Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 2

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5
>> A - Longnight

เรื่อง :

A - Longnight

ลมหนาวเที่ยวสุดท้ายพัดหวน ลมแรงพัดใบม้ในสวนสาธารณะพลิ้วไหวอากาศเย็นสบายและในค่ำคืนที่เงียบเหงาของเมืองที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ใบไม้ที่ปลิวว่อน โคมไฟตามทางเดินส่องสว่างจ้า ต้นไม้มีชีวิตชีวาในยามราตรี แต่ม้านั่งในสวนสาธารณะนั้นไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป
เด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น ราตรีกาลนี้มีแต่ดวงเดือนที่สุกสว่างอยู่เบื้องบน แสงดาวระยิบนะยับในราตรีที่งดงาม เด็กชายที่ย่ำราตรีกาลมาเป็นเวลานานโดยไร้จุดหมาย บรรยากาศที่เงียบเหงายังคงข้างค้างอยู่ในใจ คำถามที่ไม่มีใครไขปริศนายังคงอยู่ในใจตลอดเวลา และนี่คืออีกคืนหนึ่งที่ยาวนานของ แว็มไพร์ที่เปลี่ยวเหงามา กว่า 200 ปี
จาการเดินทางที่ยาวเดินทางอันยาวไกลทำให้เขาอ่อนล้าเพลียแรง เขามาตามหามัน ความสงจำที่หายไป หน้าตาทรุดโทรมผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งก้มตัวอยู่ในเงามืดหลบจากแสงไฟในเซ็นทรัลปาร์ค และในราตรีกาลนี้ เขาต้องโบยบินอีกครั้ง กระแสลมอันหนาวเย็นที่พัดอย่างรุนแรงทำให้เขาบินโซซัดโซเซไปมา อย่างไม่มีจุดหมาย ความคิดของเขาตอนนี้คือ ต้องหาที่พักผ่อนที่มิดชิดจากแสงแดดให้เร็วที่สุด แสงรำไรของตะวันยามรุ่งคืบคลานเข้ามา เขามองเห็นตึกร้างแห่งหนึ่งในย่านชุมชนเก่า ที่เคยมั่งคั่งทางการค้า แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ตึกรามบ้านช่องรกร้างผู้คน กระจกหน้าต่างแตก หรือก็ถูกละเลงด้วยสีสเปรย์
เขาร่อนลง ตรงไปที่หน้าต่างบานที่แตก ซึ่งมันตรงสู่ห้องใต้ถุน เขากำลังจะเกาะเพดาน เขากลับหมดสติไปก่อน นี่คือการพักผ่อนที่เขารอคอย “เอ็มไพร์” บุตรแห่งรัตติกาล ผู้เดินทางจากดินแดนอันแสนไกล..............

-------------------------------------------------------

ตะวันรุ่งทอแสง แสดงใด้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของเมืองนี้ เด็กๆต่างเตรียมตัวไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ก็ต่างรีบเร่งจะไปทำงาน ช่างเป็นเมืองที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย
ขณะที่โต๊ะอาหารของครอบครัว “เล็กซ์ เบตเทิล” ตะโกนขึ้นระหว่างการทะเลาะกันอย่างเมามันของพ่อและแม่
“พ่อ! แม่!ก่อนจะเถียงกันมากว่านี้ ช่วยซื้อ MD อันใหม่ให้เผมก่อนได้ไหมครับ?”
ขวับ! “แล้วอันเก่าล่ะ!” แม่หันมาถาม เสียงอยูในอารมณ์ที่ติดพัน
“พังแล้วฮะ” เขาตอบห้วนๆ
“ก็พ่อกับแม่เถียงกันบ่อยจนผมต้องให้มันจนพังนี่ครับ” เขาพูดอย่างอารมณ์บูด ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่พักหนึ่ง
เล็กซ์ ตักไข่ดาวใส่ปาก คว้ากระเป๋า แล้วหันหลังเดินออกมาทันที
“ผมไปเรียนแล้วนะครับ”
พ่อแม่ยังคงจ้องตากันอยู่.......
เขาออกจากประตูบ้านค คว้าจักรยานคู่ใจ แล้วปั่นออกไปอย่างแรง (สงครามในบ้านระรอกสองเริ่มขึ้น) สายลมเย็นพัดกระทบผิวหน้าอย่างแรง ความสดชื่นทำให้อารมเขาดีขึ้นบ้างเล็กน้อย
“เฮ้อ !”เขาถอนหายใจดังๆออกมา นั้นก็ทำให้เขาสบายใจขึ้นเยอะ
เขาปั่นจักรยานออกมาตามถนนที่ว่างเปล่าใจยามเช้าของวันที่อากาศสดใส แป๊บเดียวเขก็มาถึงโรงเรียนเสียแล้ว เล็กซ์มาถึงโรงเรียนก่อนใครเพื่อน แต่ในไม่ช้า เพื่อนสนิทของเขาก็มาสมทบ “เคลวิน แจ็กสัน”

“เฮ้เพื่อน!” “มาเช้าจังวันนี้” เคลวินถามพลางเข้ามานั่งข้างๆ
“ไหง หน้าบูดเหมือนตูดเป็ดอย่างนั้นหละ”
“ก็ที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยหนะ” เล็กซ์ตอบอย่างไร้อารมณ์
“เหตุการณ์ปกติ เดี๋ยวก็ดีเอง” เคลวินบอกอย่างเป็นมิตรและห่วงใย คนในโรงเรียนมาเยอะแล้ว แต่เขาสองคนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แล้วสิ่งหนึ่งก็ได้หยุดทุกสิ่งไป
“ลูน่า เบลล์” สาวในดวงใจของเล็กซ์นั้นเอง วันนี้เธอแต่งชุดสีชมพู (น่ารักทีเดียว)เธอเดินผ่านไปกับเพื่อนของเธอ แล้วชำเลืองยิ้มให้เขา
เล็กซ์ยิ้มอย่างเหม่อลอย ลูน่าเป็นเด็กหญิงที่น่ารักมาก ผิวขาว ผมหยักสกสีบรอนส์ หน้าตายิ้มแย้มตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้เล็กซ์กำลังเคลิ้ม...................................ออด!
เสียงออดดังขึ้นอย่างกระทันหัน เล็กซ์สะดุ้งตื่น หนังสือหล่นจากมือ พลัก !
เขาต้องเผชิญกับสายตาของคนรอบข้าง เสียงหัวเราะปนกันสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น (เนื่องจากน้ำลายเขายืดด้วย)
“แกเอ๋ย! ทาเมื่อกี๋โคตร ทุเรศ เลยวะ ฮึๆๆๆๆ” เคลวินบอกไปหัวเราะไป
เขาต้องเก็บความอับอายแล้วรีบเข้าเรียน
ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ เป็นคาบสุดท้ายของวันนี้
“เล็กซ์” เคลวินสะกิดเรียกเบาๆ
“อะไร?” เล็กซ์กระซิบถามต่อ
“ฉันมีที่เล่นใหม่แล้วว่ะ....เราไปกันเย็นนี้เลย
“ที่ไหนวะ?” เขาถามต่อ
“เดี๋ยวก็รู้น่า” เคลวินรีบพูดแล้วหุบปากเร็วผิดปกติ
เล็กซ์หันกลับมา “ฉิว!” เสียงวัตถุแวกอากาศ แท่งชอล์กแท่งยาวพุ่งมาด้วยความเร็วสูงราวกระสุนปืน ตรงมาที่หน้าเขา
“อุบส์...”มันตรงเข้าปากเขา
“ฮ้า...ฮ้า ...ฮ้า...”เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของเพื่อนๆในห้องเรียนดังออกไปจนถึงระเบียงทางเดิน
“เล็กซ์ เบตเทิล” “ออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้ อาจารย์สั่ง
เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ประตูทุกประตูในระเบียงทางเดินเปิดผางออก นักเรียนหลั่งไหลออกจากประตู
เล็กซ์ยืนขาเดียว กางแขน คาบไม้บรรทัด เผชิญกับเสียงหัวเราคิกคักของนักเรียนทั้งหลายอีกครั้ง ลูน่าเดินผ่านตัวเขาไป เขาก้มหน้าสุดชีวิต ความอับอายแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว
“แล้วเจอกันที่ เซ็นทรัลพาร์ค ม้านั่งหมายเลข 3 นะ” เคลวินบอกเขาก่อนหันหลังกลับบ้าน 5 นาทีต่อมา เล็กซ์ก็ถูกปล่อยตัวกลับบ้าน พร้อมการบ้านที่อื้อซ่า

.............................................................................................................................................. ในอาทิตย์หน้าก็เป็นสัปดาห์สอบแล้ว อีกไม่กี่อาทิตย์ก็เป็นวันที่ทุกคนตั้งตารอ นั้นก็คือการปิดเทอมในช่วงซัมเมอร์นั้นเอง ทุกคนเริ่มอ่านหนังสือสอบกันแล้ว แต่เล็กซ์กันเคลวินยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเขาซะเลย ยังคงหาเรื่องสนุกกันอยู่ทุกวัน วันนี้ก็เช่นกัน

บรรยากาศยามเย็นของเซ็นทรัลพาร์ควันนี้ ดูอึมครึมเงียบเหงาไม่ค่อยมีคน เล็กซ์นั่งรอเคลวินตัวหนึ่งใกล้ๆกับต้นสนและบ่อน้ำในสวน มีรอยลิกควิดเปเปอร์เขียนหมายเลข 3อยู่บนพนักพิง ลมพัดรำเพยอากาศค่อนข้างอบอ้าว และในที่สุด เคลวิน ก็ปั่นจักรยานมา พร็อมกับไฟฉายกระบอกหนึ่ง
“นายเอาไอ้นั้นมาทำไมหนะ” เล็กซ์ถามอย่างสงสัย
“เรามีอะไรต้องสำรวจกันนิดหน่อย” เคลวินตอบอย่างร่าเริง
“แล้วเราจะไปที่ไหกันหนะ”
“ตามมาเดี๋ยวก็รู้”
ทั้งสองป่านจักรยานออกจาเซ็นทรัลพาร์ค เข้าสู่ถนนใหญ่ วันนี้การจราจรเบาบางลงไปถนัดตา เคลวินเลี้ยวไปทางย่านชุมชนเก่า แล้วเขาก็หยุดรถตรงหน้าตึกร้างแห่งหนึ่ง มันเคยเป็นสำนักงานธนาคารเก่า ที่ร้างมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็เหมือนกับกิจการต่างๆในแถบนี้ที่ซบเซาจนต้องปิดตัวลงกันจนหมด
“เรามาที่นี่กันทำไม?” เล็กซ์ถามอย่างแปลกใจ
“ก็นี่ไง...ที่เล่นใหม่ของเรา”เคลวินบอกพลางยิ้มอย่างร่าเริง
“โลเคชั่นเหมาะที่สุดสำหน่วยปฏิบัติการพิเศษ S.W.A.T จิ๋ว ฮ้าๆ” เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ
“แค่สองคนนี่นะ”
“ไม่ใช่แค่เรา หรอก ยังมีพวกไอ้ทิมมี่ไงที่จะเล่นกะเรา”
“นายยังไม่เข็ดรึไง คราวก่อนมันก็หลอกนายไปขโมยลูกหมาคุณนายโบนส์ ”
“แล้วฉันก็รับเคราะห์แค่คนเดียว....ฉันรู้น่า”เคลวินพูดอย่างรู้ดี
“ที่นี้แหละฉันจะเอาคืน ….55”
“แล้วนายรู้จักที่นี่ได้ไงอ่ะ”
“ก็ไอ้พวกนั้น บอกไง”
แล้วในขณะนั้นทุกอย่างก็เงียบฉี่ ทั้งๆที่เคลวินยังไม่หยุดพูด แต่เล็กซ์รู้สึกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย ลมเริ่มพัดแรงขึ้น เศษใบไม่แห้งปลิวว่อน
“ปัง!” ประตูธนาคารเปิดออกอยางแรง
“อ้า............ก” เคลวินแหกปากร้องพลางคว้าจักรยานปั่นออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง
“รอด้วย” เล็กซ์รีบปั่นตามเคลวินที่ปั่นอย่างบ้าระห่ำ
เวลานั้นใกล้มืดแล้ว
“นายเป็นอะไรไป ฮ่ะ!” เล็กซ์ถามเคลวินอย่างฉุนๆ
“ผ...ผีหลอก....” เคลวินตอบอย่างสั่น
“ไอ้พวกนั้นหลอกเราไปให้ ผีหลอก..”
“บ้า..น่า..ผีเผอมีที่ไหนกัน..นายตีโพยตีพายไปเอง”
“พรุ่งนี้มาพิสูจน์กันเลย...ถ้าไม่เชื่อ”เคลวินยื่นข้อเสนอ
“นายเอาเหอะ...ฉันขอบาย”
“ไม่เอาน่า เคลวิน นายจะยอมแพ้ไอ้พวกนั้นเหรอ”
“ฉันไม่ได้ยอมแพ้พวกนั้นซะหน่อย แต่ฉันยอมแพ้ผีต่างหากเล่า” เคลวินแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“งันพรุ่งนี้เจอกันที่เดิมนะ” เล็กซ์รีบตัดคำ แล้วรีบปั่นจักรยานกลับบ้านทันที
“ อ้าว !.... ซวยล่ะสิทีนี้” เคลวินอุทานออกมาพลางปั่นจักรยานออกจากสวน
...............................................................................

วันต่อมา เคลวินไม่มาตามนัดอย่าที่เล็กซ์คิดไว้ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการไปตามตัวถึงบ้านนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เล็กซ์ต้องเสียเวลาในการเกลี้ยกล่อนเคลวิน จนเคลวินพูดออกมาว่า
“เดี๋ยว!.....คอยแป็บนะ” แล้วเขาก็ขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง แล้วย้อนกลับลงมาพร้อมเครื่องรางของขลังที่มีอยู่เต็มคอ (มีทุกศาสนาเลย) “เราไปกัน...ได้หรือยัง?” เล็กซ์ถาม
“อ............อ....อ.อ เอา..ดิ” เขาตอบอย่างกระอึกกระอัก
เมื่อทั้งสองยืนอยู่หน้าธนาคารร้าง เขาจอดรถจักรยานไว้ข้างกาย ลมเริ่มพัดแรง เช่นเดียวกับการสั่นของขาเคลวิน เหมือนโทรศัพท์มือถือรุ่นเดินได้
ปั้ง! ประตูธนาคารเปิดออกอีกครั้ง เคลวินไม่ลังเลใจเลยที่จะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“ฉันไม่เอาแล้ว...”.เขาคว้าจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างแรง แต่มันปั่นไม่ไป มีอะไรบางอย่างดึงขาเขาไว้
“ช่วยด้วยๆ.....ผีดึงขาชั้น”
เล็กซ์นั้นเองที่เป็นคนดึงขาเขาไว้
“ปล่อยๆ....ป..ปล่อยกูสิวะ” เคลวินโวยวายเหมือนเด็ก
แล้วเหตุการณ์ก็หยุดนิ่ง เมื่อเขาทั้งสองดิ้นเสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อยู่ข้างในตึกนั้น เล็กซ์วิ่งเข้าไปในตึกทันที มีเคลวินตามหลังมาติดๆ เด็กหญิงวิ่งขึ้นบันไดไปที่ชั้นบน แต่เล็กคว้าข้อเท้าเขาไว้ได้ เมื่อเด็กหญิงหันกลับมา เล็กซ์อ้าปากค้างแล้วปล่อยมือทันที
ให้ทายซิว่าใคร.............
ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ
ลูน่า หญิงในดวงใจของเล็กนั้นเอง......
“นี่เธอสนุกนักใช่ไหม?” เคลวินถามอย่างฉุนเฉียว
“ก็นิดหน่อยอ่ะ” ลูน่าตอบอย่างร่าเริง
“เธอมาทำอะไรที่นี่” เล็กซ์รู้สึกตัวร้อนผ่าวเมื่อเอ่ยปากถาม
“ ก็ฉันได้ยินพวกนายจะมาเล่นหน่วย จู้จี้ อะไรน่ะ”
“หน่วยปฏิบัติการจู่โจม S.W.A.T ! ของเรามีแต่ผู้ชายเท่านั้น”
“แต่ฉันจะเล่น!” ลูน่าเถียง
ในขณะที่ทั้งสองเถียงกันอยู่นั้นก็มีอไรบางอย่างดึงดูดความสนใจของเล็กซ์ไป
หนูตัวหนึ่งนอนตายอย่างน่าสยดสยองที่สุด มีอะไรบ่างอย่างกัดตัวมันแล้วดูดเลือดของมันจนหมด ตอนนี้เขายืนอยู่หน้าบันไดห้องใต้ถุนแล้ว มีอะไรบางอย่างบอกให้เขาลงไปข้างล่าง ขณะที่ทั้งสองนั้นยังคงเถียงกันอย่างเมามันอยู่ (เรื่องสิทธิในความเท่าเทียมกันของสังคมนั้นแหละ)
“เคลวิน!” เล็กซ์ตะโกนเรียกเสียงสั่น
“อะไรว่ะ!” เคลวินขานอย่างลืมตัว
“มาดูอะไรตรงนี้สิ.....ข้าล่างนี่!”
“เธอไปดิ” เคลวินบอกลูน่า
“เธอไปดิ...เขาเรียกเธอนิ” ลูน่าโต้
“ทั้งสองคนนั้นแหละ....มานี่.เร็ว!” เล็กซ์ตะโกน
ทั้งสองวิ่งตามลงไปทันที มีเด็กชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น เล็กซ์วิ่งไปอุ้มร่างของเด็กชายขึ้นมา ตังเขาเย็นเฉียบ หน้าตาซีดเซียว ไร้สีเลือด
แล้วตาสีแดงก็เบิกโผลงขึ้น พร้อมแยกเขี้ยวอันแหลมคม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

…………………………………………………………………………………………..

เคลวินผงะถอยหลังไปยังประตูอย่างอัตโนมัติ
“ปัง!” เสียงประตูปิดกระแทกต่อหน้าเคลวิน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งอย่างวังเวง หน้าของเคลวินซีดเผือดสุดๆ ในขณะที่ตาสีแดงเพลิงของเอ็มไพร์นั้นกลับริบรี่ลง ลมหายใจก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าเขาจะจากไปอย่างทุกทรมาน......
เล็กซ์ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขากัดนิ้วตัวเองหยดเลือดใส่ปากเอ็มไพร์ แสงที่ริบรี่ในดวงตาของเอ็มไพร์นั้นกลับมีประกายอีกครั้ง เรี่ยวแรงที่หายไปกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยพล่าเลือนเห็นภาพอย่างแจ๋มชัดขึ้น ภาพของเด็กชายผู้ช่วยชีวิตของเขาอยู่ตรงหน้านี้เอง..... เอ็มไพร์ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคุกเข่าต่อหน้าเล็กซ์ ที่ตอนนี้กำลังอึ้งและมึนงงกับการกระทำของตัวเอง
“นายทำอะไรนะ”
“ไม่เอาน่าลุกขึ้น...!” เล็กซ์พูดอย่างตื่นๆ
“นายท่าน....ข้าน้อย.....ประทานโทษ” เอ็มไพร์ยังไม่ยอมลุกขึ้น
“ท่าน ช่วยชีวิตข้า ข้าต้องตอบแทนคุณนี้”
“ไม่เอาน่า...ลุกขึ้น!…นายเทิ่นนายทั่นอะไรกัน...ฉันรับมันไม่ได้หรอก..ลุกขึ้น!”
“ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า....ไม่มีอะไรจะสมควรไปกว่านี้แล้ว”เขาพูดแต่ก็ยังไม่ยอมลุกขึ้น
“งั้นนายเป็นเพื่อนเราก็พอแล้ว” เล็กซ์พูดพลางจับไหล่แล้วพยุงเอ็มไพรลุกขึ้น
“เพื่อนเหรอ?” “เจ๋งนี่เป็นเพื่อน...ว่าแต่เขาไม่กินเราแน่นะ” ลูน่ากระซิบถามเลกซ์
“เขาก็ไม่เห็นอันตรายตรงไหนนี่”
“ว่าแต่นายชื่ออะไร....” เล็กซ์ถาม
“ข้าคือมีนามว่า เอ็มไพร์” “แล้วท่านล่ะ”
“เราชื่อ เล็กซ์....นี่เพื่อนเรา ลูน่า และ เคลวิน”
“เคลวิน... เคลวิน... เคลวิน..!” เล็กซ์ตะคอก
“ฮะ! อย่าทำไรผมเลย....อย่าฆ่าผมเลย....ผมกลัวแล้ว..ฮือๆๆๆ” เคลวินสะดุ้งเฮือกแล้วก็เพ้อไปต่างๆนาๆ
เมือสติสะตังกลับคืนมาอย่างครบถ้วนแล้ว คำถามต่างๆก็ผุดขึนมาในหัวของเอ็มไพร์อย่างรวดเร็วอย่างสุดจะห้ามได้
“เออ ท่าน ที่นี่ที่ไหน และเมื่อไหร่”
“ที่นี่นิวยอร์ก”
“เมืองยอร์กเหรอ....”
“เปล่า....นิวยอร์ก” เล็กซ์ย้ำอีกครั้ง
“แล้วนิวยอร์กนี่มันอยู่ส่วนใดของยุโรปหรือท่าน”
“เรียกเราว่าเล็กซ์เถอะ...มัน..เออ..นะ”
“ก็..ยังไงอะ...แบบว่า..มันอยู่คนละแผ่นดินกันหนะ” เขาพยายามอธิบาย
“ข้าออกมาไกลบ้านขนาดนี้เหรอนี่..แล้วเมื่อไหร่?”
“ก็ปี ค.ศ. 2005”
“กว่า 200ปี แล้วสิ” เขาพึมพำกับตังเอง
“ทำไมเหรอ ข้าจากที่ๆข้ามา กว่า200ปีแล้ว”
คำถามต่างๆ พรั่งพรูออกจากปากของเอ็มไพร์ โดยมี เล็กซ์ ลูน่า และเคลวินบ้างเล็กน้อย ตอบปํญหาเหล่านั้น
“เฮ้ย..ให้ตาย..จะห้าทุ่มแล้ว” เคลวินอุทานขึ้น
“ฮ้า!” ทั้งสองร้องออกมาพร้อมกัน
“อะไรหรือท่านทุ่มๆ” เอ็มไพร์ถาม
“เออเอ็ม..เราต้องกลับกันแล้ว..” เล็กซ์บอก
“อ๋อ..ข้าเข้าใจ..มันดึกแล้วสำหรับมนุษย์” เอ็มไพร์พูดอย่างคอตก
“งั้นข้า จะไปส่ง”
ตลอดการเดินทางกลับ เป็นทีของทั้งสามทีถามเรืองของเอ็มไพร์บ้าง ทั้งสี่พูดคุยกันอย่างเฮฮาตลอดทาง อย่างน้อยชีวิตของเขาก็มีชีวิตชีวาขั้นมาอีกหน่อย
เอ็มไพรยังครุ่นคิดเรื่องหยดเลือดของเล็กซ์ที่คืนพลังชีวิตให้เขาได้ด้วยเลือดเพียงไม่กี่หยด เขาเป็นใครน้า รู้เพียงอย่างเดียวก็คือเขาคือคำตอบของทุกสิ่ง....
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^



โดย : hopbit
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 9 ม.ค. ปี 2006 [ เวลา 22 : 51 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com