Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

เรื่อง :

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน


"โลกของวิญญาณนั้นช่างอ้างว้างและหนาวเหน็บยิ่งนัก" นั่นคือคำบอกเล่าของผู้ฟื้นจากความตายที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือซึ่งกางหราอยู่ในมือของเขาตอนนี้ แจ็คอ่านเพียงแค่ย่อหน้าแรกของเรื่องเล่านี้ก็พอจะเดาได้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับเรื่องก่อนๆ ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างเลย เขานึก
เครื่องปรับอากาศนับสิบพ่นอากาศเย็นเยียบสม่ำเสมอ เสียงพลิกหน้ากระดาษทำลายความเงียบเป็นระยะๆ แม้จะแผ่วเบาแต่ก็ได้ยินชัดเจน เป็นเสียงที่แจ็คคุ้นเคยดี แม้แจ็คจะเดินเข้าออกร้านขายหนังสือในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แทบทุกวัน ซึ่งบางวันเขาก็ยืนอ่านอยุ่ได้นับหลายชั่วโมงก็ตาม แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหยิบหนังสือเกี่ยวกับภูตผี วิญญาณขึ้นมาอ่านเช่นวันนี้
แจ็คเป็นคนร่างสูงโย่ง แม้หน้าตาจะไม่หล่อเหลาเป็นที่ต้องตาของใคร แต่โดยรวมแล้วเขาก็ดูสง่า อกผายไหล่ผึ่ง กริยาท่าทางบ่งชัดอยู่ในตัวว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นดูมุ่งมั่น จริงจัง ใครที่จ้องตาเขาก็จะสัมผัสถึงความกระตือรือร้นที่มีอยู่ตลอดเวลาได้พอๆกับความทะเยอทะยานของเขา
แจ็คเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่ใช่สิตอนนี้เขาไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้วเพราะผลสอบเทอมสุดท้ายที่ประกาศเมื่อวานนี้ปรากฏว่าเขาผ่านทุกวิชา และนั่นหมายความว่าเขาเรียนจบแล้ว ด้วยวัยเพียง22ปี เขาเรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิตด้วยเกียรตินิยมอันดับ2 เขาทำได้ดีทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่พอใจ เขาต้องการมากกว่านั้นคือเกียรตินิยมอันดับ1 เพื่อนๆที่เข้ามาแสดงความยินดีเมื่อประกาศผลสอบนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นการซ้ำเติมมากกว่า "ยินดีด้วยนะ เก่งจังเลย" "นายนี่เก่งเป็นบ้าเลยว่ะ ดีใจด้วยนะเพื่อน" คำชื่นชมเหล่านั้นสำหรับแจ็คแล้วคือการซ้ำเติมความผิดพลาดของเขา แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ขอบคุณเพื่อนเหล่านั้นด้วยความจริงใจ
เมื่อประกาศผลสอบแล้วก็ต้องรอทำเรื่องขอจบอีกสักพัก นี่เป็นช่วงเวลาพักผ่อนสั้นๆสำหรับเขา อย่างเช่นวันนี้ร้านหนังสือคือสิ่งที่เขาเลือก แต่ความจริงเขาก็ไม่รุ้จะไปไหนได้นอกจากที่นี่ ก่อนหน้านี้ 2 ชั่วโมงเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่ง เนื้อความตอนหนึ่งพาดพิงถึงเรื่องวิญญาณไว้ว่า สภาวะของวิญญาณนั้นในทางวิทยาศาสตร์นั้นอย่างมากก็เป็นได้แค่กลุ่มพลังงานอย่างหนึ่งเท่านั้น....นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแจ็คถึงหยิบหนังสือที่อยู่ในมือขณะนี้มาอ่าน
เขาคิดว่าคำบอกเล่าของผู้ฟื้นจากความตาย จะบอกถึงสภาวะของวิญญาณของวิญญาณได้บ้าง แต่ทว่า ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คำตอบ หรือ แม้แต่แนวทางที่จะหาคำตอบ คำบอกเล่าหลายต่อหลายเรื่องของผู้ฟื้นจากความตายที่เขาอ่านเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้อธิบายหรือพาดพิงถึงสภาวะของวิญญาณเลย ส่วนมากจะเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาพบเห็นมากกว่า บ้างก็เล่าว่าเห็นนรก บ้างก็บอกว่ามียมฑูตมาพาไป และเรื่องสุดท้ายที่กำลังอ่านอยู่นี้เป็นคำบอกเล่าของชายคนหนึ่งที่ฟื้นจากความตายด้วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาบอกว่า เขาหนาวและรุ้สึกโดดเดี่ยว แม้จะเล่าถึงความรุ้สึกของเขาบางตอน แต่ก็ไม่ใช่ความรุ้สึกที่พอจะอนุมานได้ว่าภาวะของวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเขาบอกว่า รู้สึกตัวเบา ลอยได้หรืออะไรทำนองนั้นก็คงจะดี
แจ็ครุ้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านต่อ เขาไม่ควรมาเสียเวลากับหนังสืออย่างนี้ ยังมีหนังสืออีกมากมายที่เขาตั้งใจจะอ่าน และ แจ็คก็ไม่อยากรับรู้เรื่องอุบัติเหตุของชายคนนั้นหรอก มันทำให้เหตุการณ์ในวัยเด็กตามมาหลอกหลอนเขาอีก
อุบัติเหตุครั้งนั้นช่างร้ายแรงนัก มันพรากพี่ชายไปจากเขา พี่ชายผู้เป็นฮีโร่เสมอมา พี่ที่เป็นทั้งพี่ เพื่อน และครูสำหรับเขา พี่ชายสอนแจ็คทุกอย่างที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งพึงจะรู้ เมื่อครั้งหนึ่งแจ็คยังจำได้ดี
"พี่คับ ผมเบื่อวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนมากเลย ครูตีผมที่ไม่ได้ส่งการบ้านเมื่อวาน" น้ำเสียงนั้นดูเหมือนจะเป็นการเรียกร้องความสนใจมากกว่าระบายความรู้สึก
"แล้วเราทำไมไม่ส่งการบ้านล่ะ" เสียงพี่ชายราบเรียบเหมือนไม่ใส่ใจ
"ก็ผมไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ผมก็เลยไม่ทำการบ้าน" แจ็คหยุดครู่หนึ่ง รุ้สึกผิดที่ตอบไปอย่างนั้น พี่ชายยังนิ่งเฉย แต่ก็มองแจ็คเป็นนัยให้เล่าต่อ
"ครูบอกว่าโลกกลม แต่ผมไม่เห็นว่ามันกลมตรงไหนนี่ครับ"
พี่ชายยิ้มที่มุมปากแล้วก็มีท่าทีครุ่นคิด ในที่สุดก็พูดด้วยเสียงเรียบๆเช่นเดิม
"ดีแล้วล่ะที่เราไม่ชอบวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาวิทยาศาสตร์ในชั้นสูงขึ้นไปนั้นเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายอย่างเราไม่มีสิทธิ์เรียนหรอก"
"ทำไมล่ะครับ ทำไมผู้ชายเรียนไม่ได้" แจ็คน้ำเสียงไม่พอใจพอๆกับความอยากรู้
"มันเป็นกฏน่ะ พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไม"
"แต่มันไม่ยุติธรรมเลยนี่ครับ" เด็กน้อยเสียงกร้าวขึ้น
"ทำยังไงได้ล่ะ พี่ไม่ใช่คนตั้งกฏนี่" ผู้เป็นพี่เสียงเข้มขึ้นแฝงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "กฏบ้าๆพี่ไม่เชื่อหรอก พี่น่ะแอบเรียนมามากกว่าผู้หญิงพวกนั้นซะอีก" อุ๊บ! พี่ชายชะงัก ท่าทางระแวดระวังแล้วก็ลดเสียงลงแทบเป็นเสียงกระซิบ " พี่ไม่น่าหลุดปากเลย อย่าบอกใครนะถ้าพวกนั้นรู้เข้าต้องจับพี่ไปขังแน่เลย พี่ดีใจนะที่เราไม่ชอบมัน...พี่ชายอ้าปากกำลังจะว่าต่อแต่แจ็คก็ขัดขึ้นก่อน
"ผมอยากรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ พี่เล่าให้ฟังหน่อย แล้วทำยังไงผมถึงจะได้เป็นคนตั้งกฏล่ะคับ" เด็กน้อยแววตามุ่งมั่น จริงจัง
พี่ชายดูอึดอัดขึ้นทันใด มองซ้ายมองขวา แน่ใจว่าไม่มีใครแล้วก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้พูดด้วยเสียงแผ่วเบาด้วยความตื่นเต้น "ก็ได้ แต่นิดเดียวนะ มานี่สิพี่จะเล่าให้ฟัง"
ดูเหมือนพี่ชายจะรู้ดีว่าแจ็คเกลียดความไม่ยุติธรรมเป็นที่สุด ความกระตือรือร้นใคร่รู้นั้นแจ็คมีอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่ต้องเกาให้ถูกที่คันเท่านั้นเอง พี่ชายใช้โอกาสเดียวนี้ สอนได้ถึง2เรื่อง ทั้งวิทยาศาสตร์และ กฏเกณฑ์ของสังคม
เมื่อโตขึ้นแจ็คเลือกเรียนนิติศาสตร์ วิชาที่ว่าด้วยกฏเกณฑ์ เส้นทางของอาชีพที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม แจ็คไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์เพราะรุ้สึกชอบกฏหมายมากกว่าเขาอยากเรียนรู้ที่จะตั้งกฏเกณฑ์มากกว่าค้นหากฏเกณฑ์ที่มีอยุ่แล้ว และก็คิดว่าพี่ชายคงจะไม่เสียใจที่แจ็คเลือกแบบนี้ แม้จะดูเหมือนว่าวิทยาศาสตร์กับนิติศาสตร์จะดูแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี แจ็ครู้สึกดีกับวิทยาศาสตร์อย่างมาก เขาอ่านบทความวิทยาศาตร์ทุกครั้งที่มีโอกาส และติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอยู่เสมอ ด้วยหลักการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลของมันทำให้แจ็คหลงใหล แจ็คตระหนักเสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมัน
แจ็คไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไร รู้แต่เพียงว่าความทรงจำเก่าๆพรั่งพรูออกมาไม่หยุดยั้ง ภาพที่เขาขี่หลังพี่ชาย หยอกล้อเล่นกัน รวมทั้งภาพของคนอื่นๆในครอบครัว ผ่านไปเป็นฉากๆเหมือนกับฉายสไลด์
แจ็คสั่นศีรษะแรงๆ เพื่อดึงตัวเองกลับมา ปิดหนังสือในมือแล้วเก็บเข้าชั้นตามเดิม ปล่อยให้เรื่องที่กำลังอ่านค้างเติ่งอยุ่อย่างนั้น แจ็คตัดสินใจแล้วว่า พรุ่งนี้จะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด แม้ความตั้งใจแรกแจ็คคิดว่าจะทำเรื่องขอจบให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว เรื่องขอจบเอาไว้ทีหลังก็ยังได้ ความรู้สึกนี้กระมังที่เขาเรียกว่าคิดถึงบ้าน
เวลา20.30 น. ชานชลาหมายเลข13คราคร่ำไปด้วยผู้คน แจ็คนั่งทอดสายตาไป ณ ที่ไกลแสนไกล จิตใจหวนคำนึงถึงบ้าน ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ พ่อจะยังทำงานหนักเหมือนเดิมไหม แม่ล่ะฝีมือทำกับข้าวยังเหมือนเดิมหรือเปล่า ส่วนที่สาวก็คงกำลังวุ่นวายกับไอ้ตัวเล็กไม่เป็นอันทำอะไรเลยทีเดียว
ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพูดคุยจอแจใกล้ๆนั้นฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงโอดครวญของเครื่องยนต์รถบัสที่วิ่งเข้าออกคันแล้วคันเล่านั้นดังมาไม่ขาดสาย เด็กขนสัมภาระเอะอะโวยวายอยู่ไกลออกไป รถแท็กซี่จอดเข้าคิวรอผู้โดยสารยาวเหยียด ไม่ไกลกันนั้นหลายคนหาผู้โดยสารแบบเข้าถึงตัว รบเร้าจนถึงที่สุด บางคนก็แทบจะคว้ากระเป๋าจากมือเลยทีเดียว แม้ยามนี้สาถานีขนส่งหมอชิตจะดูวุ่นวาย เพียงใดก็ตามแต่ก็ดูเหมือนแจ็คจะไม่ใส่ใจ ความทรงจำยังคงเล่านิทานให้เขาฟังอยู่เงียบๆในอีกโลกหนึ่งต่อไป
เสียงหึ่งต่ำๆของเครื่องยนต์ใกล้เข้ามา แสงไฟจากหน้ารถแยงนัยน์ตาทำให้แจ็คตื่นจากภวังค์ เขายกมือขึ้นป้องตา รถคันที่เขารอมาถึงแล้ว แจ็คมองนาฬิกาหน้าปัดลายมิกกี้เมาท์ที่ข้อมือ แม้นาฬิกาที่เขาใส่จะดูขัดกับบุคคลิกของเขาอยู่บ้างแต่มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความอ่อนโยนของเขาได้เป็นอย่างดี เวลา 21.13 น. มิกกี้บอกเขาว่าได้เวลาเดินทางแล้ว
วันนี้แจ็คแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืดสีขาว ปักลายการ์ตูนเล็กๆที่หน้าอกด้านซ้าย กางเกงยีนส์โปร่งๆ และรองเท้าผ้าใบสีดำ พร้อมกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นัก ในกระเป๋านั้นนอกจากจะมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดแล้ว ยังมีหนังสือเกี่ยวกับ UFO 1 เล่ม หลักคดีอาญา 1 เล่ม และนวนิยายสืบสวนสอบสวนอีก 2 เล่ม แน่ล่ะเขาจะขาดหนังสือได้อย่างไร แจ็คถอนหายใจยาวแล้วก้าวขึ้นรถ สัมผัสได้ถึงความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ทันทีที่ก้าวขึ้นรถก็รู้สึกว่าความรู้สึกไม่สบายนั้นก็เพิ่มเป็นทวีคูณ เหมือนกับหน้าต่างกระจกทั้ง2ข้างนั้นกำลังบีบตัวเข้ามา เขาไม่เคยห้ามความรุ้สึกแบบนี้ไปได้สักที ที่ขึ้นรถโดยสาร ชั่วขณะหนึ่งเสียงโครมสนั่นของโลหะปะทะกัน จากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็กลับมาหลอกหลอนเขาอีก แจ็คหายใจลึกยาวแล้วนั่งลงในที่นั่งหลังคนขับ แน่นอนเขาเลือกที่นั่งนี้เองแหละ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อเกิดอะไรขึ้นโดยสัญชาตญาณคนขับต้องหักหลบโดยให้ที่นั่งคนขับกระแทกน้อยที่สุดเพื่อตัวเขาเอง และคนที่นั่งหลังคนขับก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
รถออกจากชานชลานานแล้ว แต่แจ็คก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้ เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วอย่างนี้ เขาสงสัยจริงๆว่าคนอื่นๆหลับกันได้อย่างไร รถโคลงเคลงด้วยความเร็วนั้นพาให้กะจิตกะใจของแจ็คกระเจิดกระเจิงไปไกล แต่ในที่สุด แจ็คก็บอกตัวเองว่า เปล่าประโยชน์ที่จะมานั่งกังวล เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แจ็คปรับเบาะเอนลงแล้วก็รอเวลาให้ผล็อยหลับไปเอง
เสียงอื้ออึงของเครื่องยนต์ดังไม่ขาดสาย รถยังวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ฝนลงเม็ดปรอยๆและ เริ่มแรงขึ้น แรงขึ้น ความเย็นเยียบก่อตัวขึ้นเงียบๆ และประหนึ่งว่ามันค่อยๆซึมผ่านกระจกรถเข้ามา แจ็คมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไป แสงไฟจากข้างถนนวิ่งผ่านไปดวงแล้วดวงเล่า ภาพเบลอๆของแสงไฟท่ามกลางสายฝนยามนี้สวยด้วยความพร่าเลือนของมันเอง
ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นแจ็คไม่แน่ใจว่าฝันไปหรือเปล่า เหมือนกับมีใครเอาไฟส่องมาที่ใบหน้าเขา ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามาไฟสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาอีก แจ็คตื่นขึ้นเต็มที่ เห็นแสงเจิดจ้าอยู่แค่ปลายจมูก แสงนั้นเฉออกไปเล็กน้อย
ไม่มีเวลาแม้จะหาที่จับยึดทุกอย่างก็สายไปแล้ว
ด้วยแรงกระแทกพลังมหาศาล แจ็ครู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นไป ไม่รู้ทิศทาง ความรู้สึกเคว้งคว้างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีก่อนถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง เห็นดาวระยิบระยับไปหมด ความมึนชาค่อยๆเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด ชั่วขณะหนึ่งของภาพที่พร่ามัว แจ็คมั่นใจว่าเห็นพี่ชายส่งยิ้มมาให้ แล้วทุกอย่างก็พลันมืดลง
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ แจ็คพบว่าตัวเองหายใจรวยริน แผ่วเบา ความเจ็บปวดรุมทึ้งเกาะกิน รุ้สึกปวดร้าวทั่วศีรษะ เหมือนมีใครรัวกลองอยุ่ในนั้น หายใจเข้าสิ หายใจ !! เราต้องไม่หลับ เขาบอกตัวเอง
แจ็คสูดหายใจลึกยาว รวบกำลังทั้งหมดที่มี พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้น อย่างยากลำบาก รู้สึกสับสนงุนงงพอๆกับความเจ็บปวด ในที่สุดแจ็คก็ตะเกียกตะกายออกมาจากรถจนได้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองออกมาได้ยังไง แต่ก็คงเป็นช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
แจ็คตั้งสติ และพยายามประติดประต่อเรื่องราว ทำไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดแต่กระนั้น เขาก็ยังปวดที่หัว ตุบ ๆ เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดระงมอยุ่ไม่ไกล เลือดแดงฉานไหลรินไปกับน้ำฝน ทำยังไง คิดสิ คิด !! เขาบอกตัวเอง ต้องช่วยคนก่อน... เสียงหนึ่งสะท้อนกลับมา
จังหวะนั้นเองเยื้องออกไปทางขวา เขาเห็นชายคนหนึ่งยืนตะลึงอยู่ใกล้ๆ แจ็คจำได้ดี คนขับนั่นเอง คนขับไม่เป็นไร ใช่แล้ว ! คนที่นั่งหลังคนขับจึงไม่เป็นอะไรมาก ใช่สิ เรายังเดินได้นี่นา แจ็คบอกตัวเอง แต่ก่อนที่แจ็คจะทันได้พูดอะไร คนขับก็ออกวิ่งไปแล้ว "พี่ครับ พี่ จะไปไหน มาช่วยคนเจ็บก่อน" เสียงตะโกนตามหลังไม่อาจหยุดเข้าได้ แจ็คกะโผลกกะเผลกตามไป แต่เขาก็หายไปในความมืดเสียแล้ว
ฝนเริ่มซาลงบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความเย็นเยียบที่มาพร้อมกันนั้นไม่ได้จางหายไปด้วย แจ็คหันกลับมามองผ่านม่านฝนออกไป เขาเห็นรถบัสคันที่นั่งมาหน้ารถยุบเข้าไป นอนตะแคงอยู่ริมถนน และรถสิบล้อคันหนึ่งสภาพยับเยินนอนหงายท้องไม่ไกลออกไป เสียงคนเจ็บดังอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ ยังมีคนเจ็บอยุ่! เราต้องช่วยคน... ทำยังไงล่ะ ขอความช่วยเหลือสิ ใช่แล้ว โทรศัพท์ไง!! โทรศัพท์เราอยู่ในกระเป๋าในรถ ความหวังเรืองรองขึ้นมา แจ็คพาตัวเองไปที่รถด้วยความเร็วเท่าที่สังขารอำนวยให้ เขายังปวดที่หัว ตุบ ๆ
ถึงแล้วที่ประตูทางเข้าคนขจับ ด้วยแรงกระแทกหน้ารถยุบเข้าไป ทำให้ประตูบิดงอผิดรูป เปิดแง้มเกือบจะครึ่งหนึ่งแต่ก็ยังเข้าไปไม่ได้ แจ็คไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาต้องเอาโทรศัพท์ แจ็ครวบรวมกำลังทั้งหมด ผลักประตูให้เปิดออก แต่เพียงแค่มือสัมผัสที่ประตู เขาก็ต้องผงะ เมื่อที่นั่งคนขับนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่เป็นร่างอันแหลกเหลวของชายคนที่พึ่งจะวิ่งหนีไป แจ็ครู้สึกหัวหมุนติ้ว รู้สึกสับสนไปหมด ไม่รู้จะให้เหตุผลกับสิ่งที่อยุ่ตรงหน้าว่าอย่างไร แจ็ครู้ว่าไม่ได้ตาฝาด แม้ตาจะพร่าพรายด้วยสายฝน แต่เครื่องแบบคนขับที่ชายคนนั้นสวมใส่ แจ็คมั่นใจว่าคนขับวิ่งหนีไปแล้วจริงๆ แต่ทำไม!!!...
ในภาวะที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปนั้น สายตาเขาก็เลื่อนไปจับอยู่ที่ร่างๆหนึ่งใกล้ๆกันนั้น ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึง และรู้สึกสับสนเป็นเท่าทวีคูณ เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ความคลื่นเหียนเกิดขึ้นฉับพลัน ร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นบิดงอผิดธรรมชาติ หน้าผากเหนือคิ้วด้านซ้ายนั้นยุบลงไปเหมือนกับใช้กำปั้นกดลงไปบนลูกฟุตบอลที่ไม่ได้สูบลม แจ็คเลื่อนสายตาสำรวจช้าๆ ด้วยใจระรัว แม้บาดแผลจะดูน่าตกใจ แต่มีสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าสีดำ!!! ไม่จริง ไม่จริง! เขาร่ำร้องแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ไม่จำเป็นต้องตรวจดูว่ามีลายการ์ตูนที่หน้าอกด้านซ้ายหรือไม่ ทุกอย่างก็กระจ่างชัดนัก นาฬิกาหน้าปัดลายมิกกี้เมาท์บนข้อมือของแขนที่พับงอนั้นกำลังบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่าง
แจ็คถอยหลังกลับ 2-3ก้าว แต่ไม่อาจละสายตาได้ เขายกมือขึ้นลูบหน้าผากโดยไม่รู้ตัว สัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่ยุบตัวลงไป แล้วความเย็นเยียบ ก็แล่นวาบตลอดไขสันหลัง และวิ่งตรงเข้าเกาะกุมหัวใจฉับพลัน ประหนึ่งกริชมัจจุราชทิ่มแทง แจ็คได้แต่ยืนนิ่งงัน โลกทั้งโลกหมุนคว้างไปมา เหมือนกับว่าเขากำลังตกลงสู่หุบเหวลึก แจ็ครู้แล้วว่าเขาออกมาจากรถได้อย่างไร ไม่ยากเลย แค่ก้าวผ่านออกมา... แจ็ครู้สึกว่าความหนาวเย็นรอบกายกำลังรุมทึ้งแทะกินเขาอย่างไม่ปราณี ท่ามกลางความเงียบงันและสายฝนปรอยๆนั้นเขาไม่เห็นใครเลยนอกจากตัวเอง แล้วประโยคหนึ่งก็แวบผ่านเข้ามาในห้วงความคิดอันว่างเปล่า "โลกของวิญญาณนั้นช่างอ้างว้างและหนาวเหน็บยิ่งนัก"
แจ็ครุ้สึกเสียใจ เสียใจที่ไม่ได้อ่านเรื่องเล่าเรื่องสุดท้ายนั้นให้จบ หรืออย่างน้อยเขาก็น่าจะได้อ่านถึงตอนที่ว่า ชายคนนั้นฟื้นจากความตายด้วยอุบัติเหตุได้อย่างไร


โดย : tspy
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com