Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1

>> ดาวประดับรัก

เรื่อง :

ดาวประดับรัก

ในยามเย็นที่แสงแดดสลัว ๆ ไอหมอกค่อย ๆ ปกคลุมร่างของนายตำรวจหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งก้าวเท้าออกจากโรงพักช้า ๆ หลังจากที่เขาได้ยินเสียงวอวิทยุดังอยู่หลายครั้งว่าเกิดอุบัติเหตุ ณ ถนนศรี อินทราทิต ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพักไม่มากนัก เขาขับรถออกมาเพื่อดูที่เกิดเหตุ
นายตำรวจคนนี้เขาเป็นคนที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนที่เขาเรียนอยู่ ม.4 ก็สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยจปร.ได้ เขาภูมิใจและยืดอกสู้ได้เสมอว่าเขาก็เป็นหนึ่งในตองอูเหมือนกัน เมื่อเรียนเตรียมได้สองปีก็แยกเหล่าไปเรียนที่สามพรานอีก 5 ปี จนกระทั่งเรียนจบได้เป็นนายร้อยตำรวจสมใจ เขาทั้งเป็นคนหล่อ เท่ห์ สมาร์ท รูปร่างบอบบางและสูงโปร่ง ผิวขาว ตี๋ จัดได้ว่าผิวพรรณดี ที่คางมุมขวามือมีไฝเสน่ห์เม็ดใหญ่ ที่กลางจมูกทางด้านซ้ายมือมีไฝเม็ดเล็ก ๆ ทำให้เป็นเอกลักษณ์ของใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยจุดดึงดูดความสนใจ ความหล่อของเขาจึงเป็นจุดเด่นและเป็นที่หมายตาของสาว ๆ อีกหลายคนที่อยากจะเป็นคุณนาย นายร้อยตำรวจ…
นายตำรวจผู้นี้เดินมาดูที่เกิดเหตุ เขาทั้งงงและไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดีในเมื่อเจ้าหล่อนสาวน้อยนักศึกษาซึ่งเป็นผู้ต้องหาโยกย้ายเคลื่อนที่รถออกจากที่เกิดเหตุจนหมดสิ้น เขาได้แต่เก็บภาพรอยขูดขีดบนท้องถนนใส่กล้องดิจิตอลโซนี่ความจุ 5.0 ล้านพิกเซล ไปเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเดินตรงดิ่งมาทางนักศึกษาสาว
“น้องชื่ออะไรครับ”
“ปูนิ่มค่ะ”
“ขอชื่อจริงด้วยครับ”
“ก็ปูนิ่มนี่แหละค่ะชื่อจริง”
“อืม…มีใบขับขี่ไหม?…”
เธอส่งใบขับขี่ให้แล้วแสดงสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ได้เลยว่าเธอกำลังโกรธ แต่ที่เธอโกรธนั้นไม่ใช่เพราะตำรวจหรอกนะ เธอโกรธตัวเองเสียมากกว่าที่ไม่ดูรถให้ดี ๆ ก่อนที่จะออกตัว…ที่รถชนครั้งนี้เพราะทางสายนี้เป็นทางโค้งเต็มไปด้วยป่าหญ้ารก ๆ ทำให้เธอมองไม่เห็นและขับรถพุ่งออกมาอย่างไม่ระวังจนทำให้รถชนกัน แต่ก็น่าแปลกตรงที่เธอทำไมไม่เป็นอะไรเลย ส่วนคนที่ชนนี่สิอาการสาหัสอยู่เหมือนกันเพราะขับมาด้วยความเร็วสูง
“เดี๋ยวน้องตามไปที่โรงพักนะ”
“ค่ะ”
“มีเบอร์ติดต่อไหม”
“ค่ะ”
เธอจดเบอร์โทรศัพท์ให้ทั้งเบอร์บ้านและเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้นายตำรวจหนุ่ม จากนั้นนายตำรวจหนุ่มหล่อก็กลับมาที่โรงพักเพื่อรอทำสำนวนคดี…
นายตำรวจหนุ่มนั่งรอสาวน้อยอยู่พักหนึ่งเธอก็มาพร้อมกับพ่อและอาผู้หญิงของเธอ นายตำรวจผู้นี้จึงซักไซร้ไล่เรียงจนทราบว่าเธอขับรถตัดหน้าเขา ทำอย่างไรเธอก็ผิดจะพูดแก้ตัวอย่างไรก็ผิดอยู่ดี เขามองหน้าเธอแล้วก็ต้องส่ายหัว เพราะดูเธอพยายามจะแก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ จากนั้นเขาจึงต้องพูดตัดบทเพื่อให้เธอรู้ว่าเธอผิด
“ไปดูคู่กรณีที่โรงพยาบาลนะแล้วมาบอกผู้หมวดว่าอาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง อืม…ขอชื่อและที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้มาด้วยนะ เดี๋ยวผู้หมวดรออยู่ตรงนี้แหละ”
สาวน้อยเดินออกจากโรงพักไป พ่อของเธอเปิดประตูรถให้เธอนั่งจากนั้นก็ขับรถไปที่โรงพยาบาลอย่างรีบเร่ง ตลอดทางที่คุณพ่อของเธอขับรถนั้นไม่มีใครในรถพูดกันแม้แต่นิดเดียว เนื่องจากพ่อของเธอต้องอาศัยเธออยู่ในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะคุณพ่อของเธอมีหนี้สินมากมายเนื่องจากบรรดาเมีย ๆ ทั้งหลายได้สร้างสมหนี้สินให้นับล้านบาท แต่ลูกสาวคนนี้เป็นคนที่ทำให้หนี้สินของคุณพ่อเธอเบาบางลง เพราะเธอมีกิจการส่วนตัวหลายอย่าง และเป็นนักเขียนที่เพิ่งจะเจริญเติบโตในวงการนักเขียน จึงทำให้คุณพ่อของเธอดูจะเกรง ๆ เธออยู่มิใช่น้อย
เมื่อรถจอดที่โรงพยาบาลพ่อของเธอก็วิ่งมาเปิดประตูรถทางด้านหลังให้ สาวน้อยเดินก้าวลงจากรถช้า ๆ แล้วก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ เธอเดินมุ่งหน้ามายังห้องฉุกเฉิน เธอยืนหยุดอยู่ครู่หนึ่งก็ผลักประตูเข้าไปโดยที่ไม่ได้ถามใครเลยสักนิด เธอมองเห็นม่านกั้นรอบเตียงผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุหลายเตียง เธอยืนลังเลอยู่จนกระทั่งเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่กับผู้ชายที่นั่งรถเข็น เธอจึงเดินตรงเข้าไปหาเขาทั้งคู่
“เอ่อ…ใช่คนที่ขับรถชนเมื่อเย็นหรือเปล่าคะ”
คำพูดอันอ่อนโยนของเธอทำให้เขาทั้งสองหันมามองเธอแล้วพยักหน้า เธอรู้ตัวว่าเธอผิดเธอจึงแสดงท่าทีที่เป็นมิตร เธอขอชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของคู่กรณีของเธอแล้วก็รอดูอาการจนกระทั่งแพทย์ให้บุรุษพยาบาลพาตัวคู่กรณีของเธอตรงไปยังตึกศัลยกรรมชาย เธอหันมามองแฟนสาวของคู่กรณีด้วยสายตาที่สงสาร เพราะใบหน้าที่สวยงามต้องมีอันเป็นริ้วรอยเพราะถนน พอเธอเห็นว่าแฟนสาวของคู่กรณีเธอไม่มาด้วยเธอจึงเดินเข้าไปหาเธอคนนั้น
“คุณคะ คุณคะ…”
เธอเรียกเสียงหลง หญิงสาวคนนั้นหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่คับแค้น
“มีอะไร?…”
“นี่นามบัตรฉันค่ะ แล้วถ้าจะติดต่อก็ช่วยโทรมาเวลาพักเที่ยงนะคะเพราะช่วงนี้ติดสอบค่ะ”
“อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกหรอก ชื่ออะไรน่ะ”
“เดี๋ยวฉันจดให้นะคะ”
สาวน้อยเดินตรงไปยังเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อขอยืมดินสอจากบุรุษพยาบาลคนหนึ่ง แล้วเธอก็จดชื่อของเธอลงในด้านหลังของนามบัตร เนื่องจากเธอมีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะจึงทำให้นามบัตรของเธอพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จากนั้นเธอก็เดินเอานามบัตรมาส่งให้เธอคนนั้นก่อนที่จะเดินขึ้นตึกศัลยกรรมชายเพื่อตามคู่กรณีไป
พ่อและอาสาวของเธอไม่ได้ตามมาด้วยเพราะเขาอยากให้เธอรู้จักรับผิดชอบตัวเอง ทั้งคู่จึงออกไปทานอาหารที่ข้าง ๆ โรงพยาบาล ปล่อยให้เธออยู่กับคู่กรณีตามลำพัง
“คุณช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาด้วย”
พยาบาลวัยกลางคนคนหนึ่งส่งชุดของโรงพยาบาลให้เธอเปลี่ยนให้คู่กรณี เธอยืนลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อให้กับคู่กรณีของเธอ เธอปลดกระดุมของเขาลงมาได้สามเม็ดแล้วเธอก็ทนไม่ได้เพราะเธอไม่เคยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใครมาก่อน เธอจึงเดินออกมาจากเตียงแล้วก็หันไปหาผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงของคู่กรณีของเธอ
“คุณอาคะ…ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาหน่อยได้ไหมคะ”
“ครับ ๆ”
ชายคนนั้นปิดม่านแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าคู่กรณีของเธอ จากนั้นเขาก็ส่งเสื้อผ้าของคู่กรณีเธอออกมาจากม่านโยนให้เธอพับ สาวน้อยรู้สึกขยะแขยงเสื้อที่เต็มไปด้วยเลือดเต็มทน แต่เธอก็ต้องฝืนใจพับผ้าแล้ววางบนเก้าอี้
ครืด……….. เสียงผ้าม่านเปิดออกมา ชายคนนั้นมองหน้าสาวน้อยแล้วก็ยิ้ม ๆ
“เป็นแฟนกันทำไมไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กัน”
“เอ่อ…มะ…มะ…ไม่ใช่แฟนค่ะ”
สาวน้อยเธอพูดตะกุกตะกัก หน้าตาเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะมีคนหาว่าเธอเป็นแฟนนายคนนี้
“แหม…ไม่ต้องตกใจหรอกใคร ๆ เขาก็รู้เพราะมาส่งแค่คนเดียว”
“ไม่ใช่จริง ๆ นะคะ…นั่นไงแฟนเขามาแล้ว หนูเป็นคู่กรณีของเขาเท่านั้น”
สาวน้อยเหลือบไปเห็นแฟนสาวของคู่กรณีเธอพอดี เธอจึงบอกให้ชายคนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้คู่กรณีของเธอหันไปมองแฟนตัวจริงของเขา…
ติ๊ดติ๊ดตี่ดีดีดิ๊….เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น สาวน้อยจึงหยิบสมอร์ท็อกออกมาจากกระเป๋ากางเก็งและรับสายโทรศัพท์
“คุณพ่อเหรอคะ”
“คู่กรณีเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็…มาดูเอาเองละกัน อยู่ไหนแล้วคะนี่…”
“ห้องฉุกเฉิน”
“งั้นคุณพ่อเดินมาที่ตึกศัลยกรรมชายเลยนะคะ ชั้นที่สองห้องแรกซ้ายมือ เอ่อ…ห้องนี่พัดเคยมาอยู่น่ะค่ะ”
เธอบอกคุณพ่อของเธอให้มาที่ตึกนั้น เธอยืนมองคู่กรณีของเธอด้วยความรู้สึกผิดแล้วก็นึกถึงน้องชายของเธอที่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเนื่องจากถูกรถชน
ครู่หนึ่งพ่อและอาสาวของเธอก็เดินมาถึง
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ”
“ก็เจ็บ ๆ ที่คาง”
คู่กรณีของเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อู้อี้จนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง
คุณพ่อและอาสาวของเธอคุยกับคู่กรณีได้สักพักใหญ่ ๆ ผู้ปกครองของคู่กรณีเธอก็มาถึง แม่ของชายคนนี้ชักสีหน้า บ่งบอกถึงความไม่พอใจและความโกรธที่ทวีอยู่ในหัวใจ ก็ต้องเข้าใจว่าหัวอกคนเป็นแม่เมื่อเห็นลูกบาดเจ็บแล้วก็แทบจะทนไม่ได้ แล้วยิ่งเห็นสาวน้อยซึ่งเป็นคนผิดเต็ม ๆ ประตูยืนอยู่ตรงหน้าแล้วก็ยิ่งอยากที่จะเข้าไปทำร้ายเสียให้สมใจ แต่ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ถึงแม้จะโกรธแค้นเพียงใดก็ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ลึก ๆ ไม่อาจที่จะแสดงออกมาได้ ถึงแม้ว่าสาวน้อยจะรู้สึกว่าป้าคนนี้จ้องมองเธอด้วยอารมณ์รุนแรงก็ตาม เธอก็ต้องนั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้เขาจ้องไปเพราะเธอรู้ว่าเธอผิด เพราะถ้าเธอไม่ผิดเธอคงจะแสดงอารมณ์ที่รุนแรงออกมาเช่นกันเมื่อต้องถูกใครก็ไม่รู้จ้องมองด้วยสายตาอันจาบจ้วงและหยาบคายกับเธอแบบนี้…
พ่อและอาสาวของเธอคุยกับแม่ของคู่กรณีได้ครู่หนึ่งก็ต้องขอตัวออกมา และขับรถตรงมายังโรงพักอีกครั้ง แต่คราวนี้มีแม่ของคู่กรณีนั่งติดรถมาด้วยเนื่องจากพ่อของเธออาสาพาไปส่งที่บ้าน เมื่อมาถึงโรงพักพ่อของเธอวิ่งมาเปิดประตูรถให้เธอแล้วก็บอกเธอให้ขึ้นไปกับอาสาวสองคนโดยที่พ่อส่งซิกว่าจะยืนคุยกับป้าคนนั้น
สาวน้อยเดินขึ้นมาบนโรงพักและตรงไปยังโต๊ะของนายตำรวจหนุ่มทันที สิ่งที่เธอเห็นคือนายตำรวจหนุ่มแสดงท่าทีว่าไม่สนใจอะไร เขาเอนหลังคุยโทรศัพท์กับแหม่มส่งสำเนียงอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นทำให้สาวน้อยรู้สึกหมั่นไส้ แล้วก็ยืนจ้องมองอยู่นานจนกระทั่งนายตำรวจหนุ่มสังเกตเห็นและรีบวางโทรศัพท์ทันที
“อาการของคู่กรณีเป็นอย่างไรบ้าง…?”
นายตำรวจหนุ่มถามเธอด้วยเสียงอันนุ่มนวล แต่ทว่าสาวน้อยเธอไม่ตอบเลยสักนิดเพราะเธอรู้สึกหมั่นไส้ในความขี้เก๊ก!ของนายตำรวจคนนี้ แต่อย่างว่าแหละไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารบุคลิกก็ไม่แตกต่างกันนักหรอก เขากำหนดให้มาดต้องเป็นเช่นนี้จะให้ตำรวจดูเหมือนกุ๊ยข้างถนนได้อย่างไรกัน แต่สาวน้อยก็ยังรู้สึกหมั่นไส้อยู่ดี อาสาวของเธอจึงตอบปัญหาแทนเธอทุกคำพูด
“อาการของคู่กรณีก็ยังไม่แน่ชัดนะคะแพทย์ให้นอนรอดูอาการก่อน คาดว่าจะต้องผ่าตัดกามค่ะเพราะหน้าถูไปกับพื้นถนน และนี่ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และเลขบัตรประจำตัวประชาชนของคู่กรณีค่ะ”
“อืม…อาการหนักอยู่เหมือนกัน ถ้าเกิดคู่กรณีของคุณต้องนอนพักรักษาตัวถึง 21 วันคุณจะถูกดำเนินคดี ส่งฟ้องศาลนะรู้ไหม”
“ฟ้องก็ฟ้องสิ ก็แค่สู้กันในชั้นศาล”
คำพูดของอาเธอทำให้นายตำรวจหนุ่มรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดคุณจึงไม่รู้สึกสะทบสะท้านเลย… แต่เขาก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าเด็กสาวนักศึกษาคนนี้เธอมีญาติ ๆ อยู่ในสภอ.เมืองลพบุรีเหมือนกัน นอกจากนั้นเธอยังเป็นศิษย์รักของท่านผู้พิพากษาประจำจังหวัดลพบุรีอีกด้วย เธอจึงไม่มีท่าทีว่าจะตกใจแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปอีก 3 วันก็ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนี้เลย ดูเหมือนครอบครัวนี้จะไม่ค่อยสนใจสักเท่าไรนัก นายตำรวจหนุ่มจึงโทรถามเธอเกี่ยวกับเรื่องคู่กรณี หลังจากนั้นไม่นานนักฝ่ายของเธอและฝ่ายของคู่กรณีก็มาตกลงกันที่โรงพักเพื่อเครียเรื่องค่าสินไหมทดแทน หรือที่ภาษาถิ่นเขาเรียกว่าค่าทำขวัญนั่นแหละ เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนายตำรวจหนุ่มก็เลยถามถึงคู่กรณี
“คู่กรณีเป็นอย่างไรบ้าง”
“อาการก็ดีขึ้นแล้วค่ะ”
อาสาวของเธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูตึงเครียด
เป็นอันว่าตกลงกันได้นายตำรวจหนุ่มจึงให้นำรถออกจากโรงพักทั้งสองคัน เขารอผลเพียงอย่างเดียวว่าคู่กรณีจะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร จึงจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป…
นายตำรวจหนุ่มค่อนข้างจะมีความมุ่งมั่นสูงเนื่องจากเป็นคนหนุ่มไฟแรงและยิ่งเพิ่งมาทำงานเพียงสามปี การทำงานของเขาจึงจะต้องออกมาเนี๊ยบทุกกระเบียด ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่มีความสุขในการทำงานเลย โดยเฉพาะการรับเงินใต้โต๊ะนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาจะไม่ทำเพราะมันเสียศักดิ์ศรี เขายอมที่จะอดตายดีกว่าที่จะรับส่วย ถึงแม้ว่าศักดิ์ศรีจะกินไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมขายง่าย ๆ เช่นกัน ไม่ว่าเงินเดือนจะได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นต่อการตรากตรำทำงานหนักแต่เขาก็ยังยิ้มสู้ได้เสมอเพื่อความถูกต้อง คติประจำใจของเขาคือ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน
“สวัสดีครับ เอ่อ…คุณปูนิ่มใช่ไหมครับ นี่พี่ผู้หมวดสุเมธนะ”
“ค่ะ มีอะไรเหรอคะ”
น้ำเสียงของเธอที่พูดผ่านทางโทรศัพท์ทำให้นายตำรวจหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดเพราะน้ำเสียงค่อนข้างจะแข็งและออกจะก้าวร้าวนิด ๆ แต่เธอคงไม่มีเจตนาอย่างนั้นหรอก
“เอ่อ…ไม่ทราบว่าคู่กรณีของน้องออกจากโรงพยาบาลหรือยัง”
“ออกมาชาติหนึ่งแล้วค่ะ!”
…อืม…ผมรู้สึกว่าคำพูดมันสะกิดต่อมอารมณ์นิด ๆ แต่ก็เอาเถอะเธอยังเด็ก ผมคิดเช่นนั้นเพราะเธอเป็นแค่นักศึกษาเท่านั้นเอง อายุคงจะไม่มาก และยิ่งอยู่ในครอบครัวที่เป็นข้าราชการด้วยแล้วเขาคงไม่ปล่อยให้ลูกสาวต้องออกนอกกรอบที่วางไว้หรอก เธอจึงอ่อนต่อโลกนัก ไม่ระวังคำพูดที่จะพูดต่อผู้ใหญ่…ผมรู้สึกอึ้งนิด ๆ อยู่เหมือนกันแล้วก็ต้องตอบกลับไปอย่างคนที่เก็บอารมณ์… นายตำรวจนึก
“ชาติหนึ่งเลยเหรอ…!!!”
“ค่ะ”
“ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไรครับ”
“ก็ตั้งแต่วันที่ไปตกลงกันที่โรงพักแล้วค่ะ”
“เหรอคะ…แล้วอาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ”
“ตามคู่กรณีมาพบผู้หมวดที่โรงพักได้ไหม แล้วน้องก็มาด้วยนะ พาผู้ปกครองมาด้วยจะได้มาเสียค่าปรับนะ”
“ค่ะ แต่ไม่แน่ใจนะคะว่าจะตามได้หรือเปล่าเพราะหนูไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับเมียคนไหน แต่จะพยายามตามละกันค่ะ”
“เขามีเมียหลายคนเหรอคะ”
“ค่ะ”
“พยายามตามให้ผู้หมวดละกัน น้องจะได้ไม่ต้องขึ้นศาล อีกอย่างคู่กรณีก็ไม่เป็นอะไรมากก็รีบ ๆ มาละกันเพราะเรื่องมันจะได้ไม่ยืดยาว ผู้หมวดเป็นห่วง”
“อ๋อ…ค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพที่สุด แต่น้ำเสียงที่เธอตอบกลับมานี่สิค่อนข้างแข็งกร้าวเต็มที อาจจะเป็นเพราะเธอคงถูกตามอกตามใจมาตั้งแต่เกิดก็ได้ เพราะเท่าที่ดู ๆ แล้วดูท่าทางจะถูกตามใจเสียจนกลายเป็นเด็กแบบนี้ แต่บางทีเธอก็ดูเหมือนจะไม่ก้าวร้าวนะ อาจจะเป็นเพราะบุคลิกของเธอดูแกร่ง ๆ ก็เป็นได้…นายตำรวจหนุ่มคิดไปต่าง ๆ นานา สักพักก็ต้องโทรหาเธออีกครั้งเพราะเขารู้สึกเป็นห่วงจริง ๆ ดู ๆ แล้วเธอจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้เท่าไรนัก
“สวัสดีครับคุณปูนิ่ม นี่ผู้หมวดสุเมธนะคะ น้องคุยกับผู้ปกครองหรือยังคะเพราะเดี๋ยวเรื่องจะยืดยาว ถ้าว่างรีบมาพบผู้หมวดเลยนะคะเพราะเดี๋ยวอาทิตย์หน้าผู้หมวดจะไม่อยู่”
“ค่ะ”
“หลังสอบเสร็จแล้วมาก็ได้ค่ะ ผู้หมวดนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดทั้งคืน”
“ห้าโมงเย็นนี่นะคะ…!!!”
“ครับ อย่าลืมมาละกันนะครับ”
“ค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มวางสายโทรศัพท์เขาก็นั่งทำงานต่อจนเย็นก็ยังไม่มีวี่แววของเธอเลย สงสัยว่าเธอคงจะยังไม่ได้บอกใคร เฮ้อ…!!!…เขาต้องถอนหายใจอยู่หลายครั้งเลยเพราะตั้งแต่ทำงานมาก็เพิ่งเห็นนี่แหละว่าครอบครัวนี้ดูจะไม่สนใจอะไรเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรใหม่ก็แล้วกัน เฮ้อ….!!!
เช้าวันใหม่นายตำรวจหนุ่มมาทำงานแต่เช้ารีบมาเคลียร์เอกสารต่าง ๆ เพราะเดี๋ยวสาย ๆ งานคงยุ่งอีกตามเคย ก็อย่างนี้แหละชีวิตของตำรวจฝ่ายสอบสวนนี่ งานก็ต้องหนักเป็นธรรมดา บางทีก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ถึงแม้ว่าจะได้นั่งโต๊ะทำงานแต่ก็ทำตัวไม่ต่างกับเครื่องจักรเท่าไรนัก แต่เขาก็ชอบที่จะทำงานในจุดนี้เพราะนี่คือความฝันของเขา…
เมื่อได้จังหวะเหมาะนายตำรวจหนุ่มก็โทรไปหาเธอเพื่อถามเรื่องราวต่าง ๆ
“สวัสดีครับ น้องปูนิ่มใช่ไหมครับ นี่ผู้หมวดสุเมธนะครับ”
“ค่ะ”
“ไม่ทราบว่าเรื่องที่พี่ผู้หมวดบอกไปน้องได้บอกผู้ปกครองหรือยังคะ”
“ยังค่ะ”
“ทำไมล่ะคะ”
“ก็ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันค่ะ”
“อืม…แล้วน้องมีเบอร์คุณพ่อไหมคะ”
“ค่ะ”
เธอบอกเบอร์โทรที่ทำงานของพ่อเธอมา
“มีเบอร์มือถือไหมคะ”
“ไม่มีค่ะ เขาเอาไปให้เมียเขาใช้แล้ว”
เอ๊ะ…!!!อย่างไรกัน ผมงงกับบ้านนี้จริง ๆ เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินว่าเรียกแม่ว่าเมียพ่อ อืม… เมื่อสงสัยก็ต้องถาม ก็นั่นละมันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ช่างสงสัย…นายตำรวจหนุ่มนึก
“แล้วเมียพ่อไม่ใช่แม่หนูเหรอคะ”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“แล้ว….อืม…”
“เอ่อ…ผู้หมวดคะ หนูไม่ทราบว่าคู่กรณีของหนูเขาจะไปได้หรือเปล่านะคะเพราะเขากำลังมีเรื่องกับแม่ยายแล้วก็เมียของเขา คือเขามีเมียหลายคนพอเมียตัวจริงเขารู้เรื่องบรรดาเมีย ๆ ของเขาแม่ยายก็เลยมาด่าที่บ้าน เมียก็เลยตบกามสามีที่เพิ่งผ่าตัดมา เขาโกรธก็เลยซ้อมเมีย ตอนนี้รู้สึกว่าแม่ยายกำลังจะเอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเพราะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าด้วยค่ะ…”
“เหรอคะ…อย่างนี้เขาก็ไม่เป็นอะไรแล้วสินะ อืม…งั้นน้องมาเสียค่าปรับเลยก็ได้นะ”
“เดี๋ยวขอตากผ้าก่อนนะคะ”
“ครับ”
เขาวางสายไปได้พักหนึ่งก็นั่งทำงานต่อ จนรู้สึกว่ามันนานพอสมควรกับการตากผ้าของเธอ ป่านนี้เธอคงกำลังออกมาแล้วละมั้ง…แต่เอ…นี่มันนานเกินไปแล้วนะ นัดตั้งแต่เช้านี่จะเที่ยงแล้ว ไม่ได้การละเดี๋ยวต้องโทรถามเสียหน่อย…นายตำรวจหนุ่มนึก
ตู๊ด………ทำไมไม่มีคนรับสายสักทีนะ
ตู๊ด……….. เสียงโทรศัพท์สายว่างตลอดจนกระทั่งตัดไป ผมก็โทรต่อ
“สวัสดีค่ะ”
“ถึงไหนแล้วคะน้องปูนิ่ม นี่ผู้หมวดสุเมธนะคะ”
“กำลังอาบน้ำอยู่ค่ะ”
เสียงเธอหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก ก็ที่เธอเสียเวลานาน ๆ เนื่องจากเธอมัวอาบน้ำนาน ก็อย่างนี้แหละผู้หญิงจะให้อาบน้ำเร็ว ๆ ได้อย่างไรกัน
“อ๋อ…รีบมานะคะผู้หมวดรออยู่…”
นายตำรวจหนุ่มทนรอเธอไม่ไหวแล้วจึงเดินออกไปทานข้าวที่หลังโรงพัก ทานได้สองสามคำเธอก็โทรมา เขาจึงให้เธอรออยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา เมื่อเขามาถึงก็ต้องตะลึงกับเธออยู่เหมือนกัน แค่มาโรงพักทำไมถึงแต่งตัวอย่างกับจะไปดูหนังหรือไปเที่ยวกับแฟนเลย นายตำรวจหนุ่มเรียกสาวน้อยไปเสียค่าปรับจากนั้นก็บอกให้เธอตามเขามาที่ห้องอีกครั้ง
“สนิทกับคู่กรณีเหรอ…”
“เปล่าค่ะ”
“แล้วทำไมถึงรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย”
“ก็พ่อเขาบอกหนูหมดเลยค่ะ”
“คนที่มาตกลงวันนั้นน่ะเหรอ”
“ค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มนั่งมองเธอแล้วก็ยิ้ม ๆ เพราะดูเธอแปลกตาจากที่เห็นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มอง ๆ ดูก็แปลก ๆ อยู่เหมือนกันนะ เขาไม่รู้จะถามอะไรเลยก็ต้องชวนเธอนั่งคุยสักพัก แต่นายตำรวจหนุ่มคนนี้ก็หารู้ไม่ว่าเธอจะนำเรื่องราวของเขาไปแต่งเป็นนวนิยาย เพราะเขาไม่คิดว่าเด็กนักศึกษาที่อายุเพียง 21 ปีจะเป็นนักเขียนคนหนึ่ง
“ซักผ้าอยู่เหรอ”
“ค่ะ…แต่ที่จริงตอนที่พี่โทรไปหนูซักเสร็จแล้วละเพราะที่บ้านเป็นเครื่องฝาหน้า ไม่ต้องซักอะไรมาก แต่ที่มาช้าเพราะหนูเป็นคนอาบน้ำนานค่ะ และกว่าจะเลือกเสื้อผ้าใส่อีก”
“แล้วแต่งตัวสวยแบบนี้จะไปไหนเหรอ มีนัดกับใครหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ ที่ใส่ชุดนี้เพราะไม่มีอะไรจะใส่แล้วเพราะชุดมันคับหมด น้ำหนักมันขึ้นเยอะค่ะ”
…เธอพูดแล้วก็แอบอมยิ้มเล็ก ๆ ผมดูแล้วเธอก็เป็นคนที่อัธยาศัยดีเหมือนกันนะเพียงแต่บางทีเธอก็ดูเหมือนจะก้าวร้าวอยู่เหมือนกัน…นายตำรวจหนุ่มนึก
“อืม…นั่นสิผู้หมวดถึงว่าทำไมดูเราแปลก ๆ ตา อืม…อ้วนขึ้นจริง ๆ ด้วย ไปทำอะไรมา เมื่อสองสัปดาห์ผู้หมวดยังเห็นเราตัวเล็กอยู่เลย”
“ก็น้ำหนักขึ้นมา 16 กิโลค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มถึงกับอึ้งทีเดียว ทำไมน้ำหนักถึงขึ้นได้รวดเร็วขนาดนี้นะ ไม่น่าเชื่อเลย…นายตำรวจหนุ่มนึก
“คือเมื่อตอนปิดเทอมไปเที่ยวบ้านยายที่สุราษฏร์มาค่ะ ไปอยู่มาเดือนหนึ่งแล้วรู้สึกว่าอดอยากเพราะทานอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลดไป 5 กิโลพอกลับมาบ้านตัวเองได้ก็เลยทานไม่บันยะบันยัง มันก็เลยขึ้นมาถึง 16 กิโลนี่ไงคะ”
เธอพยายามอธิบายให้นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ เขาก็เลยต้องถามต่อ
“แล้วทานเผ็ดไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ค่ะ คือเมื่อก่อนดื่มแป๊บซี่จนกระเพราะทะลุหมอสั่งห้ามไม่ให้ดื่มเลย แล้วก็ไม่ให้ทานอาหารรสจัดจึงทานอะไรไม่ได้เลย”
“ไม่มีอะไรแล้วก็กลับได้นะ”
“ขอใบขับขี่คืนด้วยค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มจึงเปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วก็หยิบใบขับขี่ขึ้นมาดู เขาแอบมองวันเดือนปีเกิดของเธอแล้วก็อมยิ้มน้อย ๆ ก่อนที่จะส่งให้เธอ
“อายุ 21 เหรอ”
“ค่ะ”
“เรียนที่ไหน”
“ก็เรียนมหาวิทยาลัยตามแถวนี้แหละค่ะ แล้วก็เรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอีกสองที่”
“เรียนไหวเหรอ”
“ไหวค่ะ นี่ก็จะจบแล้วค่ะ หนูเรียนแค่ 3 ปี”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ขี้เกียจเรียนนาน เดี๋ยวจะปวดหัวหนักกว่าเก่า ช่วงปิดเทอมก็เลยลงซัมเมอร์ไว้หลายวิชา ก็รีบ ๆ เรียนจะได้รีบไป”
“ไปไหนเหรอ”
“ไปทำงานไงคะ”
“อืม…แล้ววางแผนอนาคตไว้หรือยัง…”
“ก็ว่าจะทำงานอิสระเพราะอยากเป็นเจ้านายของตัวเอง คิดว่าจะเปิดร้านเช่าการ์ตูนอีกครั้งค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มนั่งคุยกับเธออยู่นานจนกระทั่งเขาทราบว่าครอบครัวเธอแตกร้าวตั้งแต่เธออยู่ ป.3 แต่ก็ดูท่าทางเธอเข้มแข็งดีนะ ท่าทางจะไม่ใช่เด็กมีปัญหาเพราะเธอร่าเริงแจ่มใสดี ทำตัวสดใสเหมือนวัยรุ่นทั่วไป และดูเธอจะสดใสกว่าเด็กสาวทั่วไปด้วย …เพราะนานแล้วที่ผมจะได้เห็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและสดใสขนาดนี้…นายตำรวจหนุ่มนึก
เธอเป็นนักเขียนที่จัดได้ว่ามีงานเขียนค่อนข้างเยอะเพราะ เธอได้ทำรวมเรื่องสั้นหลายเล่ม นิยายอีกหลายเล่ม รวมทั้งนวนิยายและบทกวีนิพนธ์ที่เธอได้ทำอีกด้วย อนาคตคงไปได้สวยทีเดียว
ที่จริงถึงแม้ว่าครอบครัวเธอจะแตกร้าว แต่เท่าที่นายตำรวจทราบมาคือเธอมีอา ย่า และแม่อุปถัมภ์มาโดยตลอดเธอจึงไม่เดือดร้อนอะไร พ่อของเธอเป็นทหารแต่ไม่เคยส่งลูกเรียนเลย แม่ของเธอเป็นเจ้าของสวนยางพารา และเป็นเจ้าของโรงแรม-รีสอร์ทอีกหลายแห่ง เธอก็มีกิจการส่วนตัว เป็นนักเขียน เป็นนักกีฬา ดูแล้วชีวิตก็ราบรื่นดี…
สักพักเธอก็ขอตัวกลับก่อน นายตำรวจหนุ่มจึงเอ่ยปากขอหนังสือต้นฉบับนวนิยายของเธอเอาไว้อ่าน เธอก็ดีนะมีน้ำใจดี เอาหนังสือมาให้รวดเร็วทันใจดีจังแถมยังบอกว่าให้เลยอีกด้วย เพราะเธอไม่อยากมีอะไรติดค้างกับผู้หมวดคนนี้ เมื่อนายตำรวจหนุ่มลองอ่านไปนิดหน่อยเขาก็รู้ได้ว่างานเขียนเล่มนี้ค่อนข้างจะเป็นแนวการเขียนเชิงบรรยาย วิธีเขียนก็พอใช้ได้…
เมื่อเธอเดินออกไปจากโรงพักนายตำรวจหนุ่มก็ไม่รู้หรอกว่าที่เธอจะกลับมาที่โรงพักอีกครั้งเพื่อที่จะเอาหนังสือมาให้นั้นมันเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น จุดประสงค์หลักของเธอคือเธอจะไปรับคู่หมั้นของเธอที่ท่ารถ นายตำรวจหนุ่มก็เลยหลงตัวเองว่าเธอชอบ จริง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยเพราะเธอมีคู่หมั้นแล้ว เธอคบกับคู่หมั้นมานานถึง 8 ปีก็น่าทึ่งอยู่เหมือนกันเพราะหายากนักคนที่คบกันมาได้ยาวนานขนาดนี้ เธอบอกกับนายตำรวจหนุ่มว่านวนิยายที่ให้เขานั้นเป็นเรื่องของคนอื่น จริง ๆ แล้วมันคือเรื่องราวชีวิตของเธอเอง แต่เธอถ่อมตัวและคงไม่อยากบอกเขา เธอก็เลยใช้วิธีหลอกเขาด้วยการเล่าเรื่องราวเฉไฉไปเป็นเรื่องของคนอื่น…
……………………..1…………………………
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ หรือโทรมาถามที่ 0 6744 3026

โดย : สุชาดา โมรา
เมื่อเวลา :

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com