Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>>  เทพยุทธเก้ามังกร : ตอนที่ 2 หนึ่งเดียวที่เหลือรอด หนึ่งเดียวแห่งความหวัง

เรื่อง :

เทพยุทธเก้ามังกร

 : ตอนที่ 2 หนึ่งเดียวที่เหลือรอด หนึ่งเดียวแห่งความหวัง

หนึ่งเดียวที่เหลือรอด หนึ่งเดียวแห่งความหวัง

ในขณะเดียวกันนั้น ณ ฮั่นต๋งได้แต่งทัพไว้รอรับทัพทางด้านที่พรรคจันทราและพร้อมสำหรับการโต้ตอบกลับทันทีเมื่อใดที่พรรคจันทราก้าวเท้าเข้ามาบนเขตแดนของฮั่นต๋ง
“ข้าพเจ้าเป็นห่วงลูกของเราจริงๆท่านพี่”
หญิงอายุประมาณ 30 ปีแต่งตัวเป็นแม่ทัพดูไปแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าพรรคสุริยันพูดคุยกับชายอีกคนหนึ่งที่ดูไปแล้วน่าจะเป็นสามีของหญิงคนนั้น
“เจ้าจะห่วงไปไย สี้หนี่เป็นลูกสาวของผู้นำพรรคสุริยันที่มีความเก่งกาจในเรื่องต่างๆเชียวนะลูกสาวเราคงหาทางไปยังเกงจิ๋วได้ด้วยตัวเองอยู่แล้วอีกทั้งยังมีม้าชั้นดี กระบี่จันทร์หลงและกระบี่ยอดจันทร์ที่ไว้สื่อว่า สี้หนี่คือลูกของพวกเราจริง”
ชายคนนั้นสวมกอดกับหัวหน้าของพรรคสุริยันพร้อมกับพูดขึ้นอีกว่า
“ดินแดนเสฉวนเป็นดินแดนที่เรามีลูกพรรคกระจัดกระจายอยู่แล้วเกงจิ๋วกับพรรคจักรภพก็เป็นพันธมิตรกับพรรคสุริยันเรา เราก็บอกข่าวถึงการที่ลูกเราจะไปยังเกงจิ๋วให้กับพวกพรรคจักรภพทราบแล้วด้วย เจ้าควรหมดห่วงกลับลูกของเราได้แล้วเพราะศึกนี้ที่เรากำลังจะต้องสู้ด้วยมันคือศึกที่สำคัญที่สุดของเรา”
“แต่ สี้หนี่ เพิ่งจะครบ 12 ขวบปีเองนะคะ”
ผู้นำพรรคสุริยันเพื่มความห่วงให้แก่ตนเองอีกครา
“แต่ลูกของเราก็เรียนรู้วิชาต่างๆของพรรคสุริยันจนเกือบที่ครบทุกสาขาแขนงแล้วมิใช่หรือ ไม่ว่าจะเป็นวิชาตัวเบาเคลื่อนคล้อยตามแสงแดด วิชาการรักษาเคล็ดรักษาเก้าอาทิตย์ วิชาทั่วไป 8 เคล็ดปราบจันทรา หรือแม้กระทั่งวิชาที่จำเป็นจะต้องเรียนทุกคนที่เป็นทายาทผู้สืบต่อพรรคของเรา ดรรชนีเอกสุริยัน ลูกก็ฝึกครบทั้งหมดแล้วมิใช่รือและวิชาที่ลูกของเราฝึกนั้นก็เป็นวิชาขั้นสูงสุดของพรรคเราแล้วด้วย”
ชายคนนั้นกล่าวพูดในเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นห่วงให้กับภรรยาตนเองฟัง

อีกทางด้านหนึ่งเด็กสาวคนหนึ่งหน้าตาดูน่ารักและสะสวย ผมยาวสีดำเข้ม นัยน์ตาคมสีดำ ร่างกายดูบอบบางนักแต่ข้างในแข็งยิ่งกว่าหิน กำลังเดินทางเพื่อที่จะไปยังเกงจิ๋วแต่ ณ ตอนนี้เธอกำลังนั่งพักอยู่ริมลำธารที่ไหลผ่านซึ่งพ่อของเธอบอกไว้ว่า ถ้าเดินทางตามแม่น้ำสายนี้ไปเรื่อยๆเธอก็จะพบกับเกงจิ๋ว
“ช่วยด้วยชะชะ......ช่วยข้าด้วย”
เสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังข้นมาจากอีกฝั่งหนึ่งของป่า
เด็กสาวจึงรีบขึ้นม้าและรุดไปยังจุดที่มีเสียงร้องดังขึ้นทันที
“ข้ามะมะ....ไม่มีอะไรทั้งนั้นละที่เจ้าต้องการปล่อยฉันไปเถอะ”
เด็กชายคนหนึ่งแต่งตัวดูมีฐานะแต่ตอนนี้หน้าตามอมแมมในอ้อมกอดของเขามีห่อผ้าที่คลุมดาบปิดเอาไว้อยู่สองห่อกำลังหนีจากการไล่ล่าของเด็กชายอีกคนเข้าไปในวัดร้างที่อยู่ใกล้ๆ
“สิ่งที่ข้าต้องการคือกระบี่เล่มนั้นที่แกเก็บไว้ในห่อผ้านั้นไง กระบี่เกล็ดมังกร”
เด็กชายชายอีกคนที่เอากระบี่จ่อไว้ที่หน้าเด็กชายคนที่กอดห่อผ้าไว้
“ข้าไม่อยากลงมือกับเจ้าหรอกนะ อิมเสี่ยวหลง เพราะว่าข้าซุนเหลียงไม่อยากให้ลูกของคู่ต่อสู้พ่อข้าเป็นอะไรไปหรอก” ซุนเหลียงเด็กชายที่ถือกระบี่จ่อที่หน้าอิมเสี่ยวหลงเด็กชายที่กอดห่อผ้าไว้
“ลดกระบี่ของเจ้าลงเดี๋ยวนี้ ซุนเหลียง”
เด็กสาวผู้ที่รีบรุดมาชี้กระบี่ไปยังซุนเหลียง
“ฉี่สี้หนี่ ทายาทของพรรคสุริยันคนสุดท้ายเจ้าอย่าเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องนี้ดีกว่าเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องของคนพรรคสุริยัน”
ซุนเหลียงพดโดยไม่หับในหน้าไปทางฉี่สี้หนี่
“นี่จะไม่ใช่เรื่องของพรรคสุริยันเราได้เยี่ยงไร เพราะอิมเสี่ยวหลงนั้นคือหลานของชาวโงหลางผู้เป็นพันธมิตรกับพรรคสุริยันของเรา”
พูดจบฉี่สี้หนี่จึงได้แผ่พลังกระบี่ตรงไปยังแผ่นหลังของซุนเหลียง
“นี่เจ้าจะเอาจริงกับข้าเช่นนั้นหรือ”
“ข้าขอท้าประลองกับทายาทพรรคจันทราละกัน”
พอทั้งคู่พูดจบ พลังกระบี่ของทั้งคู่จึงถูกแผ่ออกตรงเข้าหาคู่ต่อสู้ของตน กระบี่ของฉี่สี้หนี่พุ่งตรงไปหาซุนเหลียงในทันที
“มอบชีวิตมา วิชามารอาทิตย์”
เงากระบี่ของฉี่สี้หนี่เกิดขึ้นทั่วบริเวณแต่ท่าทางของซุนเหลียงก็ไม่ได้ลุกลี้ลุกหรือแม้กระทั่งเตรียมรับมือ
“สำหรับเจ้าข้าคงไม่ต้องใช้กระบี่เยือกแข็งของพ่อข้าด้วยซ้ำ ดรรชนีพลังจันทรา!!!”
ซุนเหลียงยกมือข้างซ้ายขึ้นและชี้ไปยังร่างของฉี่สี้หนี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตน พลังดรรชนีกับกระบี่ยอดจันทร์ปะทะกันเกิดพลังทำลายเป็นวงกว้างพร้อมกับแสงไฟที่เจิดจ้าเกินกว่าที่ใครจะทนมองเห็นได้แต่ อิมเสี่ยวหลงก็คอยเพ่งมองหาฉี่สี้หนี่อยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งเวลาที่แสงไฟจางลง อิมเสี่ยวหลงยังคงเพ่งมองเข้าไปยังแสงไฟนั้นก็เห็นร่างของคนคนหนึ่งเดินมาที่เขานั่นคือ

“เวลาสุดท้ายของเจ้าคงใกล้จะมาถึงแล้วสินะ ท่านผู้นำแห่งพรรคสุริยัน”
เตียวก๊กและหลี่เยื่ยเดินตรงเข้าไปหาร่างของผู้นำพรรคสุริยันที่ไร้เรี่ยวแรง
“ข้าขอเป็นคนจัดการมันเถอะท่านหลี่เยื่ย”
เตียวก๊กขอที่จะลงมือกับผู้นำพรรคสุริยันด้วยตนเองต่อ หลี่เยื่ย
“เชิญท่านเตียวก๊ก”
เตียวก๊กได้ยินดังนั้นก็ชักกระบี่ออกมาและเสือกเข้าไปยังท้องน้อยที่เป็นจุดกำเนิดพลังยุทธของผู้นำพรรคสุริยันและผู้ฝึกยุทธทุกคน ซึ่งนั้นทำให้ผู้นำพรรคสุริยันเสียชีวิตในทันที
ในระหว่างที่เตียวก๊กลงมือสังหารท่านผู้นำนั้น หลี่เยื่ยก็ได้เดินออกมาบอกกับกวนชีเทียนว่า
“ส่งสัญญาณบอกนายน้อยด้วยให้กลับมาจากการไปเดินเล่นได้แล้ว”
กวนชีเทียนได้รับคำสั่งจำไปส่งสัญญาณแก่นายน้อยของพวกเขาทันที

ซุนเหลียงมองเห็นสัญญาณจึงรู้ว่าต้องกลับไปยังทัพจันทราทันที
“ชิ หมดเวลาเล่นกับพวกเจ้าแล้วสินะงั้นข้าขอกระบี่เกล็ดมังกรไปด้วยละกัน ฮ่าฮ่าฮ่า”
ซุนเหลียงจึงหยิบเอาห่อผ้าที่มีกระบี่ไปจากร่างที่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรงและพิงอยู่ที่ฐานของพระพุทธรูปแล้วเดินออกจากวัดร้างที่บัดนี้เหลือเพียงแต่พระพุทธรูปกับผนังสองด้านเท่านั้น
“สี้หนี่ เจ้ายัง......ลุกขึ้น...ไหวหรือไม่ ”
อิมเสี่ยวหลงคลานอย่างไร้เรี่ยวแรงไปหาฉี่สี้หนี่ที่นอนฟื้นฟูพลังอยู่เนื่องจากขาหัก
“ข้าพอไหวที่จะเดินทางต่อว่าแต่เจ้าเถอะ เสี่ยวหลง พลังเก้ามังกรของเจ้าดูท่าทางจะฝึกไปได้มากกว่าคราก่อนที่เราได้พบเจอกันนะคงจะฝึกถึงขั้นที่ห้าแล้วละสิ”
“ใช่แล้วเพราะคราก่อนที่เราพบกันเมื่อสองปีที่แล้วข้าเพิ่งจะได้เพียงสี่ขั้น พ่อข้า อิมถัง บอกว่าข้ามีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ ข้าใช้เวลาเพียงสี่ปีฝึกได้สี่ขั้นแต่ท่านพ่อของข้า อิมถังฝึกถึงขั้นที่สี่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีในการฝึก”
อิมเสี่ยวหลงโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บภายในของตัวเอง ขณะเดียวกันก็หัวเราะขึ้นมาแล้วพูดขึ้นว่า
“ข้าว่าตอนนี้เจ้าซุนเหลียงคงบาดเจ็บภายในอย่างสาหัสทีเดียว”
พอฉี่สี้หนี่ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะออกมา ทั้งคู่จึงได้หัวเราะพร้อมกัน

ทางด้านของซุนเหลียงก็ได้รับบาดเจ็บภายในอย่างสาหัสทีเดียวแต่ดีที่กลับมาอยู่ในมือของซุนเยื่ยผู้เป็นพ่อ แต่ถึงแม้จะเข้ามาอยู่ในมือของซุนเยื่ยแล้วเขาก็ต้องรีบร้อนเข้ามาดูอาการของซุนเหลียง แต่พอซุนเยื่ยเหลือบไปเห็นกระบี่เกล็ดมังกรที่ซุนเหลียงนำกลับมาด้วยซุนเยื่ยจึงกล่าวว่า
“หากมีกระบี่เกล็ดมังกรกลับมาด้วยไยต้องกลัวพลังของพรรคสุริยันเล่า”
ว่าแล้วซุนเยื่ยก็ได้หยิบเอากระบี่เกล็ดมังกรที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาแล้วถอดผ้าที่ห่อมันอยู่ออกจึงได้เห็นถึงลายอันสวยงามของฝักที่เก็บมันไว้เป็นลายของเกล็ดมังกรสีเขียวแต่พอได้สัมผัสมันซุนเยื่ยรู้สึกถึงความเย็นที่เหน็บหนาวมากเกินกว่าที่พลังเทพจันทราน้ำแข็งจะทนได้จึงได้วางมันลงแล้วเรียกหลี่เยื่ยมาบอกถึงวิธีการขับพลังของพรรคสุริยันออกจากร่าง ซึ่งวิธีนั้นคือโคจรพลังผ่านกระบี่เกล็ดมังกรเพื่อให้ความเย็นในกระบี่สยบความร้อนของพลังพรรคสุริยัน ส่วนตนเองก็หลบไปพักในห้องนอนของตนและลงมือเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษพร้อมกับวางไว้ที่โต๊ะอักษรหลังจากเขียนเสร็จซุนเยื่ยก็ได้วางกระบี่ของตนที่ใช้มานั่นคือกระบี่เยือกแข็งนั่นเองแล้วปลีกตัวออกจากวิหารชี้จันทราไปยังถ้ำวารีอาฆาตซึ่งอยู่ตรงใจกลางของภูเขาหัวเป็นถ้ำที่มีทางเข้าเพียงทางเดียวซึ่งอยู่กลางเขาใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ซุนเยื่ยเรียกว่า ต้นไม้แห่งความอารีเนื่องจากไม่ว่าใครที่พลัดตกลงมาจากเขาต้นไม้นี้จะรับไว้เพราะเถาวัลย์ของมันนั้นยาวจนล้อมภูเขาไว้ได้ถึง 5 รอบ
“ข้าคงต้องโคจรพลังขับความเย็นของกระบี่เกล็ดมังกรโดยเร็ว”
ซุนเยื่ยนึกคิดแล้วนั่งขับพลังออกจากร่างโดยเร็วแต่เนื่องจากพลังของเขาเป็นพลังความเย็นเช่นกันจึงทำให้พลังทั้งสองไหลรวมกันเป็นหนึ่ง สีหน้าของซุนเยื่ย ณ ตอนนี้ทรมานชะยิ่งกว่าผู้ที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกแล้วร่างของเขาก็เริ่มกลายมีน้ำแข็งมาเกาะทั่วร่างกายไม่นานนักซุนเยื่ยก็อยู่ในสภาพจำศีลในน้ำแข็ง

หลังจากที่อิมเสี่ยวหลงและฉี่สี้หนี่โคจรพลังเสร็จแล้ว ทั้งคู่จึงได้ออกเดินทางไปยังเกงจิ๋วโดยตอนออกมาจากวัดร้างนั้นฉี่สี้หนี่ไม่สามารถเดินได้เนื่องจากกระดูกที่หักระหว่างตอนที่สู้กับซุนเหลียงยังไม่ประสานกันเป็นอย่างดีเสี่ยวหลงจึงแบกสี้หนี่ขึ้นหลังแล้วเดินไปยังร้านน้ำชาแถวนั้น
“เสี่ยวหลง เจ้าจะแบกข้าไปถึงเกงจิ๋วเลยหรือไงวางข้าลงได้แล้วข้ายังพอขี่ม้าได้”
ฉี่สี้หนี่ถามพร้อมกับทำสีหน้าอายๆต่ออิมเสี่ยวหลง
“ข้าไม่มีวันแบกเจ้าถึงเกงจิ๋วได้หรอก”
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
“เพราะว่าเจ้า..........เป็นหญิงที่หนักที่สุดเลย”
ฉี่สี้หนี่ได้ยินดังนั้นก็ทุบตีอย่างเบาบนแผ่นหลังของอิมเสี่ยวหลง
ทั้งคู่หยอกล้อกันมาตลอดทางจนกระทั่งถึงที่ร้านน้ำชา อิมเสี่ยวหลงได้ไปคุยกับเจ้าของร้านเพิ่งขอพักที่ร้านสักคืนและรบกวนให้หาม้าให้สักตัวเพื่อที่จะเดินทางไปยังเกงจิ๋วแล้วก็กลับเข้าไปในตัวบ้านของเจ้าของร้านเพื่อไปนั่งคุยกับฉี่สี้หนี่
“ถึงบัดนี้ข้าก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเจ้าที่ยอมที่จะยกเจ้าให้มั่นหมายกับข้าทั้งที่เขาก็รู้ว่าข้ากับเจ้าจริงใจต่อกันถึงข้าจะมีอายุที่มากกว่าเจ้าแต่ก็เพียงสองขวบปีเท่านั้น”
อิมเสี่ยวหลงทิ้งตัวบนเก้าที่กลางห้อง
“เพราะข้าคือหนึ่งเดียวที่เหลือรอด หนึ่งเดียวแห่งความหวังของพรรคสุริยันไงเล่า ก่อนที่ข้าออกมาจากพรรค พรรคจันทราได้กรีฑาทัพมาเพื่อกวาดล้างพรรคสุริยันของเราตอนนี้พ่อแม่ข้าคง.......”
แล้วฉี่สี้หนี่ก็ล้มตัวลงร้องไห้
“เจ้าไม่ต้องกลัวเรื่องใดใดที่จะเกิดขึ้น เพราะข้าจะคอบปกป้องเจ้าด้วย ดาบหงส์ประจันเล่มนี้ผนวกกับเคล็ดพลังเก้ามังกรของข้าเองเฉกเช่นเดียวกับที่ข้าปกป้องเจ้าในวัดร้างแห่งนั้น ข้ายังไม่หายแค้นเจ้าซุนเหลียงถ้าพ่อข้าไม่สั่งข้าไว้ก่อนตายว่าให้นำเอากระบี่เกล็ดมังกรไปสู่ซุนเยื่ยข้าคงกำจัดมันลงแล้วละ แต่บัดนี้ข้ายังคงเหนื่อยล้าจากการปลดปล่อยพลังเก้ามังกรใส่เจ้าซุนเหลียงไม่หายแต่ตอนนี้ ซุนเยื่ยคงจำศีลกลายเป็นเฒ่าน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
อิมเสี่ยวหลงพูดเรื่องนี้ต่อฉี่สี้หนี่หญิงที่ตนรักเพื่อให้คลายความกังวลต่อการจากไปของผู้นำพรรคสุริยันทั้งสองอันซึ่งเป็นบิดาและมารดาของฉี่สี้หนี่
“เจ้าพักเสียเถอะ หนทางสู่เกงจิ๋วยังอีกยาวไกลนัก”
อิมเสี่ยวหลงพูดขึ้นแล้วดับเทียนที่กลางห้องลง



จบตอนที่สอง


โดย : ซุนริว
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 13 ต.ค. ปี 2006 [ เวลา 20 : 17 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com