Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ปิศาจพยากรณ์ (คำทำนายไม่มีวันตาย)

เรื่อง :

ปิศาจพยากรณ์

 (คำทำนายไม่มีวันตาย)

ชื่อภาษาไทย
ปิศาจพยากรณ์ (คำทำนายไม่มีวันตาย)

ชื่อภาษาอังกฤษ
Devil in Destiny Machines (Never Die)

(เริ่มเขียนเมื่อ 12 มกราคม 2550)
นามปากกา : Sub.P
แต่งโดย : Tel: 0-898-063-063
Email : bluesky_planet@hotmail.com

กล่าวโดยย่อ :
ดูดวงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็อยากรู้ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่น่าติดตาม เรื่องราวของมันคืออนาคตที่ยังมาไม่ถึงของคนเรา หากใครชอบดูดวงน่าจะได้อ่านเรื่องราวในหนังสือนี้ มันเป็นคำทำนายที่แม่นยำเหมือนมองเห็นทุกฉากในชีวิตข้างหน้า
การทำนายพยากรณ์มีหลายแบบ หลายวิธีการ โดยเฉพาะในหนังสือเล่มนี้มีทั้งการดูลายมือ ดูไพ่ยิบซี การเสี่ยงเซียมซี และ การทำนายดวงตามวันเกิด ซึ่งมันแม่นยำมากจนน่ากลัว เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่แค่การดูดวงได้แม่นยำเท่านั้นแต่มันเป็นการสาปแช่งหลอกลวงที่ต้องแลกกับเลือดเนื้อชีวิตและวิญญาณของคนที่เดินทางเข้ามาสู่กับดับของเครื่องทำนายดวงนี้
จะทำอย่างไรหากต้องสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ดโชคชะตาของตนเองจากคำทำนายที่เป็นจริงด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่น่าสะพรึงกลัว มันเป็นการพิสูจน์ความเป็นเพื่อนรักของสาวสวยนักศึกษาทั้งสี่คน ว่ามันจะสามารถยืนอยู่บนความเป็นเพื่อนแท้เช่นนั้นได้ต่อไปหรือไม่ ถ้าหากว่าพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์นั้นจะต้องแลกมาด้วยการหักหลังซึ่งกันระหว่างเพื่อนถึงจะได้มาซึ่งการล้างคำสาปแล้วจะได้เสพอยู่บนความสุขสมหวังตลอดไป.....อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเป็นคุณผู้อ่านจะทำอย่างไร

--------------------------------------------------------------

ร้านเสริมสวย...ใต้หอพักนักศึกษาแห่งหนึ่ง
“นี่แก!~ ร้อน ๆ แบบนี้ ฉันว่าเราไปเดินเล่นบนห้างกันดีกว่านะ” เหมียวอยู่ในเครื่องอบผม มันย่อมต้องร้อนเป็นธรรมดา
“เออ..ก็ดีนะ” “ว่าแต่จะไปห้างไหนดีละ” กิ๊บเห็นด้วยและขอความเห็นกลับไปที่เหมียวอีกครั้ง
“ไปห้างแถวนี้แหละ ขี้เกียจไปไหนไกล ๆ” “มันร้อนจะตาย..ย” เหมียวบ่นไปนึกไปว่าจะไปที่ไหนดีที่มันใกล้ ๆ
“อย่างนั้นเอาเป็นห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์ ดีมะ เค้าเพิ่งเปิดไม่นานนี้เอง” กิ๊บนึกขึ้นได้ว่ามีห้างอยู่ไม่ไกลซึ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานมานี้เอง
“เออ ก็ดีเหมือนกันฉันยังไม่เคยไปเดินเลย เห็นเค้าพูดกันมาว่าที่นั่นน่าเดินมากเลย” เหมียวรู้สึกอยากไปเดินมากด้วยอาการที่แสดงออกมาให้เห็น
“ถ้าอย่างนั้นเดี่ยวฉันโทรไปหานิดให้ชวนเจี๊ยบออกมาด้วยพร้อมกันเลยดีกว่านะ” กิ๊บอยากชวนเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันไปด้วย จึงได้ล้วงไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนตักของเธอออกมา แล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนอีกสองคน
“ฮัลโหล เออ..อ. เฮ้ย!~ นี่แกฉันจะไปเดินเล่นที่ห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์ กับกิ๊บมัน” “พวกแกจะไปด้วยหรือเปล่า ?” กิ๊บเอ่ยปากชวนไปหาที่อากาศเย็น ๆ เดินกินลมแอร์
“ไปสิ..กำลังเบื่อ ๆ อยู่พอดี แล้วจะไปเจอแกที่ไหนดีละ” เจี๊ยบรับสายอย่างดีใจและรู้สึกหายเบื่อในทันทีที่ได้ยินเสียงเพื่อนชวนไปเดินเที่ยวห้างด้วยกัน
”ฉันรอแกอยู่ที่ร้านเสริมสวยใต้ตึกหอพักเหมือนเดิมนั่นแหละนะ” “อ้อ อย่าลืมชวนนิดมาด้วยนะ” กิ๊บนัดหมายเป็นการเรียบร้อย
“อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันนะ” เจี๊ยบบอกเวลาประมาณให้กิ๊บไว้ได้รู้ว่าจะไปถึงเมื่อใด
“โอเค แล้วเจอกัน มาเร็ว ๆ ละ” กิ๊บพูดเป็นคำสุดท้ายก่อนกดตัดสายโทรศัพท์ไป
“พวกมันว่ายังไงบ้าง” เหมียวถามกิ๊บอย่างสนใจ
“ก็อีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงแหละ” กิ๊บบอกเวลาประมาณให้เหมียวได้รู้
ทั้งคู่จึงเริ่มหันมาสนทนากันถึงเรื่องของคนอื่น ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ตนเองกำลังศึกษาอยู่
“เออนี่กิ๊บ แกรู้หรือเปล่าว่า เจี๊ยบกับนิดมันพาแฟนไปดูหมอด้วยกันมา” เหมียวเริ่มเรื่องสนทนาถึงคนใกล้ตัว
“จริงเหรอ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” กิ๊บย้ำถามเรื่องเดิมที่เหมียวเพิ่งจะพูดจบไป
“ก็มันเพิ่งจะไปมาเมื่อวันสองวันนี้เองนะ” “เชื่อไหมว่า พอหมอดูทักว่าคู่ของนิดไม่ใช่เนื้อคู่กันทำเอามันคิดมากมาทะเลาะกันแถบจะเลิกกันจริง ๆ จนได้เลย” เหมียวเล่าเรื่องที่รู้มาจากเจ้าของเรื่องให้ฟัง
“อ้าว! แล้วอย่างนี้ไม่ไปดูจะดีกว่าไหมนี่..” กิ๊บเห็นว่าก่อนไปดูยังรักกันดีอยู่เลย
“มันก็อย่างนี้แหละ นิดมันเชื่อเรื่องดวงมากจนเกินไป” เหมียวคิดว่าเพื่อนเป็นอย่างนี้จริง ๆ
“แล้วเหมียวละ หมอดูเค้าว่ายังไง” กิ๊บอยากรู้เรื่องของเพื่อนอีกคนขึ้นบ้าง
“ก็ไม่มีอะไร บอกว่าไอ้เต้มันนะเจ้าชู้ แอบมีแฟนอยู่สองคนพร้อมกันทีเดียว” เหมียวเล่าอย่างเมามันเสียแล้ว
“อ้าว! อย่างนี้โลกก็ระเบิดละสิ.. ไอ้หมอดูคนนี้มันก็กล้าพูดให้คนแตกแยกกันได้ต่อหน้าต่อตาเลยนะ” กิ๊บคิดว่ามันไม่สร้างสรรค์เลยถ้าจะไปดูหมอแล้วต้องมานั่งทุกข์ใจอย่างนี้
“ก็เจี๊ยบเลยต้องเช็คเบอร์โทรทุกเบอร์ที่โทรมาเข้าเครื่องของไอ้เต้” “ทำเอาไอ้เต้รำคาญไปเลย” เหมียวเล่าจนน้ำลายแตกฟอง
“แล้วเต้มันว่ายังไงบ้างละ” กิ๊บอยากรู้
“ก็จะว่าไงละ ก็ทะเลาะกันนะสิ ไอ้เต้ก็บอกว่าไม่มีใคร ส่วนเจี๊ยบก็ไม่ยอมเชื่อ” เหมียวเล่าอย่างได้รสออกชาด
“เห้อ..อ..รักหนอรัก ฉันเห็นอย่างนี้มาหลายคู่แล้ว” “ถึงอยู่อย่างไม่มีคู่ทุกวันนี้นี่ไงละ” กิ๊บพูดด้วยความเหนื่อยใจแทนเพื่อนที่กำลังถูกพูดพาดพิงถึงอยู่
“โธ่นี่เธอ กิ๊บไม่อยากมีหรือว่าไม่มีใครมาจีบกันแน่ยะหล่อน ฉันไม่เห็นมีใครเข้ามาจีบแกเลยซักคน” เหมียวฟังกิ๊บพูดแล้วเกิดความหมั่นไส้ขึ้น
“บ้า..อย่างฉันมีมาตั้งเยอะ ทำไมจะต้องบอกให้ใคร ๆ รู้ด้วยหรือไงหา” กิ๊บแก้คำพูดของเหมียวกลับไปอย่างทันทีทันใด
“จ๊ะ..แม่คนสวยรวยเสน่ห์ แม่คนสวยเลือกเงียบ ชั้นเชื่อจ๊ะ ฉันเชื่อ..” เหมียวพูดประชดประชัน
ช่างทำผมให้กับกิ๊บจนเสร็จแล้วจึงเดินไปที่เหมียวแล้วเอาเครื่องอบผมออกจากศีรษะของเธอ
ก็พอดีกับเพื่อนทั้งสอง นิดและเจี๊ยบผลักประดูเดินเข้ามาในร้าน
“เฮ้ย..นี่แกมาเร็วดีนี่ ทุกทีนัดแต่ละครั้งรอไปทั้งชาติกว่าจะโผล่มาได้” กิ๊บพูดประชด
“เอ๊ะ นี่แกกิ๊บ ฉันมาเร็วแกก็ว่า ฉันมาช้าแกก็บ่น” นิดทักทายกลับไปแทนคำสวัสดีที่กิ๊บได้พูดประชดมา
“เออ แล้วนี่ต้องรออีกนานหรือเปล่า กว่าที่พวกเธอจะทำผมกันเสร็จ” เจี๊ยบอยากไปเดินช๊อปปิ้งบนห้างเต็มที่
“เอาละ เสร็จพอดีเลยคะ” ช่างทำผมพูดขึ้นขณะที่ละมือออกมาจากศีรษะของเหมียว
“ทีนี้เราไปกันได้แล้ว มีใครอยากสวยกว่าชั้นอีกไหมยะ” “ถ้ามี เชิญได้เลย แต่ชั้นไม่รอแล้วนะจ๊ะ” เหมียวพูดขึ้น

........สาวสวยทั้งสี่คนกำลังแต่งหน้าแต่งตาอยู่ในห้องน้ำของห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์...
“มีสิ นี่ไง” เจี๊ยบยื่นลิปสติกสีชมพูให้กิ๊บ
“แหม เจี๊ยบนี่ร้านเครื่องสำอางเคลื่อนที่เลยนะจ๊ะ” นิดแซว
“เออใช่! นี่เจี๊ยบแกไปเป็นเซลขายเครื่องสำอางได้เลยนะ” เหมียวแนะนำอาชีพเสริมให้
“ยี่ห้ออะไรนะอ๋อ..อ..คูโบตาใช้ดมใช้ทาในหลอดเดียวกัน” กิ๊บยังไม่ได้ขอบคุณเจี๊ยบเลยหรือว่านี่คือคำขอบคุณ
“แหมก็ต้องเตรียมไว้สิยะ เคล็ดลับความสวยของชั้นนี่” เจี๊ยบพูดตอบ
“วันนี้พวกเราสวยกันสุด ๆ ชั้นว่าเราไปถ่ายรูปกันข้างบนดีกว่าไหมเพื่อน” เหมียวเอ่ยปากชวนทุกคน
“เอาสิ ฉันโปรดเลยแหละ” เจี๊ยบชอบมากเรื่องเป็นแบบให้ใคร ๆ ได้ถ่ายรูป
ทุกคนเห็นด้วย ทั้งสี่สาวจึงเดินขึ้นไปที่สตูดิโอถ่ายรูปชั้นบนของห้างเป็นอันดับแรกก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมอื่นใดในห้างนี้
เมื่อพวกเธอมาถึงชั้นบนของห้างซึ่งเป็นอาณาบริเวณสำหรับการเอนเตอร์เทนไม่ว่าจะเป็น
โรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำ โบว์ลิ่ง คาราโอเกะ ตู้เกม แฟชั่น และอื่น ๆ อีกจำนวนมากเท่าที่จะสนองความสุขสนุกสนานให้กับลูกค้าผู้มาเยือนห้างแห่งนี้
เป็นเพราะทุกคนเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกจึงทำให้ไม่คุ้นเคยนักกับห้างใหญ่ ๆ ที่ยังไม่เคยเดิน ทั้งหมดจึงต้องเดินหาร้านสตูดิโอถ่ายภาพเพื่อเก็บรูปไว้เป็นที่ระลึกแต่แล้วพวกเธอก็ต้องมาสะดุดเข้ากับบริเวณที่ลับตาผู้คนซึ่งไม่ค่อยมีคนสนใจแม้แต่คนผ่านไปผ่านมา มันเป็นมุมอับที่ไม่มีใครเห็น หรือว่าไม่เห็นกันจริง ๆ
“เฮ้ย!~ พวกแกดูนั่นสิ” นิดกำลังชี้ไปที่ช่องทางเดินที่ดูลึกลับมีเพียงแสงสลัว ๆ เปิดไฟกระพริบด้วยแสงเป็นหยดดาวสว่างหลากสีเหมือนทางเข้าของสวนสนุก หน้าทางเข้ามีป้ายใหญ่ ๆ ตั้งไว้
“สตูดิโอถ่ายรูป ฟรี! บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการดูดวงเท่านั้น” เจี๊ยบพยายามเพ่งมองอ่านออกเสียงข้อความที่ป้ายหน้าทางเข้านั้น
“นี่แกเห็นอย่างที่ฉันเห็นหรือเปล่าวะ” นิดถามเพื่อนทุกคนในขณะที่ทุกคนก็หันไปมองที่ทางเข้านั้นอยู่เหมือนกัน
“ไหน ๆ เราจะไปถ่ายรูปกันอยู่แล้ว น่าจะลองเข้าไปดูดวงกันก่อนก็ดีนะ” เจี๊ยบชี้นำให้เพื่อนสนใจ
“ไปสิ ฉันก็อยากดูดวงอยู่เหมือนกัน” เหมียวพาเดินนำพร้อมกับจูงแขนนิดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไปด้วย ทุกคนจึงเดินตามไปด้วยกันทั้งหมด
“นี่พวกแก ดูมันแปลก ๆ อยู่นะ” กิ๊บพูดขึ้นขณะที่เดินก้าวไปตามทางเดินแล้วมองไปรอบ ๆ ตัว
“กิ๊บแกอย่าคิดมากน่า นี่พวกเราอยู่บนห้างอยู่นะไม่ได้อยู่ตามซอยเปลี่ยวตามซอกตึก” นิดพูดเตือนขึ้นเพื่อไม่ให้กิ๊บกังวลใจ
...สี่สาวจึงได้เดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ป้ายหน้าทางเข้า ข้างบนช่องทางเข้านี้เขียนข้อความด้วยตัวหนังสือที่เหมือนถูกเขียนไว้ด้วยลายมือของคนเมื่อสมัยก่อน
“เมฆมืดมัวหม่นหมอง มิอาจซ่อนเร้นแสงจันทน์ฉายในดวงตาข้า พยากรณ์ชี้ชะตา จักนำพาสู่ความจริง” กิ๊บอ่านออกเสียงให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้ยิน
“ดูขลังดีวะเพื่อน ท่าทางจะดูแม่นวะ” นิดพูดขึ้นแล้วก้าวนำเดินเข้าไปข้างในทันที
ทุกคนเดินไปตามช่องทางเดินที่ลัดเลาะไปมาซ้ายทีขวาทีแล้วซ้ายอีกทีก็เป็นห้องกว้าง ๆ มืด ๆ มีเพียงแสงสว่างจากห้องสตูดิโอถ่ายรูปเล็ก ๆ ที่ต้องบริการตัวเอง กับตู้ดูดวงอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ จำนวนมากที่มีลักษณะทั่วไปก็เหมือนกับตู้เกมหยอดเหรียญ
“นู่นแหนะแก เห็นโต๊ะแลกเหรียญอยู่ไกล ๆ ตรงมุมสุดห้องนู่นนั่นแหนะ” เจี๊ยบชี้ไปที่โต๊ะดังกล่าวซึ่งมีคนแก่ ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่เหมือนว่าจะเป็นจุดแลกเหรียญ
“เออวะ พวกแกมีเหรียญกันบ้างหรือเปล่าจะได้ไม่ต้องเดินไปแลก” เหมียวถามกิ๊บ
“ไม่มีเลยวะแก” กิ๊บตอบทันทีเพราะรู้อยู่ว่าตนเองไม่มีเศษเหรียญเลย
“เออ ฉันก็ไม่มีวะ” นิดบอกในขณะที่ได้ตรวจดูแล้ว
“ไม่มีเหมือนกัน” เจี๊ยบตรวจดูจนทั่วกระเป๋าแล้วจึงได้ตอบ
“ตู้พวกนี้ไม่ต้องใช้เหรียญหรอก” ชายคนแก่ที่เฝ้าโต๊ะอยู่สุดทางท้ายห้อง ยืนอยู่ข้าง ๆ เหมียว พูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งแบบคนแก่ที่อายุสักร้อย
“ว้าย!” เสียงของเหมียวและเพื่อน ๆ ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ที่จู่ ๆ ก็มีตัวจริงเสียงจริงของคนแก่หน้าตาใจดีที่ไม่รู้จักมายืนอยู่ข้าง ๆ จนพอระงับสติอารมณ์ได้ จึงได้เดินไปดูกันที่ตู้ทำนายดวงตู้หนึ่ง
“ตู้เซียมซี” เจี๊ยบอ่านข้อความที่เขียนติดอยู่บนสุดของตู้กระจก ในขณะที่เพื่อน ๆ กำลังมองไปที่กระบอกเซียมซีสีแดงถูกเขียนไว้ด้วยข้อความเป็นภาษาจีนอยู่ที่ข้างกระบอกซึ่งลอยอยู่ใจกลางของตู้กระจกใสใบนี้แต่ไม่มีใครรู้ความหมายของตัวหนังสือนั้นเลย ที่พื้นภายในตู้กระจกนี้เป็นรูกรวยเพื่อให้ไม้ติ้วคำทำนายล่วงหล่นลงไป นอกจากนี้ยังมีจอภาพเหมือนจอทีวีตู้เกมแบบสัมผัสที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้เล่นได้
“ฉันว่าตู้นี้มันเข้าท่าดีนะ เข้าใจคิดดีวะ” เหมียวเอ่ยปากชมไอเดียของคนที่คิดตู้นี้ขึ้นได้อย่างพิสดาร
“แล้วต้องทำยังไงต่อไปละคะลุง” นิดพูดขึ้นพร้อมหันหน้าไปจุดเดิมที่เดินผละออกมาจากลุงแก่คนนั้น
ว่างเปล่าลุงแก่คนนั้นไม่ได้ยืนอยู่ตรงที่เดิมแล้ว มันช่างรวดเร็วเหลือเกินที่คนแก่อายุน่าจะเกือบร้อยแล้วจะเดินได้ว่องไวจนพวกเขาไม่รู้สึกได้ นิดจึงมองไปที่โต๊ะของคนแก่คนนั้นแต่ก็ไม่พบ
“นี่พวกแก ฉันว่ามันแปลก ๆ เหมือนกันนะ” นิดชักจะเริ่มกลัว ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
“ไม่หรอกน่า ก็นี่ไงตู้เซียมซีก็แค่ตู้ทำนายดวงตู้หนึ่ง” เจี๊ยบพูดดึงดูดให้นิดหันกลับมาสนใจ
“นี่ ๆ ใครจะดูก่อนเป็นคนแรกละ ใครชอบเซียมซีก็เล่นก่อนได้เลยนะ” กิ๊บหาคนอยากลองเป็นคนแรก พร้อมกับดึงแขนของนิดให้หันกลับมาสนใจที่ตู้เซียมซีนี้
“มา ฉันเอง” นิดขอลองเป็นคนแรก
“เอ ต้องทำยังไงบ้างนะ นี่ไง ๆ ฉันเจอแล้ว” เจี๊ยบมองหาจนพบข้อความที่อยู่ข้าง ๆ ตู้
“ไหน ๆ ขอฉันดูหน่อย” กิ๊บก้มลงไปดูข้อความที่ข้างตู้ด้านล่าง

“กฎข้อที่ ๑.
ชะตานำพาชีวิต ลิขิตซึ่งเวรกรรม ดวงใครย่อมดวงมัน คนนั้นต้องจัดการ”

กิ๊บอ่านกฎข้อแรกให้เพื่อน ๆ ฟังจนจบแล้วจึงหากฎข้อต่อ ๆ ไปอีก
“แล้วกฎข้อต่อไปละ” นิดถามกิ๊บเพื่อที่จะได้เริ่มดูดวงเป็นคนแรก
“เอ่อ..ไม่มีวะแก ฉันไม่เห็นเลยกฎข้อที่ 2” กิ๊บหาไม่เจอเลยจริง ๆ
“เออ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เราก็เริ่มกันเลยละกันนะ” นิดพูดขึ้นมาทำให้เพื่อนอีกสามคนหันมาสนใจตู้เซียมซีตู้นี้เป็นพิเศษ
“เดี่ยวเขาว่าไงนะ” นิดถามเพื่อน ๆ อีกครั้ง
“ดวงใครย่อมดวงมัน คนนั้นต้องจัดการ” กิ๊บทวนข้อความให้นิดอีกครั้งหนึ่ง
“ก็หมายถึงว่าใครอยากดูดวงก็ต้องเป็นคนนั้นกดปุ่มสินะ” เจี๊ยบแปลความให้
“ฉันกดปุ่มเลยนะ” นิดพูดขึ้นพร้อมกับกดปุ่มสตาร์ท
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงดังขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจพร้อมกับแสดงข้อความต่อไปให้ผู้เล่นติดตามมาด้วย
“อยากรู้สิ่งใด อยู่ที่ใจเจ้า เฝ้าวิงวอน...อธิษฐาน” “กดปุ่มค้างไว้ ให้เซียมซีได้ทำนาย” ข้อความแรกที่ปรากฏบนหน้าจอของตู้เซียมซีอิเล็กทรอนิกส์
“หมายถึงอะไรวะแก” นิดถามเพื่อน ๆ ที่กำลังช่วยกันมุงดูอยู่ที่หน้าจอ
“แกก็กดปุ่มค้างไว้แล้วอยากรู้อะไรก็ให้อธิษฐานไว้ในใจไง..แกนี่โง่จริงนี่หว่า” เจี๊ยบไขปริศนาง่าย ๆ ให้พร้อมกับต่อว่าไปด้วย
“เออสิวะแก ฉันไม่ค่อยถนัดแปลความหมายอะไรพวกนี้เหมือนแกนี่หว่า” นิดบ่น
“เออ..อ..อ แกก็ช่างมันเหอะวะ ตั้งใจเล่นหน่อยสิ อธิษฐานซะแล้วกดปุ่มค้างไว้ด้วย” เหมียวบ่นขึ้นบ้าง
“เอาละ ฉันต้องการสมาธินะ” นิดกดปุ่มสัมผัสบนหน้าจอค้างไว้พร้อมกับอธิษฐานอย่างตั้งใจ
“หวือ หวือ หวือ หวือ...” เสียงดนตรีเปลี่ยนเป็นเสียงสูงเสียงต่ำสลับกันไปสลับกันมา พร้อมกับกระบอกไม้ไผ่สีแดงในตู้กระจกขยับไปมาเหมือนกำลังถูกมือใครจับเขย่า
สาวสวยทั้งสี่กำลังรอลุ้นอย่างตื่นเต้นกับหมายเลขของไม้ติ้วที่จะล่วงหล่นลงมาด้วยใจที่จดจ่อจ้องมองอย่างไม่ลดละสายตาหรือแม้แต่จะกระพริบตาก็ไม่
ไม้ติ้วกำลังโผล่ขึ้นมาจากกระบอกเซียมซีอันหนึ่ง ไม่มีใครเห็นได้เลยว่ามันเป็นหมายเลขใดและมันกำลังพ้นออกมาจากกระบอกแล้ว
“นั่นไงเพื่อน ล่วงแล้ว ๆ” กิ๊บตื่นเต้นจนต้องพูดออกมาในขณะที่ไม้ติ้วคำทำนายกำลังหล่นลงมาที่รูกรวยข้างล่าง
“เห็นหรือเปล่าวะพวกแกว่ามันเป็นเลขอะไร” เจี๊ยบถามเพื่อน ๆ
“ไม่รู้วะ ไม่เห็นเลยว่ามันเป็นเลขอะไร” เหมียวพูดขึ้นกับเพื่อนทุกคน
“แล้วฉันจะรู้ไหมนี่พวกแก” นิดกังวลเล็ก ๆ
“ไม่หรอกน่า แกก็รอดูต่อไปสิ มันต้องบอกอะไรมาบนหน้าจอบ้างแหละ” เหมียวพูดให้นิดใจเย็น ๆ
“อะ นั่นไงมันขึ้นข้อความมาแล้ว” นิดพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ

“กฎข้อที่ ๒.
คำทายมิอาจลวง....
ดวงตาสวรรค์มิอาจเผย ด้วยมิเคยต้องสินบน
คนจรต้องจ่ายทาน จึงได้ผ่านอ่านเฉลย”

ข้อความได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งที่หน้าจอด้วยถ้อยคำทำนองเหมือนกับว่ากำลังเรียกร้องอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับคำทำนายและตามด้วยข้อความต่อมาอีกหลายบรรทัด
“สิ่งใดที่เจ้าฝัน สิ่งนั้นอาจเป็นจริง
มีของเพียงบางสิ่ง....
ที่ต้องแลก เพื่อได้มา”
ตัวหนังสือปรากฏขึ้นเหมือนการรวมตัวของกลุ่มควันธูปเพียงชั่วครู่แล้วสลายไปเมื่อเวลาหนึ่ง จึงกลับมารวมตัวกันเป็นตัวหนังสือข้อความใหม่อีกครั้ง
“ความจริงที่ได้รับ จะมากมายฤาล้ำค่า ขึ้นอยู่เจ้าเลือกมา...ตามกำลัง”
“สิ่งใดที่เจ้าแลก จงบอกมา ”
“๑. เลือด”
“๒. เนื้อ”
“๓. ความสุข”
“๔. ชีวิต”
“๕. วิญญาณ”
.......ข้อความบนหน้าจอของตู้เซียมซีปรากฏขึ้น พร้อมเสียงดนตรีที่เหมือนมีมนตร์......
“มันเหมือนว่าถ้าแกอยากรู้คำทำนายแกจะต้องเลือกข้อใดข้อหนึ่งเป็นการแลกกับมัน” เหมียวตีความหมายได้ถูกต้อง
“เฮ้ย ! ฉันว่ามันชักจะยังไง ๆ อยู่นะ” กิ๊บทักขึ้นจนเพื่อนทุกคนหยุดชะงักหันมามอง
“ใช่! ฉันเห็นด้วยนะ เราเลิกเล่นกันเถอะนะ” เจี๊ยบเริ่มรู้สึกกลัว
“โธ่เอ๊ย พวกแกจะกลัวอะไรกันนักกันหนา มันก็ไอ้แค่ตู้ดูดวงธรรมดาเหมือนตู้เกมทั่ว ๆ ไปนั่นแหละน่า ทำเป็นไม่เคยเล่นไปได้” นิดรู้สึกเหมือนเพื่อน ๆ กำลังขัดใจไปเสียหมด
“อะ อะ อะ ตามใจละกัน” เหมียวไม่อยากให้เพื่อนขัดใจกัน
“ฉันกดเลือกเลยนะ” นิดพูดให้เพื่อนรับรู้พร้อมกับทำท่าเลือกด้วยการชี้นิ้วผ่านไปผ่านมาบนหัวข้อทั้ง 5 ข้อโดยที่ยังไม่สัมผัสลงไปบนหน้าจอ
“แกเลือกดี ๆ นะ” เจี๊ยบแทรกขึ้นขัดจังหวะแต่ก็ไม่ได้ทำให้นิดรู้สึกสนใจฟัง
“คิดดี ๆ ก่อนนะเว้ยแก” กิ๊บเตือนให้ตั้งใจเลือกหรือว่าให้คิดอีกทีว่าให้เลิกเล่นเสีย ตอนนี้นิดไม่ได้สนใจแล้ว
“เอาละ ฉันเลือกข้อ ๑ ละกันนะ” นิดพูดขึ้นพร้อมกับนำนิ้วชี้ไปกดลงบนข้อความข้อที่ ๑. ทันทีอย่างมั่นใจ
ทันใดนั้นหน้าจอทั้งหมดก็ได้ลบข้อความออกไปแล้วปรากฏข้อความใหม่ขึ้นแทนพร้อมด้วยเสียงบรรเลงเพลงบทใหม่ที่ฟังดูลึกลับและวังเวง....
“กฎข้อที่ ๓.
ความลับแห่งสวรรค์ จะสรรค์เสกให้เป็นจริง
มีเพียงอยู่บางสิ่ง ที่เจ้า...ต้องทำตาม
บทความ...ต่อไปนี้ มีเรื่องดี มีเรื่องร้าย
ฟ้าดินจักทำนาย ให้กลาย...แต่เรื่องดี...
เรื่องนี้...เป็นความลับ จงระงับอย่าแพร่งพราย
เจ้านั้นสมควรตาย หากเจ้านั้นเฉลยมัน...”

ข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอครั้งนี้ทำให้ผู้อ่านรู้สึกกลัวปนอยู่บนความดีใจหรือไม่รู้ว่าจะเสียใจดีหรือไม่
“สัญญา สาบาน ด้วยชีวาวาย” มันคือปุ่มสัมผัสให้กดเพื่อทำข้อตกลงที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อความสุดท้าย
“หมายความว่าไงวะพวกแก” นิดถามขอคำชี้แนะจากเพื่อนทุกคน
“มันน่าจะหมายถึงว่าแกต้องรักษาความลับเรื่องนี้ไว้ ไม่บอกใครเด็ดขาด” กิ๊บแปลความหมายได้ถูกต้อง
“ใช่หรือ แม้แต่สิ่งที่ตู้ดูดวงมันจะทำนายให้แกด้วย ก็ต้องไม่บอกพวกฉัน” เจี๊ยบขยายความให้ลึกขึ้นกว่าเดิม
“ใช่ไม่เช่นนั้นแกตาย..ย..แห้ แห้” เหมียวทำเสียงหลอกแบบแหบแห้ง ตาเหลือกขึ้น แลบลิ้นหลอก
“ไอ้บ้า แก..ไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย” นิดชักไม่มั่นใจ
ด้วยนิสัยโผงผางห้าว ๆ ของเธอทำให้นิดยังไม่ยอมหยุดอะไรง่าย ๆ กลางทาง ทุกอย่างจึงยังต้องดำเนินต่อไป....
“เอาละ ฉันตกลง ลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น” นิดท้าทายความกลัวของตัวเองหรือว่าท้าทายเจ้าตู้ดูดวงนี้กันแน่
เธอกดปุ่มสัมผัสลงไปบนหน้าจอยืนยันคำสัญญาว่าจะตกลงด้วยชีวิต....

“ถ้อยแถลง แสดงความ ตามใจเจ้า
สิ่งใดเล่าที่เจ้าถาม ตามอธิษฐาน
ดลจิตคิด ดลจิตฝัน ดลบันดาล
ให้พานสบ พบสิ่งดี...”

ข้อความสื่อสารปรากฏออกมาให้อ่านผ่านหน้าจอ แต่คราวนี้มันเป็นตัวหนังสือที่ค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นจากข้างล่างจอขึ้นไปข้างบนอย่างช้า ๆ จนมาหยุดที่กลางจอ แล้วค่อยเลือนรางไปเหมือนกลุ่มควันของธูปที่ต้องลมเพียงแผ่วเบาให้พอฟุ้งกระจาย แล้วค่อยกลับมารวมตัวกันขึ้นอีกครั้งเป็นข้อความใหม่

“...หากเจ้าทุกข์ใจร้อนกาย ให้เศร้าหมอง
จงประคองลองตามเซียมซี ชี้เฉลย
ความในใบเข้าทำนองตามจริงนั้นใช่เลย
ด้วยมิเคยทายใครให้ผิดคำ…”

“หมายความว่าไงวะพวกแก”
“ครั้งแรกน่าจะหมายถึงให้แกโชคดี ส่วนครั้งที่สองน่าจะเป็นวิธีให้ทำตามนั่นแหละมั้ง”
“แล้วเมื่อไรใบเซียมซีจะออกมาให้วะแก”
“เอ๊ะ! แกนี่ใจร้อนจังเลยวะ ขอเวลาให้เครื่องมันประมวลผลบ้างสิ”
“เออใช่ บางทีดวงแกอาจจะมีเรื่องแย่ ๆ มากกว่าเรื่องดีก็ได้ มันเลยต้องคิดนานวะ”
“ฮา ฮ่า ฮ่า” “ฮิ ฮิ ฮิ” เพื่อนทั้งหมดพากันหัวเราะ ไม่เว้นนิดด้วยเช่นกัน
“อะนั่น” นิดเห็นอะไรบางอย่าง
กระดาษใบเซียมซีเก่า ๆ สีน้ำตาลเหมือนสีน้ำชามีข้อความตัวหนังสือที่เหมือนถูกเขียนไว้ด้วยลายมือ มันโผล่ออกมาจากช่องตรงข้างล่างตู้ด้านหน้าบริเวณเดียวกับที่เขียนข้อความของกฎข้อที่ ๑. เอาไว้
“เห็นไหมว่ามันก็เป็นแค่เกมทำนายดวง ไม่เห็นมีอะไรเลย พวกแกนะคิดมาก” นิดพูดขึ้นพร้อมกับก้มลงไปเก็บใบเซียมซีที่ออกมาจากเครื่อง แล้วพับเก็บใส่กระเป๋าเงินของตัวเองทันที ทั้งที่ตอนแรกตนเองก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้างเหมือนกัน
“นี่แก เอามาให้พวกเราอ่านกันบ้างสิ” เหมียวพูดทวงพร้อมกับยื่นมือไปแบมือขอนิด
“ไม่ได้วะ เดี่ยวผิดคำสัญญา ฉันก็ตายกันพอดี” นิดตบมือเหมียวเบา ๆ
“อ้าว!? ไหนแกบอกว่าเป็นแค่เกมไง แล้วทำไมจริงจังด้วยวะแก” กิ๊บย้อนถามคำพูดที่นิดได้พูดไว้เมื่อครู่
“ก็..มันเป็นส่วนหนึ่งของเกมไงละ ฉันเล่นตามเกม...ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า..” นิดพูดพร้อมกับหัวเราะ
ไม่มีใครสนใจเครื่องทำนายเซียมซีอีกแล้ว มันกำลังดับลงอีกครั้งเหมือนก่อนที่พวกเธอเดินเข้ามาที่นี่

เมื่อนิดได้ทดลองเล่นตู้เซียมซีทำนายดวงผ่านไปเป็นคนแรกแล้ว ก็ทำให้เพื่อน ๆ อีกสามคนหายกังวลใจขึ้นมามากเลยทีเดียว ตอนนี้ทุกคนกำลังสนุกกับมัน ไม่มีใครได้มีความหวาดเกรงเหมือนเช่นตอนแรกที่ได้ก้าวย่างเข้ามาในที่แห่งนี้
“ทีนี้ใครจะเล่นอะไรอีกละ เราไปดูตู้นั้นกันดีกว่าพวกเรา” กิ๊บชวนเพื่อน ๆ แล้วก้าวนำเป็นคนแรก อย่างที่ไม่ได้กลัวความมืดในห้องกว้าง ๆ นี้เลย
“เอ๊ะ นี่ตู้อะไรละ มีกระจกเงาไว้ให้ส่องหน้าด้วย” นิดพูดขึ้นพร้อมกับก้มหน้าลงมองที่กระจก
“อ๋อ..อ..ไม่ใช่อย่างที่นิดพูดซักหน่อย มันก็คือตู้ดูลายมือนี่เอง” เจี๊ยบคิดได้ก่อนใครเมื่อเห็นนิดทำท่าก้มลงไปมองที่กระจกเงานี้
“ก็นี่ไง เขามีกระจกเงาไว้ให้วางมือลงบนนี้” กิ๊บพูดขึ้นพร้อมกับวางมือขวาลงไปประกบบนกระจกเงานั้น
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจให้ติดตามก็ดังขึ้นในทันทีทันใดนั้นเอง...
“อุ้ย!..ตกใจหมดเลย” เจี๊ยบตกใจเพียงเล็กน้อยเมื่อดนตรีกระหึ่มขึ้น
“ยินดี น่าดีใจ ที่คนไกล ได้จรมา” มันเป็นบทแรกที่ตู้ทำนายลายมือนี้ทักทายขึ้นที่หน้าจอ
“ยินดีที่ได้รู้จัก สาวิตรี” ตู้ทำนายลายมือทำให้ทุกคนประหลาดใจมากขึ้นเมื่อปรากฏข้อความนี้ออกมา
“เฮ้ย..ย..ตู้อัจฉริยะ..” กิ๊บอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“แกมันรู้ด้วยว่ากิ๊บมันชื่อจริงว่าอะไร” นิดยังไม่อยากเชื่อเลย
“เออ..นั่นสิ ไฮเทคสุด ๆ เลยแก” เจี๊ยบทึ่งในความฉลาดของเครื่องทำนายนี้
“ไหน! กิ๊บแกลองเอามือขึ้นซิ” เหมียวบอกให้กิ๊บลองทำตาม
และกิ๊บก็ได้ลองทำตามที่เหมียวบอกดู เธอยกมือขึ้นออกจากกระจกเงา แต่มันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้นกับความทันสมัยของตู้ทำนายลายมือเครื่องนี้
“ดูที่กระจกนั่นสิ” นิดชี้ให้ดูในขณะที่ทุกคนจ้องมองดูกันอยู่แล้ว
“เงามือแกยังอยู่บนกระจกอยู่เลยวะ” เหมียวพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่อยู่ในอารมณ์ของความทึ่ง
“น่าสนใจวะแก ขอฉันลองก่อนได้ไหมกิ๊บ” เจี๊ยบขอกิ๊บให้เธอได้ลองเล่นเป็นคนต่อไป
“เออ ก็ได้ แกลองเลยเจี๊ยบ ฉันไม่ค่อยชอบดูลายมือวะ” กิ๊บบอกสละสิทธิ์ให้เจี๊ยบได้เล่นก่อน
“’ถ้าอย่างนั้นแกก็วางมือไปสิเจี๊ยบ” นิดพูดขึ้นให้เจี๊ยบเริ่มทำ เพราะด้วยความที่ทุกคนกำลังสนใจเจ้าเครื่องนี้กันอยู่
เจี๊ยบวางมือลงทับบนเงามือของกิ๊บที่เคยได้วางลงไว้ก่อนหน้า แต่ว่า.....
“เฮ้ย..ย.กิ๊บเครื่องมันไม่รับวะแก มันยังเป็นเงามือของแกอยู่เลย” เจี๊ยบพูดขึ้นในขณะที่ยกมือลอยสูงขึ้นดูเงาในกระจก

“สาวิตรีศรีสง่านามไพเราะ ..งามเหมาะเจาะเหมาะสมซึ่งความหมาย
เจ้ามาแล้ว..ฝากลอยไว้ ให้ทำนาย ไฉนเจ้ากลายกลับ เลือนลับไป
เมื่อเจ้ามา ฝากมือไว้ ใครไม่ว่า
เมื่อจากไป แล้วใยเจ้า ไม่อำลา
เมื่อเจ้ามา อย่าจาก ลับตาไป”

ข้อความจากตู้ทำนายลายมือปรากฏขึ้นเหมือนเชื้อเชิญให้กิ๊บกลับมาใช้บริการอีกครั้งหนึ่งและข้อความเหล่านั้นก็ได้ทำให้กิ๊บใจอ่อนลงไปบ้าง
“สงสัยต้องเป็นตาของแกแล้วละกิ๊บ” นิดพูดขึ้นเพื่อเรียกกิ๊บให้หันกลับมา
“เออก็ได้ ฉันดูเองละกัน” กิ๊บจำต้องเล่นต่อให้เพื่อน ๆ ได้มุงดูต่อไป
“ถ้าดูแม่นดูอันไหนก็เหมือนกันนั่นแหละน่า” เหมียวพูดขึ้นได้ถูกต้องเลยทีเดียว
ว่าแล้วกิ๊บก็เลยจำต้องกลับมาที่ตู้ดูลายมืออีกครั้ง เธอวางมือข้างขวาลงบนกระจกเงาเหมือนเดิม
กิ๊บตัดสินใจกดปุ่มสัมผัสบนหน้าจอที่ปรากฏข้อความว่า “...เริ่มต้น...” หลังจากมาวางมือแล้ว
เพื่อนทุกคนเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบใด

“กฎข้อที่ ๑.
ลายมือดุจลายแทง เส้นชี้แจงมีความหมาย
อยากรู้คำทำนาย จงมอบไว้ซึ่งลายมือ
ลายมือมิซ่อนเร้น ดุจดั่งเช่นปริศนา
ขอจงภาวนา อธิษฐานมา ว่าสิ่งใด”

กิ๊บนิ่งหลับตาลงสักพักหนึ่งแล้วก็ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
“กิ๊บ แกอธิษฐานเรื่องอะไร ฉันอยากรู้วะแก” เหมียวถามแต่กิ๊บไม่ได้สนใจ
“กิ๊บแกอธิษฐานเรื่องอะไรวะแก” เหมียวถามกิ๊บซ้ำอีกครั้ง
“เรื่องความรัก เนื้อคู่” กิ๊บบอกให้เพื่อนได้รู้
“ว้าย ว้าย ว้าย กิ๊บแกอยากมีความรักแล้วเหรอยะ” เหมียวแซว
“ก็คนไม่มีแฟนอย่างฉัน ก็อยากรู้บ้างสิว่าทำไม มันไม่มาสะดุดเท้าฉันบ้างเลยวะ” กิ๊บพูดเหมือนผู้ชายเป็นลูกฟุตบอลซะอย่างนั้น
“อ้าว..ว..แล้วไหนแกว่า มีมาตั้งเยอะแกไม่เอาเองไง” เหมียวถามถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อตอนที่อยู่ในร้านทำผม
“แหมก็มีบ้างแหละ แต่มาแล้วก็ไป” กิ๊บบอกความจริงให้เพื่อนรู้แล้วกลับมาที่ตู้ดูลายมืออีกครั้ง

“ทางเดินมีที่ไป หนทางมีที่มา
ชะตาถูกลิขิต ชีวิตถูกกำหนด
สับสนแลเลี้ยวคด ชีวิตหมดหนทาง
ลายมือดั่งเข็มทิศ ชีวิตมีความหมาย
เส้นสายคือทางไป เส้นใจต้องรักษา
เส้นสมองต้องนำพา เส้นชีวาไม่อับจน”

ข้อความใหม่ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งดั่งเช่นกลุ่มควันธูป หยุดนิ่งเพียงชั่วครู่แล้วสลายไป จึงกลับเข้ามารวมตัวกันอีกครั้งปรากฏเป็นข้อความใหม่

“ความจริงที่ได้รับ จะมากมายฤาล้ำค่า ขึ้นอยู่เจ้าเลือกมา...ตามกำลัง”
“สิ่งใดที่เจ้าแลก จงบอกมา”
“๑. เลือด”
“๒. เนื้อ”
“๓. ความสุข”
“๔. ชีวิต”
“๕. วิญญาณ”

“คราวนี้ฉันจะเลือกอะไรดีวะพวกแกช่วยคิดหน่อยสิ” กิ๊บขอคำปรึกษาจากเพื่อน ๆ
“ฉันว่าแกลองเลือกข้อ ๑. เหมือนกับนิดดูก่อนก็ได้นะ” เหมียวแนะนำ
“แหมไม่เป็นไรหรอกพวกแก ดูสิฉันก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย จะเลือกข้อไหนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย” นิดแนะนำแบบตามแต่ใจ
“เอาอย่างนี้ละกัน ฉันขอเลือกข้อ ๒. ละกันจะได้ไม่เหมือนนิด ดูซิว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง” กิ๊บอยากลองปนกับความอยากรู้อยากเห็น
กิ๊บจึงกดปุ่มสัมผัสไปที่ข้อ ๒. ในทันทีอย่างไม่ลังเลอีกแล้ว
ข้อความเดิมบนหน้าจอค่อย ๆ เลือนหายไป และเพลงบทใหม่ที่อลังการน่าตื่นเต้นกว่าเดิมเข้ามาแทนที่ แล้วปรากฏข้อความใหม่อีกครั้ง
“ทางเดิน มีหนทาง...วางแผนไว้
ชีวิต มีวันหน้า...จงกล้าเดิน
ลายมือ บอกทางไป...ไม่ประมาท”
แล้วจึงปรากฏข้อความใหม่ตรงมุมล่างด้านขวาของจอภาพ
“...ต่อไป...”
หน้าจอปรากฏปุ่มสัมผัสรอไว้ให้กิ๊บได้กดในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับเพื่อน ๆ
“เห็นไหมละ ว่ามันไม่มีอะไร แกก็ยังอยู่ดีตรงนี้” นิดพูดย้ำ
“พูดถึงว่าถ้ามันไม่มีอะไรแล้วคนคิดทำขึ้นมาเพื่ออะไร” เจี๊ยบท้วงขึ้น
“ก็คงให้ลูกค้าที่มาเดินห้างได้สนุกสนานกัน แล้วกลับมาเที่ยวใหม่อีกครั้ง คงเป็นการตลาดของเค้านั่นแหละ” เหมียวคิดแบบนักธุรกิจ แต่ลืมไปว่าของฟรีไม่มีอยู่ในโลก
กิ๊บใช้นิ้วมือข้างซ้ายไปกดสัมผัสที่ปุ่มเพื่อเล่นเกมทำนายลายมือนี้ต่อไปเมื่อหันมาที่หน้าจออีกครั้ง ภาพมือของกิ๊บปรากฏขึ้นบนจอภาพของเครื่องทำนายลายมือ มันเป็นภาพมือจริง ๆ ของกิ๊บปรากฏอยู่กลางหน้าจอก่อนที่มันจะย้ายไปทางด้านซ้ายของจอภาพและปล่อยให้คำอรรถอธิบายถูกแสดงไว้ทางด้านฝั่งขวาของจอภาพ
จากนั้นเส้นลายมือเส้นหนึ่งก็ถูกเน้นสีขึ้นเป็นสีแดงกระพริบอย่างช้า ๆ บนลายมือของกิ๊บที่ถูกทำสำเนาแสดงไว้อยู่ที่ครึ่งซ้ายของจอภาพ พร้อมกับข้อความอธิบายความหมายของเส้นลายมือเส้นนั้น มันคือเส้นลายมือที่วางตามขวางอยู่เดี่ยว ๆ ตั้งอยู่บนสุดเหนือเส้นอื่น ๆ แต่ต่ำลงมาจากโคนล่างสุดของนิ้วชี้ กลาง นาง ก้อย

“เส้นหัวใจ....
เส้นนี้สำคัญยิ่ง บอกหลายสิ่งทายนิสัย
รักสวยใจน้ำงาม มารยาท บรรจงศิลป์
เมตตาแลโอบอ้อม หรืออ่อนน้อมมีคุณธรรม”

....ข้อความได้ปรากฏขึ้นเพื่อบอกความหมายของเส้นต่าง ๆ บนลายมือ โดยเริ่มต้นที่เส้นหัวใจ....
”เออดีวะแก ดูสิเขาบอกด้วยว่าตรงนี้เป็นเส้นอะไร แล้วมันทำนายอะไรได้ สนุกดีวะแก” กิ๊บสนใจมากขึ้นเมื่อถึงจุดที่จะเริ่มทำนายดวงของตนเองแล้ว
“ดูซิว่าดวงแกจะเป็นยังไงบ้างกิ๊บ” เหมียวก็อยากรู้ไม่แพ้เพื่อนคนอื่น
จากนั้นข้อความเดิมก็ค่อย ๆ จางไป ปรากฏข้อความใหม่บนหน้าจอขึ้นอีกครั้ง มันเป็นคำทำนายของกิ๊บนั่นเอง

“สวยรูปจูบมิหอม เข้าทำนองแต่หนหลัง แต่งตัวเหลือกำลัง จึงน่าชังจากข้างใน จิตใจไม่คงมั่น มักช่างฝันให้ได้มาชอบติฉินคำนินทา รักแล้วลาไม่ใยดี คนดีต้องหนีจาก เพราะเรื่องมากตนช้ำใจ วันคืนไม่สดใส มิอาจโน้มให้ใจงาม”

“ไม่จริงดวงฉันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก แกโกหก เจ้าเครื่องบ้า” กิ๊บโวยวายใส่เครื่องอย่างไม่พอใจ
“นี่แกเป็นอะไรวะ ฉันยังไม่เห็นมันจะมีอะไรเลย” เหมียวพูดขึ้นด้วยความสงสัยสิ่งที่กิ๊บพูด
“นี่แก ฉันไม่เห็นมีข้อความอะไรเลยวะ กิ๊บแกเห็นหรือเปล่าวะ” นิดถามด้วยความสงสัย
“เออวะกิ๊บ แกทำท่าเหมือนแกกำลังอ่านอะไรอยู่แหนะ” เจี๊ยบสงสัย
“จริง ๆ ด้วยกิ๊บ ฉันว่าแกเพี้ยนไปหรือเปล่า” เหมียวพูดเสียดสีกิ๊บด้วยความสงสัยเช่นกัน
“ก็นี่ไงแกไม่เห็นหรือไง ฉันยังเห็นอยู่นี่เลย” กิ๊บยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น
“เฮ้ย แกบ้าหรือเปล่าวะ พวกฉันยืนรุมดูกันตั้งหกลูกตา ยังไม่เห็นตัวหนังสือโผล่ขึ้นมาสักตัว” นิดพูดเหมือนตำหนิ
“ไม่รู้สิ หรือว่าเจ้าตู้นี้ต้องการให้เป็นความลับ ดวงใครก็ดวงมัน หรือเปล่าวะพวกแก” กิ๊บหันมาคุยด้วยทั้งที่อยากจะหันกลับไปอ่านข้อความที่ปรากฏให้เธอได้เห็นเพียงคนเดียว ถึงแม้ว่ามันจะมีความหมายที่ไม่ดีเลยก็ตาม มันทำให้เธอเครียดมาก
กิ๊บไม่สนใจเพื่อน ๆ แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาจ้องมองไปที่หน้าจอภาพของตู้ทำนายลายมือนี้อย่างตั้งใจทั้งที่เพื่อนของเธอก็จ้องมองมาที่เธอด้วยเช่นกันก่อนที่จะมองหน้ากันเอง
“เออนี่กิ๊บ ถ้าอย่างนั้นฉันไปดูตู้อื่นก่อนนะแก” เหมียวบอกกิ๊บให้รับรู้
“.......” กิ๊บเฉยเหมือนไม่ได้สนใจอะไร
“กิ๊บ นี่แกฉันไปดูที่ตู้อื่นก่อนนะ” นิดพูดเสียงดังขึ้นกว่า
“........หา เออ..ไปกันเหอะ...” กิ๊บหันมาตอบแล้วกลับไปจ้องมองที่หน้าตู้ดูลายมือ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปดูตู้อื่นกันก่อนละกัน” นิดชวนเพื่อนที่เหลืออยู่เดินไป
สาวสวยทั้งสามจึงได้เดินเข้าไปข้างในบริเวณส่วนอื่น ๆ เพื่อหาดูตู้คำทำนายที่ตัวเองชอบ

เส้นต่อไปกระพริบเป็นสีแดงอย่างช้า ๆ มันอยู่ในตำแหน่งใต้อุ้งมือที่อยู่ต่ำกว่าใต้นิ้วโป้งลงมา เป็นเส้นที่ตีโค้งขอบอ้อมอุ้งเนื้อของนิ้วโป้งเรียกว่า....

“เส้นชีวิต...
เส้นนี้สำคัญนัก บอกชีวิตความเป็นไป
หนทางอยู่หนไหน ลำบากยากเข็ญใจ
โชคร้ายจะนำไป โชคดีจะนำมา
หรือมีวาสนา โอกาสมาไม่รอคอย
ความเพียรเป็นที่ตั้ง ความเจริญเป็นที่มา
การเจริญงานก้าวหน้า ด้วยความว่ากำลังตน”

จากนั้นข้อความเดิมก็ค่อย ๆ จางไป ปรากฏขึ้นด้วยข้อความใหม่แทนอยู่บนหน้าจออีกครั้ง
“ชีวิตนั้นไม่นานนัก เดินทางลัดดั่งต้องมนตร์ วิถีมิมีถนน ช่างวกวนแลวนเวียน หนทางอย่างป่าเขา พอทำเนาให้หักเห เดินทางเหมือนร่อนเร่ ชีวิตชอบลังเล หันเหดั่งต้องลม ชีวิตจึงผสมด้วยลั่นทม และ ลำเค็ญ”

“ฉันไม่เชื่อแกหรอก” กิ๊บพูดขึ้นเบา ๆ แต่ก็ยังติดตามดูต่อไปเรื่อย ๆ

เส้นลายมือเส้นหนึ่งกระพริบขึ้นเป็นสีแดงอย่างช้า ๆ บนเส้นลายมือที่อยู่ในตำแหน่งที่เกิดคู่กันมากับเส้นชีวิต เพียงแต่ไม่ได้ตีโค้งลงมาด้วยเท่านั้น เส้นนี้เรียกว่า...

“เส้นสมอง....
บอกลิขิต แสดงความคิดพินิจพิจารณา
มีสมองเบาปัญญา หรือล้ำค่ากว่าทรัพย์ใด
เป็นปราชญ์ผู้ปราดเปรื่อง หรือคุยเฟื่องเปลืองน้ำลาย
ความจริงจะบอกทาย หายสงสัยในลายมือ”

ในขณะที่กิ๊บกำลังอ่านข้อความถึงตรงนี้ เพื่อนของเธอก็ได้ตู้ทำนายดวงสำหรับเพื่อนอีกคนหนึ่งของพวกเธอ
“เจี๊ยบให้เหมียวเล่นก่อนเหอะนะ” เหมียวขอ
“เดี่ยวฉันค่อยไปเล่นตู้อื่นก็ได้ ยังมีอีกตั้งหลายตู้ ไม่เห็นเป็นไรเลย” เจี๊ยบไม่ได้ว่าอะไร
เหมียวจึงสลับที่กับเจี๊ยบมายืนอยู่ตรงหน้าตู้จากเดิมที่เธอยืนอยู่ข้างตู้ทำนายดวงด้วยไพ่ยิบซี
มันเป็นตู้ที่ดูเหมือนจะธรรมดา ประกอบไปด้วยจอภาพขนาดใหญ่วางอยู่ในแนวตั้งเหมือนดูโทรทัศน์ แปลกกว่าตู้อื่นก็ตรงที่มีช่องที่เป็นกรวยอยู่ข้างนอก ตรงฐานข้างล่างของจอภาพที่เป็นที่ซึ่งสำหรับพักมือ
“ว้าว..ว.น่าสนุกจังเลย แกว่าไหม” เหมียวชอบมาก
“นี่เริ่มได้แล้วเหมียว” นิดเร่งให้เร็วขึ้นอีกหน่อยด้วยความอยากรู้

“กฎข้อที่ ๑.
ไพ่นี้มีมนตร์ขลัง มีพลังแห่งอสูร
เจ้านั้นจงเกื้อกูล เอื้ออาหารให้แก่มัน
ไพ่นี้มีความลับ ซ้อนกลนักปริศนา
อยากได้ความลับมา จงสรรหาสองสิ่งนั้นในกายตน
เป็นผมหรือเป็นเล็บ พอได้เก็บไว้ศึกษา
ไพ่รู้พิจารณา ไปค้นหาคำทำนาย”

หลังจากข้อความของกฎข้อที่ ๑. จบลงคำว่า “...ต่อไป...” ก็ปรากฏขึ้นมาที่มุมล่างด้านขวาของจอ
“เอ... ข้อความนี้หมายถึงต้องเอาผมกับเล็บใส่ลงไปที่ช่องนี้หรือเปล่านะ” เหมียวกำลังคิดว่าน่าจะใช่
“น่าจะใช่แหละ” เจี๊ยบเห็นด้วย
“…..” นิดเงียบดูต่อไปไม่ได้ออกความคิดเห็น แต่กำลังคิดว่าน่าจะใช้เวลานี้หยิบคำทำนายจากไพ่เซียมซีของตนมาเปิดอ่านดู
“ฉันรู้ว่าแกมี..เจี๊ยบเอากรรไกรตัดเล็บออกมาให้ฉันเดี่ยวนี้เลย” เหมียวพูดขึ้นพร้อมกับแบมือยื่นออกไปหาเจี๊ยบ
เจี๊ยบก้มลงค้นหาในกระเป๋าถือที่มีของเครื่องใช้เต็มไปหมดจนได้พบกรรไกรตัดเล็บอยู่ที่ก้นกระเป๋าถือของเธอ
“อะ...นี่ได้ละ” เจี๊ยบวางกรรไกรตัดเล็บลงไปบนมือของเหมียว
เหมียวไม่รีรอเอากรรไกรมาตัดเล็บที่นิ้วก้อยพอให้มันติดอยู่ที่ปลายเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ขาดกระเด็นออกไป แล้วส่งกรรไกรตัดเล็บคืนให้เจี๊ยบเก็บไว้ จากนั้นเธอก็จับเศษเล็บที่ตัดออกมานี้กระตุกมันเบา ๆ แล้วหย่อนลงไปในกรวยท่อที่อยู่บนหน้าจอของเครื่องดูไพ่ยิบซี แล้วยังดึงเส้นผมของตัวเองออกมาอีกหนึ่งเส้นใส่ลงไปในกรวยท่อเดียวกัน
“ฉันกดปุ่มเลยนะ” เหมียวยื่นนิ้วไปกดปุ่มสัมผัสที่มุมจอตรงคำว่า “…ต่อไป…”

“ปัญญาฉลาดหลัก ปัญหาหนักใช้ไม่เป็น สิ่งดีจึงไม่เห็น เพราะไม่เป็นด้วยปัญญา ความคิดย่อมตรึกตรอง แต่ทั้งผองใช้เพื่อบ้า ความคิดพิจารณา นำพามาให้เป็นภัย ปัญหาใหญ่หลวงนัก ใครก็ทักแต่ไม่ฟัง ปัญญาท่วมหัวพัง มิอาจรั้งให้เย็นใจ คนดีมีเป็นสิบ แต่ไม่คิดเลือกคนบ้า ทุกอย่างต้องตามตำรา เรื่องนี้หนาจงระวัง”
ข้อความจากตู้ดูลายมือปรากฏขึ้นตามคำทำนายในขณะที่กิ๊บกำลังเครียดหนักอย่างมากกับข้อความที่ออกมาไม่ดีเลยสักเรื่อง แต่กิ๊บก็ยังอดทนดูอยู่ต่อไปให้จบ เพราะถึงเส้นที่จะสรุปรวมทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่เธออธิษฐานถามแล้ว
เส้นสมรสกำลังเป็นสีแดงกระพริบอยู่อย่างช้า ๆ มันเป็นเส้นสั้น ๆ อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ระหว่างโคนล่างของนิ้วก้อยกับเส้นหัวใจ เส้นสมรสจะขีดขึ้นมาจากด้านข้างสันฝ่ามือ
“เส้นสมรส...
บอกความหมายให้คู่รัก ที่ประจักษ์เก่าก่อนแต่หนหลัง
เนื้อคู่มีเนื้อคู่อยู่ ย่อมรู้กัน มิอาจผันแปรเปลี่ยนไป”

จากนั้นข้อความก็ละลายหายไปก่อนที่จะปรากฏข้อความใหม่ซึ่งเป็นคำทำนายของกิ๊บในเรื่องความรัก
“เนื้อคู่มี มิใช่เนื้อคู่แท้ คู่แน่ ๆ มีอยู่ไม่รู้หมาย ชีวิตนี้มีรักอย่างมากมาย แต่สุดท้ายก็เลือกได้ เพียงสามคน คนหนึ่งก็เห็นว่าเป็นบ้า บ้าตัณหา บ้าราคะ บ้าสับสน คนสองเหมือนดั่งโดนของต้องมนตร์ อยู่มิทนแล้วจากไปไม่กลับมา คนสุดท้ายได้หวังเป็นที่พึ่ง อยู่มิถึงนานก็จางหาย เหนื่อยรัก เหนื่อยใจ เหนื่อยกายา สุดท้ายมาอยู่เงียบอย่างเดียวดาย”
ข้อความสลายไปเหมือนกลุ่มควัน แล้วถูกแทนที่ด้วยข้อความใหม่ที่ว่า..
“...ลาก่อน...มิอาจจะลาลับ
วันหนึ่งคงได้กลับอย่างโหยหา
วันหนึ่งนั้นฉันจะรอคอยการกลับมา
เพื่อค้นหาทางแก้ ให้กับเธอ...”

จากนั้นเครื่องก็ได้ดับลงในทันที่ ปล่อยให้กิ๊บยืนตาค้างจ้องมองไปที่จอภาพที่มืดสนิทด้วยความหดหู่เศร้าหมอง ย้ำคิดอยู่ว่ามันไม่ใช่ “แกโกหก ฉันไม่เชื่อ ฉันจะไปลองดูที่ตู้อื่น” แล้วกิ๊บก็เตะไปที่ตู้ดูลายมือนี้หนึ่งครั้งเพื่อดับความโมโห

กิ๊บเดินไปรวมกับเพื่อน ๆ ที่กำลังรุมดูอยู่ที่เครื่องทำนายไพ่ยิบซี
“อ้าว..กิ๊บแกดูเสร็จแล้วหรือ” เจี๊ยบทักแต่กิ๊บก็ได้แต่พยักหน้าไม่พูดไม่จาอะไร
“แล้วนี่ทำไมเครื่องมันยังไม่ทำงานต่อวะแก ฉันก็ใส่ผมกับเล็บไปแล้วนะ” เหมียวเกิดความสงสัยแต่จริงแล้วเพราะความใจร้อนมากกว่า
ขณะที่ทุกคนกำลังรอเครื่องดูไพ่ยิบซี ประมวลผลอยู่นั้น นิดก็ได้แอบหยิบ กระดาษใบเซียมซีจากกระเป๋าเงินมาดูว่าคำทำนายของตนเป็นเช่นใด
“เซียมซีใบที่ ๒๖
ชีวิตอาจต้องตกสู่กลางเหว เดินเท้าไม่หวั่นเกรง ใจนักเลงต้องสู้มัน หนทางสั้นนั้นยังว่ายาว
หากทางก้าวย่อท้อถอย เวลาไม่รอคอย อย่าท้อถอยต้องสู้ทน ชีวิตวันข้างหน้า ต้องนำพาสู่ความฝัน
ขยันและอดทน สู้ดิ้นรนจนยิบตา สิ่งใดที่เคยตั้ง จงสมหวังหากไม่ล้า หนทางวันข้างหน้า ในไม่ช้าจะถึงเอง....
ความรักไม่ปักจิต คนเคยคิดไม่ปักใจ คนจริงอยู่ไม่ใกล้ คนไกลไม่ใช่จริง มีเพียงรักบางสิ่ง ที่เป็นจริงหรือลวงตา ปรารถนาที่คนมอง ความรักมักทำพิษ ไม่สุจริตจิตคิดหม่นหมอง ความรักต้องประคอง ใจทั้งสองเดินคู่กัน ปัญหามีไว้แก้ อย่ายอมแพ้ยังมีหวัง รักนี้ไม่ถึงพัง หากเจ้านั้นไม่ลวงใจ”
หลังจากนิดอ่านข้อความทั้งหมดในใบเซียมซีจบลงแล้วจึงได้พับเก็บมันไว้ในกระเป๋าเงินอีกครั้งจากนั้นจึงได้หันไปสนใจที่ตู้ทำนายไพ่ยิบซี ซึ่งตอนนี้มันได้ปรากฏข้อความให้เหมียวอ่านอยู่ในขณะนี้

“กฎข้อที่ ๒.
ไพ่นี้มีเพียงสาม ตามประสงค์
ต้องจำนงต่อจิตใจ
ความคิดที่ฝันใฝ่ อยู่ในใจอย่างซื่อตรง
เจ้าจงถามสามสิ่ง บอกความจริงในจิตใจ
จะได้มานั้นหรือไม่ อยู่ที่ใจเจ้าเลือกเอง”
ข้อความเลื่อนขึ้นจนหยุดอยู่ที่กลางหน้าจอ เมื่อเหมียวอ่านจบ ข้อความนี้ก็อันตรธานหายไปเป็นควัน แล้วมารวมกันอีกครั้งเป็นข้อความ
“ความจริงที่ได้รับ จะมากมายฤาล้ำค่า ขึ้นอยู่เจ้าเลือกมา...ตามกำลัง”
“อาหารใดที่เจ้าจักให้ จงบอกมา ”
“๑. เลือด”
“๒. เนื้อ”
“๓. ความสุข”
“๔. ชีวิต”
“๕. วิญญาณ”
“พวกแก..เจี๊ยบ..เลือกอะไรดีละ” เหมียวขาดความมั่นใจลงทันที
“เลือก ๆ ไปเหอะไม่มีอะไรหรอก” นิดพูดขึ้นอย่างไม่ต้องสนใจ
“...” กิ๊บเงียบสนิท
“กิ๊บ แกเป็นอะไรไปวะ” นิดมองด้วยความเป็นห่วง
“คงคิดมากเรื่องคำทำนายของตู้ดูลายมือนั่นมาแน่ ๆ เลย” เหมียวเดาได้ถูกต้อง
“ไม่เห็นต้องคิดมากเลยมันก็เป็นแค่เกมตู้ธรรมดาไม่มีอะไรหรอกกิ๊บ” นิดปลอบใจ
“ใช่ กิ๊บคิดมากไปหรือเปล่า มันก็เหมือนกับที่เราไปเล่นจับคู่ภาพเหมือนในตู้เกมนั่นแหละน่า” เจี๊ยบช่วยปลอบใจเพื่อนด้วยอีกคน
มันทำให้กิ๊บรู้สึกดีขึ้นเมื่อคิดเสียว่ามันก็เป็นแค่เกมตู้เกมหนึ่งเท่านั้น
“เอาละ ฉันเลือกเป็น ข้อ ๓. ละกันนะ ไม่รู้ปิศาจจะชอบกินหรือเปล่านะ” เหมียวพูดขึ้นพร้อมกับใช้นิ้วไปสัมผัสปุ่มที่ข้อ ๓. และมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกับทุกคนที่เล่นไปก่อนหน้านี้
ไพ่ยิบซีปรากฏขึ้นจนเต็มหน้าจอคว่ำหน้าหมดทุกใบ ต่อไปก็เป็นเรื่องของเหมียวที่จะต้องเลือกแล้วว่าใบไหนจะเป็นของเธอ
เสียงบรรเลงดนตรีประกอบเป็นทำนองของความไพเราะที่ซ่อนความตื่นเต้นเร้าใจเอาไว้
”เอา...ใบนี้หนึ่งใบ” เหมียวสัมผัสไปบนภาพด้านหลังของไพ่ใบที่หนึ่ง
“แล้วก็ใบนี้” เหมียวสัมผัสไปที่ไพ่ใบที่สอง
“อันนี้ใบสุดท้ายละ” เหมียวสัมผัสไปบนไพ่ใบที่สามเป็นอันเรียบร้อย

ไพ่ที่เหมียวได้สัมผัสไปแล้วนั้นค่อย ๆ พลิกกลับมาให้เห็นภาพบนหน้าไพ่ทั้งสามใบอย่างช้า ๆ ทีละใบตามลำดับที่ได้สัมผัสไปก่อนหลัง
“ไพ่หมายเลข 18 The Moon” เหมียวกำลังอ่านให้เพื่อน ๆ ฟังในขณะที่ทุกคนกำลังมองไปบนหน้าจอภาพด้วยอยู่แล้ว (ไพ่ใบนี้เป็นรูปสุนัขเห่าดวงจันทน์)
“ไพ่หมายเลข 6 The Lover” เหมียวอ่านไพ่ใบที่สอง(ไพ่ใบนี้มันเป็นรูปนางฟ้ามีปีกสีขาวกับบริวารที่เป็นผู้ชายยืนเปลือยกายอยู่ทางขวา และ ผู้หญิงเปลือยกายอยู่ทางด้านซ้าย)
“ไพ่หมายเลข 13 Death” เหมียวอ่านไพ่ใบที่สาม (ไพ่ใบนี้เป็นรูปหัวกะโหลกในผ้าคลุมสำนั่งอยู่บนม้าสีดำตัวใหญ่ ในมือถือเคียวคมยาว ใช้สำหรับเกี่ยววิญญาณ)
“ฉันกลัวไอ้ไพ่ใบที่สามนี้จังเลยวะพวกแก” เหมียวเห็นภาพแล้วคิดมาก
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ก็แค่เล่นสนุก ๆ เท่านั้น” นิดพูดให้เพื่อนหายกังวลใจ
ในขณะที่ภาพบนหน้าจอกำลังเปลี่ยนไปคงเหลือไว้เพียงแต่ไพ่สามใบที่ถูกเลือกมาวางเรียงกันเป็นแถวจากซ้ายไปขวา พร้อมกับเพลงบรรเลงแบบเดิม พร้อมกับปรากฏข้อความขึ้นข้างใต้ไพ่ทั้งสามว่า

“กฎข้อที่ ๓.
ไพ่นี้เป็นความลับ เจ้าเลือกแลกด้วยชีวิต จึงได้มา
บทความตามพรรณนา ต่อจากนี้ มีจากใจ
ทุกอย่างอยู่ที่เจ้า สิ่งใดเล่าที่เลือกมา
บทความตามพรรณนา มันก็มาจากเจ้าเอง
คำทำนายมิใช่บทเพลง อย่าบรรเลงให้ใครฟัง”

ข้อความยังคงปรากฏขึ้นที่หน้าจอ แต่เสียงเพลงบรรเลงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทำนองที่รุนแรงแล้วจบลงเพียงสั้น ๆ อย่างทันทีทันใด ตามขึ้นมาด้วยเสียงแทนที่ของข้างในเครื่องกำลังทำงานอะไรบางอย่าง
“ป้อง ป้อง ป้อง” เสียงไพ่กระดาษแข็งสามใบหล่นลงในช่องหยิบข้างล่างซึ่งอยู่ด้านหน้าของตู้ดูไพ่ยิบซีนี้
ทุกคนมองลงไปตามเสียงนั่น...
“นั่นมันไพ่กระดาษนี่” เหมียวนั่งลงล้วงมือเข้าไปหยิบไพ่ที่ช่องดังกล่าวข้างล่างตู้ แล้วลุกขึ้นมาดู
“บัตรภาพ มันเป็นรูปภาพของไพ่ใบที่ฉันเลือกนี่” เหมียวตื่นเต้นกับไพ่ทั้งสามใบที่ได้มา
ในขณะที่ภาพและข้อความทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนจอกำลังเลือนรางค่อย ๆ หายไป แล้วเครื่องก็ดับลง
“ไหน ๆ ฉันขอดูบ้างสิเหมียว” กิ๊บอยากรู้ความหมายนั้นมาก
“ไม่ได้หรอกนะ เขาให้เป็นความลับนี่นา” เหมียวไม่อยากให้เพื่อนดู
“ถ้าอย่างนั้นเดี่ยวเธออ่านเสร็จมาแลกกันดูกับฉันเอาไหม” นิดต่อรองเหมียวอีกครั้ง
“อะ อะ ก็ได้” เหมียวยอมแล้ว
“เอาอย่างนี้นะ ถ้าใครไปเล่นที่ตู้ไหนมาก็ให้เก็บไว้ก่อนเดี่ยวเราค่อยมาแลกกันดูก่อนกลับละกัน” เจี๊ยบพูดขึ้นเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในหมู่เพื่อน
“เราลองไปหาตู้อื่นกันดูอีกดีกว่า เจี๊ยบยังไม่ได้ดูเลย” เหมียวบอกกับทุก ๆ คน
“เดี่ยวฉันขอไปหาตู้ดูเซียมซีเสี่ยงทายตรงนั้นก่อนละกันนะ” กิ๊บบอกเพื่อน ๆ พร้อมกับชี้มือไปทางที่จะไปแล้วก็เดินออกมาจากกลุ่มเพื่อน ๆ
“นั่นลองไปดูทางนั้นกันเอาไหม” นิดเอ่ยชวน
“โห...น่ากลัววะไม่เอาหรอกนี่มันตู้อะไรกันนี่” เจี๊ยบปฏิเสธเพราะหุ่นรูปปั้นอันน่ากลัวที่อยู่ในตู้กระจกนั่นเหมือนปิศาจหรือไม่ก็สัตว์ประหลาดมาก และมันก็เหมือนมีชีวิตจริง ๆ
“เจี๊ยบ แล้วแกจะไปดูตู้อะไรละ” เหมียวถาม
“ฉันอยากจะหาตู้พยากรณ์ตามวันเกิดนะสิ” เจี๊ยบบอกเพื่อน
“เออก็ดีเขาว่าดูแบบนี้แม่นที่สุด” นิดพูดตามที่เคยได้ยินมา
“เราไปเดินหาตู้พยากรณ์กันดีกว่า” เจี๊ยบบอกกับเพื่อนพร้อมกับก้าวเดินนำเพื่อนทุกคนไป

กิ๊บได้เจอกับตู้เซียมซีตู้ใหม่แล้ว มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากตู้พยากรณ์ที่เจี๊ยบเพิ่งจะพบ
“กฎข้อที่ ๒.
คำทายมิอาจลวง....
ดวงตาสวรรค์มิอาจเผย ด้วยมิเคยต้องสินบน
คนจรต้องจ่ายทาน จึงได้ผ่านอ่านเฉลย”

กิ๊บรู้ว่ากฎข้อที่ ๑. มันก็อยู่ที่ข้างตู้ไม่ต้องดูกันอีกแล้ว พอจะจำได้ว่าลักษณะของตู้เซียมซีนั้นต้องดำเนินไปอย่างไร กิ๊บจึงได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“สิ่งใดที่เจ้าฝัน สิ่งนั้นอาจเป็นจริง
มีของเพียงบางสิ่ง....
ที่ต้องแลก เพื่อได้มา”
ตัวหนังสือปรากฏขึ้นเหมือนการรวมตัวของกลุ่มควันธูปเพียงชั่วครู่แล้วสลายไปเมื่อเวลาหนึ่ง จึงกลับมารวมตัวกันเป็นตัวหนังสือข้อความใหม่อีกครั้ง
“ความจริงที่ได้รับ จะมากมายฤาล้ำค่า ขึ้นอยู่เจ้าเลือกมา...ตามกำลัง”
“สิ่งใดที่เจ้าแลก จงบอกมา ”
“๑. ความสุข”
“๒. ชีวิต”
“๓. วิญญาณ”
.......ข้อความบนหน้าจอของตู้เซียมซีปรากฏขึ้น พร้อมเสียงดนตรีที่เหมือนมีมนตร์......เพียงแต่ว่าสิ่งที่จะแลกได้เหลือเพียงสามข้อเท่านั้น ไม่มีอะไรแปลกไปเป็นเพราะว่าเธอได้เลือกข้อ ๒. เนื้อ ไปแล้วตั้งแต่ตู้ทำนายลายมือดังนั้นเมื่อเสียเนื้อย่อมต้องเสียเลือดด้วยเป็นธรรมดา ตอนนี้จึงทำให้เธอเหลือเพียงสิ่งที่จะต้องเลือกเพียงเท่านี้
กิ๊บไม่ได้สนใจว่ามันจะมีให้เลือกสักกี่ข้อ ถึงแม้จะมีให้อีกสิบข้อเธอก็คงเลือกทั้งสิบ กิ๊บตัดสินใจสัมผัสปุ่มไปที่ข้อ ๑. ความสุข
ทันใดนั้นหน้าจอทั้งหมดก็ได้ลบข้อความออกไปแล้วปรากฏข้อความใหม่ขึ้นแทนพร้อมด้วยเสียงบรรเลงเพลงบทใหม่ที่ฟังดูลึกลับและวังเวง....
“กฎข้อที่ ๓.
ความลับแห่งสวรรค์ จะสรรค์เสกให้เป็นจริง
มีเพียงอยู่บางสิ่ง ที่เจ้า...ต้องทำตาม
บทความ...ต่อไปนี้ มีเรื่องดี มีเรื่องร้าย
ฟ้าดินจักทำนาย ให้กลาย...แต่เรื่องดี...
เรื่องนี้...เป็นความลับ จงระงับอย่าแพร่งพราย
เจ้านั้นสมควรตาย หากเจ้านั้นเฉลยมัน...”

“สัญญา สาบาน ด้วยชีวาวาย”
มันคือปุ่มสัมผัสให้กดเพื่อทำข้อตกลงที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อความสุดท้าย กิ๊บก็ไม่ได้รีรอเลยเมื่อมันปรากฏขึ้นเธอก็กดปุ่มสัมผัสลงไปบนหน้าจอยืนยันคำสัญญาทันทีทันใด....

“ถ้อยแถลง แสดงความ ตามใจเจ้า
สิ่งใดเล่าที่เจ้าถาม ตามอธิษฐาน
ดลจิตคิด ดลจิตฝัน ดลบันดาล
ให้พานสบ พบสิ่งดี...”
ข้อความปรากฏออกมาให้อ่านผ่านหน้าจอเป็นตัวหนังสือที่ค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นจากข้างล่างจอขึ้นไปข้างบนอย่างช้า ๆ จนมาหยุดที่กลางจอ แล้วเลือนรางไปเหมือนกลุ่มควัน จึงกลับมารวมตัวกันขึ้นอีกครั้งเป็นข้อความใหม่

“...หากเจ้าทุกข์ใจร้อนกาย ให้เศร้าหมอง
จงประคองลองตามเซียมซี ชี้เฉลย
ความในใบเข้าทำนองตามจริงนั้นใช่เลย
ด้วยมิเคยทายใครให้ผิดคำ…”

สักพักหนึ่งกระดาษใบเซียมซีเก่า ๆ สีน้ำตาลเหมือนสีน้ำชามีข้อความตัวหนังสือที่เหมือนถูกเขียนไว้ด้วยลายมือ มันโผล่ออกมาจากช่องตรงข้างตู้ด้านล่างบริเวณเดียวกับที่เขียนข้อความของกฎข้อที่ ๑. เอาไว้
กิ๊บรีบก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาอ่านทันที...
“เซียมซีใบที่ ๑๔
“สวยรูปจูบมิหอม เข้าทำนองแต่หนหลัง แต่งตัวเหลือกำลัง จึงน่าชังจากข้างใน จิตใจไม่คงมั่น มักช่างฝันให้ได้มาชอบติฉินคำนินทา รักแล้วลาไม่ใยดี คนดีต้องหนีจาก เพราะเรื่องมากตนช้ำใจ วันคืนไม่สดใส มิอาจโน้มให้ใจงาม ชีวิตนั้นไม่นานนัก เดินทางลัดดั่งต้องมนตร์ วิถีมิมีถนน ช่างวกวนแลวนเวียน หนทางอย่างป่าเขา พอทำเนาให้หักเห เดินทางเหมือนร่อนเร่ ชีวิตชอบลังเล หันเหดั่งต้องลม ชีวิตจึงผสมด้วยลั่นทม และ ลำเค็ญ
ปัญญาฉลาดหลัก ปัญหาหนักใช้ไม่เป็น สิ่งดีจึงไม่เห็น เพราะไม่เป็นด้วยปัญญา ความคิดย่อมตรึกตรอง แต่ทั้งผองใช้เพื่อบ้า ความคิดพิจารณา นำพามาให้เป็นภัย ปัญหาใหญ่หลวงนัก ใครก็ทักแต่ไม่ฟัง ปัญญาท่วมหัวพัง มิอาจรั้งให้เย็นใจ คนดีมีเป็นสิบ แต่ไม่คิดเลือกคนบ้า ทุกอย่างต้องตามตำรา เรื่องนี้หนาจงระวัง
เนื้อคู่มี มิใช่เนื้อคู่แท้ คู่แน่ ๆ มีอยู่ไม่รู้หมาย ชีวิตนี้มีรักอย่างมากมาย แต่สุดท้ายก็เลือกได้ เพียงสามคน คนหนึ่งก็เห็นว่าเป็นบ้า บ้าตัณหา บ้าราคะ บ้าสับสน คนสองเหมือนดั่งโดนของต้องมนตร์ อยู่มิทนแล้วจากไปไม่กลับมา คนสุดท้ายได้หวังเป็นที่พึ่ง อยู่มิถึงนานก็จางหาย เหนื่อยรัก เหนื่อยใจ เหนื่อยกายา สุดท้ายมาอยู่เงียบอย่างเดียวดาย”
ตู้เซียมซีเครื่องนี้ได้ดับเครื่องลงไปแล้วแต่กิ๊บยังไม่ดับความเครียดที่สุมไฟอยู่ในใจของเธอได้
“บ้า! มันไม่จริง ทำไมมันเหมือนกันอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้” กิ๊บอยู่ในอาการที่ควบคุมอารมณ์โมโหโกรธานั้นไว้ไม่อยู่
เธอเอากระดาษเซียมซีที่เพิ่งอ่านจบแล้วนั้นมากฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ในขณะที่เธอกำลังฉีกเสียงโหยหวนร้องครวญครางดังขึ้นเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของกิ๊บด้วยเช่นกัน กิ๊บร้องกรี๊ดด้วยความตกใจกลัวแล้วโยนกระดาษที่ฉีกเป็นชิ้นนั้นทิ้งไปแล้วรีบจ้ำเท้าเดินมาหาเพื่อน ๆ ทันที
เศษส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยของกระดาษเซียมซีปลิวไปพร้อมกับลุกติดไฟขึ้นเผาตัวจนเป็นเถ้าถ่านอย่างไม่รู้สาเหตุ…ที่สำคัญไม่มีใครได้สังเกตเลย
เพื่อนทั้งสามสาวกำลังศึกษาวิธีเล่นจากตู้พยากรณ์ หันมามองกิ๊บเป็นสายตาเดียวกันด้วยความสงสัยที่กิ๊บแผดเสียงกรี๊ดออกมาดังลั่นอย่างนั้น พวกเธอกำลังมองไปที่กิ๊บตั้งแต่จ้ำเท้าเข้ามาหาจากที่ตู้เซียมซีตรงนั้นแล้ว
“แกเป็นอะไรวะ ร้องซะเสียงดังลั่นเลย” นิดบ่นใส่กิ๊บ
“ก็ไอ้ตู้เซียมซีบ้านั่นนะสิ” กิ๊บระบายสาเหตุของการกระทำตรงนั้นให้เพื่อนฟังแต่ก็ไม่กล้าเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพราะความที่ตนเองอยู่ในอาการตกใจและกลัวอยู่ภายในลึก ๆ
“แกก็อย่าไปซีเรียสมันนักเลยวะ คิดเสียว่าหมอดูก็หมอเดา หรือไม่ก็ตู้เกมหยอดเหรียญธรรมดาเครื่องหนึ่งก็พอ” เหมียวเตือนกิ๊บให้ได้สติ แต่ไม่ได้ผล
“อย่างนี้ละกัน แกมายืนดูเจี๊ยบมันเล่นตู้พยากรณ์นี่ละกันเผื่อว่ามันจะดีขึ้นมาบ้าง” นิดเรียกให้เข้ามาวงในใกล้ ๆ
“เอาละทีนี้ เจี๊ยบแกเริ่มเล่นต่อได้ละ” เหมียวพูดขึ้นและทุกคนก็พร้อมหน้ากันแล้ว
“ฉันพิมพ์วันเดือนปีเกิดละนะ” เจี๊ยบวางมือพิมพ์ข้อมูลวันเกิดของตัวเองด้วยแป้นคีย์บอร์ดแบบที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันจึงเป็นอีกตู้ทำนายดวงอีกเครื่องหนึ่งที่ทันสมัยมาก
“เวลาเกิด” ตู้ทำนายพยากรณ์สอบถามข้อมูลเพิ่มจากเดิม
“เวลาเกิดฉันไม่รู้วะ รู้แต่ว่าเป็นช่วงค่ำ” เจี๊ยบบอกกับเพื่อน ๆ
มันน่าเหลือเชื่ออย่างที่สุดเพียงแค่การสนทนากันของกลุ่มสาวทั้งสี่คน ข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นอย่างพอที่จะเดาได้ว่ามันคืออะไร...
“ความจริงมิอาจเร้น แต่ต้องเน้นแสวงหา
ข้อมูลที่ได้มา จะถามหาความเป็นจริง
จงหาของบางสิ่ง อันที่จริงอยู่กับตัว
มันอยู่ข้างบนหัว ไม่ต้องกลัวแค่เส้นเดียว”

“ฉันทายไม่ผิดว่าต้องเป็นเส้นผมแน่เลย” เหมียวพูดขึ้นเพราะความที่เคยเจอกับตัวมาแล้วตอนที่ดูไพ่ยิบซี
“กิ๊บแกช่วยดึงผมให้ฉันสักหนึ่งเส้นสิ” เจี๊ยบขอให้กิ๊บช่วย
“ได้สิ เดี๋ยวนะ อยู่นิ่ง ๆ นะ” กิ๊บกำลังเล็งจับเส้นผมที่ผ่านการดัดมาจนหยิก แล้วดึงออกมาได้หนึ่งเส้น ส่งให้เจี๊ยบ
“ฉันต้องเอามันใส่ลงไปในช่องนี้ใช่หรือเปล่า ?” เจี๊ยบถามเพื่อน ๆ แต่ก็หย่อนผมลงไปในช่องกลม ๆ สีดำมืด ๆ ที่อยู่ข้างแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดก่อนที่จะมีใครตอบคำถามของเจี๊ยบ
“เท่านี้ก็จบแล้ว” เจี๊ยบพูดขึ้นหลังจากได้หย่อนเส้นผมหยิก ๆ ของเธอลงไปในกรวยท่อสีดำนั่น
หลังจากเครื่องประมวลผลได้สักพักหนึ่ง จึงได้แสดงข้อมูลขึ้นอีกครั้งด้วยข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ
“เจ้านั้นเกิดเมื่อยาม ๗ หรือ ๗ โมงเช้า” เครื่องพยากรณ์ตามวันเกิดสามารถชี้แจงช่วงเวลาที่เจี๊ยบเกิดได้จากเพียงผมเส้นเดียวของเจี๊ยบเท่านั้น
จากนั้นจึงได้แสดงข้อมูลขึ้นอีกครั้งด้วยข้อความที่อยู่มุมด้านล่างทางขวามือของหน้าจอว่า “...ต่อไป...” “สุดยอดไหมละ ใครนะช่างคิดเครื่องนี้ได้ อยากรู้จักจริง ๆ” เจี๊ยบกล่าวชื่นชมพร้อมกับกดปุ่มสัมผัสไปที่หน้าจอตรงคำว่า “...ต่อไป...”
ข้อความใหม่ถูกแทนที่บนหน้าจอภาพของเครื่องพยากรณ์ดวงชะตาทันที
“ความจริงที่ได้รับ จะมากมายฤาล้ำค่า ขึ้นอยู่เจ้าเลือกมา...ตามกำลัง”
“สิ่งใดที่เจ้าแลก จงบอกมา”
“๑. เลือด”
“๒. เนื้อ”
“๓. ความสุข”
“๔. ชีวิต”
“๕. วิญญาณ”


เจี๊ยบและเพื่อน ๆ ชินแล้วกับข้อความที่ปรากฏขึ้นเพื่อให้แลกอะไรบางอย่างในชีวิตของพวกเธอแบบนี้มันไม่น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิดไว้เลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนยังอยู่ด้วยกันดี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...
“ฉันเลือกข้อ ๑.นะ” เจี๊ยบพูดขึ้นพร้อมกับยื่นมือจะไปสัมผัสที่ปุ่มบนหน้าจอ
“เดี่ยวสิ! แกคิดดีแล้วหรือ ไม่ลองเอาข้อ ๔ ข้อ ๕ ดูบ้างละ เลือกข้อแรง ๆ ก็จะได้คำตอบเยอะ ๆ ไงละ” นิดพูดขึ้นแทรกจนเจี๊ยบต้องหยุดชะงักกะทันหัน
“ไม่เอาละ ฉันเลือกข้อนี้ก็ดีแล้ว” เจี๊ยบเชื่อตัวเองมากกว่า
“ไอ้นิดแกไปยุ่งเรื่องของเจี๊ยบทำไมวะ ดวงมันก็ตามใจมันเหอะน่า” กิ๊บพูดบ่นใส่ที่เข้าไปขัดจังหวะ
เจี๊ยบไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เมื่อเห็นว่าเพื่อนหยุดปัญหาลงได้แล้ว เธอจึงได้ลงสัมผัสไปที่ปุ่มข้อที่ ๑. ทันที

ที่ห้องสตูดิโอถ่ายรูปซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันกับตู้ทำนายดวง นักศึกษาสาวทั้งสี่คนถ่ายรูปกันเสร็จแล้ว อยู่ในระหว่างที่นั่งรอรูปจากเครื่องถ่ายรูป
“ไหนเจี๊ยบฉันขอดูใบพยากรณ์ของแกหน่อยสิ ว่าเป็นไงบ้าง” กิ๊บขออ่าน
“แล้วเหมียวละ ไพ่ยิบซีสามใบที่ได้มา ได้อ่านหรือยัง” เจี๊ยบถาม
“อย่างนี้ละกันนะ เดี่ยวฉันอ่านของเจี๊ยบให้พวกแกฟังก่อนละกันนะ” กิ๊บขออ่านคำพยากรณ์ของเจี๊ยบให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้ฟัง
“ดวงเจ้านั้นตกต้องยามตามเกิด พระราหูเข้าพระเสาร์แทรกนั้นเล่า แม้ยามเกิดเจ้าแลแม่ย่อมต้องลำบาก ด้วยเกิดยากยิ่ง จะตายก็แต่ยังน้อย มักเลี้ยงยากเพราะมีโรคาพยาธิมากจึงเจ็บป่วยได้ไข้อยู่บ่อย ชะตาจำต้องนำพาให้จากที่อยู่ พ่อแม่หักมักทุ่มเถียงซึ่งกันมิสามัคคี เพื่อนจะนำทุกข์ร้อนมาให้ คราวเคราะห์นั้นต้องเสียขา เสียตา เสียตีน พิการขาซ้าย หรือ ง่อยเปลี้ย แต่ว่าใจเย็นเดินได้ทางถูกก็มิต้องเสีย อาจจะต้องตกเป็นชู้ด้วยมิรู้ เบื้องต้นต้องลำบากหากผ่านพ้น บั้นปลายชีวิตจึงจะสบายแล ชายต่ำต้อยดำแดงอยู่ทางทิศบูรพาจะได้เป็นที่พึ่ง ให้ฤทธิ์โทษบรรเทาเคราะห์ร้ายหายสูญ” กิ๊บเล่าจบอย่างที่เพื่อนทุกคนตั้งใจฟัง
“เออ ฉันก็ว่าใช่นะตอนเกิดแม่บอกว่ารกพันคอ กว่าหมอจะช่วยได้เกือบตายเหมือนกัน ส่วนทุกวันนี้พ่อแม่ฉันก็ทะเลาะกันได้บ่อย ๆ ทำเอาฉันเบื่อไปเลย แล้วเรื่องเจ็บไข้พวกแกก็เห็นว่าฉันเดี่ยวก็เป็นนู่นเป็นนี่ตลอด เพื่อนพาทุกข์ร้อนมาให้ก็พวกแกไงที่ชอบหาเรื่องมาให้ฉัน” เจี๊ยบพูดยังไม่จบแต่ก่อนที่เพื่อนจะเอ่ยปากด่า เธอจึงต้องพูดต่อให้จบอย่างเร็ว
“อย่างหลังนะ ฉันล้อเล่น” เจี๊ยบพูดได้ทันก่อนที่เพื่อน ๆ จะอ้าปาก
“แล้วชายต่ำต้อยละเจี๊ยบ แกหาได้ยังทิศบูรพานะ” นิดแซวจนทำให้ทุกคนนั่งหัวเราะ
“ต่ำต้อยหรือว่าเป็นเจ้าชายกบวะพวกแก” เหมียวแซวขึ้นบ้าง เพื่อนขำกันยกใหญ่
“ถ้าอย่างนั้นเหมียวแกอ่านคำทำนายจากไพ่ยิบซีของแกให้พวกฉันฟังบ้างสิ” กิ๊บทักขึ้น
“ได้สิ เอาละ ฉันอ่านละนะ นี่ใบนี้ก่อนละกัน” เหมียวหยิบไพ่เซียมซีมาใบหนึ่งมันเป็นรูปดวงจันทน์ที่มีสุนัขกำลังนั่งเห่าหอนอยู่
“ไพ่หมายเลข 18 The Moon อารมณ์ช่างหวั่นไหว จิตใจเกิดความสับสนจนกดดันความสัมพันธ์ไม่อาจจะคืบหน้าความระแวงคลานเข้าแทนที่ ความเหงาความว้าเหว่ ขาดศรัทธาในตนเอง การเงินฝืดเคืองมีเรื่องต้องใช้จ่ายมาก” เหมียวอ่านจบแล้วก็หยิบไพ่ยิบซีใบที่สองขึ้นมาแล้วอ่านต่อ
“ไพ่หมายเลข 6 The Lover...” เหมียวกำลังอ่านความหมายต่อไปแต่ต้องถูกขัดจังหวะ
“แหมเป็นรูปนางฟ้าด้วยนะ” กิ๊บเห็นรูปบนไพ่จึงพูดแทรกขึ้น ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ยังมองไปที่ใบหน้าของเหมียวเพื่อรอฟังคำพูดต่อไป
“ความรักที่สื่อกันระหว่างชายหญิง แต่ยังต้องเลือกระหว่างความพอใจกับความเหมาะสมหรือมีความรักที่ดื่มด่ำ เป็นคนที่มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามมีมนุษย์สัมพันธ์ดี เจ้าชู้มีปัญหาเรื่องความรักที่มีสามคน”
“โอ้โห ! นี่เหมียวแกนี่ใช้ไม่ได้เลยนะ แกผิดมากเลยในข้อหาไม่แบ่งเพื่อน” นิดแซวแล้วตัวเองก็หัวเราะเสียเองไปพร้อมกับเพื่อน ๆ
“นี่เหมียวขอฉันอ่านใบที่สามให้แกเองนะ” กิ๊บขออ่านไพ่ยิบซีใบที่สามของเหมียว
เหมียวจึงได้ยื่นไพ่ใบที่สามให้กับกิ๊บมันเป็นรูปโครงกระดูกสวมชุดผ้าคลุมสีดำถือเคียวโง้งยาวแหลมจนดูน่ากลัว
“น่ากลัวจังเลยวะแก” กิ๊บแค่เห็นรูปก็รู้สึกว่าไม่ดีแล้ว
“ไพ่หมายเลข 13 Death จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต มันคือช่วงเวลาที่ต้องเริ่มเรื่องราวใหม่และเรื่องเดิมจบลง เช่นเดียวกับการจบสิ้นเพื่อเริ่มต้นใหม่ ความรักที่ต้องจบลง หรือ ชีวิตที่ต้องจบลงแล้วเริ่มใหม่ สุขภาพมิสู้ดีจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเสียเลือดเสียเนื้อ”
“แล้วของกิ๊บละหายไปไหน เห็นไปเสี่ยงเซียมซีมาด้วยเหมือนกันนี่” เจี๊ยบถามถึงใบเซียมซีที่ได้มาจากเครื่องเหมือนกับที่นิดได้มา
“ฉันเห็นว่ามันไม่ดีก็เลยฉีกทิ้งไปแล้วละ” กิ๊บบอกความจริงเพื่อน ๆ
“แล้วแกละนิด แกทิ้งไปหรือยัง” เจี๊ยบถามถึงใบเซียมซีของนิดบ้าง
นิดยังไม่ทันตอบ เสียงดนตรีจากเครื่องถ่ายรูปก็ดังขึ้นเพื่อเรียกความสนใจมาที่รูปซึ่งกำลังออกมาจากเครื่องจำนวนสี่ใบครบคนพอดี
“ฉันว่าเราไปเอารูปแล้วก็ไปจากที่นี่กันเหอะ” นิดเอ่ยชวนให้ทุกคนลุกขึ้นจากเก้าอี้ได้แล้ว
“ใช่ ! ฉันว่าเราอยู่ในนี้นานเกินไปแล้วนะ ดูสินี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วนะ” กิ๊บเห็นด้วยและก็ไม่ต่างจากเพื่อนทุกคน
“เราไปเดินเล่นแล้วหาอะไรกินกันดีกว่านะ” เหมียวเสนอ
“ถ้าอย่างนั้นเราไปเอารูปแล้วไปกันเถอะ” เจี๊ยบเดินไปที่ตู้ถ่ายภาพพร้อมกับเพื่อนที่เดินตามกันมาเป็นกลุ่มปล่อยทิ้งไพ่ยิบซีทั้งหมดของเหมียวและใบพยากรณ์ของเจี๊ยบไว้บนโต๊ะอย่างไม่ได้สนใจ
เจี๊ยบก้มลงหยิบรูปทั้งหมดจำนวนสี่ใบออกมาจากช่องรับรูปที่อยู่ข้างล่างด้านหน้าของตู้นี้ แล้วแจกให้เพื่อน ๆ คนละใบเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“เออดีวะพวกแก มาที่นี่ยังไม่เสียสตางค์เลยสักบาทนะ” เหมียวพูดถูกต้องยังไม่มีใครเสียเงินเลย แต่บางทีอาจจะต้องเสียอะไรบางอย่างไปแทนก็ได้
“ไปกันเถอะนะ” กิ๊บพูดขัดขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังพินิจพิจารณาความสวยของตนเองที่อยู่บนรูปหมู่ที่ถืออยู่

สาวสวยสี่คนเดินย้อนกลับออกมาตามทางเดินอีกครั้ง...
“นั่น ข้อความเขียนไว้ข้างบนแหนะ” นิดเห็นมันแต่ไกล ในขณะที่ทุกคนกำลังก้าวเดินมาใกล้ทางออกที่มีข้อความนี้อยู่ปากทาง
เมื่อเริ่มใกล้ทางออกมากขึ้นก็ยิ่งเห็นข้อความที่ขึ้นไว้ข้างบนเหนือช่องทางออกชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเธอทั้งสี่เดินเข้ามาใกล้ขึ้นพอมองเห็นข้อความนั้นได้แล้วจึงอ่านข้อความไปพร้อมกับก้าวเดิน

“คืนวันจันทร์แลพระจันทร์เต็มดวง เมื่อแสงแรกฉายผ่านรัตติกาลอันยาวนาน
จุดเริ่มแห่งพยากรณ์จักอุบัติ หากมันผู้ใดต้องอาบแสงจันทร์ฉายแห่งค่ำคืนดารา
บัญชีที่มันผู้นั้นเลือกไว้ ข้าจักทวงเอา”

ทุกคนเดินอ่านแล้วผ่านไปอย่างไม่ได้คิดอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเธอมันจบลงแล้วในความหมายที่เหมือนไม่มีอะไรนอกจากรูปคนละใบที่ถืออยู่ในมือ
ไพ่ยิบซีและใบพยากรณ์ที่สาว ๆ ได้ทิ้งไว้ลุกติดไฟขึ้นเมื่อพวกเธอได้ก้าวพ้นออกไปจากทางเข้าออกของดินแดนพยากรณ์แห่งนี้
ไฟประดับของแสงหยดดาวตรงทางเข้าออกดับลงพร้อม ๆ กับตู้ทำนายดวงอิเล็กทรอนิกส์ทุกตู้ ราวกับว่ามันได้ถึงเวลาปิดร้านแล้ว ช่องทางเข้าออกแห่งนี้กำลังค่อย ๆ จาง ลางเลือนไปทีละน้อยแล้วหายไปเป็นกำแพงเรียบ ๆ ธรรมดาในบัดนั้นเอง....

วันไม่ดีเป็นไปตามคำทำนาย....มันเกิดขึ้นแล้วทีละขั้น เริ่มจาก...
“คุณครับ นี่ครับดอกไม้สวย ๆ” ต่ายหนุ่มรูปหล่อหน้าเช้มผมยาวเกือบถึงบ่าเริ่มเข้ามาทักทายกิ๊บอย่างเปิดเผย
กิ๊บท่าทางเขินอายแต่ก็ยื่นมือไปรับไมตรีนั้นไว้ “ขอบคุณนะคะ”
ทุกอย่างกำลังเหมือนจะไปได้ดีแต่แล้วก็ต้องมาลงเอยด้วยการถูกผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาตบหน้าอย่างแรง ทุกอย่างจบลงด้วยการตบตีจิกหัวเพื่อแย่งผู้ชายเพียงคนเดียว

“นี่เจี๊ยบเลิกยุ่งเรื่องของเต้ได้ไหมครับ” เต็โกรธมากที่เจี๊ยบเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวมากจนเกินงาม
“ก็เจี๊ยบไม่อยากให้เต้พูดคุยกับผู้หญิงคนไหนนี่คะ” เจี๊ยบหึงหวง
“แต่มันไม่มีอะไรนะครับ ทุกคนก็เป็นเหมือนเพื่อน เจี๊ยบคิดมากเกินไป” เต็อธิบายให้เจี๊ยบที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“แล้วเจี๊ยบด้วยใช่ไหมที่เป็นเหมือนเพื่อน” เจี๊ยบเริ่มคิดมากพาลอย่าไร้เหตุผล
“ไม่ใช่นะเจี๊ยบ เราทะเลาะกันมาตลอดหลายครั้งแล้วนะ ดูเหมือนว่าเราจะไปด้วยกันไม่รอด” เต้หมดความอด
“แล้วเต้จะเลิกกับเจี๊ยบ เพื่อไปคบคนใหม่ละสิ” เจี๊ยบก็ยังไม่พยายามเข้าใจอยู่นั่นเอง
“เอาอย่างนี้นะ เราห่างกันสักระยะหนึ่ง เต้สัญญาว่าเต้ไม่เปลี่ยนใจไปจากเจี๊ยบอย่างแน่นอน แค่ขอให้เราต่างไปทบทวนเรื่องของเราให้ดีก่อน จะได้ใจเย็นขึ้นกว่านี้” เต้คิดหาทางออกที่ดีก่อนที่จะเดินจากเจี๊ยบไป

“ใกล้สอบแล้วนะ นิดยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลย” นิดพูดกับแฟนของเธอเอง
“ตัวเองก็ตั้งใจสนใจเพิ่มให้มากหน่อยสิ” โก้แนะนำให้
“นิดไม่มีเวลา อยู่ที่บ้านก็ต้องทำงานที่บ้านอีก” นิดดูเหมือนเหนื่อย ๆ ทุกครั้งที่วันไหนที่บ้านเปิดร้าน
“นิดก็อาจจะต้องเวลา อาจจะลดเรื่องเดินเตร็ดเตร่เที่ยวห้างดูหนังฟังเพลงลงบ้างในช่วงนี้” โก้แนะนำ
“แล้วเรื่องของเราละโก้” นิดเริ่มเข้าประเด็น
“ก็ทำหน้าที่เรียนให้ดีที่สุดตามที่พ่อแม่ยอมเหนื่อยอดทนส่งเสียให้มาเรียน” โก้แนะนำอีก
“แต่เหมียวต้องการคนเอาใจใส่นะ” เหมียวอ้อนขอ
“ก็โก้เองก็ให้อยู่เสมอ หากเหมียวเข้าใจในการกระทำก็จะสัมผัสสิ่งนั้นได้” โก้มีหลักการเสมอ
“แต่เหมียวไม่เห็นรู้สึกเลยนะ” เหมียวไม่รับรู้อะไรเพราะยังไม่ยอมเข้าใจอยู่ดี
“บางอย่างต้องดูด้วยใจ เหมียวชอบมองด้วยตา หากลองทำความเข้าใจใช้เหตุผลก็จะรู้ว่าโก้หวังดี” โก้แนะอีก
“เหมียวเบื่อที่โก้เอาแต่เรียนแล้วก็มีแต่เหตุผลที่ไร้อารมณ์” เหมียวเริ่มพูดตามนิสัยก้าวร้าวของเธอ
“เฮ้อ...อ...” โก้ส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่าย แล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อไป ปล่อยให้เหมียวเก็บหนังสือแล้วลุกเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

“นี่นิดเธอทำงานด้วยเรียนด้วยมันก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอกนะ แต่มาเรียนแล้วนั่งหลับเนี่ยมันไม่ดีเลยนะ” อาจารย์ตำหนินิดกลางห้องเรียนก่อนจะหมดเวลาวิชานี้
“ฉันต้องไปทำงานพิเศษ วันนี้คงไปกับพวกแกด้วยไม่ได้นะ” นิดแยกตัวออกไปจากกลุ่มเพื่อน ๆ แล้วเดินจากไป
“อ้าวนิดจะรีบไปไหนครับ รอด้วยสิผมมีอะไรจะบอก” เจตน์เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“เจตน์คงต้องขอบอกกับนิดตามตรงเลยนะว่าเรื่องระหว่างเราพอแค่นี้เถอะนะ เป็นแค่เพื่อนจะทำให้เราคบกันไปได้รอดกว่านี้นะ” เจตน์กล่าวลาออกจากการเป็นแฟน
.”ไม่ใช่มั้งเจตน์ เป็นเพราะคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจตน์ตรงนั้นใช่หรือเปล่า” นิดพูดพร้อมกับมองไปทางผู้หญิงที่พูดถึง เจตน์จึงต้องหันหน้ากลับไปแล้วหันกลับมาอีกครั้ง
“เอ่อ มันไม่ใช่อย่างที่นิดคิดนะ” เจตน์จะแก้ไขในสิ่งที่นิดคิดแต่ไม่ทันแล้ว นิดเดินชนไหล่เจตน์แล้วจากไปทันที
เพื่อรีบไปทำงานพิเศษในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูเหมือนว่านิดจะเฉย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่..
“นี่นิดทำงานตั้งใจหน่อยนะ หากเธอเสริพผิดอยู่อย่างนี้ลูกค้าจะร้องเรียนเอานะ นี่หลายครั้งแล้วนะนิด แล้วนั่นเธอทำไมไม่เก็บจานโต๊ะนั้นมาด้วยเลยละ” ผู้จัดการร้านบ่นนิดจนหนื่อย

วันแย่ ๆ เกิดขึ้นแล้วกับทุก ๆ คน และ มันก็ดำเนินต่อไปอยู่แบบนี้ทุกวัน ๆ ๆ

ตะวันคล้อย...คืนเคลื่อนลอยผ่านเวียนเปลี่ยนหมุนไปคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งมาถึงวันจันทร์แห่งคืนค่ำพระจันทร์เต็มดวงฉายแสงนวลสว่างไสวในราตรีที่ไร้เมฆ...
สาวสวยนักศึกษาทั้งสี่คนไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสลัว ๆ ที่มีแต่ตู้ทำนายดวง ปล่อยให้เรื่องราวครั้งนั้นผ่านไปเหมือนสายลมที่ไร้ความหมาย.....บนชีวิตที่กำลังมาถึงทางเปลี่ยน...
“นี่กิ๊บ ฉันหิวจังเลยแก เดี่ยวฉันลงไปหาอะไรกินดีกว่า แกจะเอาอะไรไหม” เหมียวถามด้วยท่าทางที่ดูน่าจะหิวจริง ๆ
“ฉันขอเป็นบะหมี่น้ำละกันนะ” กิ๊บพักอยู่ห้องเดียวกันกับเหมียวบนหอพักหญิง ชั้น 5
“เออได้” เหมียวรับคำแล้วเดินผลักประตูห้องออกไป
แต่แล้วประตูห้องก็เปิดขึ้นอีกครั้ง...
“กิ๊บแกไปเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ ฉันไม่อยากเดินคนเดียววะแก” เหมียวย้อนกลับมาอีกครั้งในช่วงเวลาชั่วครู่เดียว
“ก็ได้” กิ๊บละจากหน้าจอทีวี แต่ก็ยังคงเปิดทิ้งไว้อยู่อย่างนั้น

ประตูลิฟท์ได้เปิดขึ้นที่ชั้น 1 ของหอพักแห่งนี้ สองสาวก้าวเดินออกมามุ่งตรงไปยังประตูที่เป็นทางออกของหอพัก
“ฉันขนลุกซู่เลยแก อยู่ ๆ ก็สะท้านขึ้นมาจับใจ” กิ๊บรู้สึกแปลกประหลาดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเธอได้ก้าวพ้นออกมาจากอาคาร
“เออวะแก อย่าว่าแต่แกเท่านั้นเลย ฉันก็เป็นเหมือนกัน” เหมียวก็รู้สึกแบบเดียวกัน
“ไปเหอะเรารีบไปรีบกลับกันดีกว่า สงสัยคืนนี้น้ำค้างลงจัด อากาศเย็น เดี่ยวเราจะไม่สบายกัน” กิ๊บคิดว่าเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ
ขณะเดียวกับที่เจี๊ยบกำลังเดินไปปิดผ้าม่านเพื่อเตรียมตัวเข้านอน แต่เธอก็ต้องพบกับดวงจันทร์แสงนวลสวยจนเธอรู้สึกได้ถึงความงดงามของมัน
“พระจันทร์คืนนี้สวยจังเลย” เจี๊ยบพูดในขณะที่กำลังชื่นชมกับความงามนั้น
มันเป็นความผิดพลาดที่เธอไม่ได้รู้ตัวเลย แสงของจันทร์ฉายก็ให้ได้สัมผัสกับผิวกายของเธอ
“วุ้ย..หนาววูบจนขนลุกเลย อากาศเย็นจริง ๆ คืนนี้” เจี๊ยบเข้าใจผิดพร้อมกับรีบปิดผ้าม่านลง
“แกร๊ก..ก..ก..” เสียงผ้าม่านกำลังถูกเลื่อนปิดลง

ไม่เว้นแม้แต่นิดที่ขณะนี้กำลังอยู่กับครอบครัวบนรถยนต์ส่วนตัวที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกมาจากห้างใหญ่บนถนนพระราม 3 เพื่อเดินทางกลับบ้าน
“อ้าว นั่นลูกเป็นอะไรไปละถึงหนาวสั่นอย่างนั้น” พ่อของนิดมองมาจากทางกระจกมองหลัง
“ไม่รู้เป็นอะไรคะพ่อ อยู่ ๆ ก็หนาวเย็นขึ้นมาจับใจจนขนลุกซู่ หนูเลยต้องเอาผ้ามาห่มเอาไว้นี่แหละคะ” นิดตอบด้วยเสียงที่จะพยายามไม่ให้มันสั่น
“พ่อรีบขับกลับบ้านเถอะ ลูกคงจะไม่สบายนะ จะได้ไปทานยาที่บ้าน” แม่ของนิดเร่งพ่อให้รีบกลับบ้าน

แสงจันทร์ยังฉายส่อง ผ่องใสให้กับครึ่งซีกโลกมืดใบนี้ มีเพียงสาวน้อย 4 คนเท่านั้นที่สะทกสะท้านกับความสวยงามที่ฉายนวลจากดวงดาวที่เชื่อว่ามีกระต่ายกำลังตำข้าวอยู่นั้น....จนราตรีที่ยาวนานผ่านพ้นไป....เช้าวันอังคารที่สดใสก็เข้ามาพร้อมกับประสบการณ์ที่พวกเธอจะต้องผ่านไปให้ได้บนความกลัวที่จะได้พบพาน......

“นี่กิ๊บ แกเข้าไปนานแล้วนะ ให้ฉันเข้าไปทำธุระบ้างสิ” เหมียวตะโกนให้ดังเพื่อเสียงจะได้เข้าไปถึงในห้องน้ำ
“เดี่ยวนะ ขอฉันล้างหน้าหน่อยนะ” กิ๊บตะโกนออกมาจากห้องน้ำ
เหมียวเดินผละออกมาจากที่หน้าประตูห้องน้ำ กลับมานั่งที่หน้าจอโทรทัศน์ในชุดนอนชุดเดิมพร้อมกับผ้าขนหนูที่พาดไว้อยู่บนไหล่
“กรี๊ด...ด.กรี๊ด..ด...กรี๊ด...ด.กรี๊ด..ด...” เสียงร้องของกิ๊บดังขึ้นมาจากในห้องน้ำ
เหมียวตกใจรีบลุกขึ้นวิ่งมาที่หน้าห้องน้ำพร้อมกับประตูห้องน้ำที่ถูกผลักให้เปิดออกมาอย่างแรง ทำให้ไปกระแทกเข้าที่หน้าผากของเหมียวอย่างแรง
“โอ๊ย..ย..ย..เจ็บนะ แกเป็นอะไรไปวะ” เหมียวลงไปนั่งก้นกระแทกพื้น ในขณะที่มือก็กุมหน้าผากตรงที่กระแทกอยู่
“เลือด” ทั้งเหมียวและกิ๊บร้องขึ้นมาพร้อมกัน ในขณะที่กิ๊บมองไปที่หน้าผากของเหมียว และ เหมียวเองมองไปที่มือของตัวเองที่เพิ่งจะเอาลงมาจากหน้าผาก
กิ๊บตกใจมาก อาจจะมากกว่าที่เกิดขึ้นกับตัวเองเสียอีก
“กะ..แก..เหมียวแผลของแก....” กิ๊บพูดไม่ออก และ เหมียวเองก็ยังตกใจที่มือเปื้อนเลือด
เหมียวรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันที ตามด้วยกิ๊บที่หันควับตามหลังเข้ามาในห้องน้ำด้วยเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” เหมียวตะลึงกับภาพที่เห็นในกระจกเงาที่อยู่ในห้องน้ำ
แผลของเหมียวมันขยับตัวพองขึ้นยุบลงเป็นจังหวะแล้วเลือดที่ไหลออกมามากมายนั้นกำลังย้อนหายกลับเข้าไปในแผล มันเหมือนกับว่าแผลกำลังดูดเลือดนั้นอยู่
เหมียวยกมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมาดูอีกครั้ง เลือดที่เปื้อนมือนั้นมันกำลังค่อย ๆ จางหายไปราวกับว่ามือของเหมียวได้ล้างน้ำจนสะอาด
บัดนี้แผลที่กำลังตอดเข้าออกเหมือนกำลังดูดน้ำอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนหน้าผากนั้นกำลังเล็กลง ๆ จนหายไป
กิ๊บยืนอยู่หลังเหมียวในท่าที่มือซ้ายกำลังกุมจับไว้ที่ข้อมือขวาของตัวเอง หน้าตาค้างไว้ที่กระจกอย่างตะลึงจนตัวแข็งลืมเรื่องที่เกิดขึ้นของตัวเองไป
“กิ๊บ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะกิ๊บ” เหมียวหันกลับมาถามพร้อมกับมือที่ยกขึ้นจับบนหน้าผากลูบไปมา
กิ๊บนิ่งค้างแข็งอยู่อย่างนั้น อย่างไม่ได้สติ จนเหมียวต้องตะโกนเรียกอีกครั้งพร้อมเขย่าตัว
“กิ๊บ แกเป็นอะไร” เหมียวตะโกนลั่นด้วยความตกใจและยังไม่หายสงสัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น
กิ๊บรู้สึกตัวแล้วจึงได้บอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอบ้าง...
“นี่เหมียว แกอธิบายเรื่องเมื่อครู่นี้ยังไม่ได้ แล้วเรื่องนี้ละ” กิ๊บพูดจบก็ยื่นมือขวาของเธอมาให้เหมียวดู
“หา !~? มันเป็นไปได้อย่างไรกัน” เหมียวตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นบนมือของกิ๊บ
มือของกิ๊บไม่มีเส้นสายลายมือเลยแม้เพียงสักเส้น มันเหลือแค่เนื้อเรียบ ๆ ขาวสะอาด
“แล้วแกลองดูนี่สิ” กิ๊บพูดพร้อมกับแบมือซ้ายขึ้นมาประกบข้าง ๆ มือขวาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ

เหตุการณ์เรื่องเดียวกันกำลังจะเกิดขึ้นอีกสองแห่งกับคนอีกสองคนพร้อม ๆ กัน...
“โอ๊ย..ย..” เสียงร้องของเจี๊ยบดังขึ้นเบา ๆ กับบาดแผลที่เกิดจากมีดที่เธอกำลังหั่นผักอยู่
เลือดสีแดงสด ๆ กำลังหยดลงบนเขียง มีดที่เปื้อนเลือด นิ้วของเจี๊ยบบาดลึกเป็นทางยาว เจี๊ยบหันควับกลับไปที่อ่างน้ำเพื่อล้างแผลแต่เธอก็ต้องตะลึงงันเมื่อแผลของเธอมีอาการขยับเหมือนกับอ้าปากแล้วปิดปาก อ้าปากแล้วปิดปากอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เลือดที่ไหลเปื้อนไปทั่วทุกนิ้วมือของเธอแล้วในตอนนี้กำลังไหลย้อนกลับเข้าไปในบาดแผลที่เปิดปิดอยู่ต่อหน้าต่อตาของเจี๊ยบที่อยู่ในอาการที่พูดไม่ออก
เลือดบนเขียงและบนมีดกำลังจางหายไปจนสะอาดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันใหม่เหมือนตอนที่ยังไม่ได้ใช้งานเลย ทำให้เจี๊ยบต้องงงงวยเป็นครั้งที่สองเมื่อหันกลับมาเห็นเข้า หลังจากที่แผลบนนิ้วของเธอหายไป
มันทำให้เธอหยุดทำงานทุก ๆ อย่างในบ้าน แล้วมานั่งคิดนึกทบทวนอยู่คนเดียวบนชุดรับแขกในบ้าน

“ฮัลโหล เจี๊ยบแกชวนนิดมาหาฉันที่หอหน่อยสิ มีเรื่องสำคัญมากจะต้องคุยกัน” กิ๊บโทรศัพท์มาที่โทรศัพท์มือถือของเจี๊ยบ
“ได้สิ ก็ดีฉันก็มีเรื่องที่จะต้องปรึกษากับพวกแกอยู่เหมือนกัน เดี่ยวฉันจะขับรถไปรับนิดที่บ้านเอง” เจี๊ยบดีใจขึ้นเมื่อเพื่อนโทรมาได้จังหวะ

สาวสวยทั้งสี่คนจึงได้รวมตัวกันอีกครั้งที่ห้องพักของกิ๊บและเหมียว เพื่อปรึกษาคิดหาสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น...
“เอาละทุกคนดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันนี่” กิ๊บพูดขึ้นพร้อมวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะญี่ปุ่นทรงสี่เหลี่ยมขนาดพอให้ทั้งสี่สาวได้นั่งประชุมกันได้ถนัด
“เฮ้ย! เป็นไปได้อย่างไรกัน” นิดพูดขึ้นเป็นคนแรกเมื่อได้เห็นลายมือข้างขวาของกิ๊บหายไป
“แล้วมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรวะกิ๊บ” เจี๊ยบถามด้วยความสงสัย
“เมื่อเช้านี้ ขณะที่ฉันกำลังจะล้างหน้า ตอนแรกเอามือลองน้ำอยู่ที่ก๊อกน้ำฉันก็นึกว่าไม่มีอะไร แต่พอยกขึ้นจะมาถึงที่ใบหน้าจึงเห็นได้อย่างชัด ๆ เลย” กิ๊บนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ยังไม่หายไปจากความตกใจของเธอ
“ส่วนฉัน ถูกประตูห้องน้ำที่กิ๊บผลักออกมาโดนเข้าที่หน้าผากอย่างแรกจนหน้าผากแตกเลือดไหล แต่มันกลับหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” เหมียวนึกถึงภาพที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“อย่างนั้นตอนนี้แกก็คล้าย ๆ กับเรื่องที่ฉันเจอ” “เมื่อเช้านี้ฉันตั้งใจทำกับข้าวกินแต่ด้วยความรีบร้อนมีดเลยบาดมือเป็นแผลลึกที่นิ้วแล้วมันก็หายไปพร้อมกับเลือดทุก ๆ ที่ ๆ มันหยดหรือเปื้อน” เจี๊ยบเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ ! ของฉันก็เหมือนกัน ทุก ๆ ที่ ๆ มีเลือดเปื้อนมันจะหายไปหมด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” เหมียวกล่าวขึ้นด้วยอาการตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“ฉันตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลยวะแก” นิดพูดขึ้นอย่างประหลาดใจที่เรื่องทั้งหมดมันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเธอเลย
“เออ นั่นสิแล้วเป็นเพราะอะไรละ ทำไมนิดถึงเป็นคนเดียวที่ยังไม่มีอะไรแบบพวกเราสามคน” กิ๊บตั้งโจทย์ถามทุกคนในที่ประชุม
“......” ความเงียบได้ปกคลุมอยู่ในช่วงขณะหนึ่งก่อนที่....
“พวกแกลองย้อนนึกกลับไปถึงวันที่เราไปเดินเล่นกันที่ห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์ สิ” กิ๊บพูดขึ้นเป็นคนแรกหลังจากความสงบเงียบเข้าปกคลุมได้ระยะเวลาหนึ่ง
“อืม..ใช่ ! พวกเราไปดูดวงกันที่นั่น แล้วคำทำนายต่าง ๆ มันก็ไม่ดีเลยสักคน” เหมียวคิดออกแล้ว
“นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องกดปุ่มเลือกสิ่งที่จะต้องแลกกับคำทำนายแทนการหยอดเหรียญเสียอีก” เจี๊ยบกล่าวเสริมได้ใกล้ถึงคำตอบแล้ว
“นี่พวกแกกำลังคิดว่าเป็นเพราะตู้ดูดวงบ้า ๆ นั่นนะหรือ” “มันก็ยังไม่ตอบโจทย์เดิมที่ว่าทำไมฉันถึงไม่เป็นอะไรเพียงคนเดียวทั้งที่วันนั้นฉันเล่นตู้เซียมซีเป็นคนแรกเลยนะพวกแก” นิดพูดขัดแย้งได้อย่างตรงไปตรงมา
“เห้อ..อ..ฉันหิวละ ใครเอาอะไรไหมนี่ก็จะเที่ยงแล้ว ฉันจะลงไปซื้อของกินแล้วก็เอาเครื่องดื่มเย็น ๆ มาด้วย” นิดพูดขึ้นด้วยความหิวที่เมื่อเช้าก็ยังไม่ทันได้ทานอะไรเลยเพราะต้องรีบติดรถมาพร้อมกับเจี๊ยบ
“ฉันขอเป็นอะไรก็ได้นะนิด” เจี๊ยบตามใจนิด
“เออฉันด้วยนะอะไรก็ได้” เหมียวก็ตามใจนิด
“เหมือนกัน แกอยากซื้ออะไรมาก็ซื้อมาเลยละกันนะนิด” กิ๊บก็เช่นเดียวกัน
คงเป็นเพราะความที่สาวสวยทั้งสามที่พบกับเหตุการณ์ประหลาดยังคงหวั่นไหวในห้วงความคิดอยู่ จนไม่มีเวลาไปสนใจคิดเรื่องอื่น ๆ
“อย่างนั้น ฉันไปละนะ เดี่ยวมา” นิดเดินออกจากห้องไปเพียงคนเดียว ปล่อยให้ กิ๊บ, เหมียว และ เจี๊ยบ นั่งประชุมกันอย่างเคร่งเครียดต่อไป...

ประตูห้องได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง นิดก้าวย่างเข้ามาในห้องขณะที่เพื่อน ๆ กำลังถกเถียงกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรทำไมจึงไม่เกิดขึ้นกับนิด ทั้งที่พวกเธอทั้งหมดสี่คนก็ได้ไปที่ตู้คำทำนายดวงที่นั่นด้วยกันทั้งหมด
“เอาละ พวกแกไม่ต้องเถียงกันอีกแล้ว ว่าทำไมมันถึงไม่เกิดขึ้นกับตัวฉัน เอาเป็นว่าเราคงต้องกลับไปที่ห้างเดอะ เวิลด์ บ้านั่นอีกครั้งแล้วละ” นิดพูดขึ้นแทรกในมือถือถุงพลาสติกที่ใส่อาหารไว้มากมายหลายถุง
“อ้าว ทำไมละ ตอนแรกแกก็ไม่เชื่อไม่ใช่เหรอวะนิด” เหมียวถามขึ้นอย่างสงสัย เหมือนกับที่กิ๊บและเจี๊ยบกำลังสงสัยอยู่ด้วยเช่นกัน
“ก็เพราะว่ามันได้เกิดขึ้นกับฉันแล้ว” นิดทำเอาทุกคนงงสงสัยกันใหญ่ ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่นิดลงไปข้างล่างของอาคารเพื่อซื้อของ
“ฉันโดนหมาล๊อตไวเลอร์กัดเข้าให้ที่ขา ไม่รู้มันเป็นอะไรอยู่ ๆ ก็บ้าขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่ไงกางเกงขาดเลย” นิดพูดจบก็เปิดลอยขาดของกางเกงให้เพื่อน ๆ ดูแต่ไม่เห็นล่องลอยของบาดแผลแต่อย่างใด
“เป็นแผลเหวอะหวะเลยแหละ แล้วมันก็หายไปพร้อมกับเลือด ที่สำคัญมันน่ากลัวตรงที่แผลมันขยับได้เหมือนมันมีชีวิตของมันเอง เหมือนมันไม่ใช่ขาของฉัน” นิดเล่าด้วยความตกใจในท่าทางที่ดูเหนื่อย ๆ
“แล้วคนแถวนั้นเขาไม่งงกันเหรอไงวะแก” เจี๊ยบถามด้วยความอยากรู้เรื่องต่อ
“ก็งงกันเป็นไก่ตาแตกไปเลย อยู่ ๆ เจ้าของหมาก็เข้ามาดูอาการแล้วไม่เจอแผลให้เห็นเลยแม้เพียงรอยขีดข่วน ก็เลยตกใจอยู่เหมือนกันแหละ” นิดเล่าให้ฟังจนจบ โดยที่ตอนนั้นนิดรู้ได้ทันทีว่าเป็นเพราะอะไร
“ทีนี้ ฉันคิดว่า ฉันเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพวกแกแล้ววะเพื่อน” นิดพูดขึ้นปิดท้ายความสงสัยที่สรุปได้แล้วในที่ประชุม

ทั้งสี่สาวจึงได้ข้อสรุปแล้วว่าเธอควรจะต้องกลับไปที่ห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์ อีกครั้งหนึ่งเพื่อไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ให้มันดำเนินต่อไปถึงตอนสุดท้าย...
หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงกันเสร็จแล้ว เจี๊ยบจึงได้ขับรถพาเพื่อนทุกคนไปที่ห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์
“เอาละถึงแล้ว” เจี๊ยบพูดขึ้นในขณะที่กำลังดับเครื่องยนต์
“ได้เวลาที่เราต้องช่วยกันใช้สมองให้มาก ๆ แล้ว” นิดพูดจบก็ผลักประตูรถออกไปเป็นคนแรก แล้วตามด้วยทุกคน

ทั้งหมดเดินมาถึงตรงจุดที่จำได้ว่าเป็นที่ ๆ เคยเจอกับทางเข้าของตู้ทำนายดวง
“นั่น ฉันเห็นมันแล้ว” เจี๊ยบชี้ไปยังทางเข้าของลานพยากรณ์
“รู้สึกมันจะเปลี่ยนที่นะ” เหมียวรู้สึกไม่ค่อยจะคุ้นนัก
“ใช่ มันไม่น่าจะอยู่ตรงนี้นะ มันน่าจะตั้งอยู่ทางนั้นมากกว่า” กิ๊บก็เช่นเดียวกันกับเหมียว
ทั้งสี่สาวเดินจ้ำอย่างเร็วจนมาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าช่องทางเข้า พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองป้ายเพื่ออ่านข้อความที่ปรากฏอยู่
“ป้ายข้างบนหน้าทางเข้าก็เปลี่ยนข้อความไปแล้วด้วย” นิดพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนมองไปที่ป้ายข้อความนั้นอยู่แล้ว

“จันทร์เอ๋ยจันทร์งาม ขอถามทางไป
จันทร์เอยเจ้าอยู่ไกล ทางใจจึงอ่อนล้า
จันทร์เอ๋ยช่วยนำพา เวลาของข้านี้กลับคืน”

มันเป็นข้อความที่กล่าวถึงดวงจันทร์เหมือนกับครั้งแรก แต่ยากสำหรับพวกเธอจะประมาณความหมายนี้ได้
“คราวนี้มันหมายถึงอะไรละ” นิดสงสัยจึงถามเพื่อนทุกคนในกลุ่มเผื่อว่าพอจะคิดออกกันได้บ้าง
“เอาเหอะ ตอนนี้เราไม่มีเวลาจะมาตีความหมายกันแล้วนะ” กิ๊บรีบจูงมือนิดให้เดินตามมาในขณะที่เพื่อนทั้งหมดกำลังก้าวเดินไปแล้ว
“มันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง” เหมียวกล่าวเทียบกับภาพที่จำได้จากครั้งแรกที่มีประสบการณ์
“ลุงคนแก่คนนั้นก็ไม่อยู่ด้วย” เจี๊ยบชะเง้อมองไปที่โต๊ะประจำตัวของชายชราอายุเกินร้อย
“แล้วเราจะปรึกษาเขาได้อย่างไรดีละ” เจี๊ยบสงสัยว่าจะทำอย่างไรดี
“ก็ไม่ต้องทำอะไรนะสิ เราก็ถามความเอากับเจ้าตู้ทำนายดวงพวกนี้สิ” กิ๊บเสนอเพราะเข้าใจว่าน่าจะเป็นไปได้
“เอาละไปที่ตู้ดูลายมือของกิ๊บกันก่อนเลยละกัน” เหมียวจูงกิ๊บไปที่ตู้ทำนายลายมือ
ทุกคนเดินตามกันไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้ทำนายลายมือ แล้วล้อมวงประชิดกันอยู่ที่หน้าตู้
“เอาละ ฉันจะเริ่มแล้วนะ” กิ๊บพูดขึ้นพร้อมกับวางมือข้างซ้ายคว่ำลงไปบนกระจกเงาของตู้ทำนายลายมือ
“และเช่นนี้แล้ว วันนี้ก็ถึงครามาเยือน ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง สาวิตรี” เครื่องทำนายดวงด้วยลายมือทักทาย
“นี่แหละคือปัญหา มันอัจฉริยะก็จริงอยู่หรอกนะ แต่มันเล่นกันแรงเกินไป” กิ๊บบ่นให้เพื่อน ๆ ฟัง
“ปัญหาไม่ใช่มันทำนายแม่นหรอกนะ แต่มันจะเอาชีวิตของพวกเราทั้งหมด” เหมียวพูดขึ้นด้วยความรู้สึกเกลียด
”หากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นพวกเราคงไม่มาเหยียบที่นี่เป็นครั้งที่สองเป็นแน่” เจี๊ยบโมโหกับเครื่องหลอกลวงเหล่านี้

“หนทางมีเหตุ มีเกิดขึ้น มีแก้ มีทางเป็นไป
อยู่ที่ใจเข้มแข็งพอ ย่อมค้นหาหนทางพบ
เพราะทุกอย่างมีเพียงสอง ต้องคู่กันเสมอ
มีทางเกิด ก็ย่อมมีทางดับ มีเหตุ ก็ย่อมมีผล
และ มีปัญหา ก็ย่อมมีทางแก้ไข”
เครื่องทำนายลายมือ สื่อข้อความขึ้นที่หน้าจอภาพ เหมือนมีหูฟังเรื่องราวของกลุ่มสี่สาว

“คราวนี้มันจะเล่นเกมอะไรกับพวกเราอีกละนี่” เหมียวชักจะวิตก และ เช่นเดียวกันกับเพื่อน ๆ ทุกคนในที่นี้
“แกลองถามมันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไปสิ” เจี๊ยบเสนอ
“เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉัน จะต้องแก้ไขอย่างไร” กิ๊บไม่ได้กดปุ่มใด ๆ บนหน้าจอ เพียงเอ่ยปากถามออกไปเท่านั้น

“อย่าได้ร้อนใจกับหนทางต่อไปนี้ที่เจ้าต้องก้าวเดิน
ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นเรื่องดีเกินกว่าที่เจ้าจะเชื่อได้
หากเพียงเจ้ากล้าท้าชะตาลิขิต กระทำในสิ่งอันมิควร
และนี่คือหนทางเดียวที่เจ้าจะรอดพ้นจากความทุกข์ใจทั้งปวง...”
เครื่องทำนายดวงด้วยลายมือดูเหมือนว่าจะบอกอะไรบางสิ่งที่ช่วยเธอได้ แต่มันคงเป็นการบ้านที่ยากเย็นพอที่จะคุ้มกับการแลกเปลี่ยนกับเหตุเภทภัยที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ

“เครื่องมันคงไม่ให้เธอได้อะไรไปง่าย ๆ หรอกน่า เชื่อฉันได้เลย” นิดพูดขึ้นอย่างมั่นใจและโกรธเจ้าเครื่องบ้า ๆ เครื่องนี้

“สิ่งใดที่เจ้าเลือก ในสองข้อนี้ มันจะเป็นทางเปิดให้เจ้าได้พบกับความสุขสมหวัง
หากเจ้าทำภารกิจเย้ยชะตาได้สำเร็จ เจ้าจะรอดพ้นจากเงื่อนไขทั้งปวง
เพียงทางแก้นั้นอยู่แค่เจ้าเอื้อมทำ ความสุขที่มีเกินพรรณนาจะบังเกิดแก่เจ้า”
“๑. ชีวิต”
“๒. วิญญาณ”
เครื่องทำนายลายมือสร้างเงื่อนให้เธอไว้สองข้อเพื่อเธอจะได้เลือกผูกเอาไว้อีกหนึ่งปม....

“จะทำอย่างไรดีละ คราวนี้เครื่องมันให้ฉันเลือกอีกแล้วนะ” กิ๊บเหมือนไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากต้องเลือกเล่นเกมนี้ต่อไป
“แกคงต้องเลือกมันแล้วละ ไม่อย่างนั้นแกก็จะต้องเป็นคนอมทุกข์อยู่อย่างนี้ไปตลอด” เหมียวคิดว่าถึงความจำเป็นแล้ว
“ก็ได้อย่างนั้นฉันจะเลือกข้อ. ๑ ชีวิต แล้วนะ” กิ๊บพูดด้วยความลังเล แต่ยังไม่กล้าพอที่จะทำ
“สำคัญว่าแกต้องทำตามที่มันบอกมาให้สำเร็จเท่านั้น แกจึงจะรอดได้” นิดย้ำในสิ่งที่เครื่องมันสร้างเงื่อนไขไว้
“อย่างไรก็เหอะนะ การไม่มีความสุขเลยตลอดชาติ แกก็เหมือนตายไปแล้วทั้งเป็นนั่นแหละ” เจี๊ยบกล่าวเปรย
“เอาละ ฉันไม่มีทางอื่นแล้วนี่” กิ๊บตัดสินใจเอื้อมมือข้างขวาไปกดปุ่มสัมผัสที่หน้าจอภาพ บนข้อ. ๑

“ต่อไป ข้าจะแจ้งแถลงไข ถึงหนทางไป ให้เจ้าแก้ แต่ความลับนี้จะเป็นของเจ้าแต่ผู้เดียว”
สาวทั้งสี่อ่านข้อความนี้จากเครื่องทำนายลายมือก็รู้แล้วว่าได้เวลาความลับจริง ๆ ของกิ๊บที่จะต้องไม่เปิดเผยให้ใครรู้เลยอย่างเคร่งครัดที่สุด ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเธอทั้งหมดจะไม่ล่วงละเมิดข้อตกลง
“ข้อความนี้มีเพียงเจ้าที่ได้อ่าน จงอย่าผ่านข่าวสารให้เฉลย
ความจริงนี้เจ้าจงอย่าละเลย หากเปิดเผยถึงคราวเจ้าหักชีวี”
ข้อความปรากฏขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ และ หลังจากนี้ไป กิ๊บจะเป็นผู้ที่เห็นข้อความนี้แต่เพียงผู้เดียว
“ข้อปฏิบัติ ๑. จงเลือกนำพาใครสักคนที่เจ้าอาจจะรักหรืออาจจะชังก็ตาม เพื่อเป็นแทนตัวเจ้า
ข้อปฏิบัติ ๒. จงจุดธูป ๑ ดอกปักไว้ทางทิศตะวันตกแห่งความตาย ณ สถานที่ ที่เจ้าจะกระทำตามในข้อปฏิบัติ
ต่อไป อธิษฐานดังข้อความตามนี้ว่า “ก้อนเนื้อและก้อนเลือดต่อไปนี้ข้าจะมอบให้”
ข้อปฏิบัติ ๓. จงประหารใครคนนั้นลงปลงให้สิ้นลม
ข้อปฏิบัติ ๔. นำธูปที่ปักไว้ในทิศแห่งความตายนั้นมาปักไว้ในปากของมัน แล้วอธิษฐานอีกด้วยว่า
“ก้อนเนื้อและก้อนเลือดนี้ข้ามอบให้ ส่วนของข้า ข้าขอคืน”
ข้อปฏิบัติ ๕. นำมันพามันอันไร้ชีพนั้นมา ณ ที่แห่งนี้ในบัดดลกาล อย่าได้ช้าแต่อย่างใดเลย
ข้อปฏิบัติ ๖. เจ้ายังมีเวลาทำให้สำเร็จจนกว่าราหูจักอมจันทร์
แลข้อปฏิบัติเหล่านี้จักนำพาให้เจ้าไม่พบแค่ความทุกข์ใดอีกเลยในกาลข้างหน้านั้นทั้งหมดทั้งปวงเจ้าจักได้พบความสุขเพียงเท่าที่เจ้าจักพอสมใจ”

“ฉันจะทำได้อย่างไร” กิ๊บเหงื่อแตกเหมือนร้อนรุ่มแต่ตัวเย็นเฉียบด้วยความกลัว อ่านข้อความไปก็เริ่มรู้สึกอยากจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา
“แกเป็นอะไร ใจเย็น ๆ อย่ากลัวไปเลยเพื่อน” นิดโอบไปที่ไหล่ของกิ๊บเบา ๆ เพื่อให้คลายความกลัว
”บางทีแกต้องทำตามมันเพื่อจะได้ไม่เป็นแบบนี้อีก” เหมียวพูดทั้งที่ไม่ได้เห็นไม่ได้อ่านข้อความที่กิ๊บต้องเจอมา
“อย่ากังวลเลย ข้อปฏิบัติทั้งหมดจักเข้าไปฝังอยู่ในหัวของเจ้าเอง” ข้อความท้ายสุดที่เครื่องทำนายลายมือบอกมาให้กิ๊บได้รู้ แต่ตอนนี้กิ๊บคงไม่ได้กังวลเรื่องจำได้หรือไม่ได้
“เดี่ยวเราไปที่เครื่องทำนายไพ่ยิบซีของเหมียวกันต่อ” เจี๊ยบเร่งเครื่องให้ทุกคนรีบทำจะได้พ้นไปจากที่ตรงนี้เสียที
“นิดประคองกิ๊บมาด้วยนะ ดูมันจะไม่ค่อยสบายเลย” เหมียวออกคำสั่งเพื่อน
ทุกคนหยุดลงแล้วที่หน้าเครื่องทำนายไพ่ยิบซี ได้เวลาของเหมียวที่แก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว..
“สิ่งใดที่เจ้าเลือกต่อไปนี้จักเป็นเงื่อนไขผูกพันเจ้าไว้กับไพ่หมายเลข 13
หากเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเจ้าอีกครั้ง
เจ้ามีหนทางเดียวที่จะต้องเลือกที่จะแลก
และหนทางจะส่องสว่างให้เจ้าได้เห็นทางแก้
เจ้าจักเดินทางไปสู่ความสุขอันเสพสมตามอารมณ์ที่อยาก
หากเจ้าได้ทำตามข้อปฏิบัติ อันเจ้าเท่านั้นจักต้องทำมันลงให้สำเร็จเท่านั้น
เงื่อนไขที่เจ้าเลือกจะเป็นอันยกให้โมฆะทั้งหมดทั้งปวง”
เครื่องทำนายไพ่ยิบซีเริ่มเรื่องในทันทีเหมือนรู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือใครที่เคยมาใช้บริการ...แล้วข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอภาพ
“เจ้าจงผูกเอาไว้กับใจข้า เจ้าจงเลือกมา ว่าสิ่งใดที่ใจเจ้าต้องการผูก
”ข้อ ๑. วิญญาณ”
เครื่องทำนายไพ่ยิบซีไม่ได้โกงแต่อย่างใดที่ปรากฏข้อความให้เลือกเพียงหนึ่งเดียว...
“เฮ้ย ! แบบนี้มันขี้โกงกันนี่” เหมียวโวยวายใส่เครื่องทำนายไพ่ยิบซี
หน้าจอภาพจึงได้ปรากฏข้อความใหม่โต้ตอบกลับมา “เจ้าผิดสัญญา มาแต่หนหลัง ที่เผยความลับให้เพื่อนผองของเจ้าได้ล่วงรู้ ข้านั้นควรหักหารชีวิตเจ้าให้ม้วยสิ้นลง ณ ที่ตรงนี้ แต่ข้าก็ไม่”
มันเป็นข้อความที่ทุกคนในกลุ่มเห็นและได้อ่านมัน ทุกคนจึงต้องยอมจำนนเมื่อย้อนนึกขึ้นได้ว่าพวกเธอได้แลกกันอ่านคำพยากรณ์ ดูเหมือนจะมีเพียงกิ๊บกับนิดเท่านั้นที่ไม่ได้ให้ใครได้อ่าน ด้วยความที่ทั้งคู่ได้ทำลายมันทิ้งไปเสียแล้ว
“แกจะยอมเสี่ยงหรือเปล่าละเหมียว ถ้าแกเลือกแกต้องทำตามให้สำเร็จนะ” นิดถามในขณะที่ยังกอดกิ๊บไว้อยู่
“แต่ถ้าฉันไม่เลือกก็ต้องตายเพราะผิดสัญญาเมื่อคราวที่แล้วอยู่ดี” เหมียวเกรงและกลัว
“แต่แกทำสำเร็จได้นี่” เจี๊ยบให้กำลังใจ
“ใช่ ถ้าแกทำได้สำเร็จ แกจะปลดหนี้ทั้งหมด แล้วก็จะเจอแต่ความสุข” นิดเสริมให้เหมียวเชื่อมั่น
“อย่างไรก็ตาม แกคงต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแล้วละ” เจี๊ยบให้ตัดสินใจไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
“เอาละ ฉันจะเลือกทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกอะไรเลย” เหมียวห่อเหี่ยว เอื้อมมือไปอย่างไร้เรี่ยวแรงสัมผัสบนหน้าจอภาพที่ข้อ. ๑ ซึ่งนั่นคือข้อเดียวที่ต้องเป็นเช่นนั้น
“ทางแก้ข้าจักบอกเจ้า แต่มันคือหนทางแห่งความลับ จงฝังมันไว้กับตัวเจ้าเพียงลำพัง
หากแพร่งเผยความไป เจ้าจักถึงภัยจนสิ้น แลข้อความต่อไป เจ้าจักเห็นแต่เพียงเจ้า รู้แต่เพียงเจ้าเท่านั้น”
เครื่องทำนายไพ่ยิบซีกล่าวขึ้นบนหน้าจอภาพแล้วข้อความก็หายไปทั้งหมด พร้อมปรากฏขึ้นด้วยไพ่จำนวนหลายใบบนหน้าจอภาพที่มีเพียงแต่เหมียวเท่านั้นที่เห็นว่าไพ่ทุกใบคว่ำอยู่ ในขณะที่เพื่อนมองเห็นหน้าจอภาพที่ว่างเปล่า และครั้งนี้เครียดกว่าเมื่อไม่มีเสียงดนตรีใดที่จะบรรเลงให้ชื่นใจได้เลย
ได้เวลาที่เหมียวจะต้องเลือกหนทางเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือไม่ก็ดีกว่าเดิมหากทางแก้ที่เธอได้เลือกมานั้นทำให้เธอเปลี่ยนแปลงได้จริง
เหมียวเอื้อมมือที่กางนิ้วชี้เอาไว้พร้อมออกไปสัมผัสที่กลางจอภาพ....
ไพ่ที่ไม่ได้ถูกเลือกกระเด็นถอยหลังหายไปในจอภาพนั้น คงเหลือไว้เพียงแต่ไพ่ใบเดียวที่เหมียวได้เลือก
“ไพ่ทางแก้หมายเลข 13 The Death
ดวงชะตาของเจ้าคงหนีไม่พ้นหนทางระหว่างเส้นยมโลกกับการมีชีวิตอยู่ซึ่งเจ้ากำลังยืนคร่อมเส้นแบ่งความเป็นความตายนี้อยู่หากแม้เพียงแต่เจ้ายกขาข้างใดข้างหนึ่งเจ้าก็จักต้องไปสู่ทางที่เจ้ายืนค้ำไว้อีกข้างหนึ่งนั้น
ข้อปฏิบัติ ๑. เจ้าจงนำธูป ๑ ดอกจุดไว้ ณ ที่แห่งกลางแสงจันทร์ ปักไว้ที่กลางใจเจ้าให้จนดับ พร้อมอธิษฐานด้วย ความว่าดังนี้ “ใจนี้ไร้ค่า ข้าแลกกับเจ้า”
ข้อปฏิบัติ ๒. เจ้าจงตามหาหัวใจของ The Death แล้วจุดธูปขึ้นอีก ๑ ดอกในบัดเดี่ยวนั้นปักตรงกลางใจของมัน พร้อมอธิษฐานตามนี้ว่า “ใจนี้ไร้ค่า ข้าขอคืน”
ข้อปฏิบัติ ๓. The Death จักอยู่ในที่เดียวกับความชั่วช้า ฤาคราใดจักอยู่ในที่มืดมิด บางคราจักอาบอยู่ภายใต้ แสงจันทรา บางคราอยู่ในหัวใจคน
ข้อปฏิบัติ ๔. เจ้ามีเวลาค้นหาจนกว่าราหูจักอมจันทร์ เคียวชั่วช้าจักเกี่ยววิญญาณของเจ้าด้วยน้ำมือ The Death
ข้อปฏิบัติ ๕. เมื่อใดที่เจ้าได้ไพ่ทางแก้ไปแล้ว จงนำมันเผาไว้ให้เป็นเถ้าแล้วเก็บมันไว้ที่ในดวงตา
ดังนี้แล หากเจ้าทำภารกิจได้สำเร็จก่อนเวลากำหนด จักไม่มีความทุกข์ใดกล้าสัมผัสสู่ใจเจ้า นอกเสียจากความสุขแต่เพียงมากมายเท่านั้น”
ข้อความปรากฏจนจบสิ้นแล้ว เหมียวอยู่ในอาการเลื่อนลอยเหมือนกำลังใช้ความคิดค้นหาอะไรสักอย่างยังไม่พบ เธอก้มลงไปเก็บไพ่ทางแก้ที่ออกมาจากข้างล่างของตู้ทำนายไพ่ยิบซี
“มันจะเป็นไปได้อย่างไร หัวใจ The Death...หัวใจ The Death......” เหมียวบ่นพึมพำด้วยเสียงเบา ๆ ตลอดเวลา
“เป็นไปอีกคนแล้ววะนิด” เจี๊ยบพูดขึ้นด้วยความรู้สึกกลัวว่าตนจะเป็นอะไรต่อไปหรือไม่เมื่อถึงครั้งของตัวเองแล้ว

ที่หน้าตู้พยากรณ์ทุกคนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจี๊ยบที่จะต้องเดินตามเกมของมันไปอย่างจำใจจำยอม
“ชีวิตของเจ้า นั้นเป็นของข้า เพราะที่ผ่านมา เจ้าคงรู้ดีแล้วว่า ความลับมิอาจเป็นความลับได้
หากสิ่งนี้จักแก้ไขความผิดพลาดของเจ้าไป ข้าก็จักอภัยให้ในทันที”
”ข้อ ๑. วิญญาณ”
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบ เจี๊ยบรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เธอเอื้อมนิ้วชี้ไปสัมผัสที่ปุ่มข้อ ๑ เพื่อให้มันดำเนินรายการต่อไป
“ความลับยังมีผลตราบใดที่เจ้ายังมิอาจแก้ปริศนาคำทำนายทั้งหมดลงได้ เจ้าก็จักยังมิอาจหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการที่เจ้ามิอาจมองเห็นได้ด้วยตาหรือสัมผัสด้วยเนื้อหนังของเจ้า จนกว่าเจ้านั้นจักบรรลัยด้วยแรงแห่งอาคม”
“ข้อปฏิบัติ ๑.ใบทำนายพยากรณ์ที่เจ้าจะได้รับ จงนำไปเผาภายใต้แห่งแสงจันทร์อาบให้จนมันเป็นเถ้า เจ้าจงนำ ไว้ในดวงใจ
ข้อปฏิบัติ ๒. ด้วยธูปเพียงหนึ่งดอกจงจุดขึ้นไว้ ณ ที่อาบแสงจันทร์ นำมันปักไว้บนหัวของเจ้า แล้วอธิษฐานตาม ด้วยคำนี้ว่า “หัวข้ามิอยากได้ ฝากไว้ให้พญามาร”
ข้อปฏิบัติ ๓. ราตรีนี้ชวนฝันนัก ในนั้นเจ้ามีอำนาจทำได้ทุกสิ่ง จงนำของลับสำคัญในที่แห่งนั้นออกมาไม่ว่ามันจะ คือสิ่งใดเจ้าจงทำให้มันเป็นจริงก่อนเวลาของธูปจะจมลงจนหมดมิดไปในหัวของเจ้า มิฉะนั้นเจ้า จะต้องอยู่ในฝันร้ายแห่งนั้นตลอดกาล
ข้อปฏิบัติ ๔. ไม่ว่าเจ้าจักได้อะไรมาจากข้อปฏิบัติ ๓. ขอให้เจ้านำมันติดตัวไว้อย่าให้ใครได้รู้ได้เห็นจงเด็ดขาด จนกว่ามันส่องเรืองแสงแห่งชีพจร
ข้อปฏิบัติ ๕. จงนำมันเข้าไว้สิงสู่ในใจเจ้าเป็นเรือนพักเรือนอาศัยในยามที่มันมีชีวิต
ข้อปฏิบัติ ๖. แล้วจุดธูปขึ้น ๑ ดอกในบัดเดี่ยวนั้นให้ทันกาล ปักมันลงไว้ที่กลางใจของเจ้า ซึ่งต้องอยู่กลางแสง
แห่งจันทร์อาบฉายพร้อมด้วยวิงวอนขอด้วยคำนี้ต่อจันทรา “ทุกสิ่งเป็นของข้า ข้านั้นจักทวงคืน”
ข้อปฏิบัติ ๗. ทั้งหมดหากเจ้าได้ทำให้จงทันกาลลุล่วงแล้ว เจ้าจักได้รับกับความสุขสมหวังกับสิ่งใดในแดนดินนี้
แต่หากมิทันท่วงที ชีวีของเจ้าจักม้วยก่อนสิ้นแสงแห่งราหูอมจันทร์ “
มันเป็นข้อปฏิบัติที่น่าฉงนใจยิ่งนัก และเจี๊ยบก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่จำต้องหยิบใบคำพยากรณ์ออกมาจากเครื่องเพื่อไปทำตามทุก ๆ อย่าง เพราะนั่นเป็นหนทางรอดทางเดียวของเธอ

“แล้วแกละนิด จะไม่ไปแก้ปริศนาสักหน่อยหรือ” เจี๊ยบทักขึ้น
“ก็ฉันไม่ได้เผยความลับให้ใครได้รู้เลยนี่” นิดตอบแบบยังติดกังวลเล็กน้อย
“อ้าว แล้วแกจะยอมเสียเลือดให้กับพวกมันดูดเอาไปอยู่แบบนี้ตลอดเลยหรือไง” เจี๊ยบเตือนย้ำอีกครั้ง
“เออใช่ ฉันจะต้องกลายเป็นเหมือนตัวประหลาดที่ต้องตกเป็นทาสคำสาปของพวกมัน” นิดคิดได้จึงพาเพื่อนมุ่งหน้าไปที่เครื่องทำนายเซียมซีทันที

เซียมซีทางแก้กำลังเขย่าอย่างแรง มันเป็นการถูกแลกด้วยข้อ ๒. เนื้อ จนกระทั่งที่สุด ไม้ติ้วก็หล่นออกมาจากกระบอกเซียมซีล่วงหายไปในกรวยข้างล่าง แล้วใบเซียมซีก็ออกมาให้นิดได้อ่านเพียงลำพัง
“เซียมซีแก้ไขชะตาใบที่ ๒๖
หากเจ้านั้นมิต้องการอาบต้องด้วยเวทแห่งคำสาปซางของมารผจญในที่นี้ มีทางเดียวคือหนทางที่จะนำพาให้เจ้าคืนกลับดังเดิม มีเพียงไม่กี่ข้อปฏิบัติตามนี้
ข้อปฏิบัติ ๑. ธูปเพียงดอกเดียวบนด้ามมีด จุดไว้ ณ ที่อาบแสงจันทร์ คุกเข่าลงกล่าวคำดังนี้ว่า
“ชีวิตนี้ของข้า เจ้ามิบังอาจ”
ข้อปฏิบัติ ๒. การตายเพื่อฟื้นคืนกำเนิด เจ้าจงปักมีดไว้ในใจเจ้า พร้อมกับเอ่ยคำดังนี้ว่า “ข้าให้เจ้า แล้วเอาคืน”
ควันธูปจักพาคำสาปออกจากใจของเจ้าไปสู่จันทรา
ข้อปฏิบัติ ๓. ไม่มีข้อปฏิบัติข้อนี้ เพราะเจ้าได้สิ้นลมลง ณ ที่ตรงนั้นในทันที แต่เพียงมิช้านานเจ้าจะลุกขึ้นยืนโดย ปราศจากคำสาปใดที่จะเข้ามาครอบครองเจ้าได้อีก และจงรักษาชีวิตของเจ้าไว้ให้จงดี ชีวิตของเจ้า
ยังต้องมีเกิดแก่เจ็บตายต่อไปโดยไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง
ข้อปฏิบัติ ๔. จงนำใบเซียมซีทางแก้คำทำนายที่เจ้าได้รับนี้ ไปเผาไฟให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ณ ที่กลางแสง
จันทร์ฉายแล้วกินมันเสียแต่ตรงนั้น มันจักเป็นยาชุบชีวิตของเจ้าเมื่อคำสาปได้ถอนออกไปแล้ว”
เมื่อทุกคนทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำในครั้งนี้เสร็จสิ้น ไม่มีใครอยากจะอยู่ที่นี่ได้อีกนานไปกว่านี้แล้ว ทุกคนจึงรีบจ้ำเท้ากันกลับออกมาอย่างเร็วที่สุดตามโพรงทางเดินเดิมจนกระทั่งมาถึงปากทางออกซึ่งขึ้นข้อความใหม่ไว้ข้างบนว่า

“เจ้าควรฤามิควรกระทำตาม เจ้านั้นก็ต้องจำนนต่อคำสัตยาเมื่อคราก่อน
บัดนี้ทางให้มีเพียงสอง ทางหนึ่งเจ้าเลือกมิฝืนทำ เจ้าก็ต้องต่อมนตราให้ทนทุกข์
ทางสองนั้นตรากตรำจิตใจยิ่ง แต่สองสิ่งนั้นแตกต่าง เมื่อหนทางที่สองมีสุขอยู่บั่นปลาย”
ข้อความที่ปรากฏหายไปแล้วเกิดเป็นข้อความใหม่ขึ้นทันที
“ต่อนี้ไปเจ้าจักเหมือนต้องมนตราแห่งคำสาป จนกว่าเมื่อคราใดที่เจ้าจักแก้ปริศนาคำทำนายนั้นได้
เป็นอันสิ้นกันต่อสัตยา”

เพียงแค่คำพูดบทหนึ่งแค่สามบรรทัดส่งผลให้สาวสวยทั้งสี่ต้องถูกบีบเค้นกดดันใจให้เครียดจนแทบบ้าทุกคนเงียบและครุ่นคิดตลอดทางที่กลับ ไม่ได้ยินเสียงใครเลยสักคน มันจบลงด้วยการแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ใจยิ่งนัก
เมื่อสาวน้อยที่ไร้รอยยิ้มทั้งสี่ได้ก้าวพ้นออกไปจาก ณ สถานที่แห่งนี้ ชายชราอายุเกินร้อยที่เป็นปู่เฝ้าเครื่องทำนายอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นก็ได้เดินไปที่เครื่องทำนายลายมือเป็นเครื่องแรก เขาหยุดยืนตรงหน้าตู้แล้วยิ้มเยาะจนเห็นฟันสีดำของแก
“ได้เวลาของเจ้าแล้วสินะ” ชายชราพูดขึ้นกับตู้ทำนายลายมือแล้วก็ก้มลงทำอะไรบางอย่างที่ข้างล่างของตู้นี้
ในมือของชายผู้เฒ่ามีบางอย่างถืออยู่มันอยู่ในห่วงที่ดูเหมือนลูกกุญแจสำหรับไขตู้ แต่ทว่าลักษณะของลูกกุญแจนั้นไม่ใช่ธรรมดาเลย มันคือกระดูกนิ้วมือทั้งห้าที่ถูกทำให้เป็นลูกกุญแจ สำหรับเสียบได้เพียงสี่รูนิ้วเท่านั้น ส่วนที่ชายชราไม่ได้เสียบเข้ารูคือนิ้วที่สั้นที่สุดก็คือนิ้วโป้งนั่นเอง
เขานำมันเสียบเข้าไปในรูกุญแจข้างล่างของตู้ทำนายลายมือจมมิดไปทั้งสองข้อนิ้วของนิ้วทั้งสี่แล้วดึงประตูเปิดฝาเครื่องออกมา ทำให้มองเห็นว่าข้อนิ้วที่จมมิดไปนั้นมันงอพับเกี่ยวรั้งฝาประตูของตู้ทำนายลายมือนี้เอาไว้ทำให้สามารถดึงออกมาได้ มันเป็นประตูเวทมนตร์แห่งปิศาจ ชายชราปล่อยทิ้งพวงกุญแจนี้ไว้คารูอยู่อย่างนั้น
ข้างในตู้มืดสลัวเห็นเพียงจุดดวงไฟเล็ก ๆ กระพริบดับพร้อมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากมาย ณ ตรงใจกลางเหมือนเป็นลูกกลม ๆ ของก้อนอะไรบางอย่างขนาดเล็กกว่าลูกฟุตบอล เพียงเล็กน้อย มีสายไฟโยงไปมาเต็มไปหมดระหว่างแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์กับเจ้าลูกกลม ๆ ใบนี้
ชายชราค่อย ๆ เอาสายออกจากเจ้าลูกบอลโลหะนั่นทีละเส้นสองเส้นจนหมดแล้วค่อย ๆ ยกมันออกมา
“ออกมาได้ละ” ชายชรายิ้มอีกครั้งแล้วพูดกับเจ้าลูกบอลกลม ๆ ในมือพร้อมกับกดลงบนรอยกลม ๆ ขนาดฝ่ามือข้างบนลูกบอลกลม ๆ ใบนี้ให้ยุบลงไปเพียงเล็กน้อย เหมือนกดปุ่มให้มันทำงาน
“ฝือ..อ.” เสียงดังออกมาเหมือนลมรั่ว
ลูกบอลโลหะทรงกลมตอนนี้มันถูกเปิดออกเป็นครึ่งใบ ณ ใจกลางของมันมีลูกแก้วใส ขนาดเท่าลูกเทนนิส บรรจุแสงประหลาดสีเหลืองสวยร่องลอยไปมาอย่างลิงโลดมันมีขนาดเท่าลูกปิงปอง
“ใจเย็น ใจเย็น” ชายชราพูดขึ้นกับลูกแก้วใสในมือพร้อมกับวางมันลงบนแท่นอะไรบางอย่างเหมือนลิ้นชักที่มีหลุมรองรับมันไว้ได้อย่างพอดี มันทำให้ลูกแก้วใสนี้จมหายไปครึ่งใบ ด้านบนของแท่นรับนี้มีรูขนาดเท่าลูกแก้วอยู่เช่นกัน
ชายชราผลักลิ้นชักกลับเข้าไปในช่องบรรจุของมัน แล้วหยิบของอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง มันมีลักษณะเหมือนค้อน แต่มองดูให้ชัดแท้จริงแล้วมันคือกระดูกท่อนแขนไปจนถึงมือที่กำไว้เป็นกำปั้นจนดูไปแล้วเหมือนหัวค้อน ชายชรานำมันเคาะไปที่ด้านข้างตรงที่เป็นช่องลิ้นชักนั้นหนึ่งครั้งไม่แรงจนเกินไป
“เจ้าเป็นอิสระแล้ว” ชายชราพูดขึ้นไม่ทันขาดคำ แสงไฟสีเหลืองขนาดเท่าลูกปิงปองก็ลอยออกมาจากช่องด้านบนมันคือดวงวิญญาณของคนที่หลงเข้ามา ณ ที่แห่งนี้เมื่อสามปีที่แล้ว ด้วยความหลงผิดที่คิดอยากรู้เรื่องในอนาคตของตัวเองจนโง่งมงาย ทำให้เป็นเหยื่ออันแสนหอมเข้ามาติดกับดักของพญามารได้อย่างไม่ยากนัก
“คนอื่นจะได้มีที่อยู่ต่อไป” ชายชราพูดขึ้นพร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากที่กระเป๋ากางเกงด้านซ้าย
มันคือลูกแก้วกลมใสขนาดเท่าลูกเทนนิส ลักษณะเหมือนกับลูกแก้วก่อนหน้าที่กักขังดวงวิญญาณเอาไว้ ชายชราบรรจงวางมันลงในหลุมที่รองรับมาพอดีในลูกบอลโลหะขนาดลูกฟุตบอลนั่น แล้วปิดมันไว้ตามเดิม....

ทางแก้ไขของสี่สาวที่จำเป็นต้องเชื่อเพื่อล้างมลทินคำสาปจากความชั่วช้าที่พวกเธอไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นตัว แต่สาวน้อยทั้งสี่จะต้องตัดใจทำตามหรือไม่นั้นมิอาจรู้ได้ นอกเสียจากพวกเธอจะต้องรวบรวมความกล้าขึ้นแล้วตัดสินใจลงอีกครั้งหนึ่งว่าจะเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ มันเป็นบทพิสูจน์ความกล้าบ้าบิ่นหรือความเห็นแก่ตัวที่ท้าทายจิตใจของคนบทหนึ่ง เมื่อทุกอย่างถูกทำให้วางอยู่ในหมากเกมของปิศาจที่คอยจ้องตาเป็นมันเหมือนได้กลิ่นอาหารคาวหวานอันโอชะ

ในคืนวันเดียวกัน หลังจากที่ทั้งสี่สาวแยกย้ายกันไปแล้ว ทุกคนต่างไม่กินไม่หิวครุ่นคิดกันอย่างหนักถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจมอยู่ในความคิดของตนเองด้วยความที่ไม่สามารถที่จะเล่าหรือปรึกษาใคร ๆ ได้เลย
ในห้องพักที่เงียบสนิทไม่เปิดไฟปล่อยให้ห้องมืดเหมือนไม่มีใครอยู่ กิ๊บอยู่คนละมุมห้องกับเหมียว
ส่วนเจี๊ยบก็เช่นกันกำลังนั่งมองดวงจันทร์อยู่ริมหน้าต่างห้องนอนของเธอ มีเพียงคนแรกคนเดียวที่ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเชื่อคำเล่นตามเกมของปิศาจที่อาจจะเป็นกลลวง
“ธูปเพียงดอกเดียวบนปลายมีด” นิดอ่านข้อความในใจจากใบแก้คำเซียมซี แล้วเดินเข้าครัวไปหามีด เธอกำลังเตรียมอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างเพื่อให้ครบพร้อมที่จะตายได้อย่างไม่สะดุด เพราะหากพลาดความตายที่เธอล้อมันเล่นอยู่นี้จะเป็นจริง
นิดเดินตรงไปหลบอยู่มุมหนึ่งที่ใต้พุ่มต้นไม้ใหญ่ เป็นที่ ๆ มีแสงจันทร์สาดส่องถึง คืนนี้สงัดซึ่งลมและผู้คนนัก เป็นจังหวะที่น่าตายเลยจริง ๆ
นิดเผากระดาษจนเป็นเถ้าถ่านแล้วค่อย ๆ กินมันลงไปอย่างหน้าตาเฉย ถึงแม้ว่ามันจะไม่น่ารับประทานเอาเลยก็ตาม เธอรีบดื่มน้ำตามเข้าไปให้มันลงท้องจะได้ผ่านขั้นตอนนี้ไปอย่างเร็ว
มาถึงขั้นตอนต่อไปนิดทำมันต่อเนื่องไปอย่างไม่กลัวเกรงหยิบมีดขึ้นมามัดธูปเอาไว้ที่ปลายด้ามจับแล้วจุดไฟให้ธูปติดไว้อย่างนั้น จากนั้นเธอก็หยิบมันขึ้นมาจ่อไว้ที่หน้าอกฝั่งซ้ายตำแหน่งหัวใจของเธอ แล้วคุกเข่าหันหน้าต่อดวงจันทร์ท่ามกลางแสงนวลผ่องนั้นกำลังจะอาบไปด้วยเลือดยามราตรี
“ชีวิตนี้ของข้า เจ้ามิบังอาจ” นิดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มดุดัน พร้อมหายใจเฮือกใหญ่เข้าไปจนเต็มปอดเพื่อเพิ่มความกล้าให้กับความกลัว
“ข้าให้เจ้า แล้วเอาคืน” นิดต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อผ่านความเจ็บปวดจากปลายแหลมคมของมีดที่กำลังผ่านเข้าไปในร่างของเธอก่อนที่มันจะถึงหัวใจ ซึ่งจะทำให้เธอไม่สามารถพูดคำ ๆ นี้ได้จนจบ แต่เธอทำได้
นิดหงายไปด้านหลัง ตายลงอย่างสงบถึงแม้ว่าจะต้องเจ็บปวดไปบ้างก็ตาม เธอชนะความกลัวตายได้สำเร็จ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการชนะต่อความกลัวตายจะทำให้เธอต้องฟื้นคืนได้หากสิ่งที่ตู้ทำนายเซียมซีปิศาจนั่นหลอกลวงให้หลงกล
นิดยังคงนอนนิ่งในท่าคุกเข่าพับอยู่อย่างนั้น ปลายมีดอันแหลมคมหายเข้าไปในร่างของเธอเกือบมิดธูปที่ปักอยู่ยังคงติดไฟ มันเหมือนกับธูปที่ปักลงบนของเซ่นไหว้อย่างที่เห็นกันทั่วไป ควันธูปค่อย ๆ ลอยขึ้นไปอย่างช้า ๆ
ควันธูปเปลี่ยนสีเป็นสีแดง แผลที่ถูกมีดแทงกำลังขยับเหมือนปากที่กำลังดูดน้ำ ทำให้มีดที่ปักอยู่ขยับตามไปด้วย เสียงกรีดร้องเสียดแทงแหลมเล็กดังขึ้นออกมาจากที่แผลที่กำลังขยับอยู่นั้นแล้วนิ่งไปในที่สุด ควันธูปเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวเช่นเดิม ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่ เสียงจิ้งหรีดเริ่มร้องกันตามปกติของมัน.......
“..........”
ชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกเผาไหม้ตัวเองจนหมด มีดที่ปักอยู่หลุดออกจากอกแล้วหล่นลงไปบนพื้น แผลบนหน้าอกหายไปไม่เหลือไว้แม้เพียงร่องลอย นอกจากเสื้อที่ขาดเป็นรูของมีด แต่นิดก็ยังไม่ลุกขึ้นมา....

เช้าวันต่อมา....ที่ห้องพักของกิ๊บและเหมียว
“ฉันไม่รู้นะว่าแกต้องแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์กันอย่างไร แต่ฉันก็ได้ทำมันลงไปแล้ว และตอนนี้ฉันก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร มันเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง” นิดเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน ๆ ฟัง แต่ต้องถูกขัดจังหวะขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อ เจี๊ยบเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยหน้าตาที่อิดโรยเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืนไม่ต่างกับกิ๊บและเหมียวก็ด้วยเช่นกัน
“แกว่ายังไงนะ ฉันได้ยินจากข้างนอกไม่ค่อยถนัดนัก” เจี๊ยบเอ่ยปากถามขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้
“ฉันทำตามที่เซียมซีบอกทางแก้เอาไว้และมันก็เป็นจริง ตอนนี้ฉันมีความสุขที่สุด ก็เลยอยากมาบอกกับพวกแกว่า มันไม่ได้หลอกเรา มันเป็นไปได้” นิดเล่าด้วยความดีใจ หน้าตาสดชื่น และมีความสุขที่สุด
“แกไปทำอะไรมา” กิ๊บถามด้วยอารมณ์ที่ยังไม่อยู่กับที่นัก
“ไม่ได้ แกลืมไปแล้วหรือว่ามันต้องเป็นความลับ ไม่ว่าพวกแกจะไปทำอะไรกันมา อย่างเดียวที่แกต้องระวังมากที่สุดก็คือ เรื่องความลับ ไม่ว่าฉันหรือพวกแกก็ห้ามรู้ห้ามบอกกันโดยเด็ดขาด” นิดเตือนสติทุกคน
“เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันต้องไปแล้วละ เมื่อเช้าได้ข่าวว่าฉันได้ทุนไปต่างเรียนต่างประเทศฟรีตั้งสามเดือนแหนะ” นิดรีบออกไปจากห้องทันที
“เดี่ยวรอฉันด้วยสิแก” เจี๊ยบขอกลับด้วยอีกคนทั้งที่เพิ่งจะมาถึงยังไม่ทันหายเหนื่อยเลย
ห้องของกิ๊บและเหมียวกับอยู่ในภาวะสงบเงียบอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างนั่งเงียบมองหน้าซึ่งกัน ทันใดนั้นเหมียวก็ลุกขึ้นทันทีทันใดทำเอากิ๊บขวัญเสีย ด้วยความที่ระแวงว่าสิ่งที่เหมียวต้องทำเป็นความลับนั้นเหมือนกับสิ่งเดียวที่เธอจะต้องทำ
“ฉันออกไปข้างนอกก่อนนะ คืนนี้ฉันคงไม่กลับ”
“แล้วนั่นแกจะไปไหนละ” กิ๊บถามด้วยความกังวลใจไม่หาย
“ไปทำตามความลับนะสิ” เหมียวตอบกลับไปขณะที่พ้นออกจากห้องไปแล้ว
ได้เวลาที่ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ทั้งที่ไม่ได้ต้องการเลยมันเหมือนถูกบังคับขืนใจให้ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบ....
”แล้วเราจะเอาใครมาจัดการดีละ” กิ๊บคิดไม่ออกเลยจริง ๆ แต่มีบางสิ่งบางอย่างทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า...
“ฮัลโหล เฮ้ย ! นี่แกสักหนึ่งทุ่มมาอยู่เป็นเพื่อนฉันสักพักหนึ่งสิ คืนนี้เหมียวมันไม่กลับ ฉันคงต้องเครียดมากแน่เลย ฉันกลัววะแก จะได้มีอะไรปรึกษาแกด้วยนะ” กิ๊บกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนหนึ่ง

เหมียวกำลังเดินไปบนท่ามกลางผู้คนที่มากมาย ผ่านผู้คนไปคนแล้วคนเล่า มองหน้าเขาจ้องหน้าเขาแต่เธอก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คนไหนที่มีหัวใจของ The Death มันยากเกินที่เธอจะวิเคราะห์โจทย์นี้ได้ และเธอกำลังรอให้มันมืดค่ำลงในวันนี้ ส่วนระหว่างนี้เธอนั่งลงแล้วหยิบไพ่ยิบซีทางแก้นั้นขึ้นมาอ่านอีกเป็นครั้งที่นับไม่ได้แล้ว....
เจี๊ยบแยกกลับบ้านมาเตรียมของทุกอย่างไว้ให้พร้อม คืนนี้เธอจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างตามใจของพญามาร

เวลาผ่านมาถึงช่วงค่ำคืน แสงจันทร์ฉายส่องสกาวแพรวพราวไปด้วยดวงดาวประดับแสง
เจี๊ยบเดินไปที่หน้าต่างเปิดผ้าม่านให้กว้างที่สุด แล้วปิดไฟในห้องแสงจันทร์นั้นทอดยาวลงบนที่เตียงนอนของเธอพอดี เธอรีบไปหยิบไฟแข๊คกับใบทำนายพยากรณ์ที่เธอได้เตรียมเอาไว้เรียบร้อย แล้วเธอจึงออกไปจากห้องนอนทันที
เธอยืนอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้าน มันเป็นคืนที่พ่อและแม่ของเธอยังไม่กลับมาจากที่ทำงาน โอกาสเหมาะที่เธอจะได้เผาอะไรบางอย่างเหมือนเด็กแอบเล่นไฟ เจี๊ยบเผาใบพยากรณ์จนเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางแสงจันทร์ส่องนั้น แล้วนำเถ้าที่ได้วางเข้าแนบไว้บนหน้าอกฝั่งซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจของเธอ
ด้วยฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งอำนาจมนตราปิศาจทำให้เถ้าถ่านนั้นหายเข้าไปในร่างของเธอทันที
เจี๊ยบไม่รีรอรีบกลับขึ้นไปบนห้องจุดธูปขึ้นที่ริมหน้าต่างแล้วกลับมานอนลงบนเตียงนำมันปักลงไปบนศีรษะของเธอพร้อมกับพูดขึ้นว่า “หัวข้ามิอยากได้ ฝากไว้ให้พญามาร” เพียงเท่านั้นธูปที่ปักไว้ก็ค่อย ๆ จมลง ๆ ไปในศีรษะของเจี๊ยบอย่างช้า ๆ จนเหลือแต่ปลายธูปที่ยังมีไฟติดอยู่ทั้งที่ในขณะนั้นตัวเธอไม่รู้สึกร้อนหรือรู้สึกเจ็บอะไรเลยนี่ก็คงเป็นเพราะอำนาจแห่งเวทมนตร์ของปิศาจเช่นกันนั้นกระมัง
มันเป็นคืนที่เจี๊ยบหลับได้อย่างง่ายดายเนื่องจากเมื่อวานนี้เธอไม่ได้นอนเลยมาทั้งคืน ราตรีนี้จึงเหมาะสมยิ่งนักที่เธอจะนอนฝันร้ายสักหนึ่งคืน.....

ส่วนทางกิ๊บกำลังได้จังหวะดี เธออยู่ในห้องกับเพื่อนพร้อมด้วยเสียงเพลงที่อึกทึกพอจะกลบเสียงสนทนาหรือเสียงการประหัตประหารใด เธอรีบจุดธูปขึ้นหนึ่งดอกแล้วรีบไปปักมันไว้บนก้อนดินน้ำมันที่ได้จัดเตรียมไว้ทางทิศตะวันตกในห้องของเธอเอง แล้วอธิษฐานขึ้นว่า “ก้อนเนื้อและก้อนเลือดต่อไปนี้ข้าจะมอบให้” เธอทำทั้งหมดเสร็จได้ทันก่อนที่เหยื่อจะออกมาจากในห้องน้ำ
สาวสวยผู้เคราะห์ร้ายกำลังออกมาจากห้องน้ำอย่างไม่ทันได้เตรียมตัวรู้เลยว่าเพื่อนรักของเธอจะทำกันได้ลงคอ
“ขอโทษด้วยนะเพื่อน” กิ๊บฟาดไม้เบสบอลซ้ำลงไปที่ใบศีรษะของเพื่อนที่ล้มลงอย่างไม่ได้สติอีกหลายครั้งจนแน่ใจแล้วว่าเพื่อนรักของเธอได้จบชีวิตลงแล้ว จากนั้นเธอจึงได้นำธูปที่ปักไว้ทางทิศตะวันตกมาปักไว้ในปากของเพื่อนรักของเธอแล้วอธิษฐานต่ออีกครั้ง “ก้อนเนื้อและก้อนเลือดนี้ข้ามอบให้ ส่วนของข้า ข้าขอคืน”
กิ๊บลากศพของเพื่อนเข้าไปในห้องน้ำ แล้วออกมาเอาขวานที่ซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้วถือมันเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง ตอนนี้กิ๊บหน้าตาเหมือนคนไร้สติดวงตาเลื่อนลอยและไร้แววตา เส้นผมยุ่งรุงรัง แต่ทั้งหมดเธอทำเพื่อความอยู่รอดตามกฎธรรมชาติ เพียงแต่เป็นธรรมชาติของสัตว์ป่าเถื่อนเท่านั้น
“นิดแกจะไปมีความสุขคนเดียวแล้วปล่อยให้เพื่อน ๆ เครียดจนเป็นบ้าอย่างนี้ได้อย่างไรกัน” กิ๊บพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะสับขวานลงไปที่คออย่างแรงจนขาดกระเด็น

เวลาเพียงไม่นานนักเจี๊ยบก็เริ่มฝันถึงเรื่องราวที่ต้องเผชิญอยู่ในนรกที่มีซากเน่าเปื่อยของภูตผีปิศาจจำนวนมากมายทับทมกันเต็มไปหมดพร้อมกับส่งกลิ่นที่เหม็นเน่าเหมือนศพตาย พวกมันส่งเสียงร้องโอดครวญโหยหวนจนน่าขนลุกขนพอง มันหิวโหยมานานและต้องการอาหารอย่างเป็นที่สุด เธอจำต้องวิ่งหนีหลีกมันให้พ้นจากความน่ากลัวสยดสยองนั้นอย่างทุรนจนลืมไปว่าเธอนั้นสามารถต่อกรกับเหล่าภูตผีพวกนี้ได้ในฝันนี้เท่านั้น
แต่ในที่สุดเธอก็หลีกเร้นจากพวกมันมาได้และกำลังยืนอยู่บนเส้นทางเปลี่ยวในยมโลกที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงที่ลำต้นมีแต่หนามแหลมคมจำนวนมากมายปกคลุมอยู่หนาทึบตลอดเส้นทางที่เธอก้าวย่างไป ในความมืดมิดที่มีแต่ดวงตาสีแดงลุกเป็นไฟกำลังจ้องมองมาที่เธอเท่านั้นแต่พวกมันก็ไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้ามาบนเส้นทางเปลี่ยวสายนี้ เจี๊ยบเดินไปตามทางเดินนี้อย่างไม่รู้ว่าที่สุดแล้วจะเจอกับอะไรอีก
เจี๊ยบเดินเข้าไปในความเงียบสงัดอย่างสงบทุกย่างก้าวที่สัมผัสลงบนพื้นที่แฉะไปด้วยเลือดข้น ๆ จนมาถึงที่สุดทาง เธอก็ได้พบกับบางสิ่งบางอย่างลักษณะคล้าย ๆ กับก้อนเนื้อที่มีรูปทรงอันอัปลักษณ์น่าขยะแขยงและส่งกลิ่นเหม็นเหมือนศพเน่าถึงแม้ว่ามันจะดูคล้ายกับหัวใจของมนุษย์ก็ตาม เธอรู้สึกได้ว่านี่จะต้องเป็นสิ่งที่เธอต้องนำออกไปจากที่ดินแดนแห่งความตายนี้ แม้ว่ามันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อผู้เฝ้ารักษาจำนวนสองตนปรากฏตัวขึ้นบนใบหน้าที่ดูดุร้ายเหี้ยมโหดลักษณะใบหน้าคล้ายจระเข้กับค้างคาวรวมกันแล้วมีเขาแหลมโค้งยาวมีตาเป็นไฟในมือมาพร้อมกับหอกแหลมซึ่งมีไฟร้อนลุกโชติช่วงอยู่ตลอดพอจะสามารถแทงทะลุทะลวงได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเผาได้ในทันทีเช่นนั้น
“ราตรีนี้ชวนฝันนัก ในนั้นเจ้ามีอำนาจทำได้ทุกสิ่ง” เจี๊ยบพูดออกมาเหมือนคนกำลังละเมอกับสิ่งที่เธอเพิ่งจะนึกถึงข้อปฏิบัติ ๓. ได้ว่าทุกอย่างในข้อปฏิบัตินั้นเป็นจริงได้ ยิ่งนึกถึงคำของนิดที่เคยพูดไว้ว่ามันเป็นไปได้จริง ๆ ยิ่งทำให้เจี๊ยบมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าเธอจะสามารถช่วงชิงสิ่งสำคัญที่สุดในยมโลกนี้ไปได้ เพราะในที่แห่งนี้ถึงจะเป็นนรกก็ตามทีแต่มันก็อยู่ในความฝันของเธอ เจ้าของร่างย่อมทำสิ่งใดก็ได้ในฝันของตนเองตามอำเภอใจไม่ว่าจะเป็นเหาะเหินหรือเดินอยู่บนอากาศ
ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ธูปกำลังใกล้จะหมด มันสั้นลงจนเกือบหายเข้าไปในหัวของเธอแล้ว...
เจี๊ยบตัดสินใจเข้าช่วงชิงสิ่งสำคัญของนรกนั่นทันที ทางฝ่ายปิศาจที่เป็นยามรักษาการณ์ก็พุ่งเข้าหาเจี๊ยบด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการดีกว่าที่เจ้าปิศาจตนนั้นมันจะประชิดอยู่กับบัลลังค์ที่ใช้เป็นแท่นวางก้อนเนื้อเหม็น ๆ นั่น
“ไม่มีทางได้แอ้มฉันหรอกเจ้าโง่ อย่าลืมว่าแกอยู่ในความฝันของฉันนะ” เจี๊ยบเยาะเย้ย เมื่อหายตัวผ่านไป แล้วปรากฏร่างขึ้นใหม่อีกครั้งพร้อมกับร่างของตัวเจี๊ยบเองอีกห้าร่างในห้องแห่งนี้มันพอที่จะถ่วงเวลาให้มันหลงได้ ส่วนตัวจริงของเธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแท่นวางแล้วหยิบก้อนเนื้อที่เน่าเหม็นนั้นขึ้นมากำไว้ในมือ
ธูปที่ติดไฟอยู่กำลังสั้นลงด้วยการเผาตัวเองให้หมดไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็หายไปในศีรษะของเจี๊ยบ
ทางออกที่ดีที่สุดเร็วที่สุดจากความฝันก็คือ....
เจี๊ยบสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมานั่งกลางดึกก่อนที่จะลงไปนอนอีกครั้งเหมือนคนละเมอ....ด้วยความที่เธอง่วงนอนมาก ๆ เธอจึงหลับไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว

กิ๊บรีบทำงานอย่างเร่งรีบก่อนเวลาที่ห้างเดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์จะปิดลง เธอจึงต้องทำเวลาอย่างเร็วที่สุดในการแยกย่อยร่างของนิดให้เป็นชิ้นเป็นท่อน ๆ แล้วรีบโกยทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเครื่องในอวัยวะครบพอที่จะสามารถประกอบให้เป็นร่างเดิมได้เว้นแต่วิญญาณที่ไม่มีเท่านั้น ทั้งหมดลงใส่ไว้ในถุงดำแล้วใส่ในกระเป๋าเดินทางล้อลากใบใหญ่
กิ๊บรีบล้างห้องน้ำจนสะอาดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาบน้ำแต่งตัวให้ดูดีที่สุดไม่ให้ดูเป็นที่น่าสงสัยก่อนที่เธอจะลากกระเป๋าเดินทางใบออกไปจากห้อง ทิ้งไว้แค่เพียงคราบเลือดนอกห้องน้ำเท่านั้นที่เธอไม่สนใจอีกเลย
กิ๊บมาทันเวลาก่อนห้างจะปิดทำการได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มันจึงเป็นโอกาสเพียงพอที่จะทำให้เธอไปยื่นแลกเปลี่ยนชีวิตต่อชีวิตกับจอมปิศาจที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนได้หากไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง
กิ๊บเดินลากกระเป๋าเข้าไปในห้าง อย่างที่ไม่มีใครสงสัยในพฤติกรรมครั้งนี้เลย ผู้คนที่มาเที่ยวต่างก็ผ่านไปไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะทำอะไร ต่างก็มาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจกันทั้งนั้น กิ๊บจึงสบายใจขึ้นกว่าที่คิดกริ่งเกรงเอาไว้ระหว่างที่เดินทางมา เธอจึงเดินมุ่งหน้าไปที่เดียวที่เธอต้องการมากที่สุดในตอนนี้ อย่างทุลักทุเลเสียเหลือเกินตลอดตั้งแต่หอพักมาจนถึงตอนนี้ที่เธอต้องลากกระเป๋าล้อลากใบหนัก ๆ นี้
เธอมาถึงตรงที่ ๆ เคยมีทางเข้าของลานพยากรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว กิ๊บกำลังดีใจเป็นอย่างมากมันเข้ามาแทนที่ความเหี่ยวเฉาที่มีมาตั้งแต่มีเรื่องนี้ขึ้นได้เพียงชั่วครู่สั้น ๆ เท่านั้นเมื่อเธอกับไม่พบช่องทางเข้าที่ว่านั้นเลย กิ๊บลนลานจนมองได้ออกทางสีหน้า เธอเกิดความวิตกสับสนและกังวลใจ อากาศมันเริ่มเย็นขึ้นแต่เธอก็เริ่มเหงื่อแตกออกมาจนมากมาย หน้าตาเริ่มไม่ค่อยดีแล้วเมื่อเครื่องสำอางที่ได้ลงสีเอาไว้กำลังเปรอะเปื้อน สำคัญตรงที่เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องตรงนั้นเลย ตอนนี้เธอต้องหาช่องทางเข้าให้ได้อย่างเร็วที่สุดในเวลาที่เหลือน้อยเต็มทีก่อนที่จะมีใครสนใจตัวเธอขึ้นมา
กิ๊บเดินจ้ำอย่างรีบเร่งเหมือนกับจะวิ่งได้ สายตาวอกแวกไปมาหันซ้ายหันขวาเดินไปเดินมาจนทั่วทุกมุมในห้างแห่งนี้จนสามารถที่จะเขียนแผนที่ในที่นี้ได้เลยก็ยังได้
“เรียนผู้มีอุปการคุณโปรดทราบ กรุณาตรวจทรัพย์สินของมีค่าของท่านให้เรียบร้อยก่อนเดินทางออกจากห้าง ขณะนี้เป็นเวลาปิดทำการของทางห้างแล้ว ขอขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่าน..........” เสียงประกาศจากทางห้างแจ้งเตือนให้ทราบว่าห้างกำลังจะปิด
ได้เวลาเดินอีกเป็นครั้งสุดท้าย....
“คุณครับ คุณกำลังตามหาอะไรอยู่ครับ ทางเราเห็นคุณเดินไปเดินมาลากประเป๋าเดินไปทั่วห้างหลายรอบแล้วนะครับ มีอะไรให้ทางเรารับใช้หรือเปล่าครับ” ยามคนหนึ่งเดินเข้ามาหาในขณะที่กำลังติดต่อไปที่เพื่อนคนอื่นให้มาสมทบกันที่จุดนี้
“เออะ เอ่อ..อ ไม่มีคะ” “เออะ เอ่อ ฉะ ฉันกำลังหาห้อง ๆ หนึ่งคะที่มันเป็นช่องทางเดินเข้าไปเป็นทางสลัว ๆ คะ แล้วข้างในมีตู้เกม อะ เอ่อ ไม่ใช่คะ มันเป็นตู้ทำนายดวงเต็มไปหมดเลยคะ” กิ๊บเริ่มวิตกจริตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
“เอ ห้องที่ว่าเนี่ย เราอยู่ที่นี่มานานแล้วเดินตรวจตรากันทุกวัน ไม่เห็นมีห้องหรือช่องทางเดินที่ว่าเลยนะครับ เรามีแต่ตู้เกมที่อยู่ด้านบนสุดของห้างนะครับ” ยามพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“มีสิคะ ฉันเคยมาแล้วตั้งสองครั้ง” กิ๊บกล่าวย้ำให้ยามรู้ว่ามันต้องมีห้องที่ว่าอยู่จริง
“แต่ว่าห้างของเราปิดบริการสำหรับวันนี้แล้วนะครับ คงต้องขอเชิญให้คุณมาใช้บริการใหม่ในวันพรุ่งนี้ครับ” ยามพูดขึ้นด้วยความสุภาพ
“ไม่ได้หรอก ฉันต้องหามันให้เจอให้ได้ ถึงมันจะดึกดื่นจนเช้าก็ต้องหาให้เจอ” กิ๊บเริ่มครองสติไม่อยู่ ตอนนี้เธอเริ่มเหมือนคนบ้าเข้าไปจริง ๆ แล้ว
ยามเดินเข้ามาข้างหลังของเธอเพิ่มอีกจำนวนสองคนในขณะที่คนข้างหน้าของเธอก็ยังพยายามใช้คำที่สุภาพอยู่อย่างใจเย็นที่สุด “ไม่ได้หรอกครับ ทางเราต้องขอเชิญคุณออกไปทางประตูด้านลานจอดรถนะครับเนื่องจากทางด้านหน้าประตูได้ปิดลงแล้วตามเวลาครับ”
“ไม่ ! ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะเจอห้องนั้น” กิ๊บไม่ยอมเริ่มแผดเสียงดังขึ้น
ยามส่งสัญญาณไปหาเพื่อนที่อยู่ด้านหลังให้ล็อคตัวเธอไว้ กิ๊บดิ้นรนอย่างแรงก็ยังไม่หลุดไป
“แก ปล่อยฉันเดี่ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นพวกแกต้องตายกันหมด” กิ๊บไม่มีสติติดตัวแล้ว
“ผมขออนุญาตรวจค้นกระเป๋านะครับ” ยามพูดจบพร้อมทำความเคารพแบบตำรวจก่อนเดินเข้าไปตรวจค้น
ยามนำกระเป๋าล้อลากใบใหญ่ออกมาจากำมือของเธอซึ่งจับหูลากของกระเป๋าไว้จนแน่น ก็ขณะพอดีกับที่ผู้จัดการห้างได้รับรายงานจึงเดินเข้ามาสมทบด้วยเพื่อดูแลความเรียบร้อย ขณะที่ยามคนนั้นกำลังจะเปิดกระเป๋าออกมาดูอยู่พอดี ทุกคนต้องตกตะลึงตาค้างจนพูดไม่ออก ด้วยภาพที่เห็นมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคลุ้ง จนผู้จัดการห้างต้องเอามือมาปิดปากและจมูกเพื่อห้ามไม่ให้ไอเจียนออกมา
กิ๊บถูกควบคุมตัวไปที่สำนักงานของห้างเพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไปดำเนินคดี ทำให้เธอต้องเสียสติอย่างรุนแรงอีกครั้ง
“นั่นไง มันอยู่นั่น มัน มันเป็นเจ้าของเครื่องทำนายดวงที่ฉันไปมา” กิ๊บชี้ไปที่รูปขนาดใหญ่บนข้างฝาผนังของสำนักงาน
“คุณจะบ้าเหรอ นั่นมันเจ้าคุณทวดของกรรมการเจ้าของห้างแห่งนี้นะ” ผู้จัดการสาขาต่อว่ากิ๊บ

เหมียวยังคงเดินไปมาอยู่ภายใต้แสงจันทร์นั่นเอง เธอกำลังเริ่มให้เกิดความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเฝ้าติดตามเธอเหมือนดั่งเช่นเงา ทำให้เธอต้องหันกลับไปมองยังมุมมืดตามซอกตึกและพุ่มไม้ทุกอย่างมันดูไม่ผิดปกติอะไร เธอจึงเดินไปที่บริเวณแห่งนั้นซึ่งปลอดผู้คนลงมากมีเพียงคนจรจัดที่นอนหลับอยู่กับสุนัขเรื้อนตัวหนึ่งเท่านั้น เหมียวหยิบกระดาษใบทำนายขึ้นจุดไฟทันทีแล้วนำเถ้าถ่านของมันมาป้ายไว้ที่ดวงตาของเธอ
ตามด้วยธูปหนึ่งดอกที่จุดจนไฟลุกติดอยู่ที่ปลายธูปนั่นเธอรีบนำมันปักลงที่กลางใจพร้อมกล่าวคาถาที่ต้องใช้ประกอบกัน
“ใจนี้ไร้ค่า ข้าแลกกับเจ้า” เหมียวพูดขึ้นในขณะที่ธูปถูกกดลงไปที่หัวใจของเธอ มันเข้าไปได้อย่างง่ายดายด้วยเวทมนตร์แห่งแสงจันทร์ปิศาจ
คนจรจัดตื่นขึ้นทันได้เห็นการกระทำของเหมียวอยู่ด้วยความสงสัยและประหลาดใจว่าเหมียวทำอะไรอยู่ สุนัขเรื้อนเห่าหอนขึ้นอย่างเคร่งเครียด แต่ทิศทางที่มันหันหน้าไปกลับไม่ใช่เหมียว
ตอนนี้เหมียวครึ่งหนึ่งย่อมไม่แตกต่างจากพวกภูตผีส่วนอีกครึ่งที่ยังคงเป็นมนุษย์ เมื่อเหมียวมีเป็นอมนุษย์อยู่อย่างละครึ่งนั่นก็พอทำให้เธอมีกลิ่นเดียวกันกับเหล่าพวกภูตผีปิศาจ และเมื่อเหมียวเป็นเช่นนี้แล้วแน่นอนที่หัวใจของเธอต้องหยุดเต้นไปด้วยพร้อมกับลมหายใจ
ผีตัวหนึ่งกำลังเดินกระโผกกระเผลกผ่านมาทางเหมียว เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นเพราะถ่านเถ้าที่ป้ายบนดวงตาของเธอ เหมียวขนลุกขึ้นชูชันด้วยความกลัว แต่ก็ต้องทำใจกล้าสู้ไว้เพื่อว่าเธอจะได้ใช้สอบถามให้เป็นประโยชน์
“ไงน้อง พี่ว่าน้องรีบหนีไปเสียดีกว่านะ ไอ้เจ้ามัจจุราชนั่นหลบอยู่ตรงพุ่มไม้กำลังเล็งมาที่น้องตาเป็นมัน เดี่ยวก็โดนลากไปหวิวหรอกน้อง พี่เผ่นไปก่อนละ ตัวใครตัวมันนะน้อง” ผีตัวนั้นรีบจากไปทันทีพร้อมกับผีตัวอื่น ๆ ที่กำลังตาลีตาเหลือกเหมือนหนีตายกันอีกครั้ง
เหมียวหันไปมองตามทิศทางที่ผีตัวนั้นบอกแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ “เจ้าตัวนี้นี่เองที่ไปเกี่ยวเอาวิญญาณของคนตายบนโลกไปอยู่ในนรก”
“มันต้องเป็น The Death อย่างแน่นอน ท่าทางมันเหมือนรูปในไพ่ยิบซีหมายเลข 13 เลย” เหมียวนึกถึงรูปในไพ่ยิบซี
“แสดงว่ามันเฝ้าจับตามองมาที่เราอยู่ตลอดนี่เอง มันต้องการอะไรจากเรากันแน่” เหมียวสงสัยว่าเธอไม่ใช่คนที่ต้องการพบตัว The Death เท่านั้น ยังมีมันด้วยที่ต้องการพบกับเธอ
มันกำลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเงามืดหลังพุ่มไม้นั่นอย่างช้า ๆ มันเหมือนต้องมนตร์สะกดให้เหมียวอึ้งนิ่งอยู่อย่างนั้น
“เราต้องสู้กับมันเพื่อแย่งชิงเอาหัวใจของมันมาให้ได้ เราต้องเลือกระหว่างมันตายกับเราตาย เลือกเอามันตายดีกว่า” เหมียวต้องเสี่ยงแล้ว
ไม่ง่ายอย่างที่เหมียวคิด มัจจุราช The Death เป็นปิศาจที่มีฤทธิ์มาก ดวงวิญญาณและภูตผีถึงได้เกรงกลัวเช่นนี้ แต่เหมียวไม่มีทางเลือกแล้วเมื่อ The Death ย่างก้าวเหมือนลื่นไถลเข้ามาใกล้กับเธออย่างเร็วด้วยการเคลื่อนไหวเพียงช้า ๆ
เหมียวตัดสินใจพุ่งเข้าใส่พร้อมกับยื่นมือเข้าไปตรงกลางอกของมัน The Death หลบเหมียวได้อย่างสบาย ๆ พร้อมกับเอาเคียวลงมาสะกิดถูกหลังของเธอเบา ๆ จนเป็นแผลเหวอะหวะเห็นกระดูกสันหลัง เหมียวล้มลงห่างจาก The Death ได้ไม่ไกลนักเพียงสี่ก้าวเท่านั้น แต่สำหรับ The Death แล้วมันใกล้พอที่จะสับเคียวเกี่ยววิญญาณลงบนคอของเหมียวก็เป็นเรื่องง่ายดายมาก
เลือดของเหมียวอาบลงมาเป็นทางจนชุดที่เธอสวมใส่เต็มไปด้วยเลือด และแล้วเลือดที่ไหลพรั่งพรูออกมาก็ไหลย้อนกลับเข้าไปในบาดแผลที่กำลังดูดเลือดตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับแผลที่กำลังสมานกันเข้าอย่างช้า ๆ จนเสื้อแห้งเหลือไว้แค่รอยขาดเป็นทางยาว
ขณะเดียวกับที่ The Death กำลังย่างก้าวเหมือนเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นเลื่อนลอยเข้ามาทางเหมียวแล้วยกเคียวขึ้นสูงเหนือศีรษะของมัน
“ทำไม ?! มันถึงไม่ฆ่าเราเสีย” “ทำไม ?! มันจึงปล่อยเราไปง่าย ๆ ทั้งที่เราพลาดท่า” เหมียวพูดขึ้นกับตัวเองในขณะที่ The Death ลอยผ่านพ้นศีรษะของเธอหายไปในความมืด
เหมียวพยุงตัวเองขึ้นแล้วเดินทางกลับที่พักด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด “มันจะเป็นไปได้อย่างไร หัวใจ The Death บ้าจริง ๆ”

“อะไรกัน กองเลือดนี่มัน..!?” เหมียวต้องประหลาดใจเมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาพบกับกองเลือดที่แห้งเกรอะอยู่บนพื้นแต่ก็เลิกสนใจมันทันที เธอกับมุ่งไปหาเตียงนอนแล้วล้มตัวหลับไปทันที

เช้าวันต่อมา....เหมียวหายใจขึ้นเฮือกแรกเมื่อแสงยามเช้าแรงกล้าพอที่จะผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาได้ พร้อมกับเสียงโทรศัพท์ในห้องพักดังขึ้น

“แกมีเรื่องด่วนอะไรวะถึงได้เรียกฉันมาที่นี่” เหมียวถามด้วยความสงสัย
“นี่แกดูหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้สิ” เจี๊ยบส่งหนังสือพิมพ์ให้เหมียว
“นี่มัน..น.กิ๊บกับนิดนี่แก” “แล้วมันเกิดอะไรขึ้น” เหมียวเห็นภาพกิ๊บบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์พร้อมกับภาพนิดที่เป็นภาพถ่ายเหมือนบัตรประชาชน
“ฉันไม่อยากเล่า แกอ่านดูเอาเองละกัน” เจี๊ยบไม่อยากพูดถึงเลย
“สวยบ้าฆ่าหั่นเพื่อน” เหมียวอ่านออกเสียงขึ้นเสียดัง
“กิ๊บฆ่านิด” เหมียวพูดขึ้นเหมือนเข้าใจอะไรทั้งหมดได้อย่างง่าย ๆ รวมทั้งกองเลือดแห้ง ๆ ที่อยู่บนห้องพักด้วย
“ใช่ตอนนี้กิ๊บถูกจับอยู่และต้องทำการตรวจอีกครั้งว่าเป็นบ้าจริงหรือไม่” เจี๊ยบรู้เช่นกันว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องแก้ไขคำทำนายเลว ๆ นั่นเป็นแน่
“เหลือเราเพียงสองคนแล้วนะ” เจี๊ยบพูดขึ้นด้วยความรู้สึกว่าพวกเธออีกสองคนจะเป็นอะไรต่อไปหรือไม่
“ฉันขออยู่บ้านแกก่อนละกัน ที่ห้องพักน่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพิสูจน์ค้นหาหลักฐานที่เป็นสิ่งจูงใจของเรื่องในไม่ช้านี้เป็นแน่” เหมียวเลือกที่จะขออยู่ที่บ้านเจี๊ยบก่อนในช่วงนี้
“เออ แกมาอยู่ที่นี่ก่อนก็ดีแล้วจะได้เป็นเพื่อนฉัน พ่อแม่ฉันจะกลับจากต่างประเทศก็ต้องเป็นพรุ่งนี้แหนะ” เจี๊ยบยินดีที่เหมียวจะมาอยู่ด้วย
“นี่ตัวแกเหมือนมีกลิ่นอะไรเหม็นสาบเน่าอยู่ด้วยนะ แกอาบน้ำบ้างหรือเปล่า หรือ ว่าช่วงนี้แกมี ปอ.จอ.ดอ. มา” เหมียวสงสัยกับกลิ่นที่ได้หายใจเข้าไปทุกครั้งที่อยู่ใกล้กับเจี๊ยบ
“บ้า..ฉันอาบน้ำนะ แต่บอกแกไม่ได้หรอกเรื่องนี้ แกก็รู้นี่เราต้องทำอะไรให้เป็นความลับ” เจี๊ยบพูดมาเท่านี้ก็ทำให้เหมียวรู้แล้วว่าเรื่องอะไร
“เออ ก็ได้ฉันไม่ถามแกอีกแล้ว” เหมียวเข้าใจและไม่อยากยุ่งอีก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้มันทำให้เธออยากรู้อยากเห็นอยู่เหมือนกัน
เจี๊ยบเดินขึ้นไปบนห้องนอนของเธอแล้วนำผ้าเช็ดหน้ามาฉีดน้ำหอมจนทั่ว แล้วนำมาห่อก้อนเนื้อเหม็นสาบความเน่านั่น นำมันเก็บไว้ในกระเป๋าถือของเธอ “เช้านี้ส่งกลิ่นแรงมากเลย โอย..ย. อยากจะแหวะ”

ราตรีมืดมิดอีกครั้ง.....รัตติกาลอันแสนหวานฉ่ำกำลังเริ่มขึ้น
“อะ มันเริ่มขยับแล้ว” เจี๊ยบพูดขึ้นเบา ๆ กับตัวเองจึงขอตัวเหมียวเข้าห้องน้ำทันที
“ฉันไปข้างนอกนะ ดึกหน่อยถึงจะกลับ” เหมียวจึงบอกลาเจี๊ยบก่อนที่จะเข้าห้องน้ำ
เจี๊ยบหยิบก้อนเนื้อเหม็น ๆ เน่านั่นออกมาจากประเป๋าถือ มาไว้บนฝ่ามือทั้งสอง มันกำลังขยับเป็นจังหวะเหมือนหัวใจเต้นพร้อมกับแสงสีแดงที่สว่างขึ้นแล้วหรี่ลงเป็นจังหวะด้วยเช่นกัน
“ได้เวลาแล้ว” เจี๊ยบนำมันห่อเก็บไว้ตามเดิมแล้วรีบออกมาจากห้องน้ำทันทีเพื่อที่จะได้ทำพิธีกรรมขั้นตอนต่อไป
เธอออกไปอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้าน นำหัวใจปิศาจออกมาจากกะเป๋าถือ ทันใดนั้น The Death ก็ปรากฏตัวขึ้นทันที มันกำลังค่อย ๆ เคลื่อนลอยตัวต่ำ ๆ มาพร้อมกับก้าวเท้าเดินอย่างช้า ๆ
เหมียวแอบดูอยู่พร้อมหยิบอาวุธที่เตรียมไว้มันคือไม้เบสบอลเหล็กที่พอจะฟาดกันกับ The Death ได้อยู่บ้าง
“เจี๊ยบระวัง The Death” เหมียวตะโกนขึ้นก่อนที่จะวิ่งเข้ามาหาเจี๊ยบขณะเดียวกับที่เจี๊ยบกำลังวิ่งหนีให้ห่างจาก The Death มาทางเหมียวด้วยเช่นกัน
“นั่นมันต้องเป็นหัวใจ The Death แน่เลย มันถึงได้มาทวงคืนจากแก” เหมียวพูดขึ้นในขณะที่มายืนขวางตัวไว้
“แกเอามันมาให้ฉันเดี่ยวนี้” เหมียวหันชำเลืองมาข้างหลังพร้อมยื่นมือข้างซ้ายมาทางข้างหลัง
“ไม่ได้ ฉันต้องใช้มัน” เจี๊ยบไม่ยอมให้
The Death เข้ามาใกล้จวนตัวแล้วเงื้อมเคียวแหลมขึ้นสูงจะฟากลงมาที่เจี๊ยบ แต่เหมียวไม่ยอมเอาไม้เบสบอลเหล็กกันเอาไว้จนติดอยู่ด้วยกัน เพราะคมเคียวอันแหลมคมของ The Death ฝังเข้าไปในไม้เบสบอลเหล็กของเหมียว มันติดอยู่อย่างนั้นจะยกขึ้นอีกครั้งก็ไม่ได้เพราะเหมียวรั้งยื้อมันเอาไว้
“ดีที่แกมาให้ฉันจัดการถึงที่นี่ โดยที่ฉันไม่ต้องไปดิ้นรนตามหา” เหมียวพูดขึ้นเหมือนว่าจะได้ชัย
เจี๊ยบได้จังหวะโอกาสแล้วจึงนำหัวใจของมันยัดเข้าไปในร่างของเธอตรงหัวใจของเธอเอง
“สิงสู่ในใจเจ้าเป็นเรือนพักเรือนอาศัย” เจี๊ยบทวนข้อความที่นึกขึ้นได้แล้วรีบทำการขั้นต่อไป เธอรีบจุดธูปขึ้นอย่างรีบรน
The Death รู้ว่าอาจจะไม่ทันกาลแล้วจึงใช้มืออีกข้างผลักใส่เหมียวเข้าอย่างแรงจนกระดูกซี่โครงหักยุบลงไปอย่างเห็นได้จากภายนอก จากนั้น The Death ก็จับเอามืออันน่าเกลียดของมันจับบนท่อนไม้เบสบอลเหล็กนั่นดึงหลุดออกจากเคียวเกี่ยววิญญาณ ขว้างใส่เจี๊ยบด้วยเวทมนตร์ ทำให้มันฟากใส่เจี๊ยบอย่างแรงที่ศีรษะ ทำให้เจี๊ยบสลบลงไปในขณะที่ธูปปักลงไปถึงกระดูกหน้าอกของเธอแล้วอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเธอก็จะทำทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้น ตอนนี้เหลือเพียงเหมียวเท่านั้นที่ยังมีแรงสู้อยู่
แต่ดูเหมือนว่าเหมียวกำลังจะถอดใจแล้ว เธอรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วน The Death กำลังมุ่งตรงเข้าไปหาร่างที่กำลังสลบอยู่ของเจี๊ยบทันที
ทันใดนั้นเอง...แสงสว่างจากสปอตร์ไลท์สองดวงที่ติดไว้ใช้ส่องหน้าบ้านก็สว่างพรึบขึ้น มันน่าจะแรงพอที่จะหยุด The Death ไว้ได้ชั่วขณะหนึ่งได้ แล้วเหมียวจึงรีบวิ่งออกมาจากบ้านพร้อมกับมีดทำครัวที่มีปลายแหลมคมอยู่ในมือของเธอ
The Death มันหนีไปโดยทิ้งร่างของเจี๊ยบไว้ที่ตรงนั้น เหมียววิ่งมาหยุดลงที่ร่างของเจี๊ยบแล้วคุกเข่าลงพร้อมกับชูมือทั้งสองที่กำมีดเอาไว้จนแน่น หวังจะชำแหละลงที่กลางหน้าอกของเจี๊ยบ ทันทีที่มีดกำลังพุ่งลงมาที่กลางอกของเจี๊ยบเพื่อหมายจะควักเอาหัวใจ The Deathe ออกมา เคียวเกี่ยววิญญาณก็หมุนคว้างออกมาจากความมืด ณ ที่แห่งหนึ่ง มันพุ่งตรงเข้ามาอย่างแรงตัดผ่านไปที่คอของเหมียวทันทีแล้วหมุนต่อไปอีกไกลก่อนที่มันจะหมุนคว้างกลับไปตามทิศทางเดิมที่มันถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง
ร่างของเหมียวล้มลงแต่ไม่มีศีรษะ มันกระเด็นออกไปไกล เลือดของเธอเริ่มหยุดไหลแล้ว แผลที่เกิดขึ้นก็ปิดสนิททั้งส่วนคอ และส่วนหัว มันทำหน้าที่ของมันได้ดีจนวินาทีสุดท้ายเลยจริง ๆ
ดวงจันทร์กำลังจะถูกราหูอมไว้ในขณะที่ความมืดมิดเริ่มจะคืบคลานเข้ามา แต่มิอาจจะทำให้ที่แห่งนั้นมืดลงด้วยเพราะแสงไฟที่ยังส่องสว่างไสวจากสปอตร์ไลท์ ร่างของเธอจึงต้องนอนอยู่ตรงสนามหญ้านั่นต่อไปจนเช้า
เจี๊ยบลุกขึ้นนั่งอยู่ที่ตรงสนามหญ้าหน้าบ้านแล้วกวาดสายตาไปทั่วก็ไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากมีดทำครัวตกอยู่กับหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันใหม่ที่มีคนขว้างเข้ามาให้ในบ้านทุกเช้า เธอลุกขึ้นเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์กับมีดทำครัวแล้วเดินเข้าไปนั่งพักที่ชุดรับแขก
“สวยฆ่าหั่นเพื่อน ฆ่าตัวตายแล้วเมื่อคืนนี้” พาดหัวเป็นข้อความไม่ใหญ่โตในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์
“กิ๊บตายแล้ว” “ทำไม !?” เจี๊ยบสงสัยว่าแล้วทำไมเธอถึงยังอยู่

ยามเมื่ออาทิตย์ลาลับ ในคืนเดียวกันวันนั้นนั่นเอง ณ ห้าง เดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์
“ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ของเรา” ชายชราซึ่งเป็นปู่ทวดของห้างแห่งนี้เริ่มต้นสนทนาอยู่กับตู้ทำนายดวงชะตาด้วยไพ่ยิบซี
“แกขังฉันไว้ทำไม” เหมียวส่งข้อความผ่านหน้าจอภาพของเครื่องทำนายดวงจากไพ่ยิบซี
“มันเป็นสัญญาที่เธอทำเอาไว้” ชายชราอ้างถึงสิ่งที่เหมียวทำเอาไว้
“แกหลอกใช้พวกฉันให้ทำงานให้แก” เหมียวส่งข้อความใหม่มาให้
“แกต้องการฆ่า The Death แต่แกใช้พวกฉันให้ทำลายหัวใจของมัน” เหมียวรู้แผนของชายชราผู้นี้แล้ว
“เธอฉลาดมาก แต่ก็ทำงานไม่สำเร็จ” ชายชราพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มเยาะ
“ทำไมแกถึงไม่ยอมออกไปฆ่ามันเองละ แกกลัวมันใช่ไหม” เหมียวสบประมาทให้ชายชราโกรธ
“ใช่ ถูกต้องหากฉันออกไป ฉันจะต้องถูกมันจับลงนรกทันที ที่นี่เต็มไปด้วยเวทมนตร์แห่งอาคมที่ปกป้องรักษาฉันไว้ ไม่ให้มันสามารถเข้ามาได้” ชายชราตอบคำถามไปอย่างไม่ได้รู้สึกโกรธอย่างที่เหมียวยั่วมา
“แกตายไปแล้ว ทำไมไม่ให้มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติละ” เหมียวพูดอย่างมีเหตุผล
“ฉันสร้างที่นี่มา ลูกหลานของฉันถึงได้เจริญเติบโตจนยิ่งใหญ่อยู่อย่างนี้ ฉันเป็นห่วงสมบัติของฉัน ฉันไปไหนไม่ได้” ชายชราเปิดเผยความจริงที่ตัวเองไม่ยอมไปไหน
“ที่แท้แกก็เป็นพวกปู่โสมเฝ้าทรัพย์นี่เอง” เหมียวสบประมาทขึ้นอีกครั้ง
“เธอก็ไม่ได้รักเพื่อนจริง ๆ เธอรักตัวเอง” ชายชราพูดจบแล้วเดินจากไปยังตู้ทำนายดวงด้วยลายมือ
“เป็นยังไงบ้าง ไม่ต้องกลัวนะเพื่อนของเธอก็มาอยู่ที่นี่ด้วย” ชายชราทักทายตู้ทำนายลายมือ
“เธอคือใคร ? อยู่ที่ตู้ไหน ?” กิ๊บถามเป็นข้อความออกมาให้อ่านที่หน้าจอของตู้ทำนายลายมือ
“อยู่ไปเธอก็จะรู้เองแหละ” ชายชราไม่บอก
“แล้วมากันกี่คนละ” กิ๊บขึ้นข้อความถามชายชราอีกครั้ง
“แหมเสียดายจริง ๆ ที่ตู้ทำนายดวงชะตาตามวันเกิดไม่ได้มาอยู่ด้วย” ชายชราบ่น
“เจี๊ยบใช่ไหมที่ไม่ได้มาด้วย” กิ๊บถามขึ้นข้อความอีกครั้ง
“เธอเกือบทำได้สำเร็จแล้วเชียวนะ” ชายชราตอบแทนด้วยคำนี้แต่ก็ไม่ตรงกับคำถามนัก พูดจบชายแก่ชราเฒ่าก็เดินจากไปสู่ประตูทางออกของลายทำนายแห่งนี้
ชายชราเดินไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดยืนอยู่ก่อนถึงปากทางออกพอได้ระยะที่จะไม่ถูกทำอันตรายได้
“แกจงมอบวิญญาณมาให้ข้าเสียแต่โดยดีเถิด” The Death กำลังลอยอยู่ด้านนอกของปากทางเข้าด้วยชุดผ้าคลุมสีดำที่กำลังโบกสะบัดด้วยความโกรธแค้นในอารมณ์ของ The Death ที่กำลังทำหน้าที่ทวงวิญญาณของตาเฒ่าเฝ้าทรัพย์
“วิญญาณฉันก็ต้องเป็นของฉัน แกไม่มีสิทธิ์ทวงเอา” ชายชราไม่ยอมจำนนต่อกฎของธรรมชาติ
“แล้วการที่แกกักขังวิญญาณของคนอื่นละมันหมายความว่าอย่างไร” The Death ถามแทงใจชายชรา
“แก มันต้องตาย The Death แกต้องตาย ฉันจะต้องฆ่าแกให้สำเร็จสักวันหนึ่ง” ชายชราโมโห ใบหน้าเปลี่ยนเป็นความเหี่ยวย่นด้วยรอยยับบนใบหน้าเกลียดพร้อมแววตาที่ลุกขึ้นเป็นสีแดงเหมือนไฟ
“แกไม่มีวันฆ่าฉันได้หรอก ไม่มีวัน” The Death กล่าวขึ้นยิ่งทำให้ชายชราเฒ่าเดือดแค้น
“แกก็ไม่มีทางจะเอาตัวฉันไปได้เหมือนกัน ฮ่า..ฮ่า.ฮ่า.” ชายชราหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
“รักษาตัวแกไว้ให้ดี วันหนึ่งแกจะต้องใช้กรรมอย่างทรมานแสนสาหัสในนรกของข้า” The Death เตือนให้ระวังตัว ซึ่งอันที่จริงกำลังเตือนตาเฒ่าว่าอย่าให้จับได้มากกว่า
“แกก็เช่นกัน ระวังคนข้างหลังไว้ให้ดี” “เจ้าสาวน้อยที่รอดชีวิตคนนั้น เธอมีหัวใจของแกอยู่พร้อมด้วยอำนาจแห่งพลังเวทที่รวมเธอเข้าไว้กับหัวใจของแกจนเป็นสิ่งเดียวกัน แกไม่สามารถฆ่าเธอได้แล้วเมื่อราหูได้อมจันทร์ไป ทุกอย่างได้ซึมซาบรวมกันจนสำเร็จเป็นหนึ่ง ทางที่ดีแกจงไปปกป้องรักษาเธอไว้ให้ดีเถอะ หากเธอเป็นอะไรแกก็ต้องตาย จนกว่าอายุขัยแห่งแสงเทียนชีวิตของเธอจะหมดลง แกถึงจะได้หัวใจของแกคืน แกก็รู้ไม่ใช่หรือ” ชายชรารู้เรื่องของ The Death เป็นอย่างดีด้วยความที่จะต้องหาทางฆ่า The Death ให้จงได้ เพื่อจะได้เป็นอิสระไม่ถูกตามล่าเอาวิญญาณอยู่เหมือนทุกวันนี้
“แก....แก.....” เสียงคำรามดังสนั่นด้วยความโกรธแค้น แล้ว The Death ก็จางหายไปอย่างช้า ๆ เป็นกลุ่มควันดำ

หนึ่งปีผ่านไป....
เจี๊ยบหยิบรูปเก่า ๆ ขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่งจากอัลบั้มรูปที่มีเพียงเพื่อนสนิทของเธอ เท่านั้น เธอพลิกไปจากหน้าแรกไปเรื่อย ๆ ด้วยความอาลัยคิดถึงเพื่อนที่ต้องจากเธอไปหมดทั้งสามคน นึกถึงเรื่องราวที่ยังมีความสุขสนุกสนานด้วยกัน แต่ในวันนี้เธอไม่มีวันเก่า ๆ แบบนั้นอีกแล้ว จนที่สุดเธอก็พลิกมาถึงหน้าท้ายสุดของอัลบั้ม เธอต้องประหลาดใจเมื่อเห็นภาพถ่ายหมู่ที่ได้ถ่ายไว้ที่ห้างเดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์
“ทำไมภาพ....ภาพมันถึงได้เปลี่ยนไปได้” เจี๊ยบพูดขึ้นเมื่อได้เห็นภาพนิดจางหายไป กิ๊บกับเหมียวเหี่ยวย่นเหมือนคนแก่อายุเป็นร้อย ส่วนตัวเธอเท่านั้นที่ยังคงสดใสขึ้นกว่าเดิม

ณ ห้างเดอะ เวิลด์ เซ็นเตอร์ ที่กำลังเจริญรุ่งเรือง
“เฮ้ย ! พวกเธอดูนั่นสิ มีช่องทางเดินไปตู้ดูดวงด้วยนะ” กิตเห็นช่องทางเดินที่มืดสลัวพร้อมไฟประดับประดาเหมือนหยดดาว
“ไปดูกันเถอะ น่าตื่นเต้นดี” น้ำสาวน้อยแสนสวยชวนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มเดินไปยังช่องทางนั่น
กลุ่มนักศึกษาชายหญิงทั้งเจ็ดคนมุ่งหน้าตรงไปสู่ช่องทางแห่งความลึกลับที่มิอาจจะรอดพ้นหากเหยียบย่างเข้าไปสู่....คำทำนาย...
จบตอน...


โดย : Sup.P
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 22 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 22 : 17 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com