Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอนจบ

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1

เมืองภูติหลง

 ตอนจบ

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอนจบ
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...ขณะที่เรือรูปร่างประหลาดโผพุ่งจากใต้ทะเลได้เพียงครึ่งหนึ่งของความลึก นายช่างหกกรก็ปรากฏกายขึ้นกลางท้องสมุทรขวางหน้าเรือประหลาดนั้น ผู้คนทั้งสามในเรือล้วนแตกตื่น กิมท้งตะโกนสุดเสียง

“บ้อจี๊เฮียทำอย่างไรดี!”
“ปะทะ!”บ้อจี๊ตะโกนสุดเสียงเช่นกัน
เซียวเงียวยึดที่เท้าแขนของเก้าอี้ไว้แน่น ชั่วพริบตาเรือรูปร่างประหลาดกลับปะทะกับอากาศธาตุ มิทราบร่างของนายช่างหกกรสาบสูญไปที่ใด

มิผิด เป็นอากาศธาตุจริงจริง ทั้งสามร้องด้วยความตระหนกเมื่อเรือประหลาดร่วงลงจากท้องนภาด้วยความเร็วสูง เซียวเงียวร่ำร้องว่า
“กิมท้งตี่ตี๋! เปลี่ยนพาหนะเป็นรูปร่างอื่นได้หรือไม่!”
กิมท้งผละจากแผงควบคุมวิ่งไปดูริมกระจกใส เรือประหลาดอยู่ห่างจากพื้นแค่ราวครึ่งลี้

“เปลี่ยนได้! แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ในเวลากระชั้นชิดนี้ บ้อจี๊เฮียพวกเรา...พวกเรา”
“เมื่อข้าพเจ้าให้สัญญาณก็เก็บศาสตราของท่านเสีย!”บ้อจี๊วิ่งไปดูที่ริมกระจกเช่นกัน

“อืมม...ความสูงไม่มากแต่หากกระแทกลงต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย กิมท้ง เซียวเงียวเข้ามาใกล้ใกล้ข้าพเจ้า!”
เซียวเงียวและกิมท้งลอบกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น เทือกเขาตรงหน้าคล้ายเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“น้องทั้งสองให้กระทำตามข้าพเจ้า กิมท้ง ลงมือ!”บ้อจี๊ร่ำร้อง เรือดำน้ำสัตตโลหะหายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสามรู้สึกถึงแรงลมปะทะหน้า บ้อจี๊แนบแขนกับลำตัวพุ่งร่างดิ่งลงสู่พื้น

งึ่นม้อยี้จิกเล็บลงบ่าของเซียวเงียวแน่น เซียวเงียวและกิมท้งลอกเลียนท่าทางของบ้อจี๊ ร่างกายจึงพุ่งดิ่งลงเช่นกัน แต่การทำเช่นนี้ทำให้ทั้งสองควบคุมทิศทางได้ง่ายขึ้น
บ้อจี๊เหลียวดูเห็นทั้งสองตามติดมาจึงพยายามรักษาระยะห่างและทิศทาง เซียวเงียวและกิมท้งแม้รู้สึกว่าการตัดสินใจของตั่วเฮียท่านนี้ช่างบ้าบิ่น แต่เวลาปัจจุบันทันด่วนก็มิทันคาดคิดอันใดแล้ว ยิ่งเวลานี้เข้าใกล้ยอดเขาจนเซียวเงียวแทบจะนับจำนวนก้อนหินบนนั้นได้เลยทีเดียว ทั้งสองรวมถึงงึ่นม้อยี้ล้วนร่ำร้อง
“บ้อจี๊เฮียยย...!”

หน้าต่างบานที่ทั้งสองเริ่มชินตาปรากฏขึ้นอีกครั้งแต่ครานี้ปรากฏในแนวนอน
บ้อจี๊นั่งคร่อมอยู่บนวงกบมือเปิดบานหน้าต่าง เซียวเงียวและกิมท้งค่อยมีรอยยิ้ม เบี่ยงกายเล็กน้อยก็ดิ่งหายเข้าในหน้าต่าง เมื่อเห็นทั้งสองปลอดภัยบ้อจี๊ก็กระโดดตามลงไป

บานหน้าต่างเปิดขึ้นในแนวตั้ง คนทั้งสามปลิวออกมาจากหน้าต่างกระโดดหมุนตัวพลิกลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
“หวาดเสียวอย่างยิ่ง หวาดเสียวอย่างยิ่ง”กิมท้งหอบหายใจกล่าว
“ทั้งสองระแวดระวังตัวไว้ ถ้าพวกเรายังมีลมหายใจ อีกสักครู่นายช่างหกกรต้องปรากฏกาย”บ้อจี๊บอกพลางสำรวจรอบตัว พบว่าพวกตนอยู่บนเทือกเขาสูงชันยากปีนป่าย
จริงดังคาด! นายช่างหกกรได้มาอยู่เบื้องหน้าห่างคนทั้งสามราวห้าวา มันแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมโหด กิมท้งไหวตัวดึงแขนของบ้อจี๊และเซียวเงียวเข้าใกล้ตัวอย่างแรง ขณะที่บ้อจี๊และเซียวเงียวเสียหลักกำลังจะล้มก็รู้สึกว่าที่บั้นท้ายมีเก้าอี้รองรับร่างตนไว้

ถูกแล้ว! พาหนะคันใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เซียวเงียวเฮีย เข้าถึงตัวมันให้ได้ใช่หรือไม่”กิมท้งกล่าว
เซียวเงียวและบ้อจี๊ตะโกนขึ้นพร้อมกัน
“ไป...!”ล้อทั้งสี่ของรถสัตตโลหะคันนั้นบดหินภูเขาจนกระจุยเห็นฝุ่นตลบ พลันพุ่งตัวใส่นายช่างหกกรเต็มแรง นายช่างหกกรมีสีหน้าตระหนกเล็กน้อย มันใช้พู่กันในมือรีบขีดเขียนลงบนแผนที่

มิทันกระพริบตา ความร้อนแรงมหาศาลพวยพุ่งปะทะหน้าคนทั้งสาม ภาพที่เห็นคือหินหลอมเหลวมากมายกำลังเดือดคุกรุ่นอยู่กลางปากปล่องภูเขา นายช่างหกกรนั่งแยกเขี้ยวอยู่บนโต๊ะกลางปากปล่องนั้น

รถสัตตโลหะลอยคว้างกลางอากาศ ในวินาทีแห่งความเป็นตาย บ้อจี๊กล่าวอย่างสุขุมว่า
“ถุงมือมิติ ของข้าพเจ้าเป็นศาสตราที่มีอานุภาพเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนน้อยไปยังสถานที่ใกล้ใกล้โดยไม่สามารถระบุสถานที่ที่แน่ชัดได้ แต่หากต้องการจำเพาะเจาะจงให้แน่ชัดต้องเคยใช้ถุงมือสัมผัสสิ่งของ สถานที่หรือบุคคลนั้นนั้นก่อน
เช่นเดียวกับตอนที่อยู่ก้นทะเล หากข้าพเจ้าไม่เคยสัมผัสกิมท้งตี่ตี๋แล้ว แม้อยู่ใกล้เพียงใดก็เป็นการยากที่จะเคลื่อนย้ายตัวเองเข้าไปภายในเรือประหลาดใต้น้ำนั้นได้ ข้าพเจ้าจึงรู้สึกโล่งใจเมื่อลอยอยู่ก้นทะเลเพราะข้าพเจ้าได้สัมผัสตัวท่านแล้วเง็กมิ่นกิมท้ง
แต่ที่โล่งใจกว่านั้น...เหนือผืนทะเลข้าพเจ้าได้สัมผัสตัวมัน! หากกำจัดมันได้อานุภาพของผู้ถือศาสตราจะถูกผนึกไว้ด้วย...ข้อสำคัญในสิบสองชั่วยามจะเปิดหน้าต่างได้ห้าครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้น เซียวเงียวท่านห้ามพลาดเด็ดขาด!”

เซียวเงียวมิทันขบคิดการณ์ใด บานหน้าต่างปรากฏอีกครั้ง
...เป็นครั้งสุดท้ายของวันนี้!
ตัวรถลุกเป็นไฟเพราะมิอาจทานทนความร้อนของหินหลอมเหลวได้ เมื่อรถสัตตโลหะเข้าใกล้นายช่างหกกร เซียวเงียวพุ่งกรงเล็บล่าวิญญาณเข้าสู่หน้าต่างด้วยความรวดเร็ว รุนแรงและหมดจด

นายช่างหกกรหน้าซีดเผือดเมื่อตรงหน้ามันห่างแค่หกนิ้วมีหน้าต่างอีกบาน
ประกายคมกล้าสีเงินห้าสายพุ่งออกจากหน้าต่างล้วนเกาะกุมจุดตายห้าจุดทั่วกระหม่อม
นายช่างหกกรสะบัดพู่กันในมืออีกครั้ง
ไฟโลกันตร์ลุกท่วมรถสัตตโลหะ ชั่วพริบตาสรรพสิ่งกลับสู่ความเงียบงัน
.............................................................................................
บนชั้นที่สามของเหลาสุราอันโอ่อ่า
บุรุษสามคนที่มีไฟลุกท่วมตัวร่วงหล่นกระแทกพื้นเหลาจนทะลุพื้นไปยังชั้นที่สองโต๊ะเก้าอี้แตกหักกระจัดกระจาย ทั้งสามรีบกลิ้งตัวไปกับพื้นเพื่อดับไฟบนเสื้อผ้า บ้อจี๊และเซียวเงียวร่างแทบเปลือยเปล่าเมื่อดับไฟเสร็จสิ้น งึ่นม้อยี้ส่งเสียงครางอย่างเสียขวัญ

น่าแปลกที่มีเพียงขนสีเงินของงึ่นม้อเงียวและเสื้อสัตตโลหะที่เปลวไฟอันร้อนแรงมิสามารถทำอันตรายได้ กิมท้งถามอย่างตื่นเต้นว่า
“เซียวเงียวเฮีย สำเร็จหรือไม่!”
เซียวเงียวชูแขนขวาเปลือยเปล่าแล้วล้มลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง บ้อจี๊และกิมท้งถอนหายใจเฮือกใหญ่และล้มลงไปนอนแผ่ข้างกายเซียวเงียวเช่นกัน

ทั้งสามนอนอยู่ชั่วน้ำเดือด บ้อจี๊พลันลุกขึ้นกล่าว
“เฮียตี๋ทั้งสองช่างมีศาสตราอันยอดเยี่ยม วันนี้เรา ไคซิมบ้อจี๊ (ไม่มีเงิน ใจเบิกบาน) ขอคารวะน้องทั้งสองอย่างจริงใจ”พูดจบก็ประสานมือ กิมท้งและเซียวเงียวรีบลุกมาคารวะตอบ กิมท้งกล่าว
“เช่นกัน เช่นกัน บ้อจี๊เฮียเกรงใจไปแล้ว วันนี้ได้ชมอานุภาพของถุงมือมิตินับเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง”

บ้อจี๊ยิ้มแย้มโบกมือไปมา เซียวเงียวกลับอุทานขึ้น
“ข้าพเจ้านี้ช่างเลอะเลือน ตุยฮุ้นเยี้ยวกง (กรงเล็บล่าวิญญาณ) ของดูต่างหน้าบิดาข้าพเจ้าปักอยู่บนศีรษะของนายช่างหกกร หากมิรีบตามหามาต้องถูกมารดาดุด่าสักครึ่งค่อนวัน”
“เพ้ย ข้าพเจ้าพึ่งกล่าวชมเชยไปมิทันไรไฉนทำตัวเป็นทารกกลัวมารดาเสียแล้ว”บ้อจี๊กล่าวสัพยอก ทั้งหมดหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
.............................................................................................
เมื่อทั้งสามลงมายังเบื้องล่างของเหลาก็พบว่าเมืองภูติหลงที่เคยครึกครื้นคราคร่ำไปด้วยผู้คนกลับกลายเป็นเพียงเมืองร้างเมืองหนึ่งถูกต้องตามข้อสันนิษฐานของบ้อจี๊
บนหลังคาอาคารฝั่งตรงข้ามเหลามีขาโต๊ะโผล่พ้นมาจากกระเบื้องหลังคาที่แตกกระจาย ทั้งสามเร่งรุดไปสำรวจได้พบซากสังขารของนายช่างหกกรนอนตาเบิกถลน กรงเล็บสีเงินปักคาอยู่กลางกระหม่อมมีโลหิตและก้อนสมองทะลักไหลเป็นที่น่าอนาถยิ่ง เซียวเงียวใช้มือดึงกรงเล็บและปลอกแขนกลับมาสวมใส่ บ้อจี๊พลันร่ำร้อง
“น้องเราทั้งสองมาชมทางนี้!”

“บ้อจี๊เฮียมีอันใด”กิมท้งถาม บ้อจี๊กางแผ่นกระดาษใหญ่ซึ่งที่แท้เป็นแผ่นหนังสัตว์อันเหนียวทนทาน
“เป็นแผนที่ดังที่เซียวเงียวตี่ตี๋คาดไว้ แล้วดูนี่!...อ้อ มีเขียนไว้ว่า แผนที่ภพภูมิ นี้ระบุตำแหน่งของเมืองต่างต่างเอาไว้ ช่างหาได้ยากยิ่ง เมื่อคราศาสตราอาถรรพ์ออกอาละวาดในยุทธภพก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำการสำรวจเมืองต่างต่างได้หมดสิ้น แล้วดู! บริเวณที่เป็นเทือกเขาก็คล้ายมองเห็นความสูง บริเวณที่เป็นทะเลก็คล้ายมองเห็นความลึก วิเศษยิ่ง!ถ้าเราเสาะหาตามเบาะแสในแผนที่นี้แล้วไม่นานต้องนำค้อนดาราและบันทึกศาสตราอาถรรพ์กลับสู่หมู่ตึกสนธยาได้อย่างแน่นอน!”บ้อจี๊ลิงโลดใจยิ่ง

“บ้อจี๊เฮียท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป”กิมท้งถาม บ้อจี๊ครุ่นคิดสักครู่จึงกล่าว
“ข้าพเจ้าคิดใคร่ดื่มสุรา!”
“อา...หากเป็นสุราเช่นตอนกลางวันข้าพเจ้าคงไม่น้อมสนองแล้ว”เซียวเงียวกล่าวสัพยอกบ้าง กิมท้งพยักหน้าเห็นด้วย
“เกรงกลัวอันใด ในเมืองนี้ไม่มีผู้คน เหลาสุราก็ว่างเปล่า มีเงินหรือไม่ล้วนดื่มสุราได้! ข้าพเจ้าบ้อจี๊จะดื่มสุรา!”มันประกาศก้อง เซียวเงียวและกิมท้งโห่ร้องเห็นด้วย บ้อจี๊แย้มยิ้ม

“หากตี่ตี๋ทั้งสองยังไม่วางใจโปรดดูนี่”
บ้อจี๊เอื้อมมือไปยังอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า เมื่อดึงมือกลับหาตัวก็ปรากฏลิ้นชักขนาดกว้างสิบสองนิ้วลึกสี่นิ้วภายในบรรจุด้วยเพชรพลอยและเงินทองมากมายที่มันหยิบฉวยมาจากที่เก็บสมบัติของนายช่างหกกร เมื่อผลักมือกลับลิ้นชักก็เลือนหายไป มันเชิดหน้ากล่าว
“นี่ย่อมเพียงพอต่อการเลี้ยงสุราน้องเราทั้งสองได้หลายสิบปี”
งึ่นม้อเงียวที่เกาะบ่าเซียวเงียวอยู่เสมอส่งเสียงร้องเมี๊ยวคราหนึ่ง บ้อจี๊ยิ้มกล่าว
“ข้าพเจ้ายังมิได้หลงลืมแมวตัวอ้วนใหญ่เช่นงึ่นม้อยี้ท่าน”
เซียวเงียว กิมท้งหัวเราะยกมือคล้องแขนบ้อจี๊เดินร้องเพลงเข้าสู่เหลาอันโอ่อ่าอีกครั้ง...

(จบตอน เมืองภูติหลง โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 22 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com