Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> เรื่องผีๆครับ

เรื่อง :

เรื่องผีๆครับ

มันเป็นเรื่องที่ผมเอามาจากที่อื่นนะครับ ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันไม ลองๆอ่านดูนะครับ


ตอน ลูกมะพร้าวหัวเปรต

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่ฉันกำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในขณะนั้นนับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงที่ 1 ก่อนก้าวย่างเข้าสู่การเป็นวัยรุ่น สมัยนั้นเรื่องการเลือกคบหาเพื่อนสนิทแล้วแบ่งแยกกลุ่มๆ เริ่มมีให้เห็นได้อย่างชัดเจน

ฉันเองก็เช่นกัน เวลานั้นกลุ่มของฉันที่คบหาสนิทสนมกันอยู่รวมสมาชิกทั้งหมดด้วยกัน 4 คน พวกเรามักจะไปไหนมาไหนและทำกิจกรรมร่วมกันเสมอ เลิกเรียนแล้วนึกอยากจะไปเที่ยวห้างก็ไปด้วยกัน มีการบ้านก็นั่งทำด้วยกัน พอถึงเวลาใกล้จะสอบเราก็จะมานั่งอ่านหนังสือด้วยกันช่วยกันติวตามแต่วิชาที่แต่ละคนถนัด

เมื่อถึงฤดูกาลสอบไล่เพื่อเลื่อนชั้นเกือบทุกเย็นหลังเลิกเรียนพิเศษพวกเราก็จะไปนั่งอ่านหนังสือบ้านเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียน จนกระทั่งวันหนึ่งคุณครูประชุมกันทั้งโรงเรียนเลยงดการสอนพิเศษ พวกเราตกลงกันว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่บ้านรุ่งเพราะบ้านรุ่งอยู่ใกล้โรงเรียนมากที่สุดบรรยากาศก็ดีด้วยเพราะมีต้นไม้เยอะ แถมท้ายซอยยังติดคลองด้วย ความจริงที่บ้านของรุ่งอะไร ๆ ก็ดีไปหมดเสียอย่างเดียวพอแยกเข้าซอยเล็กที่จะเป็นทางเข้าบ้านแล้วบ้านรุ่งจะอยู่หลังซอยเป็นมุมตั้งฉากของรูปตัวแอลพอดีหน้าบ้านตรงทางสามแพ่งเป๊ะเลย

หลังจากอ่านหนังสือกันเสร็จแล้วพวกเราคนนึงในกลุ่มเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนกลางวันมีเพื่อนห้องอื่นจับกลุ่มปิดห้องเล่นผีเหรียญบาทกันแล้วเกิดโดนผีเข้าทำเอาคุณครูประจำชั้นกับคุณครูเวรที่อยู่แถวนั้นวุ่นวายกันยกใหญ่กว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้ถึงขนาดครูใหญ่กับผู้ช่วยต้องลงมาดูด้วยตัวเองและสั่งห้ามเล่นอีกเด็ดขาด

“จริงเหรอ...? น่ากลัวเนอะ” รุ่งทำท่าตื่นเต้นแกมขนลุก

“ทำไมพวกเราไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ...?” ฉันถามขึ้นมาบ้าง

“ก็พวกเธอนั่งทำการบ้านอยู่ในห้องสมุดไง ตอนที่เราบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ พอออกจากห้องสมุดต้องเดินผ่านห้องที่พวกนั้นนั่งเล่นกันอยู่ตอนแรกก็นึกว่าเล่นกันอำกันธรรมดาแหละ พอออกจากห้องน้ำมากเห็นคุณครูยืนกันเต็มไปหมด พวกแขนแดงก็เข้ามาช่วยกันคนไว้ไม่ให้เข้าไปมุงดู” แอ๊ะเล่าเหตุการณ์ที่บังเอิญไปเห็นมาให้พวกเราฟัง

“อ้าวแล้วรู้ได้ไงว่าผีเข้าจริง แล้วผีออกไปตอนไหนล่ะ” ผึ้งถามบ้าง

“ก็เห็นโวยวาย ๆ ทำตาขวาง ๆ พูดคำด่าคำ พวกเพื่อน ๆ ผู้ชายหลายคนเข้าไปจับยังเอาไม่อยู่เลย ขนาดพวกคุณครูเองก็เถอะเอาไม่อยู่เหมือนกัน เห็นมีแขนแดงคนนึงจำไม่ได้ว่าใครเดินเข้าไปด้านหลังคนที่ถูกผีเข้า ถอดพระจากคอตัวเองไปคล้องคอให้คนนั้นอยู่ ๆ ก็หยุดอาละวาดแล้วก็หลับไปเลย คุณครูใหญ่กับผู้ช่วยให้พาคนที่ถูกผีเข้าไปนอนพักที่ห้องพยาบาลก่อนส่วนที่เหลือให้ตามไปที่ห้องคุณครูใหญ่” พวกเรานั่งฟังเรื่องที่แอ๊ะเล่ามาแบบตาตั้งด้วยความสนใจเพราะไม่เคยเจอเรื่องที่คนถูกผีเข้ามาก่อนอย่างมากก็เคยได้ยินแค่เรื่องเล่าของคนที่เจอผีเท่านั้นเอง
จากนั้นแอ๊ะก็นึกสนุกอยากลองเล่นขึ้นมาบ้าง แต่พวกเราไม่มีใครกล้า แต่ด้วยความที่แอ๊ะอยากเล่นมากก็พยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อน ๆ ให้คล้อยตามด้วยเพียงแต่เปลี่ยนจากผีเหรียญมาเป็นผีตะเกียบแทน ซึ่งถือว่ากำลังเป็นเทรนใหม่มาแรงเลยทีเดียวสำหรับพวกเราในสมัยนั้น พวกเราก็เลยขอตามกระแสอินเทรนกับเขาบ้าง

แอ๊ะเริ่มอธิบายกรรมวิธีการเล่นต่าง ๆ จนถึงเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดการอย่างไรกับตะเกียบที่นำมาเล่นเพื่อนไม่ให้ถูกผี หรือ วิญญาณที่ถูกเรียกเข้ามาในตะเกียบตามเล่นงานเอาซึ่งการเล่นผีตะเกียบนี่แอ๊ะบอกว่าเป็นวิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุดในบรรดาที่เล่นเชิญผี

หลังจากที่พวกเราทำกรรมวิธีในการเชิญวิญญาณเข้าสู่ตะเกียบเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราก็เริ่มต้นผลัดกันเวียนถาม

“ถ้าวิญญาณของท่านได้เข้ามาอยู่ในตะเกียบแล้วขอให้ตะเกียบงอเข้า” แอ๊ะเริ่มก่อนเป็นคนแรก

เมื่อตะเกียบคู่ที่อยู่ในมือรุ่งเริ่มขยับปลายเข้าหากกันและปลายตะเกียบอีกคู่ที่ต่อปลายกันอยู่กับตะเกียบที่รุ่งถือก็เริ่มขยับเข้าหากัน พวกเราทุกคนต่างก็มองปลายตะเกียบทั้งสองคู่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แต่มันก็เป็นไปแล้ว

“ใครแกล้งขยับตะเกียบรึเปล่าเนี่ย” ผึ้งถาม รุ่งกับแอ๊ะต่างก็ส่ายหน้า พวกเราเริ่มมองหน้ากันอีกครั้งก่อนคำถามต่อไปจะเริ่มขึ้น

“เทอมนี้เราจะสอบได้เกรด 4 ทุกตัวมั้ย ถ้าใช่ให้ตะเกียบง้างออกถ้าไม่ใช่ให้ตะอยู่ที่เดิม” คราวนี้ปลายตะเกียบทั้ง 2 คู่ค่อย ๆ ง้างออกทำเป็นมุมกว้าง

หลังจากนั้นพวกเราเริ่มรู้สึกสนุกสนานกับการเล่นผีตะเกียบ พวกเราผลัดกันถามในสิ่งที่อยากรู้อยากเห็นซึ่งส่วนใหญ่เวลานั้นจะเป็นเรื่องเรียนซะมากกว่าและคำตอบที่ได้รับก็เป็นที่น่าพอใจยกเว้นแค่รุ่ง

“ถ้าเรียนจบ ป.6 ที่นี่แล้วเราจะได้เรียนต่อ ม. ต้น ในโรงเรียนที่เราอยากเรียนรึเปล่า ถ้าใช่ให้ตะเกียบง้างออก ถ้าไม่ใช่ให้ตะเกียบง้างเข้า” ปรากฏว่าตะเกียบง้างเข้าพวกเรามองหน้ากันแบบใจเสียเล็ก ๆ เพราะทุกคนออกมาดีหมด รุ่งเองก็เหมือนกับจะยอมรับคำตอบไม่ได้เหมือนกัน

“ถ้าเรียนจบ ป.6 ที่นี่แล้วเราจะได้เรียนต่อ ม. ต้น ในโรงเรียนที่เราอยากเรียนรึเปล่า ถ้าใช่ให้ตะเกียบง้างเข้า ถ้าไม่ใช่ให้ตะเกียบง้างออก” รุ่งถามอีกครั้งผลคือตะเกียบง้างปลายออก

“ถ้าเรียนจบ ป.6 ที่นี่แล้วเราจะได้เรียนต่อ ม. ต้น ในโรงเรียนที่เราอยากเรียนรึเปล่า ถ้าใช่ให้ตะเกียบง้างเข้า ถ้าไม่ใช่ให้ตะเกียบง้างออก” รุ่งยังถามอีกผลคือตะเกียบง้างปลายออกจนปลายหลุดออกจากกัน ทุกคนตกใจมากเรียบเก็บอุปกรณ์เลิกเล่นทันที

แต่ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้ทำตามกรรมวิธีในตอนจบอย่างถูกต้องเพราะฉันชิงหยิบตะเกียบทั้ง 2 คู่มาหักเป็น 2 ท่อนคามือซะก่อนเพราะเห็นว่าเพื่อน ๆ กำลังสติแตกกันก็คงกลัวว่าการที่ปลายตะเกียบหลุดออกจากกันในขณะที่การเล่นยังไม่จบจะถูกวิญญาณที่เชิญมาตามรังควานได้

“เฮ้ย!... หักตะเกียบทำไมเดี๋ยวผีก็ตามไปหลอกหรอก” แอ๊ะร้องทักเมื่อเห็นตะเกียบหักคาอยู่ในมือฉัน

“ไม่เป็นไรหรอกถ้าเขาจะตามเรา แค่ไม่ตามพวกเธอก็พอ เรารู้นะว่าพวกเธอกลัวมาก ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจะนั่งสมาธิให้เขาเองพวกเธอไม่ต้องกลัวนะ” ฉันพูดปลอบใจเพื่อน ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว ด้วยเพราะฉันรู้ว่าเพื่อน ๆ กลัวมากและในกลุ่มก็มีฉันที่สวดมนต์ นั่งสมาธิ และแผ่เมตตาก่อนนอนทุกคืน

ฉันตัดสินใจจะเผาตะเกียบทิ้งแต่รุ่งไม่อยากให้เผาในบ้าน แอ๊ะเลยแนะนำว่าให้เอาตะเกียบไปเผาที่วัดน่าจะดีกว่าวิญญาณที่เชิญมาจะได้ไม่ตามรังควานทุกคนเห็นด้วยฉันก็ต้องตาม แถวบ้านรุ่งก็มีวัดอยู่ใกล้ ๆ พวกเราจึงพากันไปที่วัด แต่เด็กวัดมาเห็นซะก่อนเลยโวยวายหาว่าพวกเราจะเผาวัดก็เลยไม่ได้เผาอีก เราเลยเปลี่ยนแผนว่าจะขุดหลุมฝังตะเกียบไว้ที่วัดซะเลยแต่เด็กวัดเจ้ากรรมก็ดันมาขวาง สุดท้ายฉันก็เอาตะเกียบถือติดกลับมาที่บ้านรุ่งพอนึกได้ก็เลยโยนทิ้งที่หลังบ้านรุ่งน่ะแหละ

ตั้งแต่วันนั้นหลังจากที่ฉันกลับมาจากบ้านรุ่งเหตุการณ์ก็ยังคงเป็นปกติเหมือนเช่นทุกวัน และก็เป็นปกติมาโดยตลอด

เช้าวันจันทร์ขณะเรียกแถวเตรียมเคารพธงชาติก่อนเข้าห้องสอบในวันแรกของการสอบไล่ ฉันได้รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเพื่อน ๆ ทั้ง 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการเล่นผีตะเกียบในวันนั้น ทุกคนเล่าให้ฟังว่าโดนผีหลอกกันหมดซึ่งยกเว้นฉันแค่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่เจออะไรเลย

เริ่มที่รุ่งก่อนเลย รุ่งบอกว่าคืนแรกที่เจอก็คือวันที่เล่นผีตะเกียบกันแต่ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าคงจะหูแว่วหรือเป็นเรื่องบังเอิญเฉย ๆ

“ตอนนั้นดูรายการมิติมืดจบพอดีเราก็เดินไปแปรงฟันจะเข้านอน ตอนที่อยู่ในห้องน้ำได้ยินเสียงคนเรียกชื่อนะแต่ได้ยินไม่ชัดเลยไม่รู้ว่าเรียกเรารึเปล่า ซักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเราก็ไม่ได้คิดอะไรแค่คิดว่าเป็นคนในบ้านจะใช้ห้องน้ำ แต่ตอนที่กำลังจะออกจากห้องน้ำสิแค่ยืนอยู่หน้าประตูเองยังไม่ทันจะเอื้อมมือไปเปิดเลยอยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีคนเปิดประตูจากด้านนอกผลักกระแทกเข้ามาชนไหล่เราจัง ๆ เลย แถมมีลมเย็น ๆ พัดเข้ามาวูบนึงด้วยตอนแรกก็ตกใจนะ บังเอิญหน้าต่างด้านหลังกับประตูหลังบ้านยังเปิดอยู่ก็เลยนึกว่าลมอาจจะตีเข้ามาก็ได้เราคงปิดประตูห้องน้ำไม่ดีพอมีลมแรง ๆ มันก็อาจกระแทกประตูเปิดได้ แต่พออีกคืนสินอนอยู่ดี ๆ ก็ฝันว่ามีคนน่าตาหน้ากลัวมาก ๆ เป็นผู้ชายเดินเข้ามาจ้องหน้าอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้ออย่างนั้นแหละน่ากลัวมาก ๆ เลย เรากลัวมากจนตกใจตื่น ตอนตื่นสิเราเห็นเงาคนยืนอยู่ตรงประตูหน้าห้องแล้วก็หายไปเฉย ๆ เรากรี๊ดลั่นเลยคนในบ้านเราตื่นกันหมดเลย เมื่อวานแม่เพิ่งพาเราไปทำบุญรดน้ำมนต์ที่วัดเอง เมื่อคืนก่อนนอนเราก็สวดมนต์แผ่เมตตา เมื่อเช้าก่อนมายังต้องใส่บาตรกรวดน้ำก่อนเลยน่ากลัวมากเลย” รุ่งเล่าไปขนลุกไปเป็นระยะ ๆ เหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เจอ แต่ฉันซิยังงง ๆ อยู่เลยว่าทำไมฉันไม่เห็นเจอไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลยล่ะเนี่ย

รุ่งเล่าจบผึ้งก็ขอเล่าต่อบ้างทันทีซึ่งเหตุการณ์ก็คล้าย ๆ กันเพียงแต่ผึ้งได้ยินแค่เสียงเรียกเท่านั้นก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องผิดปกติแน่ ๆ เพราะที่บ้านผึ้งมีแต่ผู้หญิงไม่มีผู้ชายซักคน

“แถมยังได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอนดังถี่มากนึกว่าเป็นคนในบ้านพอเปิดประตูมาก็ไม่เจอใครซักคนตอนแรกนึกว่าอาจจะหูแว่วไปเอง แต่พอเจอบ่อย ๆ เข้าชักไม่แน่ใจแล้ว ขนาดก่อนนอนเราสวดมนต์แล้วยังฝันว่ามีผู้ชายหน้าตาน่ากลัวมายืนชี้หน้าอยู่ตรงปลายเตียงท่าทางเหมือนกำลังโกรธจัดด้วย ตื่นมายังผวาเลย มันน่ากลัวมากจนเรานอนต่อไม่ได้เลย พอเช้าเรารีบลงมาใส่บาตรพร้อมป้าแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เขา แล้วรีบไปหาพระมาห้อยคอติดตัวไว้เลยกลัวเจออีก” ผึ้งเล่าจบก็ชูสายสร้อยพระที่คอขึ้นมาอวดให้พวกเราดู

คราวนี้ถึงตาแอ๊ะเล่าบ้างซึ่งฟังดูแล้วเหตุการณ์ที่เจอก็คล้าย ๆ กันแต่ของแอ๊ะนี่ท่าทางจะหนักกว่าเพราะเป็นบอกว่าถูกนอนทับด้วยแถมยังก้มหน้าลงมาซะเกือบชิดกับหน้าแอ๊ะเลยเพื่อน ๆ ฟังแล้วต่างก็ขนลุกไปตาม ๆ กัน แต่พอถามแอ๊ะว่าทำยังไงเขาถึงได้ไป

“อ๋อ... เราตกใจตื่นน่ะ หูย... แต่มันอึดอัดหายใจไม่ออกจริง ๆ นะ ตื่นมายังปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลยนี่แค่ฝันอย่างเดียวก็จะแย่แล้ว น่ากลัวจะตาย เมื่อวันก่อนเรายังให้แม่พาไปทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาที่ระฆังเลยแล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้เขาไป นี่ไงยังไปบูชาพระมาห้อยคอเลย” เล่าจบแอ๊ะก็โชว์พระที่เพิ่งไปเช่ามาจากวัดระฆังให้เพื่อน ๆ ดูอีกคน

แต่ทุกคนก็แปลกใจมากทั้ง ๆ ที่ฉันน่าจะเป็นต้นเรื่องและควรจะเจอหนักกว่าทุกคนด้วยซ้ำแต่กลับไม่เจอทำให้เพื่อน ๆ ต่างก็อิจฉาในความโชคดีของฉันแล้วยังหาว่าฉันขี้โกงอีกด้วย ฉันได้แต่หัวเราะชอบใจ แต่นั่นอาจเพราะว่าฉันห้อยพระอยู่แล้วตั้งหลายองค์ มีลูกแก้วหลวงพ่อฤษีลิงดำ มีผ้ายันตร์ลงอักขระ มีแหวนพระที่ใส่อยู่เกือบตลอดเวลา ก็พ่อกับแม่ฉันน่ะสิที่หามาประเคนให้ใส่ตั้งฉันโดนรถชนที่หน้าต้นไทรก็ได้มั้งเพราะตอนนั้นฉันมีแค่หลวงพ่อทันใจเพียงองค์เดียวที่ห้อยคออยู่แต่ก็มักจะทะเลาะกันกับท่านเป็นประจำก็เหรียญของท่านน่ะสิชอบกัดหน้าอกฉันจนเขียวปี๋เลยแต่ฉันก็ยังห้อยเหรียญของท่านอยู่เหมือนเดิมแต่ไม่ถึงทุกวันนี้หรอกนะ คือเรื่องมันมีเยอะไว้ค่อยเล่าให้ฟังตอนหลัง ๆ แล้วกันนะว่าทำไม

ตอนแรกฉันคิดว่าเรื่องอาจจบลงแค่นั้น แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะตอบไม่ได้ 100% ว่าสิ่งที่ฉันได้เจอหลังจากนั้นจะเป็นกรณีเดียวกันที่ต่อเนื่องมาจากการเล่นผีตะเกียบรึเปล่า

สอบไล่เสร็จก็ปิดเทอมใหญ่พอดี รุ่งโทรมาบอกว่าจะไปเที่ยวบ้านญาติที่อยู่ทางใต้ รุ่งหาเงียบไปอยู่เกือบเดือนก็โทรมาหาฉันบอกว่าเพิ่งกลับจากใต้แล้วจะอยู่กรุงเทพฯ ต่ออีกอาทิตย์เดียวเพราะจะต้องย้ายไปอยู่ใต้แล้ว ตอนนั้นฉันงงมากแต่ก็ไม่รอช้ารีบไปหารุ่งที่บ้านในวันนั้นทันที

เมื่อมาถึงหน้าบ้านรุ่งดูเหมือนว่าบ้านจะปิดประตูหน้าต่างในบ้านทุกบานปิดหมด ฉันเดินมาข้างบ้านรุ่งที่เป็นญาติกันบอกว่ามาหารุ่งแต่บ้านปิดอยู่
“อ๋อ... เพื่อนรุ่งหรอก เอ... สงสัยมันไปซื้อของในตลาดหรือไม่ก็ไปบ้านเพื่อนแถวนี้แหละเดี๋ยวก็คงมาเข้าไปนั่งรอหน้าบ้านมันก่อนก็ได้ ประตูหน้าบ้านมันคงไม่ได้ล็อกหรอก อ้อ... แล้วนี่รุ่งมันบอกหนูรึยังว่าจะย้ายไปอยู่ใต้แล้ว เดี๋ยวอาทิตย์หน้ามันก็ไปแล้วนะ”

“บอกแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะงั้นหนูไปนั่งรอรุ่งที่หน้าบ้านนะคะ” ฉันยกมือไหว้ขอคุณแล้วเดินกลับมาที่บ้านรุ่ง จริงด้วยประตูหน้าบ้านไม่ได้ล็อกไว้แค่สอดมือเข้าไปตามซี่ไม้ถอดกลอนออกก็เข้ามานั่นตรงลานหน้าบ้านรุ่งได้อย่างสบาย

เหมือนฉันรู้สึกไปเองรึเปล่าก็ไม่รู้ตั้งแต่ตอนเอื้อมมือเข้ามาถอดกลอนที่ประตูบ้านแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนมีใครมองฉันอยู่จากข้างในบริเวณบ้านรุ่งแต่ก็พยายามไม่ใส่ใจอะไรมากนัก

ก้าวแรกที่เหยียบเท้าเข้ามาภายในบริเวณบ้านฉันรู้สึกหวิว ๆ ยังไงบอกไม่ถูกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจอยู่แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรยังไงบ้านหลังหน้าก็เป็นบ้านญาติรุ่งมีอะไรฉันก็วิ่งเข้าบ้านนั้นก่อน คิดแค่นี้จริง ๆ

ฉันเดินเข้ามานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้านรุ่งมุมเดียวกับที่เล่นผีตะเกียบในครั้งนั้น ฉันเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ มันวูบ ๆ วาบ ๆ ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก

นั่ง ๆ อยู่ก็มีลมหมุนขนาดย่อมพัดวูบผ่านหน้ามาพร้อมกับหอบเอาฝุ่นและเศษใบไม้ผ่านหน้าฉันไปแถมยังมีใบไม้แห้งใบเล็ก ๆ ปลิวมาติดบนหัวฉันอีก ตอนนี้เริ่มจะรู้สึกแย่ขึ้นมาแล้วสิฉันเริ่มจะนั่งไม่ติดซะแล้วพลางนึกในใจว่าเมื่อไหร่รุ่งจะกลับเข้าบ้านซะทีมันเริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ โชยเข้าจมูกซะแล้ว

พลันหางตาฉันเหลือบไปเห็นลูกมะพร้าวลูกใหญ่อยู่ใต้ถุนบ้านรุ่งตรงมุมบ้านไม่ไกลจากโต๊ะม้าหินที่ฉันนั่งอยู่ เพียงแว้บแรกที่เห็นก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับมันซะแล้วพลางนึกไปว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงเพราะตอนฉันเข้ามาถึงใหม่ ๆ ก็ไม่เห็นมีเลย หรือเพราะฉันไม่ทันสังเกตเองก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะอย่าไปสนใจมันเลย

ฉันนั่งรอรุ่งอยู่นานเริ่มรู้สึกกระวนกระวายจนนั่งไม่ติดที่ซะแล้วตอนนี้ เริ่มเดินไปมาระหว่างม้าหินที่นั่งอยู่ตรงลานหน้าบ้านกับประตูรั้วบ้าน เมื่อไหร่รุ่งจะมาซักทีนี่รอมาเป็นชั่วโมงแล้วนะเนี่ย

ระหว่างที่เดินไปเดินมาอยู่นั้นฉันเริ่มสังเกตว่าไอ้ลูกมะพร้าวลูกนั้นมันออกมาจากใต้ถุนบ้านแล้ว มันกลิ้งออกมาได้ไงเนี่ย...? ฉันชะงักยืนนิ่งงงอยู่กับที่

เจ้ากรรม!... ลมก็ไม่มีซะหน่อยลูกมะพร้าวมันกลิ้งได้ไงเนี่ย...? นี่มันต่อหน้าต่อตาเลยนะ มันกลิ้งมาหยุดตรงคันดินที่มีอิฐก่อเป็นฐานรอบสำหรับปลูกต้นไม้ ลูกมะพร้าวเจ้ากรรมนั่นมันหยุดอยู่ตรงต้นอะไรก็ไม่รู้ฉันไม่รู้จักชื่อมัน แต่ต้นมันสูงมากน่าจะเป็นต้นไม้ตระกูลเดียวกันกับตาล หรือ ต้นหมาก หรือปาล์ม ซักอย่างเพราะจำได้ว่าลักษณะมันค่อนข้างจะใกล้เคียงกันมากกับต้นไม่ในตระกูลที่เอ่ยถึง

ฉันยืนมองตาค้าง ขาเริ่มแข็งไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในอาการไหนกันแน่ แค่ตกตะลึง หรือตกใจกัน แต่ที่แน่ ๆ เจ้าต้นไม้ที่เห็นอยู่เมื่อกี้นี้มันเริ่มจะไม่เหมือนต้นไม้ขึ้นมาซะแล้วสิ

ฉันเริ่มรู้สึกถึงความไหวเองของต้นไม้ต้นนั้น เริ่มรู้สึกว่าลำต้นของมันเริ่มจะสั่น ก้านใบหนา ๆ เริ่มเหมือนมีชีวิต จู่ ๆ ก็มีลมกรรโชกมายิ่งทำให้ต้นไม้ต้นนั้นเหมือนมีชีวิตและดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า ก้านใบหนา ๆ ที่เห็นเอนไปมาเหมือนมือและแขนที่กำลับแกว่งไกว

ที่สุดสิ่งที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่ต้นไม้ต้นเดิมซะแล้ว ร่างสูงยาวที่มองหาความสูงได้ไม่สุดทำเอาฉันถึงกับยืนตาค้างไปเลย

ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์คล้ายหลงเข้าไปอยู่ในอีกมิตินึง ทั้งที่เมื่อกี้ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ดี ๆ แท้ ๆ ตอนนี้ท้องฟ้ากลับดูมืดมิดลง

อีกแล้ว... เอาอีกแล้ว... นี่มันเล่นตลกอะไรกับฉันอีกแล้วล่ะเนี่ย...? ทุก ๆ ครั้งที่ฉันเจอผีมักจะมีบรรยากาศแบบนี้ตลอด นี่อะไรกันอีกล่ะ...? กลัวนะไม่ใช่ไม่กลัว อาการขนแขสแตนอัพอย่างเดียวยังเอาไม่อยู่เลยตอนนี้ อูย...ขนลุกเกลียวไปทั้งตัวเลยต่างหาก

ร่างสูงทำท่าเหมือนจะขยับมาหาฉันแต่ก็เข้ามาไม่ถึง ขณะที่ฉันเริ่มได้สติพยายามจะถอยหนีแต่จะไม่หันหน้าหนีเด็ดขาดต้องทำจ้องเพื่อหลอกไว้ก่อนว่าตกใจกลัวอยู่เพราะกลัวว่าผีมันจะรู้ทัน

‘ กุก...ๆ ...ๆ ...ๆ ...ๆ...’ เสียงเหมือนมีอะไรกลิ้งอยู่ที่พื้นฉันกวาดสายตามองพื้นทันทีพลางยกมือขึ้นกุมสร้อยพระที่คอ ก็ใจมันเสียไปแล้วนี่ก็ต้องหาอะไรยึดเอาไว้ก่อนที่จะสติแตกอะนะ

ลูกมะพร้าวเจ้ากรรมนั่นเอง มันค่อย ๆ กลิ้งมาหาฉัน ยิ่งกลิ้งเขามาใกล้เท่าไหรมันก็ยิ่งไม่เหมือนลูกมะพร้าวมากขึ้นทุกที

นั่นมันหัวคนนี่!... ฉันตกใจแทบช็อกวิ่งถอยหลังหนีมือกุมสร้อยพระไว้แน่

“หลวงพ่อช่วยหนูด้วย” ฉันตะโกนด้วยจิต

อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าฉันได้ยันตร์เกราะเพชรมาจากหลวงพ่อฤษีลิงดำมานะทำไมถึงไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ในเมื่อผีเป็นฝ่ายมาระรานฉันก่อน จากความกลัวกลายเป็นความโกรธ ฉันหยุดหนี ยืนจังก้าอยู่กับที่ตาจ้องเขม็งแบบไม่วางตาไปที่ไอ้ลูกมะพร้าวหัวเปรตนั่นมันต้องเป็นผีตัวเดียวกันแน่ ๆ

ฉันตั้งจิตนึกถึงหลวงพ่อฤษีลิงดำจิตนาการไปว่ามีเกราะเพชรห่อหุ้มไปทั่วร่างกายมีประกายสดใส มือทั้งสองยังคงกุมสร้อยพระแน่น แล้วภาวนา ‘พุทโธ’ ซึ่งจริง ๆ ต้องเป็น ‘นะ มะ พะ ธะ’ แต่ด้วยตอนนั้นมันนึกไม่ออกแล้วเวลาฉันนั่งสมาธิก็ใช้ ‘พุทโธ’ มาโดยตลอด อีกอย่างแม่เคยบอกไว้ว่าเวลาเจออะไรไม่ดีหรือเวลาที่กลัวถ้านึกอะไรไม่ออกให้ใช้ ‘พุทโธ’
ได้ผลแฮะ เหตุการณ์ทุกอย่างสงบนิ่งท้องฟ้าเริ่มกลับมาเป็นสีฟ้าสดใสเหมือนเดิมแล้วดูสว่างกว่าเมื้อกี้ตั้งเยอะ ต้นไม้ก็เป็นต้นไม้ ลูกมะพร้าวก็เป็นลูกมะพร้าว แต่มันก็กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันห่างจากจุดที่ฉันยืนอยู่แทบจะไม่ถึง 3 ก้าวเลยมั้ง ฉันถอนหายใจโล่งอก คิดว่ากลับบ้านเลยดีกว่าไม่อยู่แล้วเดี๋ยวมีเรื่องอีก คิดได้เท่านั้นฉันก็หันหลังวิ่งกลับไปที่ประตูรั้วบ้านทันที

เดินออกมาจากบ้านรุ่งเกือบถึงปากซอยแล้วเจ้ารุ่งเดินสวนมาพอดี

“อ้าวมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แล้วจะกลับแล้วเหรอ” รุ่งทักทันทีที่เห็นหน้าฉัน

“ก็มานั่งรออยู่ตรงลานหน้าบ้านตั้งเป็นชั่วโมงแล้ว นี่ก็เริ่มจะเย็นแล้วด้วยเห็นยังไม่กลับมา ซะทีเราก็จะกลับบ้านน่ะสิ” ฉันแกล้งฟอร์มไปงั้นเองไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าเจออะไรมาเดี๋ยวเพื่อนจะกลัวเพราะเป็นบ้านที่เพื่อนยังต้องอาศัยนอนอยู่ แต่เหตุผลจริง ๆ น่ะกลัวตัวเองจะเสียฟอร์มมากกว่าเพราะชอบคุยอวดเพื่อน ๆ ไงว่าเป็นคนไม่กลัวผี ถึงเจอผียังไงผีก็ไม่กล้ามายุ่งกับฉันเพราะฉันเป็นลูกพระแถมสวดมนต์ได้นั่งสมาธิเป็นผีเลยกลัวไม่กล้ามายุ่งด้วย แล้วทุกคนก็เชื่อเพราะขนาดผีตะเกียบยังไม่กล้ามายุ่งกับฉันเลย

รุ่งชวนฉันกลับเข้าไปที่บ้านอีก ไอ้ฉันก็เป็นคนขี้เกรงใจไม่กล้าขัดเพื่อนทั้งที่กลัวแทบตาย สุดท้ายก็จำยอมเดินตามรุ่งกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง

สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นเมื่อย่างเท้าเข้าบ้านรุ่งก็คือ รุ่งมีอาการแปลก ๆ ชอบมองฉันแปลก ๆ บางทีก็ทำตาขวาง ๆ ใส่ซะงั้นแหละ ท่าเดินก็เดินแปลก ๆ ดูแข็ง ๆ ชอบกล

ระหว่างที่เดินตามรุ่งขึ้นบ้านฉันอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหาเจ้าลูกมะพร้าวหัวเปรตนั่น ไม่มีซะแล้ว มันหายไปแล้ว หายไปไหน...?

ฉันเริ่มรู้สึกน้ำลายเหนียวจนกลืนไม่ลงซะแล้วสินี่ แถมมีสัญญาณบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าต้องคอยระวังรุ่งให้ดี ๆ มันอาจมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอีก แต่ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2

ฉันพยายามข่มความกลัวไว้ไม่ให้เกิดขึ้นมาอีกเมื่อเดินตามรุ่งเข้าบ้าน แปลกมากรุ่งไม่ยอมเปิดประตูหรือหน้าต่างเลยซักบาน

เรานั่งคุยกันที่โต๊ะรับแขกกลางโถงบ้าน ฉันคุยกับรุ่งอย่างตั้งใจจ้องหน้าคู่สนทนาโดยตลอดมันบอกไม่ถูกเหมือนกันนะว่าทำไม รู้แต่ว่าไม่ควรจะวางตาไปจากรุ่งไม่ควรแม้แต่จะกระพริบตาด้วยซ้ำไป รุ่งเองก็เหมือนฉัน รุ่งไม่ยอมวางตาไปจากฉันเลยเหมือนกัน เหมือนจะดูเชิงกันอยู่ยังไงไม่รู้

อยู่ ๆ รุ่งก็ขุดเอาเรื่องผีตะเกียบมาคุย

“จำเรื่องผีตะเกียบได้มั้ยที่ว่าโดนผีหลอกกันกระเจิงเลยน่ะ เราเพิ่งรู้ก่อนลงใต้ว่ามีคนฆ่ากันตายแล้วเอาศพมาทิ้งแถวนี้ ตำรวจเจอศพผู้ชายแถวพงหญ้าด้านหลังบ้านเรา” รุ่งพูดแล้วหยุดแค่นั้น แต่ยังจ้องหน้าฉันอยู่
“ทำไมเหรอ...? ไม่เข้าใจ” ฉันถามโดยไม่ละสายตาจากรุ่งเช่นกัน ทั้ง ๆ ที่เริ่มจะหายใจไม่ทั่วท้องแล้วก็ตาม

“ไม่คิดเหรอว่าผีที่พวกเราเรียกมาจะเป็น...” รุ่งพูดแล้วก็หยุดไปแค่นั้น พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นดวงตาเบิกกว้างขึ้น รุ่งเริ่มทำตาขวางใส่ฉัน

“แล้วไงล่ะถ้าใช่แล้วยังไงก็เห็นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันจ้องตอบไม่หลบตาสวนกลับคำพูดไปแบบไม่ทันรู้ตัว

“ยัง... ยังได้ไม่ครบทุกคนเลย ขาดอีกคนยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ให้” เสียงรุ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นแหบพร่า ตาขวางกว่าเดิม แต่แปลกตอนนี้ทำไม่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกกลัว แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังดำดิ่งนิ่งลึกอยู่ด้วยจิตที่มั่นคงอาจเพราะฉันผ่านช่วงเวลาความกลัวมาแล้วและเริ่มครองสติได้แล้ว

“งั้น... เดี๋ยวจะทำไปให้ก็แล้วกัน แค่นี้เองใช่มั้ย...?” ฉันตอบเหมือนรับรู้จุดประสงค์ที่กล่าวมาทั้งหมดแต่ยังคงไม่วางตาไปจากหน้าของรุ่ง

เงียบไม่มีเสียงตอบ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วเราจะกลับบ้านนะ” ฉันยังคงจ้องหน้ารุ่งเขม็ง พูดจบก็ลุกจากเก้าอี้รับแขก

รุ่งลุกพรวดยืนตัวแข็ง ๆ มองฉันแบบขวาง ๆ

“ช่วยไปส่งเราที่ปากซอยบ้านด้วย” ฉันบอกรุ่งพลางเปิดทางรอให้รุ่งเดินนำหน้าลงจากบ้านไปก่อน

รุ่งมองหน้าฉันขวาง ๆ แต่ก็ยอมเดินนำหน้าลงจากตัวบ้านไปแต่โดยดี ที่จริงแล้วฉันแค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น เพราะฉันรู้แล้วว่าคนที่ฉันคุยด้วยไม่ใช่รุ่งเพียงแต่เขาไม่สามารถทำอะไรฉันได้ ณ เวลานี้ แล้วที่สำคัญการที่ฉันให้รุ่งเดินนำหน้าออกไปเพื่อจะได้สบายใจไม่ต้องระแวงข้างหลังเพราะฉันไม่ได้หันหลังให้รุ่งแล้วรุ่งก็จะอยู่ในสายตาฉันตลอด (ความจริงอะกลัวต่างหากแต่ฟอร์มไปงั้นเอง)

พอก้าวเท้าพ้นรั้วบ้านรุ่งเท่านั้นเองอาการแปลก ๆ ของรุ่งก็หายไป

“เสียดายจังยังไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเท่าไหร่เลยนะว่ามั้ย...? ทำไมรีบกลับนักล่ะ...?” รุ่งหันมาถามฉันทำสีหน้างุนงง

“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ยังอยู่อีกตั้งอาทิตย์นึงไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวโทรนัดผึ้งกับแอ๊ะให้มาพร้อม ๆ กันไปเที่ยวกันก่อนรุ่งไปใต้ดีกว่ามั้ยจะได้เจอกันครบหน้าไง เดี๋ยวเราจัดการนัดให้เองแหละแล้วคืนนี้จะโทรมาหานะ” ฉันฟอร์มอำต่อทันที

กลับมาบ้านวันนั้นฉันโทรนัดผึ้งกับแอ๊ะเรียบร้อยแล้ว ค่ำ ๆ ก็โทรกลับไปหารุ่ง และก่อนนอนก็ไม่ลืมจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา และกรวดน้ำให้วิญญาณดวงนั้น เพราะทุกเช้าฉันใส่บาตรอยู่แล้วและมักจะกรวดน้ำหลังจากแผ่เมตตาเสมอ อย่างนี้เรียกว่าขี้โกงรึเปล่าไม่รู้นะเนี่ย

ตอนแรกฉันคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตแล้วซะอีก แต่ที่ไหนได้ยิ่งวันเวลาผ่านไป ยิ่งเจริญวัยขึ้นเท่าไหร่สิ่งที่พบเจอตามวัยก็พัฒนาความน่ากลัวตามไปด้วยวันนี้หลังจากที่ฉันนึกถึงเรื่อง ‘ ลูกมะพร้าวหัวเปรต’ แล้วดูเหมือนจะกลายเป็นความน่ากลัวที่สุดในวัยเด็กครั้งนึงเท่านั้นเอง

แต่สำหรับฉันและเพื่อน ๆ ร่วมกลุ่มในตอนนั้น ปัจจุบันเราต่างก็แยกย้ายและขาดการติดต่อกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะรุ่งซึ่งขาดการติดต่อแล้วหายจากกลุ่มไปตั้งแต่ย้ายลงไปอยู่ที่ใต้แล้ว

สำหรับผึ้งและฉัน เราสามารถสอบผ่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยม (หญิงล้วน) ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเขตพระนคร ผึ้งเป็นคนเรียนเก่งขยันและตั้งใจเรียนแม้ว่าที่นี่ฉันกับผึ้งจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันกลุ่มเดียวกันเหมือนเดิมแล้วแต่เราก็ยังได้คุยกันบ่อยกว่าคนอื่น จนกระทั่งฉันมาเรียนพาณิชย์ ทำให้ได้เจอกับผึ้งน้อยลงแต่ก็ยังมีโอกาสได้เจอกันบ้าง ล่าสุดฉันเจอผึ้งเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว ผึ้งบอกว่ากำลังเรียนโทอยู่ที่พระจอมเกล้าธนบุรี ฉันเองรู้สึกดีใจกับความสำเร็จของเพื่อนมาก

ส่วนแอ๊ะครั้งสุดท้ายเรายังเจอกันที่สถาบันการศึกษาของวิทยาลัยพณิชยการแห่งหนึ่งเมื่อตอนเรียน ปวช. และ ตอนลงทะเบียนรายงานตัวเข้าเรียนในระดับชั้น ปวส. ของสถาบันเดิม แต่น่าเสียดายด้วยความที่เราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันและฉันก็เรียนคนละรอบกับแอ๊ะด้วยความสนิทสนมจึงห่างหายไปด้วย ฉันเคยติดต่อกลับไปที่บ้านของแอ๊ะแต่แอ๊ะย้ายออกไปมีครอบครัวแล้ว และที่สุดเราก็ไม่ได้ติดต่อและไม่ได้เจอกันอีกเลย

เป็นไงครับถูกใจกันไหม
ผมไปเอามาจากที่อื่นอีกทีคงไม่ว่ากันนะครับ
สุดท้ายนี้ผมขอให้ทุกท่านโชคดีเจอผีกันถ้วนหน้านะครับ
ข้าน้อยขอตัวลา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



โดย : หัวใจปลายดาบ
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 2 ธ.ค. ปี 2006 [ เวลา 12 : 9 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com