Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> มู๋ไปไหน

เรื่อง :

มู๋ไปไหน

หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีทางด้านเกษตรศาสตร์ “ติ๊ก” บัณฑิตใหม่ไฟแรง ผู้เปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะใช้วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างประโยชน์แก่พี่น้องชาวเกษตรกรทั้งหลาย ด้วยการคิดสร้างสวนไม้พันธุ์ผสมเป็นของตัวเอง


แต่แล้วเขาก็ไม่อาจเข้าหุ้นกับเพื่อน ในการที่จะทำ ตามที่ใฝ่ฝันมาแต่เด็กได้ เพราะผู้เป็นพ่อล้มเจ็บ เป็นโรคหัวใจ ติ๊กจึงต้องเข้ามาควบคุมคนงาน เกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงหมูแทนพ่อ

พ่อเลี้ยงหมูส่งขาย หาเงินเพื่อส่งเสียเขากับน้องได้เรียนจนจบปริญญามาแล้ว เขาจึงไม่คิดลังเล ที่จะกลับไปสานต่อกิจการงานของพ่อ เพื่อตอบแทนบุญคุณ


จากวันนั้นเป็นต้นมาฟาร์มหมูสุกรอ้วนพีก็มีผู้บริหารฟาร์มหนุ่มหน้าใสไฟแรงเข้ามาบริหารงานอย่างแข็งขัน ติ๊กรับหน้าทีดูแลแทบทุกเรื่องในฟาร์มโดยมีน้องชาย “ต้อง”เป็นผู้ช่วย


นอกจากนี้พ่อค้าติ๊กก็มีหน้าที่นำหมูไปส่งที่เขียงหมูของเสี่ยพันที่ตลาดในอำเภอ ทุกวันศุกร์ เว้นศุกร์ แต่บางเดือนก็ไปทุกศุกร์เหมือนกัน


“นายหน้ามู๋ ชื่ออะไรนะเรา หมูเที่ยวนี้ดูไม่ค่อยสวยเลยน่ะคู๊ณ เลี้ยงหมูกันยังไงเนี่ยเธอ”


“โห... คุณนายครับ หมูเขาขอแค่สมบูรณ์ก็พอน่ะครับ”


“ตาบ้า ชั้นเป็นนางสาวนะย่ะ เรียกสะแก่เลย”


“คำว่าคุณนาย เป็นการยกย่องคนรวยกร๊าบ”


หลังจากที่ได้ปะทะ คารมกับคุณหนูแดงลูกสาวคนสวยของเสียพัน

ติ๊กก็เริ่มคิดถึงวันศุกร์ อยากให้ถึงวันศุกร์เร็ว ๆ และไม่เกี่ยงงอนกับน้องชาย ที่ต้องขับรถไปส่งหมูทุกเช้ามืดวันศุกร์อีกต่อไป

เขาเฝ้ารอที่จะได้ปะทะคารม กับคุณหนูแดงอย่างใจจดใจจ่อ

“นายมู๋ เตี่ยให้เอาเช็คมาให้ เซ็นชื่อรับตรงนี้ด้วย”

“คุณนายกั๊บ ป๋มกลัวเช็คมันเปื่อยกั๊บ”

“มันจะเปื่อยได้ไง ตาบ๊อง”

“เปื่อยสิกั๊บ ก้อคุณนายเล่นใส่เกลือทั้งกระปุกเมื่อครู่นี้ไง”

ติ๊กหมายถึงกระปุกเกลือป่น ที่หนูแดงเหยาะใส่ไข่ลวก ที่นั่งตักกินตรงหน้าเขานั่นเอง หนูแดงหัวเราะร่า แซวต่อว่า

“งั้นเอาไปลวกก่อนขึ้นเงินสิตามู๋”

“แต่ถ้าลวกแล้วไม่หายล่ะ คุณนายรีบจ่ายเบอร์มือถือมาด้วยดีกว่ากั๊บ เดือดร้อนจะได้ตามตัวได้ถูก”

หนูแดงหน้าแดงเป็นลูกตำลึง รู้ว่านั่นคือการขอเบอร์โทรทางอ้อม แต่หนูแดงก็ไม่ลังเลที่จะให้เขา เพราะเธอยอมรับว่านายมู๋คนนี้ เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ไม่เลวเลย เธอจึงเต็มใจเขียนเบอร์โทรศัพท์ใส่หลังมือเขา


จานนั้นมาทั้งคู่เริ่มสนิทกันมากขึ้น บางครั้งก็ออนไลน์ msn ทักทายกันก่อนนอนอีกครั้งหนึ่งด้วย


จนเข้าเดือนที่สามที่คบกันมา จู่ๆ ตามู๋หน้าจืดคนนั้นก็หายหน้าไปโดยไม่บอกกล่าว นายต้องน้องชายเป็นคนขับรถมาส่งหมูแทน

หนูแดงจึงไปคาดคั้นสอบถามความจริง กับตาต้องน้องชายบ้าบอคอแตกของเขา ซึ่งตานั่นก็มักกวนประสาทสุดๆ ตอบเลี่ยงไปมาอยู่เสมอ จนหนูแดงหงุดหงิดเหลือกำลัง

เนื่องจากว่า เธอก็ได้ชื่อว่า เป็นสาวเป็นนาง ไอ้ครั้นจะไปฉุดนายต้องมาขัง แล้วเฆี่ยนตีให้บอกความจริงก็กระไรอยู่

จึงตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่งโดยพละการ โดยไม่มีการเซ็นรับทราบจากเตี่ยและนายต้องคนขับรถเสียด้วยสิ

ทุกครั้งที่มาส่งหมูแล้ว ต้องจะแวะซื้ออาหารหมูกลับไปด้วย และช่วงเวลาที่รอ คนงานขนกระสอบอาหารหมู มาส่งที่รถนั้น

ต้องจะแวะเข้าไปซื้อโจ๊กที่รถเข็น ซึ่งจอดขายข้างๆบ้านหนูแดง และนั่นคือโอกาสเหมาะที่หนูแดง จะหลบซ่อนตัวในรถของเขาได้ หนูแดงเธอไม่ใช่แค่คิด แต่เธอลงมือทำเช่นนั้นจริง ๆ ด้วย

แล้วเช้าวันนั้นก็มาถึง ต้องไปสั่งโจ๊ก หนูแดงรีบปีนขึ้นไปหลบในรถ แม้จะแทบขาดใจ กับกลิ่นสาบหมู ที่อบอวนทั่วรถก็ตาม

เมื่อต้องจอดรถที่หน้าบ้าน แล้วหิ้วถุงโจ๊กสามถุงเข้าบ้านนั้นเอง หนูแดงที่แอบเข้ามาอยู่ในรถ ต้องรีบกระโดดลงมาสูญอากาศบริสุทธ์เฮือกใหญ่ๆ

เพราะไหนจะต้องทนนั่งหัวฟัดหัวเหวี่ยง กับการขับรถของนายต้อง ไหนจะต้องทนสูดกลิ่นสาบหมูมาตลอดทาง จากนั้นจึงสะกดรอยตามเข้าต้องเข้าไป ที่ตัวบ้าน

หนูแดงเดินไปจ้องๆมองดูอยู่รอบ ๆ บริเวณบ้าน แต่ทว่า...

แปลกจัง???

ทั้งบ้านเงียบวังเวงชอบกล ราวกับไร้คนอยู่อาศัยก็ไม่ปาน?

หนูแดงอ้อมหลบ โต๊ะที่ต้องนั่งกินโจ๊กกับคนงานสองคน ที่ด้านหน้าของเล้าหมู อ้อมรั้วกั้นที่ใช้ต้นไม้ปลูกเป็นแนวยาวแทนรั้วไผ่ หลบเข้าไปที่ตัวบ้านพักคนงาน ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปที่ด้านหลัง

เธอเดินสำรวจรอบบ้านพักเหล่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฎว่าจะมีใครสักคน โผล่หน้าออกมาเลย

จากนั้นจึงแวะเข้าไป ที่บ้านไม้หลังกระทัดรัดนั่น ก็ปิดเงียบ ดูราวกับว่า ทั้งบ้านทั้งเล้าที่กว้างใหญ่มีคนอยู่กันแค่สามคนเท่านั้น ..มันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้กันนะ?


ทิว พ่อของติ๊กกับต้อง มีพี่น้องทั้งหมด 4คน ทิวเป็นลูกคนที่สอง มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อ ไม้ กับน้องชายและน้องสาวอีกอย่างละหนึ่งคน ชื่อทัศกับสร้อย

สร้อยเป็นน้องสาวคนสุดท้อง เป็นคนควบคุมการเงินในบัญชีทั้งบ้าน

ส่วนลุงไม้พี่ชายคนโตนั้น ก็เป็นสัตวแพทย์ ทิวกับทัศน้องชายทำฟาร์มเลี้ยงหมูขาย โดยทำเป็นกงสี อยู่รวมด้วยกันทั้งหมด


น้าสร้อยอายุเพิ่งย่าง 35 แต่ดูอ่อนกว่าวัยมากๆ จึงมีหนุ่มๆมาติดพันอยู่หลายคน แต่น้าสร้อยกลับไปให้ความสนใจ เซลล์แมนหนุ่ม ที่มาจากกรุงเทพฯคนนั้น

และแล้วไม่นานน้าสร้อย ก็หนีตามเขาไป แต่ที่ทุกคนเดือดร้อนมากที่สุด ก็คือตรงที่น้าสร้อย เบิกเงินในบัญชีของกงสีทั้งบ้าน หนีหายไปด้วยนี่แหละ


แล้วมาวันหนึ่ง พ่อของติ๊กพร้อมด้วยลุงไม้และน้าทัศ ก็พาคนงานจำนวนหนึ่งเข้ากรุงเทพไปด้วยกัน เพื่อติดตามค้นหาน้าสร้อย เพราะ เพื่อนของลุงไม้ พี่ชายของพ่อ ไปพบน้าสร้อยที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ จึงรีบโทรมาส่งข่าว

พ่อให้ติ๊กเฝ้าบ้าน แต่ติ๊กห่วงอาการโรคหัวใจของพ่อมากกว่า กลัวว่าพ่อจะกังวล เรื่องตามหาน้าสร้อยจนลืมกินยา จึงต้องติดตามไปคุมพ่อกินยาด้วย

มีเวลาว่างในช่วงที่พ่อพักเหนื่อย จากการเดินตามหาน้าสร้อยทั่วกรุงเทพฯ ติ๊กก็จะแวะไปที่ศูนย์การค้าแห่งนั้น

ซึ่งน้องชายของเพื่อนลุง เช่าซุ้มขายอาหารอยู่ที่นั้น เขาเชื่อด้วยลางสังหรณ์ของตัวเองว่า สักวันหนึ่ง น้าสร้อยต้องมาที่นั่นอีกแน่ๆ ติ๊กจึงไปยืนช่วยขายหมูปิ้งเรียกลูกค้า อยู่ที่หน้าร้านอยู่เสมอ


จากร้านขายหมูปิ้งธรรมดา ติ๊กเสนอแนะให้ลองเปลี่ยนมาเป็นร้านขายข้าวขาหมูรสเด็ด โดยให้สูตรลับที่คุณหนูแดง เคยบอกเขาในครั้งก่อนที่เธอพาติ๊กไปลองชิมที่ร้านญาติของเธอ ซึ่งขายอยู่ใกล้ตลาดเขียงหมูของพ่อเธอนั่นเอง

เป็นขาหมูชนิดที่สามารถกินได้กับข้าวสวย และหม่านโถว (ซาละเปาไร้ใส้)ซึ่งอร่อยต่างจากแบบทั่วๆไปไม่น้อยเลย

ที่ติ๊กยอมช่วยแนะช่วยทำขาหมูนั้น เพราะเขารู้ว่าน้าสร้อยเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินขาหมูกับหม่านโถวสูตรนี้ที่สุด

และแล้วปากต่อปาก ที่มักเป็นสื่อที่ดีและถูกที่สุด ก็ดึงความสนใจน้าสร้อยได้สำเร็จ ขาหมูรสเด็ด อร่อยและถูก แถมมีหม่านโถ่วด้วย

น้าสร้อยจึงหลงกลแวะมาซื้อ ซึ่งติ๊กโทรบอกพ่อกับน้าทัศ รออยู่ที่ด้านนอกศูนย์การค้าแล้ว

ขากลับ น้าสร้อยเดินอย่างไม่ระแวงใดๆทั้งสิ้น พ่อกับน้าทัศ จึงสะกดรอยตามไป จนพบนายเซลล์แมนจอมกระล่อนกับเมียท้องโย้ ที่ร้านอาหารเปิดใหม่ ซึ่งเปิดด้วยเงินที่น้าสร้อยขโมยหนีตามมา

น้าสร้อยรู้ตัวว่าคิดผิด ไปหลงรักผิดคน แต่ก็ไม่กล้ากลับบ้านเสียแล้ว ต้องทนอยู่ร่วมบ้าน มองภาพแสลงใจเช่นนั้นทุกวัน

แต่คนคู่นั้นก็ยังแกล้งเอาใจน้าสร้อยอยู่ เพราะเงินกงสีที่น้าสร้อยขโมยมา นั้น มันยังนอนแช่ตัวในแบ็งค์เกือบทั้งหมด คนทั้งคู่ยังหลอกเอาไปไม่หมด

ลุงและพ่อ ทราบความจริง ต่างเชื่อว่า น้องตัวเองโง่ไปเอง ไม่ใช่คนโกงหรือเลวร้ายอะไร จึงให้อภัย น้าสร้อยจึงขอกลับมา อยู่บ้านอีกครั้ง

เมื่อคนทั้งหมดกลับมาถึงบ้านแล้ว

"ซวยละสิ!!!"

ติ๊กเกิดเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

โรคนั้นคือโรค “คิดถึงคุณหนูแดง”

แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ?? จู่ๆหายหน้าไปตั้งสามเดือน โดยไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเธอไว้เลย

แล้ว นี่ยังคิดหน้าด้านกลับไปหาเธอ จะถูกตีหัวแบะก่อนจะทันอธิบายเรื่องจบไหมน่ะ?

แต่ถึงหัวจะแบะ ติ๊กก็คิดว่าจะไปหาหนูแดงอย่างแน่นอน..ทำอย่างไรได้ล่ะ?..ก็ดันไปชอบเขาเข้าไปแล้วนี่นา..เฮ้อ




โดย : ยามี่จัง
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 8 ส.ค. ปี 2006 [ เวลา 18 : 41 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com