Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> พิภพสามสี

เรื่อง :

พิภพสามสี

ตอนที่1ชัยกับน้ำ
ท่ามกลางผู้คนที่มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานศิลปะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ชัย เด็กชายอายุ12ปีกำลังหันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนๆของเขา เขาคอยเพื่อนเขามากว่าสองชั่วโมงแล้ว
ชัยเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดหลังจากที่ชัยต้องย้ายไปเรียนที่ต่างจังหวัดถึงหกปีเพราะต้องตามพ่อกับแม่ที่ต้องไปทำงานที่นั่น พอขึ้นชั้นมัธยมต้นพ่อกับแม่ของเขาก็ย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯอย่างกระทันหันทั้งๆที่เขาเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดในเทอมแรกเพียงไม่กี่เดือน ดังนั้นเพื่อนๆที่เขากำลังรออยู่นี้จึงเป็นเพื่อนกลุ่มแรกที่เขารู้จักหลังจากย้ายกลับมาที่กรุงเทพฯ
ก่อนวันหยุดอาจารย์ผู้สอนวิชาศิลปะได้ให้รายงานมาชิ้นหนึ่งเป็นรายงานเดี่ยวทำคนเดียวซึ่งหัวข้อของรายงานก็คือ อารมณ์และความรู้สึกที่มีต่องานศิลปะโดยนักเรียนต้องเลือกผลงานทางศิลปะของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาหนึ่งชิ้นและเขียนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อผลงานชิ้นนั้นๆลงไปในกระดาษรายงานแล้วนำไปส่งอาจารย์
ชัยมาถึงที่นี่ตั้งแต่สิบโมงกว่าซึ่งเป็นเวลาที่เขานัดกับเพื่อนๆเขาเดินดูพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หลายรอบแล้วและก็เลือกภาพที่ตั้งใจจะใช้เป็นหัวข้อของรายงานแล้วด้วย แต่เพื่อนๆของเขาก็ยังไม่มาสักที
เขาเดินไปรอบๆในห้องจัดแสดงภาพเขียนแล้วเปิดแฟ้มเอกสาร หยิบใบปลิวที่เขาได้มาขึ้นมาดูเนื้อหาในใบปลิวบอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลงานทางศิลปะที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เขาดูรายชื่อภาพที่จัดแสดงช้าๆ
“อือ...ภาพที่นำมาจัดแสดงมีทั้งหมด12ภาพเหรอ...”ชัยบ่นพึมพำกับตัวเองเพราะตอนที่เขาเดินดูรอบๆแล้วเขาค่อนข้างมั่นใจว่าผลงานที่จัดแสดงที่นี่มีมากกว่านี้เขาจึงลองอ่านรายชื่อผลงานที่นำมาแสดงเบาๆ
“จิตแห่งป่า ช่างตีดาบ หมู่บ้านปืนใหญ่ นางพยาบาล ศึกสงคราม คนช่างคิด นักเรียนหมากรุก ความแห้งแล้ง สังหารพญานาค ครูมวย มหามัจฉา ความทุกข์ที่ไร้ตัวตน...”ชัยใช้นิ้วจิ้มรายชื่อรูปภาพทีละชื่อ “หนึ่ง สอง สาม...เอนับยังไงก็ได้สิบสอง
ชัยหยุดนับแล้วดูไปรอบๆเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินตามคนคนหนึ่งชัยจำได้ว่าคนที่เดินนำอยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจิตรกรเจ้าของผลงานภาพเขียนที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง คนกลุ่มนั้นหยุดอยู่ที่หน้ารูปภาพรูปหนึ่งเป็นภาพต้นไม้ที่ตรงกลางลำต้นมีผู้หญิงที่มีเนื้อหนังเป็นแบบเดียวกับต้นไม้อยู่ ใบหน้าของเธอดูงดงามและสงบเยือกเย็น แววตาที่มองมาเบื้องล่างแสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยน
หลังจากที่ชัยเดินดูหลายรอบแล้ว ภาพนี้เป็นภาพที่เขาตั้งใจจะใช้เขียนแสดงความรู้สึกในรายงานของเขาส่งอาจารย์ ชัยจึงเดินเข้าไปยืนที่ด้านหลังสุดของคนกลุ่มนั้นและเขาก็ได้นำปากกากับกระดาษขึ้นมาเพื่อจดคำพูดของจิตรกรเผื่อว่าจะใช้ประกอบการเขียนรายงานของเขา
“งานแสดงภาพที่จัดแสดงในวันนี้เป็นรวมผลงานของผมที่วาดขึ้นนานแล้วก่อนที่จะผมจะมีชื่อเสียงเหมือนเช่นทุกวันนี้ ภาพที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ผมให้ชื่อว่า จิตแห่งป่า ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงชีวิตและความสวยงามของต้นไม้โดยเปรียบให้ต้นไม้กับผู้หญิงเป็นสิ่งเดียวกัน มีทั้งความงดงามและอ่อนโยนโดยแสดงออกมาทางสีหน้าของเธอในรูป...”
ชัยบันทึกคำพูดของจิตรกรด้วยปากกามองไปที่ภาพนั้นแล้วมองไปที่จิตรกรเจ้าของผลงานซึ่งกำลังอธิบายถึงที่มาของรูป ใบหน้าแสดงถึงความภาคภูมิใจในขณะที่ตากล้องก็คอยกดชัตเตอร์เก็บภาพของจิตรกรคนนั้น บางคนก็จดบันทึกคำพูดของจิตรกรผู้นั้นไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับเขาจนกระทั่งจิตรกรอธิบายจบ
“แล้วภาพที่อยู่ข้างๆนี่ล่ะคะไม่เห็นมีในรายชื่อผลงานของอาจารย์เลยนี่คะ”ผู้หญิงคนหนึ่งถามจิตรกรมือที่ถือปากกาก็ชี้ไปที่ภาพภาพนั้น ชัยเห็นก็นึกได้ว่าภาพนี้นี่เองที่เกินมาจากรายชื่อผลงานที่อยู่ในใบปลิว
ภาพที่ผู้หญิงคนนั้นถามถึงถูกขนาบด้วยภาพจิตวิญญาณแห่งป่าและภาพที่มีชื่อว่าคนช่างคิด ภาพนี้เป็นภาพปีศาจสีดำตัวใหญ่แยกเขี้ยวคำรามทำท่าเหมือนกำลังเดินอยู่ มีรูปปีศาจที่มีหัวเป็นสัตว์แต่ร่างกายเป็นคนถืออาวุธอยู่รอบๆเป็นจำนวนมากความสูงของพวกมันสูงเพียงแค่เลยหัวเข่าของปีศาจตัวใหญ่เท่านั้น และยังมีรูปคนหลายคนที่มีท่าทางทุรนทุรายอยู่โดยรอบ
“เอ่อ...ภาพนี้เป็นภาพที่อาจารย์ของผมวาดขึ้นก่อนจะเสียน่ะครับ เขาเป็นศิลปินที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไรนัก ตอนนั้นอาจารย์ของผมกำลังประสบปัญหาหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องการเงินหนี้สินที่หยิบยืมคนอื่นมา อีกทั้งโรคประจำตัวที่รุมเร้าทำให้เขาท้อแท้มาก ภาพนี้อาจารย์ของผมจึงให้ชื่อว่า ความสิ้นหวังครับ”จิตรกรบอก ผู้หญิงคนนั้นก็จดบันทึกทุกคำในสมุดของเธอ
จิตรกรนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ“ผมนำภาพนี้มาจัดแสดงด้วยเพื่อรำลึกถึงอาจารย์ของผมครับท่านรักการวาดภาพท่านวาดจนวาระสุดท้ายผมจึงอยากให้คนทุกคนได้รู้สึกถึงจิตวิญญาณที่ท่านมี ท่านช่วยเหลือผมทุกอย่างผมยังไม่ทันได้ตอบแทนพระคุณท่านท่านก็มาด่วนจากไปเสียก่อน...ก่อนจะพิมพ์ใบปลิวผมก็ย้ำแล้วว่าจะให้มีชื่อผลงานของอาจารย์ผมด้วยแต่ก็ยังมามีข้อผิดพลาดจนได้”จิตรกรก้มหน้าเล็กน้อยบรรยากาศเริ่มอึมครึม
จิตรกรเงยหน้าขึ้นมาพยายามทำสีหน้าปกติปิดบังความเสียใจที่มี“ผมขออธิบายภาพของผมต่อนะครับ ภาพถัดไปอยู่ด้านนั้นครับเป็นภาพคนช่างคิดผมวาดเพื่อแสดงถึง...”
ชัยกำลังจะเดินตามไปฟังแต่ก็ต้องหยุดกึกเพราะมีเด็กผู้หญิงสวมแว่นสะพายกระเป๋าสีชมพูเดินเข้ามาข้างๆชัย เด็กผู้หญิงคนนั้นมองที่หน้าชัยเอียงคอเล็กน้อยเหมือนสงสัยกับอะไรบางอย่างที่หน้าชัยแล้วก็พูดโพล่งออกมา
“ชัยนี่นา ชัยจริงๆด้วย”
ชัยมองไปที่เด็กผู้หญิงสวมแว่น “เธอรู้จักชื่อเราได้ไง”
เด็กผู้หญิงที่เข้ามาทักชัยทำสีหน้าผิดหวัง“เธอจำฉันไม่ได้จริงๆเหรอ...”
ชัยเห็นสีหน้าของเธอจึงพยายามใช้ความคิด “เอ...อ๋อ! เธอชื่อน้ำใช่มั้ย ตอนเด็กๆเราสองคนเคยเล่นด้วยกันบ่อยๆนี่นา”
น้ำยิ้มน้อยๆแล้วจับที่มือของชัย สีหน้าของเธอแสดงความดีใจที่เพื่อนเก่าของเธอยังพอจำเธอได้
“แล้วนี่เธอไปหาลุงชมรึยังล่ะ”
“ลุงชม...ใครล่ะ”ชัยสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง
“อ้าว...ก็ลุงชมที่เป็นคนดูแลพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ที่นี่ยังไงล่ะ เขายังทำงานอยู่ที่นี่อยู่นะ”
“เหรอ”ชัยตอบอย่างคนไม่มีความมั่นใจ
ชัยจำไม่ค่อยได้เพราะว่าตอนที่เขายังอยู่ที่กรุงเทพนั้นเขายังมีอายุแค่ห้าปีเท่านั้น เวลาผ่านมาตั้งหกปีแล้ว เขาจึงลืมทุกอย่างไป
“เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะไปหาลุงชมที่ห้องพักพนักงานมาน่ะ แต่ว่าลุงชมเค้าไม่อยู่ไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหน”น้ำชูถุงใส่ของขึ้นมาให้ดู “นี่ก็เป็นขนมเบื้องที่จะเอามาฝากลุงชม ขนมเบื้องของเจ้านี้อร่อยมากเลยนะลองกินดูมั้ยล่ะ”เธอพูดแล้วใช้มือจะหยิบขนมข้างในออกมาให้ชัย ชัยส่ายหน้าไม่เอา
“เธอมาที่นี่คนเดียวเหรอ”ชัยถามน้ำ
“อื้ม...”น้ำทำเสียงอ่อยๆ “เวลาฉันมีปัญหาอะไรที่โรงเรียนฉันก็มักจะมาที่นี่ประจำแหล่ะ”
ชัยเริ่มสังเกตุเห็นรอยคล้ำๆรอบขอบตาของน้ำ น้ำรู้หันหน้าหนีเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“นี่ก็เที่ยงแล้วเธอกินอะไรรึยังล่ะ ไปหาอะไรกินข้างนอกกันมั้ย”น้ำพูดพร้อมกับดึงมือของชัย
ชัยกินข้าวเช้าตอนเจ็ดโมงนี่ก็จะเที่ยงแล้วพอน้ำพูดก็ทำให้เขารู้สึกหิวขึ้นมา “พวกนั้นคงไม่มาแล้วมั้ง” ชัยคิดในใจ
“เธออยากกินอะไรล่ะข้าวหรือว่าก๋วยเตี๋ยว”น้ำถามมือเธอยังคงกำมือชัยไว้แน่น
“กินข้าวแล้วกัน”ชัยตอบ
“ตกลงกินข้าวกันนะ”แล้วน้ำก็เดินจูงมือชัยไปที่ทางออกพิพิธภัณฑ์ ชัยรู้สึกอายที่มีผู้หญิงเด็กผู้หญิงเดินจูงมือ
ทั้งคู่เดินมาด้วยกันจนถึงร้านขายอาหารตามสั่งที่อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้าน ชัยสั่งข้าวผัดกับน้ำอัดลมส่วนน้ำสั่งข้าวต้มกับน้ำเปล่ามากิน
น้ำหยิบซองใส่ยาขึ้นมาแกะห่อหยิบยาออกมาหนึ่งเม็ด
“นั่นยาอะไรน่ะ ไม่สบายเหรอ”
น้ำลังเลที่จะตอบ “ยาแก้โรคกระเพาะ ฉันกินข้าวไม่ตรงเวลาก็เลยปวดท้อง กินได้ก็แต่ข้าวต้มหรืออาหารที่อ่อนๆเท่านั้น หมอสั่งอีกนะว่าห้ามกินของรสจัดเด็ดขาดน้ำอัดลมนี่ก็กินไม่ได้ด้วย”
ชัยรู้ว่าเธอโกหกเขาเพราะท่าทางที่แลดูขัดๆแต่ชัยก็ไม่ถามอะไรต่อได้แต่พยักหน้าให้เธอเห็นว่าเขาเชื่อที่เธอพูด
หลังจากที่ทั้งสองได้อาหารตามที่ต้องการแล้วก็เริ่มลงมือกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังกินอาหารอยู่นั้นชัยก็แอบชายตามองน้ำแล้วคิดในใจ“หกปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับน้ำกันนะ...เธอก็ดูร่าเริงดีอยู่หรอกแต่...อืม...คงไม่มีอะไรมั้ง”ชัยเก็บความสงสัยที่มีแล้วตั้งหน้าตั้งตากินข้าวผัดของตนเองต่อไป
หลังจากทั้งสองคนกินข้าวหมดแล้วก็ไปจ่ายเงินแล้วพากันไปที่พิพิธภัณฑ์เพราะน้ำยังไม่ได้ให้ขนมเบื้องที่เธอซื้อมากับลุงชม
ชัยกับน้ำเดินเข้าพิพิธภัณฑ์พร้อมกัน คนที่มากันคับคั่งในตอนช่วงเช้าเริ่มไม่ค่อยมีแล้วเพราะตอนนี้เป็นตอนเที่ยงคนส่วนใหญ่เลยออกไปหาข้าวทานกันหมด เหลือคนที่ยังคงเดินชมงานศิลปะเพียงไม่กี่คน ทั้งคู่เดินชมภาพวาดที่จัดแสดงด้วยกันโดยไม่รู้ว่ามีคนสามคนกำลังแอบมองเขาสองคนอยู่
ขณะที่ชัยเดินมาถึงห้องแสดงภาพเขียนน้ำจูงมือพาเขาไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้ารูปภาพที่มีชื่อว่าความสิ้นหวัง น้ำใช้ข้อศอกกระแซะที่เอวของชัยแล้วชี้ไปที่ผนังที่อยู่ใต้รูปภาพ
“นายเห็นรูเล็กๆนี่มั้ย”น้ำถามชัยพร้อมกับชี้นิ้วไปที่รอยแยกเล็กๆที่อยู่ใต้รูป
รอยแยกนั้นหากไม่สังเกตุดีๆก็มองไม่เห็นเพราะมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่เป็นสีขาวอัดแน่นอยู่ข้างใน
“อื้ม...เห็นสิ”เขาตอบแล้วถามกลับไปทันที “แล้วมันมีอะไรเหรอ”
“เรื่องนี้เธอก็ลืมเหมือนกันเหรอ”น้ำทำเสียงเหมือนไม่อยากจะเชื่อแต่เมื่อน้ำมองดูท่าทีของชัยแล้วก็คิดว่าชัยคงไม่ได้พูดหยอกเธอเล่นแน่ๆแล้วน้ำก็พยักหน้าช้าๆแล้วพูดออกมาว่า “ไม่เป็นไรหรอกยังไงสักวันเธอคงจำสัญญาที่เธอบอกกับเราเมื่อตอนนั้นได้เองแหล่ะ...ฉันหวังไว้อย่างงั้น”
“สัญญา...”ชัยพึมพำ เขาจำไม่ได้เลยว่าตอนอายุแค่ห้าขวบไปสัญญาอะไรกับน้ำไว้แล้วทำไมเธอยังคงจำและยึดมั่นคำสัญญาที่เขาให้ไว้เมื่อตอนนั้นตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่มันก็ผ่านมาตั้งหกปีแล้ว
อยู่ๆชัยก็รู้สึกขนลุกเกลียว ความรู้สึกเหมือนมีคนจับจ้องอยู่อย่างอาฆาตมาดร้าย เขารู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที เขามองไปรอบๆแต่ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่อยู่ในบริเวณนี้นอกจากเขากับน้ำ
“ชัยเป็นอะไรเหรอ ทำหน้าเลิ่กลั่กเชียว มีอะไรหรือเปล่า”น้ำถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นชัยหน้าซีดเหงื่อออกตามใบหน้าแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างเต็มที่
ชัยรู้สึกตัวมองที่หน้าน้ำแล้วส่ายหัว “ปล่าว...ไม่...ไม่มีอะไร”ชัยไม่บอกกับน้ำเขารู้สึกกระอักกระอ่วนมวนท้องขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหวเอา “เดี๋ยวเราขอไปห้องน้ำก่อนนะ”
“น้ำไปด้วยคนสินี่ก็ว่าจะเข้าห้องน้ำอยู่พอดี”น้ำบอกกับชัย
แล้วทั้งคู่ก็เดินไปที่ห้องน้ำที่อยู่ทางด้านขวาของห้องแสดงภาพเขียน
พอถึงหน้าห้องน้ำชัยหยุดกึกเอามือลูบที่ท้องของตัวเอง“เอ๊ะ...ความรู้สึกเมื่อกี้หายไปแล้วแฮะ”ชัยยังคงงงกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเพราะประตูห้องน้ำชายถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนประตูกระแทกกำแพงดังปึ้ง
มีเด็กผู้ชายสามคนอายุไล่เลี่ยกับน้ำและชัยเดินออกมาจากห้องน้ำ เด็กคนหนึ่งที่ท่าทางเป็นหัวโจกในกลุ่มเอามือกอดอกตัวเองเดินนำออกมา เด็กคนที่เป็นหัวโจกตัวสูงใหญ่กว่าชัยโดยมีเด็กอีกสองคนเดินตามมาข้างหลัง คนหนึ่งเป็นเด็กค่อนข้างอ้วนอีกคนหนึ่งเป็นเด็กผอมความสูงไม่แตกต่างกับชัยมากนัก ทั้งสามคนทำคิ้วขมวดหน้าตาบูดบึ้งมองมาที่ชัย
“อ้าว!พล วุฒิ รงค์” ชัยเรียกชื่อของเด็กผู้ชายทั้งสามคนด้วยความประหลาดใจ “นึกว่าพวกนายจะไม่มากันแล้ว”
หน้าตาของทั้งสามคนยังคงบึ้งตึงแสดงความไม่พอใจ
“แกเป็นคนชวนพวกเรามาทำรายงานที่นี่ไม่ใช่เหรอแล้วไหงแกทิ้งพวกเราแล้วไปกับยัยห่วยนั่นล่ะ” พลที่เป็นเด็กอ้วนต่อว่าชัยแล้วชี้นิ้วไปที่น้ำ
“แกรู้มั้ย ว่าพวกเรามาถึงตั้งแต่เที่ยงแล้วนี่แกให้เรารอตั้งครึ่งชั่วโมงเชียวเหรอหา”รงค์ที่ยืนข้างๆช่วยพลต่อว่าชัยอีกแรง ในขณะที่วุฒิยังคงเอามือกอดอกทำคิ้วขมวดเท่านั้น
การที่ชัยมาช้าเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเมื่อเทียบกับที่ชัยต้องรอพวกนี้กว่าสองชั่วโมงแล้วมันไม่น่าจะเทียบกันได้
น้ำมาหลบข้างหลังชัยไม่ยอมมองไปที่ทั้งสามคนนั้น
“หรือว่ายัยห่วยนั่นเป็นคนชวนแกออกไปข้างนอกยัยห่วยนั่นใช่มั้ยที่ทำให้แกไม่อยู่รอพวกเรา”รงค์พูดต่อ
“นี่คำก็ห่วยสองคำก็ห่วยมันไม่แรงเกินไปหน่อยเหรอ” ชัยชักจะทนไม่ไหวแต่ในใจก็กลัวๆเกรงๆสามคนนี้อยู่ “เธอเป็นเพื่อนเก่าของเราช่วยพูดดีๆหน่อยได้มั้ย” เขาขอร้องเสียงอ่อยหันไปมองที่น้ำที่ตาของเธอชัยเห็นน้ำตาเริ่มปริ่มออกมาเหมือนจะร้องไห้
วุฒิหัวโจกของกลุ่มแสยะยิ้มหัวเราะเบาๆแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“มีใครพูดดีๆกับยัยนั่นกันบ้างล่ะ เพื่อนทุกคนในชั้นก็เรียกมันว่ายัยห่วยทั้งนั้นแหล่ะ”วุฒิเหลือบตามองไปที่น้ำแว่บหนึ่งแล้วกลับมามองที่หน้าชัย “แกเพิ่งย้ายมากลางเทอมแกไม่รู้หรอก แกจำได้มั้ยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วในห้องของเรามีนักเรียนที่ถูกขานชื่อแล้วไม่มาทั้งอาทิตย์น่ะ”วุฒิถามชัย
“จำได้สิ...อาทิตย์ที่แล้วตอนที่เราเพิ่งย้ายมามีคนชื่อสายธารที่พออาจารย์เช็คชื่อก็เช็คขาดตลอด...รึว่า”
“เออ! ก็ยัยนี่นะแหล่ะมันเรียนห้องเดียวกับเรา”วุฒิบอกชัย
พลสำทับแสงความเลวออกมา“แกล้งยัยนี่แล้วสนุกดีจริงๆว่ะ ทำอะไรก็ไม่เคยร้องไห้ไปฟ้องครูสักทีดูที่หน้ามันสิ”พลชี้ไปที่น้ำซึ่งอยู่ด้านหลังเขา
ชัยมองไปที่น้ำตอนนี้เธอเม้มมุมปากของเธอแน่นพยายามกลั้นน้ำตาไว้แต่น้ำตาก็ยังคงเอ่อล้นไหลออกมายังแก้มทั้งสองของเธอ เธอหายใจแรงฟืดฟาดจนเขาได้ยิน ชัยทำได้เพียงแค่รู้สึกเห็นใจเธอเท่านั้นแต่เขาจะทำอะไรได้เพราะอีกฝ่ายมีกันตั้งสามคน
“คิดเรื่องอะไรสนุกๆออกแล้วล่ะ”วุฒิพูดแล้วหันหน้าไปทางเพื่อนทั้งสองที่อยู่ทางด้านหลัง “จับยัยนี่ขังไว้ในห้องน้ำเป็นไง”
“เออไม่เลวแฮะเรามีเทปกาวอยู่พอดีเมื่อกี้เห็นมีเชือกอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดที่อยู่ในห้องน้ำด้วยพอดีเลยมันจะได้ดิ้นไม่ได้”
ว่าแล้วพลกับรงค์ก็เดินมาจับตัวน้ำ น้ำพยายามดิ้น “ปล่อยนะ ปล่อย!”ชัยยื่นมาไปทำท่าจะกันตัวเธอไม่ให้ทั้งสองคนจับตัวเธอไปได้ แต่แล้ววุฒิก็เข้ามาผลักเขากระเด็นไปกระแทกกับกำแพง
“โอ้ย”ชัยร้องออกมาวุฒิเดินตามเข้ามาที่ตัวเขาทันทีพร้อมกับใช้มือซ้ายจับที่คอเสื้อแล้วดึงขึ้น มือขวากำหมัดเงื้อมือขึ้นทำท่าจะชก
“แกกล้าเหรอ!”วุฒิพูดเสียงดัง ทำหน้าตาน่ากลัวมองไปที่หน้าชัยอย่างหาเรื่อง
ชัยอึกอักไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวชัยเบี่ยงหน้าหลบสายตาหาเรื่องของวุฒิที่มองมาที่เขา เหงื่อเขาไหลซึมออกมาทำไมช่วงเวลาสำคัญอย่างเช่นตอนนี้ถึงได้ไม่มีผู้ใหญ่หรือใครๆผ่านไปผ่านมาแม้แต่คนเดียวเลย
เขาคิดในใจ “จริงสิ!ถ้าหากเราตะโกนออกไปคงมีคนได้ยินบ้าง” ชัยอ้าปากแต่ยังไม่ทันที่เขาจะเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือวุฒิก็ใช้มือที่กาคอเสื้อของเขาอยู่กระแทกที่ปลายคางของเขาเบาๆ
“ข้ารู้นะว่าแกกำลังคิดจะทำอะไร หุบปากซะแล้วอย่าคิดทำอะไรอีกไม่งั้นข้าจะแกล้งแกด้วยอีกคน แล้วจะไปโพทะนาแกที่โรงเรียนด้วยว่าแกคบเป็นแฟนกับยัยห่วยประจำห้อง”วุฒิข่มขู่
“แฟนเหรอ!เรากับน้ำเป็นแค่เพื่อนกันนะ”ชัยแก้ตัว
“เพื่อนเหรอ มีใครในห้องเคยพูดถึงยัยนั่นรึเปล่า แกเคยได้ยินไหม”วุฒิถาม ชัยพยายามคิด แต่เป็นเช่นนั้นจริงๆเพราะไม่มีใครในห้องเรียนเลยที่ถามหาหรือพูดถึงเธอให้เขาได้ยินเลยนอกจากอาจารย์ประจำชั้น
“ข้าถามว่าได้ยินไหม”วุฒิทำเสียงแข็ง
“มะ...ไม่เคย”ชัยเสียงอ่อยเบาๆจนแทบจะไม่ได้ยิน
“ถ้าแกเป็นเพื่อนกับยัยนั่นงั้นแกก็ไม่ใช่เพื่อนของเรา”วุฒิพูดแล้วดึงมือที่จับคอเสื้อของชัยสูงขึ้น “ถ้านายยังอยากเป็นเพื่อนเรานายต้องไม่คบกับยัยนั่น”
ชัยทำหน้าลังเลวันนี้เป็นวันที่เขาเพิ่งจะได้พบเพื่อนเก่าหลังจากที่ไม่ได้เจอกันซะนานแต่แล้วเขากลับต้องมาตัดความสัมพันธ์ภายในวันเดียวอย่างนั้นหรือ วุฒิแสยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยรู้สึกสะใจที่ได้แกล้งคน วุฒิลดมือที่จับคอเสื้อของชัยลงแล้วไปจับที่ปกเสื้อของชัยทางด้านหลังเอื้มมือที่เหลืออยู่เปิดประตูห้องน้ำ แล้วผลักชัยเข้าไปข้างใน
ชัยเซถลาจนแทบจะล้มแต่ก็ยังไม่ล้ม ในห้องน้ำชายมีห้องส้วมอยู่อีกห้าห้องน้ำถูกพาเข้าไปยังห้องที่ห้าซึ่งอยู่ด้านในสุด เมื่อเข้ามาแล้วเขาเห็นน้ำถูกปิดปากด้วยเทปกาวส่งสายตามขอความช่วยเหลือมาที่ชัยในขณะที่พลกำลังใช้เชือกที่หยิบมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดตามที่เขาบอกมัดข้อมือทั้งสองข้างที่ไขว้มาทางด้านหลังและรงค์ก็ใช้เชือกมัดที่ขาทั้งสองข้างให้ชิดติดกัน
ทั้งคู่ยิ้มด้วยความพอใจเหมือนเด็กที่กำลังเล่นสนุกอยู่กับของเล่นชิ้นโปรดของตนเอง จนกระทั่งทั้งคู่มั่นใจว่าน้ำไม่สามารถดิ้นหลุดจากเชือกที่เขาทั้งสองมัดไว้แล้วแน่ๆจึงหยุดแล้วถอยออกมาจากห้องน้ำ
วุฒิเดินเข้ามาทางด้านข้างของชัย ยกมือป้องปากแล้วกระซิบที่ข้างหูชัยว่า “บอกกับยัยนั่นซิ บอกว่าต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับแกอีกต่อไป ยัยนั่นไม่ใช่เพื่อนแก”เมื่อวุฒิกระซิบบอกชัยตามความต้องการของตัวเองแล้วก็ลดมือลง แล้วผลักเขาเข้าไปใกล้กับเธอ ชัยมองหันกลับไปที่วุฒิ วุฒิส่งสายตาแล้วพยักหน้าในเชิงออกคำสั่ง ชัยเดินเข้าไปใกล้เธออย่างไม่อาจขัดขืน
“พูดสิ อยากบอกอะไรกับเธอก็บอกไปให้เราได้ยินด้วยนะ”วุฒิย้ำพลและรงค์หัวเราะเบาๆในลำคอ
ชัยมองที่น้ำด้วยความสงสาร มือกับขาที่ถูกมัดจนไม่อาจจะขยับตัวได้และปากที่ถูกปิดด้วยเทปกาวก็ไม่อาจจะเปล่งเสียงออกมาได้เช่นกันตอนนี้น้ำทำได้เพียงแค่มองมาที่ชัยเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ชัยก็ไม่มีท่าที่เหมือนว่าต้องการจะช่วยเหลือเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ได้แต่หวังว่าเพื่อนเก่าของเธอจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเธอ และเธอก็ต้องผิดหวังอย่างที่สุดจนกับคำพูดของชัย
“น้ำเราไม่ใช่...เพื่อนเธอ ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับเราอีกต่อไปเลยนะ”ชัยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา น้ำตาของน้ำไหลออกมาอย่างมากมายเธอก้มหน้าลง มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากเทปกาวที่ปิดปากของเธออยู่
แม้ว่าจะถูกกลั่นแกล้งสักเพียงใด หรือจะถูกเพื่อนว่าสักเท่าไหร่เธอก็ไม่เคยจะร้องไห้ออกมาแม้แต่ครั้งเดียว แต่เพียงคำพูดคำเดียวของเพื่อนที่เธอรักและรอคอยที่จะได้เจอมานานแสนนานกลับทำให้เธอเสียใจได้ถึงเพียงนี้
มีเสียงปรบมือกับเสียงเฮดังขึ้นทางด้านหลังของชัย
“เยี่ยมมากเพื่อนตอนนี้นายก็เป็นเพื่อนร่วมก๊วนของเราเต็มตัวแล้ว”วุฒิบอกชัยพร้อมกับปรบมือให้ พลกับรงค์มาตบที่ไหล่เขาเบาๆ “เยี่ยมมากเลยนายนี่เจ๋งจริงๆมีนายคนแรกเลยนะเนี่ยที่ทำให้ยัยนี่ร้องไห้ได้”พลพูดกับชัยอย่างชื่นชม
“ไม่มีใครเคยทำให้ยัยนี่ร้องไห้ได้เลยขนาดยัยปอผู้หญิงห้องเราฉีกหนังสือเรียนของมันเป็นชิ้นๆมันยังไม่ร้องไห้สักแอะ” รงค์ช่วยประจานความเลวของเพื่อนในห้องให้ชัยฟัง
การที่คนพวกนี้มายกยอชื่นชมในสิ่งที่ชัยถูกบังคับให้ทำนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกมีความภาคภูมิใจเลยสักนิด เขายิ้มแห้งๆให้กับทั้งสามคนที่เขาไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเพื่อนดีหรือเปล่า
วุฒิเข้าไปในห้องน้ำที่น้ำอยู่แล้วปิดประตูมีเสียงล็อคกลอนประตูดังขึ้นแล้ววุฒิก็ปีนห้องน้ำออกมา ชัยยังคงได้แต่มองการกระทำของวุฒิโดยไม่ทักท้วงอะไร
“เอาล่ะเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวพวกเรากลับกันเลยดีกว่า”วุฒิบอกกับทุกคนชัยหน้าซีดมองห้องน้ำที่ถูกล็อคประตูวุฒิเข้ามาตบที่ไหล่เขาเบาๆ“แกไม่ต้องห่วงยัยนั่นหรอกน่าเดี๋ยวก็มีคนมาเปิดให้มันเองแหล่ะไปเถอะ”
จากนั้นทั้งสี่คนก็เดินออกจากห้องน้ำโดยทิ้งน้ำไว้คนเดียวอย่างไม่เหลียวแล เด็กทั้งสี่คนเดินผ่านผู้คนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น เดินไปเฉยๆธรรมดาอย่างง่ายๆ ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในขณะที่ชัยยังคงเงียบ ชัยคิดในใจว่าเพื่อนเขาทั้งสามคนนี้เคยชินกับการทำเช่นนี้แล้วอย่างนั้นหรือ ถึงยังสามารถหัวเราะได้ทั้งๆที่ตัวเองพึ่งจะทำความผิดมาไม่นาน
หลังจากออกมาที่หน้าพิพิธภัณฑ์แล้วทั้งสี่คนก็เดินมายืนรอรถประจำทางวุฒิดูนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเองตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงสิบนาที
วุฒิดูเสร็จแล้วเงยหน้ามาพูดกับทุกคน“อย่าเพิ่งรีบกลับบ้านเลยว่ะ เดี๋ยวพวกเราไปเที่ยวกันต่อดีกว่า ชัยแกก็ไปกับเราด้วยนะ”
รงค์กับพลพยักหน้าเห็นด้วย
นอกจากจะยังไม่ยอมหาข้อมูลทำรายงานแล้วทั้งสามคนยังคิดจะไปเที่ยวกันต่ออีกจนชัยทักท้วง“นายสามคนยังไม่ได้หาข้อมูลเลยไม่ใช่เหรอ ไม่ไปหาข้อมูลที่อื่นกันต่อล่ะ”
วุฒิ รงค์ แล้วก็พลทำหน้าเบื่อหน่ายพร้อมกันแล้วพลก็หยิบใบปลิวที่พับใส่ในกระเป๋ากางเกงออกมาคลี่ให้ดู“พวกข้าเอาใบปลิวนี่มาแล้วเดี๋ยวพอกลับบ้านไปก็ไปแต่งเนื้อหาให้มันพอตรงๆกับชื่อภาพก็ใช้ได้แล้ว เขียนส่งๆไปอาจารย์ไม่รู้หรอก” พลพูดแบบขอไปที
“ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงพวกข้านักหรอก ว่าแต่แกเหอะมัวแต่ไปเที่ยวกับแฟนเขียนรายงานรึยังล่ะ”รงค์พูดทำน้ำเสียงล้อเลียน
“เสร็จแล้ว อีกอย่างชั้นกับน้ำเราไม่ได้เป็นแฟนกันนะ”ชัยปฏิเสธเสียงแข็งไม่ชอบที่รงค์มาพูดกับเขาอย่างนั้น
พอดีมีรถประจำทางผ่านมา วุฒิเดินขึ้นนำไปก่อนทั้งสามคนที่เหลือก็ขึ้นตามไป รถประจำทางเคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ วุฒิ ชัย กับรงค์คุยกันตลอดทางชัยพยายามมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่วายที่จะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน ที่สามคนนี้พาเขาไปเที่ยวด้วยคงเป็นเพราะกลัวว่าเขาจะไปช่วยน้ำเท่านั้นแต่ใจจริงแล้วคงไม่ได้อยากจะชวนเขาสักเท่าไร
พวกเขาทั้งสี่คนไปยังจุดหมายซึ่งก็คือห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง วุฒิ พล รงค์แล้วก็ชัยลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในห้างทันที
ทั้งสี่คนเดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีเป้าหมายพอเห็นร้านเกมส์ก็เข้าไปเล่นๆได้สักแป๊บก็ออกมาเดินต่อ พอเหนื่อยก็พักเห็นขนมก็ไปซื้อมากิน การเดินเที่ยวห้างครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ชัยรู้สึกว่าได้มาเที่ยวกับเพื่อนๆเลย เขารู้สึกเหมือนโดนสามคนนี้จับตาดูไม่ให้เขาหนีไปเสียมากกว่า
“เฮ้ยชัยตอนนี้ห้าโมงแล้วแกอยากกลับก็ได้นะ อยู่กับพวกข้าแกคงเบื่อละสิ”วุฒิพูดพร้อมกับยื่นแขนให้ดูเวลาในนาฬิกาข้อมือ
“งั้นเดี๋ยวเรากลับเลยแล้วกันแล้วพวกนายล่ะจะกลับเลยมั้ย” ชัยถามทั้งสามคน
“ยังไม่กลับ”รงค์ตอบแล้วบอกกับชัยต่อไปอีกว่า“ปกติพวกข้าก็อยู่เที่ยวจนดึกแล้วถึงกลับ เห็นแก่แกนะเลยไม่บังคับให้อยู่เที่ยวด้วยกันจนดึก”
ชัยพยักหน้าแล้วมุ่งไปที่ประตูห้างโดยไม่ร่ำลาเพื่อนทั้งสาม เขารีบขึ้นรถเมล์อย่างรวดเร็ว ปลายทางที่ชัยจะไปนั้นไม่ใช่บ้านแต่เป็นพิพิธภัณฑ์
พอรถประจำทางแล่นจอดที่ป้ายชัยรีบลงจากรถวิ่งไปที่พิพิธภัณฑ์ทันที ชัยเห็นชายคนหนึ่งกำลังจะปิดประตูพิพิธภัณฑ์
“เดี๋ยวครับอย่าเพิ่งปิด”ชัยหอบแฮ่กๆบอกชายคนนั้นอย่างร้อนรน
ชายคนนั้นหันหน้ามาทางชัยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ที่นี่ปิดตอนห้าโมงเย็นนะถ้าอยากเข้าไปให้มาพรุ่งนี้”
พอชัยเห็นหน้าชายคนนี้เขาก็จำได้ทันที ชายคนนี้เป็นชายแก่อายุห้าสิบกว่าพนักงานผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์เพียงคนเดียวของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
“ลุงชม...”ชัยพูดเบาๆ
“หืม...เธอรู้ชื่อชั้นด้วย...หน้าเธอคุ้นๆนะ...”ลุงชมไม่แน่ใจว่าเคยเจอชัยมาก่อน
“ผมชัยครับ”ชัยบอกออกไปแล้วทำหน้าสลด
“ไม่ได้เจอกันซะนาน เคยเห็นตอนเล็กๆแป๊บเดียวโตเป็นหนุ่มซะแล้ว”ลุงชมจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของชัยท่าทางดีใจที่ได้พบชัยอีกครั้ง“เวลาผ่านไปเร็วนะ”ลุงชมเห็นชัยทำหน้าสลดจึงถามเขาว่า “มีอะไรสีหน้าไม่ดี...หรือว่า”ลุงชมพูดพร้อมกับหรี่ตามอง
ชัยอ้ำอึ้งไม่กล้าพูด ชัยนิ่งพักหนึ่งแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาสารภาพกับสิ่งที่เขาได้ทำกับน้ำให้ลุงชัยฟัง
ลุงชมตบไหล่ที่ชัยเบาๆแล้วเอามือลูบหัวของชัย แล้วพูดว่า “น้ำน่ะลุงไปเห็นตอนเข้าไปทำความสะอาดพอดี ลุงเองก็ตกใจนะที่เห็นอยู่ในสภาพอย่างนั้น ลุงพาน้ำออกมาแล้วตอนนี้ยังหลับอยู่ที่โซฟาในห้องพักพนักงานอยู่เลย...อยากเข้าไปดูเธอหน่อยมั้ย”
ชัยผงกศีรษะลุงชมเปิดประตูให้เขาแล้วเดินนำเข้าไปยังห้องพักพนักงาน ขณะที่เดินตามหลังลุงชมมาถึงห้องแสดงภาพเขียนชัยรู้สึกเย็นวาบเสียวสันหลังอีกครั้ง เขามองไปรอบๆไม่มีใครสักคนที่อยู่ที่นี่นอกจากเขากับลุงชม
พอถึงห้องพักพนักงาน ก่อนจะเข้าไปลุงชมก็หันกลับมาพูดกับเขาอีกครั้ง
“จริงๆแล้ว เธอไม่น่าทำกับน้ำอย่างนั้นนะถึงเธอจะอ้างว่าถูกบังคับแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรเธอก็ยังผิดอยู่ดี”ชัยทำตาละห้อยลุงชมพูดต่อ “เธอรู้มั้ยว่าพ่อแม่ของน้ำเสียไปเกือบปีแล้ว น้ำต้องไปอาศัยอยู่กับญาติที่ไม่ค่อยเต็มใจรับเธอเป็นครอบครัวเดียวกัน เธอเครียดกับที่บ้านที่โรงเรียนจนเป็นโรคกระเพาะอย่างรุนแรง เวลาน้ำมีปัญหาเธอเคยมานอนค้างที่นี่บ่อยๆที่บ้านเธอยังไม่สนใจเลยวันนี้น้ำก็คงนอนที่นี่เหมือนเคย ชัยเธอเป็นเพื่อนคนแรกของน้ำน้ำคงดีใจมากนะที่ได้เห็นเธอ...”ลุงชมพูดจบเปิดประตูห้องพักพนักงานให้เขาเข้าไปข้างใน
“ลุงคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรแต่ก็...ลองพูดกับเธอดีๆก็แล้วกันลุงไม่อยากเห็นเธอสิ้นหวังมากไปกว่านี้...”
ชัยเดินเข้าไปในห้องเขาก้าวช้าๆไปที่น้ำ เธอยังคงหลับอยู่บนโซฟามีผ้าห่มคลุมปิดตัวเธออยู่ คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มสองแก้ม ขอบตาของน้ำคล้ำเขียวจนเห็นได้ชัด ชัยนั่งยองๆสะกิดที่ตัวน้ำ
น้ำลืมตาช้าๆพอเห็นชัยน้ำก็เอี้ยวตัวหันหลังให้เขาทันที เสียงสะอื้นดังให้เขาได้ยินอีกครั้ง
“น้ำคือว่า...”
“เธอมาทำไมกลับไปซะ”น้ำพูดน้ำเสียงสั่นเครือ
“คือ...เราอยากให้เธอเข้าใจนะว่าตอนนั้นเราโดนบังคับ”ชัยพยามแก้ตัว
“ยังไงเราก็เป็น...เพื่อนกัน”
“เธอเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าเราไม่ใช่เพื่อนกันแล้วเธอจะมายุ่งอะไรกับฉันอีก”น้ำตัดพ้อเตือนความจำชัยกับสิ่งที่ทำลงไปกับเธอ
“แต่ว่า...”
น้ำเอารีบมือปิดหูทั้งสองข้างไม่รับฟังคำพูดของชัยอีกต่อไป ชัยลุกขึ้นยืนความรู้สึกผิดถั่งโถมเข้ามาในจิตใจแต่ก็เป็นอย่างที่ลุงชมบอก ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เธอไม่รับรู้รับฟังอะไรทั้งสิ้น
ชัยก้มตัวเล็กน้อยจับที่เขนของน้ำแล้วพูดเสียงอ่อย “เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะมาใหม่”
ไม่รู้ว่าน้ำจะได้ยินที่ชัยบอกหรือเปล่า ชัยเดินออกจากห้องพักหนักงาน ลุงชมกอดอกข้างหลังประตูส่ายศีรษะแล้วพูดเบาให้ชัยได้ยิน “ที่เธอควรบอกกับน้ำไม่ใช่คำแก้ตัวหรอกนะ”
จะให้เขาพูดอะไรในเมื่อน้ำไม่ยอมฟังที่เขาพูดเลย เขาเดินไปจนถึงห้องจัดแสดงภาพอีกครั้ง เขาหยุดแล้วยืนพิงกำแพงพยามยามคิดถึงสิ่งที่ลุงชมพูดที่หน้าห้องพักกนักงาน เขาคิดแล้วคิดอีกก็คิดไม่ออกจนเขาตัดใจ เขากำแฟ้มเอกสารที่อยู่ในมือแน่น
“ในพิพิธภัณฑ์นี่ถ้าปิดไฟแล้วก็วังเวงน่าดูแฮะ”ชัยพึมพำกับตัวเองกวาดสายตาไปรอบๆ
ขณะที่ชัยกำลังคิดอะไรคนเดียวอยู่นั้น ชัยได้ยินเสียงเบาๆดังแว่วเข้ามาในหู
ที่นี่ยังมีใครอยู่อีกนอกจากเขา!
“ได้โปรดเถอะท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับคนภพอื่นเลย”
“หุบปากของเจ้าไปซะไม่เช่นนั้นข้าจะสั่งให้ทหารของข้าทรมานเจ้ายิ่งกว่านี้”
“แต่...อย่าได้โปรดอย่า...อ๊าก”
จากเสียงสนทนากลับกลายเป็นเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นใกล้ๆ ชัยมองซ้ายมองขวาเขายืนชิดติดกับกำแพง ชัยรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับจิต เสียงที่ได้ยินไม่ได้มาจากไหนมันมาจากทางด้านหลังของเขานั่นเอง
ชัยค่อยๆเอี้ยวตัวหันหลังกลับไปช้าๆ เสียงที่ได้ยินมาจากรูปภาพที่ชื่อว่าสิ้นหวัง เขาเอาสองมือยันที่รูปภาพรูปนั้น พยายามเพ่งตามอง การมองรูปภาพตอนปิดไฟไม่ทำให้เห็นอะไรมากนักแต่พอสายตาเริ่มชินเขาจึงได้เห็นในสิ่งที่เกินความเข้าใจ
“อะไรกัน! ปีศาจในรูป...คน...กำลังขยับ!”ชัยใช้มือขยี้ตาของตัวเองไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ปีศาจหลายตัวกำลังใช้อาวุธที่ถืออยู่รุมทำร้ายคนที่อยู่ในรูป หากฟังให้ดีๆจะได้ยินเสียงร้องโอดโอยกับเสียงคำรามดังเซ็งแซ่อื้ออึง ปีศาจสีดำตัวใหญ่กว่าใครทั้งหมดอ้าปากเผยให้เห็นเขี้ยวของมันส่องแสงสีเงินประกายแล้วเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ชัยทำตาโตเห็นท่าทางไม่สู้ดีนักเขาต้องหนีไปจากที่นี่แต่ไม่ทันได้ปล่อยมือที่สัมผัสรูปภาพ ปีศาจตนนั้นก็เปล่งคำพูดด้วยน้ำเสียงกังวานเหมือนเสียงสะท้อน
“เปิดประตู”
แสงสีรุ้งสว่างวูบวาบปรากฏที่ฝ่ามือตรงที่ชัยสัมผัสกับรูป และเจิดจ้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนชัยไม่อาจปล่อยมือได้ทัน
“นี่มัน! แสงอะไรกัน ตัวเราเหมือน...โดนดูด...”
ตุบ
เสียงซองใส่เอกสารหล่นลงกระทบพื้น พร้อมกับที่ความเงียบสงัดคืนกลับมาสู่พิพิธภัณฑ์อีกครั้งหนึ่ง


โดย : นายเมธี ไชยกิจจานุวัฒน์
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2007 [ เวลา 17 : 34 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com