Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 3

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5
>> เอริก กับ ดาบแห่งเวทย์มนต์

เรื่อง :

เอริก กับ ดาบแห่งเวทย์มนต์

บทที่ 1

จุดเริ่มต้น

ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งลายล้อมไปด้วยหุบเขาสูงใหญ่สลับกันเป็นฟันปลานับหมื่นๆไมล์ และพงไพรกว้างขวาง ท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดโชย เย็นสบาย ฝูงนกนานาชนิดเที่ยวบินสวนกันไปมา สัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ล้วนแต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ในเวลาที่แสงอรุณลับขอบฟ้า ดอกทานตะวันที่หันสู้แดดก็หันคล้อยตามพระอาทิตย์ที่ใกล้ตก เรือประมงลำมหึมาหลายลำกำลังแล่นข้ามมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้ามาจอดยังท่าเรือ แสงสว่างเริ่มจะลับขอบฟ้า แสงแห่งตะวันพลบค่ำลงมาเล็กน้อยเข้ามายังชายฝั่ง เป็นเวลาที่มนุษย์หลายคนกำลังกลับจากการทำงานอันหนักหน่วงตั่งแต่เช้า บางคนก็รีบวิ่งลงจากเรือ บางคนก็ก็ทำท่าทุลักทุเล
ในขณะที่มนุษย์กำลังลงจากเรือประมงลำมหึมาลำหนึ่งอย่างทุลักทุเล และรีบร้อนอยู่นั้น
ก้อนเมฆที่กระจัดกระจายกันอยู่ค่อยๆเข้ารวมตัวกันทีละนิด จากก้อนเล็กๆกลายเป็นก้อนใหญ่ และมันใหญ่ตัวขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จากนั้นไม่นานก้อนเมฆเหล่านั้นค่อยๆจางหายไปและมีลำแสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากท้องฟ้าเป็นแนวยาวลงสู่มหาสมุทร
มนุษย์ทุกคนต้องตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ในลำแสงนั้น มันคือ ยูเอฟโอ(UFO) ยูเอฟโอ ยิงลำแสงสีม้วงเข้มมากลางท้องฟ้า แล้วลำแสงสีม้วงเข้มก็แผ่ออกมาทั่วบริเวณนั้น ร่างกายของพวกค่อยๆกลายเป็นสี้วงเข้มแล้ก็กลายเป็นดังเดิม จากนั้นทุกคนก็เงียบกริบ เข้าแถวกันอย่างมีระเบียบราวกับเป็นทหาร นัยน์ตาของพวกเขานิ่งเฉยไร้จิตวิญญาณราวถูกสะกดด้วยเวทมนต์ และทันใดนั้นเองร่างอันมหึมาได้ค่อยๆปรากฏกายออกจากยูเอฟโอ ร่างที่ปรากฏออกมามันน่ากลัวมาก ผมสีแดงคล้ายเลือด แถมยังมีดวงตาอันน่าเกลียดน่ากลัว นั่นคือนายพล กรีวัท ที่จริงแล้วนายพลกรีวัทเป็นทหารของประเทศอังกฤษ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนายพลกรีวัทจึงไปอยู่กับพวกยูเอฟโอ
นายพลกรีวัทพูดกับพวกมนุษย์ต่างดาวแล้วมนุษย์ต่างดาวจึงสั่งมนุษย์ที่ถูกสะกดให้เดินทางไปลอนดอน เพื่อไปถล่มลอนดอน
เมื่อทุกคนได้ยินคำสั่งจึงออกเดินทางด้วยการเดินเท้า พวกเขาเดินข้ามวันข้ามคืนโดยไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่มีการหยุดพักเหนื่อย ไร้อารมณ์ขบขัน และไม่พูดไม่จา เพียงไม่กี่วัน ก็ถึงลอนดอน
นายพลกรีวัทได้พากำลังพลของเขาไปตั้งแนวรบในชานเมือง พร้อมที่จะโจมตีทุกเวลา โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานมาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว ในค่ำคืนนั้นเองนายพลกรีวัทก็สั่งคนที่ถูกสะกดให้โจมตีลอนดอน
“ค่ำคืนนี้พวกเจ้าเผาบ้านเมือง ฆ่าทุกคนอย่าให้เหลือแม้แต่เด็กก็ไม่ยกเว้น”นายพลกรีวัทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อเสียงอันเย็นชานั้นเงียบลงมนุษย์ที่ถูกสะกดก็เข้าทำลายกรุงลอนดอนอย่างไม่รีรอ หลังจากนั้นบ้านเมืองที่เป็นระเบียบและสวยงามก็พังทลายลงเหลือเพียงซากปะหรักหักพังของบ้านเรือน บางบ้านก็มีไฟลุก บ้างก็ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วกรุงลอนดอน รุ้งเช้ากรุงลอนดอนก็ไม่เหลือซาก

------------------------------------------------------

บรรยากาศที่เงียบเชียบและวังเวงขนาดนี้ไม่เคยมีที่ใหนมาก่อนแม้แต่สุสาน สิ่งแวดล้อมค้างๆลายล้อมไปด้วยรูปภาพนายกรัฐมนตรีสมัยต่างๆและธงของชาติต่างๆมากมาย
ชายผมทอง รูปร่างสูง แต่งชุดเครื่องแบบทหารกำลังหมกมุ่นอยู่กับเอกสารกองมหึมาที่อยู่บนโต๊ะอย่างทุลักทุเล
“ท่านนายพลครับ! แย่แล้วครับ”นายทหารผมดำดกคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับวิ่งมาหานายพลจานอสอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรหรือ ตะโกนซะเสียงดังเชียว”นายพลจานอสกล่าว พร้อมกับชำเลืองมองนายทหารคนนั้นด้วยใบหน้าฉุนเฉียว คิ้วที่ขมวดเป็นปมของนายพลจานอสทำนายทหารผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเมื่อได้เห็นมัน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ ตอนนี้¬¬นักโทษในเรือนจำกลางได้แหกคุกออกมาแล้ว 20 คน”
“กระจายกำลงออกตามล่านักโทษพวกนั้นเร็ว!”นายพลกล่าวแก่นายทหารด้วยเสียงหนักแน่น
“ครับ! ท่านนายพล”นายทหารผู้นั้นกล่าวด้วยท่ายืนตรงแล้วจึงรีบวิ่งออกไปเพื่อไปแจ้งแก่ผู้กองเอริกในขณะที่นายทหารผู้นั้นกำลังเร่งรีบ
ปัง
เสียงปืนดังขึ้น ลูกกระสุนพุ่งออกจากกระปอกปืนถูกนายทหารผู้นั้นเข้าอย่างจัง เขาค่อยๆล้มลงอย่างช้า ร่างกายของเขาพยายามที่จะวิ่งแต่เลือดของเขาค่อยๆไหลออกจากบาดแผลที่ถูกกระสุนวิ่งผ่าน เขาค่อยๆหมดแรงหน้าตาของเขาซีดเขียวราวกับคนตายแล้วได้ 3 วัน นายทหารผู้นั้นกวาดสายตาไปรอบๆเขาคิดได้ว่ามีโทรศัพท์มือถืออยู่ในกระเป๋า เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่โทรไปหาผู้กองเอริก
“เอริก! มีคำสั่งให้แกตามจับนักโทษที่แหกคุก”
“โอเค แล้วตอนนี้นายอยู่ที่ไหน”เอริกไม่ทันได้ยินเสียงตอบของนายทหารผู้นั้น เขาก็สิ้นใจเสียแล้ว ที่จริงแล้วนายทหารผู้นั้นก็คือเพื่อนรักของผู้กองเอริก ชื่อ จอร์น
หลังจากที่เขาไม่ได้ยินเสียงของจอนโทรศัพท์ของเขาก็มีเสียงแทรกเข้ามา เป็นสายของท่านนายกรัฐมนตรี เขาจึงรีบรับสายทันที
“สวัสดีครับท่านนายกรัฐมนตรี”เอริกกล่าวด้วยเสียงนิ้มนวล
“ตอนนี้ทางสายสืบของเรา ได้สืบมาว่านายพลกรีวัทยังไม่ตาย”นายกพูดด้วยเสียงที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“จริงหรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรี”
“ใช่ ผมขอให้คุณช่วยสืบเรื่องนายพลอีกแรง”
“ครับ แค่นี้นะครับ”ไม่ทันที่เอริกจะวางสาย
บึ้ม
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปรอบพื้นที่ที่เอริกยืนอยู่ เอริกรีบหมอบลงกับพื้นดินที่มีหญ้าอยู่นิดหน่อย และ
บึ้ม.........บึ้ม.........
ระเบิดอีกสองลูกระเบิดขึ้นแต่ตอนนี้มันระเบิดตรงที่ที่เอริกหมอบอยู่ โชคยังดีที่เอริกคลานหนีได้ทัน ไม่งั้นร่างของ เอริกคงระเบิดเป็นจุน หลังจากที่เอริกตะเกียกตะกายคลานหนีระเบิด นายทหารสวมเสื้อกล้ามประมาณ 10 คนรีบวิ่งฝ่ากองเพลิงตรงมายัง เอริก และอุ้มเอริกวิ่งผ่ากองเพลิงไปขึ้นรถพยาบาล ดูจากภายนอกแล้วไม่ค่อยมีบาดแผลอะไรมากนัก แต่ภายในไม่มีใครรู้ และ

ปึ่ง
รถพยาบาลที่วิ่งมาด้วยความเร็ว สะดุดก้อนหิน และวิ่งต่อไปด้วยความเร็ว ไม่ช้านัก...รถเริ่มวิ่งช้าลง นายทหารคนหนึ่งจึงหันไปถามคนขับรถพยาบาลว่า
“รถเป็นอะไรทำไมวิ่งช้าลง”
“ไม่มีอะไรครับ แค่ข้างหน้ามีด่านตรวจ เราเลยต้องขับช้าลงกว่าเดิมคับ”คนขับรถพยาบาลพูดตะกุกตะกักแล้วจึงหันกลับไปขับรถ และ
ปัง
คนขับรถพยาบาลถูกยิงรถจึงเสียหลักพลิกคว่ำ รถพยาบาลกลิ่งไปบนถนนราวกับลูกโบว์ลิ่ง นายทหารที่อยู่ข้างในพยายามตะเกียกตะกาย เมื่อออกมาได้จึงพยายามช่วยเอริกออกมา แต่ทว่า รถพยาบาลนั้นถูกบี้จากการพลิกคว่ำ จึงยากต่อการช่วยเหลือ นายทหารทุกคนที่รอดชีวิตจึงช่วยเอริกออกจากรถจนสุดความสามารถ และแล้วเอริกก็ออกจากรถพยาบาล แต่อาการก็หนักเอาการ เอริกไม่มีแรงเหลืออยู่อีกจึงได้แต่นอนนาบอยู่กลางถนน
และแล้วผู้ที่ยิงคนขับรถพยาบาลก็ค่อยๆเผยตัวออกมา ทุกคนตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าของพวกเขา มันคือสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเชื่อว่ามีจริง ทั้งๆข่าวก็ออกอย่างคึกโคม มันก็คือ เอเลี่ยน นั่นเอง
ด้วยความตกใจนายทหารทุกคนจึงวิ่งหนี เหลือนายทหารเพียงคนเดียวที่ไม่วิ่งหนี นายทหารผู้นั้นก็คือ เอเลี่ยน ที่ปลอมตัวมาเพื่อจะจับตัวเอริก ในขณะที่เอริกสลบอยู่นั้นพวกเอเลี่ยนได้พาเอริกมายังที่แห่งหนึ่ง ณ ที่นั้นเงียบสงัด เต็มไปด้วยเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ ดูแล้วคล้ายห้องแลป
“อีซู...ปูลาเย”นายพลกีวัทพูดกับหัวหน้าเอเลี่ยน เมื่อนายพลกรีวัทพูดจบ เอเลี่ยนที่คุมตัวเอริกอยู่ก็พาเอริกไปที่เครื่องมืออะไรบางอย่าง เอเลี่ยนทุกตัวมายืนล้อมรอบเอริกรวมถึงนายพลกรีวัทก็มายืนด้วยเช่นกัน
วี้ด..............
มีเสียงบางอย่างดังขึ้นและอยู่ดีๆ ก็มีลมกรรโชกแรง พัดลงมาจากข้างบน เอริกพยายามมองขึ้นไปดู และภาพที่เขาเห็นเหนือหัวของเขาก็คือ วงแหวนอันใหญ่ที่กำลังหมุนอยู่ และ
บึ่ม
ลำแสงสีเขียวพุ่งออกมา จากจุดศูนย์กลางของวงแหวนลงมายังที่ที่เอริกยืนอยู่
ทุกคนกำลังล่องลอยในประตูมิติ มีบางสิ่งบางอย่างดูดพวกเขาไป ข้างหน้าของพวกเขาสว่างมาก
ตุบ
เอริกหล่นลงกับพื้น เขามองไปรอบๆเต็มไปด้วยลูกกรง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมมันต้องมาเกิดกับชีวิตชั้น”เอริกบ่นพึมพำกับตัวเบาๆ
และเอริกก็สลบไปในเวลานั้น








































บทที่ 2































โจรสาวเลซี




































เอริกเบิกตาขึ้นอย่างช้าๆ เขาชำเลืองมองร่างกายของเขาด้วยความอ่อนหล้า และ พยายามจะลุกขึ้น
แกรก.........
อยู่ดีๆประตูกรงขังก็เปิดออก นักโทษทุกคนรีบวิ่งหนีออกจากกรงขัง นักโทษคนหนึ่งตะโกนออกมาว่า
“เย้! เลซีมาช่วยเราแล้ว พวกเรารอดตายแล้ว”
เอริกก้าวออกจากกรงขังอย่างรวดเร็ว เอริกวิ่งตามพวกนักโทษไป พวกนักโทษวิ่งเข้าไปในป่า เอริกวิ่งตามนักโทษไป แต่เกิดสะดุดหกล้ม ใบหน้าที่คว่ำเข้าหาดินของเขาค่อยเงยขึ้นและเขาก็เห็นงูชนิดหนึ่งคล้ายกับงูเห่ามาก มันฉกเข้าที่ขาของเอริกในทันใด
อ้า.....................
เอริกร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เอริกพยายามจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อไป แต่พิษงูทำให้เขารู้สึกมึนหัวแล้วเขาก็สลบไป
ดวงอาทิตย์ค่อยหายไปทางทิตตะวันตก เอริกสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้าย ฝันที่ไม่มีใครต้องการจะฝันถึง เหงื่อของเขาเปียกชุ่มไปทั่วร่างกาย และมันก็เปียกที่นอนเขาด้วย
“เราจะเอายังไงกับเขาดี”มีเสียงลอดเข้ามาทางช่องลอดของเต็นท์ เอริกจึงเดินออกมาดู เขาเห็นชายแก่ค่อนข้างสูงคนหนึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับหญิงสาวผมยาวผู้หนึ่ง
ชายแก่คนนั้นหันมาเห็นเอริกโดยบังเอิญจึงเอ่ยขึ่น
“เอ้า! ฟื้นแล้วเรอะ”ชายแก่คนนั้นพูดพลางแสยะยิ้ม
“ครับ”เอริกตอบแก่ชายแก่ผู้นั้น
“ที่นี่ที่ไหนครับ”หน้าตาที่ซลึมซะลือของเขาแสดงถึงความอ่อนหล้าของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด
“หมู่บ้านของข้าเอง”ชายแก่ตอบแก่เอริก
“นายชื่ออะไร...มาจากไหน...”หญิงสาวคนหนึ่งถามเอริกอย่างไม่รีรอ
“ไม่เอานา! เลซีอย่าเพิ่งซักเขาตอนนี้เลย...เขากำลังบาดเจ็บอยู่”ชายแก่พูดแก่หญิงสาวผมยาวผู้นั้นด้วยเสียงตำหนิ
“ต้องขอโทษแทนลูกข้าด้วย”ชายแก่คนนั้นพูดพลางก้มหน้า
“ไม่เป็นไรครับ”เอริกเอ่ยพลางส่งยิ้มให้หญิงผมยาว
“ข้าชื่อ แมค”ชายแก่แนะนำตัว
“ผมชื่อ เอริก ครับ”เอริกก็เช่นกัน
“งั้นผมขอไปพักก่อนนะครับ”เอริกพูดพลางส่งยิ้มให้หญิงสาวผมยาวอีกครั้ง
“เชิญ”
กลางดึกคืนนั้นเองเลซีรวบรวมทหารที่จะไปช่วยนักโทษในพระราชวัง เอริกเดินออกาจากเต็นท์เพื่อออกมาเดินเล่น แต่เอริกเห็นเลซีซุ้มอยู่ในโพรงหญ้า เอริกจึงเดินเข้าไปถาม
“เธอจะไปไหนนะ”เอริกาถามเลซีอย่างสนิทสนมราวกับว่าเขารู้จักรกับ เลซีมานาน
“ไปช่วยนักโทษในพระราชวัง”เลซีตอบเอริกโดยไม่หันมามองแต่นิดเดียว
“จะไปช่วยทำไม เขาเป็นนักโทษนะ”เอริกบอกเลซี
“แพะต่างหากเล่า”
“หมายความว่าไง ที่เธอว่าแพะนะ”
“ก็นักโทษที่อยู่ในพระราชวังที่จริงแล้วเป็นคนบริสุทธิ์ ที่ไอ้ เดวิดต้องการจะครอบครองดินแดนอิชเรียน”
“แล้วเดวิดคือใคร”
“มันคือ เมจิคเชี่ยน”
“แล้ว เมจิคเชี่ยนเนี่ยมันคืออะไร”
“ทำไมนายซื่อบื้ออย่างนี้เนี่ย เมจิคเชี่ยนก็คือ พ่อมด เข้าใจใหมคำว่าพ่อมดเนี่ย หรือต้องให้ชั้นอธิบายอีก หะ”
เลซีพูดด้วยใบหน้าฉุนเฉียวพอสมควร
“ไม่ต้องอธิบายแล้ว”เอริกพูดเบาๆด้วยความอาย
“แล้วทำไมไม่ไปบุกมันเลยละ”เอริกเสนอความคิดเห็น
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะไอ้เดวิดมันมีดาบแห่งเวทมนต์อยู่ในกำมือ ถ้าเราเกิดผลีผลามเข้าไป...มีหวังเสร็จมันแน่”
“งั้นฉันไปด้วย”
“ก็ได้”
เมื่อพูดจบเลซีก็ออกเดินทางโดยอ้อมไปทางหลังพระราชวัง และปีนกำแพงเข้า ในขณะที่เลซีปีนขึ้นมา ได้เจอกับทหารในพระราชวัง 4 คน
“ถอยไป.....เดี๋ยวฉันจัดการเอง”เอริกบอกแก่เลซีเพื่อแสดงว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ และมีฝีมือ
“นายนะแหละถอยไป......ที่นี่เขาต่อสู้กันด้วยเวทมนต์”เลซีเดินออกมาข้างหน้าเมื่อพูดเสร็จ เลซียื้นมือทั้งสองข้างออกมา แล้วพูดพึมพำว่า
“อีมุสกา”
ร่างของทหารทั้งสองลอยละล่องออกไปนอกปราสาท
“ว้าว! เยี่ยมไปเลย”เอริกเอ่ยขึ้น
แล้วทุกคนจึงเดินเข้าไปในปราสาท ลอดช่องแคบแห่งหนึ่ง
เอริกมองไปรอบๆช่องแคบนั้น และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อ เมื่อผนังของช่องแคบขยับได้ เอริกไม่เชื่อสายตาตัวตกใจ จึงเอามือมาขยี้ตาแล้วมองผนังนั้นอีกครั้ง ผนังก็หยุดขยับ
“ฮู้!”เอริกถอนหายใจเสียงดังจนเลซีและทุกคนหันมามอง เอริกหยุดนิ่งพร้อมดวงตาที่โตราวกับไข่ห่านของเขาและถามว่า
“มีอะไร”ดวงตาที่กลมโตเป็นไข่ห่านของเขากลอกไปทางซ้าย...ทางขวา...ทางซ้าย...และก็ทางขวา
ทุกคนหันกลับไปเพื่อเดินทางต่ออย่างไม่สนใจ
แต่เมื่อเดินไป นานเข้าก็ไม่ถึงซักที จนทุกคนรู้สึกเหนื่อยหล้าจึงนั่งหยุดพักในช่องแคบนั้น ทุกคนค่อยๆผล็อยหลับไป คนแล้วคนเล่า เหลือเพียงเลซีและเอริกที่ยังไม่หลับ เอริกเดินเข้าไปหาเลซีแล้วเพ่งสายตาไปยังกองทรายกองหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าเลซีประมาณสามคืบ
“นั้นเธอจะทำอะไรนะ”เอริกตะโกนเสียงดังจนเลซีถึงกับสะดุ้งพลางเดินมาหาเลซีอย่างรวดเร็ว
“นี่นายจะตะโกนทำไมเนี้ย”เลซีพูดด้วยท่าทางฉุนเฉียวมาก
“แล้วเธอกำลังจะทำอะไรละ”เอริกถามย้ำแก่เลซีอีกครั้ง
“เดี๋ยวนายก็รู้”เลซีระงับอารมณ์ฉุนเฉียวแล้วหันกลับมายิ้มกับเอริกแล้วทำปากขมุบขมิบซักพักนึง
ฟู่.....................
เปลวไฟพุ่งจากกองทรายที่อยู่ข้างหน้าเลซีเข้าใส่เอริกอย่างรวดเร็วจนหน้าของเอริกดำเมี่ยมผมสีบรอนแดงของเขาไหม้ไฟนิดหน่อย
“นี่เธอทำบ้าอะไรเนี่ย”เอริกพูดด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์ซักเท่าไหร่
“เอ้า! ก็จุดไฟไง”เลซีพูดพลางกวาดลูกตาอันกลมโตของเธอทำท่าทีเยาะเย้ยเอริกอย่างเห็นได้ชัด
ฟิ้ว.......................
ธนูพุ่งตรงมายังเลซี แต่เลซีใหวตัวทัน เลยหลบลูกธนูได้อย่างทันท่วงที เอริกหันไปมองยังต้นทางที่ลูกธนูนั้นพุ่งมา เอริกเห็นทหารนับสิบๆนายวิ่งกรูกันเข้ามาหาเอริกกับเลซี ทั้งสองวิ่งโดยไม่คิดชีวิต ธนูพุ่งมาทางข้างหลังเอริกอีกหนึ่งลูก มันโดนขาเอริกเข้าอย่างจังเอริกล้มลงกับพื้น โดยที่มีเลซีวิ่งร่างเขาไป ภาพที่เอริกเห็นดำมืด เห็นเป็นเงาลางๆ ร่างหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งย้อนกลับมา หญิงสาวผู้นั้นคือเลซี แล้วภาพที่เอริกเห็นก็มืดมิดลง เอริกรู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังล่องลอยอยู่เหนือพื้นแล้วหมุนไปหมุนมาเหมือนลูกดิ่ง ภาพที่มืดมิดค่อยๆสว่างขึ้น แสงสีแดงฉานค่อยๆเจิดจ้าขึ้นมาเปลวไฟลุกท่วมบ้านไม้หลังหนึ่ง มีคนอยู่ในนั้นชื่อ จอห์น เสียงร้องของจอห์นดังโหยหวนไปทั่วพื้นที่แห่งนั้น เอริกรีบวิ่งเข้าไปในบ้านหลังนั้น
บึ้ม........................

















































บทที่ 3




























จัสติน เมจฝึกหัด






















“ไปเอาน้ำมาราดมัน”เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น
“ขอรับนายท่าน”ชายสองคนนั่งคุกเข่าแล้วเอ่ยขึ้นแล้วจึงเดินออกไปข้าง
“ข้ารอเวลานี้มานาน...เลซี”เสียงที่เยือกเย็นดังขึ้นจากชายรูปร่างสูง และหัวล้านคนหนึ่ง เขาใส่เสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ
“น้ำมาแล้วขอรับ”ชายสองคนที่ไปเอาน้ำพูดพลางเดินเข้ามา
“สาดมันเลย”
ซู่..................
ชายสองคนนั้นสาดน้ำใส่เลซีและเอริก
“นี่มันอะไรกันเนี่ย........สาดฉันทำไม”เอริกร้องโวยวายพลางดิ้นไปมา เสียงของเอริกทำให้ เลซีตื่น
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย”เลซีพูดเบาๆอย่างมึนงง
“อ้าว...ฟื้นแล้วเหรอเลซี”เอริกพูดกับเลซี
“คนพวกนี้มันเป็นใคร....”เอริกถามเลซีอย่างไม่รีรอ
“แล้วทำไมถึงต้องจับเรามัดด้วย”เอริกถามต่อ
“ว่าไงเลซี”เสียงที่เยือกเย็นดังขึ้นอีกครั้ง
เลซีหันหน้าขึ้นมามอง เลซีตัสั่นระริกเมื่อเห็นโฉมหน้าของชายผู้นั้น
“เดวิด”เลซีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ
“ชาร์จบอนี่”ร่างอันสูงใหญ่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นชายหน้าตาดีคนหนึ่ง
“จัสติน.....”เลซีตะโกนเสียงหลง
“นี่แกเล่นอะไรของแกเนี่ย”เลซีพูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ซักเท่าไหร่
“แก้มัดชั้นซักทีซิ”เลซีตะโกนเสียงหลงอีกครั้ง
จัสตินรีบแก้มัดให้เลซีและเอริกพลางหัวเราะร่า ทันไดนั้นสายฟ้าสีน้ำเงินเข้มฟาดลงบนร่าง เอริก เลซี และจัสตินอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งสามร้องลั่น เสียงดังกังวานไปทั่วป่า สัตว์น้อยใหญ่ต่างตื่นตกใจ หนีกันพัลวัล
------------------------------------------------------
เอ๊กอี๊เอ๊กเอ๊ก
เสียงไก่ขันในยามเช้าตรู่ พระอาทิตย์ดวงโตค่อยๆโผล่ขึ้นจากทุ่งหญ้าโล่งกว้าง
ช้างโขลงหนึ่งเดินผ่านมายังทุ่งหญ้าโล่งกว้างแห่งนี้
“ตื่น! ตื่น!”ช้างที่เป็นหัวหน้าโขลงพูดพลางเอางวงอันใหญ่เขี่ยร่างของจัสติน จัสตินค่อยๆตื่นขึ้น จัสตินสดุ่งเฮือกเมื่อเขาเห็นฝูงช้างยืนอยู่หน้าเขา
“เอ้า!ตื่นแล้วก็ปลุกพวกของนายถอยออกไป”


โดย : ชัยนุวัตร
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 18 เม.ย. ปี 2006 [ เวลา 15 : 3 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com