Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 2

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5

>> ทวนเทวดา (ต่อจากตอนที่แล้ว)

เรื่อง :

ทวนเทวดา

 (ต่อจากตอนที่แล้ว)

ยามสนธยาใกล้ค่ำ ตะวันเคลื่อนลงต่ำทอแสงเจิดจ้าเหนือขุนเขา ภาพหิมะและหมู่ไม้ตามหนทางแคบถูกแสงส่องประกายหิมะยิบยับ ท้องฟ้ากว้างมีเมฆลอยคลุ้งกระจายยามต้องแสงอาทิตย์ มองคล้ายเปลวเพลิงแดงฉาด
ภาพหันซิ่นและไทซุ่เดินทางกลับด้วยกันครานี้ยังมีม้าตี๋ลุ่ยเดินตามหลัง ทั้งสองสนทนาพรางหัวเราะหยอกล้อ
ไม่ทราบคำพูดใดที่หันซิ่นเจรจาออกไป กลับทำให้ไทซู่หัวเราะและยิ้มออกมาได้ หันซิ่นบ่อยครั้งลอบมองนางขณะนางยิ้มและหัวเราะเสียงใส พรางนึกว่า นางช่างเป็นสตรีที่น่ารักยิ่ง ริมฝีปากนางบางและเป้นสีชมพู ใบหน้านางอิ่มเอิบดูสดชื่นยามยิ้มและหัวเราะเสียงใส กลับทำให้จิตใจของหันซิ่นหวั่นไหวดุจระลอกน้ำ ความรู้สึกยากบรรยายได้ เพียงแต่ทราบว่า มันมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้และสนทนากับนาง แม้ถ้วยคำของนางบางครั้งตรงยิ่ง ทำให้หันซิ่นตลึงหลายครา นั่นกลับทำให้มันเจรจากับไทซุ่ อย่างไม่ขวยเขิน ตี๋ลู่เองหาใช่ม้าธรรดาไม่ มันราวกับทราบถึงความรู้สึกของคนทั้งสองบางครั้งถึงกับร้องและสะบัดหางดุจยินดีกับมิตรภาพที่กำลังเบ่งบาน .. การออกตามหาม้าครั้งนี้ หันซิ่นกลับได้เติ่งไห่เป็นสหาย และเกิดความรู้สึกแปลกใหม่กับไทซู่... ทันใดกอไม้ข้างทางสั่นไหวซู่ซู่.. วัตถุบางอย่างแหวกอากาศพุ่งตรงมายังร่างหันซิ่น เสียงวีดเบายิ่ง คนธรรดาไม่อาจได้ยิน เว้นแต่ผู้มีพลังภายในและสมาธิสูงเท่านั้น หันซิ่นสะบัดทวนออกอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่ง ไม่ทราบอย่างไรปลายทวนกลับประทะอาวุธที่พุ่งมา พลังปราณจากปลายทวนกลับดูดอาวุธลับนั้น หันซิ่นส่งพลังไปยังปลายทวนทีหนึ่ง อาวุธลับนั้นพุ่งย้อนกลับทางที่มา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วและไม่อาจหยุดได้แม้เพียงนิด เป็นอันเดียวกันทั้งคนทั้งทวนไม่มีช่องว่างแม้เพียงน้อยนึ่ง เสียงร้องอ๊ากดังขึ้นอย่างเจ็บปวดจาก ทางกอไม้นั้น พลันเงาร่าง 3 สายพุ่งออกจากข้างทาง ปรากฎเป็นชาย 3 คน ยืนขวาง เบื้องหน้าหันซิ่น ระยะประมาณ 4 วา คนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ กำยำ ทั้งไม่สวมเสื้อกลับเปลื่อยท่อนบน ในมือถือดาบเล่มใหญ่วาววับ อีกคนชุดสีเขียว ไว้หนวดเครารุงรัง ถือกระบี่ยาวที่คมกริบต้องแสงวาววับ คนหนึ่งเป็นชายค่อนข้างมีอายุเกือบวัยชรามันสวมชุดสีเทา หลังงอลงเล็กน้อยนัยตากลับหยีลงและกรอกกลิ้งไปมา มันถือขลุ่ยเป้นขลุ่ยสีเขียวมรกต หันซิ่นเพ่งมองคนทั้งสาม ในพวกมันชายชราในมือถือขลุ่ยกลับไม่ธรรดา พวกมันยังไม่ทันเอ่ยวาจาใดออกมา ไทซุ่ถามออกไปทันทีว่า พวกท่านเป็นใครกัน ไฉนลอบทำร้าย ซ้ำยังขัดขวางการเดินทางของพวกเราอีก ชาย ทั้งสาม ไม่ได้มองนางและหันซิ่นด้วยซ้ำเพ่งสายตาไปที่ม้าตี๋ลุ่ย ชายมีอายุถือขลุ่ยเอ่ยว่า พวกเจ้ามีม้าดี ส่งมอบให้เรา พวกเราจะไว้ชีวิต ไทซุ่ นี่เป็นม้าพวกเราต้องให้พวกท่านทำไม พวกท่านยังไม่เห็นฝีมือพวกเราอีกหรือ กล่าวจบ ชายฉกรรณ์ 2 คนพลันสดุ้งนิดนึ่ง คนถือขลุ่ยไม่สะท้านกลับหัวเราะแล้ว กล่าว “ นั่นเป็นเพียงฝืมือลูกเต่าเท่านั้น เจ้าถึงต่อสู้จนตัวตายก้อไม่อาจหนีได้ ไม่ว่าสถานที่ใดล้วนมีพวกข้า เจ้าส่งมอบม้าเสียแต่โดยดี ” หันซิ่น เอ่ย ใยพวกท่านต้องบีบบังคับข้า ใยฝนต้องตกผู้คนหลั่งน้ำตา ชายฉกรรจ์ถือดาบในมือ ตวาดขึ้นทันที ไม่ต้องกล่าวมากความ ท่านขลุยมรกต เจรจากับพวกเจ้าถือว่าลดเกียรติแล้ว ยังไม่เจียมตัวอีก ไม่ให้ ม้าก็เอาชีวิตพวกเจ้าแทน มันกล่าวจบ พลันโถมถลันเข้าหาหันซิ่นทันที หันซิ่นย้ายร่างขวางหน้าไทซุ่ไว้ กล่าวเสียงดัง หลบไปข้างหลังก่อน ชายฉกรรจ์ โถมถลันจู่โจมหันซิ่น ฟาดดาบลงประชันชิดอย่างหนักหน่วง 2 ครั้งติดกัน ทีนั้นเปลี่ยนป็นฟันปาดใส่แขนซ้ายขวา ล่างบนอย่างต่อเนื่อง เสียงดังเคร้งๆ คร้าง.. หันซิ่นตั้งรับปัดป้องด้วยทวน
เสียงดาบกระทบด้ามทวน ดังสะท้าน บริเวณนั้น ยังไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่เกิดหันซิ่นได้ ชายฉกรรจ์ พลันคิด ผิดท่าแล้ว เนื่องจากมันจู่โจมอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ซ้ำยังต่อเนื่องหลายกระบวนทำให้มันทั้งเสียกำลังและเวลาเกินควร นั่นหมายถึงพละกำลังย่อมอ่อนลง ในกลยุทธ์แล้วเวลาและโอกาสชั่วแวบเดียวหมายถึงการชิงชัยที่อาจแพ้หรือชนะ เป็นหรือตาย ทีนั้นมันพลันโดดถอยหลังอย่างรวดเร็ว ...ช้าไปเสียแล้วระยะห่างพอเหมาะ ทวนในมือของหันซิ่นแทงออกอย่างเร็วเสียงดังเฉียบ..เดียวเท่านั้น เพียงเท่านั้นจริงๆ ทวนแทงเข้าตรงลิ้นปรี่ มันร้องอย่างเจ็บปวดร่างปลิวกระเด็นไป สามวา ล้มลงขาดใจตายทันที ทันใดเสียงลมกรีดอากาศพุ่งมา ด้านข้าง หันซิ่นหมุนตัวหลบหน่อยนึ่งวิถี กระบี่แทงเปลี่ยนเป็นปาดเฉียดไปข้างหน้า จังหวะนั้น หันซิ่นตีออกด้วยด้ามทวนอย่างแรง เข้ากลางหลังอาศัยแรงส่งของคู่ต่อสู้ ร่างชายขุดเขียวถลำไปข้างหน้า กระอักโลหิตออกมา 2 คำ อวัยวะภายในบอบซ้ำ หัวใจแตกภายในร่าง ขาดใจตายทันที
คนถือขลุ่ย หน้าเปลี่ยนสีทันที มันไม่คาดคิด สมุนมันจะตายได้ง่ายถึงเพียงนี้เพียงเวลาครู่เดียว มันไม่กล้าเสี่ยงอีกคน เนื่องจากมันทราบ วรยุทธิ์หันซิ่นไม่ใช่ธรรมดา มันกลับทำใจเย็นระงับอาการของมันไว้ กล่าวขึ้นว่า สหาย ท่านยังหนุ่มแน่น ซ้ำยังมีฝีมือร้ายกาจ เรื่องราวในวันนี้เป็นพวกเราเข้าใจผิดกัน หวังว่าท่านคงเลิกลา ความจริงคำนี้เป้นหันซิ่นควรกล่าวแ ต่ทว่ากลับเป็นมันกล่าวเอง คนถือขลุ่ยกล่าวต่ออีกว่า ท่านโปรดบอกนาม ข้าขอทราบนามท่าน ในยุทธภพท่านสังกัดพรรคใด หันซิ่น “ เราไม่ได้สังกัดพรรคใด ทั้งยังไม่ประสงค์จะทำร้ายผู้ใดก่อน วันนี้ท่านกลับก่อกวนบีบบังคับให้ข้าลงมือ ไฉนจึงถาม ชื่อแช่ ของข้า “ คนถือขลุ่ย ท่านไม่มีพรรคสังกัดแต่มีฝีมือร้ายกาจ ไม่ทราบท่านสนใจร่วมพรรคกับเราหรือไม่ ด้วยฝีมือของท่านหากเข้าร่วมพรรคโป๊ยเฮียะของพวกเรา ต้องการสิ่งใด เป้นทรัพย์สิน ชื่อเสียงอำนาจกระทั่งสตรีที่งดงามในแผ่นดินย่อมต้องได้อย่างแน่นอน หันซิ่นกล่าว “ ทรัพย์สิน และชื่อเสียงเป็นเพียงเงาเท่านั้น ข้าต้องการเพียงอิสระ ไม่ผูกมัดกับใคร ” คนถือขลุ่ยพลันกล่าว “แปลกมาก ท่านเป้นคนประหลาดที่ข้าพบมา ชาวยุทธทั่วไปต่างแสวงหาและแย่งชิง ยังไม่ใช่ได้โดยง่าย ท่านกลับไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อท่านไม่บอกชื่อแช่ ข้าไม่อาจรบกวน หากท่านต้องการเข้าร่วมพรรค ไปหาพวกเราที่เมืองเกงจิ๋วได้ วันนี้ข้าต้องขอตัว หันซิ่น พลันกล่าว ช้าก่อน เรื่องม้าของข้า ท่านจะว่าอย่างไร คนถือขลุ่ย “ ม้าของท่านเป้นของท่านพวกเราจะไม่ก่อกวนอีก ” ข้าขอลา กล่าวจบร่างพลันทะยานหายไปในป่า
หันซิ่นหันไปทางไทซู่ กล่าว “วันนี้พวกเราพบเรื่องราวมากนัก เป้นข้าทำให้ท่านลำบาก ”มันพรางมองนางด้วยแววตาเป้นห่วงและกังวล ไม่อาจทราบในใจของหันซิ่นบัดนี้คิดสิ่งใดอยู่ .. ไทซู่ “ข้าพี่งรู้วันนี้ ท่านไม่ใช่คนพเนจรธรรมดา ท่านมีวรยุทธิ์ร้ายกาจ ข้าเป็นเพียง หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง วันหน้าท่านเข้าสังกัดพรรคใด มีชื่อเสียง พานพบสาวงาม พลันจะลืมข้า นางกล่าวด้วยสีหน้าแปรเปลี่ยนเป้นหมองหม่นเล็กน้อยและ ไม่อาจกล่าววาจาใดอีก เนื่องจากบัดนี้น้ำตานางเริ่มคลอแล้ว หันซิ่นมองนาง ในใจมันกลับสั่นไหวสะท้านล้ำลึก ไม่อาจเฉยอยู่ได้ มันพลันเชยคางนางขึ้น รวบร่างบอบบางของนางเข้าแนบชิดอกมัน นางซบแก้มลงในอ้อมอกมัน ไม่กล่าววาจาใด ภาพคนทั้งสอง ยังคงปรากฏเด่นชัด ท่ามกล่างป่าไม้เอนเอียงและขุนเขาที่ตะหง่าน ท้องฟ้าที่กว้างสุด แสงอาทิตย์ที่ส่องประกายสีทอง นี่คงเป็นโลกของพวกเขาเพียงสองเท่านั้น เพียงสองจริงๆ..เนิ่นนานสภาพกลับสู่ปกติ ทั้งสองกลับถึงบ้านหันซิ่นพักแรมคืนหนึ่ง..ที่นั่น รุ่งเช้าหันซิ่นตื่นได้ยินเสียงม้าตี๋ลุ่ยร้องคึกคะนอง เสียงไทซุ่นางคงทำบางอย่างในครัว มันลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหานางในครัว นางหันมายิ้มพรางกล่าว ท่านตื่นแล้วข้าไม่กล้ารบกวน
เห็นท่านหลับอยู่ ที่แท้นางลอบมองมันขณะหลับไฉนมันไม่รู้สึกตัว นางกล่าวต่อ ประเดี่ยวข้าทำอาหารสร็จแล้ว ท่านไปล้างหน้า พวกเราได้รับประทานกัน .. หันซิ่นล้างหน้าเสร็จมันกลับออกไปข้างนอก เช้านี้ยังปรากฏหมอกควันและหิมะขาวโพลน อากาศหนาวเหน็บ ลุงฉินอยู่ที่คอกม้าทั้งตี๋ลุ่ย ลุงฉิน” ท่านตื่นแล้ว เมื่อคืนท่านหลับสบาย
เรื่องราวเมื่อวาน นางบอกข้าแล้ว ท่านเป้นจอมยุทธ์ผู้กล้าคนหนึ่ง มีหนทางแห่งการต่อสู้ “” หันซิ่น ข้ากลับชอบความสันโดษและไม่วุ่นวายกับการเฆ่นข้าผู้คน ข้าบางคราไม่อาจหลีกเลี่ยง” ลุงฉิน “ พวกคนเหล่านั้นสวมควรตาย เพราะนั่นเป้นวิถีแห่งยุทธภพที่มันเลือกเอง หันซิ่น “ เช้านี้ข้า ต้องเดินทาง เวลาช่วงรวดเร็วยิ่ง ข้าจำต้องเดินทางอีกต่อไป “” ชายชราเข้าใจความหมายของหันซิ่น กลับกล่าวขึ้นว่า นางชอบเจ้า นั่นเป้นสิ่งดีไม่อาจห้ามได้ นางเป้นหญิงชาวบ้าน แต่หนทางของท่านเปื้อนเลือดและไม่อาจคาดได้ ท่านต้องเดินทางไปไกล
หันซิ่น “ ข้ารู้ ข้าบางทีไม่อาจให้ความสุขแก่นางได้ สีหน้าหันสิ้นยงคงเย็นชาเหมือนเดิม มันไม่รู้คำกล่าวต่อไป เนื่องจากมันเข้าใจ หากพักอยู่ที่นี่ นางและลุงฉินจะลำบากเพราะมัน เนื่องวิถีทางของมันเปื้อนเลือดแล้ว หาใช่หันซิ่นเด็กหนุ่มตามท้องทุ่งเมื่อ10 กว่าปีก่อนไม่ กาลเวลาที่ผันผ่านบางสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว ไม่อาจย้อนคืน แต่กลับเป็นปัญหาให้ผู้นั้นต้องแก้ไขไปตลอดชีวิต หรือเก็บมันไว้ในห้องสัญญาคือความจำได้ ไม่อาจพ้นจากพันธนาการอันนั้นได้ ตราบบางทีจนชีวิต.... ลุงฉิน มองดูม้าตี๋ลุย กล่าว ม้านี่เป็นยอดอาชาข้าเลี้ยงมันมาหลายปี ข้าให้ท่านนำมันไป บางทีมันอยู่กับข้าอาจไร้เกียรติ สู้ให้มันเดินทางร่วมกับท่านใยไม่ดีกว่า ยอดอาชาสมควรเดินทางคู่กับผู้กล้า
ให้มันแสดงอานุภาพแห่งม้าวิเศษ สมควรแก่ตะกูลมัน.. หันซิ่นได้แต่ขอบคุณและซาบซึ้งต่อน้ำใจชายชรา ใกล้ประตูไม่ทันสังเกตุ ไทซุ่กลับได้ยินที่ทั้งสองสนทนากัน นางยืนอยู่ตรงนั้น เนิ่นนาน จนบัดนี้เอ่ยขึ้นว่า พวกเรารับประทานอาหารกัน.. รับประทานอาหารเสร็จ หันซิ่นได้เอ่ยกับนาง ข้าต้องไปแล้ว นางไม่กล่าววาจาใด กลับซบลงในอกของหันซิ่น หันซิ่นโอบนางเบาๆ ข้าจะไปหาเติงไห่ และตามหาพี่ของข้า หลังจากทุกอย่างเป้นปกติ ข้าจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างชาวบ้านร่วมกับท่าน ไทซุ่นางเองพลันร้องไห้แล้ว กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า ท่านต้องรักษาตัวให้ดี และต้องกับมาหาข้า ท่านรับปากข้า ท่านต้องรับปากข้า “ หันซิ่นได้ข้ารับปากเจ้า ทั้งสองร่ำลากันเนิ่นนาน
ชายชราและไทซู่ตามส่งมัน. ...........

อ่านต่อตอนหน้าครับ





โดย : สิบทิศ
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 16 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 9 : 26 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com