Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> คำชวนตกสวรรค์

เรื่อง :

คำชวนตกสวรรค์

มันเป็นวันที่น่ายินดีของหมู่บ้านดอนเทพซึ่งตั้งอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากตัวเมือง ถึงหมู่บ้านแห่งนี้จะตั้งอยู่ในป่าลึกห่างไกลจากความบันเทิงแห่งแสงสีศรีวิไลก็ตาม ที่ปีนี้ก็ยังอุตส่าห์มีพระรูปใหม่เดินทางเข้ามาจำพรรษาที่วัดป่า อันเกือบจะร้างเนื่องด้วยเหลือพระจำวัดอยู่เพียงสามรูปเท่านั้น

หลวงพี่นากร พระใหม่ใบหน้าคมคาย ซึ่งทำพิธีอุปสมบทรับใช้ศาสนามาตั้งแต่ยังเด็กๆ จนวัยตอนนี้ล่วงเลยเข้าเบญจเพศ เดินทางจากอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะเดินทางมาหมายจำพรรษาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าหลวงพี่นากรเป็นลูกเต้าเหล่าใคร หรือมีความสัมพันธ์อะไรกับหมู่บ้านแห่งนี้จึงได้เจาะจงเดินทางนานนับวันมาที่นี่ แถมแล้วยิ่งความตื่นเต้นดีใจของชาวบ้านที่มีพระใหม่เข้ามาในหมู่บ้านแล้วด้วย ใครล่ะจะสนใจกับเรื่องหยุมหยิมเหล่านั้น.... ทุกคนมัวแต่ตื่นเต้นกับรอยยิ้มร่าของคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ได้เห็นมานานเต็มทน
หลวงพี่นากรจัดเป็นพระหนุ่มที่เทศน์ได้ลึกซึ้งกินใจบรรดาป้าแก่แม่ยกทั้งหลาย ทุกครั้งที่สำนวนที่ไพเราะนั้นพรั่งพรูออกจากปากผิดกับรูปลักษณ์ท่าทางของพระหนุ่มวัยยี่สิบเศษ ก็ยิ่งทำให้ความศรัทธาลุกลามไปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟไหม้ฟาง ไม่นานหลวงพี่นากรก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาประจำวันของหมู่บ้านไปโดยปริยาย จนถูกชาวบ้านยกยอว่าเป็นนักเทศน์อันดับหนึ่งของตำบลด้วยศรัทธาที่แรงกล้า
ความศรัทธาที่รินล้นไหลเอ่อออกออกจากหมู่บ้านไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง ปากต่อปากก็ยิ่งทำให้เกิดข่าวลือที่บิดเบือนต่างๆนานา ลือกันให้แซ่ดว่าที่จริงหลวงพี่นากรเป็นสาวกของพระพุทธองค์ตั้งแต่ปางก่อนกลับชาติมาเกิด แล้วนำคำเทศนาของพระพุทธเจ้าตั้งแต่กาลโน้นมาสั่งสอนคนให้บรรลุธรรม มันก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านจากทั่วสารทิศแห่แหนกันมาขอนมัสการฟังเทศฟังธรรมจนเต็มลานวัดโล่งๆ ที่มีเพียงต้นหญ้ารกทึบและแสงแดดแรงกล้าที่ไม่อาจบั่นทอนความศรัทธาลงได้แม้แต่น้อย
ยิ่งนาน ยิ่งมีคนมาเคารพหลวงพี่นากรมากขึ้นเท่าใดหมู่บ้านก็ยิ่งเจริญขึ้นๆตามลำดับมากเท่านั้น ชาวบ้านพากันเอาของกินมาวางขายให้แก่ผู้ศรัทธาที่หน้าวัด มีกระทั่งการตั้งโต๊ะให้เช่าวัตถุมงคลจนกลายเป็นการสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านมากขึ้นเท่านั้น หลวงพ่อผู้ชราภาพ และอาพาตออดๆแอดๆมานานหลายปีก็ค่อยรู้สึกวางใจว่าหลวงพี่นากรผู้นี้ล่ะ จะเป็นผู้สืบทอดเจตนาของสงฆ์ให้ชาวบ้านปฏิบัติตามได้ในอนาคตต่อไป….. หลวงพี่เองก็รู้สึกดีใจที่มีญาติโยมมากมายมาศรัทธาเชื่อถือตน ซึ่งหลวงพี่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะปฎิบัติกิจของสงฆ์ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

“หลวงพี่เมื่อไหร่จะให้ศีล ให้พรพวกกระผมซักที!” ขี้เมาสม นักเลงหวยประจำหมู่บ้านที่ขยันเข้าวัดเข้าวาด้วยจุดประสงค์ต่างจากผู้อื่นเอ่ยขึ้นในวันหนึ่ง
“อาตมาก็ให้ศีล ให้พรทุกครั้งที่พวกโยมมาเข้าวัดทำบุญทำทานทุกเช้าค่ำนั่นล่ะโยม” หลวงพี่นากรกล่าวขึ้นด้วยกิริยาสงบนิ่ง
“มิใช่เช่นนั้นดอกหลวงพี่ ไอ้ศีลพรพวกนั้นพวกกระผมก็ได้รับจนอิ่มหนำดีทุกวันอยู่แล้ว” ขี้เมาสมเหลียวมองดูซ้ายขวาอย่างหวาดๆ พอเห็นคนอื่นๆมัวแต่สนใจยกมือขึ้นอธิฐานพึมพำหลังจากเอาสตางค์ในกระเป๋าใส่ลงในตู้บริจาคโดยไม่สนใจตนแล้ว เขาก็หันกลับมาเอามือป้องปากพูดกับหลวงพี่นากรอย่างแผ่วเบา
“กระผมหมายถึงการให้ศีล ให้พรแบบอื่นๆต่างหากล่ะท่าน” ขี้เมาสมเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
“ที่โยมสมพูดหมายถึงกระไรรึ!?” หลวงพี่นครถามด้วยความงง แต่ขี้เมาสมกลับเกาหัวแกรกๆด้วยความหนักใจความด้อยประสบการณ์ทางโลกของหลวงพี่นากร ในที่สุดแกก็ตัดสินใจพูดให้ชัดๆขึ้นว่า
“กระผมหมายถึง การให้โชคให้ลาภแก่ญาติโยมบ้างน่ะพระคุณท่าน”
หลวงพี่แทบจะร้องอ๋อ!!....เมื่อเข้าใจความหมายของขี้เมาสม แต่มิวายยังรักษาท่าทีวางตัวให้สมกับการเป็นศิษย์ของพระพุทธองค์
“การทำเช่นนั้น มันขัดกับหลักสงฆ์นะโยมสม!” ขี้เมาสมจุ๊ปากเป็นสัญญาณให้เงียบ ก่อนที่จะกระซิบบอกหลวงพี่ด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า
“ช่างหัวกฎมันสิท่าน กฎพวกนั้นน่ะท่านไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นมาเองเสียหน่อย” หลวงพี่นากรยังคงมีทีท่าไม่สบายใจ ตาสมจึงเสริมเหตุผลเข้าไปอีก
“น่าท่าน...! ทำหนเดียวก็ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านลองคิดดูสิว่าจะดีเพียงใดหากท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาเคารพท่านขึ้นอีกมากโข เผลอๆดีไม่ดี วัดบ้านเราที่แทบจะรกร้างเต็มทนนี่อาจจะได้บุญได้กุศลพัฒนาตามแรงศรัทธาไปไกลอีกโขด้วยซ้ำ”
หลวงพี่นากรยังคงนิ่งอยู่ เพราะคิดหนักถึงผลได้ผลเสียที่ตามมา มันก็จริงของตาสมที่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องยากเลยหากหลวงพี่นากรจะใช้การใบ้หวยเพื่อเพิ่มความศรัทธา ขนาดแค่ฝีปากตอนนี้ของหลวงพี่นากรก็พอเพียงแล้วเสียด้วยซ้ำกับการกล่อมคน ถึงกระนั้นการทำแบบที่ตาสมบอกมาเลยมันก็ไม่ถูก เพราะหลวงพี่คิดยังไงก็เห็นแต่ผลเสียมากกว่าผลดี
“เผลอๆ... ที่วัดจะได้ศาลาการเปรียญด้วยนะท่าน!?” ด้วยคำพูดคำนี้ของตาสมนั้นล่ะ ที่ทำให้วิถีชีวิตของหลวงพี่นากรต้องเปลี่ยนไปจากนักเทศน์ฝีปากดี กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ขัดกับอุดมการณ์ดั่งเดิมของตัวหลวงพี่เอง

หลวงพี่นากรเริ่มเรียนรู้วิธีการหยดเทียนในนำมนต์ให้แปลกๆ เหมาะแก่การตีความหมายแฝงได้เป็นนัยๆ ในขณะที่ตาสมก็เริ่มไปเสาะแสวงหาต้นไม้พันธ์แปลกๆมาปลูกในวัด หาสัตว์ที่ดูแปลกพิสดารมาปล่อยลงทั้งลานวัด และบ่อน้ำของวัด โดยที่มีเจ้ามือหวยประจำหมู่บ้านทำตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือช่วยปล่อยข่าวลือเรื่องอิทฤทธิ์ปาฎิหารเกี่ยวกับหลวงพี่นากร ซึ่งเป็นเรื่องพร่ำโม้งี่เง่าที่แต่งขึ้นมาให้มันโหมมากกว่าความเป็นจริง.... คนในหมู่บ้านเริ่มถูกหวยกันมากบ้างน้อยบ้าง จนมาถึงหวยงวดหนึ่งที่เป็นเหมือนฟ้าผ่าดังเปรี้ยงมาที่หมู่บ้านดอนเทพแห่งนี้!
เลขเด็ดจากพระนครทำให้คนทั้งหมู่บ้านดอนเทพถูกหวยรวยกันถ้วนหน้า....!!
ขนาดตัวหลวงพี่นากรเองยังถึงกับลืมกิริยาอันบังควรของสงฆ์ เผลอกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอยู่บนกุฏิเสียงดัง จนหลวงพ่อที่เฝ้ามองกิริยานั้นอยู่ต้องตะโกนด่า...!

แล้วสิ่งที่ขี้เมาสมกล่าวไว้ก็เป็นความจริง วัดที่เกือบร้างของหมู่บ้านแห่งนี้ถูกถากถางกอหญ้ารกทึบออกเสียใหม่จนดูโล่งตา ที่กลางลานวัดที่ว่างเปล่าก็ถูกทดแทนด้วยศาลาการเปรียญหลังใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเงินบริจาคของชาวบ้าน(ซึ่งส่วนใหญ่ถูกหวย) พร้อมกับกุฏิหลังใหม่ของหลวงพี่นากรที่ติดแอร์เสียเย็นฉ่ำ พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าครบครัน จากเหตุการณ์นี้ตัวขี้เมาสมเองก็พลอยได้ดีไปด้วย จนกลายเป็นเศรษฐีสมไปในชั่วค่ำคืน
แต่ภาพความเจริญที่ผิดธรรมดาพวกนี้ มันทำให้หลวงพ่อที่ชราภาพมากแล้วไม่ค่อยสบายใจมากมากนัก.....!!
เคยมีคนกล่าวว่า เมื่อคนเรามีปัจจัยมากขึ้น จิตใจก็มักจะเสื่อมมากขึ้นตามไปด้วยไม่เว้นแม้แต่ตัวของหลวงพี่นากรเองที่กำลังจะกลายเป็นเช่นนั้น
ไม่นานหลวงพี่นากรก็กลายเป็นเหมือนพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เต็มไปด้วยเงินทองที่ญาติโยมนำมาสุมกองถวายกันจากทุกทั่วสารทิศ ยิ่งนานพระนครก็ยิ่งหลงคะนองว่าตนเองสำคัญผิดจากสงฆ์รูปอื่นๆ หลวงพี่เริ่มหยิ่งจองหองมากยิ่งขึ้นๆจนไม่แม้แต่จะลงมาเสวนาธรรมกับหลวงพ่อเหมือนในอดีตอีกต่อไป
แต่.... จากสายตาของคนนอกที่ไม่รู้เบื้องลึกหนาบางข้างในวัด ใครๆก็คิดว่าเจ้าอาวาสคนต่อไปหลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้ว คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลวงพี่นากรเป็นแน่

ทุกคืนหลวงพ่อชอบออกมานั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆทุกเย็น ที่ใต้ต้นไทรใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ใกล้ๆริมกุฏิของหลวงพี่นากรโดยอาศัยเพียงแสงไฟเล็กน้อยจากเสาไฟนีออนจากใต้ศาลาการเปรียญหลังใหม่เท่านั้น แต่คืนนี้หลวงพ่อรู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลกไปจากวันปกติ ทั้งๆที่วันนี้หลวงพ่อยังไม่ได้เดินไปเปิดไฟที่ศาลาการเปรียญเพื่ออ่านหนังสือเช่นทุกครา แต่หลวงพ่อกลับสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้อย่างชัดเจนด้วยแหล่งไฟจากที่อื่น
หลวงพ่อมองไปตามทิศทางแสงที่ตกมากระทบกับหนังสือในมือ ท่านเห็นแสงไฟจากกุฏิของหลวงพี่นากรสว่างจ้าเป็นประกายอยู่ในความมืด ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่ยามเย็นเช่นนี้หลวงพี่นากรจะเปิดไฟเพื่อให้เห็นสิ่งรอบกายในความมืดของกุฏิ มันจะไม่แปลกถ้าหลวงตาไม่บังเอิญมองไปเห็นร่างๆหนึ่งในเงามืดเดินลัดเลาะริมรั้ววัดเดินตรงขึ้นไปยังประตูกุฏิของหลวงพี่นากรอย่างรวดเร็ว...!!
หลวงพ่อหรี่ตาลงมองฝ่าความมืด หลงพ่อเห็นร่างๆนั้นท่าทางลุกลี้ลุกลนท่าทางน่าสงสัย ร่างนั้นเคาะประตูกุฏิของหลวงพี่นากรสองสามครั้งเบาๆก่อนที่ประตูจะเปิดออก แล้วมีหลวงพี่นากรโผล่หน้าออกมามองซ้ายมองขวาอย่างหวาดๆ ก่อนที่จะรีบดึงร่างนั้นเข้าไปในกุฏิโดยไว
หลวงพ่อใช้ใบไม้แห้งขั้นหน้าหนังสือที่อ่านค้างไว้ แล้วลุกเดินไปที่กุฏิของหลวงพี่นากรด้วยความสงสัย ท่านค่อยๆเดินขึ้นบันได้อย่างช้าๆด้วยสังขารที่โรยรา แต่พอจะเคาประตูเรียกหลวงพี่นากรท่านก็ต้องหยุดเพราะเห็นเงาสีดำวูบวาบขยับไปมาผ่านรอยแยกเล็กๆของผ้าม่าน จากหน้าต่างข้างๆตัวหลวงพ่อที่สูงระดับเทียมหัว
ลานวัดในยามเย็นช่างเงียบสงบสมกับเป็นสถานที่พำนักของสงฆ์ แต่บางครั้งความเงียบนั้นมันก็ทำให้คนเราได้ยินเสียงบางอย่างชัดเจนจนเกินไป ตอนนี้ก็เช่นกัน ความเงียบมันทำให้หลวงพ่อได้ยินเสียงกระเส่าเย้ายวนของสตรีเพศจากในกุฏิของหลวงพี่นากรได้อย่างชัดเจน...... หลวงพ่อรู้สึกใจหายวาบ ขณะที่กำลังพยายามเขย่งปลายเท้าดันตัวขึ้นไปที่หน้าต่างข้างๆจนสามารถส่องดูสถานการณ์ภายในห้องจากรอยแยกของผ้าม่านนั้นได้อย่างถนัด
ภาพเบื้องหน้าของหลวงตาชรา คือภาพของเนื้อหนังของบุคคลสองคนกำลังเสียดสีกันไปมาด้วยอารมณ์ราคะอันร้อนแรง....!!
หลวงตารู้สึกหน้าร้อนผ่าว ในขณะที่ค่อยๆเดินกลับมากุฏิของหลวงพี่นากรมาด้วยน้ำตาที่ไหลเปื้อนบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น..

“ทางวัดขอขับพระนากรออกจากวัด เนื่องจากทำตัวไม่สมควรตามกิจแห่งสงฆ์” หลวงพ่อกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา ท่ามกลางความตกตะลึงของชาวบ้านที่มาร่วมฟังเทศน์ตอนเช้ากันเต็มศาลาการเปรียญ
“ทำไมล่ะครับหลวงพ่อ มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆที่หลวงพี่นากรจะทำผิดกฎของสงฆ์ ดูสิครับ! หากไม่มีหลวงพี่นากรทั้งวัด และหมู่บ้านก็คงไม่เจริญขนาดนี้!!” อดีตขี้เมาสมส่งเสียงร้องทักท้วงเสียงดังขึ้นมาก่อนใคร ชาวบ้านหลายคนหยักหน้าเห็นด้วย
“จริงอยู่ที่วัดนี้เจริญขึ้นมาได้ขนาดนี้ก็เหมือนกับเป็นหนี้พระนากร แต่ยังไงเสียก็ยังจำเป็นที่ต้องขับพระนากรออกไปจากวัดอยู่ดี” หลวงพ่อยังคงกล่าวต่อไป ท่ามกลางเสียงร้องอื้ออึงไปทั้งศาลา
“ทำไมล่ะครับหลวงพ่อ?” หลายคนเริ่มร้องขึ้นขอคำตอบด้วยความไม่พอใจ และโกรธแค้น
หลวงพ่อทอดสายตามองชาวบ้าน ในขณะนี้ทุกคนมีแต่แววตาแห่งโทสะบังเกิดขึ้น ทุกคนหลงงมงาย และเชื่อเป็นแน่แท้ว่าสิ่งที่พระนากรทำจะต้องถูกต้องทุกอย่าง........ หลวงพ่อมองดูสายตาทุกคู่ด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนที่พระนากรจะมาเหยียบที่หมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านทุกคนเคยเป็นคนที่ขยันขันแข็งตั้งใจทำการทำงาน พอมาตอนนี้ กลับกลายเป็นหมู่บ้านที่นั่งๆนอนๆรอวันหวยออกไม่ต่างอะไรกับซากศพ มิหนำซ้ำยังไม่รู้ตัวด้วยว่าสิ่งที่ตนมันทำนั้นผิด..... ศรัทธาที่ถูกปลูกฝังลงไปมันคงยากที่จะแก้ไขได้แล้วกระมัง!
หลวงพ่อถอนหายใจ สิ่งที่หลวงพ่อกำลังจะพูดออกไปมันอาจจะเป็นการทำลายชีวิตของคนๆหนึ่งทั้งชีวิต แต่หลวงพ่อก็จำเป็นที่ต้องพูดออกไปเพื่อให้ชาวบ้านตาสว่างกันในความจริงเสียที
“ถามสีกาแช่มดูเอาเองก็แล้วกัน อาตมาไม่ขอพูดต่อ” หลังหลวงพ่อกล่าวจบ นางแช่มบุคคลที่ถูกกล่าวถึงก็มีสีหน้าตื่นตระหนกเหมือนเห็นผี พอชาวบ้านทั้งศาลาหันไปมอง นางแช่มก็ทำหน้าตื่นวิ่งหนีฝ่าฝูงชนลงศาลาไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้าน
“หมายความว่ายังไงหรือครับหลวงพ่อ?” ผู้ใหญ่บ้านถามขึ้น ชาวบ้านคนอื่นๆก็พากันหันมามองหลวงพ่อกันหมดอย่างใคร่รู้.... หลวงพ่อรู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็จำเป็นต้องตอบ
“สีกาแช่ม เป็นชู้กับพระนคร” หลวงพ่อกล่าวเบาๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้คนทั้งศาลาหน้าเสียด้วยความตื่นตระหนก
“จริงหรือครับหลวงพ่อ?” หนึ่งในชาวบ้านตะโกนขึ้น
“พระไม่มุสาหรอกโยม.. จะเชื่อหรือไม่นั้น ก็ตามใจพวกโยมเถิด”
ชาวบ้านหลายคนไม่เชื่อ พร้อมทั้งตะโกนส่งเสียงเอะอะหาว่าหลวงตาโกหก แต่พอชาวบ้านยกกันไปหาหลวงพี่นากรเพื่อขอคำอธิบายก็ปรากฏว่า หลวงพี่นากรหอบเงินทองที่ญาติโยมถวายให้หนีไปนานแล้วพร้อมๆกับนังแช่ม....!!

สามเดือนหลังจากคดีหลวงพี่นากรอุ้มสมบัติวัดหนีหายเงียบ ชาวบ้านที่โกรธแค้นเพราะศรัทธาในตัวหลวงพี่นากรก็ค่อยๆคลายความโกรธแค้นลง จนในที่สุดหมู่บ้านก็กลับเข้าสู่ชีวิตปกติที่ไม่ต้องพึ่งพาการเล่นหวยเป็นอาชีพหลัก ถึงอย่างนั้นตาสม กับเจ้ามือหวยที่ขาดรายได้ ก็ยังคงพยายามที่จะสถาปนาร่างทรงคนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทนหลวงพี่นากรจนได้ถึงคนจะไม่ศรัทธาเท่าหลวงพี่นากรก็ตาม ในขณะที่หลวงพ่อไม่ใคร่สบายใจนักกับพฤติกรรมของตามสมที่กระทำการยั่วยุให้คนหันกลับไปหลงงมงายอีกครา..... ถึงกระนั้นหมู่บ้านก็ยังดูสงบสุขดี
ไม่มีใครเลยซักคนที่จะคาดคิดว่า ความเงียบสงบนั้นมักจะเกิดขึ้นก่อนเวลาที่พายุลูกใหญ่จะพัดผ่านเข้ามาเสมอ....... แม้แต่ในร่มเงาของพุทธศาสนาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
ในคืนพายุฝนพัดโหมกระหน่ำ คืนนั้นที่หมู่บ้านดอนเทพมีคนไปพบศพของเศรษฐีสม หรืออดีตขี้เมาสม นอนตายแข็งทื่อโดยมีบาดแผลฉกรรจ์เหวะหวะเต็มตัวอยู่ริมวัด ชาวบ้านต่างกล่าวกันไปต่างๆนานาถึงสาเหตุการตายของตาสม สาเหตุที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด เห็นจะได้แก่การที่ลือกันให้แซ่ดว่าอดีตพระนากรกลับมาล้างแค้น เพราะตาสมไม่ยอมช่วยตนเองตอนมีเรื่องอื้อฉาวจนต้องหนีไปเป็นแน่..!!
วันถัดมาเจ้าของบ่อนหวยรายใหญ่ก็ถูกฆ่าปาดคอทิ้งหมกไว้ในคูน้ำข้างๆวัดพร้อมๆกับร่างทรงใบ้หวยคนใหม่ ศพของพวกเขาเกยตื้นเนื่องจากน้ำลดในตอนเช้าจนพวกหาปลาไปพบเข้า คนที่เกี่ยวข้องลึกซึ้งกับหลวงพี่นากรสองคนถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดในเวลาเพียงข้ามวัน มันทำให้ชาวบ้านเริ่มแน่ใจแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นการฆาตกรรมแบบเจาะจงตัวกับคนที่มีส่วนทำลายชีวิตของหลวงพี่นากรเป็นแน่..!
ยิ่งความโหดเหี้ยมรายวันแบบท้ากฎหมายมาเยือน มันก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว เมื่อจิตใจอ่อนแอลง ชาวบ้านก็ต้องพากันยกโขยงไปหาหลวงพ่อที่เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจที่ยังเหลืออยู่เพื่อขอคำปรึกษา แทนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ดูไร้น้ำยา
“เดี๋ยวฝันร้ายก็ผ่านไปเองล่ะโยม จงรออย่างสงบเถิด!” มันเป็นคำตอบง่ายๆที่ออกมาจากปากของหลวงพ่อ ซึ่งมันทำให้ชาวบ้านโล่งใจขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่แล้ว......เหตุการณ์มันก็ยังคงเกิดขึ้นอีก!!
มีคนพบศพนังแช่มที่หายตัวไปพร้อมกับหลวงพี่นากรผูกคอตายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆกับวัดอีกครั้ง....!!
ความตื่นตระหนกที่หนักอยู่แล้วของชาวบ้านก็ยิ่งทวีคูณจนแทบระงับไว้ไม่อยู่ เหยื่อสามคนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิดของหลวงพี่นากรทั้งนั้น... แค่นี้ก็เป็นหลักฐานได้แล้วว่าใครมันเป็นคนลงมือทำการฆาตกรรมเหี้ยมโหดถึงขนาดนี้..!!

หมู่บ้านคอนเทพในวันนี้แตกต่างจากทุกวัน พอฟ้าเริ่มมืด บ้านทุกหลังก็จะพากันปิดหน้าต่างลงกลอน พร้อมกับซ่อนตัวอยู่ในบ้านด้วยความหวาดเกรงต่อแรงอาฆาตของพระนคร
ดึกดื่นค่อนคืนแล้วหลวงพ่อยังนอนไม่หลับ ท่านรู้สึกกระสับกระส่าย จนต้องลุกขึ้นมาเดินออกจากกุฏิไปยังห้องน้ำกลางดึกๆ ทั้งๆที่อาการป่วยของหลวงพ่อเองก็อาการไม่สู้ดีนัก
คืนนั้นก้อนเมฆบดบังแสงจันทร์กระจ่างทำให้ฟ้ามืดลง หลวงพ่อกำลังเดินอย่างช้าๆผ่านใต้ต้นไทรใหญ่ใกล้ๆกับอดีตกุฏิของหลวงพี่นากร ไปยังห้องน้ำที่เห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ พอหลวงพ่อกำลังจะเดินผ่านต้นไทรนั้น แสงไฟจากกุฏิของหลวงพ่อ ก็สะท้อนมากระทบกับร่างของใครคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของต้นไทรเบื้องหลังหลวงพ่อ พร้อมทั้งส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมายังท่าน เมื่อร่างนั้นมองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครตามหลวงพ่อมา ก็ล้วงเอามัจจุราชสีเงินเงาที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมาจากมาถือไว้ แล้วย่างสุขุมเข้าไปหาหลวงพ่ออย่างช้าๆ และเงียบกริบ...
“อึ๊ก!!” มีเสียงร้องเบาๆลอดออกมาด้วยความตกใจเมื่อมัจจุราชเข้าถึงเป้าหมาย เสียงนั้นถูกเสียงแมลงกลางคืนกลบหายไปในความมืด พร้อมๆกับร่างๆหนึ่งทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้น อย่างสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะเรียกชื่อของอีกฝ่ายที่กำลังยืนแสยะยิ้มอยู่ใต้แสงจันทร์

วันต่อมาที่วัดก็ต้องวุ่นวายกันขนานใหญ่ เพราะอาการของหลวงพ่อไม่ค่อยจะสู้ดี อาการของท่านทรุดฮวบลงตั้งแต่ตอนสายๆ ท่าทางของท่านใกล้จะลาสังขารจากโลงนี้เข้าไปเมทีแล้ว หลวงพ่อเริ่มหายใจสั้นๆถี่ๆ และพึมพำอย่างไม่ได้ศัพท์.... แต่สีหน้าของท่ากลับดี เต็มไปด้วยรอยยิ้ม อย่างคนที่โล่งใจหลังจากที่ได้ลงมือทำอะไรซักอย่างที่ค้างคามานานจนเสร็จสิ้นแล้ว
ซักพักเสียงเอะอะวุ่นวายก็ยิ่งดังขึ้นไปอีก มีเสียงร้องตะโกน และเสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นที่ลานวัด คนอื่นๆที่อยู่บนกุฏิเมื่อได้ยินเสียงดังนั้นก็ลืมหน้าที่เฝ้าดูหลวงพ่อของตน รีบวิ่งไปยังต้นตอของเสียงอย่างรวดเร็ว
ร่างๆหนึ่งนอนใบหน้าซีดเซียวอยู่บนลานวัดท่ามกลางวงเลือดที่แห้งกรังบนพื้น ทุกคนจำใบหน้าของชายในชุดฆราวาสที่ใบหน้าบิดเบี้ยวเหลือกลานนั้นด้วยความตกใจสุดขีดนั้นได้ดี ร่างๆนั้น คืออดีตหลวงพี่นากรที่ตอนนี้ถูกชิงลมหายใจไปแล้วด้วยรอยแผลลึกที่หน้าอก.......... แต่อาวุธที่ใช้คร่าชีวิตของเขานั้นกลับหายไป!!
บนกุฏิหลวงพ่อที่กำลังนอนหายใจอย่างรวยรินอยู่นั้นกลับปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าเหมือนผู้ชนะ พร้อมทั้งพึมพำอย่างแผ่วเบาด้วยเสียงขาดๆหายๆจนยากที่ใครจะจับความหมายได้!!
“ในที่สุด....ในที่สุด หมู่บ้านนี้ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม”
หลวงตากล่าวได้เพียงเท่านั้น ลมหายใจของท่านก็ขาดห้วงหยุดไปตลอดกาล.............................

หนึ่งเดือนหลังจากงานศพของหลวงตา เณรที่มีหน้าที่ทำความสะอาดกุฏิของหลวงตาเพื่อไว้ให้พระรูปใหม่สามารถเข้ามาใช้เป็นที่พักได้ก็ได้ขึ้นมาทำความสะอาดตามหน้าที่ เณรทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมจนสะอาดเรียบร้อย แต่แล้วก็ต้องรู้สึกสะดุด เมื่อพยายามจะกวาดเอาขยะจากใต้เตียงไม้ออกมา มันมีอะไรที่หนักมากจนไม่สามารถใช้ไม้กวาดกวาดออกมาได้บริเวณจุดที่ลึกที่สุดใต้เตียง
เณร ทิ้งตัวลงนอนแนบกับพื้น แล้วค่อยๆใช้มือล้วงเข้าไปคว้านหาอะไรบางอย่างที่ถูกซุกไว้อย่างยากลำบาก พอดึงเอามันออกมาได้หลังจากที่เณรต้องทนเหนื่อยจนเหงื่อแตก มันกลับทำให้เณรร้องลั่น ก่อนที่จะโยนสิ่งนั้นทิ้งลงที่พื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด.........................................!!
สิ่งนั้นมันคือ มีดปลายแหลมยาวราวหนึ่งศอก ที่มีหน้ากว้างตรงกับบาดแผลที่ใช้สังหารเหยื่อฆาตกรรทโหดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านทุกประการ........!!
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



โดย : อัจฉริยะมืด
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 1 ต.ค. ปี 2006 [ เวลา 20 : 1 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com