Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> (แฟน)เพื่อนที่รัก

เรื่อง :

(แฟน)เพื่อนที่รัก

บทที่ 1

ยินดีต้อนรับสู่โลกของผม

.......โลกของคุณมีเรื่องราวอะไรบ้างครับที่อยากแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ ส่วนในโลกของผม มีคนสำคัญและเรื่องราวมากมาย อยากให้คุณได้รู้จักเธอครับ ไม่รู้หมือนกันว่าระหว่างผมกับเธอเราสองคนอยู่ในฐานะอะไร
สวัสดีครับ พีม คือชื่อของผม ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปครับ รวมไปถึงวีดีโอด้วย ผมจะแอบเอากล้อง
วีดิโอ ติดตัวไปด้วยเสมอ เพราะคิดว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและมันก็ไม่ทำ
ให้ผมเสียใจครับ เพราะวันนึงขณะที่ผมแอบพกกล้องเข้าไป ในโรงเรียนผมก็เอามันขึ้นมาถ่ายบรรยากาศ
ภายในโรงเรียนเรื่อยเปื่อย แล้วผมก็ได้เจอเธอครับ เธอมากลายเป็นเพื่อนสนิทผมในภายหลัง เธอดู
ไม่โดดเด่นอะไร และผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะรัย ในตอนนั้น เราอยู่คนละห้องกันครับแต่เรียนอยู่ชั้นเดียวกัน
ตอนนั้นผมอยู่ ม.3 ห้องเรียนเรามี 11 ห้องครับแน่นอนว่าผมไม่มีทางจำเพื่อนร่วมชั้นได้ทั้งหมดทุกห้อง
จนขึ้นม.4 เราได้อยู่ห้องเดียวกันครับ ตอนนั้นเธอก็กลับเป็นคนน่าสนใจในสายตาผม ทำไมน่ะเหรอครับ
ก็พวกนักเรียนหญิงที่โรงเรียนผมน่ะสิครับ ส่วนใหญ่ติดนิสัยคุณหนูครับ ขยายความนิสัย คุณหนูนะครับ
1. รังเกียจที่จะให้ความร่วมมือในการทำความสะอาดห้องเรียน (ที่โรงเรียนผมจะมีการจัดเวรทำความสะอาด
ห้องเรียนทุกเช้า- เย็นครับเพราะเรามีห้องเรียนประจำ) โดยเฉพาะการถูพื้นห้อง
2. วางท่าเหมือนกับเจ้าหญิง แต่ผมดูแล้วคล้ายนางพญามากกว่า
3. ชอบอวดตัวว่าทำงานหนักไม่ได้ ทำงานบ้านไม่เป็น มีคนทำให้ตลอด ซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะน่าภูมิใจตรงไหน
4. เชิ่ด หยิ่ง อย่างแรงโดยเฉพาะกับผู้ชายที่มาแอบชอบ (ถ้าไม่ชอบเค้าก็ทำเป็นไม่สนใจไปสิครับ)
อันนี้คือที่ผมรู้สึกได้ ว่าเพื่อนเจ้าหญิงของผมเกือบทุกคนเป็นกันจะมีข้อย่อยบ้างประปราย ที่บางคนทำให้มันโดดเด่น ขึ้นมากกว่าปกติ เช่น แกล้งทำเป็นอาโนเนะ พูดถึงแต่เรื่องธุรกิจร้อยล้าน ของท่านพ่อ คุณหญิงแม่ เอ่อ แต่ไม่
ได้เป็นทุกคนนะครับ แค่บางคน ซึ่งเธอคนนี้จะดูเงียบๆ ครับผิดกับยัยพวกนกกระจอกแตกรังในกลุ่มเธอ ขอเล่าถึง
เพื่อนกลุ่มเธอนิดนึงนะครับ ซึ่งต่อมาเราก็กลายเป็นกลุ่มเดียวกันแหละครับ เพื่อนซี้ของเธอครับเป็นสาวหน้าหมวย พิมพ์นิยม(แต่ผมไม่นิยิมนะครับ แบบว่าไม่ชอบตามแฟชั่น) ตัวเธอค่อนข้างสูงครับ ประมาณ 165 cm.ได้มั้งครับ และก็ออกจะผอมมากด้วย แต่ทุกคนลงมติว่านี่คือหุ่นนางแบบครับ ไม่รู้เธอจะสูงมากกว่านี้อีกรึเปล่า
อ่อ เธอชื่อมิ้นต์ครับออกจะซ่าๆ จะว่าไปแล้วยัยนี่ก็ออกจะฉีกแนวคุณหนูอยู่บ้าง คือ พยายามจะไม่เป็นคุณหนู
อาจจะประชดคนที่บ้าน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่รู้ผิวเผินว่า เธอไม่ค่อยจะกินเส้นกะครอบครัวตัวเองน่ะครับแต่
อย่างที่เค้าว่า เพชรอยู่ที่ไหนก็คือเพชร แม้เธอจะพยายามถีบตัวเองให้ห่างไกลจากการเป็นเจ้าหญิง แต่เธอถูกเลี้ยง
มาแบบนั้นครับ ผมเลยยังมองเห็นด้านนั้นของเธออยู่ แล้วก็มียัยปาท่องโก๋ อีกคู่นึง ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มครับ สองคนนี้ เรียกว่าเป็นดัง 4 ข้อที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นของกฎที่ว่าด้วยการเป็นคุณหนู พิกกี้ กับ ผักกาดครับ ผมเลยแอบ
เรียกยัยสองคนนี้ว่า “จับฉ่าย” ก็หมู กับ ผัก มันทำให้นึกถึงจับฉ่ายมากกว่าอย่างอื่นนี่นา ตอนแรกก็รู้กันแค่ผมกับเพื่อนอีกคนเท่านั้นแหละครับ ต่อมา ความลับก็ไม่มีในโลก ตอนนี้ทุกคนในห้องเรียกสองคนนี้ว่าจับฉ่ายกันหมด
เรื่องเกี่ยวกับ “จับฉ่าย” ผมไม่ค่อยรู้มากครับแต่สองคนนี้ชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน อธิเช่น เข้าห้องน้ำ หรือเดิน
ไปไหนมาไหนในโรงเรียนแม้จะเดินเป็นกลุ่มแต่สองคนนี้ก็จะ เดินคู่กันตลอด เพิ่งมารู้ทีหลังว่า สองคนนี้เค้าเรียน
ด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลครับ คนต่อมา ชื่อไอ้แบงค์ไอ้นี่แหละมันเป็นเพื่อนผมเอง เราอยู่ห้องเดียวกันตอนม.ต้นแล้วมันก็รู้จักกับยัยจับฉ่ายเลยทำให้กลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันไป คนสุดท้าย เธอชื่อ น้ำผึ้งครับ ตอนแรกก็หมั่นไส้อยู่เหมือนกัน ดูเธอนิ่งๆ เลยคิดว่าเธอหยิ่งครับคงไม่อยากจะสามาคมกับพวกผม แต่พอเราได้รู้จักกันมากขึ้นถึงรู้ว่าเธอเป็นคนมีสองบุคลิกครับ กับคนที่ไม่รู้จักหรือรู้จักแค่ผิวเผิน เธอจะไม่กล้าพูดด้วยคือดูเรียบร้อยไปเลย ส่วนกับเพื่อนที่สนิทกัน ผมว่าเธอบ้าได้ใจเลยทีเดียว วีรกรรมแรกที่ทำให้ผมมองเธอเปลี่ยนไป
...วันนั้นเพื่อนในกลุ่มทั้งหมดหกคนนัดกันไปกินฟุพเพ่ติ่มซำที่โรงแรม แล้วผมต้องไปรับเธอที่บ้าน (ผมลืมบอกไปว่าเธอเป็นคนที่ชอบหลงทางไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้น่ะครับ) เพราะผมเป็นคนที่ลำบากน้อยที่สุดแล้วที่จะมารับเธอ วันนั้นแดดแรงเป็นพิเศษครับเป็นปิดเทอมแรกของชั้นมัธยมปลายของพวกเรา เราจึงนัดสังสรรค์กันเฉพาะในกลุ่ม ผมนัดกับเธอตอน11 โมงครับน่าจะใช้เวลาจากบ้านเธอประมาณ 1 ชม.ในการเดินทางไปจุดนัดหมาย ผมไม่ลืมจะเผื่อเวลาไว้จึงไปถึงก่อนเวลานัดครึ่งชม.ได้ นั่งสักพักผมก็ลองโทรเข้าบ้านเธอดู อยากรู้ว่าตอนนี้เธอทำอะไรอยู่ จะได้กะเวลาถูก
น้ำผึ้ง : ฮัลโหล
ผม : “ฮัลโหล น้ำผึ้งเหรอ ตื่นรึยังอ่ะ” (ถามไปได้ เค้าก็พูดอยู่จะหลับได้ไงฟ่ะ)
น้ำผึ้ง : “อ่อ แล้วๆ” (เธอคงหมายถึงตื่นแล้ว แต่ชอบพูดจาแปลกๆ ตามนิสัยเธอล่ะครับ)อยู่ไหนแล้วอ่ะ
เงียบไปเกือบ 1 วินาทีเพราะไม่อยากจะบอกว่านั่งอยู่ป้ายรถเมลล์หน้าปากซอยแล้วเพราะมันยังไม่ถึงเวลานัดเลย
ผม : “ใกล้แล้วอะ แล้วทำไรอยู่ตอนนี้”
น้ำผึ้ง : “กำลังแต่งตัวอยู่ ถ้ามาถึงก่อนก็ไปเดินเล่นตากแอร์ที่โรงแรม....(เป็นชื่อโรแรมแถวบ้านเธอครับ) มีร้านขายของเพียบ ร้านเกมส์ ร้านการ์ตูนเต็มเลย” (ทางโรงแรมเค้าจัดบูธเป็นห้อง ๆ ให้ร้านค้ามาเช่าน่ะครับมีทั้ง ร้านอาหาร ขายเสื้อผ้า ร้านเกมส์ ขายจิวเวอร์รี่ยัมีเลย ขายของที่ระลึกก็มี ยังมีบูธขายขนมของทางโรงแรมด้วยนะ)
ผม : “เอ้อ เสร็จแล้วเพจมาบอกละกัน” (ตอนนั้นมือถือยังแพงมากครับเด็กนักเรียนอย่างเราไม่มีปัญญาซื้อก็ใช้เพจกันไปก่อน)
หลังจากนั้นผมเดินเล่นอยู่พักใหญ่เลยครับ จน 11 โมงกว่าแล้วเธอก็ยังไม่เพจมา เลยต้องโทรไปตามอีกรอบ
เสียงใสไม่มีวี่แววสำนึกผิดมาเลยนะยัยนี่ เอ่อ ตอนนั้นคิดอย่างนี้จริง ๆ ครับเพราะผมเดินวนอยู่แถวร้านค้าทุกร้านจนเค้าจะคิดว่าผมมาดูลาดเลาจะปล้นอยู่แล้ว
น้ำผึ้ง : “เห้ย พีมโทษทีนะ ถึงนานยัง กำลังจะออกไปแล้ว”
ผม : “เดี๋ยวรอหน้าป้ายรถเมลล์แล้วกัน”
ไม่นานเธอก็วิ่งหน้าตื่นมา หน้ายังระรื่นไม่มีสลดครับ ตอนนั้นยังไม่สนิทเท่าไหร่ผมก็ยิ้มกลับไปแนวว่า ไม่เป็นไรจริงๆ ชั้นรอเธอได้เสมอ...หึหึ เธอขอโทษขอโพยแล้วถามหน้าซื่อตาใส ว่าจะไปกันยังไง อ้าว เค้าให้มารับอย่างเดียว ก็นึกว่าเธอจะพาไปถูก (คิดว่าแค่ไปไหนคนเดียวไม่ได้ไม่คิดว่าจะโคม่าขนาดจำทางไม่ได้ เหอๆ) หลังจากโทรถามเส้นทางจากเพื่อนสุดรักของเธอ ก็ยัยมิ้นต์นั่นละครับเราก็ขึ้นรถ ไปข้ามเรือ เพื่อขึ้นรถอีกที ไม่ได้โม้นะครับการเดินทางเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ แต่ให้ตายเหอะเรือก็รอคนให้ได้จำนวนเยอะๆ เธอบอกว่าช่วงเช้าเรือจะออกเร็วครับ เพราะคนเดินทางไปเรียนไปทำงานกันเยอะมากแต่ช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ เรือจะออกช้ามากกก เพราะจะไม่ค่อยมีคน เรือจึงรอลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนๆ มันก็เริ่มเพจจิกกันแล้วครับ ไม่เข้าใจทั้งที่มันก็อยู่ด้วยกันแต่ทำไมต้องผลัดกันเพจมาก็ไม่รู้ แต่สร้างความกดดันให้เธอมากเหมือนกันครับ ผมแอบสะใจก็อยากสายดีนักให้เรารอเป็นชั่วโมง ส่วนตัวผมไม่ผิดครับมาก่อนเวลาซะอีก ผ่านเรือมาได้ก็ต้องมายืนรอรถที่นานมากครับกว่าจะมาคันนึง แถวพอได้ขึ้นรถ ก็ไม่วายรถติดหนึบเป็นตังเมลล์ขยับได้ทีละนิดๆ จนเที่ยงกว่าจวนจะบ่ายแล้วเราก็ยังคงโดนข้อความจากเพจมากดดันครับ แล้วจู่ๆเธอก็บอกจะลงป้ายหน้าเปลี่ยนเป้าหมาย แล้วเราก็ลงกันครับเธอเดินดุ่มๆ ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วรีบยกหูขึ้น ผมยืนรออยู่ข้างนอกห่างพอสมควรไม่ได้ยินว่าโทรไปไหรแต่เดาได้ว่าเพจไปหาเจ้าพวกเพื่อนพวกนั้นแน่ๆ ไม่นานเธอก็เดินยิ้มๆ มาที่ผม “เปลี่ยนเป้าหมายกะทันหัน” ผมไม่ได้พูดอะไร แต่ทำหน้าสงสัยกลับไปเป็นเชิงถาม “เดี๋ยวพาไปกินอาหารฮ่องเต้” และแล้วไม่นานเราสองคน
ก็มายืนอยู่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยว ที่คนค่อนข้างเยอะเหมือนกันครับยืนเล็งหาที่เหมาะๆอยู่พักนึง เด็กเสริฟก็เดินเข้ามา “ กี่ที่ครับ” ผมชูสองนิ้วอัตโนมัติแต่ในใจก็คิดว่า มันจะถามทำไมวะ ก็ยืนหัวโด่อยู่สองคน แล้วเธอก็บอกว่าจะกินให้อร่อยต้องกินบะหมี่ สนใจจะฟังคำแนะนำของเธอรึเปล่า ผมได้แต่พยักหน้าระหว่างรออาหารมาเสริฟก็ไม่ลืมถามถึงเพื่อนๆพวกนั้น (อ่อ เธอมีนิสัยอย่างนึงครับที่ผมมารู้หลังจากที่เราสนิทกันว่านั่งรถปุ๊บเธอจหลับทันที นี่คงเป็นสาเหตุที่เธอจำทางไม่ได้นั่นเองและอาจจะเป็นสาเหตุของการที่ไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้คงกลัวจะนั่งเลยป้ายนั่นเอง หลังจากขึ้นรถเธอก็บอกป้ายที่จะลงแล้วบอกให้ผมปลุกก่อนถึง 1 ป้ายเผื่อเวลานั่งงัวเงียให้เธอด้วยระหว่างนั้นเราจึงไม่ได้คุยอะไรกันเลยจนมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยว) ผม :“แล้วพวกนั้นจะตามมาทีหลังเหรอ ”
น้ำผึ้ง : “อ๋อ พวกนั้นก็คงกินกันอยู่อาจจะกินไปจนอิ่มแล้วก็ได้นะชั้นเพจไปบอกแล้วว่ากินกันไปได้เลย ชั้นหิวแล้วจะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยไปหา” อืมตั้งใจจะมากินบุฟเฟ่โรงแรมครับ นอกจากจะปล่อยผมรอนานเป็นชม.แล้ว ในขณะที่คนอื่นตากแอร์กินอาหารเริ่ดหรูชมวิวกันอยู่ผมก็มานั่งหน้ามันร้อนเหงื่อแตกอยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนน นั่งเงียบอยู่ไม่นานก๋วยเตี๋ยวก็มาส่ง คนขายมืออาชีพมากครับแกทำเร็วจริงๆ เส้นบะหมี่พูนจานจนเกือบล้นถูกวางตรงหน้า “นี่ไงก๋วยเตี๋ยวจับกัง รู้จักรึเปล่า” จริงๆแล้วก็เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นครับ เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นเข้าปากสูดหวือเดียว ผมมองเส้นที่ดิ้นอย่างรวดเร็วเข้าปากเธออย่างคาดไม่ถึง ก่อนเธอจะยิ้มและบอกกับผมว่า “รู้มั้ยว่ากินก๋วยเตี๋ยวมันต้อง กินแบบนี้ถึงจะอร่อย” และพอผมกินก๋วยเตี๋ยวตามแบบที่เธอทำไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าแต่ความคิดผมตอนนั้นคือ ไอ้พวกบ้านั่นกำลังนั่งกินอาหารราแพงในโรงแรมหรู มันจะรู้รึเปล่านะว่ามีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆแบบนี้อยู่ด้วยแถมราคาถูกกว่าหลายเท่าเลย (อร่อยจริงๆ ครับแถวเยาวราชสร้างความประทับสำหรับการลิ้มรสครั้งแรก) และตอนนั้นผมก็ได้รู้ว่าเธอแตกต่างจากยัยพวกคุณหนูที่โรงเรียนยังไง เพราะผมมั่นใจเลยว่าพวกนั้นไม่มีทางเงยหน้าสูดเส้นก๋วยเตี๋ยว(หรือสปาเก๊ตตี้ก็ตาม) เข้าปากได้น่าดู อย่างเธอแน่นอนหลังจากนั้น เราก็ตามไปสมทบกับไอ้พวกนั้นที่สยามหลังจากนั้นเราก็ดูหนัง อะไรต่อมิอะไรกัน ผมไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่เพราะเหนื่อยมากครับวันนั้น แต่วันนั้นผมเพิ่งได้ทำความรู้จักเธอเป็นวันแรกจริงๆ


โดย : จอมยุทธไร้เงา
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 17 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 16 : 35 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com