Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอนจบ

เรื่อง :

ศาสตราอาถรรพ์

 บทที่ 3

หอดาวตก

 ตอนจบ

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 3 หอดาวตก ตอนจบ
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...บ้อจี๊และทาสระวังภัยส่งเสียงร้องอย่างตระหนก เมื่อวิหคสัตตโลหะพุ่งส่วนหัวยานดิ่งลงสู่พื้น

ความจริงแค่เพียงปล่อยให้ยานดิ่งลงก็มีความเร็วปานวิชชุแลบลั่นอยู่แล้ว แต่กิมท้งกลับเร่งเครื่องวิหคสัตตโลหะนั้น ความเร็วที่พุ่งลงจึงเป็นประดุจดาวตกดวงหนึ่ง ทาสระวังภัยที่เป็นเฒ่าชราร่างกายเสื่อมโทรมมิสามารถอดกลั้นได้ปล่อยปัสสาวะออกมาราดรดกางเกง

ทันใดนั้นกิมท้งหักเลี้ยววิหคสัตตโลหะอย่างกระทันหัน บ้อจี๊ที่คิดร้องโวยวายก็ต้องหยุดปากลงเมื่อเห็นทั้งผู้คนและสิ่งของลอยพุ่งขึ้นมาจะปะทะกับยาน
เป็นมารเลียดพสุธาทำให้ผู้คนและสิ่งของอีกซีกโลกหนึ่งร่วงหล่นลงมาเพื่อโจมตีคนทั้งสาม

กิมท้งหักยานเลี้ยวฉวัดเฉวียนหลบวัตถุหลากหลายอย่างชำนิชำนาญแต่บางคราก็เฉียดฉิวอย่างยิ่งจนบ้อจี๊เสียวสันหลังวาบอยู่หลายครา หากวิหคสัตตโลหะกระแทกเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันไม่กล้าคาดคิดไปถึงความเสียหายของยาน

“น้องเรา สิ่งของที่พุ่งขึ้นมามีมากหลายยิ่ง ข้าพเจ้าเกรงว่าก่อนได้ใช้เสื้อสัตตโลหะ พวกเราจะจบชีวิตลงเสียก่อน!”
“เหตุใดพี่ท่านพูดจาเป็นอัปมงคล ประเดี๋ยวจะกัดลิ้นตนเองเข้า ในหลายวันมานี้พวกเราตกจากที่สูงถึงสองครั้งสองคราชะรอยชาติที่แล้วต้องได้ประกอบกรรมใดไว้แน่แท้...ดูนั่น!”
บ้อจี๊คิดใคร่หัวเราะแต่ก็ส่งเสียงมิออก เมื่อเบื้องหน้าวิหคสัตตโลหะเป็นอาคารยอดแหลมขนาดใหญ่จนบดบังมุมมองจากภายในยานจนหมดสิ้น
กิมท้งร้องบอกบ้อจี๊
“เปิดหน้าต่าง!”

บ้อจี๊ไม่รอช้ามือหนึ่งผลักมือไปเบื้องหน้า อีกมือคว้าคอเสื้อทาสระวังภัย กิมท้งผละจากแผงควบคุมกระโดดตามทั้งสองเข้าสู่บานหน้าต่าง

เสียงระเบิดสะเทือนเลือนลั่น เศษอิฐหินและโลหะกระจายเต็มท้องฟ้า มารเลียดพสุธาเอามือป้องหูฟังพลางแยกเขี้ยวหัวร่อ มันหาทราบไม่ว่ากลางท้องฟ้ามีหน้าต่างบานหนึ่งกำลังเปิดขึ้น ชายสามคนหลุดร่วงลงมาจากหน้าต่าง
บ้อจี๊มือหนึ่งโอบเอวทาสระวังภัยที่หมดสติ ปากก็ร่ำร้องตะโกนถามกิมท้ง
“จะทำอย่างไรต่อไป พวกเราอยู่ไม่สูงนักอีกไม่ถึงอึดใจต้องกระแทกกับพสุธาแล้ว!”

กิมท้งครุ่นคิดอย่างรวดเร็วในใจ
“หากเราสามารถเปลี่ยนสสารมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนพาหนะได้ พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นต้องมีอยู่ปริมาณหนึ่ง เพียงแต่เราไม่เคยได้ออกแบบร่างรูปลักษณ์ของพาหนะไว้หากให้ก่อร่างตอนนี้ก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะทำสำเร็จ...วิหคสัตตโลหะก็ถูกทำลายไปแล้ว แร่ธาตุในอากาศแม้พอมีแต่คงไม่พอเพียงจะสร้างพาหนะ
...ไม่ถูกต้อง...หากสสารสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานในทางกลับกันพลังงานก็สามารถกลายเป็นสสารได้เช่นเดียวกัน บนท้องฟ้านี้มีพลังงานที่เรามองไม่เห็นไหลเวียนอยู่มากมาย!”

คิดได้ดังนั้นกิมท้งกู่ร้องสุดเสียง วิหคผลึกโปร่งใสสีน้ำเงินอ่อนขนาดเล็กก่อร่างขึ้นรอบกายของกิมท้ง ปากของวิหคอ้าออก บ้อจี๊เมื่อแลเห็นสิ่งที่คล้ายกระบอกปืนไฟขนาดใหญ่ที่ปากของวิหคก็แลซ้ายขวารีบบังคับทิศทางพุ่งกายออกห่าง มือข้างที่ว่างผลักบานหน้าต่างไว้คอยท่า มารเลียดพสุธาถึงกับตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็น

ที่ปากกระบอกปืนมีแสงสว่างจ้าดุจดวงสุริยัน กิมท้งกระอักโลหิตออกมาทางปากและจมูก ส่งเสียงตะโกน
“ยิงงงงง!”
ลำแสงพวยพุ่งออกจากปากวิหค บ้อจี๊ทนความร้อนและแสงเจิดจ้าไม่ไหวแม้คิดเข้าไปช่วยเหลือกิมท้งก็มิสามารถทำได้มันจึงกัดริมฝีปากจนโลหิตหลั่งไหล ตัดใจเบือนหน้าพาทาสระวังภัยผลุบเข้าหน้าต่างไป
.............................................................................................

เมื่อฝุ่นผงในอากาศบางตาลง ตำแหน่งที่มารเลียดพสุธาเคยยืนอยู่กลับกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ลึกราวสิบวา
บ้อจี๊ชะโงกมองก็เห็นที่ก้นหลุมมีเศษซากรองเท้าตลบฟ้าโผล่บางส่วนขึ้นมา ส่วนร่างของมารเลียดพสุธาคงสูญสลายไปสิ้น คาดว่ามันคิดทำให้ตัวเองร่วงหล่นลงไปอีกซีกโลกหนึ่งแต่ก็ยังไม่รวดเร็วพอที่จะหนีพ้นจากกระสุนลำแสงอันรุนแรง

บ้อจี๊เร่งสำรวจทั่วบริเวณเพื่อตามหากิมท้ง มันต้องแตกตื่นเมื่อพบร่างของกิมท้งกึ่งถูกฝังอยู่ที่พื้นดินตรงหน้า มันตรงรี่เข้าไปขุดคุ้ยร่างกิมท้งขึ้นมาก็พบว่าลมหายใจอ่อนแรงยิ่ง
บ้อจี๊ล้วงโอสถออกมาจากลิ้นชักเพื่อปฐมพยาบาลด้วยความห่วงใยในตัวสหาย เวลาผ่านไปเนิ่นนานกิมท้งฟื้นคืนสติร้องเรียกหาน้ำดื่ม บ้อจี๊และทาสระวังภัยเข้ามารุมล้อม ทาสระวังภัยกล่าวชื่นชม

“เด็กน้อยช่างมีศาสตราที่มีอานุภาพรุนแรง ตอนนี้มีอาการเป็นอย่างไรบ้าง”
บ้อจี๊ประคองกิมท้งขึ้นดื่มน้ำ กิมท้งกล่าวอย่างอ่อนแรง
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าทดลองใช้ อานุภาพมันรุนแรงยิ่งอย่างที่ผู้อาวุโสกล่าว ยังดีที่มีเสื้อสัตตโลหะคุ้มกายไว้ มิเช่นนั้นแล้วร่างข้าพเจ้าอาจต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้นชิ้น กระนั้นก็ยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว”

“เอาเถิด ศาสตราที่กัดกร่อนชีวิตผู้ถือเช่นนี้ก็อย่าได้ใช้ให้พร่ำเพรื่อ ท่านจะลอกเลียนเช่นอักนั้งหรืออย่างไร”บ้อจี๊กล่าวอย่างไม่สบายใจ
“ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเมื่อได้ฟังเรื่องลูกเกาทัณฑ์ของอักนั้งเฮียจึงเกิดความคิดนี้ขึ้น เพียงแต่ไม่ได้มีโอกาสทดสอบประสิทธิภาพก่อน พี่ท่านโปรดวางใจ หากข้าพเจ้าได้ร่างแบบพาหนะนี้ขึ้นก็อาจควบคุมความรุนแรงของกระสุนได้”
กิมท้งเมื่อกล่าวเช่นนั้น บ้อจี๊จึงวางใจแย้มยิ้มออกมาแล้วกล่าวต่อกิมท้ง

“ท่านพักผ่อนฟื้นฟูเรี่ยวแรงก่อนเถิด”
ทาสระวังภัยพลันสอดแทรก
“พวกเราอาจจะไม่มีเวลาจะทำเช่นนั้น เด็กน้อยทั้งสองลืมเลือนเรื่องที่เรากล่าวบนหอดาวตกเสียสิ้น”
บ้อจี๊งวยงงสักครู่จึงกล่าวอย่างแคลงใจ
“มิผิด ท่านบอกว่าให้ช่วยคนลงมาจากคุกนภา คนผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดจึงถูกปังจู้ท่านคุมขังไว้”

“ไคซิมจื้อมิต้องหวั่นใจไป ผู้ถูกคุมขังมิใช่โจรร้ายอันใด เราคาดว่าสิบแปดปีที่แล้วพวกท่านย่อมต้องทราบเรื่องศึกทะลวงประกาศิตหมู่ตึกสนธยา!”
กิมท้งและบ้อจี๊ร้องอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้นผู้ที่อยู่ในคุกนภาคือ...”
ทาสระวังภัยพยักหน้ากล่าวอย่างเคร่งเครียด

“ผู้ถูกพันธนาการนั้นย่อมเป็น จับเมี่ยเงียวอ้วง (จ้าววิฬาร์สิบชีวิต)!”
ทั้งสองเมื่อได้ฟังก็โห่ร้องดีใจ กิมท้งพยุงกายลุกขึ้น
“ท่านทั้งสองอย่าได้รีรอ ไปเถิดพวกเราเร่งไปช่วยเหลือจับเมี่ยไต้เฮียบ (ผู้กล้าสิบชีวิต)”
กิมท้งยินดียิ่งที่จะมีโอกาสได้ช่วยเหลือบิดาของสหาย อีกทั้งการได้พบผู้กล้าคุณธรรมที่อาจหาญชื่อเสียงลือเลื่องนั้นเป็นยอดปรารถนาของชาวยุทธรุ่นเยาว์เช่นมัน บ้อจี๊โห่ร้องเห็นด้วย มันก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน

“เด็กน้อยทั้งสองรีบร้อนยินดีเกินไป การขึ้นไปยังคุกนภาไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่หากมีเสื้อสัตตโลหะก็มิอาจกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้”
“ช่วยคนเร่งร้อนดุจดับไฟ ผู้อาวุโสโปรดชี้แนะวิธี”
“ตอนที่หอดาวตกจมลงสู่ใต้ดินเราก็เกรงว่าคุกนภาจะร่วงหล่นลงมา จนบัดนี้ยังมิมีเหตุกาณ์ใด แสดงว่าตำแหน่งที่หอดาวตกจมลงไปยังอยู่ในแกนเดียวกับคุกนภา เด็กน้อยพาพวกเราบินขึ้นไปอีกครั้งได้หรือไม่”

“นั่นย่อมได้ บัดนี้พวกเราไปกัน”กิมท้งกล่าวอย่างยินดี
“ไฮ้ เราเร่งรีบก็จริง แต่หยุดฟังวิธีการก่อน ท่านนำพวกเราขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ แต่จะเข้าสู่คุกนภาอย่างไร หากเข้าไปในอาณาเขตคุกนภาวิหคสัตตโลหะของท่านก็จะถูกผนึกอานุภาพใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นพวกเรามิร่วงหล่นลงมาอีกหรือ”ทาสระวังภัยกล่าว บ้อจี๊เห็นจริงดังคำกล่าวจึงไต่ถาม
“เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไร”

“สิ่งของใดใช้การอยู่ทุกวันก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพ ดังนั้นผู้สร้างหอดาวตกจึงได้ใส่กลไกเพื่อหยุดอานุภาพบางส่วนของหอดาวตก ณ เวลานั้นเองที่คุกนภายังลอยอยู่กลางท้องฟ้าแต่ศาสตราอื่นสามารถสำแดงอานุภาพได้ภายในแกนของหอ”
“เมื่อใดเล่าผู้อาวุโส”กิมท้งร้อนใจ
“เด็กน้อยพักผ่อนให้หายดีก่อน อีกสิบวันพวกเราขึ้นสู่คุกนภากัน”

“ดียิ่งนัก ข้าพเจ้าพักผ่อนสักสามวัน อีกเจ็ดวันข้าพเจ้ายังพอจะมีเวลาไปพาเซียวเงียวเฮียมาพบจับเมี่ยไต้เฮียบผู้เป็นบิดา!”
“ว่ากระไร เงียวอ้วงมีทายาทสืบสกุล เช่นนั้นประเสริฐยิ่ง!”ทาสระวังภัยพลอยยินดีไปด้วย
“ประเสริฐยิ่ง!”บ้อจี๊และกิมท้งก็โห่ร้องอย่างยินดีในแผนการ
.............................................................................................

เซียวเงียวนั้นเล่ากำลังเผชิญกับศาสตราอาถรรพ์อันใด
หากมันได้ทราบเรื่องราวนี้จะมีความตื่นเต้นยินดีเพียงใด
...แต่จงโปรดระวัง เนื่องด้วยมีผู้คนเคยกล่าวไว้

“ชีวิตคนเรานี้มีเรื่องสุขสมหวังเพียงสามสี่ส่วนเท่านั้น”
และมันก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา...

(จบตอน หอดาวตก โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 30 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com