Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> รถเมล์ สาวสวย ความซวยในวันนั้น

เรื่อง :

รถเมล์ สาวสวย ความซวยในวันนั้น

แสงแดดที่อันเจิดจ้ายามบ่ายแก่ ๆ สาดไปทั่วหน้าป้ายรถเมล์บริเวณหน้าสถาบันราชภัฏจันทรเกษม แม้ผมจะเป็นเด็กบ้านนอกคอกนาที่ผจญกับแสงแดดอันแรงกล้ามานับไม่ถ้วน แต่เมื่อจากบ้านนาเข้ากรุงทำศึกษาต่อความแข็งแกร่งของผิวกายที่เคยหาญสู้แดดกลับดูเปราะบางลง ทำเอาผมต้องมองหาร่มเงาที่มีเพียงน้อยนิด ณ ที่แห่งนั้นเป็นที่พักพิง


แต่การที่ต้องยืนแกร่วคอยรถเมล์เป็นเวลานาน ๆ ท่ามกลางอากาศอันแสนอบอ้าวก็เล่นเอาเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวได้เหมือนกัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไรนักสำหรับผม เทียบไม่ได้กับการที่ต้องทำงานในไร่ท่ามกลางแสงแดดเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่ต่างจังหวัดด้วยซ้ำ และนี่ก็ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกเสียเมื่อไหร่

“เฮ้ย ! กลับก่อนนะโว้ยเจอกันพรุ่งนี้ว่ะ”

เสียงเพื่อนซี้ร่วมชั้นเรียนของผมที่ยืนรอรถเมล์ด้วยกันร่วมครึ่งชั่วโมงกล่าวลาก่อนที่จะรีบมุดเข้าไปในรถตู้ไปในที่สุด

“เออ สวัสดี จะไปไหนก็ไปเหอะ …เย๊กเข้เอ๊ย... รอด้วยกันหน่อยก็ไม่ได้ เห็นสาวดีกว่าเพื่อนนี่หว่า เฮ้อ...!”

ผมบ่นให้กับเพื่อนซี้ที่เห็นสาวดีกว่าเพื่อนอย่างเซ็ง ๆ ทอดสายมองรถที่ติดกันยาวเป็นพรืด เบื่อนักก็หันไปหันมามองหาอะไรที่มันดูเจริญหูเจริญตาไปพร้อมกับปาดเหงื่อที่ไหลย้อยตามใบหน้าเป็นระยะ

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงนับตั้งแต่มาถึงป้ายรถเมล์ ก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถเมล์เจ้ากรรมจะมาสักที ถ้าผมรู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้คงไม่อยู่ร่วมวงสนทนากับพวกเพื่อน ๆ หรอก

ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าวันนั้นมีธุระ แต่ใครจะไปคิดว่าวันนี้รถมันจะติดแหงกซะปานนั้นไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไรอีกด้วย ก็อาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เอาแน่เอานอนได้ซะที่ไหน บทจะติดหนับเป็นตังเมก็ไม่มีการเตือนล่วงหน้า ความร้อนของแสงแดดเริ่มอ่อนลงไปพร้อม ๆ กับเวลาที่เนิ่นนาน แต่ความร้อนภายในใจกลับเพิ่มขึ้นแทนที่


และแล้วการรอคอยของผมก็สิ้นสุดลงหลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง รถเมล์สายที่รอก็มาจนได้ ผมร้อง “เยส...” พร้อมกับกำมืออย่างดีใจเหมือนกับตอนที่ยิงฟุตบอลเข้าประตูผ่ายตรงข้ามไม่ผิด


แต่ไม่วายมีเรื่องให้ต้องปวดหัวอีก เพราะว่ามันเป็นรถธรรมดาที่อัดแน่นยิ่งกว่าปลากกระป๋องเสียอีก ให้ตายเถอะแล้วผมจะหาที่ว่างตรงไหนเข้าไปแบ่งสัมปทานพื้นที่กับเขาได้เนี่ย แต่ถ้าไม่ไปก็คงไปไม่ทันนัดแน่ ๆ


แต่สวรรค์ยังเหลือโอกาสให้ผมบ้างเมื่อมีรถสายเดียวกันวิ่งตามมาห่าง ๆ แถมยังเป็นรถปรับอากาศด้วยสิ แม้คนจะแน่นไม่น้อยกว่ารถคันแรก แต่ว่าคนที่เหลืออยู่มันก็น้อยแล้ว พอจะหาที่ว่างเข้าไปยืนกะเขาได้บ้าง


“ชิดในหน่อยนะคะ แบ่ง ๆ กันไปค่ะ ผู้โดยสารใหม่เตรียมค่าโดยสารด้วยนะคะ”

เสียงพนักงานเก็บค่าโดยสารที่ต้องรับบทหนักเดินแหวกม่านคนเพื่อเก็บค่าโดยสาร นึก ๆ ไปก็น่าเห็นใจคนพวกนี้ไม่น้อยที่ต้องเจอกันสภาพอย่างนี้ทุก ๆ วัน คงจะเซ็งพิลึกละ


รถโดยสารคันโตค่อย ๆ เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เวลาผ่านไปยี่สิบนาทียังไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ซึ่งโดยปกติผมน่าจะใกล้ถึงบ้านแล้วด้วยซ้ำ วิธีแก้เซ็งที่ดีที่สุดในยามนี้ก็ทำได้เพียงแค่มองออกไปนอกหน้าต่าง
รถ อาศัยวิวทิวทัศน์ ทั้งสองข้างทาง เป็นที่พักสายตา ดูผู้คนตึกรามบ้านช่องตามข้างทางไปเรื่อย ๆ


โชคดีหน่อยอาจจะได้ยลโฉมสาว ๆ หน้าตาสวย ๆ ประเภทขาวสวย หมวย อึ๋ม ให้พอแก้เซ็งได้บ้าง

เพื่อนของผมคนหนึ่งมันก็ได้แฟนจากการขึ้นรถเมล์มาแล้ว มันเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นมันนั่งอยู่บนรถเมล์นั้น พอดีเหลือบไปสาวน้อยน่ารักนั้นยืนรอรถเมล์อยู่พอดี ด้วยความน่ารักที่โดนใจเลยมันก็เลยตัดสินใจรีบวิ่งลงจากรถเข้าไปทำความรู้จัก

ในที่สุดทุกวันนี้มันก็ได้เธอมาเป็นแฟนจนได้ นี่แหละครับข้อดีของการขึ้นรถเมล์ อยากจะลงเมื่อไรก็ลงได้ขอให้ตรงป้ายก็พอ ไม่เหมือนกับพวกนั่งรถเก๋ง เจอเหตุการณ์อย่างเพื่อนผมเข้า คงไม่มีใครกล้าลงจากรถมาทำอย่างนี้หรอก


การเดินทางผ่านไปครึ่งชั่วโมง ผู้โดยสารบนรถเมล์ทยอยกันลงไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงจุดหมายที่ต้องการ ทำให้ผมยืนบนรถเมล์ได้สะดวกสบายขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมสบายใจมากกว่าเดิมเท่าใด เพราะว่าพึ่งมาได้ครึ่งทางสำหรับตัวผม


แต่แล้วจำนวนผู้โดยสารที่ค่อยลดลงก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาเกือบเท่าเดิม เมื่อผ่านหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าตามป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ทั้งหลายในกรุงเทพฯ เป็นแหล่งรายได้ชั้นดีของรถโดยสารทุกชนิด คนแล้วคนเล่าพากันเบียดเสียดขึ้นมา

“เวร!...” ผมสบถเบา ๆ คนเดียว

แต่แล้วหนึ่งในผู้โดยสารใหม่ที่ขึ้นมา ก็ทำให้ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันตา สาวน้อยผิวขาว ผมยาวประบ่าที่ถูกรวบ ไว้อย่างเป็นระเบียบทางด้านหลัง หน้าตาน่ารัก ปากนิด จมูกหน่อย เสื้อแขนกุดสีน้ำเงินที่ขับผิวของเธอให้ดูเด่นขึ้น กระโปรงสั้นแค่เข่าสีขาว ยิ่งทำให้ผมหลงเสน่ห์เธอได้ไม่ยาก ดูแล้วอายุน่าจะราว ๆ สัก 17 -18 ปีเห็นจะได้


“...น่ารักโคตร...” ผมแอบชื่นชมเธอในใจ ขณะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาเพื่อหาที่ว่างในการโดยสารรถเมล์ครั้งนี้ ทันใดนั้นเองสมองของผมก็นึกแผนการอันแยบยลออกมา ผมขยับถอยหลังไปสองก้าวเพื่อให้เกิดที่ว่าง ในใจก็หวังว่าเธอจะมายืนใกล้ ๆ ผมบ้าง


ในวันนั้นสงสัยพระเจ้าจะเป็นใจ เมื่อเธอค่อย ๆ สาวเท้าก้าวเข้ามายืนตรงที่ว่างที่เกิดจากความตั้งใจอันไม่สุจริตของผม แผนการขั้นแรกสำเร็จไปด้วยดี ที่นี้ก็อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้ชื่อ เบอร์โทรของเธอมาครอบครอง ด้วยความความแออัดของคนบนรถทำให้ไหล่ผมกับเธอสัมผัสกันอย่างเหลียกเลี่ยงไม่ได้ มันช่างเป็นสัมผัสที่วิเศษจริง ๆ


รถเมล์ออกตัวไปจากป้ายอย่างรวดเร็ว เป็นเวลาเดียวกันที่เท้าของผมถูกสาวน้อยหน้าใสคนนั้นเหยียบเข้าอย่างจัง แต่ดูเหมือนผมจะไม่รู้สึกอะไรเพราะมัวแต่มองเธออยู่ หลังจากที่การทรงตัวเข้าที่ เธอก็หันมากล่าวอย่างยิ้มแย้มกับผมว่า “ขอโทษค่ะ” สามคำสั้น ๆ เท่านั้น

ผมพยักหน้าเป็นการรับคำขอโทษจากเธอพร้อมกับส่งยิ้มให้เล็กน้อย เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ก่อนที่จะหันหน้าออกไปทางหน้าต่างรถเช่นเดิม ในใจผมตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียว ทำอย่างไรถึงได้รู้จักเธอ แน่นอนต้องชวนเธอคุยเป็นอันดับแรก แต่จะชวนเธอคุยเรื่องอะไรล่ะ ผมครุ่นคิดอย่างหนักไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี

จะถามชื่อเธอเลยดีไหม “ขอโทษครับ คุณชื่ออะไรครับ” เฮ้อ...ไม่ดีแน่ ๆ ถ้าขืนถามไปแบบนั้นมันจะดีหรือ เรื่องอะไรเธอจะมาบอกชื่อกับคนแปลกหน้าอย่างผม ดีไม่ดีเธออาจเดินหนีไปยืนที่อื่นก็แย่เลย เอหรือว่าจะทำเป็นแกล้งชนเธอ เหมือนตอนที่เธอเหยียบเท้าผมเมื่อตอนขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้นก็ขอโทษแล้วก็ค่อย ๆ ชวนคุยไปเรื่อย ๆ


อืม...ความคิดนี้เข้าท่าแฮะ แต่จะชนเธอเอาดื้อ ๆ ได้อย่างไรกัน มันก็ต้องอาศัยจังหวะที่รถเมล์เบรกเป็นตัวสร้างสถานการณ์เท่านั้น
คิดได้ไม่ทันไรรถเมล์ก็จอดรับผู้โดยสารอีกครั้ง แต่แหม มันเบรกเบาเหลือเกิน ถ้าขืนไปชนเธอแรง ๆ เข้าละก้อ อาจเจอฤทธิ์ฝ่ามืออรหันต์เข้าก็ได้ มีหวังได้อายคนทั้งรถแน่ ๆ


อีกอย่างเรามันก็ลูกผู้ชายถ้าใช้วิธีนี้คงไม่ดีแน่ ผมจึงตัดสินใจยกเลิกความคิดนี้ไป ผมพยายามนึกวิธีที่จะทำความรู้จักกับสาวน้อยผู้นี้อยู่ตลอดเวลา สารพัดวิธีที่จะนึกออก แต่ก็ไม่ได้ใช้สักวิธี ทำไงได้ละก็ในเมื่อตัวผมไม่มีความกล้าพอที่จะทำความรู้จักกับเธอ


ในขณะที่รถเมล์ก็วิ่งของมันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดทั้งผมและเธอก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ณ บริเวณศูนย์การค้าอีกแห่งหนึ่ง หลังจากที่ใช้เวลาเดินทางมานาน ผมเหลือบดูนาฬิกา หนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบห้านาทีพอดี เธอเดินนำหน้าผมลงจากรถ ส่วนผมเองก็เดินตามเธอไปติด ๆ กะว่าจะช่วงชิงโอกาสสุดท้ายทำความรู้จักกับเธอให้ได้ แต่แล้วเธอก็หายลับไปกับฝูงชนจนอย่างไร้วี่แวว


“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจยาว ๆ อย่างโล่งอกหลังจากที่ผ่านการเดินทางอย่างยาวนาน ทันใดนั้นเองที่บริเวณสีข้างด้านซ้ายของผมก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที พร้อมกับเสียงของหญิงสาวที่ทำเอาผมใจหายวาบ

“ตุ้บ” เสียงกำปั้นน้อย ๆ ฟาดลงมาที่หัวไหล่ของผมอีกครั้ง ผมหันพยายามปั้นสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิมพร้อมกับหันหน้าไปมองยังต้นตอของเสียงพูดอันคุ้นเคย

“อ้าว แป๋มมาได้ไง แล้ว...ไปไหนมา ไหนวันวันนี้บอกว่าไม่มีเรียนไง”

งงสิครับผม อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้วะเนี่ย โรคเอ๋อรับประทานก็คราวนี้แหละ

“ก็ไปห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยมาน่ะสิ ดีนะว่าแป๋มนั่งอยู่เบาะหลัง พี่ทำอะไรแป๋มเห็นหมดแหละ ชิชะงูงี้แผ่หลาเลยนะ เลิกกันซะดีไหม”

แป๋มตอบพร้อมกับทำหน้าค้อนใส่ก่อนที่จะออกหมัดขวาเข้าท้องของผมพร้อมกับเดินหนีไป
ให้ตายเถอะทำไมผมถึงไม่หันหน้าไปมองข้างหลังรถบ้างนะ วันมหาซวยอะไรของผมเนี่ย ว่าแล้วผมรีบเดินตามแป๋มไปติด ๆ ก่อนจะรีบเอ่ยปากกล่าวคำขอโทษกับเธอกลัวจะได้เลิกกันจริง ๆ น่ะสิ

“แป๋ม พี่ขอโทษ...คือพี่...”

แป๋มหยุดเดินหันหน้ามามองผมช้า ๆ ใบหน้าใส ๆ ยังบึ้งตึงเช่นเดิม “ไม่ต้องมาพูดเลย ลับหลังละมองหญิงตาเป็นมันเชียวนะ ดีนะที่พี่ไม่ได้ขี้หลีใส่ยายนั่น ไม่งั้นแป๋มเลิกกะพี่จริง ๆ ด้วย แป๋มหิวแล้วละหาอะไรอร่อย ๆ ให้แป๋มกินหน่อยสิ”

เฮ้อ...ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าแฟนสาวจะงอนใส่ผมไปอีกหลายวันซะแล้ว แป๋มใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกผมสองสามทีแล้วพูดว่า “นี่...อย่าพึ่งได้ใจไปแป๋มยังไม่ยกโทษให้หรอกนะ กินข้าวแล้ว ต้องพาแป๋มไปดูหนังตามที่นัดกันไว้อย่างเดิมแล้วก็ ... ทำอะไรดีนะ เอาไว้ค่อยบอกทีหลังแล้วกัน” แป๋มกล่าวกับผมอย่างผู้มีชัย

ไม่รู้ว่าวันนั้นผมโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ที่จำได้รอยหยิกที่สีข้างของผมมันอยู่ไปเกือบอาทิตย์แถมยังเจอยายแป๋มรีดเงินจากกระเป๋าน้อย ๆ เสียเกือบเกลี้ยง

เฮ้อ.....ซวยจริง ๆ


โดย : ขุนพลน้อย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ส.ค. ปี 2006 [ เวลา 0 : 0 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com