Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

เรื่อง :

กระดุมสีดำ

ปัง!!

เสียงนั้นสะท้อนก้องในหุบเหวแห่งฝันร้าย ไม่มีโอกาสจะร้องขอชีวิต ลินดาตายแล้วทั้งที่ยังหลับใหล

“ค่ะ รีบมาเลยนะคะ” เสียงร้อนรนดังมาตามสาย

“ไปจ่า เรามีงานต้องทำแล้ว” ร้อยตรีชูศักดิ์ สะกิดลูกน้องที่กำลังเคลิ้มหลับ แล้วเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามอง ทันทีที่จ่าคมสัน รู้สึกตัวก็ เร่งรีบตามออกไป

บ้านเลขที่ 347/36 ซอยรามคำแหง 65 เป็นบ้าน2ชั้น สีขาว ขนาดไม่ใหญ่นักแต่ก็บอกได้ว่าเจ้าของเป็นคนมีอันจะกิน ติดๆกันนั้นเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งดูดีไม่แพ้กัน บัดนี้ไฟสว่างโร่ทั้ง2หลัง

“เข้ามาเลยค่ะ” หญิงสาวพูดเร็ว อาการตื่นกลัวยังฉาบที่ใบหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายก้าวเข้าไปทันทีที่ประตูเปิด “ที่ชั้นบนค่ะ เรายังไม่ได้แตะต้องอะไร”

“ดีครับ”

ผมงัวเงียตื่นทั้งที่ยังมึนงง ใครสักคนสะกิด หรือเขย่าก็ไม่แน่ใจ “เป็นไงมั่งครับ คุณ คุณครับ”
เสียงจอแจพูดคุยอยู่รอบตัว ผมลืมตาอย่างยากลำบาก มีอะไรหนักๆเหมือนก้อนหินถ่วงอยู่ที่มือ ผมเหลือบตามอง ผิวโลหะต้องแสงไฟวาววับ ปืน!! ผมผละมันออกจากมือด้วยความตกใจ งุนงง สับสนไปหมด นี่มันอะไรกัน! ผู้คนยืนร้ายล้อมในห้อง ผมลุกขึ้นยืน แล้วก็ต้องเบิกตาโพลง ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็น ความมึนงงหายไปสิ้นคงไว้แต่ความตกใจ ผมตะลึงงันอยู่อย่างนั้น ลินดา... ลินดานอนอยู่บนเตียง คอพับไปทางด้านซ้าย เลือดยังไหลริน เปรอะเปื้อนเส้นผม หมอนที่เคยสีขาวนั้นบัดนี้อาบไปด้วยเลือดสีคล้ำ บางส่วนก็เริ่มเกาะตัวเป็นลิ่มๆ เธอตายแล้ว!! ผมผงะถอยซวนเซ ใครคนหนึ่งเข้ามาประคองผมไว้

“นายโอเคมั้ย แจ๊ค” บ๊อบนั่นเอง

บ๊อบเป็นเพื่อนบ้านแสนดี เรารู้จักกันมานาน เขาเป็นคนร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทน หน้าตาคมสัน หวีผมเรียบแปล้ชนิดที่ว่าไม่มีกระดิกสักเส้นอยู่ตลอด แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เขาอยู่ในชุดนอน หัวกระเซิง

ทันทีที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขื่อนน้ำตาก็พังทลายลง ไม่อาจสะกดกั้นไว้อีกต่อไป ยอมรับครับ ผมร้องไห้ฟูมฟายเป็นเด็กๆเลย ผมรู้ว่าผู้ชายคนหนึ่งไม่สมควรร้องไห้ได้ขนาดนั้น แต่ครั้งนี้ห้ามไม่ได้จริงๆ ก็ใช่สิ เมียผมตายทั้งคน

“ใครทำ ใคร” ผมโอดครวญ

“ผมว่าคุณทำใจดีๆ สงบสติอารมณ์สักพักก่อนเถอะครับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ผมหันไปมองตาพร่าพรายด้วยม่านน้ำตา

“ผมร้อยตรีชูศักดิ์ และนั่นจ่าสัน” เขาบุ้ยใบ้ไปที่ชายร่างท้วม ที่ยืนอยู่ข้างศพลินดา กำลังจดอะไรยุกยิกบนกระดาษโน๊ต

ร้อยตรีชูศักดิ์ รูปร่างล่ำสัน ผิวขาว ผมสั้น ท่าทางนิ่งขรึมแต่ก็ไม่ถึงกับเฉยชา นัยน์ตาสีเข้มของเขาดูกระตือรือร้น และตั้งคำถามอยู่ตลอด โดยรวมแล้วเขารูปหล่อทีเดียว ซ้ำยังดูอายุน้อยเกินไปสำหรับยศร้อยตรี ส่วนจ่าคมสันนั้น อายุราว40ต้นๆ หัวล้านไปเกือบครึ่ง คิ้วหลอมแหลม ส่วนนัยน์ตานั้นก็ดูเหมือนจะจมหายไปในใบหน้าอันอวบอูมของเขา พุงที่ยื่นออกมานั้นก็คงทำให้เขาอึดอัดไม่น้อยทีเดียว ไม่แปลกหรอกที่ตำรวจอยู่ที่นี่ ผมตั้งสติ สงบอารมณ์อย่างยากลำบาก

“ผมต้องบอกคุณก่อนว่า ตอนนี้คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัย ฆ่าเมียตัวเอง” หมวดชูศักดิ์เริ่มพูดเมื่อเห็นว่าผมอาการดีขึ้น

“คุณว่าอะไรนะ จะบ้าเหรอ ผมจะฆ่าเมียตัวเองได้ไง ”

นั่นน่ะสิ ผมจะฆ่าลินดาได้ยังไง นอกจากแม่แล้ว ลินดาเป็นผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต เราแต่งงานกันได้3ปีแล้ว ไม่เคยมีปากเสียงกันแม้แต่ครั้งเดียว เธอเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา และรูปทรัพย์สมบัติ จบปริญญาโทกฏหมายธุรกิจจากอเมริกา เธอมาจารกตระกูลผู้ดี แต่ก็ไม่ใช่คนประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ที่วันๆเอาแต่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำงานบ้านไม่เป็น เรากันมาก เธอดีกับผมทุกอย่าง และเอาใจเก่งเป็นที่หนึ่ง แม้ช่วงหลังๆผมจะไม่ค่อยมีให้เธอ แต่เธอก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย ไม่จริง ผมไม่ได้ฆ่าเธอ

“อย่างนั้นเหรอ ครับ แล้วปืนที่อยู่ในมือคุณล่ะ” เขาพูดเสียงเรียบ

“ผมจะไปรู้ได้ยังไง มันมาจากไหนก็ไม่ได้รู้”

“งั้นคุณเล่าคุณบอกมาสิว่าคุณรู้อะไรบ้าง แต่ เอ้อ ก่อนอื่นผมต้องบอกคุณก่อนว่า คุณจะไม่พูดตอนนี้ก็ได้ สิ่งที่คุณพูดอาจใช้มัดตัวคุณในศาลได้ และคุณมีสิทธิ์ พบทนายความ” ตามระเบียบเป๊ะเลยนะ ผมนึก

“ผมรู้ดี ผมเป็นทนายความไม่รู้ได้ไง ผมมีสิทธิ์จะให้การในศาลเท่านั้นก็ได้ ผมจะไม่ตอบคำถามคุณสักคำก็ยังได้ แต่ผมอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเมียผมให้เร็วที่สุด ผมจะเล่าเท่าที่จำได้ละกัน”

“ดีครับ เล่าเลย”

“ประมาณ3ทุม ผมนอนพิง อ่านหนังสืออยู่บนเตียง ส่วนลินดาเข้านอนแล้ว ผมเปิดแค่โคมไฟไม่ให้แสงแยงตาเธอ ลินดาเข้านอนเร็วเสมอแหละ ผมอ่านอยู่สักพัก แล้วก็ เอ่อ ไม่รู้สิ คิดว่าคงผล็อยหลับไป แล้วผมก็จำอะไรไม่ได้เลย จนพวกคุณเข้ามา แล้วลินดาก็ ...ตาย” ผมน้ำตารื้นขึ้นอีก เหมือนมีก้อนอะไรจุกที่คอ พูดอะไรต่อไม่ได้อีก

“คุณใช่มั้ยครับที่โทรไป” ผู้หมวดหันไปอีกทาง

“ค่ะ ฉันเอง ฉันชื่อสุนิสาเป็นน้องพี่ดาค่ะ” หญิงสาววัย21ตอบ เธอเป็นคนร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ตากลมโตรับกับใบหน้ารูปไข่ ผมยาวประบ่า แก้มเป็นสีชมพูเรื่อๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางใดๆ

“คุณเป็นคนเห็นศพหรือครับ”

“ค่ะ ก็บ้านนี้อยู่แค่4คน มีฉัน พี่ดา พี่แจ๊ค แล้วก็นวล...” “นั่นหรือครับนวล” เขาหันไปมองนวลที่กำลังยกน้ำเข้ามาเสิร์ฟด้วยความสั่นเทา

“ค่ะ นวลเป็นคนใช้ค่ะ”

“งั้นก็เล่าต่อเลยครับ” หมวดชูศักดิ์จ้องสุนิสาไม่วางตา รู้สึกแปลกใจที่เธอไม่มีท่าทีเสียใจ มีเพียงอาการตื่นๆอยู่บ้างเท่านั้น

“ตอนนั้นฉันอยู่ในห้องนอน ห้องข้างๆนี่ล่ะค่ะ คิดว่าน่าจะประมาณสักห้าทุมกว่าๆ ฉันก็ได้ยินเสียงปืน ที่ห้องพี่ดา ก็เลยวิ่งมาเคาะที่ประตู แต่ไม่มีใครเปิด แล้ว ฉันพยายามเปิดเข้าไปแต่ประตูก็ล็อค ฉันก็เลยกลับมาที่ห้องปีนออกไปทางหน้าต่าง เดินเลียบระเบียงไปที่หน้าต่างห้องพี่ดา เห็นหน้าต่างเปิดอยู่ ก็เลยชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นศพพี่ดา แล้วก็พี่แจ๊คนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ก็เลยรีบโทรแจ้งค่ะ”

“จ่า ดูตรงหน้าต่าง แล้วก็ระเบียงด้วยนะ” เขาหันไปพูดเสียงดัง

“ครับ” จ่าคมสันตอบโดยไม่หันกลับมามอง

กลิ่นคาวเลือดยังอึงอวล ทั่วห้อง เครี่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น กลับพ่นอากาศเย็นเยียบมาซ้ำเติม ลมข้างนอกหน้าต่างนั่นก็สงบนิ่งไม่ไหวติง ผมรู้สึกง่วงอย่างบอกไม่ถูก จนต้องหาวยืดยาว

“คุณจำได้แค่นั้นจริงๆเหรอ” เขาหันมาหาผมอีก “ครับ” ผมตอบ

“น่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะครับ”

“ผมจำได้แค่นั้นจริงๆ”

เขาหรี่ตามอง “อย่างน้อยคุณก็น่าจะจำได้ตอนที่ยิงเมียตัวเอง” ประโยคนั้นเสียดแทงเข้าไปข้างใน นี่เขาไม่สะกดคำว่ามารยาทไม่เป็นเลยหรือยังไง หรืออย่างน้อยก็ไม่น่าจะพูดขวานผ่าซากอย่างนั้น

“ผมบอกแล้วไง ผมไม่ได้ทำ” ผมจ้องเขาไม่ลดละ

ความเงียบโอบล้อมเราไว้ แต่แล้วผมก็หาวขึ้นอีก

“นี่คุณยังง่วงนอนได้อีกหรือ” เขาถาม นั่นน่ะสิ ทำไมง่วงอย่างนี้

“ปกติคุณ เข้านอนเร็วหรือเปล่า”

“เปล่า ผมเป็นคนนนอกดึก แล้วก็หลับยาก”

“อืม...” หมวดชูศักดิ์ เงียบไป ท่าทางครุ่นคิด ตาเหม่อลอยแต่ก็ยังเป็นประกายเช่นเดิม ถ้าใครบ้าเครื่องแบบสักหน่อย เห็นเขาตอนนี้ก็คงจะคลั่งไปเลย จริงๆนะ เขาหล่อทีเดียว

“แล้วคุณล่ะ เป็นเพื่อนบ้านสินะ” เขาหันไปทางบ๊อบ

“ครับ เรียกผมว่า บ๊อบก็ได้ ผมเป็นเพื่อนกับแจ๊คมานาน ผมรู้ดีเขาไม่ฆ่าเมียตัวเองหรอก ไม่อย่างเด็ดขาด”

“ดูคุณมั่นใจจังนะ แต่ปืนนั่นล่ะคุณจะอธิบายว่ายังไง” บ๊อบเงียบไป แล้วเขาลุกขึ้นเดินอ้อมหลังผมไปสมทบกับจ่าคมสันที่หน้าต่าง

“เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพและพิสูจน์หลักฐานกำลังมาครับ เท่าที่ผมดูคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษครับ” จ่าคมสันรายงานคล่องแคล่ว ก็แหงล่ะ ห้องผมจะมีอะไรพิเศษนักหนา มีแค่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ทีวี แล้วก็โซฟาชุดที่เรานั่งกันอยู่นี่ แค่นี้เอง

“ไม่มีอะไรพิเศษหรือจ่า แล้วไอ้ที่ไม่พิเศษนี่มีอะไรบ้างล่ะ”

“ก็ นอกจากปืนแล้ว ก็มีกระดุมแค่เม็ดเดียวครับ ผมคิดว่าไม่สำคัญอะไร”

“กระดุมรึ”

“ครับ ผมเจอแถวๆหน้าต่างครับ” จ่าส่งให้ผู้บังคับบัญชา เป็นกระดุมสีดำธรรมดา ไม่มีลักษณะพิเศษอะไร คงบอกไม่ได้ว่าหลุดมาจากเสื้อประเภทไหน หมวดชูศักดิ์ดูครุ่นคิดเข้าไปอีก ความตื่นเต้นอาบที่ใบหน้าชัดเจน เหมือนหมาล่าเนื้อได้กลิ่นกระต่ายป่าลอยมาแต่ไกล

“น่าสนในทีเดียวจ่า” จ่าคมสันสีหน้าแปลกใจ แต่ผู้หมวดไม่เห็นหรอก เขาจ้องแต่กระดุมในมือ

“ผมว่า อาจไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมากนัก ถ้าสิ่งที่ผมคิดอยู่เป็นความจริง” หมวดว่าต่อ

“ผมก็ว่า อย่างนั้นล่ะครับไม่ต้องพิสูจน์อะไร หลักฐานมัดตัวโต้งๆอยู่แล้ว”

“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น จ่า แต่ช่างเถอะ ดูต่อไปนะจ่า เผื่อเจออะไรอีก” ผู้หมวดผละออกมา นั่งตรงหน้าผมเหมือนเดิม
“ช่วยเล่าถึงความสัมพันธ์ของคุณกับคุณสุนิสาหน่อยได้มั้ยครับ” สุนิสาดูอึดอัดขึ้นทันใด เหมือนไม่คาดคิดว่าเขาจะถามแบบนี้ ผมก็แปลกใจเช่นกัน

“ก็ เอ้อ ความจริงเราไม่ค่อยสนิทกันเท่าไรหรอก นานๆเจอกันที และนี่น้องสาก็พึ่งย้ายมาอยู่กับเราเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง คือมาอยู่แค่ชั่วคราวน่ะครับ” ผมตอบไป ตอนนี้รู้สึกอารมณ์เป็นปกติแล้ว การควบคุมอารมณ์สำคัญมากทีเดียวสำหรับอาชีพทนายความ และผมก็ทำได้ดีเสมอมา ใช้เหตุผล อย่าให้อารมณ์คือหลักการพื้นฐานของนักกฎหมาย ผมจำขึ้นใจ

หมวดหนุ่มท่าทางแปลกใจที่ได้ยินคำตอบ “อย่างนั้นหรือครับ”

“ครับ” ผมตอบ

“คุณสุนิสาครับ งั้นก่อนหน้านี้คุณอยู่ที่ไหนเหรอครับ แล้วทำไมย้ายมาที่นี่ล่ะครับ”

“ฉันอยู่กับพ่อแม่ค่ะ ตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจก็เลยมาอยู่กับพี่ดาสักพัก”

“ไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือครับ” เขาจ้องเธอไม่วางตา

“ก็ เอ้อ คือ... มันเป็นเรื่องน่าอายน่ะค่ะ เป็นเรื่องส่วนตัวฉันขอไม่ตอบแล้วกัน”

“งั้นช่วยเล่าถึงครอบครัวสักนิดสิครับ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพี่สาว”

สุนิสาเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นทุกที รู้สึกไม่ชอบใจที่เขามองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้น “อย่าให้เล่าเลยค่ะ”

“กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ ช่วยตอบด้วยผมกำลังถามถึงพี่สาวคุณอยู่ มันเกี่ยวกันโดยตรง”

“ก็ได้ ถ้าอยากรู้นักละก็ พี่ดาเป็นลูกคนโปรด ได้ยินไหม คะ คนโปรดของพ่อกับแม่ อยากได้อะไรก็ได้ ส่วนฉันน่ะหรือ มันก็แค่ลูกนอกคอกไม่มีอะไรดีสักอย่าง” เธอพูดรัวเร็ว เก็บความขมขื่นไว้ไม่อยู่ “พี่ได้เรียนเมืองนอก แต่ฉันได้เรียนมหาลัยกิ๊กก๊อก”

“ครับๆ แล้วพ่อกับแม่คุณล่ะ”

“นี่ คุณไม่รู้จักพ่อหรือคะ ท่านเป็นนักธุรกิจระดับประเทศเชียวนะ ดีจริงๆ วันๆทำแต่งาน” ความในใจพรั่งพรูออกมา

“อย่างนั้นหรือครับ อืม.... แล้วคุณคุณมาอยู่ที่นี่พี่สาวดีกับคุณไหมครับ”

“ก็ดีค่ะ พี่ทำดีกับฉันเสมอแหละ.....ดีจริงๆ” เธอลงท้ายประโยคด้วยเสียงในลำคอ ผมไม่แน่ใจว่าหมวดจะได้ยินหรือเปล่า

“แล้วพี่เขยคุณล่ะ ดีกับคุณหรือเปล่า” เขารุกต่อ

“ก็ ค่ะ ก็ดีค่ะ พี่แจ๊คดีกับฉันมากเลย” เธอปรายตามาที่ผม มองเหมือนคนคุ้นเคย อารมณ์ ที่ดูเหมือนจะพลุ่งพล่านเมื่อครู่นี้หายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนภูเขาไฟกำลังจะปะทุแต่ก็ดับมอดไปอย่างนั้นแหละ ผู้หมวดมองตามเธอมา แล้วก็กลับไปมองเธอ หันมองผมอีกครั้ง สลับไปมา “ผมก็เชื่ออย่างนั้น พี่เขยต้องดีกับคุณมากเลย” เขางึมงำในคอ ยกมือขึ้นถูเคราเขียวครึ้มไปมา คงกำลังประติดประต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน

ผมไม่มีแรงลุกขึ้นมาพูดอะไรอย่างที่ทนายเขาพูดกัน ไม่แม้แต่จะยับยั้งบางคำถามที่ไม่เหมาะสมของเขา ภาพวันเก่าๆของผมกับลินดาผ่านเข้ามาเป็นฉากๆ น้ำตายังคงอาบ2แก้ม ผมรู้สึกได้ว่าสายตาทุกคู่มองมาที่ผมด้วยความสมเพช

“คุณดื่มน้ำก่อนนอนเป็นประจำหรือเปล่า คุณแจ๊ค” เสียงนั้นปลุกผมจากภวังค์

“ก็ ครับ ใช่ครับ ผมดื่มประจำ”

“แล้วคืนนี้ล่ะ”

“ครับ” ผมตอบไป ไม่รู้ว่าเขาจะถามทำไม

“คุณคงต้องเดินไปข้างล่างเลยสินะ ผมไม่เห็นมีตู้เย็นในนี้เลย”

“ความจริงผมก็อยากมีตู้เย็นไว้ในนี้นะ แต่ดาเขาไม่ยอม เธอบอกว่ามันจะสร้างนิสัยการกินที่ไม่ดี ผมก็เลยต้องถือแก้วน้ำติดมือขึ้นมาทุกคืน”

“รวมทั้งคืนนี้ด้วยหรือเปล่า”

“เปล่าครับ วันนี้น้องสาเอาขึ้นมาให้ สาดูทีวีอยู่ข้างล่าง ผมก็เลยวานให้เอาขึ้นมาให้ตอนเธอขึ้นมานอนน่ะ”

“คุณกำลังบอกว่า คุณสุนิสาเอาน้ำขึ้นมาให้คุณอย่างนั้นหรือครับ” เข้าโน้มตัวมาข้างหน้า

“ครับ”ผมตอบ

“แล้วทำไมไม่ใช้ คนใช้ล่ะครับ”

“นวลเข้านอนไปแล้วครับตอนนั้น” หมวดชูศักดิ์ ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นแค่ยิ้มมุมปากก็ตาม เขาคงเจออะไรดีๆเข้าแล้ว อาจจะรู้ที่ซ่อนของกระต่ายแล้วก็เป็นได้

จ่าคมสันเดินเข้ามาทางขวา “หมวดครับ ผมดูจนทั่วแล้วไม่เจออะไรเลยครับ ผมว่าไปสอบสวนที่โรงพักต่อเถอะครับ”

“เดี๋ยวสิจ่า ให้ผมหน่อย เราอาจจะได้ตัวคนร้ายเร็วๆนี้แหละ”

“คนร้ายหรือครับ ก็แล้วได้ตัวเขาแล้วนี่ไง หลักฐานชัดขนาดนี้ยังต้องการอะไรอีก”

“นั่นน่ะสิ ชัดมาก ชัดเกินไป” เหมือนกับรำพึงมากกว่าคุยกับลูกน้อง

“แต่หมวดครับผมว่า....”

“จ่า...” หมวดขัดขึ้น “แจ๊คเขาเป็นทนายความนะ เขารู้กฎหมายดี ถ้าเขาจะฆ่าเมียทั้งที คงไม่โง่พอที่จะฆ่าในห้องนอนตัวเอง แล้วยังถือปืนไว้ในมือ รอให้เรามาจับแบบนี้หรอก” ประโยคนั้นลอยอยู่กลางอากาศ ความ เงียบงันโรยตัวลงมาช้าๆ ทุกคนตกอยู่ในห้วงความคิดตัวเองด้วยความแปลกใจ แต่ผมไม่แปลกใจหรอก ผมรู้ดีอยู่แล้ว

“เขาอาจเป็นลม ตอนที่ยิงไปแล้วก็ได้นะครับ” จ่าคมสันพูดในที่สุด

“ก็อาจเป็นได้”

“แล้วยังรอยเขม่าดินปืนอีก อาจจะต้องตรวจอีกที แต่ตอนนี้มองด้วยตาเปล่าก็ยังเห็นชัดนะครับ” จ่าเสริม อีก ผมก้มมองที่มือ มีรอยที่มือผมจริงๆด้วย

“หลักฐานแน่นหนาทีเดียวจ่า เขายิงเมียตัวเอง แต่ก็เป็นลมไปซะก่อนที่จะหนี ก็คงพอฟังได้นะ แต่ผมว่ามันยังไงอยู่”

“คุณแจ๊ค...” เขาว่าต่อ “คุณเป็นลมบ่อยแค่ไหน”

“เอ้อ ครับ ก็ บ่อย ผมมักจะเป็นตอนตื่นเต้น”

“นั่นไง” จ่าพูดเสริม ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ตอบไปอย่างนั้น คำตอบมัดตัวเองแท้ๆ แต่ผมก็ตอบไปตามความจริง ดูเหมือนว่า สมองส่วนที่เป็นทนายความของผมไม่ทำงานซะแล้ว คงมีแต่ความเสียใจท่วมท้น

“ทุกอย่างลงตัวทีเดียวจ่า แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาจะฆ่าเมียตัวเองทำไม เราคงต้องสอบสวนเรื่องแรงจูงใจให้ละเอียด แต่เท่าที่ดูตอนนี้ ก็เห็นว่าเขารักกันดีนี่ เพื่อนบ้านอย่างบ๊อบคงยืนยันได้...” บ๊อบพยักหน้า “หรือว่าจะเป็นเรื่องสมบัติก็คงไม่ใช่ กฏหมายไม่เปิดช่องให้คนทำผิดได้รับผลประโยชน์หรอก และหากต้องการเงิน ทนายความน่ะเขาจะมีช่องทางอื่นที่ดีกว่านี้ ผมรู้จักพวกทนายดี อีกอย่างนะจ่า จ่าก็เห็นไม่ใช่หรือว่าไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แสดงว่าฆาตกรต้องวางแผนมาอย่างดี ไม่ใช่บันดาลโทสะขึ้นตอนนั้น คนที่วางแผนมาดีคงไม่นอนให้เราจับง่ายๆหรอก และถ้าเขารู้ตัวดีว่าอาจเป็นลมได้เขาก็คงต้องมีแผนที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยเขาก็น่าจะฆ่าที่อื่นไม่ใช่ในบ้าน”

“หมวดกำลังจะบอกว่า แจ๊คไม่ใช่ฆาตกรหรือครับ”

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นจ่า แต่ถ้าเรามีหลักฐานที่ดีกว่านี้มาหักล้างได้ เขาก็คงไม่ใช่” สุนิสาฮึกฮักเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็นิ่งไป คงนึกขึ้นได้ว่า สงบปากสงบคำไว้ดีกว่า

“จ่า ผมว่าเราต้องตรวจน้ำในแก้วนั่นหน่อยล่ะ ว่ามียานนอนหลับหรือเปล่า” ยานอนหลับ! หรือว่า น้องสา.....ผมรู้สึกง่วงขึ้นมาอีก
“คุณสุนิสา คุณเป็นคนเอาน้ำมาให้เขา คงรู้ดีนะ”

“รู้อะไรคะ”

“ก็รู้ว่าในนั้นมียานอนหลับหรือเปล่าน่ะสิ”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ถึงจะมีพี่แจ๊คอาจใส่กินเองก็ได้” เธอเสียงแข็งขึ้น

“คุณแจ๊ค คุณกินยานอนหลับหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” ผมปฏิเสธ สุนิสาเบือนหน้าหนี ด้วยความขมขื่น ใช่...ขมขื่น ไม่ผิดหรอก ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

“ถ้าในนั้นมียานอนหลับจริง คุณคนใดคนหนึ่งก็โกหก คุณสุนิสาครับ เราคงต้องขออนุญาตค้นห้องคุณแล้วล่ะครับ”

“ก็เอาซี่เชิญเลย ดูซิว่าจะเจออะไร ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” เธอมีอารมณ์ขึ้นมาอีก ภูเขาไฟทำท่าจะปะทุอีกแล้ว

เราทุกคนย้ายกันไปที่ห้องข้างๆ จ่าคมสันลงมือค้นทุกซอกทุกมุมอย่างคล่องแคล่ว ส่วนผู้หมวด วุ่นวายอยู่แต่กับตู้เสื้อผ้า

“หมวดครับ ดูจนทั่วแล้วไม่เจออะไรน่าสนใจเลยครับ เอ่อ ถามจริงๆเถอะครับ นี่เรากำลังหาอะไรหรือครับ ผมตามหมวดไม่ทันจริงๆ”

“ผมเจอแล้วนี่ไงจ่า” หมวดพูด ขณะหยิบเสื้อเสว็ตเตอร์ แขนยาว สีดำ ขึ้นมาจากตะกร้าผ้าที่ใส่ผ้าไว้รอซัก

“ผมเจอไอ้นี่ ที่ก้นตะกร้า ไม่แปลกใจเลยที่มันเป็นสีดำ คุณสุนิสาคงจะบอกเราได้ว่ากระดุมมันหายไปไหนเม็ดนึง” เขาหรี่ตามองมาที่สุนิสา เธอดูแปลกใจมากทีเดียว

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ามันหลุดไปตอนไหน”

“นั่นน่ะสิ ผมก็ว่าคุณไม่รู้หรอกว่ามันหลุดไปตอนไหน ไม่น่าถามเลย แต่เดี๋ยวก็คงรู้แหละ”

“แล้วนี่เสื้อฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย”

“มันก็คงไม่เกี่ยวหรอก ถ้าผมไม่เจอกระดุมเม็ดนี้ที่ห้องพี่สาวคุณ ผมเจอแถวๆหน้าต่างน่ะ” เขาแบมือออกเผยให้เห็นกระดุมสีดำ เป็นชนิดเดียวกับที่ติดอยู่กับเสื้อตัวนั้นจริงๆด้วย

“ฉันไม่รู้ว่ามันไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น” เธอหน้าซีดลงไปถนัดตา

“อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ให้ผมเรียบเรียงให้ฟังหน่อยไหม” เขาหยุดนิดหนึ่งแล้วก็ว่าต่อ

“คุณใส่ยานอนหลับในน้ำให้พี่เขยคุณกิน จากนั้นคุณก็ปีนหน้าต่างออกไปจากห้องคุณเอง เดินไปตามระเบียงไปที่หน้าต่างห้องพี่คุณ หน้าต่างมันก็คงเปิดอยู่แล้วคุณก็บอกเองนี่ตอนที่โทรแจ้งน่ะ คุณเข้าไปยิงคุณลินดา แล้วคุณก็ใส่ร้ายพี่เขยคุณด้วยการยัดปืนใส่มือเขา และเพื่อให้ดูสมจริงมากขึ้นคุณก็ลากเขามานอนไว้ที่กลางห้อง เพราะคงไม่มีใครนอนอยู่บนเตียงใกล้ๆกับศพ โดยเฉพาะศพที่เขาฆ่าเอง แล้วคุณก็ปีนกลับมาทางเดิม แต่ด้วยความรีบร้อนกระดุมเสื้อคงจะครูดเอากับขอบหน้าต่างมันก็เลยหลุดมาเม็ดนึง อย่างนี้พอจะเข้าเค้าบ้างไหมคุณสุนิสา” หมวดชูศักดิ์ยืดขึ้นด้วยความภาคภูมิ หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่ง ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร

“เอ่อ หมวดครับ แล้วเรื่องเขม่าดินปืนล่ะครับ”

“นี่จ่าแกล้งโง่อีกคนหรือไง แจ๊คเขาไม่รู้สึกตัว เธอก็แค่จับมือเขากำที่ด้ามปืนแล้วก็เหนี่ยวไก เท่านี้เขม่าดินปืนก็ติดที่มือแจ๊คแล้ว” จ่าเงียบไปด้วยจำนน

“พูดเรื่องแรงจูงใจหน่อยเป็นไร คุณสุนิสา” เขาว่าต่อ

“คุณบอกเองว่า พี่สาวเป็นลูกคนโปรด ผมเดาเอาว่า ไม่สิไม่ต้องเดาหรอก เห็นชัดอยู่แล้วว่า คุณอิจฉาพี่สาวคุณ ในเมื่อคุณไม่ค่อยชอบพี่สาวคุณ แล้วทำไมคุณถึงย้ายมาพักที่นี่ล่ะ” สุนิสาก้มหน้ามองที่พื้น ไม่พูดอะไร

“ถ้าแค่นี้น้ำหนักยังไม่พอ คุณก็อาจฆ่าเพื่อจะได้เป็นเจ้าของมรดกคนเดียว หรือถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น คุณก็อาจหลงรักพี่เขยอยู่ แต่เขาไม่เล่นด้วย....” สุนิสาสะดุ้งเฮือก เบือนหน้าหนีไปอีกทาง แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้น ... “คุณทั้งแค้นและชิงชังคุณก็เลยฆ่าพี่สาว แล้วก็ป้ายความผิดให้พี่เขย ผมว่าอาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าอาจเป็นทุกอย่างรวมกันก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว ตัวที่หนึ่งคือ ได้ฆ่าพี่สาวที่คุณริษยาเสมอมา ตัวที่สองได้ฮุบมรดกคนเดียว และตัวที่สามได้ลงโทษชายที่คุณรักเพราะเขาไม่เคยสนใจคุณ” สุนิสาสะอื้นฮักๆ เหตุผลของเขาเฉียบขาดทีเดียว เขาจับกระต่ายป่าได้แล้ว

เสียงไซเรนหวีดหวิวใกล้เข้า “เราต้องตรวจกันที่นี่ละเอียดอีกทีหนึ่ง และคงต้องสอบปากคำคุณที่โรงพักต่อ แจ๊ค คุณต้องไปให้ปากคำด้วยนะ” เขาพูดรัวเร็ว

“ไปเถอะจ่า ทีมชันสูตรกับกองพิสูจน์หลักฐานมาถึงแล้ว ปล่อยให้เขาหาถุงมือและยานอนหลับเองละกัน”

“ถุงมือเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ จ่าคิดว่า คนวางแผนได้ขนาดนี้จะทิ้งลายนิ้วมือไว้หรือไง งานด่วนต้องมาก่อนงานใหญ่จ่า หลักฐานน่ะเอาไว้หาตอนไหนก็ได้ แต่เรื่องสอบสวนเราต้องทำทันที ถ้าช้าไปผู้ต้องหาจะคิดคำโกหกที่ดีได้”

การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว สุนิสายังปฏิเสธเสียงแข็ง เป็นจริงดังที่ร้อยตรีชูศักดิ์ว่า ที่ห้องนอนผมมีเพียงลายนิ้วมือของผม กับลินดาเท่านั้น ที่ปืนก็มีลายนิ้วมือผมคนเดียว หลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมได้ก็มี ปืนลูกโม่1กระบอก เสื้อเสว็ตเตอร์สีดำ แล้วก็กระดุมอีก1เม็ด นอกจากนี้ก็ได้หลักฐานเพิ่มเติม คือที่รั้วหน้าบ้าน มีรอยไหม้ไฟกองเล็กๆ เป็นการเผาอะไรสักอย่าง จากเศษที่ไหม้ไม่หมด บอกได้ว่าอาจจะเป็นผ้าเช็ดหน้าหรือไม่ก็ ถุงมือ ส่วนยานอนหลับหาไม่พบ จากหลักฐานทั้งหมดดูเหมือนจะมีแค่กระดุมเม็ดนั้นเท่านั้นที่โยงใยไปถึงตัวสุนิสาได้ เรื่องทั้งหมดนี้คลี่คลายได้ด้วยกระดุมเม็ดเดียวแท้ๆ สุดาถูกดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน แน่ละ ผมไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเธอสักนิด



สองวันต่อมา ผมนอนหลับยาวเหยียดอยู่บนโซฟาในห้องนอน ในมือยังถือรูปแต่งงานไว้ ชั่วขณะหนึ่งผมเห็นลินดาติดปีกบินอยู่บสวรรค์ แล้วผมก็ต้องสะดุ้งตื่น มือหนึ่งแตะที่ไหล่ บ๊อบนั่นเอง กลิ่นน้ำมันใส่ผมอ่อนๆโชยมา เขาหวีผมเรียบแปล้เหมือนเดิม

“เรากวนนายหรือเปล่า”

“ไม่หรอก” ผมตอบ

“นายคงดีขึ้นแล้วสิ”

“อืมม....ดีขึ้น ขอบใจนะ”

“เออ นี่แจ๊ค วันนั้นน่ะ เราว่านายร้องไห้มากไปหน่อยนะ” ผมยิ้มด้วยความเขินอาย

“นายทำได้ยังไงกันน่ะ ไม่เอาละ นายเล่ามาให้หมดเลยดีกว่า” เขาจ้องผมอย่างใคร่รู้

“ก็ได้...” ผมว่า “ฉันก็แค่ ขโมยกระดุมของสุนิสา2-3วันก่อนนั้น เสื้อตัวนั้นเธอคงไม่ได้สังเกตหรอก จากนั้นก็เอากระดุมมาไว้บนพื้นใกล้ๆหน้าต่าง แล้วก็วานให้สาเอาน้ำขึ้นมาให้ ใส่ยานอนหลับลงไปแล้วก็กิน แน่ล่ะ ไม่หมดแก้วหรอก ต้องเหลือไว้มั่ง แล้วก็ยิงลินดา สุดท้ายก็มานอนคว่ำหน้าที่พื้น แค่นั้นเอง เอ้อ ลืมไป อย่าง เรื่องถุงมือน่ะเราเผาไว้ที่หน้าบ้านตั้งแต่เย็นแล้ว”

“จริงสินะ ทนายอย่างนายคงคิดได้ไม่ยาก”

ผมไม่อยากทำอย่างนี้เลยจริงๆ ลินดาเป็นคนดี เป็นภรรยาที่ดี เธอรักผมมาก ผมก็รักเธอเช่นกัน ไม่อยากให้เธอเสียใจไม่ว่าด้วยเรื่องไหน ผมละอายแก่ใจจริงๆที่มีความลับกับเธอ แต่ก็อย่างว่าแหละ เรื่องนี้ร้ายแรงจริงๆ หากเธออาจช็อคไปเลยก็ได้ และผมก็คงทนไม่ได้เช่นกันที่เป็นคนทำให้เธอเสียใจ ยังไงคนเราก็ต้องตายอยู่แล้วและเธอก็คงจะรู้ความจริงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ให้เธอตายทั้งที่ยังรู้สึกดีๆอย่างนี้ดีกว่าปล่อยให้เธอตรอมใจตายเมื่อได้รู้ความจริง ตายซะเถอะ ที่รัก!! ผมตัดสินใจในวันนั้น

การป้ายสีให้เด็กสาวบริสุทธิ์คนหนึ่งเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ แต่ทำยังไงได้ล่ะ ผมไม่มีทางเลือกนี่ น่าสงสารสุนิสา เธอคงจะให้การอะไรมากไม่ได้หรอก จะบอกได้ยังไงว่ามาพักอยู่กับพี่สาวเพราะอะไร เป็นเรื่องที่น่าอับอายกว่าการฆ่าพี่สาวตัวเองซะอีก หรือถ้าเธอจะบอกไปผมก็คิดว่าคงไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอก รังแต่จะทำให้เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็เท่านั้น

“เอ่อ แจ๊ค แล้วนายขโมยกระดุมนั่นได้ยังไงวะ” เหมือนโดนชกเข้าที่ท้องเต็มแรง ไม่คิดว่าบ๊อบจะถามแบบนี้ เรื่องนั้นผมบอกใครไม่ได้หรอก ผมจะบอกได้ยังไงว่า ผมมีอะไรกับน้องเมีย แล้วก็ดึงกระดุมเสื้อเธอมาตอนที่เราช่วยกันถอดเสื้อผ้าให้กัน ตอนนั้นเราแทบจะถอดไม่ทันด้วยอารมณ์เร่าร้อนรุนแรง เธอคงไม่ได้สังเกตหรอก ตอนนั้นเอาแต่ทำตาปรือ แล้วก็ซี๊ดซ๊าดด้วยความเสียวซ่านอย่างเดียว ต้องยอมรับว่าเป็นผู้หญิงที่อารมณ์รุนแรงจริงๆ เรื่องนี้หละที่เป็นความลับจริงๆ จะบอกใครไม่ได้ โดยเฉพาะบ๊อบ ผมคงต้องโกหกอีกแล้วสิ ทำไมนะชีวิตผมต้องโกหกคนที่ผมรักอยู่เรื่อยเลย ผมมีความลับกับลินดาก็เท่ากับโกหกเธอตลอดมา ส่วนน้องสาในวันแรกที่เราร่วมรักกัน ผมก็โกหกเธอว่าจะกำจัดลินดาแล้วก็ครองรักกันตลอดไป แล้วตอนนี้ยังต้องโกหกบ๊อบอีกหรือนี่ ให้ตายสิ!

“อ้อ เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกบ๊อบ” ผมบ่ายเบี่ยงเอาง่ายๆ พยายามโกหกเขาให้น้อยที่สุด

“ยังไงมันก็จบไปแล้ว ที่ทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อเรานะ” ผมโน้มตัวเข้าไป มือลูบไล้ท่อนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา ไล่ไปจนถึงแผ่นอกอันแข็งแรง แล้วเคล้าคลึงอยู่ตรงนั้น

“ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้นนะ” ผมกระซิบเสียงแผ่วที่ข้างหู ขบติ่งหูเบาๆ แล้วปล่อยให้ลมหายใจอุ่นสัมผัสที่ต้นคอสีแทนของเขา

“ตอนนี้เลยเหรอ” เขากระซิบกลับมาเช่นกัน

“อือออ....”

“ฉันรักเธอแจ๊ค” สรรพนามเปลี่ยนไปแล้ว เป็นอย่างนี้เสมอแหละ แต่ฟังแล้วก็ขนลุกซู่ทุกครั้ง

“ฉันก็รักเธอ” ผมตอบ เราจูบกันดูดดื่มเช่นเคย จูบของเขาทำให้ผมสะท้านไปถึงข้างในได้ทุกครั้งไม่เคยเบื่อ เราเบียดร่างเข้าหากันด้วยอารมณ์เร่าร้อนรุนแรง ต่างคนต่างหายใจหอบถี่ขณะจูงมือกันไต่บันไดสวรรค์ แต่คงจะเป็นสวรรค์คนละแห่งกับที่ลินดาอยู่กระมัง


โดย ม่านสีหมอก

โดย : ม่านสีหมอก
เมื่อ :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com