Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> เหตุเกิดเมื่อวันที่เธอขอเจอผี( 6)

เรื่อง :

เหตุเกิดเมื่อวันที่เธอขอเจอผี

( 6)

ทางด้านของสิทธิ์ ป๊อกธารภีที่กระโดดลงมาจากเรือนนั้น ต่างก็อยู่ในอาการมึนงงไปตาม ๆ กัน รอบ ๆ ตัวของเขาทั้งสามมีแต่ป่ารกครึ้มมืด ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด

“อ้าว...เฮ้ย ใครช่วยตบให้ชั้นตื่นทีเร็ว!!”

เสียงตื่นตกใจของธารภีดังขึ้นเมื่อเธอเหลียวมองไปทั้งหน้าหลังเธอแล้วก็พบว่ามีแต่ป่าไม้ หาได้มีเรือนสักหลังก็หาไม่ ขนทั่วกายเริ่มลุกชันโดยพร้อมเพรียงกัน


“ตุ๊บ...” เสียงฝ่ามือป๊อกฟาดเข้าเต็บหัวไหล่ของธารภีทำเอาเธอเซถลาไปหลายก้าว

“ไอ้บ้า...แกตีชั้นทำไม หาเรื่องตายเหรอ”

“อ้าวก็อยากบอกให้ตบ ชั้นก็ตบสิวะ แหม่...”

“เฮ้ยสองคนน่ะจะเถียงกันอีกนานไหมวะ หน้าสิ่วหน้าขวานยังจะมัวล้อเล่นกันอยู่ได้”

สิทธิ์ปรามป๊อกและธารภี ทำเอาสองคนหน้าเจื่อนเงียบลงทันที สามคนมองหน้ากันเลิกลัก จะทำอย่างไรกันละทีนี้

ขณะที่ทั้งหมดกำลังยืนงงหน้าเซ่ออยู่นั้น สิทธิ์ได้ยินเสียงดังแว่ว ๆ ทางด้านหลังเมื่อหันไปเหลือบมอง ก็พบเห็นแสงสว่างที่ส่ิองลอดพุ่มไม้ออกมาราง ๆ เขาจึงเดินตรงเข้าไปในป่า ตามแสงสว่างลิบ ๆ ที่มองเห็นที่เบื้องหน้านั้น

“ไอ้ป๊อก ภีตามมาเร็ว”

สิทธิ์เดินนำหน้าหูของเขายังคงแว่วยินเสียงประหลาด ที่จับใจความไม่ได้ ดังที่ริมหูเขาเพียงลำพัง เขาเดินอย่างมั่นใจเหมือนมีคนนำทางโดยมีป๊อกและธารภีเกาะเกี่ยวเขาตาม ๆ กันมา

เมื่อเข้าใกล้พบว่าเป็นกระท่อมหลังย่อม ๆ หลังคามุงแฝกเก่า ๆ แต่ยังดูแข็งแรงกันฝนได้อยู่ ฝาไม้ไผ่แม้จะดูเก่าแก่แต่ก็ปราศจากแมลงมอดกัดกิน ดูจากสภาพคงถูกทิ้งร้างมานานแล้ว


แต่เมื่อสิทธิ์ผลักประตูเข้าไปกลับพบว่า ภายในไม่ได้รกร้างดังที่คิด มีเตาที่ก่อด้วยดินเหนียวและอิฐแดง ตรงกลางบ้าน พื้นบ้านเป็นดินเหนียวที่โรยด้วยกรวดละเอียด มีม้านั่งไม้เก่า ๆ บนโต๊ะไม้ข้างม้านั่งยังมีถ้วยชามหลายใบวางอยู่ ในตะกร้าหวายเก่า ๆ และตะเกียงเจ้าพายุตัวใหญ่ที่ยังเหลือน้ำมันเล็กน้อย ราวกับที่พักชั่วคราวของนายพรานล่าสัตว์


จ๊อก.......เสียงกระเพาะของใครคนหนึ่งทำงาน สิทธิ์เหลือบดูนาฬิกาก็ตีสองกว่าแล้ว ทุกคนเริ่มหิวกันแล้วเพราะช่วงหัวค่ำพวกเขายังไม่ทันกินกันอิ่มหนำเลยสักคนเดียว ธารภีรับอาสาเข้าไปสำรวจที่ซอกเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นที่เก็บของ ในนั้นมีถังไม้เล็ก ๆ มีข้าวสารเหลือติดไว้เล็กน้อยจึงก่อไฟในเตาด้วยฟืนที่เหลือติดบ้าน จากนั้นก็ตักผักดองในไหออกมาผัดกับพริกแห้งพวงโตที่แขวนเรียงรายอยู่ที่หน้าต่าง


แล้วอาหารง่าย ๆ มื้อนั้นก็ประทังหิวให้แก่คนทั้งสามได้รอดตายไปหนึ่งมื้อ แต่ขณะที่กำลังกินข้าวกันอยู่นั้นเอง กลิ่นหอมประหลาดคล้ายกลิ่นธูปลอยมาเข้าจมูกคนทั้งสาม


แล้วคนที่โผล่หน้าเข้ามาในบ้านเป็นคนแรกคือชายแปลกหน้า อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลุงทิวงศ์ ในมือถือธูปกำโตจุดลุกโพลงเห็นควันลอยฟุ้งกระจาย คนที่ตามหลังเข้ามา คือลุงทิวงศ์นั่นเอง


ชายผู้นั้นนำธูปกำนั้นไปปักลงที่พื้นดินข้าง ๆ เตาไฟในห้อง ราวคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี


“ไอ้พลมันกลับจากเก็บหน่อไม้แวะเอาไปขายให้ผมที่บ้านตอนคุณมินาไปตามผมบอกว่าพวกคุณสามคนหายไป ตอนกระโดดจากรั้วบ้านลงมา ไอ้พลสงสัยว่าอาจเข้ามาติดที่บ้านนี้ก็ได้” ลุงทิวงศ์อธิบายคร่าว ๆ ให้สามคนฟัง


ชายชราที่ชื่อพลเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นซึ่งได้รับมรดกตกทอด มาจากพ่อ ซึ่งพ่อได้บ้านหลังนี้มาจากปู่แคล้วอีกทอดหนึ่ง แต่เขาก็มักหาบ้านนี้ไม่พบบ่อย ๆ เวลาที่จะมาพักบ้านนี้ มาพักได้ก็แต่เฉพาะช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ ลุงพลมีอาชีพขุดหน่อไม้หาของป่าไปขาย แล้วก็จะต้องกลับออกไปนอนพักที่บ้านนอกป่า


ลุงพลเล่าเรื่องราวเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ให้พวกสิทธิ์ฟังว่า ตอนสมัยยังหนุ่มแน่น เคยคิดลองดีมานอนพักที่บ้านหลังนี้เหมือนกัน ในดึกคืนหนึ่งแล้วเช้าต่อมาก็พบว่าเขานอนอยู่ที่พื้นหน้าบ้าน เมื่อลองใหม่อีกครั้งในเย็นนั้นเองเขาเดินมาแต่ไกลเขามองเห็นบ้านนี้ แต่เมื่อเข้ามาที่หน้าบ้านกลับหลงวนไปมาจนเช้า จึงมองเห็นตัวบ้านได้!!!


แต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยพบบ้านหลังนี้ในตอนกลางคืนอีกเลยแต่คราวใดที่จำเป็นต้องมาพักหลบฝนในยามมืดค่ำเขาก็จะจุดธูปขอให้พ่อช่วย เขาถึงจะเข้ามาพักหลบฝนได้ชั่วคราว


พ่อลุงพลเคยสั่งไว้ก่อนตายว่า


“อย่าเข้าไปนอนที่บ้านนั้นในตอนกลางคืนโดยไม่จำเป็นจริง ๆ จนกว่าจะมีคนแปลกหน้าสามารถเดินเข้ามาในบ้านนี้ได้เอง เพราะศพแม่รำนวลที่ฝังอยู่ที่หลังบ้านนั้น ก่อนตายนางอธิฐานกำบังตนจากคนบ้านป่าทุกคน เพราะชิงชังคลั่งแค้นที่ตาทดทอดทิ้งเขาไป จึงไม่มีคนบ้านป่าคนไหนจะพบบ้านนี้ได้ในตอนกลางคืนเลย”

“อ้าว แล้วคนมาพักคนก่อนๆ ไม่เคยมีใครเข้ามาที่นี่รึลุง”

ธารภีถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ไม่เคยมีครับ อย่างเก่งก็แค่มาหลับที่หน้าบ้านนี้เท่านั้นเอง เพราะผมเข้ามาที่บ้านนี้ทุกเช้าก่อนล็อกใส่กุญแจไว้ทุกเย็นน่ะครับ”

เสียงพลตอบอย่างอารมณ์ดี

สิทธิ์กับเพื่อนตาลุกโพลงทันที เพราะตอนที่มาถึงสิทธิ์ผลักเข้ามาได้อย่างง่ายดาย!!! ไร้กุญแจล็อก

“อะไรวะ ตอนเข้ามาไม่มีกุญแจสักอัน...” สิทธิ์นึกย้อนไปเมื่อตอนที่เข้ามาอย่างงุนงง

เมื่อพลรู้ว่าสิทธิ์คือคนที่เข้ามาที่บ้านนี้เป็นคนแรกนั่นเอง เขาเลยให้สิทธิ์เดินตามเขาไปที่ลานหลังบ้าน ป๊อกกับธารภีและลุงทิวงศ์ก็ตามไปด้วย

ที่หลังบ้านเป็นลานกว้าง ๆ มีบ่อน้ำที่ยังใช้งานได้ มีไม้ปักเป็นแนวเขตตัวบ้าน ยาวไปตลอดจนถึงต้นไทรใหญ่ ทุกคนเห็นเพียงแค่นั้น แต่สิทธิ์มองเห็นที่ เนินดินที่นูนขึ้นมาติดกับต้นไทรใหญ่ซึ่งมีหญ้าปกคลุมทั่ว ตรงกลางท่ามกลางหญ้าแพรกที่สูงยาว มีดอกไม้ป่าสีขาวขึ้นแซมรำไรมีหมากแห้ง ๆ เกลื่อนไปทั่ว

เขาเดินเข้าไปก้มเก็บมันขึ้นมาดู

“ยายก่อนตายเคยสั่งผมว่า ถ้าวันใดมีคนที่มีวาสนาผูกพันธ์กัน สามารถหาที่ ๆ ฝังย่าทวดได้ให้คน ๆ นั้น ช่วยขุดอัฐิของย่าทวดทั้งสองคนกลับไปฝังที่เรือนไทยครับ”

เสียงลุงทิวงศ์เล่าอย่างเลื่อนลอย ต่อไปว่า


“ยายบอกว่าฝันเห็นที่ ๆ หนึ่งที่ฝังย่าทวดรำนวล มีหญ้าแพรกล้อมทั่วมีดอกไม้ป่ากลิ่นหอมราวดอกพิกุลปลูกเต็มไปหมด รอบ ๆ ที่นั้น มีหมากที่ย่าทวดรำนวลม้วนทุกคืนหล่นเกลื่อนกลาด แต่เราก็หามานานหลายสิบปีไม่เคยเจอเลยท่านเจ้าอาวาสวัดที่คุณยายไปขอความช่วยเหลือเคยบอกว่า คงต้องรอคนที่วาสนาต้องกันมาช่วย คุณสิทธิ์ มองเห็นไหมครับมีที่ตรงไหนที่เป็นแบบที่ผมบอกไหมครับ”


สิทธิ์พยักหน้าสีหน้าเลื่อนลอยปานคนละเมอเดินไปหยิบชะแลงที่ข้างรั้วบ้าน ขุดลงไปที่ตรงกลางเนินนูนแห่งนั้น....อัฐิของรำนวลถูกค้นพบแล้ว..



รุ่งเช้าที่บ้านเรือนไทยหลังแรกลุงทิวงศ์นำอัฐิของทวดทั้งสองมาทำความสะอาด พร้อมนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งวิญญาณให้ท่านทั้งสองไปสู่สุขคติเทอญ หลังเสร็จพิธีทำบุญกระดูกแล้ว จึงนำอัฐิย่าทวดปู่ทวดขึ้นมาตั้งบนโต๊ะ จุดธูปบอกกล่าว


สายมากแล้วเมื่อทิวงศ์ นำอัฐของปู่ทวดทั้งสอง พร้อมกับข้าวของส่วนตัวทั้งหมด ใส่ลงในหลุมลึกกลบดินก่อนปลูกดอกไม้ป่ากลิ่นคล้ายพิกุลรอบ ๆ เนินดินตรงนั้น แล้วนำหมากสดที่ซื้อมาโรยไปรอบ ๆ บริเวณนั้น แล้วตั้งกระถางธูปใหญ่ไว้เซ่นไหว้


“น้องมิ...เมื่อคืนหายไปไหนมา รู้ไหมพี่เป็นห่วงมากแค่ไหน นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้พบกันอีกแล้ว”

สิทธิ์กระซิบถามคนรักเบา ๆ ที่ข้างหูพร้อมกับเอาหัวไหล่เสียดสีเบา ๆ เป็นการออดอ้อน


“ขี้โม้น่าพี่สิทธิ์เป็นห่วงจริงทำไมไม่ตามมิไปล่ะ นี่เล่นปล่อยให้มิถูกพาไปไหน ๆ แล้วหอบกระดูกกลับมาคนเดียวเนี่ยเหรอ ที่เรียกว่าเป็นห่วง เชอะ...”


มินาพูดและงอนใส่สิทธิ์เล็กน้อยก่อนที่มือน้อย ๆ ของเธอจะถูกเขาเกาะกุมไว้ มินาพยามยามสะบัดให้หลุด แต่กลับยิ่งทำให้ถูกกุมแน่นขึ้น


“อ้าว...พูดแบบนี้ คนเผลอเดี๋ยวเจอกัน พี่เป็นห่วงเราจริง ๆ นา รีบตามเราไปแล้วแต่พอกระโดดลงจากบ้าน มันเหมือนกับว่าพี่พลัดไปอยู่ในป่าน่ะสิ พูดแล้วยังขนลุกไม่หายเลย”


“เชอะ...ไม่ต้องเอาผีสางมาอ้างเลยนะ เย็นนี้ทำไก่ย่างรสเด็ดสูตรตาสิทธิ์บ้าให้มินากินเป็นการไถ่โทษด้วย”


ต่อมาชาวบ้านแถวนั้น เมื่อทราบข่าว ก็เริ่มมากราบไหว้บูชาขอพร และมักเรียกที่นั่นว่า เจ้าแม่หมาก ณ ที่แห่งนั้นจึงกลายมาเป็น เสมือนลานบูชาขอความรัก ต่อมาชาวบ้านก็ร่วมใจกัน ขอสร้างศาลเพียงตาไว้ใกล้ๆกัน..เพื่อวางหมากบูชาเจ้าแม่ ..ข่าวลือเหล่านี้ เล่าลือกันไปไกล ชาวกรุงเทพฯก็มีมากคนที่เชื่อ.เหมือนกลุ่มเด็กหนุ่มสาวซนๆกลุ่มนี้ ....และมักแอบมากราบไหว้ พร้อมกับตำหมากตอนเที่ยงคืน ณ ที่นี้ด้วย


.....เจ้าแม่หมากเที่ยงคืน..เพื่อขอพรขอให้รักสมหวังเสมอไป


จบ......................................




โดย : ขุนพลน้อย
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 4 ส.ค. ปี 2006 [ เวลา 23 : 49 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com