Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>>  เท็นมิมูระเพื่อนรัก

เรื่อง :

เท็นมิมูระเพื่อนรัก

เท็นมิรูระเพื่อนรัก
เท็นมิมูระเป็นชื่อของเพื่อนผมคนหนึ่ง หากดูผิวเผินโดยธรรมดาทั่วไปแล้ว มันก็เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปดีๆนี้เอง แต่หากเราคบมันสักพักหนึ่งเราจะรู้สึกถึงความแปลกที่อยู่ในตัวมัน แปลกยังไงเหรอครับ ฟังจากชื่อที่ผมเรียกมันก็ต้องทำให้เรานึกถึงคนญี่ปุ่นหรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น แต่เท่าที่ผมรู้อยู่ในตัวมันไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผมนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเลย แต่มันบอกผมให้เรียกมันอย่างนั้น
“ ฟังแล้วกูอยากจะอ้วกว่ะ” ผมบอกอย่างนั้น มันบอกผมว่านี้เป็นนามปากกาของมัน มันเพิ่งจะคิดได้เมื่อวานนี้
“อะไรนะมึงอยากเป็นนักเขียนงั้นเหรอ” เท็นมิมูระไม่ตอบอะไรผม มันแค่พยักหน้าและก็อมยิ้มเท่านั้น มันชอบทำหน้าแบบนี้เสมอในเวลาที่มันอายหรือเขินอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นประจำ
เท่าที่ผมจำความได้ เท็นมิมูระ คือเพื่อนคนแรกของผมที่ผมรู้จักในรุ่นราวคราวเดียวกัน ตอนเป็นเด็กผมไม่ค่อยจะได้คุยกับมันเป็นเรื่องเป็นราวสักเท่าไหร่หรอก จะมารู้สึกว่าคุ้นเคยกันดีขึ้นบ้างก็ตอนที่ต้องเข้าโรงเรียนประถม พวกเราใช้ถนนเส้นเดียวกันเดินไปโรงเรียนทุกวันและมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะมีความคิดที่แตกต่างกันบ้างแต่ผมก็จะไม่พูดอะไรให้เป็นการขัดใจกัน
นิสัยของเท็นมิมูระออกจะเป็นคนเงียบๆ ไปสักหน่อยไม่ค่อยพูดอะไรหากไม่มีใครถาม มันไม่ชอบเอะอะโวยวายอะไรกับใครจะเรียกว่าไม่สู้คนก็ว่าได้ ใบหน้าของมันก็ดูเหมือนกับนิสัยของมันไม่มีผิด สีผิดที่ดูซีดเผือกเข้ากับแววตาสีดำสนิทที่ดูเหมือนกับมีคำตอบมากมายแต่ไร้ซึ้งเสียงตอบรับใดๆ เพื่อนคนอื่นๆมักมองว่ามันเป็นคนแปลก แต่สำหรับผมในตอนนั้นแล้วมันจะเป็นอะไรก็ชั่งเถอะแค่มีคนเดินกลับบ้านเป็นเพื่อนผมตอนหลังเลิกเรียนแค่นี้ก็ดีแล้ว
ทุกๆเย็นหลังเลิกเรียนในระหว่างที่เรากำลังเดินกลับบ้านกัน เท็นมิมูระมักจะเสนอความคิดต่างๆที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ผมฟังอยู่เสมอเหมือนอย่างวันนี้ พอเดินก้าวพ้นออกจะประตูโรงเรียนมามันก็รีบ บรรยายความรู้สึกของมันออกมาเลยทันที
“เมื่อเช้าตอนที่อาจารย์ถามนักเรียนทุกคนว่า การแสดงละครเวทีในวันเด็กปีนี้ เราจะให้ใครเป็นพระเอกดี เราเห็นคนอื่นๆคุยกันอุบอิบๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสนอความคิดเลย อาจารย์ก็เลยเสนอชื่อ นายเดี่ยวขึ้นมา อาจารย์คงคิดว่านายเดี่ยวเรียนเก่งเวลาแสดงละครเวทีก็ต้องแสดงเก่งด้วย ในเมื่ออาจารย์เสนอชื่อออกมาอย่างนั้นจะไปมีใครกล้าขัดใจหล่ะ จริงไหม แต่เราว่าน่าจะให้ นายเดี่ยว แสดงเป็นต้นไม้มากว่านะ เพราะเวลาเราเห็นหน้านายเดี่ยวแสดงแล้วดูทื่อๆเหมือนต้นไม้ไม่มีผิด ส่วนนายแอ๊ดที่รับได้บทเป็นต้นไม่นะดูใบหน้าของเขาแล้วกลับมีความสุขเหมือนกับว่าเขาได้เข้าไปอยู่ในโลกของนิยายจริงๆมากว่านายเดี่ยวเสียอีก นายว่างั้นไหม”
“ไม่รู้สิ กูไม่ทันสังเกต แล้วทำไมตอนที่อาจารย์ถามมึงทำไมมึงไม่บอกอาจารย์ไปหล่ะ”
“ก็เราคิดว่าหากเราพูดไป คนอื่นจะหาว่าเราอิจฉานายเดี่ยวนะซี่”
“อื่ม…อาจารย์ก็เป็นแบบนี้แหล่ะ เห็นใครเรียนเก่งก็รักคนนั้น กูชินแล้วว่ะ”
ผมหันไปตอบให้กับเท็นมิมูระอย่างน่าเบื่อหน่าย
เท็นมิมูระออกจะเป็นคนที่พูดจาไพเราะไปสักหน่อย ผมเคยบอกให้มันเรียกผมแบบที่คนอื่นเขาพูดกัน แต่มันก็ไม่ยอมพูดสักที จนผมเองก็เริ่มจะชาชินไปเรื่อยๆ เท็นมิมูระเคยบอกผมว่า
“ถึงเราจะไม่ได้พูด กูมึง กับนายแต่เราก็จะเป็นเพื่อนสนิทกันได้นี้หน่า เราไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกันเลย”
เท็นมิมูระพูดเหมือนนิยายน้ำเน่าไม่มีผิด บางครั้งผมก็คิดว่ามันต้องอ่านนิยายมากเกินไปแน่ๆทุกครั้งที่ผมคุยกับมันก็มักจะสรรหาคำพูดดีที่ฟังแล้วจับใจมาให้ผมฟังอยู่เรื่อย แต่ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกแต่ผมเห็นแววตาของเท็นมิมูระแล้วรู้ได้เลยว่ามันคงจะประทับใจจริง
เหมือนอย่างเย็นวันนี้หลังจากที่มันพูดถึงคนที่โรงเรียนเสร็จสรรพ มันก็เริ่มที่จะพูดถึงตัวมันเองบ้าง
“เอ่อ…เราว่าเราจะเข้าชมรมดนตรี เราอยากเป็นนักร้องนำของโรงเรียนคงจะเท่ห์น่าดูเลย แล้วนายว่าอย่างเราพอจะเป็นนักร้องได้ไหม”
“ก็ได้นี้ เมื่อวันก่อนกูเห็นรุ่นพี่ร้องเพลงนะห่วยแตกกว่ามึงอีก แต่มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่มึงคิดก็ได้นะ เพราะตอนนี้ใครๆเขาก็อยากเป็นนักร้องกันทั้งนั้น”
ผมมองไปที่ใบหน้าของเท็นมิมูระมันได้แต่ก้มหน้าดูเหมือนมันเศร้าๆ ที่ผมพูดไปว่ามันอาจจะไม่ง่าย แค่ผมพูดแค่นี้ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้มันรู้สึกเศร้าได้ขนาดนี้ จากวันนั้นมาไม่ว่ามันจะพูดว่าอยากทำอะไรหรือเป็นอะไร ผมก็จะไม่เคยว่ามันเลยเพราะผมรู้นิสัยมันดี หากมองดูลักษณะภายนอกแล้วมันอาจจะไม่เสียใจอะไรเลย แต่เราจะรู้สึกได้ว่าเท็นมิมูระเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่งที่เราไม่ได้รู้จัก
เท็นมิมูระเคยบอกผมครั้งหนึ่ง ว่ามันฝันอยากเป็นอะไรหลายอย่างมาก ซึ่งมันแปลกมากมันยังรู้สึกได้เลยว่าความฝันของมันแปลกกว่าคนอื่นๆ ผมเองก็ไม่รอช้าที่จะถามว่าความฝันของมันคืออะไรนอกจาก การอยากเป็นนักเขียน และนักร้องแล้ว
“แล้วมึงอยากเป็นอะไรอีกว่ะ ทำไมมันมากมายอย่างนี้ กูหวังว่ามึงคงไม่ได้อยากเป็นนายกฯนะโว้ย เพราะนั้นมันฝันของกู มึงอย่ามาแย่งนา…”
ผมพูดในเชิงหยอกกับมันบ้าง บางทีเท็นมิมูระก็ทำหน้าเศร้าเกินไป เท็นมิมูระก็ทำหน้าเหมือนทุกๆครั้งที่ผมมีคำถาม ก้มหน้านิดหน่อย แววตาเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างใบหน้าที่ดูเหมือนกับมีคำตอบมากมาย แต่ไร้ซึ้งเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมา
“กู เป็นเพื่อนมึงนะ กูไม่หัวเราะมึงหรอก”
ผมตบที่ไหล่ของมันเบาๆ เพื่อที่อาจจะทำให้มันหายกังวลได้บ้างกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เท็นมิมูระยืดขึ้นเล็กน้อยและจ้องมาที่ใบหน้า เหมือนเด็กน้อยที่กำลังจะตอบคำถามของครูไม่มีผิด
“เรารู้ว่านายคือเพื่อนรักของเรา แต่เราเปลี่ยนใจแล้วหล่ะ เรายังไม่อยากบอกนายตอนนี้ เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นก่อนดีกว่า”
ในเมื่อมันไม่อยากบอกอะไรผม ผมเองก็ไม่อยากเซ้าซี้อะไรกับมันมากนัก แค่อยากจะทำให้มันสบายใจหน่อยก็เท่านั้น
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก คำๆนี้ผมมักชอบพูดให้เพื่อนๆ ฟังเสมอแต่ผมเองก็ไม่รู้ความหมายอะไรเท่าไหร่หรอก ทุกวันนี้ผมเองยังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไม เขาจะต้องเอาการโกหกไปเปรียบเทียบกับเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วย ผมเคยถามเพื่อนผมหลายคนว่าทำไมต้องเอาไปเปรียบเทียบกันด้วยแต่ไม่มีใครเลยที่จะให้คำตอบได้ แต่คนหนึ่งที่ผมมองข้ามไปเขากลับได้อย่างน่าประหลาดใจ มันก็เป็นเพียงแค่เด็กที่นั่งอยู่หลังห้องสุด และก็ชอบทำตัวมอมแมม ดูเหมือนว่าไม่มีสาระอะไรเลย ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันจะตอบได้ถูกต้องหรือเปล่าแต่มันก็ทำให้ผมจำขึ้นใจจนมาถึงทุกวันนี้ เขาบอกว่าการโกหกคือสิ่งไม่จริงหรือสิ่งหลอกลวง ซึ่งมันเหมือนกับเวลาที่ผ่านไปไว เหมือนกับว่ามันไม่จริงมันเป็นเพียงแค่ฝันไปเท่านั้นเอง
ซึ่งตอนนี้ผมเองก็คิดว่าหกปีที่ผ่านไปไวเหมือนกับว่าฝันไปจริงๆ วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวเป็นพิเศษคงเป็นเพราะตอนนี้ก็เป็นช่วงต้นปีแถวๆต่างจังหวัดก็มักจะเป็นเช่นนี้ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว พวกเราก็จะจบมัธยมปลายกันแล้ว คิดๆดูแล้วเหมือนกับว่าเหตุการณ์ตลอดหกปีที่ผ่านมามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
เช้าวันนี้ก็เป็นเหมือนทุกๆวันที่พวกเรามักจะเดินมาโรงเรียนพร้อมๆกัน ผมเองก็เดิมชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อยตามประสาของผม อยู่ๆผมเองก็ต้องตกใจกับคำพูดของเท็นมิมูระ
“หลังจากจบแล้วเราจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เราอยากไปเป็นนักร้องเหมือกับที่เราฝันเอาไว้”
ผมไม่เคยมองดูมันแล้วเกิดอาการเคร่งเครียดแบบนี้มาก่อนเลย เพราะผมไม่คิดว่ามันจะไปไกลขนาดนี้ ตรงที่ว่าอยากเป็นนักร้องนั้นผมไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่หรอกเพราะผมฟังมันพูดมาเป็นเหมื่อนๆครั้งว่ามันอยากเป็นนักร้องหรืออาจจะมากว่าเหมื่อนครั้งก็ได้ แต่ที่ผมดูแล้วรู้สึกแปลกไปจากทุกครั้งก็เพราะว่าคราวนี้เท็นมิมูระพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่มันพูดกับผมและคำว่ากรุงเทพฯก็เพิ่งจะหลุดรอดออกมาจากปากของเท็นมิมูระเป็นครั้งแรก
หลังจากเสร็จสิ้นประโยคแรกที่เท็นมิมูระพูดทำให้ผมพลางคิดอะไรออกไปไกล คิดถึงกรุงเทพฯ คิดถึงผู้คนมากมาย คิดถึงเสียงของรถและควันดำที่ต่างพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องให้มืดมิดกว่าเดิม คิดว่าเท็นมิมูระจะต้องลำบากแค่ไหนน้า…คิดถึงน้ำเสียงของเท็นมิมูระที่พอจะถูๆไถ่ๆไปถ้ามันได้รับการสนับสนุนที่ดี แล้วภาพของเพื่อนผมคนหนึ่งที่เคยดูถูกและหัวเราะใส่เท็นมิมุระก็ปรากฏชัดเจนขึ้นวันนั้นผมรู้ดีว่าเท็นมิมูระเสียใจแค่ไหนที่เผลอบอกคนอื่นไปว่าอยากเป็นนักร้อง นับจากวันนั้นมาภาพนั้นก็จดจำติดตาผมมาตลอด ผมจึงบอกกับตัวเสมอว่าจะไม่พูดอะไรออกไป ในเวลาที่เท็นมิมูระพูดอะไรออกมาเหมือนกัน ความคิดที่อยู่ในสมองของผมก็เงียบลงอย่างสงบ
“แล้วมึงจะไปเรียนอะไรที่กรุงเทพฯหล่ะ มึงรู้ใช่ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่กรุงเทพฯแพง อืม…มึงก็เป็นนักร้องแถวบ้านนี้ก่อนก็ได้นี้น่า อีกหน่อยมึงก็ดังเองแหล่ะ”
ผมหวังว่านี้คงเป็นคำพูดที่ดูดีที่สุดและไม่ได้ทำร้ายความฝันอันสวยงามของมัน
“เราจะไปเรียนต่อที่รามฯเห็นเขาว่ากันว่าค่าหน่วยกิตที่นั้นถูก และเราคงอาจจะมีเวลาหางานทำได้ด้วย” เท็นมิมูระตอบคำถามผมอย่างรวดเร็วกว่าแต่ก่อน
“แล้วมึงจะไปเรียนคณะอะไรหล่ะ”
“ศึกษาศาสตร์”
“ครู นะเหรอ…แล้วมึงอยากเป็นครูรึเปล่าหล่ะ แต่เรื่องนี้มึงไม่เคยเล่าให้กูฟังเลยนะ”
“อื่ม…ใช่เราไม่เคยเล่าให้นายฟังหรอก เพราะเราเองกลัวว่านายจะว่าเราบ้านะซี่ อยากเป็นโน้นอยากเป็นที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่อันที่จริงเราฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กๆแล้วว่าอยากจะเป็นครู ตอนเราเป็นเด็กครูไม่ค่อยเอาใจใส่เราสักเท่าไหร่หรอก มันคงทำให้เราเป็นปมด้อยขึ้นมาว่าหากวันหนึ่งเราได้เป็นครูเราจะรักนักเรียนทุกๆคนอย่างเสมอภาค จะไม่รังเกียจนักเรียนถึงแม้จะแต่งตัวสกปรกเลาะเทอะมาโรงเรียนบ้างก็ตาม และจะระลึกนึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็กอยู่เสมอ แต่นั้นน่ะ…ก็หมายความว่าหากเรามีชีวิตที่ยืนยาวมากพอ เราคงจะทำได้ตามที่เราฝันเอาไว้ได้หมด”
เท็นมิมูระพูดพลางยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้บรรยายความฝันจบลง ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะคำถามต่างๆที่ผุดขึ้นหัวผมเริ่มมากขึ้นทุกที แต่ทางที่ดีที่สุดตอนนี้ผมต้องเงียบก่อน ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปแล้วจะเป็นการทำร้ายเพื่อนมากว่าคำแนะนำเหมือนอย่างที่คนอื่นๆ เข้าใจ
หลังจากผ่านไปหลายวัน ผมก็คิดว่าเท็นมิมูระอาจมีความคิดที่เปลี่ยนไปแล้วก็ได้ ผมจึงพยายมชักชวนมันให้ไปสมัครเรียนที่ราษชภัฎหลายครั้ง ผมบอกกับมันว่า
“เฮ้ย…เอาไว้ให้มึงจบ ป.ตรีก่อนแล้วมึงก็ค่อยเข้ากรุงเทพฯก็ได้นี้น่ามึงจะมีวุฒิสูงอีกหน่อยไปสมัครงานไหนก็ง่าย”
“นี้เป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ไปกรุงเทพฯ มันเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้เราก้าวเข้าไปใกล้ความฝันมากที่สุด เรารอเวลานี้มานานมากแล้ว หากรอให้จบป.ตรี ตอนนั้นเราไม่แก่เกินไปหรือที่จะไปเป็นนักร้อง และอีกอย่างหนึ่งไม่ว่าเราจะจบอะไรไปก็ตาม เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี
กว่าเราจะวิ่งตามหาความฝันของเราเจอ ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสทองของชีวิตแล้ว เราไม่อยากจะมาบอกนายตอนเราอายุสามสิบหรือไม่ก็สี่สิบแล้วบอกว่าเราอยากย้อนเวลากลับไป แล้วจะทำให้สุดความสามารถถึงแม้ว่ามันจะไปถึงหรือไม่ถึงฝันก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือฉันไม่ได้ทำอะไรเลยกับความฝันที่สวยงามของฉัน ฉันปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยที่มีลมหายใจเหม็นๆของฉันสูดดมเข้าออกเท่านั้นเอง” หลังจากวันนั้นมาผมก็ไม่ได้รบเร้าให้มันเรียนที่ราชภัฎใกล้บ้านอีกต่อไป
ยิ่งใกล้วันสอบเข้ามาทุกทีผมก็อดใจหายไม่ได้ที่จะจากโรงเรียนนี้ไป ผมไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับโรงเรียนนี้สักเท่าไหร่หรอก แต่อดนึกถึงเท็นมิมูระไม่ได้มากว่า คงเป็นเพราะผมเบื่อพวกเพื่อนๆที่ชอบทำตัวน่ารังเกียจและอาจารย์ที่ชอบเอาแต่แต่งตัวหรือไม่ก็แต่งหน้านั่งซุบซิบนินทากันส่วนอาจารย์ผู้ชายก็เอาแต่นั่งเล่นหมากกระดานกัน
หลังจากการสอบเสร็จสิ้นลงวันนี้ผมรู้สึกว่าผมเป็นอิสระมากขึ้นและอาจจะโตขึ้นด้วยแต่ก็ยังหวั่นๆอยู่ว่าจะทำยังต่อไปดี จะไปเรียนต่อที่ไหนส่วนเพื่อนรักผมก็จะไปเรียนเสียตั้งไกล วันนี้ผมเจอเท็นมิมูระเหมือนทุกๆวัน เท็นมิมูระเดินมาพร้อมกับขนมห่อใหญ่และน้ำอัดลมอีกสองแก้ว ผมเห็นมันมีความสุขก็อดที่จะดีใจไปกับมันด้วยไม่
“เอ่อ…แล้วมึงจะไปกรุงเทพฯเมื่อไหร่”
ผมถามเท็นมิมูระพร้อมๆกับยัดขนมใส่ปากและตามด้วยน้ำอัดลม
“ก็คงจะหลังสงกรานต์ หล่ะน่าปีนี้เราจะเล่นน้ำให้สนุกไปเลย เอาให้หายคิดถึงบ้านเลยหล่ะ แล้วนายหล่ะคิดออกหรือยังว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน เราเห็นเพื่อนคนอื่นๆเขาไปขอโคต้าที่เรียนต่อกันน่ะนายทำไมถึงไม่ลองไปติดต่อดูหล่ะ”
ผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยได้คิดอะไรอยู่แล้ว ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไรอย่างเท็นมิมูระหรอกผมก็เลยไม่ค่อยกังวลหรือเคร่งเครียดอะไร พลางมองดูสีหน้าของเท็นมิมูระดูมีความสุขกว่าแต่ก่อน แววตาของเท็นมิมูระเริ่มจะเด่นชัดสำหรับการเป็นตัวตนของเขาขึ้นมาก
“เอางี้ไหม ถ้านายไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนไปเรียนกรุงเทพฯกับเราไหม”
ทันทีที่เท็นมิมูระชวนให้ไปเรียนกรุงเทพด้วยกัน ผมรู้สึกตัวได้ทันทีว่าผมเป็นคนขี้ขลาดมาก ผมไม่กล้าที่จะคิดเลยว่าถ้าผมไปอยุ่กรุงเทพแล้วผมจะเป็นยังไง ผมเคยไปเที่ยวกรุงเทพฯกับญาติครั้งหนึ่ง ทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถทั่วกลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นอะไรสักอย่างหนึ่งที่สูดดมเข้าไปแล้วรู้ได้ทันทีว่านี้คือกรุงเทพ ในตอนนั้นเวลาประมาณ ตีห้า ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ท้องฟ้าที่กรุงเทพฯไม่เหมือนบ้านนอกจริงๆ ตอนนั้นผมยังแปลกใจว่าทำไม่ท้องฟ้าในกรุงเทพถึงเป็นสีส้มออกขุ่นๆแบบนี้นั้นคงเป็นเพราะไฟของสปอรต์ไล้ฟนั่นเอง ผมจำภาพผู้คนพลุกพล่านและบนฟุตบาทก็มีคนขอทานเวลาที่ผมออกไปเดินเล่นทุกครั้งที่ผมกลับมาที่ห้องเท้าของผมก็จะดำสนิทดูแล้วสกปรกยังไงก็ไม่รู้
ภาพเหล่านี้หายไปอีกครั้งเมื่อผมได้ยินเสียงของเท็นมิมูระพูดขึ้น
“นายน่าจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์นะ ตอนนี้เป็นวัยที่เหมาะสมสำหรับการผภัยแล้วนะ อีกหน่อยถ้านายแก่ตัวมา นายอย่ามาง้อให้เราพาไปเที่ยวกรุงเทพนะ นายก็รู้ใช่ไหมว่าเวลาผ่านไปแล้วก็ไม่มีทางย้อนกลับมา หากวันนี้ถ้านายยังไม่รู้ว่าความฝันนายคืออะไร นายก็น่าจะลองทำอะไรหลายๆอย่างดูเผือบางทีนายอาจจะเจอก็ได้”
ผมยังอดขำตัวเองไม่ได้ที่วันนี้มาโดนเท็นมิมูระกล่อมให้ไปกรุงเทพกับมัน เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยกล่อมให้มันเรียนต่อที่นี้ แต่วันนี้ดันโดนมันเอาคืน
เย็นวันนี้ผมก็เดินกลับบ้านมาพร้อมกับเท็นมิมูระเหมือนเดิม ผมมองไปรอบๆทุ่งนาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นยังไงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ผมรู้สึกว่าผมเองจะเปลี่ยนไปผมโตขึ้น ผมไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนแล้วผมน่าจะหาจุดหมายชีวิตของตัวเองได้แล้วบางทีคำแนะของเท็นมิมูระอาจจะเป็นวิธีที่น่าสนใจ
สุดท้ายผมก็ตกหลุมพรางของเท็นมิมูระจนได้ ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆว่าความฝันของมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวมันเองได้ขนาดนี้จากที่เป็นคนเงียบๆแววตาดูเหม่อๆ ซื่อๆยังไงชอบกลแต่วันนี้
เท็นมิมูระเพื่อนผมดูมีชีวิตชีวามีความกระฉับกระเฉงกว่าที่เคยเป็นทำให้ผมยอมที่จะติดสอยห้อยตามมันมาถึงเมืองหลวงแบบนี้ได้ ซึ่งทั้งๆที่ผมเองเคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับมาที่กรุงเทพฯอีกอาจเป็นเพราะคำพูดของเท็นมิมูระฟังดูแล้วก็เท่ห์ไม่เบาเหมือนกันผมเลยยอมตามมาด้วย
ทันที่ผมก้าวเท้าลงจากรถทัวร์ความรู้สึกเหมือหลายปีก่อนก็ย้อนเข้ามาในความทรงจำของผมอีกครั้งหนึ่งกลิ่นอับชื้นของกรุงเทพฯและเสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกใส่กันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังตามหาใครสักคน แต่วันนี้ดีหน่อยหนึ่งท้องฟ้าไม่เป็นสีส้มข่นเหมือนหลายปีก่อนที่ผมมาเที่ยวกับญาติแต่ผมเองก็ยังนึ่กสภาพตัวเองไม่ออกว่าจะอยู่กรุงเทพฯได้อย่างไร แต่ในเมื่อมาแล้วก็ต้องลองกันสักตั้งมันจะขนาดไหนเชียว ผมเหลี่ยวไปดูเท็นมิมูระกำลังขมักเข้มนหิ้วของสัมภาระมากมาย พลางคิดถึงตนเองว่าชั่งต่างกันจริงๆเท็นมิมูระดูกระตือรือร้นมากแต่ผมดูเอื่อเฉื่อยยังไงไม่รู้สิ เท็นมิมูระเดินเข้าใกล้ๆผมพร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่สีเขียวเข้าหาผม
“อ้าว…รีบไปเอากระเป๋ามาซี่ เห็นป้ายตรงนั้นมั้ย เขียนไว้ว่าผู้โดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ลูกศรชี้ไปทางโน้นเราต้องไปตามลูกศร”
เท็นมิมูระทำท่าทำทางเหมือนกับชำนาญการมากผมมองดูแล้วยังอดขำในใจไม่ได้เลยแต่ตอนนั้นขำไม่ออกเพราะมีผู้ชายวัยกลางคนมากมายชอบมาถามว่าไปไหนๆมากมายจนไม่รู้ว่าจะตอบใครก่อนดีแค่นั้นยังไม่เท่าไหร่เท็นมิมูระรีบเดินเข้ามากำชับผมอีกครั้งหนึ่ง
“อย่าเชื่อใจคนแถวนี้นะ เราเคยอ่านในหนังสือว่าคนแถวนี้ไว้ใจไม่ได้ ไป…เราต้องไปขึ้นรถแท็กซี่ตามที่เขากำหนดเอาไว้ เราจะได้ปลอดภัย”
หลังจากนั้นเท็นมิมูระก็เดินจ้ำอ้าวนำหน้าผมไปโดยที่ไม่สนใจผู้ชายที่มาถามว่าไปไหนๆผมก็เดินตามไปโดยไม่มีคำอธิบาย บางครั้งการเป็นคนอ่านหนังสือมากอย่างเท็นมิมุระก็ช่วยผมได้มาก อย่างน้อยถึงแม้ว่าเท็นมิมูระจะไม่ใช่คนแข็งแรงอะไรแต่เวลาผมอยู่ด้วยก็ทำให้รู้สึกว่าอยู่กับคนที่มีความเฉลี่ยวฉลาดก็ปลดภัยไปอีกแบบหนึ่ง
ผมกับเท็นมิมูระตกลงกันว่าจะหาห้องพักแถวๆรามฯอาจจะหาห้องพักที่พอจะอยู่ได้อาจจะไม่สวยหลูอะไรแต่ก็ขอให้พออยู่ได้ก็ใช้ได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริงห้องพักที่พวกเราคิดเอาไว้ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย มันเป็นเพียงแค่ห้องไม้อัด กั้นเอาไว้เป็นล๊อคๆเท่านั้นเองส่วนห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวม แต่ส่วนดีของหอพักนี้ก็คือใกล้กับมหาวิทยาลัยและก็ราคาถูก
สุดท้ายผมกับเท็นมิมูระก็ได้เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเสียที ส่วนผมก็เลือกเรียนคณะเดียวกันกับเท็นมิมูระ เพราะผมเองก็อย่างว่าไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดีเอาเป็นว่าถ้าเรียนกับเท็นมิมูระอย่างน้อยถ้าอาจารย์สั่งงานอะไรก็จะได้ช่วยกันทำหรือช่วยกันปรึกษาหารือกันได้
คำว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกคำนี้ผมต้องขอเอามาใช้อีกที แม้ว่าบางทีคุณผู้อ่านจะเกิดอาการเบื่อหน่ายแล้วบ้างก็ตามแต่ผมก็ชอบที่จะพูดมันจริง ๆ ผมยังจำวันแรกที่มาถึงกรุงเทพฯได้ ใบหน้าของเท็นมิมูระที่แสดงถึงอาการเร่งรีบและกำลังขมักเขม้นหอบหิ้วของพลุงพลังพร้อมกับกระเป๋าสีเขียวใบใหญ่
ชีวิตของพวกเรายังคงเหมือนเดิมวนเวียนอยู่แถวๆมหาวิทยาลัย วันนี้เท็นมิมูระบอกกับผมว่า มันจะไปเรียนร้องเพลง ที่สถาบันสอนร้องเพลงแห่งหนึ่ง เท็นมิมูระเก็บเงินได้จาก กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ทุกๆ เดือนเท็นมิมูระจะเหลือเก็บเอาไว้ในบัญชีจะไม่กดเงินออกมาใช้หมดมันใช้เวลาเก็บเงินก้อนนี้ถึงหนึ่งปี
“แล้วค่าเรียนร้องเพลงของมึงเท่าไหร่ว่ะ”
ผมเอ่ยถามเท็นมิมูระ
“หนึ่งหมื่อนบาท”
“อะไรว่ะ ทำไมมันแพงอย่างนั้นนะ มึงไม่เสียดายตังค์เหรอว่ะ”
ผมถามเท็นมิมูระอีกครั้งหนึ่งด้วยความตกใจ ที่มันกล้าใช้เงินไปกับเรื่องแบบนี้
“หมื่อนบาท แต่เรียนสองคนนายไม่ต้องแปลกใจหลอก ที่โรงเรียนเขาหาคู่เรียนให้เราด้วยแล้ว”
“งั้น ก็หมายความว่าคนละห้าพันใช้ไหมว่ะ เห้อ…งั้นกูค่อยโล่งอกหน่อย อะไรมันจะแพงขนาดนันว่ะ”
พอผมพูดจบลง เท็นมิมูระก็ทำหน้าคล้ายกับว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่งเหมือนกันแล้วก็เอ่ยปากขึ้น
“ความคิดของคนเราก็มักจะแตกต่างกันไป ไม่มีใครคอยคิดอะไรที่เหมือนกันอยู่ตลอดเวลาหรอก มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระของใครบางคน แต่สำหรับเราแล้วมันทำให้เรารู้ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
แล้วเท็นมิมูระก็หันออกไปทางหน้าต่าง อยู่กับความนิ่งเงียบ จนทำให้ผมเองเผลอคิดว่าเราพูดอะไรไปอีกหรือเปล่าเนี้ย
หลังจากเท็นมิมูระไปสมัครเรียนร้องเพลงมา มันก็จะมาเล่าให้ผมเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงหรือการกำหนดกระบังลมในช่องท้องมันชอบทำท่าแปลกๆให้ผมดูเสมอ จนผมอดขำไม่ได้หลายครั้งเท็นมิมูระเคยบอกกับผมว่าต้องใช้เวลาสามเดือนในการฝึกร้องเพลง แต่พักหลังในช่วงหนึ่งเดือนสุดท้ายผมไม่เห็นมันไปเรียนแล้ว ผมถามมันว่าเพราะอะไรถึงไม่ไปเรียนมันบอกผมว่าไปกี่ครั้งอาจารย์ก็สอนแบบเดิมๆเราฝึกเองที่บ้านก็ได้ หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก
นิสัยของเท็นมิมูระจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ส่วนผมก็จะชอบดูหนังเราจึงไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่ แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือค่าใช้จ่ายของเท็นมิมูระมีมากขึ้น มันเสียเงินไปกับอะไรนะเหรอครับ ก็หนังสือแต่ละเล่มของเพื่อนผมคนนี้ ราคาพอๆกับค่าหอของพวกเราในแต่ล่ะเดือนก็ว่าได้มันเคยบอกกับผมตามฟรอม์ของมันว่า
“ก็คนเขียนหนังสือเขาต้องใช้ทั้งความคิด และประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตของเขา
ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเทีบยกับเงินแล้วอาจจะประเมินค่าไม่ได้ด้วยซ้ำไป”
ผมเคยเห็นเท็นมิมูระเขียนอะไรเอาไว้มากมายในสมุดแต่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะวิภาควิจารณ์อะไรนัก ก็เหมือนเดิมแหล่ะครับผมรู้ดีว่าเท็นมิมูระเป็นคนยังไง แต่ผมจะจำได้ตรงประโยคสุดท้ายของสมุดทุกเล่มที่มันเขียน ซึ่งมีใจความว่า
“ฉันเดินอยู่บนทางของความฝัน หากวันใดฉันล้มลงไปมือแห่งความหวังก็จะฉุดดึงฉันขึ้นมาให้เดินได้ใหม่อีกครั้ง หากวันใดฉันขาดความช่วยเหลือจากความหวังแล้ว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะเดินบนทางของความฝันได้อีกหรือเปล่า”
เท็นมิมูระเคยส่งบทความหรือเรื่องสั้นไปยังหลายสำนักพิมพ์แต่ผลที่ตอบรับกลับมาก็มักจะเป็นจดหมายขอบคุณที่ให้ความสนใจกับสำนักพิมพ์และบอกว่าฝีมือในการเขียนใช้ได้แต่ยังขาดการฝึกฝนอีกหน่อยทุกครั้งที่เท็นมิมูระส่งงานของมันไปยังสำนักพิมพ์มันจะนอนไม่ค่อยหลับ เหมือนอย่างคืนนี้ผมได้ยินเสียพลิกตัวของเท็นมิมูระพลิกกลับตัวไปมาอยู่หลายรอบ แต่ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะหากตื่นขึ้นมาพูดกันอาจจะพลอยทำให้ยิ่งนอนไม่หลับกันไปใหญ่ สู้ยอมหลับหูหลับตานอนไปเดี๋ยวก็หลับเอง
วันนี้ไม่ได้เป็นวันแรกที่ผมกับเท็นมิมูระอดข้าวกันหรอก พวกเราอดข้าวเช้าจนชินไปเสียแล้วหากวันไหนไม่มีเงินจริงๆ ก็จะต้มบะหมี่กินกันมากกว่า เงินของผมหมดไปกับการไปเที่ยวแถวโรงหนังและก็เดินเตร่แถวกรุงเทพฯให้ทั่วๆดูผู้คนที่กำลังขวักไขว่กัน ส่วนเท็นมิมูระแน่นอนหมดไปกับการซื้อหนังสือ บางทีเมื่อผมมองดูราคาหนังสือในเวลาที่พวกเราอดข้าวกันก็อดไม่ได้ที่จะถามเท็นมิมูระว่า
“หนังสือพวกนี้หากมีค่าจริงอย่างที่มึงชอบพูด กูว่าเราลองเอาไปโรงรับจำนำดูดีไหม!!”
เท็นมิมูระมองหน้าผมแล้วก็ขำๆในขณะที่พวกเรากำลังกินบะหมี่กันอย่างเมามัน
“มันจะมีค่าก็ต่อเมื่อวันหนึ่ง เราได้เป็นนักเขียนขึ้นมาอย่างน้อยที่สุดงานเขียนของเราก็จะได้ไม่ไร้สาระ หากวันนั้นมาถึง…มันจะต้องมีค่ามาก มากกว่าการอดอาหารของเราเสียด้วยหล่ะ”
ผมเริ่มชินแล้วหล่ะสำหรับคำพูดของเท็นมิมูระที่ฟังกี่ทีๆก็น้ำเน่าทุกครั้ง
วันนี้ที่บอร์ดของมหาวิทยาลัยติดประกาศว่าค่ายเพลงแห่งหนึ่งเปิดรับสมัครนักร้อง เมื่อผมอ่านแล้วก็นึกถึงเท็นมิมูระขึ้นมาทันทีแต่ผมเองก็รู้ได้ทันทีว่าประกาศนี้เท็นมิมูระจะต้องมาอ่านแล้วแน่นอนเพราะเพื่อนผมคนนี้ไม่เคยพลาดเวทีการประกวดไหนเลย แม้ว่าจะตกรอบสักกี่ครั้งมันก็ยังดั้นด้นไปประกวดอยู่ดี ผมเองยังอดที่จะเหนื่อยแทนมันไม่ได้ หลังจากผมเดินกลับมาที่ห้องเมื่อผมเปิดประตูเข้าไปยังไม่ทันจะพูดอะไรเท็นมิมูระก็รีบทักผมก่อน
“พรุ่งนี้เราจะไปสมัครเป็นนักร้อง นายว่าดีไหม”
ผมไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มและพูดว่า
“ก็ดีนี้ มึงจะได้มีประสบการณ์มากขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้อะไรมึงก็ได้ประสบการณ์”
ผมเองมักจะอดสงสัยไม่ได้ที่ทำไมเท็นมิมุระถึงไม่รู้นักเหน็ดเหนื่อยเสียที หากเป็นผมคงวิ่งแจ้นกลับบ้านไปนานแล้ว ในเมื่อมันเองก็ไม่ได้หลงไหลแสงสีเสียงของเมืองกรุงนี้สักเท่าไหร่เลย จนกระทั้งความมืดเข้ามาเยือนและพระอาทิตย์ก็กลับมาทักทายกันอีกครั้งผมตื่นขึ้นมาไม่เห็นเท็นมิมูระแล้ว ผมพอจะนึกออกว่ามันไปไหน
ผมออกไปที่มหาวิทยาลัยและออกไปเดินเล่นตามประสาของเหมือนปกติ วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยและร้อนมากผมจึงกลับห้องตั้งใจว่าจะไปอาบน้ำแล้วจะนอนฟังเพลงสักพัก เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปก็พบเท็นมิมูระกำลังอยู่ริมหน้าต่าง เท็นมิมูระไม่เหลียวหน้ามาคุยกับผมเหมือนเคย มันเพียงแค่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และผมก็เห็นเพียงแค่ประกายของแสงแดดกระทบกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเพื่อนผม
“เราร้องเพลงตกตั้งแต่รอบแรกเลยหล่ะ”
เท็นมิมูระพูดโดยที่ไม่เหลี่ยวหน้ามามองผมเลย
นี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเท็นมิมูระร้องไห้ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความฝันที่มันมักจะบอกผมต่างๆนาๆว่าแสนวิเศษเลิศเลอ
“ผิดไหมที่เราฝันอยากเป็นนักร้อง”
เสียงของเท็นมิมูระยังคงดังอยู่ในลำคอ
ผมเองถึงกับอึ้งไปเลย ผมไม่รู้ว่าจะปลอบใจมันยังไงดีเพื่อที่จะให้มันรู้สึกดีขึ้นแต่คำพูดของผมก็มักจะพื้นๆไม่ได้บาดคมอะไรเหมือนกับที่มันชอบพูดใส่ผม ผมว่ามันอาจจะไม่ชอบก็ได้หรืออาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับคำพูดพื้นๆของผม
“ไม่เป็นไรหรอก มึงก็ยังมีลมหายใจอยู่นี้นา…จะคิดมากทำไมว่ะ”
ผมพูดได้แค่นี้จริงๆ หลังจากนั้นผมก็เดินลงจากห้องพักไป และอีกไม่นานผมก็เดินขึ้นมาพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ชนิดหนึ่ง ผมหวังว่ามันคงจะช่วยให้เพื่อนผมผ่านช่วยเวลานี้ไปได้สักพักก็ยังดี
คืนนี้ผมกับเท็นมิมูระพูดคุยกันหลายเรื่อง แต่น้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเท็นมิมูระก็ไม่ได้หยุดลงไปเลย ผมเองก็ยังแอบเช็ดน้ำตาของผมที่ไหลออกมาบางครั้งโดยที่ไม่ให้เท็นมิมูระเห็นเหมือนกัน
“นายว่าจะมีใครสักกี่คนที่กล้าพูดออกมาได้เต็มปากว่าอยากเป็นอะไร ที่มันต่างคนๆ “
เสียงของเท็นมิมูระเริ่มสั่นคลอน ลิ้นของมันก็เริ่มจะไม่ขยับอยู่แล้วหากไม่ตั้งใจฟังดีๆอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้
“รู้ไหมว่าครั้งหนึ่ง ก่อนที่เราจะเข้ามากรุงเทพฯ เราเคยอ่านหนังสือประกอบภาพเล่มหนึ่งมันบอกถึงเรื่องราวความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่ห้องใกล้กันแต่ไม่เคยได้พบกันเลย หลังจากเราวางหนังสือเล่มนั้นลง เราบอกกับตัวเองหากวันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสและมีโชคมากกว่านี้หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังเรื่องแรกที่ฉันจะได้เป็นผู้กำกับ”
เท็มมิมูระพูดต่อพร้อมกันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ล่วงหล่นมาไม่ขาดสาย
ผมเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันฝันอยากจะเป็นผู้กำกับหนังด้วย
“อะไรว่ะ ทำไมถึงมีความฝันมากมายอย่างนี้ว่ะ”
ผมแค่คิดในใจเท่านั้น
จากนั้นเท็นมิมูระก็เริ่มพูดต่อ
“นายรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันเคยคิดในที่สุดก็มีคนทำแบบเดียวกันกับที่ฉันเคยคิดเอาไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้เราเห็นหนังเรื่องหนึ่งถูกสร้างขึ้น มาจากเคร้าโครงเรื่องที่เราเคยอ่าน มันเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ เห็นไหมหล่ะ ฉันไม่ได้คิดผิดใช่ไหม แต่ว่า…ใครบางคนที่อยู่บนฟ้าไม่ได้ให้โอกาสฉันเลย เขาให้เพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆ เท่านั้นเอง…”
จากนั้นเท็นมิมูระก็ยกเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ขึ้นดื่มอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นความอัดอั้นตันใจทั้งหลายที่หลบมุมอยู่ก็ออกมาภายโฉมหน้าให้ได้เห็นอย่างแท้จริง
“เราจะบอกนายว่าเราฝันจะทำอะไรบ้างในชีวิตนี้ นายอาจจะว่าเราเหลวไหลหรือเพี้ยนไปแล้วก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้ไม่มีความลับอะไรกับเพื่อนรักอีกต่อไป”
เมื่อเท็นมิมูระพูดจบประโยคนี้เสร็จมันก็เริ่มบรรยายออกมา ฟังๆดูแล้วเหมือนกับว่ามันกำลังเขียนบรรยายมากกว่าพูดคุยกับผมด้วยซ้ำ
“เย็นวันหนึ่งเราเผลอหลับไปที่ใต้ต้นไม่ใหญ่และเย็นสบาย เราฝันว่าเราได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง มีสายตาหลายพันคู่กำลังจับจ้องมาที่เรา และฝันต่อไปอีกว่าเราได้หยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษที่ว่างเปล่า แต่มันกลับมีความหมายสำหรับใครหลายคน ความฝันของเรามันยังไม่เลิกลามันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราก็ผลันตัวเองมาเป็นผู้กำกับหนังเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหนังรักที่สร้างจากหนังสือที่เราชอบ เราเฝ้ามองดูตัวละครทุกตัวอย่างมีความสุข จากนั้นเมื่อเราประสบความสำเร็จแล้วเรายังคงฝันต่อไปว่าได้ทำอะไรเพื่อสังคมสักอย่างหนึ่งที่ใครๆ จะต้องดีใจที่ได้ยินชื่อเราว่าจะช่วยเขา เราอยากให้ผู้คนอีกหลายล้านคนบนโลกนี้ได้รับโอกาสเหมือนกับเราเคยได้รับมา สิ่งสุดท้ายที่ความฝันของเราจะจบลงหากว่าอายุของเรายืนยาวพอที่จะได้เป็นคนแก่ชรา เราอยากเป็นครูอยู่ที่บ้านนอก อยากสอนเด็กนักเรียนตัวเล็ก ที่น่าตามอมแมมเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นในแววตาที่ดูซื่อและบริสุทธิ์หลังจากนั้นชีวิตของเราก็จบลงอย่างมีความสุข”
จากนั้นผมกับเท็นมิมูระไม่สามารถควบคุมสติได้แล้วแต่ก่อนที่ผมจะฟุบหลับลงไปผมยังคงได้ยินเสียงของเท็นมิมูระบ่นพรึมพรำอะไรบางอยู่บ้าง
“แต่วันนี้…เราเริ่มท้อแล้วหล่ะยังไงซ่ะ ฝันมันก็คงต้องเป็นฝันอยู่วันยังค่ำ เราไม่น่าโง่มาที่กรุงเทพฯนี้เลย เราน่าจะเชื่อคนอื่นๆตั่งแต่ทีแรก”
แล้วพระอาทิตย์ก็เริ่มทักทายพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกปวดหัวมากและก็ไม่มีคำพูดจะพูดอะไรกับเท็นมิมูระเลย
“หิวข้าวไหม”
เป็นประโยคแรกของเช้าวันนี้ที่ผมคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่เท็นมิมูระก็ส่ายหัวเป็นการตอบรับเท่านั้น ใบหน้าของเพื่อนผมไม่ได้ดูสดชื่นเหมือนแต่ก่อนผิดจากเมื่อวานนี้ราวฟ้ากับดินก็ว่าได้ ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าทำไมมันถึงได้คิดมากขนาดนี้ เท่าที่จำได้ผมเคยชวนมันกลับบ้านนอกด้วยกันครั้งหนึ่ง มันบอกผมว่ามันไม่อยากกลับไปให้ขายหน้า อายคนอื่นเขาเพราะเคยมีหลายครั้งเหมือนกันที่มันเผลอบอกกับคนอื่นไปว่ามันอยากเป็นนักร้อง
จากนั้นมาเท็นมิมูระเพื่อนผมคนนี้ก็เปลี่ยนไป มันดูเศร้าและหมดอาลัยตายอยากไปทุกวันผมเองก็ยังคิดไม่ออกว่าตอนนี้จะช่วยมันยังไงดี จากที่เคยไปประกวดร้องเพลงตามที่ต่างๆหรือส่งเรื่องสั่นไปยังสำนักพิมพ์ หรือแม้แต่การไปเรียนที่มหาวิทยลัย ทุกอย่างหยุดนิ่งทั้งหมด
เท็นมิมูระเอาแต่อุดอู้อยู่กับห้องไม่ออกไปไหนมาไหนเหมือนแต่ก่อน เวลาในช่วงนี้กำลังขับเคลื่อนไปอย่างช่วงช้าไม่ได้รวดเร็วเหมือนที่ผมชอบพูดอีกแล้ว สภาพของเท็นมิมูระตอนนี้ดูเป็นคนละคนกับที่ผมเคยรู้จักทั้งรูปร่างหน้าตาและจิตใจที่ห้าวหาญเหมือนเคยก็เริ่มหายไป
ผมอดไม่ได้ที่จะถามมันว่าจะทำอย่างไงต่อไป
“เฮ้ย..แล้วมึงจะไม่ออกไปหางานอะไรทำหน่อยเลยเหรอว่ะ เอาแต่อยู่ในห้องแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นบ้าหรอก แล้วผมเผ้ามึงน่ะ ทำไมไม่ไปตัดบ้างว่ะ ปล่อยให้รกรุงรังยังกะรังหนูแหน่ะ”
“เราไปสมัครงานแล้วแต่ไม่เห็นมีที่ไหนเรียกตัวเลย”
เท็นมิมูระตอบผม ด้วยน้ำเสียงเบาๆ
“ก็มึงดูสารรูปตัวเองซิ เนี้ยนผมก็ยาวรุงรัง มึงไม่ได้ยิ้มมากี่ชาติแล้วหล่ะกูขอถามหน่อยเถอะ แล้วใครเขาจะรับมึงเข้าทำงาน”
ผมเริ่มใส่อารมณ์ในการพูดเล็กน้อย แต่ก็พยายามสงบใจให้มากขึ้น
“เราไม่อยากทำงานในออฟฟิต เราไม่อยากผูกเน็ทไทใส่สูตร เราไม่อยากทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ เราไม่อยากอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยเล็กๆที่ใครบางคนเป็นคนสร้างมันขึ้นมา”
“เอ่อ…งั้นก็ตามใจมึงแล้วกัน”
ผมกระแทกเสียงลง
ผมทำได้เพียงแค่เฝ้ามองดูมันไปเรื่อยๆ และหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะกลับมาเป็นคนเดิมที่ผมเคยรู้จักแต่ยิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ก็เหมือนกับว่ามันจะเป็นแผลเรื้อรังไปเรื่อยๆ
มีอยู่วันหนึ่งเท็นมิมูระพูดขึ้นมาว่า
“พี่สาวของเราพูดถูกเรามันเป็นคนที่เอาอะไรแน่นอนกับชีวิตไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสักอย่าง เอาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาก็ไม่มีสักอย่าง มีชีวิตที่งมงายและไร้สาระสิ้นดี!!”
ผมเองรู้สึกตกตะลึงกับคำพูดของเท็นมิมุระขึ้นมา ร้อยแปดวิธีปลอบใจของผมเองก็ควักเอามาใช้จนหมดสิ้น แต่วันนี้คงไม่มีอะไรจะมาแก้ไขให้ได้เท็นมิมูระคนเดิมกลับมาได้แล้ว ก่อนที่เท็นมิมูระจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ มันยังคงเหลี่ยวหลังมาพูดกับผมอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้านายได้รู้จักความฝันของตัวเอง นายก็จะรักมันมากมากพอๆกับชีวิตของนาย และนายเองก็จะหลงไหลมันโดยไม่รู้ตัว แต่นายก็โชคดีแล้วหล่ะที่ไม่ได้เจอความฝันบ้าบอแบบเรา”
จากนั้นเท็นมิมูระก็เดินออกไปนอกห้องเพื่อเข้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวมโดยทิ้งความงงงวยเอาไว้ให้กับผมว่าทำไมมันต้องมาพูดแบบนี้กับเราด้วย
ตอนนี้ท้องผมเริ่มร้องแล้วคงต้องหาอะไรมาอุดปากมันหน่อย ในระหว่างทางที่ผมเดินออกมาหาอะไรทาน ผมอดนึกถึงคำพูดของเท็นมิมูระไม่ได้ฟังดูแล้วตลกๆยังไงไม่รู้บางทีมันอาจจะคิดอะไรออกแล้วก็ได้ หลังจากผมหาอะไรทานแถวปากซอยเสร็จก็เหมือนกับว่าฟ้าดินแกล้งผมไม่มีผิดพอเดินออกมาได้สักห้าก้าวฝนก็เริ่มโปรยปรายลงบนหัวผมอย่างไม่ขาดสาย แต่ผมเองเป็นคนดื้อด่านอยู่แล้วในเมื่อจะกลับห้องก็ต้องกลับให้ได้ ผมรีบวิ่งไปตามทางฟุตบาทโดยมุ่งตรงไปยังหอพักของผม ไม่ถึงยี่สิบนาทีผมก็ถึงหอพักโดยเปียกชุ่มไปทั้งตัว
ผมรีบวิ่งไปที่ห้องโดยหวังว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำก็ได้แต่ประตูดันถูกล๊อคจากข้างใน แสดงว่าเท็นมิมูระอยู่ข้างใน ผมร้องเรียกมันตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ผมคิดว่าเท็นมิมุระจะต้องแกล้งผมแน่นอน แต่ด้วยอารมณ์ที่หุนหันผมจึงเริ่มตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ
“ปั้งๆๆ!!!เฮ้ย มึงอยู่ข้างในหรือเปล่าว่ะรีบเปิดประตูให้กูเข้าไปหน่อยซี่ว่ะ กูหนาวจะตายอยู่แล้วนะ ปั้งๆ….”
เสียเคาะประตูของผมดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนข้างห้องโผล่หน้าอออกมาดู
ผมจึงตัดสินใจเดินลงไปชั้นล่าง ไปขอยืมกุญแจเจ้าของหอพักผมต้องยืนรอเจ้าของหอพักหากุญอยู่ตั้งนานกว่าจะได้กุญแจ เมื่อเจ้าของหอพักยื่นกุญแจให้ผม ผมก็จึงไม่รีรอที่วิ่งไปเปิดประตูห้องผม ทันทีที่ผมเปิดประตูได้
“ทำไมมึงไม่เปิดประตูให้กูว่ะ เป็นอะไรของมึงอีกหล่ะ”
เสียงจากปากของผมหลุดลอดออกไปแล้ว แต่ภาพที่ปรากฎแก่สายตาผมมันยังคงเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า สีของพื้นห้องเปลี่ยนไปมีน้ำเจ่อนองทั่วห้องเหมือนกับว่ามีใครเปิดน้ำในห้องน้ำทิ้งเอาไว้แต่สีของมันดูเข้มข้นกว่าน้ำทั่วไป มันเป็นสีที่แทนความหมายของคำว่าเลือดก็ว่าได้ ใบหน้าของเท็นมิมูระดูซีดเผือกราวกับว่าเป็นเพียงใบหน้าของตุ๊กตาที่หน้าตาคล้ายคนเท่านั้นเอง เท็นมิมูระนอนหลับตาอย่างแน่นิ่ง ผมรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วเขย่าตัวของเท็นมิมุระอย่างแรง ผมเองไม่กล้าที่จะมองไปที่ข้อมือของเท็นมิมูระผมรู้ดีว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นสักอย่างกับข้อมือของเท็นมิมูระ ผมไม่รู้ว่าผมใช้เสียงไปมากขนาดไหนที่พยายามเรียกให้เพื่อนรักของผมตื่นขึ้นจากฝันร้ายในครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงดีในตอนนี้นอกจากตะโกนอย่างสุดเสียงเพื่อให้เพื่อนผมกลับมา
ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีใครบางคนมาแตะที่บ่าผมแล้วบอกว่า
“รีบพาเพื่อนไปขึ้นรถพยาบาลซี่ ตอนนี้รถมาถึงหน้าหอพักแล้ว เดี๋ยวก็มาตายที่หอพักฉันอีกหรอกรีบๆไปสิ”
ผมนั่งรอเท็นมิมูระอยู่หน้าห้องไอซียู หวังเพียงแต่ว่าเพื่อนผมจะต้องฟื้นในตอนนี้ผมเองนึกอะไรไม่ออกเลย เหมือนโลกทั้งโลกกำลังหยุดนิ่ง ใบหน้าของเท็นมิมูระที่ดูซีดเผือกกับเสื้อผ้าของผมที่เปียกไปด้วยเลือด ทำให้ความคิดของผมหยุดอยู่กับที่ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นแค่ฝันไป เหมือนกับที่เท็นมิมุระพูดกับผมบ่อยๆว่าความฝันมันไม่ใช่ความจริง ผมอยากจะให้เวลาในตอนนี้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับที่ผมชอบพูดบ่อยๆ ตอนที่มีความสุขว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
ผมก็เพิ่งมารู้ตอนนี้เองว่าผมเองก็ร้องไห้เก่งไม่แพ้เท็นมิมูระเพื่อนรักเลย ภาพของเท็นมิมูระต้องจมอยู่กับความทุกข์คนเดียวในห้องแคบๆ ในขณะที่ผมไม่รู้อะไรเลย ภาพของเท็นมิมูระพยายามบากบั่นกับความฝันทั้งหลาย ฉายขึ้นในความทรงจำของผมครั้งแล้วครั้งเล่า ผมต้องตื่นจากภวังค์ก็ตอนได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“หมอเสียใจด้วยนะ คือว่าผู้ตายเสียเลือดมากเกินไป เราต้องแจ้งให้ญาติผู้ตายทราบแล้วหล่ะ คุณจะเข้าไปดูเพื่อนคุณก็ได้นะ”
เสียงของชายคนนี้เหมือนเสียงคำรามของท้องฟ้าในเวลาที่โกรธจัดไม่มีผิด ดูน่ากลัวและไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย ผมพยายามก้าวเท้าเข้าไปในห้องไอซียูโดยรวบรวมความกล้ามากที่สุดเท่าที่ชีวิตผมจะมีได้ แต่ผมรู้สึกราวกับว่าไม่ได้เดินมาเป็นสิบๆปี ขาผมรู้สึกสั่นไปหมดอาจจะรวมไปถึงจิตใจของผมไปด้วย เบื้องหน้าของผมคือร่างของเพื่อนรักที่ชื่อเท็นมิมูระถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ผมเอื้อมมือขึ้นดึงผ้าสีขาวออก มือของผมสั่นระริกมากจนต้องใช้มืออีกข้างมาช่วยพยุงเอาไว้ เพื่อให้ได้เห็นหน้าของเพื่อนรักอย่างชัดเจน ผมค่อยๆเปิดผ้าสีขาวที่คลุมหน้าออกอย่างช้า เผยให้เห็นถึงใบหน้าของเท็นมิมูระที่สงบนิ่งเหมือนกับว่ามันเองไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย ราวกับว่ามันกำลังหลับฝันไปเท่านั้นเอง ผมเอื้อมมือเข้าไปแตะบริเวณใบหน้าของเท็นมิมูระอย่างช้า ผมหวังว่าผมเองจะไม่ลืมใบหน้าของเพื่อนรักคนนี้เลย
ผมมีความรู้สึกว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ข้างหลังผม ผมจึงค่อยๆเหลี่ยวไปมีผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดพยาบาลยื่นซองจดหมายสีขาวให้
“เอ่อ…ขอโทษนะค่ะ เมื่อตะกี่พบจดหมายฉบับนี้อยู่ในถุงเสื้อของผู้ตายน่ะคะ”
พยาบาลสาวยื่นจดหมายให้ผมแล้วเธอก็คลุมหน้าเท็นมิมุระอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็พาร่างเพื่อนรักผมจากไป ผมรีบเปิดอ่านจดหมายขึ้นทันทีด้วยความอยากรู้ว่าเท็นมิมูระคิดอะไรอยู่ และจะติดต่ออะไรผมอีกหรือเปล่า ใจความของจดหมายมีอยู่ว่า


30/09/47
…ถึง…เพื่อนรัก
เราขอโทษนะที่จากนายไปก่อนที่จะร่ำลากัน ขอบใจสำหรับความเป็นเพื่อนที่ดีตลอดมา อย่าโกรธเรานะให้เราได้อยู่กับความฝันของเราเถอะ เราเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ฝากบอกครอบครัวของเราด้วยนะว่าเรารักพวกเขามาก ก็เหมือนอย่างที่เราเคยบอกนายน่ะแหล่ะถ้านายได้รู้จักความฝันของตัวเอง นายก็จะรักมันมากมากพอๆกับชีวิตของนาย และนายเองก็จะหลงไหลมันโดยไม่รู้ตัว แต่นายก็โชคดีแล้วหล่ะที่ไม่ได้เจอความฝันบ้าบอแบบเรา
อยากขอบใจใครบางคนที่ส่งนายมาให้เรา
ได้รู้จักกับมิตรภาพที่แสนอบอุ่น
….เท็นมิมูระ….
ป.ล. ศพของเรานายไม่ต้องเอากลับบ้านหรอกนะเราได้บริจาคให้โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ผมอ่านจดหมายเสร็จผมก็รีบตั้งสติ เพื่อที่จะได้โทรบอกให้ครอบครัวของเท็นมิมูระรู้แต่ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มบอกแม่มันยังไงดี
กลับมาถึงห้องผมยังได้กลิ่นคาวเลือดของเพื่อนรักเป็นอย่างดี ก่อนขึ้นห้องมาเจ้าของหอพักถามผมว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร ผมใช้เวลาทำความสะอาดห้องอยู่นานกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เรียบร้อย วันรุ่งขึ้นทุกคนในครอบครัวของเพื่อนผมก็ขึ้นมากรุงเทพฯ ทุกคนตกลงกันว่าจะจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลที่กรุงเทพฯจะไม่กลับต่างจังหวัดแล้วเพราะกลับไปก็ไม่ได้เอาศพเท็นมิมูระกลับไปด้วยอยู่แล้ว คนที่มาร่วมงานศพครั้งนี้ก็มีเพียงผมและครอบครัวเพื่อนผมเท่านั้นเอง
สุดท้ายเรื่องราวที่ทุกยากลำบากใจในชีวิตของผมก็ผ่านไปได้แต่ครั้งนี้รับรองว่ามันไม่ได้ผ่านไปไว้เหมือนโกหกแน่ ผมบอกกับแม่ของเท็นมิมูระว่าจะอยู่กรุงเทพฯสักเดือนหนึ่งก่อนรอให้สอบเสร็จถึงจะกลับ
หลังจากที่ผมไปส่งทุกคนขึ้นรถกลับต่างจังหวัดแล้ว ความเหงาก็เข้ามาเยือนผมโดยฉับพลัน ต่อไปนี้ผมคงต้องอยู่ห้องคนเดียวแล้วซี่นะ ผมถามตัวเองอย่างเงียบๆ ก่อนจะเข้าห้องผมแวะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมที่ผมเคยกิน แต่วันนี้ผมได้แค่สั่งก๋วยเตี๋ยวมาเท่านั้นแต่ผมไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะเอามันยัดเข้าไปไว้ในท้องเหมือนเดิมอีกแล้ว จากนั้นผมควักแบ้งค์ยี่สิบออกมาจ่ายแล้วเดินกลับห้องโดยที่คิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ผมกลับไปที่ห้องก็คิดถึงเท็นมิมูระบ้างเป็นบางครั้งแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือ
ผมเกิดเป็นโรคประหลาดขึ้นมาบางอย่างผมเริ่มเบื่ออาหาร และคิดอะไรไม่ค่อยออกแต่ผมเองก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติของผมอยู่ ผมไปเรียนและก็กลับเข้ามาที่ห้อง ผมไม่อยากจะออกไปไหนเหมือน
แต่ก่อนไม่ชอบที่จะออกไปพบเจอผู้คนภายนอกเหมือนที่ผมเคยเป็น ผมนึกอะไรไม่ออกเลยแม้กระทั่ง หน้าตาของคนเคยรู้จักกันผมจำได้เพียงใบหน้าของตัวเองเท่านั้น เรียวแรงที่ผมเคยมีก็หดหายไปพร้อมๆกับโรคประหลาดที่ผมเป็น แม้แต่ภาพที่ผมมองเห็นจากผู้คนทั่วไปก็เป็นเพียงสีเทาที่ดูแล้วไม่มีชีวิตชีวาอะไรเลย โรคนี้เกิดขึ้นกับผมเร็วมากจนผมเองก็ตั้งตัวไม่ติดเหมือนกัน ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมป่วยตอนไหน
ผมมองเห็นใครหลายคนกำลังชุลมุนทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพ่นพ่านอยู่บริเวณรอบตัวของผมแต่ผมทำไมรู้สึกว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้ ภาพหนึ่งที่ไหลเข้ามาในหัวของผมก็คือพื้นห้องที่เป็นสีแดงฉานเสียงใครบางคนตะโกนโหวกเหวกฟังแล้วน่ารำคานมาก ชวนให้นึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็กชั้นอนุบาลเมื่อตอนที่ครูให้นักเรียนทุกคนนอนหลับ แล้วตอนตื่นขึ้นมาทุกคนไม่ได้ตื่นพร้อมกันอาจมีบางคนที่ตื่นก่อนก็มักจะส่งเสียงดังมาก อาจเป็นเสียงของโต๊ะกระแทกกับเก้าอี้หรือเสียงของแก้วร่วงลงแล้วแตกกระจาย ผมพยามลืมตาขึ้นเพื่อที่จะได้เห็นภาพให้ชัดเจนขึ้นเพื่อดูว่านี้เป็นความฝันหรือเปล่า แต่ภาพที่ผมได้ก็เริ่มจะพล่ามัวไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าตัวของผมเบาสบายและต้องพักผ่อน ผมรู้สึกเหนื่อยมากเหมือนกับว่าไม่ได้นอนหลับมาสักสองวัน แต่ใจหนึ่งผมเองก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผม เสียงรบกวนที่ฟังไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไรเริ่มเงียบสงบลง แต่…ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ผมรู้สึกว่ามีใครบางคนใช้มือสัมผัสใบหน้าผมเบาๆ จากนั้นก็ไม่มีอะไรอยู่ในความคิดผมอีกต่อไป

……………ฉันเดินอยู่บนทางของความฝัน หากวันใดฉันล้มลงไปมือแห่งความหวังก็จะฉุดดึงฉันขึ้นมาให้เดินได้ใหม่อีกครั้ง หากวันใดฉันขาดความช่วยเหลือจากความหวังแล้ว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะเดินบนทางของความฝันได้อีกหรือเปล่า………….
เท็นมิมูระ
………………………………………………………………………
หวังว่าผมคงจะให้คำแนะนำดีๆบ้างนะครับ ขอบคุณครับ
Tanmimura@thaimail.com


โดย : เท็นมิมูระ
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com