วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

ห้องร้อยบุปผา

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> การสอนผู้เรียนที่มีพัฒนาทักษะทางภาษาช้า

เรื่อง :

การสอนผู้เรียนที่มีพัฒนาทักษะทางภาษาช้า

ชื่อเรื่อง การสอนการพูด อ่าน เขียน สำหรับผู้เรียนที่มีพัฒนาการทักษะทางภาษาช้า
ผู้วิจัย นายประเสริฐ ศรีราชพัฒน์
หน่วยงาน โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก อำเภอฉวาง เขตการศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
วันเดือนปีที่ทำการวิจัย 1 สิงหาคม 2548 - 8 พฤษภาคม 2549

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบการศึกษาเฉพาะกรณี (case Study) คือการวิจัยที่ทำการศึกษากับผู้เรียนคนเดียวที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขผู้เรียนคนอื่นเป็นรายคนหรือรายกลุ่มต่อไป ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิธีการสอนที่ทำให้นักเรียนที่มีทักษะด้านภาษาช้า เรียนรู้ได้ดีและเร็วที่สุดและเพื่อสร้างสื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอนนักเรียนที่มีทักษะด้านภาษาช้าโดยมีการปฏิบัติการ 3 ขั้นตอนดังมีวิธีการและผลการปฏิบัติดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 การฝึกการรู้จักตัวอักษร
มีวิธีการวิจัย คือ ทดสอบก่อนสอนว่าผู้เรียนรู้จักกับพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ตัวใดแล้วบ้าง และได้แบ่งพยัญชนะเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้บ่อย กลุ่มที่ไม่ค่อยใช้และกลุ่มที่ไม่มีใช้เลย ได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะกลุ่มพยัญชนะที่ใช่บ่อย ส่วนสระและวรรณยุกต์ไม่ได้จัดแบบฝึกเป็นพิเศษไว้เพราะผู้เรียนจะรู้จักสระและวรรณยุกต์จากการฝึกอ่านพยัญชนะได้เอง ผลจากการอ่านพยัญชนะ พยัญชนะที่อ่านได้แล้ว 20 ตัว พยัญชนะที่อ่านยังไม่ได้ 24 ตัว พยัญชนะที่ได้จัดการเรียนการสอนไปแล้วนักเรียนยังอ่านไม่ได้ อีก 4 ตัว คือ ตัว ธ ตัว ภ ตัว ฟ และ ตัว ฝ ส่วนสระนักเรียนอ่านได้ 12 รูป อ่านไม่ได้ 16 รูป จะต้องจัดการเรียนการสอนต่อไป
ผลจากการฝึกอ่านสระและพยัญชนะครั้งนี้ สามารถทำให้ผู้เรียนรู้จักพยัญชนะและสระ วรรณยุกต์ที่ใช้บ่อยในภาษาไทย และจะใช้เป็นพื้นฐานในการฝึกอ่านฝึกเขียนคำต่อไป
ข้อเสนอแนะ การฝึกอ่านตัวอักษรให้แก่ผู้เรียนที่มีทักษะทางภาษาต่ำนี้มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ก่อนการจัดการเรียนการสอนต้องทดสอบก่อนสอน (Pre – Test) ดูก่อนว่า ผู้เรียนรู้จักและไม่รู้จักตัวอักษรตัวใดบ้างแล้ว
2. ในการจัดการเรียนการสอนควรจะแบ่งพยัญชนะเป็นกลุ่ม ๆ และให้เริ่มต้นด้วยพยัญชนะที่ผู้เรียนรู้จักก่อนแล้ว เช่น ตัว ก ถ ภ เป็นพยัญชนะที่มีลักษณะรูปทรงคล้ายกัน ในเวลาจัดการฝึกอ่าน จะต้องฝึกตัว ก ก่อน เพราะผู้เรียนรู้จักแล้ว แล้วจึงสอนตัว ถ และ ตัว ภ ต่อไป
3. ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลามากนัก ประมาณ 15 – 20 นาทีเพราะผู้เรียนที่มีทักษะทางภาษาต่ำมักจะมีสมาธิสั้น ถ้าเรียนโดยใช้เวลามากเกินไปจะสับสนและเกิดความเครียดได้
4. คำที่นำมาฝึกอ่านพยัญชนะแต่ละตัว ควรจะเป็นคำง่าย ๆ ที่มีความหมายที่ผู้เรียนรู้จักดีอยู่แล้ว ไม่ควรนำคำยาก ๆ มาฝึกอ่าน เพราะผู้เรียนจะไม่เห็นภาพ
5. ในการจัดการเรียนการสอนควรเริ่มที่ทักษะ ฟัง พูด อ่านและเขียน โดยครูจะอ่านหรือพูดให้ผู้เรียนฟังแล้ว ให้ผู้เรียนอ่านตาม แล้วจึงให้ฝึกเขียนต่อไป
6. ในการจัดชั้นเรียนไม่ควรจัดให้มีผู้เรียนมากเกินไป ควรมีผู้เรียนประมาณ 3 – 5 คน ถ้าผู้เรียนมากเกินไปจะทำให้ครูดูแลผู้เรียนไม่ทั่วถึงจะทำให้ห้องเรียนเกิดความวุ่นวายและผู้เรียนที่ครูไม่ได้ดูแลจะขาดสมาธิในการฝึก
7. สถานที่ในการฝึกหรือห้องเรียน ควรจะเป็นสถานที่เฉพาะ ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง และถ้ามีผู้คนพลุกพล่านจะทำให้ผู้เรียนขาดสมาธิในการฝึก

ขั้นที่ 2 การฝึกอ่านคำ
มีวิธีการวิจัย คือ ทดสอบก่อนสอนว่าผู้เรียนสามารถอ่าน เขียนคำเป้าหมายได้หรือไม่แล้วจึงฝึกอ่านเขียนด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว ทดสอบซ้ำถ้าผู้เรียนยังอ่าน เขียนไม่ได้ก็จะฝึกซ้ำด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่เกิน 5 ครั้ง ผลจากฝึกอ่านคำทั้งหมด 206 คำผู้เรียนสามารถอ่านได้ในการฝึกอ่านและทดสอบครั้งแรก 31 คำ คิดเป็นร้อยละ 15.5 ผู้เรียนสามารถอ่านได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 2 จำนวน 145 คำ คิดเป็นร้อยละ 70.39 ผู้เรียนสามารถอ่านได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 3 จำนวน 121 คำ คิดเป็นร้อยละ 58.74 ผู้เรียนสามารถอ่านได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 4 จำนวน 169 คำ คิดเป็นร้อยละ 82.04 ผู้เรียนสามารถอ่านได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 5 จำนวน 169 คำ คิดเป็นร้อยละ 82.04 และมีคำที่ผู้เรียนอ่านไม่ได้ 5 คำ คิดเป็นร้อยละ 2.43 ของคำที่นำมาฝึกทั้งหมด
ผลจากการฝึกเขียนคำและทดสอบ ทั้ง 5 ครั้งผู้เรียนสามารถเขียนคำเป้าหมายได้ในการฝึกและทดสอบครั้งแรกจำนวน 17 คำ คิดเป็นร้อยละ 7.98 ผู้เรียนสามารถอ่านคำเป้าหมายได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 2 จำนวน 127 คำ คิดเป็นร้อยละ 59.62 ผู้เรียนสามารถอ่านคำเป้าหมายได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 3 จำนวน 157 คำ คิดเป็นร้อยละ 69.01 และผู้เรียนสามารถอ่านคำเป้าหมายได้ในการฝึกและทดสอบครั้งที่ 5 จำนวน 147 คำ คิดเป็นร้อยละ 69.01 และมีคำที่ผู้เรียนเขียนไม่ได้จำนวน 19 คำ คิดเป็นร้อยละ 8.92 ของคำที่นำมาฝึกเขียนทั้งหมด
จากผลของการฝึกทั้งการอ่านและเขียนคำปรากฏว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถจะใช้วิธีการฝึกนี้ไปใช้กับผู้เรียนกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ต่อไป แต่ไม่ควรจะเป็นกลุ่มใหญ่นัก
ข้อเสนอแนะ การจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกอ่านคำให้แก่ผู้เรียนที่มีพัฒนาการทางภาษาช้านี้มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ก่อนการจัดการเรียนการสอนต้องทดสอบก่อนสอน (Pre – Test) ดูก่อนว่า ผู้เรียนอ่านและเขียนคำเหล่านั้นได้แล้วหรือไม่
2. ในการจัดการเรียนการสอนควรจะฝึกให้อ่านคำที่เป็นคำนามหรือกริยารูปธรรมที่ผู้เรียนพบและใช้บ่อยไม่ควรฝึกคำที่ไม่ค่อยมีใช้เพราะไม่มีประโยชน์ผู้เรียนไม่ค่อยได้ใช้
3. ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลามากนัก ประมาณ 20 – 30 นาทีเพราะผู้เรียนที่มีพัฒนาการทางภาษาช้ามักจะมีสมาธิสั้น ถ้าเรียนโดยใช้เวลามากเกินไปจะสับสนและเกิดความเครียดได้ ถ้าใช้เวลาเกิน 30 นาที่ควรให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมผ่อนคลายบ้างเพื่อป้องกันความเครียด
4. ในการจัดการเรียนการสอนควรเริ่มที่ทักษะ ฟัง พูด อ่านและเขียน โดยครูจะอ่านหรือพูดให้ผู้เรียนฟังแล้ว ให้ผู้เรียนอ่านตาม แล้วจึงให้ฝึกเขียนต่อไป
5. ในการจัดชั้นเรียนไม่ควรจัดให้มีผู้เรียนมากเกินไป ควรมีผู้เรียนประมาณ 3 – 5 คน ถ้าผู้เรียนมากเกินไปจะทำให้ครูดูแลผู้เรียนไม่ทั่วถึงจะทำให้ห้องเรียนเกิดความวุ่นวายและผู้เรียนที่ครูไม่ได้ดูแลจะขาดสมาธิในการฝึก
6. สถานที่ในการฝึกหรือห้องเรียน ควรจะเป็นสถานที่เฉพาะ ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง และถ้ามีผู้คนพลุกพล่านจะทำให้ผู้เรียนขาดสมาธิในการฝึก
7. หลังจากผู้เรียนอ่านเขียนได้พอใช้ได้แล้ว ควรเปิดวิชา เพิ่มเติม เป็นการเสริมทักษะจนแน่ใจว่าผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนอ่านเท่าเทียมกับผู้เรียนปกติแล้ว จึงจะหยุดโครงการ

ขั้นที่ 3 การฝึกอ่านบทความ
มีวิธีการวิจัย คือ ทดสอบก่อนสอนว่าผู้เรียนสามารถอ่านคำเป้าหมายได้หรือไม่แล้วจึงฝึกอ่านเขียนด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว ทดสอบซ้ำถ้าผู้เรียนยังอ่าน เขียนไม่ได้ก็จะฝึกซ้ำและจะทดสอบการพูด การเขียนคำยากเป็นข้อความเพื่อเพิ่มทักษะการพูดและการเขียนของผู้เรียนให้ดีขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้
ผลการฝึกการอ่านคำ คำที่ฝึกอ่านทั้งหมด 140 คำ คำที่ฝึกแล้วอ่านได้ในการทดสอบครั้งแรก มี 61 คำ คือ คำที่ฝึกแล้ว ครั้งที่ 1 อ่านไม่ได้ อ่านได้ ในครั้งที่ 2 มี 29 คำที่ฝึกแล้ว ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อ่านไม่ได้ อ่านได้ในครั้งที่ 3 มี คำ 13 คำที่ฝึกแล้วทดสอบอ่านได้แล้วกลับลืมอีกอ่านไม่ได้ มี 35 คำ คำที่ฝึกแล้วอ่านไม่ได้เลยแม้ฝึกหลายครั้งแล้วก็ตามมี 2 คำ
ผลการฝึกการเขียนคำยากตามคำบอก คำที่ใช้ฝึกเขียนคำยากมี 52 คำ ผลของการฝึกมีดังต่อไปนี้ คำที่ผู้เรียนฝึกเขียนครั้งเดียวแล้วเขียนได้เลยตลอดไป ไม่ลืมแม้จะมีการทดสอบหลาย ครั้ง มี 22 คำ คำที่ฝึกแล้วทดสอบครั้งแรกไม่ได้ ครั้งฝึกครั้งที่ 2 เขียนได้มี 14 คำ คำที่ฝึกแล้ว ทดสอบครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ไม่ได้ เขียนได้ในครั้งที่ 3 มี 3 คำ คำที่ฝึกแล้ว ทดสอบครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2และ ครั้งที่ 3 ไม่ได้ เขียนได้ในครั้งที่ 4 มี 2 คำ คำที่ฝึกแล้ว ทดสอบครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เขียนไม่ได้ เขียนได้ในครั้งที่ 5 มี 3 คำ คำที่ฝึกแล้วทดสอบเขียนได้ ครั้งต่อไปเกิดการลืมเขียนไม่ได้ มี คำ 5 คำที่ฝึกหลายครั้งแล้วเขียนไม่ได้เลย มี 3 คำ
ผลการฝึกพูดคำยากเป็นข้อความ คำที่ใช้ฝึกพูดมี 47 คำ โดยให้คะแนนคำละ 4 คะแนน ปรากฏว่า ผู้เรียนพูดได้คะแนนเฉลี่ย 3.19 ต่ำกว่าเกณฑ์ที่วางไว้ คือ 3.20 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.04
ผลการฝึกเขียนคำยากเป็นข้อความ จากตารางจะเห็นว่า มีคำที่ ทดสอบให้ผู้เรียนเขียนเป็นข้อความ 56 คำ ผู้เรียนทดสอบเขียนเป็นข้อความได้คะแนนเฉลี่ย 3.10 สูงกว่าเกณฑ์ที่วางไว้ คือ 3.00 ได้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.93
ผลของการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้กับผู้เรียนที่มีพัฒนาการทักษะทางภาษาช้า เพื่อฝึกให้มีความรู้ความสามารถทางภาษาเท่าเทียมกับผู้เรียนปกติ
ข้อเสนอแนะ การจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกอ่านบทความให้แก่ผู้เรียนที่มีพัฒนาการทางภาษาช้านี้มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ก่อนการจัดการเรียนการสอนต้องทดสอบก่อนสอน (Pre – Test) ดูก่อนว่า ผู้เรียนอ่านและเขียนคำเหล่านั้นได้แล้วหรือไม่
2. ในการจัดการเรียนการสอนควรจะฝึกให้อ่านคำที่เป็นคำนามหรือกริยารูปธรรมที่ผู้เรียนพบและใช้บ่อยไม่ควรฝึกคำที่ไม่ค่อยมีใช้เพราะไม่มีประโยชน์ผู้เรียนไม่ค่อยได้ใช้
3. ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลามากนัก ประมาณ 20 – 30 นาทีเพราะผู้เรียนที่มีพัฒนาการทางภาษาช้ามักจะมีสมาธิสั้น ถ้าเรียนโดยใช้เวลามากเกินไปจะสับสนและเกิดความเครียดได้ ถ้าใช้เวลาเกิน 30 นาที่ควรให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมผ่อนคลายบ้างเพื่อป้องกันความเครียด
4. ในการจัดการเรียนการสอนควรเริ่มที่ทักษะ ฟัง พูด อ่านและเขียน โดยครูจะอ่านหรือพูดให้ผู้เรียนฟังแล้ว ให้ผู้เรียนอ่านตาม แล้วจึงให้ฝึกเขียนต่อไป
5. ในการจัดชั้นเรียนไม่ควรจัดให้มีผู้เรียนมากเกินไป ควรมีผู้เรียนประมาณ 3 – 5 คน ถ้าผู้เรียนมากเกินไปจะทำให้ครูดูแลผู้เรียนไม่ทั่วถึงจะทำให้ห้องเรียนเกิดความวุ่นวายและผู้เรียนที่ครูไม่ได้ดูแลจะขาดสมาธิในการฝึก
6. สถานที่ในการฝึกหรือห้องเรียน ควรจะเป็นสถานที่เฉพาะ ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง และถ้ามีผู้คนพลุกพล่านจะทำให้ผู้เรียนขาดสมาธิในการฝึก
7. หลังจากผู้เรียนอ่านเขียนได้พอใช้ได้แล้ว ควรเปิดวิชา เพิ่มเติม เป็นการเสริมทักษะจนแน่ใจว่าผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนอ่านเท่าเทียมกับผู้เรียนปกติแล้ว จึงจะหยุดโครงการ



โดย : นายประเสริฐ ศรีราชพัฒน์
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 16 ก.พ. ปี 2007 [ เวลา 7 : 49 ]

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» นักดาราศาสตร์
» โครโมโซม
» หลุมดำ
» การค้นพบเด่นในวงการดาราศาสตร์

» สาเหตุการเกิดมลภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อน หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบัน สังเกตุได้จากอุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้น

» แนวคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ คือ องค์ความรู้ของธรรมชาติและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการสืบเสาะหาความรู้

» จักรวาล
“จักรวาล” และ “เอกภพ” เป็นคำๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Universe” ซึ่งหมายถึง ทุกสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งปวง

» คู่มือพระสังฆาธิการ
พระสังฆาธิการนับเป็นบุคลากรทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ เริ่มตั้งแต่ระดับวัดซึ่งมี เจ้าอาวาสเป็นผู้บริหารจัดการวัด

» การออกกำลังสมอง
ถ้าเรามีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำอะไรซ้ำซาก จะเป็นการกระตู้นให้สมองมีการแตกกิ่งก้านสาขาเพิ่มขึ้น

» กฎของนิวตัน
วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน

» ปรมาณู
สสารใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีขนาดจำกัด คือไม่สามารถตัดแบ่งให้เล็กลง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-