Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> คนเก่งของแผ่นดิน

เรื่อง :

คนเก่งของแผ่นดิน

แสนดี

อยากให้อ่าน

มหาวิทยาลัยศรีปทุมถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
แด่พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ป.อ. ปยุตฺโต )
สภามหาวิทยาลัยศรีปทุม ในการประชุมครั้งที่ 4/2545 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545
ได้ลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารองค์การ
แด่พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ประวัติ
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)


พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)( นามเดิม ประยุทธ์ นามสกุล อารยางกูร เกิดเมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๔๘๑ ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
บรรพชาเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๔ ที่วัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ เริ่มเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๔๙๕ ไปอยู่ที่วัดปราสาททอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เรียนพระปริยัติธรรมต่อ และได้เข้าฝึกวิปัสสนา จบแล้ว พระอาจารย์ชวนไปอยู่ประจำในสำนักวิปัสสนา แต่โยมบิดาไม่ยินยอม
พ.ศ. ๒๔๙๖ มาอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพมหานคร เรียนพระปริยัติธรรมจนสอบ ป.ธ. ๙ ได้ขณะยังเป็นสามเณร จึงได้อุปสมบทเป็นนาคหลวง เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๔ แล้วสอบได้ พธ.บ.(เกียรตินิยมอันดับ ๑) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ ๒๕๐๕ และสอบได้วิชาชุดครู พ.ม. เมื่อ ๒๕๐๖
ปัจจุบัน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุต?โต) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน เป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งได้ปฏิบัติศาสนกิจจนมีผลงานเป็นที่ปรากฏต่อสายตาของชาวโลกในหลายด้านและหลายลักษณะ ทั้งในด้านการสอน การบรรยาย การปาฐกถา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแสดงพระธรรมเทศนา ท่านได้รับอาราธนาไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ University Museum, University of Pennsylvania ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ Swarthmore College, Pennsylvania ใน พ.ศ. ๒๕๑๙ และ Harvard University ใน พ.ศ. ๒๕๒๔ และเป็นพระสงฆ์ไทยที่ได้รับการระบุอาราธนาแสดงปาฐกถาในที่ประชุมนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นภายในประเทศตามวาระสำคัญต่าง ๆ หลายครั้ง เช่น ปาฐกถาในการประชุม The International Conference on Higher Educattion and the Promotion of Peace เรื่อง Buddhism and Peace ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๙ บรรยายในการประชุม Buddhistic Knowledge Exchange Programme in Honour of His Majesty the King of Thailand เรื่อง Identity of Buddhism ซึ่งจัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) เมื่อ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๐ ปาฐกถาในการประชุม Asian Workshop on Child and Adolescent Development เรื่อง Influence of Western & Asian Thought on Human Culture Development เมื่อ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๓ และผลงานชิ้นล่าสุด คือ A Buddhist Solution for the Twenty-first Century(พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑) ซึ่งเสนอเป็นสารบรรยายหลักในการประชุมสภาศาสนาโลก ๑๙๙๓ ที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา
ท่านพระภิกษุรูปแรก และคนไทยคนแรกที่ได้รับถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)ผลงานในด้านปาฐกถาธรรม พระธรรมเทศนา และตอบปัญหาธรรม ท่านได้อธิบายธรรมะให้ความรู้ ให้การแนะนำเป็นระยะๆ เสมอมา แม้สุขภาพร่างกายของท่านจะไม่อำนวยนัก ในบทบาทนี้ ได้บันทึกเป็นเทปเสียงเก็บรักษาไว้มากกว่า ๓,๐๐๐ ม้วนสำหรับงานเผยแผ่ในลักษณะตำราและเอกสารทางวิชาการนั้น งานนิพนธ์ของท่านได้รับตีพิมพ์ในแต่ละปีจนปัจจุบัน ประมาณ ๒๘๖ เล่ม ดังรายละเอียด และงานนิพนธ์ทุกเรื่องได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงวิชาการ ว่าเป็นงานที่ดีเยี่ยมตามมาตรฐานของงานวิชาการ มีความถูกต้องชัดเจนทั้งด้านภาษาและหลักวิชาการพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยความสมบูรณ์ของระบบอ้างอิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พุทธธรรม” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเพชรน้ำเอก
นอกจากนั้น พระธรรมปิฎกยังได้รับนิมนต์เป็นที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์สำเร็จสมบูรณ์เป็นฉบับแรกของโลก ทำให้การศึกษาค้นคว้าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และมีความถูกต้องแม่นยำ
ผลงานของท่านพระธรรมปิฎก ไม่ได้มีเฉพาะแต่ผลงานนิพนธ์หนังสือเท่านั้น แต่ยังมีผลงานด้านอื่นๆ อีก เช่น การปฏิบัติหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้อุปสมบทแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ท่านได้ตั้งใจเอาใจใส่อบรมสั่งสอนธรรมให้รู้เข้าใจอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้อุปสมบทแล้วมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามั่นคงยิ่งขึ้นกรณีที่สังคมมีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงปลอดภัยของพระพุทธศาสนา หรือจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจสับสน เมื่อมีผู้มาสัมภาษณ์ ท่านจะแสดงความคิดเห็นโดยมีหลักการและยึดความถูกต้องเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้มีวิธีคิดอย่างมีเหตุผล และเข้าใจพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง และเพื่อจะได้ช่วยกันปกป้องพระธรรมวินัยอย่างสันติวิธี

พระธรรมปิฎกได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และตำแหน่งทางวิชาการที่สำคัญ จากสถาบันการศึกษา ๑๕ สถาบัน ดังนี้
๑) พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาพุทธศาสตร์) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๕
๒) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๙
๓) ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาหลักสูตรและการสอน) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๒๙
๔) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ศึกษาศาสตร์-การสอน) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๐
๕) อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๑
๖) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาภาษาศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๓๑
๗) การศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญาการศึกษา) จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๓๓
๘) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๓๖
๙) ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๗
๑๐) ตรีปิฏกาจารย์กิตติมศักดิ์ จากนวนาลันทามหาวิหาร รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย พ.ศ. ๒๕๓๘
๑๑) อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (จริยศาสตร์ศึกษา) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๓๘
๑๒)วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๑
๑๓) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยพ.ศ. ๒๕๔๔
๑๔)ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษสาขาวิชาพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๔
๑๕) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พ.ศ. ๒๕๔๕
ศาสนกิจ

พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๐๗ สอนในแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๗ สอนในชั้นปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ระหว่างนั้น บางปี บรรยายที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และในโครงการศาสนาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๗ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ และต่อมาเป็นรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์
พ.ศ. ๒๕๑๕ บรรยายวิชาพุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทยที่ University Museum, University of Pennsylvania
พ.ศ.๒๕๑๙ บรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา ที่ Swarthmore College, Pennsylvania
พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับอาราธนาเป็น Visiting Scholar ที่ Center for the Study of World Religions และบรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา สำหรับ Divinity Faculty และ Arts Faculty, Harvard University
พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม
จนปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๔๓ นายกสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
ประกาศเกียรติคุณและรางวัล

พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับการประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา
ในการฉลอง ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์
พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับรางวัลวรรณกรรมชั้นที่ ๑ ประเภทร้อยแก้ว สำหรับงานนิพนธ์
พุทธธรรม จากมูลนิธิธนาคาร กรุงเทพฯ
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานโล่รางวัล"มหิดลวรานุสรณ์"
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับโล่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในวาระครบรอบ ๒๐ ปี คณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับรางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ "สังข์เงิน" สาขาเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การ ยูเนสโก (UNESCO Prize
for Peace Education)
พ.ศ.๒๕๓๘ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศเชิดชูเกียรติเป็น"ผู้ทรงคุณวุฒิทาง
วัฒนธรรม"
พ.ศ. ๒๕๔๑ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ถวายรางวัล TTF
Award สาขาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา สำหรับผลงานทางวิชาการดีเด่น หนังสือเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืน”
พ.ศ. ๒๕๔๔ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.สาโรช-ศิริ บัวศรี
ถวายรางวัล “สาโรช บัวศรี ปราชญ์ผู้ทรงศีล”
พ.ศ. ๒๕๔๕ กระทรวงศึกษาธิการถวายเข็มเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษา
ธิการ

สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระศรีวิสุทธิโมลี
พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็น พระราชวรมุนี
พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็น พระเทพเวที
พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็น พระธรรมปิฎก
ผลงานของพระธรรมปิฎกที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว จำนวน ๒๘๖ เล่ม
๑) กรณีเงื่อนงำ: พระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร
๒) การพัฒนาที่ดี หนีไม่พ้นธรรม
๓) ความสุขของครอบครัว คือสันติสุขของสังคม
๔) ธรรมะกับธุรกิจ
๕) ธุรกิจ ฝ่าวิกฤติ
๖) พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยจิตวิทยาแบบยั่งยืน
๗) มองวิสาขบูชา หยั่งถึงอารยธรรมโลก
๘) รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้
๙) วินัยชาวพุทธ (The Buddhist's Discipline)
๑๐) กรณีธรรมกาย เอกสารเพื่อพระธรรมวินัย
๑๑) กรณีธรรมกาย (ฉบับคัดตัวอย่าง)
๑๒) กรณีธรรมกาย บทเรียนเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนา และสร้างสรรค์สังคมไทย
๑๓) การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็นก้าวไปในบุญ
๑๔) จริยธรรมนักการเมือง
๑๕) เจอวิกฤต จะเลือกวิวัฒน์ หรือจะเอาวิบัติ
๑๖) นิพพาน-อนัตตา
๑๗) บุญ-บารมี ที่จะกู้แผ่นดินไทย
๑๘) อยู่กับปัจจุบัน
๑๙) ไขข้อข้องใจคนไกลวัด
๒๐) ธรรมกับการพัฒนาชีวิตและวัฒนธรรม
๒๑) มองสันติภาพโลก: ผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์
๒๒) สอนนาค - สอนฑิต: ชีวิตพระ - ชีวิตชาวพุทธ
๒๓) กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคนสู่ประชาธิปไตย
๒๔) การศึกษากับการวิจัยเพื่ออนาคตของประเทศไทย
๒๕) การศึกษาทางเลือก: สู่วิวัฒน์หรือวิบัติในยุคโลกไร้พรมแดน
๒๖) คนไทยกับสัตว์ป่า
๒๗) แง่คิด ข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา
๒๘) จากสุขในบ้าน สู่ความเกษมศานติ์ทั่วสังคม
๒๙) ตื่นเถิดชาวไทย
๓๐) บทเรียน ๒๕ ปี คนไทยเรียนรู้หรือยัง?
๓๑) ถึงเวลา มารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่
๓๒) ธรรมกับไทย ในสถานการณ์ปัจจุบัน
๓๓) เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร?
๓๔) สิทธิมนุษยชน สร้างสันติสุขหรือสลายสังคม (Human Rights: Social Harmony or Social Disintegration)
๓๕) Samadhi in Buddhism
๓๖) การศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิต หรือการศึกษาเพื่อเพิ่มผลผลิต
๓๗) คติธรรมแห่งชีวิต
๓๘) คนไทยกับเทคโนโลยี
๓๙) คนไทย สู่ยุคไอที
๔๐) ความจริงแห่งชีวิต
๔๑) คำถามสำหรับชาวพุทธ (สำรวจตัวเองก่อนปฏิบัติธรรม)
๔๒) ถ้าอยากพ้นวิกฤต ต้องเลิกติดไสยศาสตร์
๔๓) ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข
๔๔) ธรรมะกับการทำงาน
๔๕) ธรรมะสำหรับชีวิตสมรส
๔๖) ธรรมะสำหรับนักศึกษาแพทย์
๔๗) พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม
๔๘) พุทธธรรมกับการพัฒนาชีวิต
๔๙) พุทธศาสนากับชีวิตและสังคม
๕๐) พุทธวิธีในการสอน (เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า)
๕๑) เพื่อชุมชนแห่งการศึกษา และบรรยากาศแห่งวิชาการ
๕๒) ภาวะผู้นำ
๕๓) ศิลปศาสตร์เพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน
๕๔) สถาปนาธรรมให้เกิดมีและยืนยงในสังคม
๕๕) สมาธิแบบพุทธ
๕๖) หลักทั่วไปของพุทธศาสตร์
๕๗) อุดมคติของคนหนุ่มสาว
๕๘) การแพทย์ไทย: ทางเลือกในยุคโลกาภิวัตน์
๕๙) การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
๖๐) การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ยั่งยืน
๖๑) การสร้างสรรค์ปัญญาเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ
๖๒) การสื่อภาษาเพื่อเข้าถึงสัจธรรม
๖๓) ความจริงแห่งชีวิต
๖๔) บททดสอบใจและเตือนให้นึกถึงความจริง
๖๕) ความตายคือคติธรรมแห่งชีวิต
๖๖) ความเป็นกัลยาณมิตรของหลวงปู่ชา
๖๗) จะอยู่อย่างเป็นเหยื่อ หรือขึ้นเหนือไปนำเขา
๖๘) จิตวิทยาเพื่อการพัฒนาคน ตามแนวธรรมชาติ
๖๙) จาริกบุญ-จารึกธรรม
๗๐) ชีวิตที่สุขและสร้างสรรค์
๗๑) ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
๗๒) ทรัพย์-อำนาจ ทวนกระแส?
๗๓) เทศน์งานสมเด็จย่า และคำปราศรัยเรื่องสันติภาพ
๗๔) ธรรมนูญชีวิต (A Constitution for Living)
๗๕) นิติศาสตร์แนวพุทธ
๗๖) พระธรรมทูตไทย เบิกทางสู่อารยธรรมใหม่
๗๗) พัฒนาวัฒนธรรมไทยในตัวคนไทย
๗๘) พุทธธรรมกับปรัชญาการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์
๗๙) ยุคโลกาภิวัตน์: บทบาทของแพทย์กับความหวังจากคนไข้
๘๐) เรื่องที่คนไทยควรเข้าใจให้ถูก
๘๑) ไอที ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา
๘๒) A Constitution for Living
๘๓) กรรมกับโรคพันธุกรรม ในทัศนะพระพุทธศาสนา
๘๔) การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)
๘๕) การศึกษาเพื่อสันติภาพ
๘๖) ชีวิต งาน และสังคมที่สมบูรณ์
๘๗) ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ
๘๘) ภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
๘๙) รักษาใจยามรักษาคนไข้
๙๐) ร่ำรวย ยิ่งใหญ่ เลื่อนลอย หรือเพื่ออะไร
๙๑) วินัย: เรื่องที่ใหญ่กว่าที่คิด
๙๒) สถานการณ์พระพุทธศาสนา: กระแสไสยศาสตร์
๙๓) กฐินสองที่สายใจธรรม
๙๔) ความสุขที่สมบูรณ์
๙๕) จะสุขแท้ต้องเป็นไท: ต้องสุขเองได้ จึงจะช่วยโลกให้เป็นสุข
๙๖) ชีวิตที่สมบูรณ์
๙๗) ชีวิตหนึ่งเท่านี้ สร้างความดีได้อนันต์
๙๘) นิพพาน-อนัตตา
๙๙) พรที่สัมฤทธิ์แก่ผู้ดำเนินชีวิตที่ดี
๑๐๐) พิธีกรรม ใครว่าไม่สำคัญ
๑๐๑) มุมมองสองปราชญ์ : สื่อมวลชนกับการสร้างสรรค์สังคม
๑๐๒) เมืองไทยจะวิกฤต ถ้าคนไทยมีศรัทธาวิปริต
๑๐๓) รัฐกับพระพุทธศาสนา ถึงเวลาชำระล้างหรือยัง
๑๐๔) วัฒนธรรมไทย สู่ยุคเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้
๑๐๕) สันติภาพเกิดจากอิสรภาพและความสุข
๑๐๖) สืบสานวัฒนธรรมไทย บนฐานแห่งการศึกษาที่แท้
๑๐๗) อุดมธรรมนำจิตสำนึกของสังคมไทย
๑๐๘) Buddhist Solutions for the Twenty-first Century
๑๐๙) Dependent Origination: The Buddhist Law of Conditionality
๑๑๐) กฐินแรกที่สายใจธรรม
๑๑๑) กระแสธรรม เพื่อชีวิตและสังคม
๑๑๒) การทำแท้งในทัศนะของพระพุทธศาสนา
๑๑๓) ข้อคิดชีวิตทวนกระแส
๑๑๔) คนไทยกับป่า
๑๑๕) คนไทยกับสัตว์ป่า
๑๑๖) ความรัก จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย
๑๑๗) งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข
๑๑๘) งานเพื่อความสุขและแก่นสารของชีวิต
๑๑๙) ชีวิตควรให้เป็นอย่างไร?
๑๒๐) ความสุข
๑๒๑) ธรรมะสำหรับเยาวชน
๑๒๒) เป็นสุขทุกเวลา
๑๒๓) มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ
๑๒๔) มองให้ลึก นึกให้ไกล: ข้อคิดจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕
๑๒๕) พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑
๑๒๖) พุทธศาสนากับการพัฒนามนุษย์ หรือ จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร?
๑๒๗) สถานการณ์พุทธศาสนา พลิกหายนะเป็นพัฒนา
๑๒๘) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์
๑๒๙) อยู่ก็สบาย ตายก็เป็นสุข
๑๓๐) Good Evil and Beyond
๑๓๑) Toward Sustainable Science
๑๓๒) การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย
๑๓๓) คนไทย หลงทางหรือไร
๑๓๔) จากจิตวิทยา สู่จิตภาวนา
๑๓๕) ดุลยภาพ: สาระแห่งสุขภาพและความสมบูรณ์
๑๓๖) เตรียมตัวรับพร
๑๓๗) ธรรมะฉบับเรียนลัด
๑๓๘) พรตลอดปี ชีวิตดีตลอดไป
๑๓๙) พระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับคอมพิวเตอร์
๑๔๐) พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์
๑๔๑) Buddhist Economics : a Middle Way for the market place
๑๔๒) ชวนคิด - พินิจธรรม
๑๔๓) ทางสายอิสรภาพของการศึกษาไทย
๑๔๔) พระกับป่า มีปัญหาอะไร
๑๔๕) โพชฌงค์: พุทธวิธีเสริมสุขภาพ (เล่าเรื่องให้โยมฟัง ชุดที่ ๓)
๑๔๖) มหาวิทยาลัยกับงานวิจัยทางพระพุทธศาสนา
๑๔๗) ยิ่งก้าวถึงสุข ยิ่งใกล้ถึงธรรม
๑๔๘) สมาธิ: ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้
๑๔๙) องค์พระรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ
๑๕๐) การเกิดเป็นทุกข์ เกิดดีเป็นสุข
๑๕๑) ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อธรรม
๑๕๒) ทำไมคนไทยจึงเรียนพระพุทธศาสนา: ข้อพิจารณาเกี่ยวกับวิชาพระ พุทธศาสนาและจริยศึกษาในหลัก สูตรการศึกษาของชาติ
๑๕๓) ฝรั่งเจริญเพราะดิ้นรนให้พ้นจากการบีบคั้นของศาสนาคริสต์
๑๕๔) รากฐานพุทธจริยศาสตร์ทางสังคมเพื่อสังคมไทยร่วมสมัย
๑๕๕) วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม
๑๕๖) ศิลปศาสตร์แนวพุทธ
๑๕๗) แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม
๑๕๘) หน้าที่กับธรรมสู่หน้าที่เพื่อธรรม
๑๕๙) อายุรแพทย์กับปัญหาจริยธรรม
๑๖๐) Buddhist Education (Radical Conservatism Buddhism in the Contemporary World, Articles in
Honour of Bhikkhu Buddhadasa's 84th Birthday Anniversary, pp. 77-132)
๑๖๑) Helping Yourself To Help Others.
๑๖๒) การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย
๑๖๓) ความมุ่งหมายของวิชาพื้นฐานทั่วไป
๑๖๔) ชีวิตกับการทำงาน
๑๖๕) เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่กับจริยธรรมในแง่พุทธศาสนา
๑๖๖) ธรรมกับการพัฒนาชีวิต
๑๖๗) ธรรมเพื่อชีวิตและการพัฒนาวัฒนธรรม
๑๖๘) ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง
๑๖๙) ประทีปส่องสยาม
๑๗๐) พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี
๑๗๑) พุทธบริษัทกับพระธรรมวินัย
๑๗๒) พุทธศาสน์กับการแนะแนว
๑๗๓) เพื่อความเข้าใจปัญหาพระโพธิรักษ์
๑๗๔) เพื่อความเข้าใจปัญหาโพธิรักษ์ (รวมทั้งบทความพิเศษและบทพิสูจน์)
๑๗๕) เพื่อความเข้าใจปัญหาโพธิรักษ์ (ฉบับย่อ-เพิ่มเติม)
๑๗๖) รักษาใจในยามป่วยไข้
๑๗๗) รุ่งอรุณของการศึกษา
๑๗๘) ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา
๑๗๙) วัฒนธรรมกับการพัฒนา
๑๘๐) คติธรรม คำคมพระธรรมปิฎก
๑๘๑) ศาสนาและเยาวชน
๑๘๒) สาระสำคัญของพุทธธรรม: อริยสัจจ์ ๔
๑๘๓) กรณีสันติอโศก
๑๘๔) กรรมตามนัยแห่งพุทธธรรม
๑๘๕) กรรมและนรกสวรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่
๑๘๖) การพัฒนาจริยธรรม
๑๘๗) การศึกษาแพทยศาสตร์ในสังคมไทย
๑๘๘) ตามทางพุทธกิจ
๑๘๙) ทางออกของสังคมไทย
๑๙๐) ทางออกจากระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำสังคมไทย(ชื่อเดิมเศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์)
๑๙๑) ทำอย่างไรจะหายโกรธ
๑๙๒) ทิศทางการศึกษาของคณะสงฆ์
๑๙๓) ธรรมกับการศึกษาของไทย
๑๙๔) นโยบายและแผนการจัดการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๓๑
๑๙๕) ประโยชน์ของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ (ฉบับย่อ)
๑๙๖) พัฒนาปัญญา(เล่าเรื่องให้โยมฟัง ชุดที่ ๒)
๑๙๗) เพื่ออนาคตของการศึกษาไทย
๑๙๘) มรณกถา
๑๙๙) แรงจูงใจในการเขียนกรณีสันติอโศก
๒๐๐) เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ
๒๐๑) สัจจธรรมกับจริยธรรม
๒๐๒) หลักกรรมสำหรับคนสมัยใหม่
๒๐๓) หลักการศึกษาในพระพุทธศาสนา
๒๐๔) อารยธรรมไทย: ทางเลือกออกจากยุคพัฒนา
๒๐๕) Buddhist Economics
๒๐๖) Sammasati : An Exposition of Right Mindfulness
๒๐๗) การศึกษา: เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา
๒๐๘) ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ
๒๐๙) เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (เล่าเรื่องให้โยมฟัง ชุดที่ ๑)
๒๑๐) จริยธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่
๒๑๑) ทางสายกลางของการศึกษาไทย
๒๑๒) ทำอย่างไรจะหายโกรธและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
๒๑๓) เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า
๒๑๔) เทคโนโลยีกับศาสนา
๒๑๕) บทบาทพระบรมครู
๒๑๖) ประโยชน์สูงสุดของชีวิตนี้
๒๑๗) ภารกิจของชาวพุทธรุ่นใหม่ ในสถานการณ์ปัจจุบัน
๒๑๘) สนทนาธรรมกับนักคิดชาวพุทธที่สวนโมกข์
๒๑๙) อินเดียแดนเทวดา และการปฏิบัติธรรม
๒๒๐) Buddhism and Education Freedom: Individual and Social.
๒๒๑) Looking to America To Solve Thailand's Problems.
๒๒๒) การศึกษาของคณะสงฆ์: ปัญหาที่รอทางออก
๒๒๓) ชาวพุทธต้องเป็นผู้ตื่น
๒๒๔) ไตรลักษณ์
๒๒๕) ลุอิสรภาพด้วยอนิจจัง
๒๒๖) สถาบันสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน
๒๒๗) สัมมาทิฏฐิ
๒๒๘) คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่
๒๒๙) พัฒนาตน
๒๓๐) ค่านิยมแบบพุทธ
๒๓๑) ลักษณะสังคมพุทธ
๒๓๒) สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย
๒๓๓) Thai Buddhism in the Buddhist World.
๒๓๔) ไตรภูมิพระร่วง: อิทธิพลต่อสังคมไทย
๒๓๕) พุทธศาสนากับสังคมไทย
๒๓๖) อัตตา-อนัตตา ในพระพุทธศาสนา
๒๓๗) Social Dimension of Buddhism in Contemporary Thailand.
๒๓๘) ประเพณี – พิธีพจน์
๒๓๙) พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ
๒๔๐) มองอเมริกา มาแก้ปัญหาไทย
๒๔๑) ความคิด: แหล่งสำคัญของการศึกษา
๒๔๒) คู่สร้างคู่สม ชีวิตคู่ในอุดมคติ
๒๔๓) จารึกอโศก
๒๔๔) ชาวพุทธกับชะตากรรมของสังคม
๒๔๕) ปัญหาเรื่องวัดพระธรรมกาย
๒๔๖) ทางสายกลาง: ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมัชฌิมาปฏิปทา
๒๔๗) ทำอย่างไรจึงจะให้เชื่อเรื่องกรรม
๒๔๘) ธรรมนูญชีวิต: พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม
๒๔๙) ปรัชญาการศึกษาไทย
๒๕๐) พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ฉบับประมวลธรรม
๒๕๑) พจนานุกรมพุทธศาสน์: ฉบับประมวลศัพท์
๒๕๒) พระพุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต
๒๕๓) พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น
๒๕๔) พระสงฆ์ในสังคมปัจจุบัน
๒๕๕) พุทธศาสนาในอาเซีย
๒๕๖) สัมมาสติในพุทธธรรม
๒๕๗) สัมมาอาชีวะ
๒๕๘) หลักสูตรและประมวลการสอนวิชาธรรม
๒๕๙) อมฤตพจนา
๒๖๐) Buddhism, A Layman's Guide to Life.
๒๖๑) English Lessons for Young Buddhists Book I.
๒๖๒) English Lessons on Buddhism Book I.
๒๖๓) English Lessons on Buddhism Book II.
๒๖๔) Great Buddhists Introduction to Buddhism Book I and II.
๒๖๕) Jataka Tales Book I
๒๖๖) Jataka Tales BookII.
๒๖๗) Mahachula English Course for Young Buddhists Book I.
๒๖๘) Mahachula English Course for Young Buddhists Book II.
๒๖๙) Mahachula English Course for Young Buddhists Book III.
๒๗๐) Students' Thai-Pali-English Dictionary of Buddhist Terms.
๒๗๑) แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
๒๗๒) พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย
๒๗๓) ทัศนะของพระพุทธศาสนาต่อสตรีและการบวชเป็นภิกษุณี
๒๗๔) ปฏิรูปการศึกษา พระพุทธศาสนาจะไปอยู่ไหน
๒๗๕) ๓ ไตร
๒๗๖) ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒๗๗) ฝังลูกนิมิต ผูกสีมา
๒๗๘) เหตุและผลของการอวดอุตริมนุษยธรรม
๒๗๙) ขอคำตอบจากผบ.ทหารสูงสุด กรณีนายทหารทุจริตแห่งชมรม(เถื่อน)ชาวพุทธสามเหล่าทัพ
๒๘๐) การจัดระเบียบสังคมตามคตินิยมแห่งสังฆะ
๒๘๑) วาทะธรรมเพื่อพัฒนาตน
๒๘๒) ข้อคิด เพื่อชีวิตและสังคม เล่ม ๑
๒๘๓) ข้อคิด เพื่อชีวิตและสังคม เล่ม ๒
๒๘๔) ครองเรือนครองรัก จักเลิศแท้ด้วยครองธรรม
๒๘๕) วาสนาสร้างเองได้
๒๘๖) รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธ
การนำเสนอทฤษฎีหรือแนวคิดทางด้านการบริหารและการจัดการองค์การ ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
[๑] …การสูญเสียเงินทองหรือสูญเสียทางเศรษฐกิจนั้นไม่เท่าไรหรอก แต่ถ้าสูญเสียความเป็นมนุษย์นี่สิ ร้ายที่สุด คือ การสูญเสียคุณภาพของคน ถ้าใช้ศัพท์สมัยใหม่ในความหมายแคบ ๆ ของลัทธิเศรษฐกิจแห่งยุคนี้ ก็ว่าสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ เราสูญเสียไปอย่างหนึ่งแล้ว คือ สูญเสียทางเศรษฐกิจ อย่าให้สูญเสียซ้ำสอง คือ สูญเสียคุณภาพมนุษย์ด้วย เวลานี้เราอยู่ในภาวะที่เสี่ยงมาก ถ้าบริหารบ้านเมืองไม่ดี เราจะสูญเสียอย่างที่สอง คือ จะสูญเสียคุณภาพมนุษย์ด้วย ถ้าสูญเสียคุณภาพของมนุษย์ก็คือสูญเสียคน ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่าการสูญเสียเงินทองทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น วิกฤติที่แท้จริงของสังคมไทยอยู่ตรงนี้ คือ วิกฤติคุณภาพคน ที่เป็นตัวตัดสินว่า เราจะไปรอดหรือไม่…(เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร, น.๑๘–๑๙)

[๒] …ประเทศที่จะเจริญทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง พลเมืองจะต้องมีความสามารถในการผลิตหรือในการสร้างสรรค์ จึงจะสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืนได้ เศรษฐกิจที่มั่นคงมีแก่นนั้น ต้องมีฐานนี้ในตัวคน คือ ความสามารถในการผลิตและในการคิดสร้างสรรค์… เวลานี้ประเทศไทยมีวิกฤติที่สำคัญยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวิกฤติที่แท้คือ วิกฤติคุณภาพคนหรือวิกฤติในการพัฒนามนุษย์ อย่าให้การสูญเสียทางเศรษฐกิจนั้นมาซ้อนด้วยการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปอีก เดี๋ยวจะไม่มีทุนที่จะไปฟื้นเศรษฐกิจนั้นขึ้นมา… ตอนนี้เราจึงจะต้องกู้คนขึ้นมา แล้วคนนี่แหละจะมากู้เศรษฐกิจได้ แล้วจะเป็นเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง คนที่มีคุณภาพหรือจะใช้ศัพท์ทางเศรษฐกิจสมัยนี้ว่า ทรัพยากรมนุษย์ที่ดีมีคุณภาพนี่แหละที่เราจะต้องสร้างขึ้นมา มนุษย์ที่มีคุณภาพนั้น ถ้าใช้คำสั้น ๆ ก็คือมนุษย์ที่มีธรรมนั่นเอง เช่นมีความเพียรสร้างสรรค์ มีความเข้มแข็งไม่พรั่นต่อทุกข์ภัย มีความไม่ประมาท เป็นคนใช้ปัญญาพัฒนาสร้างสรรค์ตลอดเวลา… (เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร, น.๔๐–๔๒)
[๓] …คำว่า ทรัพยากรมนุษย์ เป็นคำเกิดมาไม่นานนัก (เกิดในช่วง ค.ศ. ๑๙๖๕–๑๙๗๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๘–๒๕๑๓) เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่เน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ และต่อมาก็ขยายไปถึงการพัฒนาสังคม เป็นการมองคนอย่างเป็นทุน เป็นเครื่องมือ เป็นปัจจัยหรือเป็นองค์ประกอบที่จะใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาเราเห็นว่า การที่จะพัฒนาโดยมุ่งเน้นแต่ในด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่สำคัญคือ คนเรานี่เอง ซึ่งควรจะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เราจึงไนมาเน้นในเรื่องการพัฒนาคน แต่ก็ยังมีการใช้ศัพท์ที่ปะปนกัน บางทีก็ใช้คำว่าทรัพยากรมนุษย์ บางทีใช้คำว่าพัฒนามนุษย์… คำว่าทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นการมองมนุษย์ในฐานะทรัพยากร คือ เป็นทุน เป็นปัจจัยในการที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่วนการพัฒนามนุษย์โดยมองคนในฐานะเป็นมนุษย์ มีความหมายว่า มนุษย์มีความเป็นมนุษย์ของเขาเอง ชีวิตมนุษย์นั้นมีจุดหมาย จุดหมายของชีวิต คือ ความสุข อิสรภาพ ความดีความงามของชีวิต… เราต้องให้ความสำคัญว่า เราจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างไร พร้อมกับที่อีกด้านหนึ่ง เขาก็จะเป็นทรัพยากร เป็นทุน เป็นปัจจัยที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, น. ๒-๓)
[๔] …ในการจัดตั้งวางระบบองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมานั้น มนุษย์สมัยนี้มีความชำนาญพอสมควร แต่ในเมื่อเขาไม่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่ไร้พรมแดนของโลกและชีวิต และไม่สามารถทำจิตใจให้ไร้พรมแดนได้ เขาก็จะติดอยู่ในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ แล้วก็จัดตั้งวางใช้ระบบและรูปแบบเป็นเครื่องมือแสวงหาและรักษาทั้งอำนาจและผลประโยชน์นั้น ทำให้เกิดปัญหากันเรื่อยไป ระบบต่างๆ ที่สังคมได้พัฒนาขึ้นมา หรือรับเลียนแบบตามกันมา รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบการปกครอง ระบบการเมืองเป็นต้นนั้น จะต้องพิจารณากันให้ดี ดังเช่นระบบประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบอันมีโครงสร้างที่สังคมยอมรับกันอยู่นี้ มันสื่อสาระอะไรอยู่ข้างใน มันสื่อสาระที่เป็นหลักการอันจริงแท้ ที่จะนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือเปล่า หรือภายใต้รูปแบบนั้นมีแต่เรื่องของตัณหา มานะ และทิฏฐิ… ระหว่างกาลเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ อารยธรรม ก็คือการที่มนุษย์ได้เพียรพยายามจะเข้าถึงความจริงของธรรมชาตินั้น และได้ความจริงมาเป็นด้าน ๆ ส่วนๆ แล้วมาตั้งเป็นทฤษฎีขึ้น ครั้นแล้ว บนฐานของทฤษฎีนั้นก็วางรูปแบบเป็นระบบเป็นการจัดตั้งขึ้นมา ดังนั้น ขณะนี้เราจึงต้องระลึกตระหนักถึงความบกพร่องของระบบจัดตั้งและโครงสร้างต่างๆ ในสังคมมนุษย์ … (การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติในยุคโลกไร้พรมแดน, น. ๑๖–๒๘)

[๕] …สังคมยุคนี้ เป็นสังคมที่มุ่งความสำเร็จทางวัตถุ แต่ละคนมุ่งความสำเร็จของชีวิตของตนในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอำนาจเกียรติและผลประโยชน์ ความสำเร็จนี้อยู่ในระบบแข่งขัน ซึ่งหมายถึงการแข่งขันแย่งชิงแสวงหาผลประโยชน์ ความสำเร็จก็คือการชนะการแข่งขัน เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด กิจกรรมต่างๆ ทางสังคมของมนุษย์แต่ละคนก็ตาม ที่เป็นส่วนรวมจับกลุ่มกันทำก็ตาม กลายเป็นกิจกรรมเพื่อมุ่งความสำเร็จที่จะได้ผลประโยชน์ให้มากที่สุดหรือกำไรสูงสุด แนวโน้มของสังคมก็จึงเป็นอย่างนี้ คือเป็นสังคมแห่งธุรกิจในระบบแข่งขันเพื่อกำไรสูงสุด บนฐานแห่งทิฏฐิที่มองความสำเร็จทางวัตถุเป็นจุดหมายของชีวิตและสังคม…(การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติในยุคโลกไร้พรมแดน, น. ๔๘–๔๙)
[๖] … ในแง่หนึ่ง เรามีชุมชนหรือองค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างโอกาสให้แก่บุคคล ที่เขาจะได้บอกแจ้งความต้องการของเขา และได้สิ่งที่เขาต้องการ… การจัดตั้งชุมชนและสังคมตลอดจนองค์กรต่างๆ มีประโยชน์สำคัญในแง่นี้ คือช่วยให้บุคคลมีโอกาสในการศึกษาหรือในการพัฒนาตนด้วยวิธีพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หรืออาศัยสภาพและบรรยากาศในสังคมนั้นมาเป็นตัวเอื้อ อย่างน้อยเป็นสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน นี้คือประโยชน์แท้จริงที่ต้องต้องการ… โดยนัยนี้ การจัดตั้งชุมชนและองค์กรต่างๆ จึงมีความหมายทั้งในแง่ประโยชน์ของบุคคล ที่จะสนองความต้องการของบุคคลในเชิงต่ำ คือ เพื่อสนองความปรารถนาผลประโยชน์ และในเชิงสูงขึ้นมา คือเพื่อพัฒนาชีวิตขึ้นสู่ความสมบูรณ์ โดยมีความหมายในแง่ของประโยชน์ร่วมกันที่จะนำเอาศักยภาพมาร่วมกันสร้างสรรค์…( การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติในยุคโลกไร้พรมแดน, น. ๗๐–๗๓)
[๗] หลักการทั่วไปถือว่า อาชีพของมนุษย์เกิดขึ้นโดยเป็นการสนองความต้องการของชีวิตและสังคมในการแก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์ให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อาชีพแพทย์ เพื่อบำบัดโรค บำรุงสุขภาพ อาชีพช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ เพื่อจัดหาปัจจัยสี่ ฯลฯ ถ้ารายได้แก่ตนเอง เป็นผลพ่วงจากการทำให้เกิดประโยชน์นั้น โดยไม่เบียดเบียนใคร ก็จัดเป็นสัมมาชีพ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้า ก็เรียกว่ามิจฉาชีพ มองในแง่เศรษฐกิจ ถ้าจะให้เป็นไปตามธรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็จะต้องก่อให้เกิดผลในทางสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การผลิตก็ต้องเป็นการทำอะไรให้เกิดมีขึ้นมา ให้คนได้ใช้ประโยชน์ แต่การเก็งกำไร บางทีเป็นเพียงการปั่นตัวเลข เป็นการเล่นกลหรือเกมพนันทางธุรกิจ ไม่เกิดการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา ในแง่นี้จะกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเศรษฐกิจเอง หรือขัดต่อหน้าที่ของเศรษฐกิจที่จะพึงทำให้แก่สังคมมนุษย์… ควรแยกให้ได้ระหว่างจุดหมายของบุคคล กับจุดหมายของมนุษย์ จะทำเพื่อจุดหมายของบุคคลก็ทำไป แต่อย่าให้เสียจุดหมายของมนุษย์ ถ้าให้ดีก็ต้องให้จุดหมายของบุคคลสอดคล้องหรือสนับสนุนจุดหมายของมนุษย์…(ธุรกิจฝ่ายวิกฤติ, น.๑๐–๑๑)
[๘] …ประเทศที่เรามองเห็นว่ามีกำลังเศรษฐกิจ อำนาจการเมือง และมีเทคโนโลยีสูงนั้น อำนาจที่แท้จริงก็ต้องอยู่ที่ปัญญานั่นแหละ คือ มีกำลังปัญญาเป็นฐานและเป็นตัวชักเชิดคุมขบวนทั้งหมด ถ้าจะให้มีกำลังปัญญากันจริง ก็ต้องเน้นการศึกษาที่ถูกต้อง ที่จะให้มีความเข้มแข็งทางปัญญากันจริง ๆ ให้ถึงขั้นเกิดเป็นวัฒนธรรมทางปัญญา ให้คนไทยมีวิถีแห่งปัญญา ถ้าจะเอาแบบง่าย ๆ ปฏิบัติได้ทันทีในเวทีของระบบแข่งขันนี้ เริ่มตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ ปฏิบัติการด้วยปัญญานี้ แม้แต่ชาวบ้านก็ทำได้ คนไทยทุกคนทำได้ เช่น จะซื้อของนอกสักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็ต้องวางแผนการซื้อ เช่นว่า จะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง คิดให้ชัดก่อนว่า เราจะเอามันไปใช้สร้างงานอะไร สร้างปัญญาอย่างไรให้ได้มูลค่าสูงสุดเหนือกว่าราคาที่เราจะซื้อ อย่างน้อยซื้อมาแล้วก็ต้องให้ได้งานสร้างสรรค์หรือใช้ศึกษาหาความรู้ให้ได้คุ้มค่าเกินราคาของมัน อย่างนี้การแข่งขันด้วยปัญญาก็เริ่มต้นแล้ว…(ธุรกิจฝ่าวิกฤติ, น. ๒๑–๒๒)
[๙] …จุดที่อยากให้สังเกตพิเศษคือ เศรษฐกิจเวลานี้ มาถึงขั้นทำให้การบริโภคเป็นการสนองความต้องการของผู้ผลิต อันนี้กลายเป็นลักษณะที่เด่นขึ้นมา ตามหลักธรรมดานั้น การผลิตย่อมจะสนองความต้องการของผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคต้องการกินใช้อะไร ผู้ผลิตกำการผลิตของกินของใช้ให้สนองความต้องการของผู้บริโภคให้ดีที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ในยุคธุรกิจเป็นใหญ่ เศรษฐกิจได้ก้าวมาถึงขั้นที่ว่า ผู้ผลิตสามารถใช้วิธีการต่างๆ เช่น การโฆษณาสินค้า กระตุ้นเร้าความต้องการ ตลอดจนปั่นค่านิยมของผู้บริโภคให้เกิดความต้องการหรือเกิดความตื่นเต้นที่จะซื้อสินค้าที่ตนผลิตหรือคิดจะผลิต ถ้าผู้บริโภคไม่รู้เท่าทัน หรือไม่ใช้ปัญญา ก็พล่านไปตามการปลุกเร้าของผู้ผลิต กลายเป็นเหยื่อหรือเป็นทาสของระบบแข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์…(ธุรกิจฝ่ายวิกฤติ, น.๒๔)
[๑๐] …เมื่อพูดตามสภาพของสังคมมนุษย์อย่างนี้ ก็จะได้คามหมายของผู้นำว่า คือบุคคลที่จะมาประสานช่วยให้คนทั้งหลายรวมกัน โดยที่วาจะเป็นการอยู่รวมกันก็ตาม หรือทำการร่วมกันก็ตาม ให้พากันไปด้วยดี สู่จุดหมายที่ดีงาม…ผู้นำนั้น เป็นผู้ทำประโยชน์แก่เขา โดยเฉพาะสำหรับพระพุทธเจ้า ก็คือ เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ หรือมนุษยชาติทั้งปวง ถ้ามองในวงแคบเข้ามา ก็คือ ผู้นำนั้นเป็นผู้ที่ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์แก่หมู่ชน แก่ญาติมิตร เพื่อนร่วมชุมชน เพื่อนร่วมชาติ เพื่อนร่วมสังคม หรือแก่องค์กรนั้นๆ (แต่องค์กรต่างๆ ที่มีขึ้น ก็เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ แก่เพื่อนมนุษย์ แก่สังคมนั่นเอง)… (ภาวะผู้นำ, น.๔-๗)
[๑๑] …ปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งแห่งความสำเร็จของการทำหน้าที่ผู้นำ คือ การปรับเปลี่ยนความต้องการของคน ความต้องการเป็นตัวกำหนดเป้าหมายและทิศทางการตัดสินใจของคน ถ้าเปลี่ยนความต้องการของคนได้ ก็เปลี่ยนตัวคนนั้นได้ ผู้นำที่ดีช่วยให้คนพัฒนาความต้องการของตน ทั้งในการปรับเปลี่ยนให้บุคคลมีความต้องการที่ถูกต้องดีงาม และให้หมู่ชนมีความต้องการที่ประสานเป็นอันเดียวกัน… ความต้องการของคนพัฒนาได้ เปลี่ยนแปลงได้ และผู้นำที่ดีควรถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะช่วยให้คนพัฒนาความต้องการไปในทางที่ดีงามประณีตและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น … (ภาวะผู้นำ, น. ๒๓–๒๔)
[๑๒] …(ผู้นำ) ประการแรก ตัวเองต้องดี ต้องเป็นแบบอย่างได้ คือ ต้องทำดีเป็นตัวอย่างแก่เขา และมีความรู้ความสามารถที่จะมานำเขาได้ ประการต่อไป นอกจากเป็นกัลยาณมิตรให้กับเขาแล้ว ตัวเองก็ต้องมีกัลยาณมิตรด้วย คือ ต้องเลือก ต้องหาที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมงานที่ดี ลักษณะนี้แสดงถึงความเป็นคนที่ใฝ่แสวงปัญญา หมายความว่า ในการทำงาน หรือจะนำเขาไปนั้น ไม่ใช่ว่าตัวผู้นำเองจะทำได้คนเดียว แต่จะต้องฟังเสียงผู้อื่น และใฝ่แสวงปัญญาอยู่เสมอด้วย ข้อนี้สำคัญมาก แม้แต่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ต้องมีหลักข้อนี้ คือ ต้องมีที่ปรึกษาที่ไต่ถามจะได้แสวงปัญญาค้นคว้าหาความรู้ให้ทันต่อความเป็นไป และได้ความคิดที่จะมาใช้ในการปกครองหรือดำเนินกิจการ… ต่อไปก็ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คือ มีสติ คอยตรวจตราสถานการณ์ ความเปลี่ยนแปลงเป็นไป และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่อชีวิต ต่อองค์กร ต่อชุมชน ต่อสังคม ไม่พลาดสายตา จับเอามาตรวจตราพิจารณาทั้งหมดแล้ว ดำเนินการหาเหตุ หาปัจจัย และหาทางแก้ไขปรับปรุง… (ภาวะผู้นำ, น. ๒๙–๓๑)
[๑๓] …(ผู้นำต้อง) มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง ซึ่งเป็นลักษณะทางปัญญา คนที่เป็นผู้นำนั้นแน่นอนว่า ปัญญาสำคัญที่สุด คุณสมบัติข้อนี้อาจจะใกล้กับคำว่า มีวิสัยทัศน์ แต่คงไม่ใช่เท่านั้น มองกว้าง คือ ไม่ใช่มองอยู่แค่องค์กรหรือชุมชนของตน แต่มองไปทั่ว ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องมีผลส่งมา หรือมีอิทธิพลกระทบจากภายนอก จากสังคมอื่น จากคนพวกอื่น กลุ่มอื่น จากปัญหาของโลก จากกระแสโลกาภิวัตน์ อะไรต่างๆ ก็รู้ทั่วรู้ทัน… คิดไกล หมายความว่า คิดในเชิงเหตุปัจจัย ทั้งสาวไปข้างหลังและสืบไปข้างหน้า คือ เอาภาะหรือสถานการณ์ปัจจุบันตั้งแล้วใช้ปัญญาสืบสาวหาเหตุปัจจัยในอดีต ย้อนยาวไปให้เห็นว่า ที่เป็นอย่างนี้ เป็นเพราะอะไรและเป็นมาอย่างไร แล้วก็มองหมายอนาคตว่า มันจะเป็นอย่างไร โยงเหตุปัจจัยที่เป็นมาจากอดีตประสานเข้ากับปัจจุบันแล้วก็หยั่งเห็นอนาคต สามารถวางแผนเตรียมการเพื่ออนาคตให้บรรลุจุดหมาย ใฝ่สูง หมายความว่า ใฝ่ปรารถนาจุดหมายที่ดีงามสูงส่ง จุดหมายที่ดีงาม ก็คือคามดีงามของชีวิต ความดีงามของสังคม ความเจริญก้าวหน้า มีสันติสุขของมวลมนุษย์ … มองในวงแคบเข้ามา ใฝ่สูงหมายถึง ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์งานที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นประโยชน์มากที่สุด หรือผลงานที่มีคุณค่าอย่างเลิศ ตลอดจนผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ผู้นำจะต้องมีแรงใจอันนี้ คือ ใฝ่สิ่งที่ดีงามประเสริฐอย่างสูงยิ่ง และด้วยใจที่ใฝ่สูง ใฝ่สิ่งที่ดีงามประเสริฐสูงอย่างยิ่งนี้ ก็จะทำให้เกิดกำลังใจที่จะทำการสร้างสรรค์ทุกอย่าง……(ภาวะผู้นำ, น. ๓๑–๓๒)
[๑๔] …ความเป็นผู้นำนั้น มีฐานะอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าเป็นนาถะ คือเป็นที่พึ่ง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก ก็จึงเป็น “โลกนาถะ” แปลว่า เป็นที่พึ่งของชาวโลก ท่านผู้นำเมื่อนำได้ดี ก็จะเป็นที่พึ่งของคนอื่น เป็นที่พึ่งของหมู่ชน จนกระทั่งเป็นที่พึ่งของมวลมนุษยชาติต่อไป…(ภาวะผู้นำ, น. ๓๓–๓๔)
[๑๕] … การบริหาร คนโดยทั่วไปอาจมองเป็นเรื่องของชาวบ้าน ไม่เกี่ยวกับพระสงฆ์มากเท่าใดนัก แต่ถ้ามองให้ดีแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวกับพระสงฆ์ และพระพุทธศาสนามาก เพราะว่าในพระพุทธศาสนา ก็มีสถาบัน มีองค์การที่จะต้องมีการบริหาร อันนี้ก็คือคณะสงฆ์หรือเรียกว่าภิกษุสงฆ์… พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บริหารภิกษุสงฆ์ หรือที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า คณะสงฆ์ เวลานี้ฝรั่งมายอมรับบอกว่า คณะสงฆ์นี้เป็นองค์กรที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ไม่ปรากฏว่ามีองค์กรใดในโลกตะวันตก ตะวันออกที่ไหนอื่นที่จะยั่งยืนอยู่ได้ มีแต่เกิดมาแล้วก็ล่มสลายจบสิ้นไป แต่คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงตั้งมา ๒๕๐๐ กว่าปี อยู่มาได้จนบัดนี้ แสดงว่า ความยั่งยืนของคณะสงฆ์จะต้องมีวิธีการบริหารอะไรที่จะทำให้อยู่ได้ยั่งยืน มั่นคง (การบริหารแนวพุทธ, ไม่ปรากฏหน้า)
[๑๖] …ผู้บริหารจะต้องประสานคนกับงาน คนกับคน คนที่อาจจะทำงานหรืออยู่รวมกันในชุมชนร่วมกันจำนวนมาก ให้คนมาประสานกัน คือในการร่วมมือช่วยเหลือกัน รวมกันแล้วจะทำงานให้สำเร็จ… ลึกลงไปอีกคือการประสานสาระ คือ ตัวคามเป็นจริงที่อยู่ในธรรมชาติ เช่นกระบวนเหตุ ปัจจัยธรรมชาติ ประสานตัวความเป็นจริงที่อยู่ในธรรมชาติออกมาสู่รูปแบบ ก็คือ กระบวนการปฏิบัติของมนุษย์ให้เกิดสอดคล้องกัน ให้กระบวนการปฏิบัติของมนุษย์เป็นไปโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงโดยกฏของธรรมชาติ การประสานแบบนี้ ก็คือ นำความจริงออกมาจัดตั้ง วางระบบแบบแผน กำหนดโครงสร้าง กระบวน วิธี วางกฎกติกาเกี่ยวกับงานและคนที่จะให้ปฏิบัติการของหมู่มวลมนุษย์ ให้เป็นเหตุเป็นผลในธรรมชาติ…(การบริหารแนวพุทธ,ไม่ปรากฏหน้า)
________________________________________
Maintained by Computer Center , Internet Service Section



โดย : แสนดี
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 14 ก.ย. ปี 2006 [ เวลา 22 : 37 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com