Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> The Flower of Life (ขอมัดใจเจ้าพ่อ)

เรื่อง :

The Flower of Life

 (ขอมัดใจเจ้าพ่อ)

บทที่ 1
หญิงสาวในชุดลำลองสบายๆ กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นเผยให้เห็นเรียวขาอันเนียนสวย กับเสื้อยืดลายกราฟฟิกพอดีตัว พร้อมกับรองเท้าฟองน้ำคู่โปรดที่ไม่บอกก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานานแค่ไหน กำลังขับรถท่ามกลางความแออัดบนถนนสายหลักในเมืองกรุง จะมองไปทางไหนสายตาก็ถูกสกัดกั้นด้วยตึกราบ้านช่อง นี่แหละชีวิตของคนเมือง ก็เหมือนกับต้องอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นทุกๆ เช้าและทุกๆ เย็นก็ต้องเผชิญกับปัญหารถติด และวันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่นๆ รถทุกคันบนถนนสายนี้ยังขยับไปไหนไม่ได้ รถของเธอก็เช่นเดียวกัน
เวลาของวันที่แสนจะน่าเบื่อล่วงเลยจนจวนจะสองทุ่มเต็มที อาหารเย็นยังไม่ตกถึงท้องของเธอแม้แต่น้อย ท้องเจ้ากรรมก็เริ่มส่งเสียงไม่เป็นจังหวะขึ้นมาเสียแล้วสิ จนทำให้หญิงสาวเริ่มจะหงุดหงิด ไม่คิดเลยว่าแค่จะขับรถออกมาเอาเอกสารที่ออฟพิศจะต้องใช้เวลานานถึงขนาดนี้
“โอ้ย! จะติดอะไรกันนักกันหนาเนี่ย หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว”
ไม่นานนักรถเริ่มที่จะขยับเขยื้อนได้บ้าง เสมือนขบวนมดน้อยที่พากันออกหาอาหาร แต่ก็ไม่ทันใจคนขับใจร้อนอย่างเธออยู่ดี รถของหญิงสาวเคลื่อนตัวมาเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงจุดหมาย เธอผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเบาใจ ด้วยคิดว่าอีกไม่นานจะได้กินข้าวเสียที น้ำย่อยคงหลั่งจนกระเพาะอาหารแทบจะทะลุอยู่แล้ว แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างใจคิดเสมอไป เมื่อรถของเธอต้องหยุดอย่างกะทันหันพร้อมกับเสียงของวัตถุบางอย่างที่เหมือนกับถูกกระแทกดังโครม หญิงสาวเปิดประตูรถออกมาอย่างทันที แต่ไม่ทันที่เธอจะเดินไปถึงจุดเกิดเหตุ นั่นก็คือท้ายรถของเธอเอง ก็มีเสียงโวยวายของใครบางคนเข้ามากระแทกหูเสียก่อน
“นี่เธอ…ขับรถยังไงของเธอ ถึงได้เบรกได้เบรกดี จนฉันต้องชนท้ายรถเธอเนี่ย เห็นมั้ยรถสวยๆ ของฉันพังยับเยิน เธอต้องรับผิดชอบ”
หญิงสาวผู้ถูกกล่าวหามองหน้าอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ขึ้น แทนที่เธอจะเป็นฝ่ายต่อว่าหล่อนที่ขับรถประสาอะไรถึงมาชนท้ายเธอได้ กลับต้องมาถูกวีนใส่หน้าอย่างนี้
“ว่าคนอื่นอยู่ได้ฉอดๆ ๆ ตัวเองผิดแล้วยังไม่สำนึกอีก”
“เธอนี่มันทุเรศจริงๆ เลยนะ ตัวเองผิดแท้ๆ แล้วยังจะมาโทษคนอื่นอีก อ๋อ หรือว่าจะปัดความรับผิดชอบ ไม่มีเงินจะชดใช้ล่ะสิ” หล่อนพูดพลางมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่คนอย่างเธอก็ไม่ยอมน้อยหน้าใครหน้าไหนเหมือนกัน มองอีกฝ่ายกลับไปอย่างเหยียดหยันไม่แพ้กัน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ก็ดูสิไม่รู้จะแต่งตัวไปล่อไอ้เข้ที่ไหน กระโปรงนี้สั้นซะจนไม่รู้จะนั่งลงหรือเปล่า เสื้อก็เว้าซะจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน
“คนอย่างฉันทำผิดแล้วยอมรับผิดเสมอ แต่นี่ฉันไม่ได้ผิด เห็นๆ กันอยู่ว่าเธอเป็นคนชนรถฉันเอง แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเธอไม่ยอมรับผิด ฉันก็จะไม่เอาความ ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของฉันที่ต้องมาเจอคนอย่างเธอ เอาเป็นว่ารถใคร ใครก็ซ่อมแล้วกัน”
ไม่ทันที่เธอจะก้าวกลับไปขึ้นรถ แขนของเธอดันถูกกระชากไว้อย่างแรง
“นี่เธอคิดจะหนีเหรอ มันไม่จบง่ายๆ อย่างนั้นหรอกนะ ในเมื่อเธอไม่ยอมจ่าย เราก็ต้องไปคุยกันที่โรงพัก ทีนี้ก็จะได้รู้ว่าใครผิดใครถูก”
“ได้เลย เธอเลือกเองนะ”
ไม่นานเกินรอเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจท้องที่ก็มาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งสองสาวเจ้าของรถยังตกลงกันไม่ได้อยู่ดี เพราะอีกหนึ่งสาวไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น เหล่าตำรวจได้แต่ระอาใจ สุดท้ายก็ต้องพาทั้งสองสาวไปตกลงกันที่สถานีตำรวจ
มาถึงโรงพักทั้งสองสาวก็ยังทะเลาะกันไม่เลิก จนทำให้นายตำรวจทั้งโรงพักต้องหันมาให้ความสนใจกันทุกนาย อาจจะเป็นเพราะความเซ็กซี่ของอีกหนึ่งสาวที่ชักจูงความสนใจของทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ได้ดีเหลือเกิน รวมทั้งชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบตำรวจสุดเท่ห์ที่เพิ่งเดินตามเสียงโหวกเหวกโวยวายนั้นเข้ามา
“มีอะไรกันเหรอจ่า”
นายตำรวจทุกนายหันไปให้ความสนใจกับผู้มาใหม่ เว้นก็แต่สองสาวที่กำลังจ้องหน้ากันอยู่อย่างกับจะเขมือบอีกฝ่าย
“ไม่มีอะไรหรอกครับผู้กอง คือผู้หญิงสองคนนี้ตกลงกันไม่ได้ครับ”
คุณผู้กองเดินเข้ามามองหน้าหญิงสาวทั้งสองให้ถนัดตา “อ้าว! น้องมิลค์ เกิดอะไรขึ้นครับ”
แม่สาวสุดเซ็กซี่หันไปตามเสียงทักทายนั้น แล้วสีหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่พลันหายเข้ากลีบเมฆไปอย่างทันที หลงเหลือไว้เพียงแค่รอยยิ้มโปรยเสน่ห์เท่านั้น
“พี่ธฤต ดีใจจังเลยค่ะที่เจอพี่ที่นี่ พี่ธฤตช่วยมิลค์ด้วยนะคะ”
ต๊าย! นี่แม่นี่ชื่อมิลค์เหรอเนี่ย อะไรจะเหมาะสมกับตัวอย่างนี้ ทายผิดไปนิดเดียวเอง ทีแรกนึกว่าชื่อส้มโอซะอีก หญิงสาวนั่งเย้ยหยันอีกฝ่ายอยู่ในใจ
ผู้กองธฤตหันไปคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาสองสามคำ แล้วจึงหันมาทางสองสาวอีกครั้ง
“เชิญคุณทั้งสองคนไปคุยกันข้างในเถอะครับ”
ทั้งสองสาวเดินตามผู้กองหนุ่มเข้าไปในห้องทำงานของเขาอย่างว่าง่าย
“ผมรู้เรื่องราวของพวกคุณจากจ่าแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมยังตกลงกันไม่ได้”
“ก็ยัยคนนี้สิคะพี่ธฤต ไม่ยอมรับผิดชอบค่าเสียหาย รถมิลค์พังไปตั้งเยอะ” มิลค์รีบโพล่งขึ้นมาทันที
ธฤตหยิบใบอนุญาตขับรถของทั้งสองสาวขึ้นมาดู และต้องสะดุดอยู่ที่ใบหลัง เขาอ่านชื่อนั้นในใจซ้ำไปซ้ำมาจนจำได้ขึ้นใจ ‘น.ส.ชามา ดิษยบุศ’ ผู้หญิงอะไรชื่อแปลกจัง
หลังจากที่นั่งนิ่งมานาน หญิงสาวอีกคนไม่มีทางยอมให้มิลค์ใส่ร้ายเธออยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน และที่สำคัญเธอต้องทนแบกท้องมาหลายชั่วโมงแล้วด้วย แทบจะทนไม่ไหวแล้ว
“นี่เธอ…ฉันเริ่มจะทนเธอไม่ไหวแล้วนะ จะให้บอกอีกซักกี่ครั้งว่าเธอเป็นคนผิด นี่บุญแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่เรียกร้องค่าเสียหาย แล้วอย่าคิดว่ามีพรรคมีพวกเป็นตำรวจแล้วฉันจะกลัว”
ไม่เพียงเท่านี้ เธอยังพาลไปวีนใส่คุณตำรวจสุดหล่อผู้น่าสงสารด้วย
“แล้วคุณก็เหมือนกันนะคุณตำรวจ อย่าถือว่าเป็นตำรวจแล้วจะรังแกประชาชนได้ ฉันเพิ่งรู้นะว่าเดี๋ยวนี้ความยุติธรรมมันไม่มีในโลกแล้ว ถ้าหากประเทศไทยมีตำรวจที่บกพร่องในหน้าที่อย่างนี้เยอะๆ รับรองประเทศชาติล่มจมแน่ๆ”
ธฤตเริ่มเดือดขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นนี่แหละ ผู้หญิงอะไรปากร้ายสุดๆ
“อ้าวคุณ อย่างนี้มันกล่าวหาเจ้าพนักงานนะครับ ผมยังไม่ได้ตัดสินเลยว่าคุณเป็นคนผิด และคุณก็ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเล่นพรรคเล่นพวก เพราะตำรวจอย่างผมมีความยุติธรรมมากพอ”
ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาขัดจังหวะ หลังจากนั้นมีใครอีกคนเดินเข้ามา
“เฮ้ย! ธฤต มีอะไรกันวะ”
ถึงตอนนี้ยัยมิลค์สุดเอ๊กซ์กระโดดเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มผู้มาใหม่อย่างกับตุ๊กแกติดหนึบ
“พี่ตองขา ช่วยมิลค์ด้วยนะคะ จัดการยัยนี่ให้มิลค์ที มันไม่ยอมชดใช้ให้มิลค์ค่ะ มันหาว่ามิลค์ผิด”
คนถูกกล่าวหาต้องถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว เธอเองก็นับไม่ถ้วน และสุดแสนจะเบื่อกับการต้องพูดซ้ำพูดซากแล้วเหลือเกิน เธอเลยนั่งนิ่งไม่คิดจะเถียงให้มากความอีก แต่ในใจกำลังก่นด่าอีกฝ่ายอย่างเมามัน
“เอาเป็นว่าผมจะชดใช้ค่าเสียหายให้คุณแทนมิลค์เอง เรื่องจะได้จบเสียที” เขาพูดด้วยหน้าตาเฉยชา ไร้อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เสียงนั้นกลับทรงพลังจนเยือกเย็น
แต่มิลค์กลับไม่ยอมรับ (ความจริง) ได้แต่ร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหูไปทั่วๆ กัน
“พี่ตอง ไปยอมมันทำไมคะ”
“ว่าไงครับคุณชามา” ธฤตเป็นคนดึงชามาขึ้นมาจากภวังค์อันชั่วร้ายของเจ้าตัวที่กำลังด่าทอมิลค์อย่างเจ็บแสบ
“ไม่รับค่ะ เพราะฉันบอกยัยนี่ตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า รถใคร ใครซ่อม แต่หล่อนไม่ยอม และฉันก็ไม่อยากได้ค่าชดใช้อะไรด้วย เพราะว่ากลัวจะต้องเจอกันอีกในชาติหน้า ชาติเดียวก็เกินพอแล้ว ถือว่าฉันอโหสิให้แล้วกัน”
ชามาเล่นเอาทุกคนหน้าชาไปตามๆ กัน โดยเฉพาะมิลค์ ผู้ที่รับเข้าไปเต็มๆ ถึงกับกรีดร้องออกมาอย่างกับนางร้ายในละครหลังข่าวไม่มีผิด ส่วนชามายิ้มหยันอย่างพอใจที่ทำให้อีกฝ่ายเต้นเป็นเจ้าเข้าได้
“แค่นี้ใช่มั้ยคะคุณตำรวจ ขอใบขับขี่คืนด้วยค่ะ ฉันจะได้กลับบ้านซะที”
แต่ไม่ทันที่ชามาจะเอื้อมมือไปยังลูกบิดประตู ผมของเธอที่มัดไว้เป็นหางม้าถูกกระชากไว้อย่างแรง จนทำให้เธอต้องหันหน้ากลับมา แล้วหน้าของเธอต้องหันอย่างไม่รู้ตัวเมื่อฝ่ามือของคู่กรณีฟาดเข้าให้
แต่คนอย่างชามาไม่ยอมให้ใครมาตบเธอฟรีๆ อยู่แล้ว และไม่ทันที่ฝ่ามือของมิลค์จะฟาดลงบนแก้มของเธออีกข้าง ชามาก็จับข้อมือของมิลค์ไว้ได้ทัน แล้วก็ตบมิลค์กลับไปอย่างเต็มแรงทั้งหน้ามือและหลังมือ (ไม่รู้จักมือแบดมินตันเก่าซะแล้ว) จนเลือดกบปาก แต่มิลค์ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายอีกครั้ง เร็วกว่าใจคิดเสียอีก ชามากระโดดถีบเข้าให้ตรงหน้าท้อง จนมิลค์หงายหลังไปนอนกองกับพื้น (ไม่รู้จักนักเทควันโดว่าที่สายคำซะแล้ว)
อีกสองหนุ่มได้แต่ยืนอึ้งกับสงครามลูกผู้หญิงตรงหน้า จนมิลค์ส่งเสียงร้องขึ้นมา ทั้งสองจึงเข้าไปห้ามศึก ดูท่าชามาจะของขึ้นแล้วไม่ลงง่ายๆ
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะคุณตำรวจ” ชามาดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของผู้กองธฤต
ส่วนมิลค์ เมื่อลุกขึ้นมาได้หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากชายหนุ่มอีกคน เธอพุ่งเข้าไปหาคู่กรณีอีกครั้งหมายจะเอาคืนให้ได้ แต่เธอคิดผิด เพราะในจังหวะเดียวกันนั้นชามาได้หลุดจากพันธนาการของธฤตเช่นกัน เธอเลยปล่อยหมัดออกไปอย่างเต็มแรง และเป้าหมายของเธอคือใบหน้าอันเซ็กซี่ของมิลค์ แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันกลายเป็นเบ้าตาของชายหนุ่มอีกคนแทน จนธฤตต้องรีบเข้ามาจับชามาไว้อีกครั้ง
“ว้าย! พี่ตอง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
มิลค์เข้าไปดูอาการของชายหนุ่มอย่างห่วงใย เมื่อเห็นผลงานของชามา เธอก็เข้ามาต่อว่าชามาทันที
“นี่เธอ…ทำอย่างนี้กับพี่ตองได้ยังไง ป่าเถื่อนที่สุด เธอรู้มั้ยว่าเขาเป็นใคร เขาคือคุณอธิสว์ อัครมหาดำรงค์ชัย ลูกชายคนเดียวของเสี่ยอัคเดช อัครมหาดำรงค์ชัย รับรองว่าเธอไม่รอดแน่”
คำขู่ของมิลค์ไม่ได้ทำให้ชามาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“อ๋อ…พวกเจ้าพ่อเหรอ กลัวจังเลย” เธอตอกกลับไปอย่างท้าทาย “ให้มันรู้ไปสิว่าบ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมาย”
ธฤตยังคงจับเธอไว้มั่น เพราะกลัวว่าถ้าเธอหลุดไปได้ มีหวังมิลค์ต้องน่วมแน่ๆ
“พอเถอะครับคุณชามา”
“คุณบอกให้ยัยหมาบ้านั่นหยุดก่อนสิ”
มิลค์ทำท่าจะเอาเรื่อง แต่อธิสว์จับเธอไว้ก่อน กว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ใช้เวลาไปไม่น้อย เป็นโชคดีของชามาที่เธอโทรฯ กลับไปบอกที่บ้านก่อน ว่าวันนี้เธอจะกลับดึก ไม่อย่างนั้นที่บ้านคงวุ่นวายแย่แล้ว
ก่อนที่ธฤตจะปล่อยให้ทั้งสองสาวกลับบ้านได้ ก็ต้องเสียค่าปรับกันไปตามกฎหมาย ในข้อหาทะเลาะวิวาท ชามายอมเสียอย่างง่ายดาย เพื่อแลกกับความสะใจที่ได้เล่นงานคู่กรณีตัวแสบ ที่จริงแล้วเธอไม่ได้เป็นคนอันธพาล แต่ถ้าใครมาทำเธอก่อน เธอก็เล่นไม่ยั้งเหมือนกัน
หลังจากเสียค่าปรับเรียบร้อย ถึงเวลาที่ชามาจะต้องกลับบ้านเสียที เวลาล่วงเลยจนเธอลืมเสียสนิทว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวเย็น โรคกระเพาะชักจะกำเริบแล้วสิ แต่ขณะที่เธอเดินผ่านมิลค์ซึ่งกำลังฉอเลาะอธิสว์อยู่ก็ต้องทำเป็นว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังส่งยิ้มไปเยาะพวกเขาอีก
“คุณชามาครับ” ธฤตเรียกเธอก่อนที่เธอจะออกไปจากสถานีตำรวจ “ขับรถกลับบ้านไหวหรือเปล่าครับ ผมขับไปส่งมั้ยครับ”
“สบายมากค่ะ ขอบคุณนะคะ” พร้อมกับหันไปส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา
ชามาเดินออกไปยังตำแหน่งที่รถของเธอจอดอยู่ทันที หลังจากที่เข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับ เธอก็ต้องตัวงอทันทีด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ธฤตซึ่งมองตามหลังชามาไปตั้งแต่เธอเดินออกจากโรงพักจนไปถึงรถแล้วก็ต้องแปลกใจที่เธอยังไม่ออกรถเสียที เขาเลยเดินตามมาดู แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวกำลังบิดไปบิดมาอยู่ในรถ ธฤตเลยถือวิสาสะเปิดประตูรถออกทันที
“คุณชามา เป็นอะไรไปครับ”
ชามาเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็นธฤต เธอเลยไม่อยากที่จะวางฟอร์มแล้ว
“ปวดท้องค่ะ โรคกระเพาะกำเริบ”
“เดี๋ยวผมพาไปโรงพยาบาลนะครับ” ธฤตอุ้มเธอพาไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนเขาเข้าไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับแทนเธอ พารถทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากชามาถึงมือหมอ อาการปวดท้องของเธอเริ่มทุเลาลง คุณหมออนุญาตให้เธอกลับบ้านได้ แต่ต้องนอนพักดูอาการประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน ซึ่งธฤตคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอด ทำให้ชามาซึ้งน้ำใจของเขายิ่งนัก
“ขอบคุณนะคะคุณผู้กอง ฉันคิดว่าฉันพอจะขับรถกลับบ้านเองได้ค่ะ” ชามาบอกกับเขาหลังจากที่ทั้งคู่เดินออกมาจากโรงพยาบาล
“ผมไม่เชื่อคุณหรอก ขนาดตอนที่ออกมาจากโรงพัก คุณยังโกหกผมเลยว่าคุณขับรถกลับบ้านเองได้”
ชามาเถียงไม่ออก เดินขึ้นรถไปซะเฉยๆ แต่ถ้าชายหนุ่มตาไม่ฝาด เขาเห็นว่าชามาแอบทำหน้างอนใส่เขา
บรรยากาศในรถที่ขับเคลื่อนไปตามถนนในยามราตรีเงียบสนิท จนผ่านไปแล้วครึ่งค่อนระยะทาง ฝ่ายหญิงจึงเป็นคนทำลายความเงียบสงัดนั้น
“ขอโทษนะคะ”
“ว่าไงนะครับ” แกล้งซะหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก ธฤตได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ
“ฉันจะบอกว่า ฉันขอโทษค่ะที่ว่าคุณไปตั้งเยอะ แล้วก็ขอบคุณด้วยค่ะที่คุณช่วยฉัน”
ธฤตยิ้มรับด้วยอาการชื่นใจสุดๆ ไม่นึกว่าผู้หญิงห้าวๆ อย่างชามาจะพูดหวานๆ เป็นเหมือนกัน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตำรวจต้องช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว” โดยเฉพาะประชาชนอย่างคุณ ผมเต็มใจอย่างมากครับ
“นี่ก็ใกล้จะถึงบ้านฉันแล้ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณผู้กองขับรถฉันกลับบ้านไปแล้วกันค่ะ แล้วพรุ่งนี้ฉันค่อยไปเอา”
เธอจะให้เขากลับบ้านไปตัวเปล่าก็จะดูใจร้ายเกินไป อุตส่าห์ไปส่งที่โรงพยาบาลแล้วยังมาส่งที่บ้านอีก และละแวกบ้านเธอก็ไม่ค่อยมีรถแท็กซี่วิ่งผ่านเสียด้วย
“คุณไว้ใจผมขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ไม่รู้สิคะ เซ้นส์ของฉันบอกอย่างนั้น ฉันว่าคุณผู้กองคงไม่คิดจะมีอาชีพเสริมมั้งคะ”
ธฤตหัวเราะเสียงดังอย่างคนอารมณ์ดี ไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างเธอจะมีบนโลกใบนี้ เขาชักอยากรู้จักเธอให้มากขึ้นซะแล้วสิ
รถแล่นมาจอดตรงหน้าประตูรั้วบ้าน ไม่ใช่สิ คฤหาสน์น่าจะเหมาะสมกว่า ธฤตรีบจดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษแผ่นเล็ก ก่อนจะส่งให้เธอ ชามาขอบคุณเขาอีกครั้ง แล้วไขกุญแจประตูเล็กเดินเข้าบ้านไป เพราะไม่อยากให้คนในบ้านต้องตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืนอย่างนี้ และที่สำคัญเธออาจจะต้องถูกซักจนถึงเช้าก็ได้

หญิงสาวตื่นจากนิทราด้วยอาการงัวเงีย เพราะเสียงเคาะประตูห้องนอนของเธอ และเสียงนั้นเริ่มรัวและดังขึ้น บ่งบอกว่าคนเคาะเริ่มมีอารมณ์พุ่งขึ้นจากสภาวะพื้นสู่สภาวะกระตุ้นแล้ว
ชามาดึงผ้านวมที่ห่อตัวเธออยู่ออกอย่างหงุดหงิด เดินมุ่งหน้าไปยังเจ้าเสียงที่รบกวนการนอนของเธอทันที
“ว่าไงคะ คุณชายพัทธวีร์”
“ลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย ยัยตัวยุ่ง ป๊ารอชำระความเธออยู่ หนนี้ใครก็ช่วยเธอไม่ได้”
หลังจากที่พัทธวีร์ลงไปข้างล่างแล้ว ชามาก็รีบอาบน้ำแต่งตัวทันที เพราะถ้าขืนให้พ่อของเธอรอนาน อารมณ์คงขึ้นอีกคนเป็นแน่
ชามาเดินลงบันไดมาด้วยหน้าตาสำนึกผิด เห็นใบหน้าของสองหนุ่มต่างวัยแล้วก็ต้องใจเสีย แต่ในเมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ชามาเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ ชายผู้สูงวัยกว่า พร้อมกับก้มลงกราบตรงอกของผู้เป็นบิดา
“คุณพ่อขา เอ่อ…เด…เฮ้ย…เดซี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้คุณพ่อเป็นห่วง”
ผู้เป็นพ่อมองหน้าลูกสาวด้วยสีหน้าแบบเดิม “ไหนบอกพ่อมาซิว่าไปไหนมา ถึงได้กลับมาดึกดื่นขนาดนั้น”
ชามาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อฟัง ซึ่งเธอถูกตำหนิไม่น้อยที่เกิดเรื่องแล้วไม่ยอมโทรฯ มาบอกที่บ้านให้ไปช่วย ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มที่นั่งนิ่งมานาน สุดท้ายก็ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นหน้าตาหงอยๆ ของหญิงสาวคนเดียวในบ้าน
“ป๊าครับ ผมว่าที่น้องทำไปคงเป็นเพราะไม่อยากให้ป๊าเดือดร้อน จะว่าไปมันก็ดีนะครับ น้องจะได้รู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเองไงครับ”
ชามาแอบส่งยิ้มน้อยๆ ให้พัทธวีร์เป็นการขอบคุณที่เขาช่วยเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่เธอไปก่อเรื่องไว้ให้พ่อต้องกลุ้มใจ ก็ได้พี่ชายคนนี้นี่แหละที่คอยช่วยไม่ให้เธอถูกลงโทษ หรือไม่ก็จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
“เอาเป็นว่าครั้งนี้พ่อจะไม่ลงโทษ แต่ต่อไปถ้าลูกมีปัญหาต้องบอกพ่อรู้มั้ย”
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างดีใจ ร่างบางโผเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อด้วยความรักและเคารพยิ่ง
“ขอบคุณค่ะพ่อ เดซี่รักคุณพ่อที่สุดในโลกเลย”
พุฒิชัยขยี้ผมลูกสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องนั้น ชามาเดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าชายหนุ่มอีกคนทันที
“ขอบคุณนะคะเฮีย”
“ทีอย่างนี้แล้วประจบเฮียเชียวนะ” พัทธวีร์ยังทำหน้าบึ้งไม่เลิก
“โอ๋…เฮีย ทำงอนเป็นผู้หญิงไปได้ ไม่ให้ซี่ประจบเฮีย แล้วจะให้ไปประจบแมวที่ไหนล่ะ”
หญิงสาวโผเข้าไปกอดชายหนุ่มอย่างกับเจ้าแมวน้อยขี้อ้อน
“ซี่โชคดีจังเลยค่ะที่มีพ่อและพี่ชายที่แสนดีอย่างคุณพ่อและก็เฮีย”
“เฮียก็โชคดีเหมือนกันที่มีน้องสาวอย่างซี่” มือใหญ่ลูบผมนุ่มสลวยของหญิงสาวอย่างแสนรัก
“ซี่รักเฮียมากที่สุดในโลกเลยค่ะ”
“เอ้ายัยซี่ ตกลงเธอรักใครมากกว่ากันฮะ เมื่อกี้ยังพูดกับป๊าอยู่เลยว่า ‘เดซี่รักคุณพ่อมากที่สุดในโลกเลยค่ะ’ “ พัทธวีร์แกล้งล้อน้องสาวเล่น
“ก็รักเท่ากันแหละน่า เฮียก็”
ชามาถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยให้พร่างพรูออกมาด้วยความตื้นตัน มันทำให้เธอหวนคิดกลับไปยังช่วงวัยเด็ก ที่เธอต้องอยู่อย่างอ้างว้างหลังจากที่พ่อผู้ให้กำเนิดเสียไปตอนเธออายุ 6 ขวบ มันเหมือนอยู่ในห้องมืดที่จะมองไปทางไหนก็มืดมนไปหมดทุกทาง แต่นับว่าคนบนฟ้ายังเห็นใจเธออยู่ จึงได้ส่งคุณพ่อพุฒิชัย และเฮียทิว พี่ชายที่แสนดี เข้ามาในชีวิตของเธอ แต่ใช่ว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอจะมลายหายไปกับชีวิตใหม่ มันกลับฝังแน่นอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ เธอยังจำได้ดีในวันที่ผู้เป็นแม่ทิ้งเธอไปอย่างไม่ใยดีเพื่อไปมีความสุขกับครอบครัวใหม่ ปล่อยให้เด็ก 6 ขวบ ต้องเผชิญชีวิตอยู่ตามลำพังอย่างยากไร้
ในวันนั้น วันที่พุฒิชัยไปพบเธอที่บ้าน เพื่อจะรับเธอมาอุปการะเป็นลูกสาวของเขาแทนพ่อของเธอที่เสียไป ก่อนที่พ่อแท้ๆ ของเธอซึ่งเป็นผู้ช่วยของพุฒิชัยจะเสียชีวิต พุฒิชัยได้รับปากไว้ว่าจะดูแลลูกสาวของเขาให้ดีที่สุด และวันแรกที่พุฒิชัยจูงมือเด็กหญิงชามาเข้ามาในบ้านภัทรเอนกกุล เธอก็ได้รู้ว่านอกจากเธอจะมีพ่อคนใหม่แล้ว เธอยังมีพี่ชายอีกหนึ่งคน เวลา ความรัก ความอบอุ่นจากทั้งพ่อและพี่ชายทำให้เด็กผู้หญิงที่ซึมเศร้ากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง แผลในใจของเธอถูกรักษาจนหายดี หลงเหลือไว้เพียงสะเก็ดแผลเท่านั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรมาสะกิดแผลนั้น เลือดก็พร้อมที่จะไหลซึมออกมาให้เธอได้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญเวลาก็ทำให้เด็กหญิงผู้อ่อนเเอเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงสาวผู้เข้มแข็ง จนอาจจะแข็งเกินไปในความคิดของผู้เป็นพ่อและพี่ชาย
“เดซี่ของเฮียขี้แยอีกแล้วนะ” ชายหนุ่มว่าพลางใช้นิ้วปาดน้ำตาที่นองหน้าน้องสาวอย่างเบามือ “เดซี่คนเก่งต้องไม่ร้องไห้รู้มั้ย”
ชามาใช้มือของตัวเองปาดน้ำตาออกอย่างฮึดสู้ “ใช่ เดซี่น้องสาวเฮียทิวจะต้องไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น”
เดซี่หอมแก้มพี่ชายฟอดใหญ่อย่างขอบคุณในความรักและความห่วงใยที่เขามีให้เธอมาโดยตลอด ถึงแม้พัทธวีร์จะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเธอ แต่เธอก็รักเขามากเหมือนพี่ชายของเธอจริงๆ พัทธวีร์ก็เช่นกัน เขารักน้องสาวคนเดียวคนนี้มาก เรียกได้ว่าทั้งรักทั้งห่วงและทั้งหวงอย่างกับไข่ในหิน ใครรังแกน้องสาวสุดที่รักเป็นไม่ได้ รับรองพัทธวีร์ลุยแหลก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังส่งเธอไปเรียนศิลปะการต่อสู้ต่างๆ นานาอีก ทั้งเทควันโด มวยไทย และยิงปืน ไม่ว่าผู้ชายหน้าไหนที่หมายจะเข้ามาจีบชามาต้องถอนตัวตามๆ กันไปทุกราย เพราะทนอาการหวงน้องสาวของพัทธวีร์ไม่ไหว ส่วนเจ้าตัวก็ไม่น้อยหน้าพี่ชายเช่นกัน ทั้งปากร้าย ต่อยหนัก เจ็บตัวกันไปเป็นแถวๆ ผู้ชายที่ไหนจะทนได้ เป็นเผ่นทุกราย












โดย : พรรณรลัน
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 6 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 21 : 9 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com