Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอนจบ

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2

หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด

 ตอนจบ

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอนจบ
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...ซากแห้งกรังของชายชราพลิกร่างหลบลูกเกาทัณฑ์สีทองได้อย่างเฉียดฉิว!

ใบหน้าของชายชราค่อยค่อยมีสีเลือดฝาดจนกลับเป็นปกติ ทั้งสามเข้าใจเรื่องราวทันทีแต่บัดนี้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านร่างซวนเซจนล้มลง ดังนั้นความหวังที่จะรอดออกจากหมู่บ้านล้วนขึ้นอยู่กับอักนั้งแล้ว
แต่อักนั้งนั้นเล่าอยู่ที่ใด...

ชายชราแค่นหัวเราะในลำคอล้วงกาน้ำที่ทำจากเหล็กใบเล็กราวสี่นิ้วออกมาจากแขนเสื้อ
มันเอากาน้ำแนบแก้มแล้วลูบไล้อย่างรักใคร่
“เรา เฒ่าสูบโลหิต ชมชอบเห็นผู้คนหลั่งโลหิตมาตั้งแต่จำความได้ เราทำทุกวิถีทางที่จะได้เห็นโลหิตผู้คนจึงก่อคดีสังหารมาจนนับไม่ถ้วน วันใดไม่ได้เห็นโลหิตถึงกับอึดอัดหายใจไม่ออก บางคราต้องกรีดแขนดูโลหิตของตนเองเลยทีเดียว”

มันถกแขนเสื้อขึ้น แขนของมันมีแผลเป็นจากของมีคมบาดเต็มจนแทบไม่เห็นผิวหนัง
“นับตั้งแต่ได้รับ กาไอวารี เราก็พบว่าถึงแม้จะไม่มีโลหิตหลั่งออกจากแผล แต่การได้เห็นผู้คนค่อยค่อยแห้งตายไปต่อหน้านี้ช่างตื่นเต้นเพลิดเพลินยิ่งกว่า พวกท่านถูกเราสัมผัสกายแล้ว แต่ถึงไม่ทำเช่นนั้นเราก็ระเหยโลหิตพวกท่านได้เพียงแต่เชื่องช้าลงเท่านั้น จะอย่างไรไม่มีทางรอด ให้เราสัมผัสท่านอีกครั้งเถิดโลหิตจะได้ระเหยเร็วขึ้น มา มา ให้เราเห็นสีหน้าท่านชัดชัด”มันเดินตรงไปยังบ้อจี๊ที่ล้มคลานอยู่บนพื้น

ประกายสีทองห้าสายพุ่งฝ่าอากาศเข้ามา เสียงตงทั้งสี่แทบจะดังขึ้นพร้อมกัน
ลูกเกาทัณฑ์สีทองสี่ดอกสกัดกั้นมือของเฒ่าสูบโลหิตให้ออกห่างจากร่างบ้อจี๊ อีกดอกหนึ่งพุ่งตรงไปกลางหน้าผากของเฒ่าสูบโลหิต
มันเพียงแยกเขี้ยว เกาทัณฑ์ดอกนั้นกลับละลายกลายเป็นวารีสีทองกระเซ็นเต็มหน้า เพียงชั่วครู่ของเหลวสีทองก็สาบสูญไปสิ้น

เฒ่าสูบโลหิตโถมเข้ามาคิดโจมตีทั้งสามอีกครา เสียงหวีดหวิวดังขึ้นอีกครั้งแต่บัดนี้ไม่มีประกายใดใด เฒ่าสูบโลหิตเลิกคิ้วสลับเท้าถอยออกจากร่างทั้งสามหลายก้าว บนพื้นปรากฏลูกเกาทัณฑ์ที่ทำจากไม้สี่ดอก
เฒ่าสูบโลหิตตวาดเสียงดัง

“ลูกเต่าหดหัวอยู่ที่ใด ออกมาให้บิดาดุด่าว่ากล่าวสักครา!”มิทันขาดคำ เฒ่าสูบโลหิตต้องถอยกายออกห่างจากทั้งสาม สายตาของมันแหลมคมยิ่ง เสียงดังตงตงลูกเกาทัณฑ์นับสิบสิบดอกยิงขับไล่เฒ่าสูบโลหิตให้ออกห่างจากร่างของทั้งสาม เฒ่าสูบโลหิตเห็นท่าไม่ดีจึงทลายหน้าต่างกระโดดออกไป เซียวเงียวเมื่อเห็นดังนั้นจึงรวบรวมเรี่ยวแรงกล่าวต่อบ้อจี๊ว่า
“เป็นอักนั้งเฮีย? เฒ่าสูบโลหิตออกไปภายนอกแล้วหากมันพบอักนั้งเฮียนั่นต้องย่ำแย่แล้ว” บ้อจี๊ส่งเสียงอือในลำคอ มันกล่าวอย่างอ่อนแรง

“เกาทัณฑ์ปฐพี ของอักนั้งสามารถยิงมาจากที่ไกลนับร้อยลี้ น้องเราอย่าได้กังวลใจไปมันต้องอยู่ภายในรัศมีร้อยลี้หรือใกล้กว่าอย่างแน่นอน ก่อนที่เฒ่าสูบโลหิตจะหามันพบคงโดนยิงเสียก่อน...กิมท้งเล่า”
เซียวเงียวลอบตื่นใจคืบคลานไปประคองกิมท้งก็พบว่ามันหมดสติไปแล้ว จึงได้พยุงร่างกิมท้งและตนไปนั่งพิงผนังหอบหายใจกล่าวต่อบ้อจี๊

“ท่านก็ได้เห็นแล้วว่าลูกเกาทัณฑ์ทองคำมิสามารถทำอันตรายมันได้ ส่วนลูกเกาทัณฑ์ไม้ก็มีอานุภาพอันจำกัดยิ่ง โลหิตพวกเราก็ระเหยออกจากร่างไปเรื่อยเรื่อยคาดว่าไม่เกินชั่วน้ำเดือดคงแห้งตายเช่นดังคนในหมู่บ้าน พวกเราต้องหาทางแจ้งให้อักนั้งเฮียทราบถึงอานุภาพของกาไอวารีเพื่อหาทางทำลายทิ้งเสีย”
“นั่นมิใช่สามารถระเหยโลหิตพวกเราดอกหรือ”บ้อจี๊ถาม
“เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ท่านลองนึกสถาพรถสัตตโลหะของกิมท้งดู! ข้าพเจ้าคาดว่ากาไอวารีนั้นมีอานุภาพในการเปลี่ยนสถานะของวัตถุธาตุ จากโลหะหรือทองคำซึ่งเป็นของแข็งเปลี่ยนสู่ของเหลว จากของเหลวกลายเป็นอากาศ”

“แล้วเหตุใดมันจึงไม่เปลี่ยนกระดูกในกายของพวกเราให้เป็นของเหลวและระเหยไปพร้อมโลหิตเลยเสียเล่า”บ้อจี๊สงสัย
“ก็มิแน่นัก เพราะในร่างกายของมนุษย์เราก็มีแร่ธาตุต่างต่างราวยี่สิบห้าประเภท เป็นธาตุหลักหกประเภทและธาตุรองสิบเก้าประเภท นั่นอาจเป็นเหตุผลที่พวกเราสูญเสียพลังอย่างรวดเร็ว”

บ้อจี๊นอนหงายหมดเรี่ยวแรง แต่ยังแย้มยิ้ม
“อ้อ เช่นนั้นมีหนทางแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ต้องจบลงภายในเวลาที่น้องเราบอก เกาทัณฑ์ปฐพีมีลูกเกาทัณฑ์สามประเภท มีสภาพนั้นคือประเภทที่หนึ่ง นี่มิอาจสยบเฒ่าสูบโลหิตดังที่น้องเราได้กล่าวไปแล้ว ประเภทที่สามเรานั้นก็ไม่เคยพบเห็นเนื่องด้วยอักนั้งไม่เคยยิงเสมอมา”
บ้อจี๊กล่าวต่ออย่างมั่นใจ
“ ที่จะสยบมันได้คือลูกเกาทัณฑ์ประเภทที่สอง...ลูกเกาทัณฑ์ไร้สภาพ!”
.............................................................................................

บนลานกว้างหลังบ้าน
เฒ่าสูบโลหิตกำลังโยกกายหลบลูกเกาทัณฑ์ไม้และดิน หากเป็นลูกเกาทัณฑ์เหล็กและทองคำมันจะทำให้หลอมเหลวและระเหยไป ดูท่าอักนั้งต้องทุ่มเทความคิดอย่างหนักเพื่อกำจัดเฒ่าสูบโลหิต แต่เฒ่าสูบโลหิตก็มิได้รับความสะดวกสบายมากนัก

ลูกเกาทัณฑ์นับร้อยยิงมาอย่างต่อเนื่องจนเฒ่าสูบโลหิตหอบหายใจติดขัด มันดูทิศทางของลูกเกาทัณฑ์เพื่อสืบหาตำแหน่งของอักนั้งระหว่างที่มันหลบหลีก
แต่แล้วใต้แสงจันทร์เสี้ยว เงาร่างกำยำปรากฏขึ้นบนหลังคาบ้าน

เฒ่าสูบโลหิตแม้แลเห็นหน้าตาผู้มามิชัดเจนนักแต่คันเกาทัณฑ์ใหญ่ในมือของชายผู้นั้นก็ทำให้มันทราบดีว่าคนของหมู่ตึกที่ซ่อนกายอยู่ได้เผยโฉมแล้ว
.............................................................................................

“ย่ำแย่แล้ว เซียวเงียวตี่ตี๋!”บ้อจี๊อุทาน
“ย่ำแย่อันใด”
“ข้าพเจ้ากับมันมิได้พบกันเนิ่นนานจนลืมเลือนไปว่า ลูกเกาทัณฑ์ไร้สภาพของมันมีระยะยิงใกล้อย่างยิ่ง เมื่อมันพบว่าลูกเกาทัณฑ์ไม้และทองคำของมันทำอันตรายศัตรูไม่ได้ เพื่อช่วยเหลือพวกเราฮ้อซิมอักนั้งผู้นี้ต้องเข้ามาในระยะจู่โจมของศัตรูเป็นแน่ ไม่ได้การ ไม่ได้การ ต้องเร่งออกไปช่วยเหลือมัน”

บ้อจี๊ยกมือที่สั่นเทิ้มผลักไปยังอากาศเบื้องหน้า มันพยายามป่ายปีนเข้าสู่บานหน้าต่าง
เซียวเงียวเห็นความห่วงใยในตัวสหายของคนทั้งสองแล้วอดซาบซึ้งใจมิได้จึงสูดหายใจรวบรวมเรี่ยวแรงลุกไปพยุงบ้อจี๊เข้าไปในหน้าต่าง งึ่นม้อยี้ก็ช่วยใช้ฟันงับลากแขนเสื้อของบ้อจี๊อีกแรง เซียวเงียวจึงสังเกตเห็นว่ากาไอวารีมิอาจทำอันตรายใดใดต่องึ่นม้อยี้เลย

“บ้อจี๊เฮีย ให้ข้าพเจ้าร่วมศึกครานี้อีกสักคน”เซียวเงียวกล่าว บ้อจี๊คิดกล่าวคำขอบคุณแต่กล้ำกลืนไว้
“อาวุธในหมู่ตึกถูกสร้างขึ้นเพื่อความสุขและสันติของมวลมนุษย์ แต่พวกมัน...พวกมัน...”
“คนของหมู่ตึกสนธยาแม้ความตายอยู่เบื้องหน้าก็หาได้เกรงกลัวไม่”เซียวเงียวกล่าวขึ้นแทรก
“กล่าวได้ประเสริฐ!”บ้อจี๊รู้สึกฮึกเหิมยิ่ง
บานหน้าต่างทั้งคู่ปิดเข้าหากัน
.............................................................................................

เมื่อบานหน้าต่างเปิดออก ณ กลางลานกว้างหลังบ้าน
เฒ่าสูบโลหิตมีบาดแผลเล็กใหญ่ทั่วกายโลหิตไหลโทรม ผมเผ้าเสื้อผ้าคลายถูกอัคคีแผดเผา

แต่แทนที่บ้อจี๊และเซียวเงียวจะดีใจกลับต้องตระหนกเพราะชายร่างกำยำนั่งทรุดกายผมสยายปิดหน้าอยู่เบื้องหน้าเฒ่าสูบโลหิต มือทั้งสองของมันตกห้อยแต่กลับกำคันเกาทัณฑ์ไว้แน่น

มือของเฒ่าสูบโลหิตบีบลำคอของชายร่างกำยำเอาไว้
ฮ้อซิมอักนั้งพลาดท่าเสียแล้ว!
เฒ่าสูบโลหิตแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง
“ฮา ฮา คนของหมู่ตึกสนธยานับเป็นตัวอะไร เมื่ออยู่ต่อหน้าเราเฒ่าสูบโลหิตก็เปรียบดังลูกเต่าลูกสุนัข”
ดวงตาของบ้อจี๊คล้ายมีอัคคีพวยพุ่ง เซียวเงียวขบกรามแน่นแต่มิทราบจะดำเนินการใด

อักนั้ง ฝืนกายยกคันเกาทัณฑ์ง้างเล็งมาทางบ้อจี๊ ส่งเสียงแหบแห้ง
“...ลูกเกาทัณฑ์ประเภทที่สาม”
สัญชาตญาณของบ้อจี๊ตื่นตัวขึ้นทันที เฒ่าสูบโลหิตคำรามก้อง
“ยังดิ้นรนอันใด!”
มันออกแรงบีบคอของอักนั้ง ร่างอักนั้งแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็วจนแห้งกรอบกว่าบ้อจี๊และเซียวเงียวเสียอีก บ้อจี๊ตะโกนจนลำคอแสบร้อนว่า
“ยิง!”

บานหน้าต่างเปิดขึ้นอีกคราตรงหน้าบ้อจี๊ อักนั้งปล่อยมือข้างที่ง้างสายออก คันเกาทัณฑ์พลิกหลุดร่วงลงจากมือของมัน เฒ่าสูบโลหิตส่งเสียงหัวเราะอย่างสะใจ
“ฮา ฮา พลังเฮือกสุดท้ายช่างสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์”

มิทันขาดคำศีรษะจนถึงกลางลำตัวของเฒ่าสูบโลหิตระเบิดดังโพละ
แรงลมมหาศาลพัดมาปะทะคนทั้งสี่ บ้อจี๊และเซียวเงียวเซถลาไปห้าหกก้าวจึงล้มลง อีกเพียงพริบตาเสียงดังครืนครั่นปานฟ้าพิโรธดังสนั่นจนปวดรูหู พายุคลั่งฝุ่นตลบอบอวลอีกเนิ่นนาน

...ช่างเป็นลูกเกาทัณฑ์อันรวดเร็วจนแม้เสียงยังตามไม่ทัน
เมื่อเหตุการณ์สงบลงเซียวเงียวเห็นบานหน้าต่างปรากฏในตำแหน่งที่เคยเป็นศีรษะของเฒ่าสูบโลหิตจึงคาดการณ์ได้แปดเก้าส่วน แต่ลูกเกาทัณฑ์ประเภทที่สามคืออะไรนั้นมันก็มิทราบคำตอบ

อักนั้งนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นกล่าวแผ่วเบา
“ที่เราไม่ใคร่ยิงลูกเกาทัณฑ์ประเภทนี้เสมอมาเนื่องด้วยลูกเกาทัณฑ์คืออายุขัยหนึ่งปีของเรา แต่วันนี้ได้ช่วยเหลือสหายถึงสามคนก็นับว่าการค้าครั้งนี้มีกำไรอักโขนัก”
.............................................................................................

เมื่อเฒ่าสูบโลหิตจบชีวิตลงอานุภาพของกาไอวารีก็สูญสิ้น คนของหมู่ตึกทั้งสี่ค่อยฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นมา บ้อจี๊นำโอสถ อาหารและสุราวางไว้ที่พื้นห่างจากร่างอักนั้งราวห้าวาและชักชวนเซียวเงียวและกิมท้งออก
ห่างจากอักนั้ง กิมท้งสงสัยจึงถาม
“เหตุใดต้องออกห่างจากอักนั้งเฮียด้วย พวกเราไม่พบปะพูดคุยกันหรือ”

“น้องเราโปรดจำไว้ว่ามนุษย์ทุกผู้ย่อมมีปมอันยากแก้ในจิตใจ หากคิดจะคบหากันก็อย่าได้ไปสะกิดปมนั้น เพียงรอเวลาหาทางช่วยคลายปมจึงนับว่าเป็นสหายอันแท้จริง”บ้อจี๊กล่าวแผ่วเบา
กิมท้งพยักหน้าแม้ไม่ค่อยเข้าใจ
.............................................................................................

จวบจนรุ่งเช้าเรี่ยวแรงคนทั้งสามกลับคืนมาได้ห้าหกส่วน จึงออกตรวจตราในหมู่บ้านพบว่าทุกคนล้วนเสียชีวิต ส่วนอักนั้งนั้นมิทราบหายไปที่ใดแต่เซียวเงียวและกิมท้งทราบดีว่ามันอยู่ไม่ไกลเพื่อคอยระวังหลังให้พวกตนอยู่จึงมิได้ถามไถ่อันใดกับบ้อจี๊

บ้อจี๊กางแผนที่ภพภูมิที่ได้มาจากนายช่างหกกร เรียกทั้งสองเข้ามากล่าว
“เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าไตร่ตรองจนรอบคอบแล้ว พวกเราควรแยกย้ายกันเป็นสองเส้นทางออกตามหาเบาะแสของค้อนและบันทึก กิมท้งท่านไปกับข้าพเจ้า เซียวเงียวท่านไปกับอักนั้ง อีกสามเดือนพบกันที่นี่”มันชี้นิ้วไปยังเมืองแห่งหนึ่งทางเหนือแล้วกล่าวต่อ

“ข้าพเจ้าจดจำเส้นทางในแผนที่ได้แปดเก้าส่วน เรื่องเส้นทางที่จะวกไปพบกันข้าพเจ้าเขียนไว้ในกระดาษแผ่นนี้ เซียวเงียวท่านนำแผนที่ติดตัวไป”บ้อจี๊ยื่นแผ่นกระดาษ แผนที่และก้อนเงินให้เซียวเงียว
“แต่...”กิมท้งคิดกล่าว เซียวเงียวเอ่ยขัด
“ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับบ้อจี๊เฮีย การทำเช่นนี้เพิ่มโอกาสในการสืบเสาะ พวกเราเตรียมตัวเดินทางเถิด”

กิมท้งให้ความเคารพในการตัดสินใจของบ้อจี๊และการวิเคราะห์เหตุการณ์ของเซียวเงียวจึงมิกล่าวมากความ มันคิดทำประโยชน์ให้เหล่าสหายของตนบ้างจึงผายมือออก
ด้านข้างปรากฏพาหนะสองล้อสีเงินคันใหญ่ที่เคลื่อนไหวได้ด้วยฟันเฟือง รูปลักษณ์สวยงาม กิมท้งกล่าวต่อเซียวเงียวว่า
“เซียวเงียวเฮีย รถจักรสัตตโลหะคันนี้เหมาะกับการขับขี่หนึ่งถึงสองคน การทรงตัวและการบังคับควบคุมนั้นง่ายดายยิ่ง มา มา ข้าพเจ้าจะแสดงให้ดู”

เซียวเงียวชมชอบรูปลักษณ์ของรถจักรสัตตโลหะที่สวยงามคันนี้ยิ่งนัก มันจึงโห่ร้องอย่างลืมตัว
.............................................................................................

เมื่อถึงยามสาย ชายทั้งสามเพียงยิ้มและโบกมือให้แก่กัน ไม่มีคำร่ำลาใดใด
เนื่องเพราะชายทั้งสาม ไม่ถูกต้อง...ชายทั้งสี่เชื่อว่าอีกสามเดือนนับจากนี้ทุกคนต้องไปพบกันยังที่นัดหมายได้อย่างปลอดภัย

เสียงครืนครืนดังสนั่น รถสัตตโลหะทั้งสองคันขับเคลื่อนแยกย้ายจากกันไปพร้อมกับเมฆาที่เคลื่อนคล้อย...

(จบตอน หมู่บ้านปีศาจดูดเลือดโปรดติดตามตอนต่อไป)



โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 26 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com