Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> โชคชะตา เวลา และสองเรา (ตอนที่ 4.)

เรื่อง :

โชคชะตา เวลา และสองเรา

 (ตอนที่ 4.)

วันเดินทางสู่ภูกระดึง ยายนุชกับเพื่อนอีกสี่คนอันประกอบไปด้วย ด๋า เหมี่ยว จิ๊กกี๋และออย (นอกนากชื่อจะคล้ายพี่อ๋อยพี่สาวยายนุชแล้วหล่อนยังทำตัวคล้ายพี่สาวคนที่สองของยายนุชและผองเพื่อนในกลุ่ม พี่ใหญ่ของกลุ่มนั่นแหละ)
สี่สาวชวนกันหอบสำภาระชุดใหญ่มาที่บ้านผมตั้งแต่ยังไม่เที่ยง ทั้งที่เวลาออกเดินทางจริง ๆ ตั้งสองทุ่มนู่น ท่าทางสาว ๆ จะตื่นเต้นกันพอสมควร หารู้ไม่ว่าการไปภูกระดึงครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของพวกเธอก็ได้ เพราะหลาย ๆ คนเจอความโหดของที่นี่เข้าไปต่างก็เข็ดขยาดกันเป็นทิวแถว
“เฮ้ย...พวกเธอรีบมากันทำแมวอะไรแต่หัววันหึ๊ พี่บอกแล้วนี่หว่า ว่าออกรถสองทุ่ม”
“ก็เอาของมาไว้ก่อนสิพี่ เอาน่ามาไวก็ว่ามาช้าก็บ่น พี่ยกของเข้าไปเก็บในบ้านเหอะ เดี๋ยวพวกเราจารีบไปดูหนัง อิอิ”
เฮ่อ...ผมละเหนื่อยใจกับแม่สาวพวกนี้จริง ๆ พับผ่า ขนของมาไว้ทั้งทีแทนที่จะเอาไปเก็บให้เรียบร้อยวางแหมะไว้มันหน้าบ้านก็จารีบเผ่นกันทันที แต่เพื่อความรอบคอบผมก็เลยต้องเรียกตัวกลับมาสอบถามเกี่ยวกับสิ่งของที่เอาไปว่ามีอะไรขาดเหลือจะได้ให้จัดหาทัน แต่ผิดคาดแฮะพวกหล่อนเตรียมตัวมาดีไม่มีอะไรที่ผมต้องสั่งให้ขนออกหรือเอามาเพิ่ม โดยเฉพาะไอ้พวกเครื่องเสริมสวยของพวกเธอน่ะแทบจะยกไปกันหมดบ้านเลยหรือเปล่า

และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางเมื่อสมาชิกทุกคนอันประกอบไปด้วยผมกับพี่ชายยายนุชกับเพื่อนสาวทั้งสามมากันพร้อมหน้า พวกเราก็ออกเดินทางสู่ภู่กระดึงกันทันทีเดินทางจากรุงเทพค่ำ ๆ ก็จะไปถึงยังที่หมายตอนเช้าพอดี
ผมกับพี่ชายตกลงแบ่งกันขับรถคนละครึ่งทางโดยผมรับผิดชอบช่วงครึ่งหลังของการเดินทาง ด้านสี่สาวก็ปล่อยให้นั่งจ้อกันลั่นรถแข่งกับเสียงเพลงที่เปิดอย่างสนุกสนาน แต่ไม่นานนัก รัตติกาลก็ปลอดเสียง สาว ๆ ต่างหลับใหลไปตาม ๆ กัน จึงเป็นเวลาที่ผมจะพักผ่อนเอาแรงไว้ขับรถต่อจากพี่ชายได้บ้าง
ตีห้ากว่า ๆ พวกเราก็เดินทางมาถึงผานกเค้าด่านแรกที่บรรดาผู้เดินทางมาท่องเที่ยวผู้กระดึงต้องแวะพักกันเป็นส่วนใหญ่ ผมหันไปดูสี่สาวที่ยังคงหลับกันไม่รู้เรื่อง ผมหันไปมองยายนุชตอนแรกก็กะว่าจะปลุกให้ตื่นแต่แล้วผมก็เปลี่ยนความคิดแกล้งยายตัวแสบนี่บ้างดีกว่า
ดอกหญ้าที่หาได้จากแถวนั้นผมค่อย ๆ ปัดป่ายตามใบหน้าแระจมูกของเธอ “ฮั๊ดชิ๊ววว” ยายตัวแสบสะดุ้งจามอย่างแรงจนศีรษะโขกกับเบาะด้านหน้า ยายนุชถลึงตามองผมอย่างโมโหพร้อมกับเหวี่ยงกำปั้นน้อย ๆ ใส่ผมทันที แต่ไม่มีทางโดนผมหรอกระวังตัวไว้อยู่แล้วนี่นา
เมื่อสาว ๆ ทั้งสี่ตื่นกันเรียบร้อยแล้วผมจึงค่อยพาพวกเธอไปนั่งทานอะไรรองท้องจนกระทั่งพระอาทิตย์ฉายแสงผ่านยอดเขารำไร จึงค่อยเดินทางต่อไปยังเป้าหมาย
เนื่องจากผมเลือกเวลาไปเที่ยวภูกระดึงในช่วงกลางเดือนธันวาคมแม้จะคาบเกี่ยวกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์แต่ผู้คนจึงไม่พลุกพล่านมากนัก จึงทำให้เราไม่เสียเวลากับการว่าจ้างหาบสำภาระขึ้นไปยังยอดภู ซึ่งครั้งที่ผ่าน ๆ มาผมไม่ค่อยใช้บริการลูกหาบเท่าใดนักของส่วนใหญ่ผมกับพี่ชายหรือเพื่อน ๆ ที่มาด้วยจะแบกกันขึ้นไปเองมากกว่าโดยเฉพาะกระเป๋าเสื้อผ้า
หลังจากจัดการทุกอย่างในการขึ้นไปบนยอดภูเรียบร้อย ยายนุชและเพื่อนสาวทั้งสามก็พากันวิ่งฉิวขึ้นไปอย่างสนุกสนาน แต่เดี๋ยวก่อนเถอะอาการตื่นเต้นของพวกเธอจะหายไปกลายเป็นเหนื่อยหอบแทน ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผมเดินตามไปไม่นานก็เจอพวกหล่อนนั่งหอบแฮ่ก ๆ คอยอยู่เบื้องหน้านู่นแล้ว
ระยะทางเดินขึ้นภูกระดึงกว่าห้ากิโลเมตรผ่านเส้นทางที่ยากง่ายสลับกัน แต่ยังดีที่มี่จุดแวะพักกลางทางหลายจุดแถมยังมีอาหารเครื่องดื่มขายให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย แค่จุดแรกซำแฮกก็เล่นเอาหลาย ๆ แต่ยายนุชและเพื่อน ๆ ก็แข็งแรงใช่ย่อยค่อย ๆ เดินเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก ถ่ายภาพชมทิวทัศน์กันสนุกสนาน ถึงจุดแวะพักก็กิน ๆ ๆ ถามนู่นถามนี่ไม่หยุดปาก ลำพังยายนุชคนเดียวก็คงไม่เท่าไหร่แต่นี่เพิ่มขึ้นมาอีกสามสาว ทำเอาผมกับพี่ชายมึนไปหมด กว่าจะเดินไปถึงที่กางเต็นท์ก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็น ไล่ ๆ กับสัมภาระที่จ้างลูกหาบแบกขึ้นมาพอดี
แต่แทนที่จะได้พักให้หายเหนื่อยกลับต้องมาเหนื่อยต่ออีกนิดหน่อยเพราะต้องยกข้าวของแทนสาว ๆ ทั้งสี่คน แล้วยังต้องกางเต็นท์ให้พวกเธออีกต่างหาก ด้วยความชำนาญผมและพี่ชายใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีเต็นท์สองหลังพร้อมข้าวของสัมภาระก็ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย ผมและพี่ชายจึงได้เวลาพักผ่อนกันซะที
ผมกันพี่ชายงีบหลับไปได้ครู่ใหญ่ตื่นขึ้นมาดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือแต่เพียงแสงสีทองทีทอดจับขอบฟ้า ผมค่อย ๆ คืบคลานออกมานอกเต็นท์ ลมหนาวพัดวูบเข้ามาปะทะใบหน้าเล่นเอาขนลูกซู่ เสียงหวิว ๆ ของยอดสนที่ต้องลมฟังแล้วชวนให้จิตใจผ่อนคลายยิ่งนัก
ผมกับพี่ชายจัดแจงเตรียมตัวไปอาบน้ำ ขณะที่สาว ๆ ทั้งสี่กลับกลัวความหนาวเลยพากันดอกเค็มอยู่อย่างนั้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จจึงค่อยพาสาว ๆ ไปกินข้าวก่อนที่จะกลับมานั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลง คุยกันสนุกสนานจนกระทั่งสี่ทุ่ม เป็นเวลาที่ทางอุทยานประกาศให้นักท่องเที่ยวหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เข้านอนนั่นแหละจึงต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกับเข้าเต็นท์หลับนอน
แม้ว่าจะสวมชุดกันหนาวซุกตัวในถุงนอน แต่ผมก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามา ถ้าหากได้กอดสาว เนื้อนิ่ม ๆ อุ่น ๆ อย่างยายนุชคงจะมีความสุกมากทีเดียว
ผมนอนหลับไปไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีใครมาเขย่าเท้าและเรียกเบา ๆ ที่แท้ก็เป็นยายนุช นั่นเอง แหมคนกำลังหลับสบายดันมาปลุกให้ตื่นมันน่าเขกหัวจริง ๆ สิ ผมต้องลุกออกไปจากเต็นท์อย่างเสียไม่ได้
“พี่สิทธิ์ พี่สิทธิ์ ตื่นสิ”
“อือ...มีอะไรนุช คนจะหลับจะนอนมากวนเดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย”
“เหอะน่าพี่สิทธิ์ลุกมาก่อนสิ นุชนอนไม่หลับอะ มันคันยุบยิบ ๆ อยากอาบน้ำพี่ไปเป็นเพื่อนนุชหน่อยสิจ๊ะ”
“อื้อหือ...มาคิดอาบน้ำอะไรป่านนี้ ทีให้อาบตอนเย็นดันไม่อาบ แล้วอาบน้ำที่ภูกระดึงตอนเที่ยงคืนนี่อ่ะนะ จะได้ได้เหรอเราน่ะ อากาศเย็นออกอย่างนี้จะอาบได้เหรอ เดี๋ยวแข็งตายกันพอดี”
“พี่อย่าบ่นมากสิ ก็มันคันจนนอนไม่หลับนี่นา ทนหนาวอาบน้ำหน่อยดีกว่า แต่พี่ไปเป็นเพื่อนนุชหน่อยสิ นะนะพี่คนดี”
เห้อ...แทนที่จะได้หลับอย่างเป็นสุขผมกลับต้องไปนั่งตากน้ำค้างเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ แต่ด้วยความที่เธอกลัวผีและกลัวผมแกล้งกลับเต็นท์ไปก่อนจึงสั่งให้ผมเรียกชื่อเธอเป็นระยะ ๆ เพื่อความอุ่นใจของเธอ 20 นาทีผ่านไป ยายเด็กสาวตัวแสบในสภาพตัวสั่นงันงก เหมือนลูกนกตกน้ำก็โผล่ออกมาจากห้องน้ำ ชักช้าจะไม่ได้การผมเลยต้องเอาผ้าขนหนูตัวเองที่คลุมกันน้ำค้างไปห่มให้เธออีกผืนพร้อมกับประคองเธอเดินกลับเต็นท์
กลับไปถึงเต็นท์เธอก็จะมุดเข้าผ้าห่มนอนท่าเดียว หัวที่เปียกน้ำก็ไม่ยอมเช็ดให้แห้ง เดือดร้อนผมต้องมานั่งเช็ดผมจนหมาด พร้อมกับหวีให้คุณเธออีกจนเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบตีหนึ่งนู่นแหละจึงได้หลับนอนซะที
ตีห้ากว่า ๆ นู่นแหละผมถึงค่อยตื่นมาปลุกยายนุชกับเพื่อนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นก่อนที่จะกลับมากินข้าวกินปลา และปล่อยให้สาว ๆ อาบน้ำกันให้สดชื่นสักชั่วโมงจึงค่อยออกเดินเที่ยวดูน้ำตกต่าง ๆ ซึ่งพวกสี่สาวก็ยังคงความช่างซักช่างถาม จ้อไม่หยุดตลอดการเดินเที่ยว ส่วนผมเองกับยายนุชก็ดีกันบ้างกันกันบ้างประปราย จนตกเป็นเป้าให้สามสาว เหมี่ยว จิ๊กกี๋และออยแซวกันสนุกปาก
เส้นทางเดินเที่ยวบนภูกระดึงไม่ค่อยลำบากนัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินชมน้ำตกต่าง ๆ ที่เป็นป่าดิบสลับกับป่าสนและทุ่งหญ้า อากาศที่หนาวเย็นทำให้สาว ๆ ไม่ค่อยอ่อนแรงกันเท่าไหร่ จนเวลาบ่ายแก่ ๆ จึงได้เดินวกกลับสู่ที่พัก
แปลกที่คราวนี้สี่สาวไม่รอให้ผมออกปากไล่ไปอาบน้ำ ต่างรีบไปอาบน้ำกันแต่หัววันแต่กว่าพวกหล่อนจะกลับมาก็กินเวลาร่วมชั่วโมงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเลยเชียว
ค่ำคืนที่สองนี้อากาศดูจะหนาวเย็นมากขึ้นกว่าคืนแรกเยอะทีเดียวบวกกับน้ำค้างก็ตกหนักทำให้รู้สึกหนาวเย็นเสียดกระดูเลยทีเดียว พวกเรา 6 คนทานข้าวพูดคุยกันอยู่หน้าเต็นท์เพียงไม่นานก็แยกย้ายกันพักผ่อนเก็บแรงไว้เดินไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักในวันรุ่งขึ้น ซึ่งระยะทางไปกลับร่วม ๆ 20 กิโลเมตรทีเดียว

โดย : ขุนพลน้อย
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 19 ธ.ค. ปี 2006 [ เวลา 23 : 19 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com