Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอนต้น

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3

หอดาวตก

 ตอนต้น

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 3 หอดาวตก ตอนต้น
โดย...อุกเงียว

ณ หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ภายหลังจากที่คนของหมู่ตึกสนธยาทั้งสี่ออกเดินทางได้ราวหนึ่งชั่วยาม

ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้านมีเงาร่างสี่สายปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกมันยืนอยู่เหนือร่างที่เหลือเพียงครึ่งล่างของเฒ่าสูบโลหิต หนึ่งในนั้นมีชายถือร่มคันใหญ่กล่าวขึ้น
“พวกเรามาช้าไปครึ่งก้าว”
“นายช่างหกกรและเฒ่าสูบโลหิตประมาทเกินไปจนต้องจบชีวิตลง”นักศึกษาที่แบกหนังสือเต็มหลังกล่าวบ้าง

“ฮู่ปังจู้ (รองประมุขพรรค) พวกเราจะทำอย่างไรต่อไป”ชายอีกคนกล่าวสุ้มเสียงแหลมเล็กน้ำเสียงออดอ้อน ที่แท้เป็นชายลักเพศวัยกลางคนผู้หนึ่ง นักศึกษาผู้เป็นฮู่ปังจู้จึงเอ่ย
“คนของหมู่ตึกครานี้ตึงมือยิ่ง แม้เฒ่าสูบโลหิตก็ยังพลาดท่า ท่านทราบหรือไม่ว่าพวกมันเป็นใครและมุ่งไปยังที่ใด”มันถามชายร่างเตี้ยอีกคน

“เรียนฮู่ปังจู้ พวกมันแยกย้ายกันไปเป็นสองทิศทาง ทางหนึ่งไคซิมบ้อจี๊กับทารกหน้าใหม่อ้อมไปทางทิศอุดร ส่วนทางทิศประจิมนั้นมีฮ้อซิมอักนั้งกับทารกหน้าใหม่อีกคนมุ่งไป ทั้งสองกลุ่มล้วนเดินทางโดยพาหนะรูปร่างประหลาด คาดว่าคงเป็นศาสตราของมันผู้ใดผู้หนึ่ง”ชายร่างเตี้ยกล่าว
“ที่แท้เป็นมัน...ไคซิมบ้อจี๊และฮ้อซิมอักนั้ง ก่อนที่พวกมันจะเข้าสู่หมู่ตึกสนธยา มันสองผู้นี้มีฉายาร่วมกันว่า น่อซิมจื้อ (ผู้มีหัวใจสองดวง) มีความสามารถเทียบเท่าองครักษ์พิทักษ์ เคี่ยงคุนโหงวเล้า (ห้าหอจักรวาล) เลยทีเดียว เป็นพวกมันที่สังหารคนของพรรคเราไปมากมาย”นักศึกษาเอ่ย

“แต่เหล่าองครักษ์พิทักษ์ห้าหอจักรวาลเว้นก็แต่ สี่ซี (สี่อสุภะ) ล้วนถูกพวกเราสังหารสิ้น ฮู่ปังจู้หวั่นเกรงอันใด”ชายลักเพศวัยกลางคนกล่าวประจบประแจง
“หรือท่านไม่ทราบ! เหล่าองครักษ์ที่ขัดแย้งทางความคิดจนแบ่งเป็นสองฝักฝ่ายบ้างต่อสู้กันเองบ้างต่อสู้กับจับเมี่ยเงียวอ้วงจนบาดเจ็บสาหัสสูญเสียพลังไปหลายส่วนจึงถูกพวกเราสังหารได้โดยง่าย หากท่านยังดูแคลนพวกมันมิวายคงต้องติดตามนายช่างหกกรและเฒ่าสูบโลหิตไปยังปรโลกแล้ว!”นักศึกษาตวาดเสียงดัง ชายลักเพศวัยกลางคนกล่าวอย่างอับอาย

“บริวารกล่าวผิดไป”
นักศึกษาผู้นั้นเอ่ยกับชายร่างเตี้ย และชายที่ถือร่มว่า
“มารเลียดพสุธา ท่านติดตามไคซิมจื้อ (ผู้ใจเบิกบาน) ส่วน เทพสยบวรุณ ท่านติดตามฮ้อซิมจื้อ (ผู้ใจดีงาม) ไป สังหารให้สิ้นไม่เว้นแม้แต่ทารกหน้าใหม่ทั้งสอง!”
“บริวารรับทราบ!”ทั้งสองรับคำ ชายลักเพศวัยกลางคนพลันเอ่ย

“ฮู่ปังจู้ ทิศทางที่ไคซิมจื้อมุ่งไปเป็น หอดาวตก ใยท่านมิให้มารเลียดพสุธาถือโอกาสกำจัดหนึ่งในสองผู้ทรยศพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์เราไปในคราเดียว”
นักศึกษาครุ่นคิดสักครู่จึงกล่าว

“ประเสริฐมาก...มารเลียดพสุธาท่านจงระมัดระวังให้มากไว้ ว่ากันว่าศาสตราของมันมีอานุภาพอันเร้นลับยิ่ง แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ผู้ทรยศ เนื่องเพราะได้รับคำสั่งจากปังจู้ให้คุมขัง คนผู้นั้น แต่ภายหลังมิทราบไฉนกลับกลายไปปกป้องมันเสียได้

ถึงมันจะมิได้ทำการใดอันเป็นอันตรายต่อพรรคของเรา เพียงแต่เรารู้สึกว่าหากปล่อยไว้จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นในพรรค...ฉะนั้นกำจัดมันเสีย ส่วนผู้ทรยศอีกคนปังจู้กล่าวว่าท่านจะเป็นคนลงมือด้วยตัวเอง”
ทุกคนพอได้ฟังว่าผู้เป็นปังจู้จะลงมือล้วนมีสีหน้าหวาดกลัวมิทราบด้วยเหตุอันใด

มารเลียดพสุธาเมื่อได้รับคำสั่งก็ประสานมืออำลาร่างของมันพลันหายวับไป ส่วนเทพสยบวรุณเมื่อกางร่มออกร่างคนและร่มก็หายไปเช่นกัน

นักศึกษาผู้นั้นรอจนแน่ใจว่าทั้งสองออกห่างจากใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วจึงหันมากล่าวเสียงนุ่มนวลกับชายลักเพศวัยกลางคนว่า
“เมื่อครู่ที่เราตวาดท่านเพราะมีบุคคลอื่นอยู่ด้วย เพื่อเป็นการไถ่โทษท่านติดตามไปรับใช้เราที่ ถ้ำจารึกอักษร เป็นอย่างไร วันนี้ที่หลังของเราคล้ายรู้สึกเมื่อยล้าอย่างยิ่งและคิดใคร่จะอาบน้ำอุ่นสักครา”
...ชายลักเพศวัยกลางคนค้อมศีรษะรับคำแย้มยิ้ม
.............................................................................................

หอดาวตก เป็นสถาปัตยกรรมหอสูงที่ก่อสร้างด้วยภูมิปัญญาโบราณ ตัวหอมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกทำจากก้อนหินและไม้จำนวนมหาศาล มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดได้เก้าสิบวา รัศมีของฐานยี่สิบวา ตัวอาคารมีทั้งหมดสี่สิบห้าชั้น

เดิมทีชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่ห้าเปิดให้ผู้คนเช่าทำการค้า ส่วนชั้นอื่นอื่นจัดเป็นห้องพักนักเดินทาง มีเพียงห้าชั้นบนสุดถูกหวงห้ามไว้เป็นที่พักของเหล่าเศรษฐีและขุนนาง นอกจากนี้แล้วยังแบ่งพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับผู้ที่ศึกษาดาราศาสตร์ แต่ที่เลื่องชื่อที่สุดคือชั้นที่หกนับจากชั้นบนสุด เพราะทั้งชั้นได้รับการตกแต่งให้เป็นเหลาสุราอันโอ่อ่างดงาม

ปัจจุบันแม้หอดาวตกจะเก่าแก่ทรุดโทรมจนในส่วนอื่นอื่นของหอต้องปิดตัวไป แต่รอบรอบหอก็ยังมีผู้คนทำการค้าอยู่ประปรายและเหลาสุราที่อยู่บนชั้นที่สี่สิบก็ยังเปิดให้นักเดินทางสามารถขึ้นไปดื่มกินได้ตลอดมา
...เพียงแต่บนเหลาวันนี้การค้าย่ำแย่ยิ่ง เพราะมีลูกค้าเพียงสองท่านเท่านั้น
.............................................................................................

บ้อจี๊และกิมท้งนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราอยู่บนเหลา กิมท้งรินสุราให้บ้อจี๊และตนเอง มันแหงนคอดื่มรวดเดียวหมดจอก พ่นลมหายใจกล่าว
“หลายวันมานี้เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ายิ่ง บ้อจี๊เฮีย พวกเรามาดื่มให้สมใจสักครา”

“ทารกน้อยท่านเมามายไปแล้ว พวกเราไม่ทราบว่าศัตรูเร้นกายอยู่แห่งใด เช่นนั้นแล้วท่านโปรดจงระวังตัวให้มากไว้”บ้อจี๊กล่าวตักเตือน กิมท้งหน้าเสียจึงคีบกับมารับประทานแทน
“แต่เอาเถิด ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก วันนี้ท่านดื่มกินให้มาก ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ระมัดระวังเอง คืนนี้พวกเราพักที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ตอนสายจึงออกเดินทาง”บ้อจี๊ยิ้มแย้ม กิมท้งกล่าวคำประเสริฐแต่ก็ดื่มต่ออีกเพียงเล็กน้อย

“บ้อจี๊เฮีย ข้าพเจ้ามีข้อสงสัยเรื่องศาสตราของอักนั้งเฮีย เซียวเงียวเฮียเพียงบอกเล่าเพียงเล็กน้อย เวลานั้นพวกเราล้วนบาดเจ็บและเคร่งเครียดข้าพเจ้าจึงมิได้เอ่ยถาม วันนี้เมื่อเรื่องราวคลี่คลายแล้วข้าพเจ้าจึงคิดเรียนถาม”

“บอกต่อท่าน เกาทัณฑ์ปฐพีนี้มีอานุภาพร้ายกาจ ลูกเกาทัณฑ์ที่ยิงก็มีถึงสามประเภท”
“สามประเภทใด”กิมท้งถาม
“ประเภทที่หนึ่งคือลูกเกาทัณฑ์มีสภาพ สามารถยิงวัตถุที่มีลักษณะจับต้องได้เช่น ทองคำ เหล็ก ไม้ ดินหรือแม้แต่สายน้ำ เป็นต้น เกาทัณฑ์ประเภทนี้ยิงได้ไกลถึงร้อยลี้ เพียงแต่มีอานุภาพจำกัด ประเภทที่สองคือลูกเกาทัณฑ์ไร้สภาพ สามารถยิงสิ่งที่ไม่มีรูปให้จับต้อง เช่น อัคคี อากาศ วิชชุ เป็นต้น เพียงแต่ต้องยิงในระยะใกล้ยิ่งจนผู้ยิงอาจเป็นอันตรายได้”กิมท้งพยักหน้าเข้าใจ บ้อจี๊กสุราขึ้นจิบแล้วกล่าวต่อ

“ส่วนลูกเกาทัณฑ์ประเภทที่สามนั้นข้าพเจ้าก็พึ่งได้ทราบความร้ายกาจ แต่สิ่งแลกเปลี่ยนนั้นประมาณค่าไม่ได้ นั่นก็คือพลังชีวิตหรืออายุขัยของผู้ถือศาสตรานั่นเอง”
กิมท้งห่อปาก พลันหวนนึกไปถึงเรื่องที่บ้อจี๊เคยกล่าว
“พี่ท่านจึงบอกว่าคนผู้นี้สามารถตกตายแทนสหายได้อย่างแท้จริง”

“นั่นมิใช่แล้ว เรื่องราวหนหลังนี้หากมีโอกาสข้าพเจ้าต้องเล่าให้น้องท่านฟังอย่างแน่นอน”บ้อจี๊ยิ้มเล็กน้อย กิมท้งลอบคิดว่าวันนี้ไยมิใช่มีโอกาสแล้ว แต่หากท่านไม่ต้องการบอกเล่าเราก็อย่าได้ถามเลย มันจึงแสร้งปิดปากหาว บ้อจี๊เห็นดังนั้นจึงเอ่ย
“ท่านไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้พวกเรายังต้องเดินทางอีกไกล”

กิมท้งรับคำ ขณะที่ลุกจากม้านั่ง พลันสายตามันเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่ง มันตกใจชี้มือไปยังหน้าต่างเหลาเบื้องหลังบ้อจี๊
“บ้อจี๊เฮีย !เมื่อสักครู่มีคนตกลงมาจากหอชั้นบน!”

“ว่ากระไร!”บ้อจี๊รีบลุกไปดูที่หน้าต่าง กิมท้งกระโดดข้ามโต๊ะตามไป เมื่อทั้งสองชะโงกหน้าลงไปมอง เบื้องล่างหอกลับไม่มีร่างผู้ใดและคนที่อยู่เบื้องล่างก็มิได้แตกตื่นอันใด บ้อจี๊หันมากล่าวว่ากิมท้งเมามายจึงมองผิดไป

“แต่...ข้าพเจ้าเห็น...แม้ไม่ชัดตา ต้องมีผู้คนตกลงมาจากหอชั้นบนอย่างแน่นอน”กิมท้งกล่าวแก้ตัว บ้อจี๊ยกมือขึ้นปราม
“เอาเถิด เอาเถิด ข้าพเจ้าเชื่อท่าน เช่นนั้นท่านขึ้นไปตรวจตราที่ชั้นบนว่ามีผู้คนอาศัยอยู่หรือไม่ ส่วนข้าพเจ้าจะลงไปหาซากศพที่ชั้นล่าง ผู้ใดพบความผิดปกติให้รออยู่ที่จุดเกิดเหตุ”

ขณะที่กิมท้งรับคำ มันเหลือกตาชี้มือไปยังหน้าต่างพลางร่ำร้อง
“บ้อจี๊เฮีย มีผู้คนตกลงมาอีกแล้ว!”
บ้อจี๊หันหลังกลับไปดูก็ต้องตระหนกยิ่ง เมื่อมีเงาร่างผู้คนลอยผ่านหน้าต่าง

แต่ครานี้มิได้มีเพียงร่างเดียวกลับมีถึงห้าหกร่าง เมื่อเห็นชัดตาบ้อจี๊ยิ่งตระหนกสุดขีด มันลนลานไปยังขอบหน้าต่างก้มลงมองไปยังพื้นเบื้องล่างครุ่นคิดสักครู่จึงแหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า บ้อจี๊หน้าซีดเผือดหันมากล่าวกับกิมท้ง
“กิมท้งตี่ตี๋ท่านผิดแล้ว ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ตกลงมาจากหอ แต่พวกมัน...พุ่งขึ้นมาจากพื้นต่างหาก!”

เมื่อมันกล่าวจบ กิมท้งก็เห็นเงาร่างคนอีกสามสี่ร่างวูบผ่านหน้าต่างอย่างชัดเจน
...ถูกแล้ว พวกมันพุ่งขึ้นมาจากใต้หอจริงจริง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 27 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com