Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> Vanishees เมื่อโลกถึงการรื้อถอน

เรื่อง : Vanishees

เมื่อโลกถึงการรื้อถอน

“มันคือวังวนของความหายนะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด สุดท้ายมันก็กลับมา ณ จุดเริ่มต้น มันคือปฏิทินแห่งกาลเวลา มันคือปฏิทินแห่งจักรวาล และมันคือปฏิทินแห่งการรื้อถอน”

มนุษย์ตระหนักแล้วหรือว่า เราคือสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาที่สุดในจักรวาล ผมคิดว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้น่าจะมีคำตอบให้คุณ มันคือเรื่องราวสั้นๆ ที่บางคนอาจมองไม่เห็นเพราะความไม่ยาวของมัน หรือมันคงอัตรธานหายไปเหมือนชื่อของมันเอง “Vanishees”

ผมไม่ได้อ่านมันมาหลายเดือนจำแทบไม่ได้ว่าเอาซุกมาด้วยที่เชียงใหม่ แปลกใจเหมือนกันว่าทำไม เพราะก่อนจะมาเชียงใหม่มีความคิดว่าจะเอาของมาให้น้อยที่สุด แต่มันมันก็ติดตามมากับหนังสือเล่มอื่นๆเหมือนเคย ทิ้งไม่ลง

เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์น้อยนิด “Vanishees” บางคนอาจมองว่าเป็นนิทานของเด็กด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อคุณนำเอาตัวอักษรทั้งหมดของเรื่องนี้มาจัดรูปหน้า ตามกระดาษ A4 คุณจะเห็นได้ถึงความจุปริมาณ 2 หน้ากระดาษพอดิบพอดี น้อยมากสำหรับหนังสือที่คนบางกลุ่มบอกว่าดี ผมไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงอ่านหนังสือเล่มโตๆ อย่าง Harry Potter หรือ The Da Vinci Codeผมไม่เคยอ่านบอกกันซื่อๆ เพราะผมไม่สามารถทนทุกข์ทรมานกับการนั่งจมปลักกับ พ่อมดอวดเก่ง หรือกับคนบ้าที่ตามหาเชื้อสายพระเจ้าได้

Vanishees เริ่มต้นเรื่องด้วยการเล่าถึงอนาคตที่ไม่ไกลเท่าไหร่ของเรา ผู้เขียนใช้คำว่า ”…not-too-distant future,” เป็นการย้ำเตือนบางสิ่งต่อผู้อ่านว่าอนาคตกำลังใกล้เข้ามา ที่ผู้คนต่างอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอยไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนา หรือเชื้อชาติไดก็ตาม ไม่มีใครทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สังเกตได้เพียงอย่างเดียวว่าคนที่หายไปเหล่านั้นเป็นเหล่าดารารูปร่างหน้าตาดี คนฉลาดเช่น คนที่เคยได้รับรางวัล Noble หรือ นักบินอวกาศ

แต่มันก็เหมือนกับปฏิทินแห่งกาลเวลาของการเริ่มต้นใหม่เมื่อหลายเดือนหลังจากนั้น โลกก็กลับเข้าสู่กระแสการดำเนินชีวิตตามแบบสังคม ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มเติบโต โรงงานเริ่มใช้งานต่อได้ หนังสือพิมพ์เริ่มออกตีพิมพ์ ทีวีเริ่มออกอากาส และผลผลิตของชีวิตเริ่มงอกเงยอีกครั้ง

เมื่อการเริ่มต้นได้เดินผ่านห้วงของกาลเวลามาจนถึงจุดหนึ่ง หลายปีต่อมาการหายตัวไปของผู้คนกลับมาเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้มันเป็นการสุ่มเลือก 1% จากคนทั้งหมดบนโลก เทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น ระเบิดนิวเคลียร์ โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือ เครื่องบิน ก็ปิดตัวเอง ไม่สามารถใช้การได้ ไม่มีใครทราบถึงจุดมุ่งหมายว่าการกระทำนั้นเป็นของใครหรือเพราะอะไร

ต่อมาเมื่อการอันตรธานของผู้คนเริ่มไร้ขีดจำกัด มนุษย์บนโลกหลงเหลืออยู่เพียง 5% เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็น วิศวกร และ แรงงาน

การมาปรากฎตัวของมนุษย์ต่างดาวส่งสัญญาณบอกว่าการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกำลังมาถึง เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะดั้งเดิมที่ธรรมชาติควรเป็น น้ำเสีย ขยะ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น แต่มนุษย์ต่างดาวก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไปเพื่ออะไร

หลายพันปีผ่านไป โลกกลับสู่สภาพที่ธรรมชาติควรเป็น ประเทศจีนหันมาใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือจะเป็นนิวยอร์ก ที่เต็มไปด้วยป่าไม้นานาพันธ์

แต่ปัญหาขยะนิวเคลียร์ก็สร้างความลำบากให้กับโลกมากที่สุด แต่ด้วยความช่วยเหลือของ เอเลี่ยนที่ได้นำเอาขยะเหล่านั้นใส่ในยานอวกาศแล้วนำเอาไปทำลายนอกโลกด้วยการนำเอาไปทิ้งที่ดวงอาทิตย์บ้าง และการกำจัดด้วยเทคโนโลยีพิเศษที่คิดค้นมา ทุกอย่างบนโลกกลับเข้าสู่สภาพปกติอย่างสมบูรณ์แบบ

แปลกที่มนุษย์ไม่เคยหยุดทำลาย ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงด้วยดีแต่ทว่า การกลับมาของ 1% ของมนุษย์ที่อันตรธานไปในครั้งแรกได้กลับมา พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยเรียนรู้ ยังทำตามอำเถอใจเหมือนแต่ก่อน ราวกับว่าปฏิทินของพวกเขาเรียนรู้ที่จะทำสองสิ่ง คือ การกิน และ การทำลาย

Vanishees โดย Douglas Coupland ศิลปินชาว Canada ที่ผลิตผลงงานในออกมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น นวนิยาย สารคดี เรื่องสั้น บทละครเวที หรือ งานทางด้าน graphic design ผลงานส่วนใหญ่ของ Coupland จะเน้นในแนวประชดประชันสังคมสมัยใหม่ (ironic) ที่มนุษย์กำลังดำเนินชีวิตอยู่ในห้วงแห่งวัฒนธรรมป๊อบและวัตถุนิยม (Mass Culture) ผลงงานที่โดดเด่นของ Coupland ที่ผ่านมาเช่น Generation X: Tales for an Accelerrated Culture (1991), Life After God (1994), Microserfs (1995), และ JPod (2006)

ผมจำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ปี 2 ในคาบ วรรณกรรม2 (LiteratureII) อาจารย์ Matthew อาจารย์ของพวกเราหยิบมาใส่ไว้ในบทสุดท้ายของเทอม มันเป็นเรื่องที่ต้องเรียนหรือไม่ก็ได้ ไม่สำคัญอะไรมากมาย ไม่มีคะแนนเก็บ ไม่มีสอบ อาจารย์บอกกับพวกเราว่าเอามาให้อ่านเฉยๆ โดยไม่ได้อธิบายว่าเพราะเหตุผลอะไร อนุมานไปอาจารย์ก็เหมือนกับเอเลี่ยนในเรื่องที่ไม่เคยบอกว่าการมาของพวกเขามีเหตุผลอะไร การอ่านครั้งแรกกินเวลาไปเพียงครึ่งชั่วโมงเพราะคำศัพท์บางคำยากที่จะเข้าใจ เหมือนแต่งขึ้นมาเอง การเรียบเรียงประโยคก็ดูยุ่งๆ ภาพประกอบก็ดูเลอะเทอะ ราวกับว่ามีเด็กบางคนนำสีเทียนไปเขียดเขียนลงบนภาพ แล้วอาจารย์ก็นำมาถ่ายเป็นเอกสารให้เราได้อ่าน

ผมไม่ได้ซื้อหนังสือที่เป็นลิขสิทธิ์ เลยไม่ทราบว่า Vanishees ได้ผลิตออกมาเป็นหนังสือจริงๆหรือไม่เพราะผมลองเข้า Internet พบว่า Vanishees เปิดให้อ่านกันอย่างพอใจในเวบไซต์ของ Coupland http://www.coupland.dk/2004/01/vanishees-by-douglas-coupland-from.php เพียงแต่ว่าไม่มีภาพประกอบเท่านั้น ผมเลยไม่ทราบว่าที่อาจารย์ให้พวกเราอ่านนั้นมันเป็นหนังสือประเภทไหน บางทีอาจเป็นเพียงนิทานกล่อมเด็กก่อนนอนของเด็ก Canada ก็เป็นได้

Vanishees เรื่องราวเล็กๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการผสมผสานกับการเล่าเรื่องแนวประชดประชันสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างหันมาบริโภคกันมากกว่าที่จะมีเวลาดูแลซึ่งกันและกัน ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

Vanishees มองถึงอนาคตที่กำลังใกล้เข้ามา มันอาจไม่ใช้เรื่องราวที่น่าสนใจอะไรมากมาย มันเป็นเพียงเรื่องราวการบรรยายด้วยถ้อยคำทั้งหมดเพียง 1,122 คำเมื่อเทียบกับหนังสือ Best Seller หลายๆเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter, Lord of the Ring, หรือ The Da Vinci Codeก็ตามอาจนับได้ว่าหนังสือเหล่านี้อาจมีความจุมากเป็นหลายๆเท่าเลยด้วยซ้ำไป

แต่ประโยขน์ของหนังสือจริงๆแล้วอยู่ตรงไหน ผมมองว่า Vanishees ไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นแบบเด็กๆ หรือ เรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ใดๆ แต่ Vanishees เป็นเรื่องราวที่สะท้อนความเป็นจริงของมนุษย์ที่กระทำต่อธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงการบริโภค ที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนทรัพยากรบนโลกไม่มีเหลือจะให้แล้ว

Vanishees ไม่ได้โดดเด่นทางด้านงานเขียนแต่อย่างไร มันดูราวกับเป็นนิทานกล่อมเด็กนอนซะมากกว่า แต่ทราบมั้ยว่าเมื่อไดที่คุณหยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดอ่าน คุณจะตระหนักเลยว่า Coupland จงใจบอกกับเรา เขาประชดประชันพวกเรา เขาประชดตัวเขาเอง และ เขากำลังย้ำเตือนมนุษย์ทุกคนว่า “not-too-distnace future” อนาคตอันไม่ไกลนี้ กำลังจะเกิดการรื้อถอนครั้งยิ่งใหญ่

มากไปกว่านั้นผมมองว่า Vanishees ไม่เคยล้าสมัยตราบใดที่มนุษย์ยังคงไม่หยุดที่จะบริโภคและหันมาสร้างสิ่งทดแทน มนุษย์เราคงลืมคำถามนี้ไปแล้วว่า ว่า เราคือสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาที่สุดในจักรวาลแล้วหรือ ความหมายของผมกำลังจะบอกว่า เมื่อมนุษย์มั่นใจแล้วว่าตนเป็นสิ่งที่ทรงปัญญาที่สุดแต่ไฉนเลยเรากลับ โง่เขลาพอที่จะทำลายบ้านที่เราอยู่นั้นได้ พวกเราสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกปกคลุมโลก หรือ การขุดเจาะน้ำมันอย่างบ้าคลั่ง ไร้ขีดจำกัด คำถามคือเมื่อไหร่เราจะหยุดกระทำต่อธรรมชาติเช่นนี้ มันอาจคงไม่มีวันตามที่ Coupland ได้มองไว้ผ่าน Vanishees เพราะมนุษย์ไม่เคยตระหนักถึงการกระทำของตนเอง มนุษย์รอแต่เพียงว่า วันใดพระเจ้าจะมาช่วยเหลือเรา มนุษย์ยังคงรอ พระเจ้าของตน รอ รอ รอ จนถึงวินาทีสุดท้าย และรอจนหมดลมหายใจ

นิทเช่เคยกล่าวประโยคหนึ่งว่า ‘พระเจ้าตายแล้ว’ ตายจริงๆและอาจไม่หวนกลับมา มันม่ใช่เป็นเพราะพระเจ้าไม่มีตัวตน แต่ว่ามนุษย์ฆ่าพระเจ้าไปนานแล้ว

ปฏิทินบอกเวลาผ่าน วัน เดือน และปี แต่จะไม่ใครสักกี่คนร่วงรู้ว่าปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้กำลังนับถอยหลังตัวมันเองอยู่เพื่อรอการรื้อถอนครั้งใหญ่ที่กำลังมาถึงในเร็ววัน


โดย : พี่มณู
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 17 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 0 : 35 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com