Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอน 2

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2

หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด

ตอน 2

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอน 2
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...”เช่นนั้นเราตามหาอักนั้งเฮียก่อน”เซียวเงียวและกิมท้งสนับสนุน

ในชีวิตร้อยปีของคนผู้หนึ่งยากพบสหายรู้ใจ วันนี้ทั้งสองได้ทราบว่าสหายท่านนี้อยู่ละแวกนี้เองจึงอดตื่นเต้นยินดีมิได้ บ้อจี๊นั้นเล่ากลับยินดียิ่งกว่า มันเปิดลิ้นชักหยิบแผนที่มาวัดสัดส่วนระยะทางจึงกล่าวว่า

“น้องเราอีกราวหนึ่งในสี่ลี้จะมีทางแยกให้เลี้ยวขวา จากนั้นก็ตรงไปตามถนนใหญ่อีกราวสองร้อยลี้ ก็จะพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นคงพอมีที่ให้พวกเราค้างสักคืน”
จริงดังที่บ้อจี๊กล่าวทางเบื้องหน้ามีทางแยกทางหนึ่ง นั่นย่อมยืนยันให้เห็นอีกครั้งว่า แผนที่ภพภูมิ ที่ได้มามีความแม่นยำน่าเชื่อถือเพียงใด แสงแดดอ่อนอ่อนยามเย็นลดความร้อนแรงลง

ชายทั้งสามแม้นั่งอยู่บนพาหนะก็มิวายเหนื่อยล้าใคร่ได้หยุดพักผ่อนรับประทานอาหารเสียเต็มประดา
บ้อจี๊เปิดลิ้นชักนำเนื้อตากแห้ง หมั่นโถและสุรามาแจกจ่ายเพื่อประทังความหิวแก่เซียวเงียวและกิมท้ง
กิมท้งรับอาหารมากล่าว

“ลิ้นชักของท่านนี้ช่างมีประโยชน์ยิ่งนัก มิทราบว่าภายในมีสิ่งของอีกมากน้อยเพียงใด”
“ฮา ไม่มากเกินไป แต่ก็ไม่น้อยเกินไป มา รับประทานกันสักเล็กน้อย หมู่บ้านเบื้องหน้าต้องมีอาหารและสุราเลิศรสคอยท่าพวกเราเป็นแน่ เช่นนั้นแล้วโปรดเผื่อที่ว่างในกระเพาะอาหารของท่านเอาไว้ด้วย”บ้อจี๊กล่าวครื้นเครง กิมท้งกล่าวต่อ
“เซียวเงียวเฮีย รบกวนรินสุราให้ข้าพเจ้าสักจอกได้หรือไม่ ข้าพเจ้านั้นกระหายน้ำยิ่ง”
“เพ้ย ท่านผู้นี้ขับเคลื่อนพาหนะอยู่ไฉนเรียกร้องจะดื่มสุรา ท่านไม่ทราบถึงอันตรายหรอกหรือ หากเมามายขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่ได้ ไม่ได้ เซียวเงียวท่านหยิบป้านชาให้ไป”บ้อจี๊กล่าวเคร่งขรึม

ที่แท้สุราดีเหลืออยู่ไม่มากอีกทั้งคิดว่ากิมท้งอายุยังน้อยไหนเลยจะรู้รสสุรา
เซียวเงียวรับป้านน้ำชามาจากบ้อจี๊แม้มิทราบสาเหตุแท้จริงแต่ก็เห็นด้วยกับบ้อจี๊เรื่องความปลอดภัย กิมท้งไม่พอใจที่ต้องดื่มน้ำชาจืดชืดแต่จะทำกระไรได้

“เอาเถิดกิมท้งตี่ตี๋ เมื่อถึงหมู่บ้านข้างหน้าท่านก็ให้บ้อจี๊เฮียเลี้ยงสุราท่านจนหนำใจ อีกประการวันข้างหน้าท่านสอนข้าพเจ้าขับรถสัตตโลหะนี้บ้างเป็นไร”
“เซียวเงียวเฮีย ช่างมีความคิดอันยอดเยี่ยม อย่ากระนั้นเลย มา ข้าพเจ้าจะแสดงวิธีขับให้ท่านดูก่อน”
บ้อจี๊เมื่อเห็นทั้งสองมีเรื่องพูดคุยจึงนอนขบเคี้ยวเนื้อตากแห้งพลางจิบสุราที่ท้ายรถแล้วเคลิ้มหลับใหลด้วยความอ่อนเพลีย
.............................................................................................
“บ้อจี๊เฮีย...บ้อจี๊เฮีย ท่านตื่น โปรดมาดูอะไรนี่”กิมท้งเขย่าตัวร้องเรียก บ้อจี๊สะดุ้งตื่นกล่าวอย่างงัวเงีย
“มีอันใด...มีเพลิงไหม้ที่ใด”บ้อจี๊ที่หงุดหงิดแต่เมื่อเห็นชัดตาก็หัวเราะกล่าว
“เซียวเงียวตี่ตี๋ช่างมีปัญญาอันปราดเปรียวเรียนรู้ได้เร็วยิ่ง”เซียวเงียวหน้ามองตรง นั่งหลังตรงอยู่ที่นั่งคนขับกำลังบังคับรถสัตตโลหะอยู่อย่างทุลักทุเล กลางแผ่นหลังและต้นคอของมันมีเหงื่อไหลซึม

“มิใช่เรื่องนั้น นั้นท่านดูเบื้องหน้า”กิมท้งยกมือขึ้นชี้
เบื้องหน้าเป็นถนนดินโล่งกว้างไกล จนสามารถมองเห็นกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่ห่างจากคันรถราวสี่ลี้ได้อย่างชัดเจน ปากทางเข้าหมู่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แสงแดดสีแดงเข้มยามเย็นสาดส่องต้นไม้ใหญ่ให้ทอทาบเงาดูแล้วลึกลับน่ากลัว บ้อจี๊และกิมท้งเร่งให้เซียวเงียวเข้าสู่หมู่บ้านโดยเร็ว

“รีบร้อนอันใด ข้าพเจ้าต้องการสมาธิ โปรดอย่าส่งเสียงรบกวน”เซียวเงียวกล่าวอย่างฉุนเฉียว บ้อจี๊กระซิบกับกิมท้ง
“มันก็รับประทานอาหารเช่นเดียวกับพวกเรา ไฉนจึงผิดสำแดงขึ้นมาได้”
“ตอนข้าพเจ้าขับครั้งแรกก็เป็นเช่นดังเซียวเงียวเฮีย”กิมท้งกระซิบบอก บ้อจี๊ร้องอ้อ
ใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า สายตาอันคมกล้าของบ้อจี๊แลเห็นความผิดปกติใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้านจึงร้องตะโกน

“เซียวเงียวตี่ตี๋เร่งเข้าหมู่บ้านเร็ว!”
เซียวเงียวสะดุ้งสุดตัว ร้องว่า
“พี่ท่านเงียบเสียงลงได้หรือไม่ หมู่บ้านอยู่เบื้องหน้าแล้วยังเกรงกลัวไปไม่ถึงหรือ!”
กิมท้งมีสีหน้าแตกตื่นกล่าวเสียงสั่นว่า
“มิใช่ มิใช่ เซียวเงียวเฮียท่านดู!”
เซียวเงียวเมื่อเพ่งสายตาดูก็ยิ่งตระหนก ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน มีเงาคนรางรางหากดูไม่ผิดเงาร่างนั้นเป็นของอิสตรี

อิสตรีผู้นั้นโยนเชือกขึ้นบนคาคบไม้แล้วปีนขึ้นบนเก้าอี้
ไม่ผิดแล้ว! นางกำลังจะแขวนคอตนเอง
เซียวเงียวที่มือไม้สั่นอยู่แต่แรกกลับทำตัวไม่ถูก ตัวรถวิ่งสะเปะสะปะ กิมท้งร่ำร้อง
“ท่านถอยออกมา ข้าพเจ้าบังคับเอง”

เซียวเงียวได้สติถดกายออกห่างให้กิมท้งเข้าประจำตำแหน่งคนขับ
เงาร่างอิสตรีนั้นถีบเก้าอี้ล้มคว่ำ ร่างนางแกว่งไกวทุรนทุราย
รถสัตตโลหะยังห่างจากต้นไม้ใหญ่ราวหนึ่งลี้ครึ่ง เซียวเงียวร้องถามบ้อจี๊ว่า
“ถุงมือมิติของท่านเล่า!”
“ไกลเกินไป! กิมท้งเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ แม้มิทราบว่านางประสบเหตุอันใดแต่พวกเรามิอาจเห็นคนตายต่อหน้า ช่วยเหลือนางก่อนค่อยถามไถ่เรื่องราว”

ความมืดเริ่มคืบคลาน รถสัตตโลหะเร่งเร็วจนฝุ่นตลบ เงาร่างอิสตรีแขวนแน่นิ่ง ทั้งสามเริ่มใจเสีย

ทันใดนั้นเอง!
เสียงหวีดหวิวกรีดฝ่าอากาศยามต้นราตรีผ่านใบหูของเซียวเงียว

มิทันที่มันจะคิดอ่านอันใด เชือกที่แขวนคออิสตรีนางนั้นขาดออกจากกัน! ร่างของนางร่วงหล่นลงมาจากคาคบไม้ เซียวเงียวและกิมท้งงงงันยิ่งแต่บ้อจี๊กลับโห่ร้องว่า
“มันมาแล้ว! มันอยู่ที่นี่แล้ว!”
เซียวเงียวและกิมท้งเมื่อเห็นคนปลอดภัยจึงหันมาถามบ้อจี๊
“ผู้ใดมา รึว่าเป็น...”

“มิผิด ฮ้อซิมอักนั้ง อยู่ที่นี่แล้ว!”บ้อจี๊ตอบอย่างลิงโลด เซียวเงียวและกิมท้งเหลียวดูซ้ายขวากลับไม่พบพานกับผู้ใดจึงเอ่ยถาม
“บ้อจี๊เฮีย อักนั้งเฮียเล่าอยู่ที่ใด”
“ท่านเร่งรถเข้าไปดูนางก่อน ข้าพเจ้าคาดว่านางคงยังมิได้รับอันตรายจนเกินไป”บ้อจี๊บอกต่อกิมท้ง กิมท้งปฏิบัติตาม

เมื่อถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ทั้งสามกระโดดลงจากรถโถมกายเข้าไปหวังช่วยเหลืออิสตรีนางนั้น
แต่แล้วทั้งสามต้องหยุดเท้าห่างจากร่างสตรีนั้นราวสามเชี๊ยะใบหน้าซีดเผือดลำตัวเย็นเยียบ

อิสตรีที่พวกตนหวังเข้ามาช่วยเหลือนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว!
นางมิได้เสียชีวิตเพราะแขวนคอตาย
เนื่องเพราะศพของนางแห้ง...แห้งอย่างยิ่ง
แห้งจนกรอบดุจเสียชีวิตมาแล้วเนิ่นนาน แห้งจนคล้ายในร่างกายไม่มีโลหิตแม้แต่หยดเดียว

ทั้งสามต่างมองหน้ากัน ในใจล้วนมีคำถามนับร้อยนับพัน แต่คำถามสำคัญคือ
...ไฉนซากศพแห้งกรังจึงเดินมาแขวนคอตนเองได้...
ขณะที่เซียวเงียวและกิมท้งกำลังงุนงงระคนหวาดหวั่น บ้อจี๊ฉุกคิดว่ามีอาถรรพ์เป็นแน่แท้จึงร้องบอกเซียวเงียวและกิมท้ง

“ทั้งหมดกลับขึ้นรถ! กิมท้งพาพวกเราออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!”
กิมท้งรับคำ รีบกระโดดขึ้นรถแต่ต้องพบว่าตัวรถสัตตโลหะเปียกชุ่มไปด้วยของเหลว
มันแหงนมองบนคาคบไม้แล้วกล่าวอย่างตระหนกยิ่ง เมื่อพบว่าบนคาคบอื่นอื่นก็มีร่างคนแขวนอยู่เกือบสิบร่าง
ทั้งหมดล้วนเป็นศพแห้งกรัง!

“ท่านทั้งสองโปรดแหงนหน้าดูข้างบน...รถของข้าพเจ้า...รึว่านี่เป็นโลหิตของคนเหล่านั้นนั้น”
เซียวเงียวและบ้อจี๊เมื่อเห็นภาพก็ขนลุกทั่วสรรพางค์กายปราดเข้ามาดู เซียวเงียวกล่าวว่า
“มิใช่ ท่านลองพิจารณาดูให้ดีดี ของเหลวชนิดนี้มีสีเงิน”
บ้อจี๊สำรวจรอบกาย
“สีเงินเช่นเดียวกับรถสัตตโลหะ กิมท้งออกมาจากจากรถเดี๋ยวนี้!”
.............................................................................................

จันทราเสี้ยวโผล่พ้นขอบฟ้า
แสงจันทร์แม้มีเพียงน้อยนิดแต่คนทั้งสามล้วนเห็นชัดเจน ของเหลวสีเงินหยาดหยดจากรถอย่างต่อเนื่องจนพื้นดินใต้ต้นไม้ใหญ่กลายเป็นสีเงินเปียกชุ่ม
...รถสัตตโลหะทั้งคันกำลังละลาย!

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 24 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com