว่าตอบเร็วเกินไปเขาก็เงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาวตรงหน้า “เถ้าแก่คงไม่ได้...”
“ช่างเถอะ ข้าก็ถามไปอย่างนั้นเอง” นางตัดบทเพราะกลัวว่าท่าทีที่แสดงออกดูไม่ค่อยจะเหมาะสม และที่สำคัญมันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับนางสักหน่อย จะรู้ไปทำไม
“เถ้าแก่ก็เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย” หลินเถาเป่ยแกล้งบ่น “ชอบคิดไปเองแล้วเอาไปพูดลับหลังข้าอยู่เรื่อย แต่ก็ยังดีนะที่รู้ใจข้า ไม่งั้นข้าออกไปเช่าโรงเตี๊ยมอื่นอยู่ตั้งนานแล้ว”
เว่ยเซี๊ยะเหม่ยอดยิ้มให้กับคำพูดของเขาไม่ได้ แม้ว่าคำพูดนั้นจะไม่ได้บอกนางตรงๆ แต่นางก็รู้แล้วว่าเขาคิดยังไง
สองหนุ่มสาวรับประทานอาหารด้วยความรู้สึกพิเศษ ทั้งหอมหวาน และเต็มไปด้วยความสุข และอิ่มเอมไปกับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน

“อาเหม่ย หายไปไหนมา แล้วทำไมกลับค่ำแบบนี้”
“ข้าเลือกผ้านานไปหน่อยน่ะท่านน้า กว่าจะซื้อผ้าเสร็จก็เย็นมากแล้ว” หลานสาวแก้ตัวอย่างลื่นไหล “อาเป่ยก็เลยพาข้าไปกินที่ร้านอาหารก็เท่านั้นเอง”
“แต่น้าว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ” หยางหลิวฟ่งแซวหลานสะใภ้
“โธ่ ท่านน้า”
“เอาหล่ะ...ไหนๆ ก็กลับมากันแล้ว คงจะเหนื่อยมากสิท่า เจ้าสองคนไปพักผ่อนเถอะ” น้าเขยไม่อยากให้เรื่องมันมากความจึงไล่ให้ไปพัก
เมื่อชายหนุ่มและหญิงสาวจากไป หยางฮูหยินจึงเอ่ยถามสามี “ท่านพี่ ที่ท่านพูดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นมันหมายความว่ายังไงกัน”
“เจ้าไม่ได้สังเกตรึไงว่าอาเหม่ยไม่ได้เอาผ้าที่ไปซื้อกลับมาด้วยอย่างเดียวเท่านั้น แต่นาง...เอาความรักติดมือกลับมาด้วย”

หลังจากไปส่งเว่ยเซี๊ยะเหม่ยที่ห้องของนางแล้ว หลินเถาเป่ยก็รีบกลับมาที่ห้อง เขาเอาไม้ขัดประตูไว้ไม่ให้ใครเข้ามา
ชายหนุ่มวางกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลดำไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ เขานั่งลงช้าๆ แล้วสัมผัสกล่องไม้ที่นำมาอย่างเบามือ ฝากล่องถูกสลักลวดลายดอกเบญจพิษห้าชนิดทีมีเฉพาะในป่าดิบชื้น...ทางเข้าผาพิทักษ์ธรรม พื้นหลังเป็นฉากรูปใบไม้ของดอกไม้พิษทั้งห้าชนิด มันมีห้าแฉกเหมือนกับพิษสงของมัน
“จำไว้” เสียงจากความทรงจำผุดขึ้นมา “กล่องไม้แห่งความลับเป็นของพวกเจ้า พวกเจ้ารู้ใช่มั้ยว่าควรใช้มันกับอะไรบ้าง”
เด็กชายสี่คนพยักหน้าก่อนตอบ “มันมีไว้สำหรับความลับ”
“จงจดจำเอาไว้ กล่องไม้นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก...สำคัญเท่าชีวิตของพวกเจ้า มันเกิดจากคนผาพิทักษ์ธรรม คนที่จะใช้มันได้ก็ต้องเป็นคนผาพิทักษ์ธรรม...ไม่ใช่คนอื่น” คนพูดจ้องมองสายตาดวงน้อยๆ ทีละดวง “มันชื่อ...กล่องไม้แห่งความลับ” เขาว่า “พลิกดูด้านล่างกล่องสิ”
เด็กชายพลิกกล่องตามคำสั่งของประมุขแห่งผาพิทักษ์ธรรม
แข็งแกร่งดุจหินผา พิทักษ์ธรรมด้วยหัวใจ
นับตั้งแต่นั้นเด็กชายก็เก็บกล่องไม้แห่งความลับนี้เอาไว้กับตัว แต่เมื่อเขาต้องมาทำหน้าที่ กล่องไม้แห่งความลับก็ถูกทิ้งไว้ในห้องๆ หนึ่งของโรงเตี๊ยมทวนย่ง และมันก็ต้องทำหน้าที่เก็บสารลับและจดหมายทุกฉบับที่ส่งถึงเจ้าของห้อง นี้เจ้ากล่องแห่งความลับก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างคุ้มค่า
“แข็งแกร่งดุจหินผา พิทักษ์ธรรมด้วยหัวใจ” ชายหนุ่มพึมพำ
หลินเถาเป่ยเปิดฝากล่องออก มีจดหมายหลายฉบับอยู่ข้างใน เขาเปิดมันอ่านทีละฉบับ ข้อความที่ได้รับส่วนใหญ่จะมาจากผาพิทักษ์ธรรมและเป็นเนื้อความที่ไม่ค่อยสำคัญนัก แต่มีอยู่ฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาจากจวนของอ๋องเก้า ในจดหมายนั้นถามข่าวคราวการทำงานของเขาว่าไปถึงไหนแล้ว
จดหมายที่ถูกเปิดออกอ่านแล้วจะถูกกำจัดด้วยการเผาไฟให้มอดไหม้ไม่ให้เหลือแม้แต่ซากให้เห็นข้อความใดๆ อีก

บทที่ 15

ในบริเวณลานโล่งแห่งหนึ่งมีชายหญิงสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ร่างของฝ่ายหญิงร่วงลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง กระบี่ถูกใช้เป็นตัวนำทางขณะที่ร่างนั้นเคลื่อนตัวลงมาเรื่อยๆ ปลายกระบี่งอเล็กน้อยเมื่อมันกระทบพื้นแล้วเด้งกลับขึ้นไป ร่างนั้นสวนกลับขึ้นไปเฉียดกับปลายทวนที่ตามนางลงมา ทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านกันไปในระยะประชิดจนริมฝีปาหกเกือบจะสัมผัสกัน
ชายหนุ่มรอการกลับมาของหญิงสาวที่พื้นขณะที่นางจับอาวุธพุ่งมาที่เขา เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันอีกครั้งอาวุธก็ถูกกวัดแกว่งจากการต่อสู้ พอได้จังหวะปลายทวนก็พุ่งเฉียดแขนทะลุเข้าไปในเนื้อที่ไหล่ขวาของหญิงสาวตรงหน้า แขนที่กำกระบี่ไว้ก็ตกลง สีหน้าของนางแสดงถึงอาการเจ็บปวด ที่บาดแผลนั้นมีเลือดไหลซึมออกมา
“กุ้ยอิง” เจ้าของอาวุธที่เข้าทำร้ายหญิงสาวร้องเสียงหลง “เจ้าเจ็บมากรึเปล่า” เขาตรงเข้าไปดูแผลของนาง
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ “อีกแล้วนะจงเป่า เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย ข้าบอกแล้วไงว่าไม่เป็นอะไร”
“แต่เจ้าเลือดออกนี่” เขาพูดขณะที่ฉีกชายเสื้อออกมาเป็นเส้นเล็กๆ แล้วใช้มันพันรอบแขนของคนบาดเจ็บเพื่อช่วยห้ามเลือด
“เจ้าพูดยังกับว่าข้าไม่เคยเลือดออกอย่างนั้นแหละ” มู่กุ้ยอิงหุบยิ้มเมื่อสายตาเขามองมาที่นาง “เอาอย่างนี้ละกัน เจ้าเลี้ยงข้าวข้ามื้อนึงก็ได้ แล้วอย่าคิดมากอีกนะ” นางดึงแขนให้ชายหนุ่มเดินตาม
หยางจงเป่ายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ยอมออกเดินตามแรงที่ดึง
“เป็นอะไรไปอีกล่ะ” นางกันกลับมาถามเขา “ไม่อยากเลี้ยงข้าวไถ่โทษแล้วเหรอ” นางหลบตา “ถ้าเจ้าไม่อยากเลี้ยงข้าวก็ได้ ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก”
“ทำไมเจ้าไม่มองข้า ทำไมต้องหลบตาข้าด้วย” ชายหนุ่มไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มู่กุ้ยอิงทำ “ข้ามองเจ้า ทำไมต้องหลบตาข้า”
“ข้า...”
“ตอนที่เรายังไม่ได้คบกันเจ้าไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่ ตอนนั้นเจ้ายังกล้ามองหน้าข้า กล้าทำอะไรที่อยากทำโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าข้าจะคิดยังไง” เขขาทบทวนความทรงจำในอดีตของเขากับนาง แล้วต่างฝ่ายต่างก็เงียบกันไป
“แต่พอเราคบกันเจ้าก็เหมือนไม่ใช่เจ้าที่ข้าเคยรู้จัก มันเกิดอะไรขึ้น กุ้ยอิง เจ้าบอกข้าสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น เจ้าในแบบที่ข้าชอบหายไปไหน”
มู่กุ้ยอิงเริ่มร้องไห้ที่ถูกคาดคั้น ตั้งแต่ที่นางรู้ว่าเขาเป็นใครนางก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น นางอยากจะหนีเขาไปให้พ้นแต่หัวใจกลับเรียกร้องที่จะอยู่ใกล้ๆ เขา นางจึงยอมที่จะคบกับเขาเช่นคนรักเพียงเพื่อได้อยู่กับเขา มีวันที่มีความสุขด้วยกันสองคน แต่แล้วความสุขของนางก็มีทีท่าว่ามันใกล้จะหมดลงแล้ว
“ข้า...ข้าบอกเจ้าไม่ได้”
“ทำไมล่ะกุ้ยอิง นี่เจ้าจะให้ข้ารอไปอีกนานแค่ไหนกัน เมื่อไหร่หล่ะ เมื่อไหร่ที่เจ้าจะบอกข้าได้ซะที”
“เมื่อข้าพร้อม เมื่อข้าพร้อม นะจงเป่า ข้าขอร้อง ถ้าข้าพร้อมเมื่อไหร่ข้าจะบอกเจ้าเป็นคนแรก ให้ข้าหน่อยนะ”
“ได้ ข้าจะให้เจ้า แต่หวังว่ามันคงจะไม่ทำให้เราต้องทะเลาะกันอีก” เขาเริ่มทนไม่ไหวกับการเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนที่รัก “กุ้ยอิง ข้าไม่อยากให้เรื่องอะไรก็ตามมาทำลายความสัมพันธ์ของเราสองคนนะ ข้ายังอยากรักเจ้า ยังอยากอยู่กับเจ้า” เขาเช็ดน้ำตาให้อย่างนุ่มนวล “ข้านักเจ้านะ รัก...รักมากที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าอยากจะฟังมันจากปากเจ้าเอง มีเรื่องอะไรเจ้าต้องบอกข้านะกุ้ยอิง อย่าเก็บมันไว้คนเดียว ให้ข้าได้ช่วยเจ้าบ้าง” หยางจงเป่ายิ้มให้โดยหวังว่านางจะสบายใจขึ้น “ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าเลี้ยงเจ้าสองมื้อเลยละกัน”
“สองมื้อ” มู่ากุ้ยอิงสงสัยที่เขาบอกว่าสองมื้อ “แต่ข้าขอเจ้าแค่มื้อเดียวเองนี่”
“อีกมื้อข้าขอไถ่โทษที่ทำให้เจ้าร้องไห้”
แล้วหยางจงเป่าก็เดนจับมือมู่กุ้ยอิงไปที่ร้านอาหารเจ้าประจำของเขากับนาง ที่นี่เป็นที่ที่คนทั้งสองตกลงกันว่าจะคบกันอย่างคนรัก นับตั้งแต่นั้นมาหยางจงเป่าก็จะเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้เป็นประจำถึงแม้ว่ามู่กุ้ยอิงจะไม่ได้มาด้วยก็ตาม เพราะตั้งแต่เถ้าแก่เจ้าของร้านรู้ว่าเขาเป็นคนรักของมู่กุ้ยอิง ลูกสาวของเพื่อนรักอาจารย์ใหญ่หวงเพ้งซังซึ่งเป็นอาจารย์เจ้าสำนักแห่งสำนักดาบชิ่วอันแห่งนี้ เถ้าแก้ก็ให้สิทธิพิเศษแก่ชายหนุ่มให้ได้รับบริการในร้านอาหารซวนฮวาด้วยความรวดเร็วเป็นอันดับสาม รองจากอาจารย์เจ้าสำนักและหลานสาวคนสวยมู่กุ้ยอิง
จะว่าไปแล้วตั้งแต่หยางจงเป่าเปิดเผยถึงความสัมพันธ์เกินเพื่อกับมู่กุ้ยอิง ความโชคดีก็มักจะเข้ามาเยือนในชีวิตของเขาอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ดูสมบูรณ์แบบที่สุดในกลุ่มเพื่อนและพอจะเป็นที่รู้จักของหลายคนในสำนักดาบแห่งนี้ เมื่อมู่กุ้ยอิงเดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วสำนัก และผงพลอยได้ที่ตามมาก็คือสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมายจากบรรดาร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ภายในสำนักการเรียนรู้นี้
แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเขา และทำให้มู่กุ้ยอิงรู้สึกสบายใจที่จะคบกับผู้ชายคนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่สองพี่ชายผู้หวงน้องสาวเป็นชีวิตจิตใจถูกเรียกตัวกลับไปทำงานที่ผาพิทักษ์ธรรมแทนหลินเถาเป่ยที่ถูกส่งตัวไปเป็นไส้ศึกในแค้วนเจ้า และจางโค่วเป๋งที่ไปมีชีวิตสงบสุขในแบบฉบับของตัวเอง

“นายท่าน พวกเราคิดว่าที่นี่ก็สงบดีแล้ว ไม่มีเรื่องเดือดร้อนหรือรีบด่วนอะไร พวกเราว่า...” สองแม่ทัพผู้เป็นหัวหอกของผาพิทักษ์ธรรมตัดสินใจบอกเจ้านายเป็นครั้งที่สิบเอ็ด
“พวกเจ้าคิดว่าจะกลับไปเยี่ยมกุ้ยอิงที่สำนักใช่มั้ย อาเปา อาเปียว” ผู้มีอำนาจสูงสุดถามคำถามนี้เป็นครั้งที่สิบเอ็ดเช่นกัน
“น้องห้าไม่ค่อยกลับมาที่นี่เลย ข้ากับอาเปียวคิดถึงนางก็เลยอยากไปหา”
“จะให้นางกลับมาที่นี่บ่อยๆ รึไง แล้วมันความผิดใครล่ะที่อยากให้สำนักดาสบชิ่วอันมีโน่นมีนี่ไปหมด ก่อนจะจบก็เอาความเจริญจากที่นี่ไปทิ้งไว้ที่นั่นซะเกือบหมดแบบนี้ แล้วจะไม่ให้กุ้ยอิงติดใจอยู่ที่นั่นได้ยังไง” มู่หงจี่เหน็บแนมสองขุนศึก
“ก็พวกเราอยากให้นายท่านสืบข้อมูลของสองแคว้นได้เยอะๆ นี่” กานหยวนเปียวพูดด้วยความน้อยใจ “พวกเราก็เลย...”
“เอาหล่ะ อยากไปก็ไป”
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น เป็นผู้นำก็ห้ามคืนคำเด็ดขาดนะนายท่าน” กานหยวนเปียวพูดดักทาง
“แต่...”
“พวกเราไม่ไปก็ได้” ทั้งสองเปลี่ยนใจกะทันหัน “ถ้านายท่านจะห้ามไม่ให้พวกเราสอบสวนไอ้ผู้ชายคนนั้น พวกเราไม่ไปซะยังจะดีกว่า”
“เพราะไม่รู้จะไปทำไมใช่มั้ย” ผู้อาวุโสแกล้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าสองผู้คุมทัพคงคาและทัพวายุทนหน้าด้านมาขอออกนอกผาพิทักษ์ธรรมครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพื่อได้สอบสวนผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของลูกสาวของเขา และเหตุนี้เองที่การหยวนเปียวและเทียนหยุนเปาได้รับคำสั่งห้ามออกจากผาพิทักษ์ธรรมโดยไม่มีกำหนด
“นายท่าน บอกชื่อผู้ชายคนนั้นให้พวกเรารู้หน่อยนะ” เทียนหยุนเปาไม่ยอมกลับไปมือเปล่า อย่างน้อยได้รู้ชื่อก็ยังดีเดี๋ยวไปสืบเองก็ได้
“จะให้ข้าบอกพวกเจ้ายังไง ในเมื่อข้าเองก็ยังไม่รู้จักเลย”
“นายท่านก็ถามน้องห้าสิ”
“ถ้ากุ้ยอิงไม่ยอมบอก ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีทางบอกหรอกน่า และที่สำคัญกุ้ยอิงก็บอกผู้ชายคนนั้นไปแล้วว่าพ่อแม่ของนางตายไปตั้งนานแล้ว ทั้งยังไม่มีพี่น้องที่ไหนอีก ขืนพวกเจ้าไปก็เสียเรื่องกันพอดี แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงข้าก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้” ประมุขผาพิทักษ์ธรรมชี้แจงก่อนที่จะขู่กลับไปบ้าง “รึว่าพวกเจ้าอยากให้กุ้ยอิงอาละวาดก็ได้นะ คราวนี้ทุกคนก็จะได้รู้ความจริงว่านางเป็นใคร”
“ไม่ดีกว่านายท่าน” สองแม่ทัพลนลานรีบปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “เราไม่ถามถึงผู้ชายคนนั้นแล้วก็ได้”
“แค่ไม่ถามน่ะมันไม่พอหรอก แต่เจ้าสองคนห้ามไปยุ่งกับเขาเด็ดขาด”
หลังจากออกมาจากห้องของมู่หงจี่แล้วทั้งสองก็ขบคิดกันไปตลอดทาง
“ข้าล่ะอยากรู้จริงเลย อาเปา ว่าผู้ชายคนนั้นมันมีดีอะไรนักหนา น้องห้าถึงได้หลงมันจนไม่ยอมให้ใครไปแตะต้องแบบนี้”
“ก็ดีพอที่จะทำให้น้องห้าร้องไห้ก็แล้วกัน”
สองเพื่อนซี้ไม่ต้องปรึกษากันให้เสียว่าควรตามน้องสาวที่วิ่งผ่านหน้าไปหรือไม่ สัญชาตญาณของความเป็นพี่น้องต่างสายเลือดก็แสดงออกมาซะก่อน ขาทั้งสองคู่เดินตามไปเรื่อยๆ จนมาถึงตำหนักส่วนใน
“อาเป๋ง” ทั้งสองพูดพร้อมกันถึงชื่อของคนที่คิดว่ามู่กุ้ยอิงจะไปหา แล้วก็รีบจ้ำไปหาเจ้าชื่อนั้นที่ห้องดับทุกข์ทันที
“อาเป๋ง น้องห้าหล่ะ”
“น้องห้ากลับมาแล้วเหรอ”
คนตอบไม่ขยับเขยื้อนกายที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าองค์พระ หากสังเกตให้ดีแล้วเขาก็ทำตัวเหมือนนักบวชเข้าไปทุกทีๆ ทั้งกิริยาท่าทาง หรือแม้แต่การแต่งกาย ขาดอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จางโค่วเป๋งยังไม่ได้ทำ นั่นก็คือการโกนหัว
เมื่อถูกถามกลับแบบนั้น กานหยวนเปียวก็ชวนน้องชายออกไปหาน้องสาวต่อที่อื่น เพราะคิดว่าจางโค่วเป๋งยังไม่รู้ว่ามู่กุ้ยอิงกลับมาแล้ว
บุคคลครึ่งนักบวชเดินไปปิดประตูห้องแล้วใช้ไม้ขัดบานประตูไว้
“ทะเลาะกับคุณชายหยางมาเหรอ” เขาถามน้องสาวที่นั่งกอดเข่าร้องไห้หลบอยู่ข้างประตู
พี่สี่นั่งรอให้น้องห้าสงบจิตสงบใจ และรอให้นางพูดในสิ่งที่อยากพูดเหมือนกับที่เขาเคยทำกับนางมานับครั้งไม่ถ้วนที่นางไม่สบายใจแล้วกลับมาหาพี่ชายคนนี้ มู่กุ้ยอิงไม่เคยบอกพี่ชายคนนี้เลยว่าอยากให้เขาทำอะไรบ้างที่นางมาหาเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายพี่สี่ของนางก็จะรออยู่อย่างนี้เงียบๆ
“ข้าไม่กล้าสบตาจงเป่า เดี๋ยวนี้ข้าไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ เลย” นางเริ่มเล่าเรื่อง “จงเป่าอยากรู้ว่าทำไมเมื่อก่อน...กับตอนนี้ ข้าถึงไม่เหมือนเดิม” สายตาของมู่กุ้ยอิงเลื่อนลอยออกจากความจริงไปสู่ความคิดที่มีแต่นาง “ถ้าข้าไม่ได้เป็นแค่คนที่เจ้ารักที่สุด เจ้าจะเกลียดข้ารึเปล่า ถ้าข้าบอกเจ้าว่า...ข้าเคยเป็นคู่หมั้นของเจ้ามาก่อน เจ้ายังจะรักข้าเหมือนเดิมมั้ย”
มู่กุ้ยอิงรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือหนึ่งที่ถ่ายทอดความห่วงใยมาสู่มือของนาง ใบหน้าก้มต่ำมองมือข้างนั้น
มือ...ที่แสนจะอบอุ่น
มือ...ที่มีแต่ความสงบ
มือ...แห่งความลับ
มือ...ของพี่ชาย
เมื่อเงยหน้าก็พบแต่ใบหน้าที่เป็นสุข มู่กุ้ยอิงไม่เคยเบื่อที่ได้เห็นใบหน้าแบบนี้จากพี่สี่และไม่เคยเบื่อที่จะฟังคำสั่งสอนที่ดีของพี่สาม ถึงวันนี้จะไม่มีเสียงของพี่สามให้ได้ยิน แค่นางได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขนี้มันก็เพียงพอแล้วกับการที่นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ข้าอยากให้มีแค่เราสามพี่น้องจังเลย”
มือของชายร่างบางจับหัวมู่กุ้ยอิงไว้ก่อนที่เจ้าของมือนั้นจะพูด “สู้ต่อไปดีกว่านะ พี่เชื่อว่าน้องของพี่ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง สักวัน...น้องห้าจะได้กลับบ้านนะ”
“ข้าไม่อยากกลับบ้าน” มู่กุ้ยอิงไม่อยากกลับไปที่ย้านตระกูลถังอีกแล้ว ที่นั่นมีเรื่องมากมายที่ไม่น่าจดจำสำหรับนาง “ข้าอยากอยู่กับพี่”
“ถ้าอยากอยู่กับพี่ก็ต้องสู้เพื่อพี่ ต้องทำให้คนอื่นยอมรับพี่ให้ได้ แต่ตอนนี้เจ้ายังทำให้คนที่เจ้ารักยอมรับในตัวเจ้าไม่ได้เลย แล้วคนอื่น...จะมายอมรับพี่ได้ยังไง”
จางโค่วเป๋งพยายามทำตัวให้เหมือนหลินเถาเป่ยที่สุด เขาพยายามแทนที่คนที่ขาดหายไปเพื่อให้น้องสาวเข้มแข็ง
“แต่จงเป่า...”
“เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องบอกคุณชายหยางหรอก ถ้าเขารักเจ้าจริงเขาก็ต้องยอมรับในตัวเจ้า เขาต้องไว้ใจเจ้า ต้องไม่ปล่อยให้เจ้าต้องจมอยู่กับอดีตที่เจ็บปวด”
จางโค่วเป๋งเดินมาส่งมู่กุ้ยอิงที่ห้องของนางซึ่งอยู่ด้านในสุดของตำหนักส่วนในหลังจากเกลี้ยกล่อมให้นางเลิกคิดมากและทำใจให้สบาย
“นอนหลับให้สบายนะ” พี่ชายสั่งน้องสาว “อย่าตื่นมาตอนดึกอีกล่ะ”
“พี่สี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะหลับให้สนิท”

ขณะที่จางโค่วเป๋งนอนหลับอยู่ในห้องของเขานั้น ของประดับตกแต่งในห้องก็เริ่มมีบางอย่างที่ผิดปกติไปจากเดิม ผ้าที่แขวนไว้สั่นไหว เครื่องแก้วเริ่มแตกร้าวจนเห็นรอยได้ชัดเจน โต๊ะเก้าอี้เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม เขาลุกขึ้นนั่งมองมันจากบนเตียงจนทุกอย่างสงบนิ่ง จางโค่วเป๋งส่ายหัวช้าๆ ก่อนที่จะวิ่งตรงไปยังห้องของน้องสาว “หลับไม่สนิทอีกแล้วสินะ”
ประตูห้องถูกผลักเข้าไป จางโค่วเป๋งพบร่างของน้องสาวในความมืดนั่งอยู่บนเตียงด้วยความเหนื่อยหอบ “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ” หัวหน้าทัพแสงสุรีย์ถามหญิงสาวผู้มีเหงื่อชุ่มไปทั้งร่าง เขาปล่อยให้ลมหายใจของนางสงบลง “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ หายแล้วนะ”
หายไปแล้ว การฝันร้ายในคืนนี้มันจบลงแล้ว แต่ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ อาการนี้ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากเท่านั้น ยิ่งฝันมากความน่ากลัวก็ยิ่งทวีมากขึ้นตามไปด้วยเหมือนกับเงาตามตัว ความเสียหายก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีจบสิ้น บางทีมู่กุ้ยอิงอาจต้องจมปลักอยู่กับมันไปตลอดชีวิต


โดย : นิชนนท์
เมื่อ :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com