Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 4

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> แก้วเพชรเขี้ยววานร (ตอน อภินิหารสายลม 100 วิญญาณ)

เรื่อง : แก้วเพชรเขี้ยววานร

ตอน อภินิหารสายลม 100 วิญญาณ
 

ชื่อภาษาไทย
แก้วเพชรเขี้ยววานร
ตอน อภินิหารตำนานสายลม 100 วิญญาณ

ชื่อภาษาอังกฤษ
The Stand Inner
(The Wind of Change)

(เริ่มเขียนเมื่อ 26 ตุลาคม 2549)
นามปากกา : Sub.P
แต่งโดย : Tel: 0-898-063-063
Email : bluesky_planet@hotmail.com

กล่าวโดยย่อ :
เมื่อเหตุการณ์มหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นกับผู้ชายธรรมดาอย่างไม่คาดฝันซึ่งไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นผู้โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ชะตาชีวิตของเขาได้ถูกนำพาให้เป็นไปโดยไม่อาจเลือกได้ ทำให้ต้องกลายเป็นวีรบุรุษที่ต้องปกป้องโลกนี้ไว้ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยดวงวิญญาณจำนวนมากมายที่อยู่ในตัวของเขาซึ่งคอยเป็นทั้งผู้ช่วยและผู้ก่อกวนในการปฏิบัติภารกิจอันใหญ่ยิ่ง พร้อมด้วยของวิเศษที่จะนำพาอภินิหารและความมหัศจรรย์อันตื่นเต้นท้าทายให้เขาต้องผจญภัยกับเหล่าร้ายที่คอยทำลายชาติและสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลกที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางที่เอาชนะได้เลย โดยเฉพาะจิตใจของเขาเองที่อาจไม่เข้มแข็งพอที่จะเอาชัยแก่จอมมาร เขาก็อาจต้องตกเป็นขุนพลแห่งจอมมารเสียเอง ทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกับสายลมและแก้วเพชรเขี้ยววานรได้อย่างไรคงต้องติดตามได้จากเนื้อหาในเล่ม


กำเนิดชะตากรรมใหม่

มุมหนึ่งในมหานครกรุงเทพ …
เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว
ทุกคนต่างมองกันไปตามทางที่มาของเสียงระเบิด
มันดังขึ้นมาจากด้านบนดาดฟ้าของอาคาร
ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดความผิดพลาดขึ้นอย่างแน่นอน
ทุกคนยังคงจ้องมองขึ้นไปบนยอดอาคารสูงนี้อย่างใจจดจ่อ
ทันใดนั้นก็เห็นร่างของชายคนหนึ่งร่วงลงมาเคว้งคว้างอย่างนกปีกหัก
สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ในขณะนี้คือเชือกที่มัดร่างชายคนนั้นเอาไว้
อะ..ไม่ใช่!..
มันคือสายเคเบิ้ลสองหรือสามเส้นพันติดอยู่ที่ข้อเท้าข้างซ้าย
เขาตกลงมาเป็นวิถีโค้งจากข้างบนลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าที่สุดท้ายเป็นพื้นดิน

...สายตาทุกคู่มองไปยังร่างที่กำลังร่วงลงมาเรื่อย ๆ อย่างตระหนกตกใจ
ชั้น 15
ชั้น 14
ชั้น 13
ชั้น 12
ชั้น 11
.......…

จำนวนชั้นของอาคารยิ่งนับน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามความเร็วที่เขาดิ่งลงมา
คล้ายกับกำลังนับเวลาแห่งชีวิตของชายผู้นี้ที่กำลังสั้นลงไปด้วยทุกขณะ
เสียงโวยวายและเสียงวิจารณ์เริ่มดังอื้ออึง

“คัท คัท คัท”

แต่เสียงนี้ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดลงได้และนี่คือการเล่นนอกบทของชายคนนั้น
ผู้กำกับสั่งคัทไปสามครั้งแล้ว
ทีมงานทุกคนในกองถ่ายยังคงนิ่งตะลึงไม่ต่างอะไรจากรูปปั้นหินที่ยังมีชีวิต
มีเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้เท่านั้นที่ยังไม่ได้หยุดตามไปด้วย
มันกำลังนับถอยหลังเพื่อไปสู่จุดสิ้นสุด

“ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต”
“หยุดเขาไว้ อย่าให้เขาตกถึงพื้น”

เสียงที่ดังขึ้นอีกครั้งของผู้กำกับผ่านโทรโข่งขยายเสียงให้ดังขึ้น
ทุกคนในกองถ่ายทำภาพยนตร์เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง
“อย่าหยุดที่จะช่วยกัน ทำอะไรก็ได้ให้เขารอด”
ผู้กำกับตะโกนเสียงดังใส่โทรโข่งอีกครั้ง
ทีมงานในกองถ่ายได้สติเตรียมการช่วยเหลือทันที
บ้างก็วิ่งไปเตรียมเครื่องปฐมพยาบาล
บ้างก็ไปเตรียมแคร่ เตรียมรถพยาบาล
และก็มีหลายคนไปเคลื่อนย้ายแผ่นเบาะรองขนาดใหญ่มายังที่เกิดเหตุ
แต่สิ่งเดียวกันที่ทุกคนทำเหมือนกันหมดก็คือ
ไม่ลดละที่จะหันกลับไปมองร่างของชายผู้โชคร้าย
ทุกอย่างจะไม่ทันการเสียแล้ว...
เขาร่วงลงมาอย่างเร็วมาก
เร็วเกินกว่าที่ใครจะช่วยอะไรได้ทัน
เสียงกรีดร้องจากทีมงานสาวและสาวประเภทสองในกองถ่ายดังขึ้นจนแสบแก้วหู
ร่างของเขากำลังจะตกถึงพื้นในอีกไม่กี่เสี้ยววินาที
และในที่สุด…......เขาก็หยุดลง...
ยังไม่จบเมื่อเขาไม่ได้ตกลงถึงพื้นข้างล่าง

สายเคเบิ้ลได้สุดระยะของมันลงในระดับประมาณชั้นที่ 2 ของอาคาร
ความที่เขากระเด็นห่างออกมาจากตัวอาคาร
สายเคเบิ้ลไปได้ไกลจนสุดที่ระยะของมันแล้ว
ทำให้เขาถูกดึงรั้งตัวกลับเข้าหาตัวอาคารอีกครั้ง
กระแทกเข้ากับกระจกของอาคาร

“เพล้ง”

เสียงกระจกแตกกระจาย…...
เหตุการณ์บางอย่างไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับชายผู้เคราะห์ร้ายรายนี้อีกครั้งในช่วงเวลาไม่ห่างกัน
บางทีอาจจะเรียกว่าเป็นชะตากรรมครั้งใหม่ของเขาหรือความโชคร้ายของชะตากรรม
เศษกระจกนับพันชิ้นแตกกระจายเป็นเสี้ยวเสี่ยงชิ้นน้อยใหญ่
มีอยู่เพียงหนึ่งเศษเสี้ยวจากพันชิ้นในหมู่มวลกระจกทั้งหมดที่มี
มันแตกต่างจากเศษกระจกทุกชิ้นตรงที่มันกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเขา.......
เศษกระจกเสี้ยวเล็กยาวอย่างปลายเข็มที่แหลมคม
พุ่งตรงแหวกผ่านเศษกระจกอื่น ๆ จำนวนมากมายมาได้อย่างมีจังหวะเหมาะเจาะพอดี
มันมุ่งตรงติดตามตัวเขาเข้ามาด้วยเหมือนเขาเป็นแม่เหล็กดึงดูด
มันพุ่งตรงเข้าไปที่ศีรษะของชายผู้โชคร้าย......
ราวกับว่าเขาถูกยิงใส่ด้วยปืนที่ส่งลูกกระสุนตรงเข้าสู่ศีรษะอย่างแรง
เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถจับเหตุการณ์ได้ทัน
มันเป็นมุมกล้องที่ไม่ได้จัดวางไว้ก่อนล่วงหน้า
ชายผู้น่าสงสารฟุบลงไปสงบนิ่งอยู่บนพื้นของอาคาร
และสิ่งที่เขาได้รับมานั่นมันคงจะไม่ใช่กระจกวิเศษ.......

............................................................................

.....ภาพยนตร์นอกบทได้หยุดลงอย่างสงบ.....

เศษกระจก
ที่ห้อง LAB. ของโรงพยาบาล
“คนเจ็บที่ห้อง 307 เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
ผู้กำกับหนังคุณภาพไฟแรง ภายใต้กรอบแว่นตาสีน้ำตาลกระจกกลมใส รูปร่างผอม สูง 175 เซนติเมตร ผิวขาว หน้าตี๋ ตาตี่ ผมรากไทร กับหนังที่ไม่ค่อยสร้างชื่อ เพราะเขาตั้งหน้าตั้งตาตี่ ๆ ทำแต่หนังคุณภาพคับจอไม่เคยได้สนใจตลาด และไม่ได้สนใจว่าคนดูหนังในเมืองไทยจะชอบหรือไม่ หนังส่วนใหญ่ไม่ได้สตางค์กับคนไทยแต่ไปได้รางวัลดี ๆ จากต่างประเทศกลับมาเป็นการันตีให้คนไทยได้ดูกันทีหลัง ใคร ๆ ในกองถ่ายต่างก็เรียกเขาว่า ผู้กำกับบ๊วยหวาน เพราะความที่ว่าหนังที่ไม่ค่อยจะทำรายได้นัก จึงน่าจะเหมาะสมกับชื่อเขามาก แต่สิ่งที่เขาทำอยู่นี้คือสิ่งที่เขาภูมิใจเป็นที่สุด...เพราะมันคืออุดมการณ์ไส้แห้งที่เขาตั้งใจทำฝากเอาไว้ เพื่อวันหนึ่งคนไทยจะได้หันมาสนใจศึกษาการทำหนังดี ๆ ของเขา

บ๊วยกำลังยืนสนทนาอยู่กับหมอ ถามถึงอาการของอารยะ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งก็เป็นปกติวิสัยของบ๊วยที่แสดงต่อนักแสดงทุกคน ยกเว้นคนนี้เป็นพิเศษ
“คุณเป็นอะไรกับผู้ป่วยครับ” หมอสอบถามกลับไปให้บ๊วยได้ตอบคำถามของหมอก่อน
“ผมเป็นเพื่อนสนิทกับเค้าครับ” บ๊วยชักรำคาญนิด ๆ ที่ยังไม่ได้คำตอบจากหมอ ด้วยสีหน้าที่ร้อนรนเพราะความที่เป็นห่วงเพื่อน
“แล้วญาติพี่น้องหรือภรรยาของเขาละมีไหม” หมอถามต่อไปด้วยวิสัยปกติของหมออีกครั้ง
“พ่อแม่ของเค้าอยู่ต่างจังหวัดครับ ส่วนภรรยาก็เพิ่งจะแยกทางกันไปครับ ทีนี้ผมขอให้หมอตอบคำตอบให้กับคำถามของผมบ้างนะครับว่า เพื่อนผมมันเป็นไงบ้างครับ” เพราะเหตุนี้นี่เองที่อารยะจึงไม่มีใครมาเยี่ยมนอกจากบ๊วยและก็คงไม่อยากให้พ่อแม่ที่อยู่ไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ต้องเป็นห่วงซึ่งบ๊วยรู้นิสัยอารยะดี

หมอพาบ๊วยเดินไปดูที่ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ที่อยู่บนบอร์ดไฟใกล้ ๆ กันนั้น ซึ่งหมอได้ดูไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อไม่นาน
“เท่าที่หมอได้ดูภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์นี้หมอได้พบกับวัตถุบางสิ่งบางอย่างที่ไม่น่าห่วงแต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่นะ” หมอตอบเหมือนเล่นลิ้น หรือก็ไม่มั่นใจอะไรบางอย่าง แต่มันก็คือข้อมูลความจริงที่ยังสงสัยอยู่
“อะไรหรือครับหมอ อารยะจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” บ๊วยสงสัยในคำพูดของหมอ น้ำเสียงบ่งบอกอาการถึงความวิตกกังวลยิ่งนัก
“อืม..ม.. เรื่องที่น่าห่วงก็คือ หมอได้พบกับวัตถุบางอย่างเล็ก ๆ ยาวแหลมเหมือนเข็มมันฝังอยู่ในศีรษะของเขา” หมอตอบคำถามที่ยิ่งทวีความงงสงสัยให้กับบ๊วยมากขึ้น แล้วอาการแบบนี้มันเรียกว่าน่าเป็นห่วงหรือไม่
เหมือนไม่เข้าใจคำตอบ บ๊วยทำหน้างง ๆ ไม่ต่างจากเด็กอนุบาลที่ต้องมานั่งฟังโจทย์การบ้านของเด็กมัธยม “แล้วควรจะผ่าตัดเอามันออกหรือจะทำอะไรกับไอ้สิ่งที่มันอยู่ในหัวเพื่อนของผมดีครับหมอ”
บ๊วยสับสนกับคำตอบของหมอ บ๊วยทำได้ดีที่สุดด้วยการยิงคำถามกลับไปอีก เผื่อว่าจะทำให้สมองของตนเองฉลาดขึ้นได้
“หมอขอถามนิดหนึ่งเถอะนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา” หมอถามบ๊วยกลับด้วยความเกรงใจและบ๊วยก็ยินดีเล่าให้หมอฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างสั้น ๆ ชัดเจน..
“.......……………………………………”
“ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่ติดอยู่ในหัวของเพื่อนคุณ น่าจะเป็นเศษแก้ว ที่มีขนาดเล็ก ยาว และ แหลมมาก” หมอเริ่มใช้วิธีควานหาสาเหตุเริ่มต้นเป็นเหตุผลที่มาของสิ่งแปลกปลอมในศีรษะของอารยะ
“ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องผ่าตัดเอาออกหรือไม่นั้น เท่าที่ดูจากตำแหน่งที่อยู่ของเศษแก้วนี้ มันอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีปัญหา แต่....” หมอเว้นช่วงไว้สักระยะ เหมือนรอให้บ๊วยยิงคำถามขึ้นมาอีกครั้ง และแน่นอน....
“แต่อะไรครับหมอ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็น่าจะผ่าเอามันออกได้สิครับ” บ๊วยเบาใจขึ้นที่ทราบจากหมอว่ามันไม่มีปัญหา
“มันจะมีปัญหาตรงที่มันยากต่อการผ่าตัดนะสิ การผ่าตัดอาจจะส่งผลให้เกิดความผิดพลาดต่อระบบของสมองในส่วนอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบเข็มแก้วซึ่งได้เข้าไปสัมผัสยึดจับอยู่กันที่เนื้อสมอง ดังนั้นถึงแม้เข็มแก้วที่ฝังอยู่ไม่ส่งผลใด ๆ กับสมอง แต่การผ่าตัดเอาออกก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก” หมอเล่าให้บ๊วยฟังอย่างสรุปพอที่จะให้เข้าใจได้ง่าย
“นั่นก็หมายความว่า เพื่อนผมต้องเก็บมันไว้เป็นของที่ระลึก อย่างนั้นใช่ไหมครับหมอ” บ๊วยชักงงแบบแปลก ๆ กับเหตุการณ์นี้ซะแล้ว เพราะยังสับสนว่ามันจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหากันแน่
“นอกจากนี้ก็ยังมีแค่ที่ข้อเท้าข้างซ้ายเท่านั้นที่ บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกมัดไว้ด้วยสายเคเบิ้ลแล้วตกลงมาจากที่สูงในสภาพที่หมดสติเช่นนั้น คงต้องเดินกระเผลกไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่ก็ต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกวันสองวันก็ได้กลับบ้านแล้ว ขอให้หมอรอดูอาการทางสมองอีกครั้งก่อน ว่ามีความกระทบกระเทือนอื่น ๆ แทรกซ้อนหรือไม่” หมอบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้บ๊วยทราบทั้งหมด

บ๊วยยังคงงงต่อไปแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สบายใจขึ้นได้ก็ตรงที่เพื่อนของเขาปลอดภัย ที่เหลือก็คือรอให้เขาฟื้นขึ้นมาเท่านั้น...

กระจกวิเศษ

วันที่สอง-ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
อารยะฟื้นขึ้น ในสภาพที่ไม่แย่มากนัก
และอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
แน่นอน ก็เขาเจอมาหนักขนาดนี้

“โอย..ย. ทั้งมึนทั้งเบลอไปเลยแฮะ แล้วเรานอนหลับไปกี่วันแล้วนี่” อารยะถามตัวเอง
“อูย.ย..ร่างกายยังอยู่ครบ ดวงแข็งอีกแล้วเรา” อารยะพูดเหมือนการบาดเจ็บของเขาเป็นเรื่องปกติ
อารยะมีอาชีพเป็นตัวแสดงแทนประจำกองถ่าย เรื่องบาดเจ็บมีเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เขาเจ็บหนักที่สุดมากกว่าทุก ๆ ครั้ง
เนื่องจากอุบัติเหตุที่ผ่านมาเกิดขึ้นในจุดที่เตรียมการวางแผนไว้อย่างดีแล้ว แต่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นนอกเหนือจากระบบความปลอดภัยในกองถ่ายและเหตุการณ์ตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ในบทที่ได้ซักซ้อมไว้ในตอนแรก
อารยะมองไปที่ข้อเท้าซ้ายที่ยังเข้าเฝือกไว้เพื่อลดการขยับเขยื้อนกับอีกสายน้ำเกลือที่ข้อมือ สุดท้ายก็ที่ศีรษะของตัวเขาเองเมื่อต้องจับไปเจอกับผ้าพันแผลที่พันอยู่หลายรอบ

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก...”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูที่กำลังถูกผลักเข้ามา
อารยะเห็นภาพซันอดีตภรรยาของเขาผุดขึ้นในหัวพร้อมดอกไม้ช่อสวยกับภาพบ๊วยเพื่อนสนิท
ทั้งที่ประตูยังไม่ทันเปิดเผยให้เห็นหน้าแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะอารยะเองก็กำลังคิดถึงคนทั้งคู่อยู่พอดี
บ๊วยเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับซันอดีตภรรยารูปร่างผอมเพรียวบางหน้าตาธรรมดาแต่ใจดี
ซันกับบ๊วยแยกทางกันมาได้สามเดือนแล้วด้วยความเจ็บปวดทรมานใจด้วยกันทั้งคู่ อาจจะเรียกได้ว่าแยกกันเพราะความรักก็ได้และแผลในใจของอารยะตอนนี้ก็กำลังจะดีขึ้นแล้วถ้าหากวันนี้ไม่ได้พบกันอีก

“พอดีหลังจากที่พานายเข้าโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว นายก็หลับไปวันหนึ่งเต็ม ๆ ข้าก็เลยโทรไปเล่าเรื่องของนายให้ซันฟัง ซันเค้าเป็นห่วงก็เลยนัดมาเจอกันที่โรงพยาบาลอย่างที่เห็นนี่แหละ” บ๊วยบอกเล่าให้อารยะทราบถึงการมาของซัน อารยะก็ไม่ได้โกรธบ๊วยแต่อย่างใด
“หายเร็ว ๆ นะคะ” ซัน ยื่นดอกไม้ให้อารยะ พร้อมกับเอ่ยปากอย่างจริงใจ ด้วยน้ำเสียงใส ๆ ไพเราะ
มันทำให้อารยะเหมือนอยู่ในมนต์สะกดของเธอชั่วขณะหนึ่ง
“อารยะ เป็นไงบ้างวะ” บ๊วยถามอารยะเพื่อเช็คอาการของเพื่อน
“ก็ไม่เป็นไร แค่มึนหัวนิด ๆ นะ” อารยะตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ ด้วยอาการที่ยังคงมึนหัวอยู่
“หนึ่งบวกหนึ่งติดสแควร์รูท คูณกับศูนย์จุดหนึ่งสี่สาม มีค่าเท่ากับเท่าไร” บ๊วยต้องการความมั่นใจว่าอารยะไม่มีปัญหาทางสมองจริง ๆ เขาจึงต้องเช็คคำตอบจากอารยะเพื่อให้แน่ใจได้ว่าไม่มีผลข้างเคียงทางสมองเกิดขึ้นตามที่ได้รับข้อมูลมาจากหมอ
ซันอดกลั้นขำไว้ไม่ได้กับคำถามที่อารยะไม่มีทางตอบได้แน่ ๆ
อารยะไม่ได้ตอบคำถามของบ๊วยเพราะรู้อยู่ว่าโดนเพื่อนแกล้งกวนเข้าให้อีกแล้ว อารยะยิ้มไปกับคำถามกวน ๆ นั่น โดยที่ไม่คิดที่จะหาคำตอบกับเรื่องล้อเล่นของบ๊วย
“เอาละ นายพร้อมจะฟังเรื่องของนายหรือยัง มันมีทั้งเรื่องดี และ เรื่องร้าย ให้นายเลือกฟัง” “นายอยากฟังเรื่องไหนก่อนละ” บ๊วยถามด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ดี และ ดีใจที่เห็นเพื่อนฟื้นขึ้น อย่างปลอดภัย
“เล่าเรื่องร้ายมาก่อนละกัน” จะมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่าตอนนี้อีก อารยะเตรียมพร้อมรับความร้ายกาจที่จะเข้ามาอีกครั้งและหวังว่าเรื่องดีของบ๊วยคงน่าติดตาม
“คือว่าเมื่อวานนี้ข้ามาหาหมอประจำไข้ของนายมา ตอนนั้นนายยังหลับยาวอยู่ หมอบอกข้าว่านายมีเข็มเล็ก ๆ ฝังอยู่ในหัวนะ” บ๊วยเล่าแค่สั้น ๆ ก็ดูเหมือนผู้ฟังจะมึนขึ้นกว่าเก่าอารยะมึนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ส่วนซันก็งงกับเรื่องที่ยังต้องรอขยายความจากบ๊วยต่อไป
“และข่าวดีคือนายไม่ต้องเป็นห่วง เพราะนายจะได้เก็บมันไว้เป็นที่ระลึก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดเอามันออกด้วย” บ๊วยเล่าจบแบบง่าย ๆ ดูเหมือนว่าจะตลก
ตรงกันข้ามทั้งคู่ดูออกจะยิ่งทำให้ตกอยู่ในอาการฉงนงงงวยมากขึ้นยิ่งกว่าได้ฟังข่าวร้ายเสียอีก
“สรุปอีกครั้งละกัน คือว่าถ้าผ่าตัดอาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าเก็บมันไว้มันอาจจะเข้ากับนายได้ดี เพราะการผ่าตัดอาจจะไปมีผลกระทบกระเทือนเนื้อสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับเข็มแก้วที่มันเข้าไปจับยึดอยู่ได้ ซึ่งมันอาจจะทำให้นายติ๊งต๊องไปเลยก็ได้” บ๊วยขยายความให้เข้าใจอีกครั้ง เนื่องจากเห็นเพื่อนยังทำหน้างง ๆ กันอยู่
“แล้วตอนนี้คุณรู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงเป็นใยของซัน ที่มีให้มาเสมอเมื่อยามอยู่เคียง อารยะไม่ได้ยินมาหลายเดือนหลังจากที่ต้องเลิกลากันไป
“ผมไม่เป็นอะไรแล้วละซัน ขอบคุณนะที่คุณเป็นห่วง” อารยะพูดด้วยใบหน้าที่รับรู้ถึงสิ่งที่ซันมอบให้
“ซันเคยบอกคุณแล้วหลายครั้ง ว่าคุณควรจะเป็นห่วงตัวเองบ้างนะคะ” ซันบอกกับอารยะด้วยความรู้สึกเดิม ๆ แบบนี้มาหลายครั้งเหมือนเมื่อครั้งที่เคยได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ซันไม่อยากเห็นอารยะต้องเสี่ยงตายกับงานโลดโผนแบบนี้โดยไม่รู้ว่าวันไหนจะต้องรอคอยอย่างไม่มีวันกลับ
“ขอบคุณซันมากนะครับ แล้วก็บ๊วยด้วยที่คอยมาเป็นธุระให้ตลอด ผมต้องการพักผ่อนแล้วละ รู้สึกมึนตึ้บเลย” อารยะพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เพราะไม่ต้องการพูดเรื่องซ้ำ ๆ ในอดีตที่มักจะต้องทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันทุกครั้ง
ทุกคนเงียบลงสักพักหนึ่ง โดยเฉพาะบ๊วย ที่กำลังงงกับการหักมุมของอารมณ์ในทันใด แต่สำหรับซันแล้วมันคือเรื่องปกติเสมอที่อารยะจะหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกันเสมอ
“ถ้างั้น ซันไปก่อนนะคะ” ซันพูดพร้อมกับจับมืออารยะเพียงเบา ๆ
“โอเค ข้าไปก่อนนะเพื่อน แล้วจะแวะมาใหม่นะ” บ๊วยปิดท้ายพร้อมกับโบกมือเป็นที่รู้กัน

..........ทุกอย่างในห้องเงียบสงบลง..........

อารยะ นั่งเงียบอยู่พักใหญ่เพื่อทำใจไม่ให้คิดเรื่องใด ๆ แต่ดูเหมือนจะมันจะหยุดให้สมองทำงานน้อยลงไม่ได้เลย เขาจึงเริ่มหากิจกรรมอย่างอื่นทำ ด้วยการเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามเรื่องราวความเป็นไปของโลก......
“....มันได้เริ่มขึ้นที่ 3.5 ริกเตอร์ เป็นเวลา 3 นาที และได้ลดระดับแรงสั่นสะเทือนลงมาอยู่ที่ 2.4 ริกเตอร์ เป็นเวลา 4 นาที แล้วจึงสงบลง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณภาคอีสาน ในจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้ไม่พบรายงานความเสีย....” อารยะเปลี่ยนช่องสถานีเพราะไม่อยากฟังเรื่องร้าย ๆ อีก
“...การเมืองเริ่มร้อนระอุ การสาดโคลน ซื้อเสียง และการเก็บหัวคะแนน ยังคงเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองไทย ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับนักการเมืองที่เป็นนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาทำกำไร หรือนี่จะถึงจุดวิกฤตศรัทธา.....” การเมืองน้ำเน่าก็เช่นกันที่อารยะขี้เกียจฟังเพราะมันเหมือนชมละครเรื่อง ‘มารยาชายร้อยพันเล่มเกวียน’ หรือ จะเป็นละครเรื่อง ‘สมบัติผลัดกันครอง’ ทำให้อารยะต้องหนีไปดูรายการโทรทัศน์ที่ช่องอื่นต่อไป
“....เอาละครับ เปิดแผ่นป้ายต่อไป....” อารยะเปลี่ยนช่องทันที มันน่าเบื่อมากกับรายการโทรทัศน์บ้านเมืองเรา เป็นรายการที่บังคับให้คนดูไปช่องไหนก็ไม่ต่างกันมาก บางช่วงดูได้อย่างเดียวแค่เกมโชว์ หรือ ไม่ก็ละครน้ำเน่าสะท้อนเงาจันทน์ที่ดูถูกผู้ชมคนดูอย่างเราได้อย่างหน้าตาเฉย
“...สำหรับข่าวที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพอันทรงเกียรติในการจัดงานกีฬาแห่ง ‘เอเชี่ยน ลิมปิกเกม’ นั้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสถาบัน... ”
ในที่สุดอารยะก็ต้องยอมแพ้ สาเหตุหลักน่าจะมาจากอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาเองเสียมากกว่า มันเหมือนว่าอะไรก็ไม่สบอารมณ์ไปเสียหมดทุกเรื่อง อาจจะเป็นเพราะอาการมึนหัวที่เกิดขึ้นเหมือนมีอะไรบางอย่างตอดอยู่ในหัวตุบ ตุบ ตลอดเวลา

อารยะปิดโทรทัศน์ แล้วหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหัวเตียง เสียบสายหูฟัง เปิดวิทยุจากโทรศัพท์มือถือกดเลือกคลื่นรายการเพลงโปรดที่ได้บันทึกไว้อยู่บนคลื่นสถานีเอฟเอ็ม เพลงสากลแนวป๊อบสบาย ๆ ที่เขาเพิ่งจะหันมาชื่นชอบ มันช่วยได้ดีทำให้เขาผ่อนคลายได้มากขึ้นกว่าเดิมทั้งที่จริงแล้วเขาฟังเพลงสากลไม่รู้เรื่องเลย เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เรียนอ่อนที่สุดไม่เข้มแข็งพอที่จะทำให้เขาเข้าใจได้แต่มันกับเป็นการดีต่อเขาที่ไม่ต้องตีความหมายของเนื้อร้องในบทเพลงนั้นเอาแต่เพียงแค่ทำนองของดนตรีแค่ให้รู้ว่ามันไพเราะเพียงใดก็พอส่วนเพลงไทยอารยะไม่ใช่ไม่อยากฟัง สาเหตุมาจากโรคบางอย่างที่ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างเช่นพิษจากความรัก มันเป็นอาการของโรคอกหักเรื้อรัง ที่จะกำเริบขึ้นอยู่เสมอหากได้เชื้อ เช่นในความหมายของบทเพลงไทยทำให้เขาเข้าใจอารมณ์ได้ไม่ยากนักซึ่งมันจะยิ่งตอกย้ำทำให้เขาบอบช้ำมากขึ้นโดยเฉพาะกับบทเพลงแห่งความรักที่ไม่อาจสมหวังได้ ไม่ว่าจะฟังเพลงไทยเพลงไหนก็โน้มนำให้มาเป็นเรื่องราวของตนเองได้เสมอจนเป็นนักเศร้ามืออาชีพ เวลาเท่านั้นที่จะทำให้เขาลืมเรื่องราวทั้งหมดลง........คนหนักแน่นอย่างเขาก็คงยาก...

....อารยะหลับตาลงสักพักหนึ่งอย่างผ่อนคลายที่สุด.....
.....เขาเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองเพลง.........
......และฤทธิ์ยาที่ผ่านมากับสายน้ำเกลือ
........................
“............”
“...ช่องหมายเลข 4 คะ...หมายเลข 245 เชิญที่ช่องหมายเลข 2 คะ...”
“....นี่เงินทอนนะคะ...ขอบคุณคะ...”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเดินเองได้”
“โอ้ว ๆ ฝนตกแฮะ!...”

เสียงแผ่วเบา ที่แทรกเข้ามาก้องอยู่ในโสตประสาทของอารยะ เขานึกแค่ว่ามันคงเป็นเพียงเสียงแทรกจากที่ไหนสักแห่งหรือไม่ก็คลื่นแทรกจากสถานีวิทยุข้างเคียงอื่น จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรและนี่คือการเริ่มต้นของเสียงลึกลับที่แทรกเข้ามาในหัวของเขา
มันเกิดขึ้นอีกครั้งแผ่วเบามาก ทั้งจากที่ใกล้และที่ไกลออกไป อารยะกำลังเคลิ้มหลับไปอย่างไม่รู้ตัวในขณะที่อากาศกำลังสดชื่นเย็นสบาย....ฝนตกหนักแล้ว......

วันที่สาม-
ณ บริษัท ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
“ครับขอบคุณมากครับที่ให้การสนับสนุนงานชิ้นนี้นะครับ”
“ผมจะไม่ทำให้คุณหว่องผิดหวังครับ” บ๊วยพูดอย่างอารมณ์ดีใจที่สุด
เขากำลังได้รับงานทำหนังชิ้นใหม่โดยสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่อย่างค่าย ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
ซึ่งเป็นค่ายหนังสายเลือดใหม่มีเทคโนโลยีสำหรับการทำภาพยนตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งเดียวในเอเชีย

บ๊วยเดินออกมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบริษัท ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
“ฝนตกหนักอีกแล้ว แดดออกเสียด้วย” “มาแปลกแฮะ อากาศวันนี้” บ๊วยพูดอยู่กับตัวเองหรือไม่ก็ท้องฟ้า เขาตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนหรือไม่จะเรียกว่าฝ่าสายแดดก็อาจเป็นได้ บ๊วยวิ่งไปลุยฝนไปในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวกางเกงยีนรองเท้าผ้าใบที่กำลังเปียกพอหมาด ๆ พอได้ขึ้นรถเก๋งคันเก่าคู่ใจแล้วเขาก็สตาร์ทรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอารยะทันที

ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
“เข้ามาได้เลย...” เสียงของอารยะบอกเชื้อเชิญผู้ที่อยู่เบื้องหลังประตูห้องให้เข้ามาได้
“ก๊อก......”
อารยะเอ่ยปากพูดขึ้นก่อนที่บ๊วยจะได้เอากำปั้นเคาะไปบนประตูเป็นครั้งแรกเสียอีก
แต่มันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่บ๊วยยั้งมือไว้ทัน
บ๊วยหยุดชะงักมือในท่าที่กำปั้นค้างไว้อยู่ที่หน้าประตูก่อนที่จะมีเสียงเคาะประตูเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง บ๊วยเปิดประตูออกแล้วพูดประโยคแรกในทันที
“เฮ้ย..นายรู้ได้ไงว่าข้าจะมาวะ” บ๊วยถามด้วยความสงสัยเล็ก ๆ
“ก็นายเคาะประตู ซะออกเสียงดังอย่างนั้น ข้างห้องยังรู้เลยว่านายมา” คำตอบของอารยะพอทำให้บ๊วยไม่คิดอะไร เพราะมีเรื่องที่น่ายินดีให้คิดมากกว่า
อารยะไม่เอะใจเลยว่า เสียงเดินมาของบ๊วยและเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นนั้น เขาได้รับรู้มันขึ้นก่อนล่วงหน้าก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีมันทำให้เขาแยกไม่ออกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนระหว่างที่เขาเรียกเชื้อเชิญเพื่อนให้เข้ามาหรือว่าเสียงที่บ๊วยเคาะประตูให้ได้ยินเป็นครั้งแรกแต่ทั้งคู่ก็ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยที่ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไรอีก
“เป็นไงบ้างอารยะ หมอบอกว่าไง เมื่อไหร่จะได้ออกจากโรงพยาบาล” บ๊วยถามอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดี
“พรุ่งนี้แล้วละเพื่อน ขอบใจอีกครั้งนะที่คอยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย” อารยะพูดเรียบ ๆ ด้วยยิ้มเล็ก ๆ อารมณ์ดีเช่นกัน
“นี่ข้ามีข่าวดีจะบอกนายว่า ข้าได้ทำหนังใหม่แล้ว เช้านี้เอางานไปเสนอค่ายหนังซีนีเทคมา”
“ผ่านฉลุยเลยวะ นายก็รีบหายเร็ว ๆ ละกันจะได้มาช่วยกันทำหนังฟอร์มยักษ์กัน” บ๊วยคุยโวด้วยความดีใจ
“ยินดีด้วยนะเพื่อน” อารยะก็ยินดีกับบ๊วยด้วยเช่นกันที่ได้มีงานทำต่อไปอีก ถึงแม้ว่าบทแต่ละเรื่องเขาไม่เคยได้เป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ที่บ๊วยสร้างเลย เขาก็ยังคงเป็นตัวแสดงแทนให้กับตัวเด่น ๆ ของเรื่องที่บ๊วยกำกับทุกครั้งเพราะเขาต้องการทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จแบบนี้มากกว่า ไม่ต้องการชื่อเสียงโด่งดังอะไร ซึ่งอารยะก็ทำได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งหมดที่ผ่านมาบ๊วยและอารยะก็ไม่เคยทำให้หนังทำเงินได้เลย
ทั้งคู่ทำได้แค่เพียงให้หนังมันไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว

“แล้วงานเดิมที่เพิ่งเปิดกล้องไปละ จะทำยังไงต่อ” อารยะถามด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ทำให้งานกำกับเรื่องที่แล้วของบ๊วยต้องชะงักไปทั้งที่เพิ่งจะเริ่มต้นเปิดกล้องไปเอง
“ไม่เป็นไร สปอนเซอร์เขาเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ตอนนี้เขาได้ผู้กำกับคนใหม่มารับงานไปทำแทนแล้ว มันก็ดีนะตอนที่รับงานนี้มา ก็รู้สึกว่ามันคงเป็นหนังที่ไม่ดังแน่ ๆ” บ๊วยทำเป็นคุยพร้อมกับใส่สีหน้ากวน ยักคิ้วหลิ่วตา ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาหนังของเขาเองก็ไม่ได้ดังอะไรเลย
“มันแน่ละ ผลงานของนายทำเงินได้ทุกเรื่องเสมอ แค่ทำเงินได้น้อยเท่านั้น” อารยะพูดแบบยิ้ม ๆ เป็นที่รู้กันว่าที่บ๊วยคุยโม้มาก่อนนั้น ก็เป็นมุขขำ ๆ เช่นกัน
“เออ..แล้วนี่ซันได้มาเยี่ยมนายอีกหรือเปล่า.?” มันเป็นคำถามที่บ๊วยก็ไม่ค่อยอยากถามนัก เพราะรู้ดีถึงความรู้สึกของอารยะที่มีต่อซัน แต่ก็อีกนั่นแหละที่ความสนิท ทำให้เป็นห่วงและคุยกันได้ในหลาย ๆ เรื่องแทบทุกเรื่อง และบ๊วยเองก็อยากให้ทั้งคู่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
“ซันเค้าก็คงติดธุระของเขา มาหาคนอย่างเราบ่อย ๆ ก็คงไม่ได้ อีกอย่างเราก็ไม่เหมือนเดิมกันแล้ว” อารยะอดนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยมีกันและกันไม่ได้ แต่มันก็ผ่านเวลามาพอจะทำใจไปได้บ้างแล้ว และกำลังพยายามลืมเธอให้ลง
“แล้วนี่อาการเป็นยังไงบ้างละ เดินได้หรือยัง” บ๊วยรู้ว่าคำถามผิดจังหวะของตนเองได้ทำให้เพื่อนคิดถึงเรื่องเก่า ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ จึงได้รีบพูดตัดบทเปลี่ยนเรื่องอย่างเร็วไม่ให้อารยะใช้สมองทำงานมากในการที่จะคิดถึงเรื่องในอดีต
“ก็ไม่มีอะไรนะ หัวก็ยังจำอะไรได้ทุกเรื่อง เฝือกที่เท้ากับสายน้ำเกลือก็เอาออกแล้ว ลองเดินดูก็โอเคไม่มีปัญหา” อารยะพูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปกลับรอบเตียงให้เพื่อนดูอย่างช้า ๆ อารยะหายแล้วจริง ๆ
หมอเคาะประตูแล้วผลักประตูเข้ามาในห้องเพื่อเช็คอาการอารยะอีกครั้ง เป็นปกติแบบนี้ทั้งในช่วงสายและในช่วงเย็นอย่างตอนนี้ก็เช่นกัน
“วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ” หมอถามอาการที่คนไข้อาจจะสังเกตได้จากสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวของคนไข้เอง
“ก็ปกติดีครับ เอ่อ..อ..ยกเว้น..” อารยะนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขา
“เรื่องอะไรวะอารยะ รีบบอกหมอไปสิวะ” บ๊วยแทรกขึ้นเพราะเห็นว่าอารยะติดอยู่ตรงคำว่ายกเว้นนานไปหน่อยทำให้ไม่ทันใจคนที่รอฟังอยู่
“คือว่า มันเหมือนมีเสียงก้องในหัวแทรกเข้ามานะครับหมอ” อารยะไม่มั่นใจในคำถามของตัวเองนัก
เพราะก็ยังไม่มั่นใจตัวเองเหมือนกันว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นมันคือเสียงอะไร เขายังสับสนจนไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่ามันเป็นเสียงก้องหรือมันคือการได้ยินเสียงจากที่ไกล ๆ หรือ....!?!..ซึ่งตัวอารยะเองพยายามทำความเข้าใจและเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาอยู่
“อ้อ..อ.ไม่เป็นไรหรอกนะเท่าที่ตรวจอย่างระเอียดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์”
“ทุกอย่างใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด ข้อมูลที่ได้ก็ออกมาตรงกันว่าคุณนะไม่เป็นไรแล้ว”
“คลื่นสมองของคุณก็ปกติดี นอกจากตอนนี้อาจจะมีอาการมึนงงบ้างนิดหน่อยซึ่งก็อาจจะมีผลทำให้เกิดเสียงก้องหรือภาพซ้อนอย่างที่คุณเป็นในช่วงนี้ แต่ในระยะสั้น ๆ เท่านั้นไม่นานนัก วันนี้พรุ่งนี้อาการก็จะหายดีขึ้นเอง ช่วงนี้หมอขอให้พักผ่อนมาก ๆ และพยายามอย่าคิดอะไรมาก อย่าเครียดก็พอ” หมอตอบแบบนี้ทำให้อารยะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่ก็ไม่ใช่อารยะคนเดียวที่รู้สึกยินดี
“ยินดีด้วยเว้ย.ย.เพื่อน แหมนายหายเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะ” บ๊วยดีใจที่วันนี้เป็นวันดีของเขา
ทุกอย่างดูดีไปหมดไม่ว่าจะเป็นงานหรือเรื่องเพื่อน
“แล้วนี่พรุ่งนี้นายจะกลับบ้านเองไหวหรือเปล่าวะ ให้ข้าไปส่งเอาไหม” บ๊วยเป็นห่วงเรื่องการเดินทางเพราะอารยะเองก็เพิ่งจะดีขึ้น
“ไม่ต้องหรอกบ๊วย พรุ่งนี้ข้ากลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเดี่ยวนี้เดินทางสะดวกขึ้นเยอะดีกว่าไปนั่งติดอยู่ในรถของนายเป็นชั่วโมง ๆ” อารยะเองไม่ค่อยพอใจกับการเดินทางโดยรถยนต์บนท้องถนนมากนักเพราะนอกจากมันจะเสียเวลามากในช่วงที่รถติด ๆ แล้วมันยังทำให้เขาอึดอัดมากที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากคุดคู้อยู่ในที่แคบ ๆ บนรถ
“วันนี้นายก็พักผ่อนให้เต็มที่อีกหน่อยละกัน ระหว่างนี้ข้าจะเดินกล้องถ่ายหนังไปก่อน ส่วนเรื่องฉากที่นายจะต้องแสดง ข้าคิดเตรียมไว้ให้แล้ว ตอนนี้ข้าขอตัวไปทำงานก่อนละกันแล้วไว้ค่อยเจอกันใหม่นะเพื่อน” ผู้กำกับบ๊วยหวานกำลังคึกคักกับงานใหม่อย่างไฟแรงเลยทีเดียว
“เอาอย่างนี้ละกัน พรุ่งนี้นายก็พักอยู่ที่บ้านอีกวันหนึ่ง เดี่ยวข้าจัดคิวถ่ายให้เองไม่ต้องห่วง
เมื่อรืนนี้ค่อยเจอกันที่กองถ่ายละกัน”
บ๊วยหันหน้ากลับมาหาอารยะอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นพร้อมกับเปิดประตูห้องออกไป “เออขอบใจวะเพื่อน” อารยะบอกขอบใจบ๊วยด้วยเสียงอันดัง ในขณะที่ประตูกำลังปิดลงไปยังไม่สนิท แต่อารยะก็ยังเหมือนรู้สึกว่าบ๊วยยังไม่ได้เดินไป

“ยังไงถึงดวงตกแต่ก็ไม่ต้องกลัวตกงานนะเพื่อน” บ๊วยเปิดประตูอย่างเร็ว โผล่หน้ามาอีกครั้ง
เพียงเพื่อพูดล้อเล่นกับเพื่อนแบบกวน ๆ ทิ้งท้ายไว้ก่อนเหมือนเป็นประโยคที่เพิ่งจะนึกได้แล้วลืมบอก
ก่อนเดินไปจากห้องอารยะจริง ๆ อารยะนึกถึงบ๊วยตอนเป็นเด็กตัวเล็กที่เคยเล่นด้วยกันแถวบ้าน
จนถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดมาอย่างไม่เคยทอดทิ้งกันเลย

วันที่สี่-ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
อารยะหยิบรีโมทเปิดโทรทัศน์กดเปลี่ยนสถานีไปเรื่อย ๆ มาหยุดอยู่ที่รายการสารคดี จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบจานใส่ผลไม้หลายอย่างที่จัดวางเตรียมไว้อยู่ข้าง ๆ เตียงอย่างเรียบร้อยพร้อมรับประทาน
อีกประมาณไม่ถึงสามชั่วโมงอารยะก็ต้องเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาลแล้วเป็นเวลาที่เหมาะที่จะผ่อนคลายอย่างยิ่ง

“….โลกเรานี้ดูเหมือนจะหลีกไม่พ้นกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ
เช่นภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปรากฏการณ์เอลนิโย เป็นต้น
เหล่านี้ล้วนมีที่เกิดที่มาจากการบริโภคทรัพยากรอย่างเกินความจำเป็นของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’”
“การแสวงหาผลประโยชน์จากธรรมชาติมากเกินกว่าที่มนุษย์ต้องการใช้ จนเกิดปัญหามากมายขึ้นกับสิ่งแวดล้อม รูปแบบที่ถูกต้องตามธรรมชาติของโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป ยังผลให้โลกต้องปรับสภาพตัวเองด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของโลกเอง”
อารยะกำลังติดตามชมรายการสารคดีเรื่อง ‘ชีวิตของโลก’
ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะผ่อนคลายเท่าใดนัก
แต่ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมหาศาลสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกอณูที่อาศัยบนแผ่นดินนี้
อารยะสนใจติดตามชมภาพยนตร์สารคดีนี้ต่อไป
เพราะมันคือเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนบนโลกได้รับผลกระทบอยู่ในตอนนี้
และอารยะเองก็อยู่ในสภาพที่ร่างกายพร้อมแล้วที่จะรับข้อมูลข่าวสาร
นอกจากนี้ยังมีผลไม้เย็น ๆ อร่อย ๆ ไว้ช่วยทำให้เพลิดเพลิน
อารยะหยิบส้มเข้าปากทานอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับชมสารคดีต่อไปเรื่อย ๆ ...

“…..หากเรากำลังมองในเชิงสมมุติว่าโลกเรานี้มีชีวิต ก็คงเป็นชีวิตที่กำลังเจ็บป่วยทรุดโทรม”
“โลกใบนี้ก็คงกลัวตายด้วยเช่นกันเหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
วิธีเยียวยาวิธีแรกของโลกคือการเปลี่ยนแปลงสภาพอะไรบางอย่างในร่างกายของมันเอง
เพื่อให้โลกอยู่รอดต่อไปได้ เช่น การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก หรือการเกิดภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดผลในการเปลี่ยนแปลงสภาพบนผิวโลกของมันเอง
และสิ่งทั้งปวงที่จะเกิดกับโลกในอนาคตข้างหน้าก็เป็นไปเพื่อให้ตัวมันเองไม่ต้องตายจากน้ำมือของมนุษย์”

อารยะรู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่เฝ้าดูอยู่ในโทรทัศน์ขณะนี้ โดยนิสัยของอารยะเองแล้ว เขาก็เป็นนักท่องไพรตัวยงคนหนึ่ง เขาชอบมากที่จะต้องไปหาความสุขอยู่ในป่าเขาเมื่อมีโอกาส อารยะจึงเป็นผู้ชายที่แตกต่างกว่าผู้ชายในเมืองบางคนที่ช่วงเช้าอยู่ห้างสรรพสินค้าหรือตกค่ำก็จะถูกแสงไฟยามราตรีของสถานบันเทิงล่อลวงให้ไปเล่นด้วยเหมือนแมลงกลางคืนบินไปตายในกองไฟเช่นนั้น

“เหนือสิ่งอื่นใดนั้น สัตว์ต่าง ๆ ล่าเหยื่อเมื่อมันหิวเท่านั้น มันกินเท่าที่อิ่ม ซากที่เหลือมันก็ยังกลับมากินใหม่หรือก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นต่อไป มันจะกินเมื่อหิวและอิ่มก็จะพอมันเป็นแรงขับตามธรรมชาติ มนุษย์ตรงกันข้ามต่างกันที่กินเข้าไปไม่รู้จักอิ่ม ไม่หิวก็กินอย่างไม่รู้จักพอ สะสมทรัพยากรเอาไว้มากเกินกว่าที่ช่วงอายุขัยของตนเองจะใช้มันได้หมด ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย” อารยะชะงักหยุดทานผลไม้ไปชั่วขณะ...วางจานผลไม้ลงตรงที่เดิมของมัน และยังติดตามชมรายการต่อไป

“คำถามสุดท้าย ถามว่าหากดาวเคราะห์ดวงที่เราเรียกว่าโลกนี้ ต้องตายลง มนุษย์จะไปอยู่ที่ไหน
คุณได้เตรียมดาวดวงใหม่ไว้ให้ตัวเองหรือยัง แล้วคุณคิดว่าดาวดวงใหม่ที่คุณจะไปอยู่หากมันเป็นไปได้
ดาวดวงใดบ้างใกล้ ๆ กับโลกเราที่จะทำให้คุณอาศัยอยู่ได้สุขสบายไปกว่าดวงดาวนี้” ถึงตรงนี้ทำให้อารยะรู้สึกรักธรรมชาติมากกว่าที่เคยรัก คิดถึงห้องที่อารยะปลูกต้นไม้เอาไว้ที่ริมหน้าต่าง คิดถึงป่าเขาที่เคยไปพัก และคิดถึงบ้าน......

“วิธีเยียวยาโลกวิธีที่สองนั้นมาจากความร่วมมือช่วยเหลือกันของหมู่มวลมนุษยชาติเท่านั้นที่จะสามารถต่ออายุให้โลก และ เผ่าพันธุ์มนุษย์ชั่วลูกหลาน...”

อารยะติดตามชมสารคดีจนจบรายการแล้ว..จึงได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับบ้าน
ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากมายนอกจากเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่ใส่เมื่อตอนมากับโทรศัพท์มือถือแล้วก็กระเป๋าสตางค์
เท่านี้อารยะก็ไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย

แล้วเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาลก็ได้มาถึง
เขาเดินออกจากโรงพยาบาลสูดอากาศข้างนอกอย่างสดชื่น
ก่อนที่จะเดินลับไปอย่างช้า ๆ กับเสียงเพลงที่เปิดดังลั่น
ก็แค่ในหูของเขาคนเดียว......ไม่ได้รบกวนใคร.....

จอมโจรอ้วนผอมสูง

เช้าวันที่อากาศสดใส
แสงแดดอ่อน ลมหนาวพัดบางเบา
ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีก้อนเมฆเลยแม้เพียงสักก้อน
สัญญาณการเปลี่ยนฤดูได้มาถึงแล้ว….

หลังจากที่ได้นอนพักมาหลายวันแล้ว วันนี้อาระยะจะต้องออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า
เพื่อไปสมทบกับกองถ่ายทำภาพยนตร์ คราวนี้บ๊วยยกกองถ่ายทำไปแถวย่านชานเมือง อารยะเองไม่มีรถส่วนตัว จึงต้องออกจากบ้านก่อนเวลานัดไว้หลายชั่วโมง เขาชอบใช้ชีวิตติดดินที่ต้องติดเดิน นิยมใช้ระบบขนส่งมวลชนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถตู้ รถเมล์ หรือ รถไฟฟ้า แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดจะเป็นการเดินอยู่บนเท้าของตัวเอง
สำหรับการเดินทางครั้งนี้อารยะวางแผนไว้ว่าจะเดินทางด้วยบริการรถไฟลอยฟ้า BTS
เริ่มต้นที่สถานีลาซาลซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้กับที่พักของอารยะมากที่สุดออกสู่นอกเมืองสุดสายปลายทางที่สถานีบางใหญ่ แล้วจึงค่อยต่อรถสองแถวไปอีกครั้งหนึ่ง

อารยะอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าลาซาล....
ผู้คนเดินไปมาสับสนวุ่นวายต่างเร่งรีบออกไปทำมาหากินกันแต่เช้าเหมือนมดแดงแตกรัง
ไม่มีใครสนใจใครต่างแข่งขันกันเพื่อให้ไปถึงจุดหมายของตนให้เร็วที่สุด มันเป็นปกติเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวันและนี่คือเหตุผลที่อารยะมักจะต้องเปิดเพลงฟังเอยู่เสมอมันเป็นวิธีเข้าสู่โลกส่วนตัวของเขาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องการรับรู้ความวุ่นวายของสังคมเมืองที่น่าเบื่อหน่าย แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เหมือนกับครั้งที่ผ่าน ๆ มา อารยะไม่ได้อยู่ในโลกส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว......

อารยะเดินยืนรอต่อแถวขึ้นรถที่สถานีรถไฟฟ้าลาซาล เพียงไม่นานนักรถไฟฟ้าก็เคลื่อนขบวนเข้ามาเทียบท่าจนหยุดสนิท ประตูรถไฟฟ้าเปิดออกพร้อมกับผู้โดยสารทั้งขาขึ้นและขาลงเริ่มเคลื่อนไหว

“ไอ้นั่นมันไม่ต่อคิวเข้าแถว..มันแซงคิวได้ไงวะเนี่ย..”
“ไอ้นี่ มันเดินชนหน้าตาเชยไปเลย ไม่ขอโทษซักคำ”
“ผมช่วยถือไหมครับ”
“เอ๊ะ..ไอ้ผู้ชายคนนี้มันเบียดฉันทำไมเนี่ย..”
“ผู้หญิงคนนั้นแต่งหน้าซะหนาเลยนะยะ สงสัยจะใช้ปูนซีเมนต์พอกหน้ามามั้ง”
“เฮ้อ.อ..ทำงานอีกแล้ว...เบื่อจริง ๆ อากาศน่านอนอยู่ด้วย”
“รีบ ๆ เข้าเช้านี้ต้องทำรายงานส่งเจ้านายอีก”
“หิว หิว หิว”

อารยะได้ยินเสียงเหล่านี้ทั้งที่ผ่านหูเข้ามาและเสียงที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันปนกันมั่วไปหมด
จนทำให้อารยะรู้สึกว่า ชีวิตมันช่างยากเย็นเสียจริง ๆ เช้าถึงเย็นมีแต่ดิ้นรนกันเป็นเครื่องจักรเสียบปลั๊กเดินเครื่องแล้วก็ทำงาน ทำงาน ทำงานจนกว่าจะได้ถอดปลั๊กก็ตอนเข้านอน หมุนวนเวียนซ้ำเรื่องราวเดิม ๆ เป็นอย่างนี้ทุก ๆ วัน อาจเป็นเพราะทุกคนก็มีความจำเป็นไม่เหมือนกัน ให้เบื่อแทบตายก็ต้องทนทำ ไม่ทำก็ไม่มี ไม่มีก็อดตาย.....ทำให้เขามองย้อนกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง
“เราก็เหมือนกัน”
อารยะก็เป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่งต้องส่งไปให้พ่อแม่ที่อยู่จังหวัดเชียงใหม่ทุก ๆ เดือน อีกส่วนก็ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว และ ที่เหลือก็เก็บออมเอาไว้เพราะเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป....

ทุกคนกำลังกรูกันเข้ารถไฟฟ้าอย่างชุลมุนเพื่อจับจองที่นั่งเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ๆ ก็เต็มแน่นไปด้วยผู้คนมากมายอย่างที่เราเรียกว่าปลากระป๋อง อารยะได้ยืนอยู่ในจุดที่ใกล้กับประตูทางออกของท้ายขบวนรถไฟลอยฟ้า เสียงความวุ่นวายจากจิตใจของผู้คนแทรกเข้ามาในหัวของอารยะอยู่ตลอดเวลา อารยะกำลังปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาอยู่และพยายามจะยอมรับมันให้ได้ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม และ เพราะอะไร......

“สถานีต่อไปบางนา” “Next Station Bangna” เสียงประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารได้ทราบที่หมายของสถานีที่กำลังจะจอดเทียบท่า
“นั่นไงผู้หญิงเป้าหมาย สวมเสื้อคอกระเช้าสีฟ้า กระโปรงดำ สะพายกระเป๋าถือสีดำ นาฬิกาข้อมือสีฟ้า” โย่งกำลังพูดคุยอยู่กับเตี้ยและกิ๊กด้วยเสียงกระซิบเบา ๆ
‘โย่ง’ เป็นผู้ชายรูปร่างคล้ำผอมสูงประมาณ 180 เซนติเมตร อายุราว 37 ปี แต่งตัวสุภาพสะอาดดูดีมาก
‘เตี้ย’ เป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งรูปร่างเล็กผิวเหลือง หน้าตาดีมีราศี สูงประมาณ 159 เซนติเมตร อายุราว 30 ปี แต่งตัวดีมีเฟอร์นิเจอร์หรูตามข้อมือทั้งสองข้าง ดูแล้วมาดดีกว่าโย่งเสียอีก
‘กิ๊ก’ ผู้หญิงรูปร่างอ้วนมากผิวขาว สูงประมาณ 165 เซนติเมตร อายุราว 34 ปี น้ำหนักน่าจะเกือบสองร้อยกิโลกรัม แต่งตัวดีเหมือนเจ้าของธุรกิจมากกว่าคนทำงานตามออฟฟิศ ใส่สร้อยคอไข่มุกและกำไรข้อมือดูดีมีราคา

“บางนา” เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รถไฟฟ้าจะเทียบท่าแล้วประตูรถไฟฟ้าก็เปิดออก
เตี้ยไม่ได้พูดอะไรอยู่ ๆ ก็เดินผละออกไป อาศัยจังหวะที่ผู้โดยสารกำลังลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีบางนา จึงเคลื่อนย้ายตัวเองเข้าไปสอดตัวเองไว้ด้านในตรงที่ว่างใกล้ ๆ กับเป้าหมาย กิ๊กเดินตามเตี้ยไปด้วยติด ๆ แล้ว
ผ่านเป้าหมายไปยืนอยู่ด้านหน้าของผู้หญิงในชุดสีฟ้าคนนั้น เตี้ยได้จังหวะอีกครั้งขยับตัวไปประกบอยู่ด้านหลังของผู้หญิงชุดสีฟ้าตามแผน โย่งแหวกผู้คนทำตัวเหมือนกำลังขึ้นรถไฟฟ้ามาจากสถานีบางนา เข้าไปยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังเป็นคนสุดท้าย วายร้ายทั้งสามคนอาศัยความวุ่นวายขณะที่ผู้โดยสารขึ้นลงรถไฟฟ้ามาเป็นจังหวะโอกาส ตอนนี้เขาทั้งสามคนอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมที่จะทำงานแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็แค่รอให้ถึงสถานีข้างหน้าความโกลาหลบนขบวนรถไฟฟ้าก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

“สถานีต่อไป อุดมสุข” “Next Station Udomsook” เสียงประกาศของขบวนรถไฟฟ้าแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ แต่มันหมายถึงเสียงสัญญาณเพื่อให้วายร้ายกลุ่มนี้รู้ว่าได้เวลาทำงานกันอีกครั้งแล้ว เริ่มต้นที่วายร้ายผู้หญิงเป็นคนแรก ขยับตัวไปมาอย่างงุ่นง่านเหมือนช้างตัวใหญ่ ๆ ที่กำลังจะตกมัน จากนั้นกิ๊กก็เบียดไปหน้าบ้างข้างหลังบ้างข้าง ๆ บ้างทำทีเหมือนจะแหวกทางเพื่อขอลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีหน้า ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเป้าหมายต้องขยับตัวล่นถอยหลังให้เพราะก้นใหญ่ ๆ ของเธอ จึงทำให้ผู้หญิงชุดสีฟ้านั้นต้องถอยหลังไปเบียดชนเข้ากับเจ้าเตี้ย ขณะเดียวกับที่ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่จะลงสถานีอุดมสุขด้วยนั้น ได้เห็นช่องทางใหญ่ ๆ ที่ช้างแหวกทางไว้ให้แล้วจึงได้เดินตามกิ๊กออกมาเป็นแถวตอนตามหลังกันมาแบบกลุ่มใหญ่เหมือนลูกช้างเป็นโขลงวิ่งตามแม่ช้าง โอกาสดีทีเดียวขณะที่เตี้ยถูกผู้หญิงในชุดสีฟ้าถอยเบียดเข้ามาชนและผู้คนจำนวนมากกุลีกุจอที่จะรีบลงจากรถ
โอกาสเหมาะที่สุดเพียงครั้งเดียว....เตี้ยใช้มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือของเธอ มือของเขาเลื้อยไปอย่างนุ่มนวลและเบาบางสัมผัสเหมือนงูเลื้อยเข้าหาเหยื่อและมีลิ้นสัมผัสกลิ่นได้ในความมืด เขาขยับมือไปมาตามการเคลื่อนที่ของกระเป๋าถือใบใหญ่จนได้สิ่งที่ต้องการจากหญิงในชุดสีฟ้าผู้โชคร้ายมาได้แล้ว กระเป๋าเงินแสนสวยสนนราคาแพงตามยี่ห้อแบรนด์เนมดังสภาพยังใหม่แต่นั่นไม่ใช่สิ่งพวกมันสนใจอยากได้ มีสิ่งที่น่าพิสมัยกว่านั้น มันคือเงินที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ใบนี้ต่างหากที่ทำให้พวกมันใช้ชีวิตอยู่ได้หรืออาจจะโชคดีกว่านั้นหากมีบัตรเครดิตหรือไม่ก็บัตร เอ.ที.เอ็ม. พร้อมหมายเลขรหัสให้มาอีกเป็นของแถม งานง่าย ๆ เงินสบาย มีลุ้นสร้างความตื่นเต้นท้าท้ายให้ไม่ซ้ำแม้แต่ละวัน นี่เป็นสาเหตุที่พวกมิจฉาชีพยังคงประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ
เตี้ยส่งมันต่อให้โย่งหัวหน้าทีมซึ่งยืนรออยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็วและหน้าตาเฉยที่สุดเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
การแสดงที่แนบเนียนใช้เวลาแสดงน้อยที่สุดเพียงแต่ไม่มีผู้ชมเท่านั้นหรือหากมีผู้ชมในครั้งนี้ ถามว่า ? ใครละจะกล้าเข้าไปช่วยผู้หญิงเสื้อฟ้าที่น่าสงสารนอกเสียจาก.........

“อุดมสุข” เสียงแจ้งจากขบวนรถไฟฟ้าดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะเปิดออก
ผู้โดยสารจำนวนมากกำลังยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูเพื่อรอให้มันเปิดออก กิ๊กรีบเดินลงจากรถไฟฟ้าไปพร้อมกับฝูงผู้โดยสารคนอื่น ๆ และคงกำลังเดินไปรอพรรคพวกยังจุดนัดหมายซึ่งไม่ไกลจากสถานี เพื่อรอขอรับค่าเหนื่อยที่ต้องแหวกว่ายอยู่ในหมู่คนจำนวนมากออกมาอย่างอึดอัดทุลักทุเล โย่งเมื่อได้รับกระเป๋าเงินจากเตี้ยแล้วก็เดินฉากออกไปทางประตูด้านหลัง ส่วนเตี้ยเดินออกทางประตูหน้า โดยเดินผ่านผู้หญิงโชคร้ายที่ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างหายไป ทั้งคู่ปะปนไปกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่เดินออกจากสถานีบางจาก แต่ทว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

คนเดียวที่รู้เรื่องราวทั้งหมดดี เป็นผู้เฝ้าชมการแสดงของวายร้ายกลุ่มนี้อยู่ทุก ๆ ฉาก ถึงแม้จะลำบากมากในการคัดแยกเสียงและภาพที่เข้ามาในประสาทสมองของเขา มันไม่ใช่เรื่องราวของจอมวายร้ายกลุ่มนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่แล่นเข้ามาในหัวให้เห็น ยังมีอีกหลายเรื่องราวของผู้โดยสารคนอื่น ๆ อีกที่เข้ามาฉายภาพปะปนกันให้เห็นจนเป็นภาพซ้อนและเสียงก้องอีกมากมายทำให้อารยะต้องทำการตัดต่อเสียงและภาพ
แล้วนำมาปะติดปะต่อกันให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็วที่สุด มันเป็นพรสวรรค์ในการใช้สิ่งวิเศษที่ได้รับมาเหมือนรางวัลที่แถมมาให้ข้าง ๆ ความโชคร้าย

อารยะยังยืนอยู่ในตำแหน่งที่บริเวณหน้าประตูด้านหลังที่เจ้าโย่งหัวหน้าจอมวายร้ายเดินมาพอดี
ภาพหน้าตาของวายร้ายคนนี้ชัดเจนเหมือนที่เรียบเรียงได้ในหัวของเขาก่อนหน้านี้เลยทีเดียวอารยะมั่นใจขึ้นมาทันทีว่ามันเป็นคนนี้อย่างแน่นอนบทบาทนอกจอของอารยะจึงต้องเกิดขึ้นอย่างพระเอกจำเป็นและนี่คือเรื่องจริงครั้งแรกที่เขาได้แสดงอารยะผู้ชายร่างกายแข็งแรงกำยำล่ำสัน ตัวสูงใหญ่สมส่วน ด้วยความสูง 178 เซนติเมตร น้ำหนัก 69 กิโลกรัม อายุ 29 ปี ก็นับว่าจัดอยู่ในระดับที่พอสูสีกับคู่ต่อสู้ เขาปล่อยกำปั้นออกไปในท่าชกหมัดตรงพร้อมหมุนกำปั้นเล็กน้อยเข้าที่ลิ้นปี่ของจอมวายร้ายที่กำลังเดินมาที่ประตูอย่างแรง โย่งสิ้นฤทธิ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ถึงกับทรุดลง ตัวงอจุกจนพูดไม่ออก ไม่สู้ ไม่ขัดขืน ไม่ทำอะไร..นอกจากเอามือทั้งสองข้างกุมเอาไว้ที่ลิ้นปี่ ตัวงอเป็นกุ้ง อารยะจึงได้เอามือล้วงไปที่กระเป๋ากางเกงของเจ้าโย่งแล้วหยิบกระเป๋าเงินที่มันล้วงมาได้คืนมา
“ผมขอกระเป๋าคืนนะครับ” อารยะขอกระเป๋าคืนด้วยคำพูดที่สุภาพถึงแม้จะต่อยเขาไปแล้วหนึ่งหมัดอย่างแรงก็ตาม
หัวหน้าโจรตัวสูงโย่งยังคงไม่พูดอะไรเพราะพูดไม่ออกจริง ๆ ได้แต่พยักหน้าซีด ๆ ตอบแทนคำพูด
แล้วเดินออกไปจากขบวนรถไฟฟ้าทันที ประตูรถไฟฟ้าปิดลง แล้วเคลื่อนขบวนออกเดินทางไปยังสถานีถัดไป

ผู้หญิงในชุดฟ้ากำลังถูกเปลี่ยนชะตาใช่หรือไม่ ? มันย่อมแน่นอนเธอกำลังเปลี่ยนจากผู้โชคร้ายกลายเป็นผู้โชคดี
“คุณครับ นี่กระเป๋าเงินของคุณครับ” อารยะพูดพร้อมยื่นกระเป๋าเงินให้ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเจ้าของกระเป๋า ทันทีที่ผู้หญิงผู้โชคดีได้เห็นกระเป๋าเงินของตนเองก็ตกใจ ทำให้อารยะต้องรีบอธิบายถึงสาเหตุที่มาของมันว่ากระเป๋าเงินของเธอมาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร
“คือพอดีผมเห็นขโมยคนหนึ่งล้วงเอาไปได้จากในกระเป๋าถือของคุณครับ” อารยะอธิบายสั้น ๆ แต่ก็พอให้เจ้าของกระเป๋ารู้ได้ถึงความประสงค์ดีของอารยะ
“ลองตรวจทรัพย์สินในกระเป๋าดูก่อนนะครับ ว่ามีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่า” อารยะบอกให้เจ้าของตรวจกระเป๋าเงินของตนเพื่อความไม่ประมาท
ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเจ้าของกระเป๋าเงินทำตามที่อารยะบอก
“ขอบคุณมากนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องลำบากแน่เลย ขอบคุณจริง ๆ คะ” ผู้หญิงที่ไม่น่าสงสารแล้วในตอนนี้กำลังขอบคุณอารยะเป็นการใหญ่
“ไม่เป็นไรครับ ต่อไปคุณคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะครับ” อารยะเตือนให้อย่าประมาทกับภัยที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว เพราะพวกเหล่ามิจฉาชีพเดี่ยวนี้ปฏิบัติงานกันได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม พวกมันมีวิธีการมากมายทั้งที่ซับซ้อนมีการวางแผนกันมาอย่างดีหรือวิธีการง่าย ๆ ที่จะล่อลวงให้คนดี ๆ ต้องตกหลุมพราง

“สถานีต่อไป บางจาก” “Next Station Bangjark”
ผู้หญิงในชุดสีฟ้าลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวลงที่สถานีข้างหน้าแล้วหันมาทางอารยะพร้อมพยักหน้าให้
เหมือนจะแสดงอาการว่าจะขอบคุณอารยะอีกครั้ง และอารยะก็ได้ยินจากข้างในใจของเธอจริง ๆ อารยะยิ้มให้พร้อมพยักหน้าอย่างช้า ๆ ตอบรับก่อนที่เธอจะออกไปจากรถไฟฟ้าขบวนนี้

จอมโจรหัวหน้าทีม เมื่อลงจากสถานีอุดมสุขแล้ว ก็ค่อย ๆ เดินพาตัวงอ ๆ ของตนเองไปยังจุดนัดหมาย
ซึ่งลูกน้องอ้วนและผอมยืนรออยู่นานจนหงุดหงิดแล้ว
“เป็นไงบ้าง แหมปล่อยให้รอตั้งนานเลยนะ งานนี้ถ้าจะเงินหนักสิถึงได้เดินกุมเงินมาเลยเชียว”
กิ๊กมารอก่อนใครเป็นคนแรกทักทายหัวหน้าทีมอย่างประชดประชันที่ปล่อยให้เธอรออยู่ได้ตั้งนาน
“อ้าวเป็นไงละนั่น เดินตัวงอเป็นกุ้งชุบแป้งมาเลยนะหัวหน้า” เตี้ยทักทายหัวหน้าทีมพร้อมหัวเราะโย่งที่เดินตัวงอจนหน้าซีดผิดสังเกต
“ช่วยพยุงหน่อยสิวะ พากูกลับบ้าน วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” หัวหน้าทีมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความเจ็บปวด พร้อมกับขอลาป่วยในวันนี้ทันที
ลูกน้องทั้งสองรีบเข้ามาประคองหิ้วปีกที่แขนทั้งสองข้างของหัวหน้าพร้อมกับถามถึงเรื่องเงินที่จะต้องแบ่งกันในวันนี้
“แล้วเรื่องเงินละหัวหน้า จะว่าไง!? ทุกทีก็แบ่งกันไปเลยไม่ใช่เหรอ” เตี้ยถามด้วยความสงสัยที่วันนี้หัวหน้ามีอาการเหมือนคนอมเงินลูกน้อง
“กูโดนคนเขาอัดมา แล้วมันก็เอากระเป๋าเงินของพวกเราไป” โย่งพูดมาอย่างหน้าไม่อายว่าเป็นกระเป๋าเงินของพวกตน
“จริงรึเปล่า นี่พี่โย่งไม่ได้อมเงินไปคนเดียวนะ เดี่ยวตัวก็บวมหลอก อมเงินลูกน้องเนี่ย” ถึงคิวของกิ๊กประชดประชันขึ้นอย่างอารมณ์เสียที่ต้องชวดเงินที่จะต้องอดไปเล่นไพ่ในตอนบ่าย
“ก็จริงสิวะ ที่พวกมึงเห็นอยู่ตอนนี้เนี่ย กูดูเหมือนคนอมเงินอยู่หรือไงวะ อย่าถามกูอีกนะ ไม่อย่างนั้นพวกมึงต้องโดนแน่..น ..โอย.ย..อย่าให้กูพูดมากอีกนะ” โย่งพูดสั่งลูกน้องทั้งสองเพื่อปัดความรำคาญในขณะที่ร่างของเขาถูกพยุงตัวอยู่

พวกเขาทั้งสามเดินกลับรังโจรอย่างลำบากยากเย็น ด้วยขนาดของคนแต่ละคนไม่สมดุลกันเลยระหว่างคนเจ็บก็ตัวสูง คนพยุงเป็นชายร่างเตี้ยกับหญิงร่างอ้วน
มองดูไปแล้วไม่รู้ว่าใครพยุงใคร ..….

โย่งคงต้องกลับไปรักษาตัวให้หายดีเสียก่อน อาจจะอีกหลายวันกว่าจะเริ่มทำความเดือดร้อนให้คนอื่นได้อีก สำหรับเรื่องนี้พวกมันคงยังไม่จบง่าย ๆ เป็นแน่ ตราบใดที่คนกลุ่มนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างก็คงยังหากินอยู่ในความมืดมิดแห่งจิตใจ.....อยู่ล่ำไป

สัญญาณเตือน

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป อีกเพียง 3 สถานีจะถึงสถานีบางใหญ่หรือในเวลาประมาณอีกเพียงไม่เกิน 10 นาที ก็จะถึงสถานีปลายทาง เพิ่งมีเรื่องกับหัวขโมยจบไปยังไม่นาน เรื่องใหม่ก็เกิดขึ้นแต่คราวนี้ชวนให้สงสัยในปรากฏการณ์

“...............” อารยะทำหน้าทำตาเหมือนกำลังเจอกับอะไรบางอย่างที่แปลกไม่เคยรู้จักมาก่อน
“..นี่มันเกิดอะไรขึ้น..เรารู้สึกว่าเราเอนไปเอนมา หรือว่าเราเมารถไฟฟ้า” อารยะมาแปลก
“ขบวนรถมันไหวสะเทือนแบบแปลก ๆ”
แน่นอนรถไฟไม่ว่าจะเป็นรถไฟประเภทไหนก็ต้องสั่นสะเทือนเป็นธรรมดา
“ไม่เหมือนทุกครั้ง”
อารยะรับรู้ได้มากกว่านั้น.........

เขาครุ่นคิดวิตกอยู่ในใจพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ความคิดต่าง ๆ ของผู้คนบนรถไฟฟ้าผ่านไปมาให้ได้รับรู้เหมือนสายลมแห่งข่าวสารผ่านมาแล้วก็ผ่านไปทุกขณะ ถึงแม้ว่ามันจะผ่านเข้ามาเหมือนสายลมแรงจนไม่สามารถที่จะเลือกดูเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ตามใจชอบแต่อารยะก็ยังสามารถรับรู้ภาพความคิดรวม ๆ กันของคนบนรถไฟฟ้าในบริเวณนั้นได้
“ทำไมคนอื่น ๆ บนรถไฟฟ้าถึงไม่รู้สึกอะไรกันเลย” อารยะสงสัยจนมีเครื่องหมายแห่งความสงสัยขึ้นอยู่บนหัว
“มันแปลก! มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนแบบธรรมดา” ใช่! อารยะคิดถูกต้องมันไม่ใช่การสั่นสะเทือนปกติของรถไฟฟ้าที่เคยเป็น
“แล้วมันคืออะไร?” อารยะตั้งคำถามให้ตัวเองอยู่ในใจ

“สถานีต่อไป บางใหญ่” “Next Station Bangyai” ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่อารยะต้องลงจากขบวนรถไฟฟ้าจนได้ อารยะยังคงครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนเท้าก้าวย่างออกจากขบวนรถไฟฟ้ามาแล้ว ขณะที่เท้าเหยียบย่างก้าวอยู่บนพื้นนิ่ง ๆ เขาจึงได้รู้ว่า.....
“มันเป็นแผ่นดินไหว มันคือ แผ่นดินไหวนี่เอง” อารยะพูดออกมาเบา ๆ กับตัวเอง
“มันเบามาก” “มันกำลังเลื่อนไหลไปอย่างช้า ๆ ข้างใต้” “ลึกลงไป” อารยะรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของแผ่นดิน ประสาทของเขาไวขึ้นมาก มากกว่ามนุษย์ธรรมดาด้วยซ้ำ ปกติมันเป็นประสาทสัมผัสของสัตว์อย่างเช่น สุนัข ม้า หมี ช้าง อะไรเหล่านี้มากกว่า มันอาจจะเป็นคำเตือนล่วงหน้าจากโลกของเราหรือไม่ก็คงต้องการให้อารยะได้รับรู้วาระอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นหรือว่ามันไม่ได้มีนัยของความหมายใด ก็แค่การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างช้า ๆ ก็เท่านั้น อารยะไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น เมื่อสิ่งที่ครุ่นคิดมาตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้าได้รับคำเฉลยแล้ว ก็เป็นเพียงแค่คำตอบที่ได้รับความพึงพอใจผ่านไปแล้วเมื่อเวลาหนึ่งด้วยเช่นกัน เขาหมดความสงสัยที่จะนำมันกลับมาให้คิดถึงอีกครั้ง เขามีงานที่ต้องรีบไปทำและมุ่งหน้าเดินทางต่อไปให้ถึงกองถ่ายทันเวลาก็พอ....แล้วปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกต่อไป....
.................................................................................

ปาฏิหาริย์สายลม

อารยะอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวในกองถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งเครื่องแต่งกาย แต่งหน้าและแต่งทรงผม
ในขณะที่บ๊วยกำลังกำกับบทของตัวแสดงคนอื่น ๆ อยู่
“นี่เธอ นิ่ง ๆ หน่อยสิยะ หันไปหันมา เดี่ยวชั้นก็เอาหวีสับหัวแบะเลยนี่” เสียงของแมนช่างเสริมสวยหน้าหมวยสไตล์แมน ทำได้ทั้งแต่งหน้าทำผมในตัวเดียวกัน
แมนเป็นผู้ชายที่ไม่แมน แล้วก็ดูไม่สวยพอที่จะเป็นผู้หญิงได้ เรียกได้ว่าหุ่นไม่ให้แต่เธอก็เลือกที่จะเป็นแบบนี้ เธอเป็นช่างที่ไว้ใจได้ในความสามารถด้านการแปลงร่างให้กับนักแสดงได้เหมือนเนรมิต ขอให้บอกเท่านั้นว่าต้องการเป็นตัวอะไร เสียตรงที่ชอบพูดจาประชดประชัน ชอบแทะโลมผู้ชายไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่อารยะก็มักจะโดนด้วยเหมือนกัน โดยรวมแล้วเธอก็เป็นคนนิสัยดีคนหนึ่ง
“วันนี้เล่นบทอะไรหรือจ๊ะอารยะ” แมนถามด้วยความสนใจโดยที่มือก็กำลังจัดทรงผมให้กับอารยะไปด้วย
“ก็ประมาณห้อยโหนโจนทะยานหนีเปลวเพลิง จากที่นี่ไปที่นั่น อะไรทำนองนี้แหละครับ” อารยะตอบอย่างสั้น ๆ และอยากให้เวลาตรงนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว
“เอ้า! เสร็จแล้วที่รัก ทีนี้จะไปห้อยโหนที่ไหนก็ไปเลยนะยะ” แมนสนิทกับอารยะอยู่แล้วไม่ผิดเลยที่จะพูดเล่นกันแบบนี้ ถ้าผิดก็จะผิดตรงที่อารยะไม่ชอบการแต่งหน้าทำผม มันวุ่นวายเสียเวลากับการต้องมานั่งเฉย ๆ ห้ามทำอะไรนอกจากนั่งส่วนเวลาที่เหลือตอนนี้อารยะต้องไปซ้อมบทของตนเองก่อนเข้าฉากจริงและเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นเขาจึงต้องตรวจเช็คอุปกรณ์ความปลอดภัยก่อนดัวยตนเองอีกครั้ง

“....แอคชั่น” สิ้นเสียงของบ๊วยเหตุการณ์ที่ถูกสมมุติขึ้นก็โลดแล่น ทุก ๆ อย่างดำเนินไปตามบทที่ได้ซักซ้อมกันไว้มาก่อนหน้านี้
อารยะกำลังวิ่งอยู่บนอาคารสูง 7 ชั้นที่ถูกปรับแปลงสภาพให้ดูเป็นอาคารที่ทันสมัย มันเป็นเพียงการสร้างฉากแค่ภายนอกเท่านั้นเพราะความจริงมันคืออาคารเก่าล้างโดดเดี่ยวจากการที่เจ้าของเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจจึงไม่สามารถจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ตอนนี้อารยะอยู่ในเครื่องแบบที่รัดกุมเป็นเงามันสีดำรัดรูป
ใส่นาฬิกาสีดำเรือนใหญ่กว่านาฬิกาข้อมือทั่วไปรูปทรงเหมือนเป็นอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลืออะไรซักอย่าง
ที่มีทั้งข้อมือซ้ายและข้อมือขวา นอกจากนี้ยังมีที่ข้อเท้าทั้งซ้ายและขวาอีกด้วย ซึ่งอารยะนึกว่ามันเป็นเครื่องช่วยถ่วงน้ำหนักให้เคลื่อนไหวได้ช้าลงมากกว่า หรือไม่ก็เครื่องพันธนาการนักโทษ เท่านี้ยังไม่พออารยะคาดเข็มขัดซึ่งก็อีกนั่นแหละมันเป็นอุปกรณ์ช่วยในฉากที่ถูกออกแบบมาให้ดูเท่ทันสมัยซึ่งอารยะเข้าใจว่าเป็นเข็มขัดอันใหญ่ของพวกไอ้มดแดงตัวสุดท้ายเสียอีก เขาสวมแว่นตาสีดำรูปทรงคมเฉี่ยวล้ำยุคมีเสาอากาศต้นเล็ก ๆ ติดอยู่ที่มุมกรอบแว่นด้านซ้าย ส่วนขาของแว่นตาทั้งสองข้างนอกจากจะพาดผ่านเหนือร่องใบหูไปแล้ว มันยังหักลงเป็นแผ่นบางเหมือนแถบวงจรอิเล็กทรอนิกส์แนบไปกับด้านหลังซ่อนลงไปในเครื่องแบบ ทรงผมของอารยะตอนนี้เรียบเป็นเงามันวับ ทั้งหมดเป็นเพียงอุปกรณ์เข้าฉากที่ไม่สามารถใช้งานได้จริงอย่างที่จินตนาการเอาไว้ไม่ต่างจากของที่เอาไว้โชว์หลอกเด็กในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ มันเป็นหนังที่พอมองออกว่าเป็นแนวหนังทันสมัยแบบยุคอนาคตไฮเทคโนโลยีประมาณนั้น

อารยะวิ่งอย่างเร็วเหมือนว่ากำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังเป็นไปได้ว่าเขาอาจต้องนึกถึงความเร็วเดียวกับที่เคยวิ่งหนีสุนัขในซอยที่เคยไล่กัดอารยะเมื่อตอนเด็ก ๆ ถึงแม้อารยะจะวิ่งด้วยความเร็วขนาดนี้ทรงผมก็ยังไม่ไหวติงอารยะกระโดดพุ่งตัวออกพ้นจากอาคารสูง 7 ชั้น
ขณะที่อารยะลอยอยู่กลางอากาศก็เป็นเวลาเดียวกับที่แต่ละชั้นของอาคารระเบิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
จนเห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาจากทุก ๆ ชั้นเมื่อมองจากด้านล่างตลอดจนการระเบิดที่พื้นดินโดยรอบอาคารด้วยแรงระเบิดมาพร้อมกับเศษฝุ่นผงเศษดินก้อนหินน้อยใหญ่ เสียงระเบิดดังจนหัวใจของผู้คนในทีมงานไหวสั่นไปด้วย อารยะก็คงไม่ต่างกันเพราะเป็นคนที่ใกล้ที่สุด
เขาลอยพ้นออกมาจากตัวอาคารไปได้ไกลมากอย่างเหลือเชื่อ เข้าไปเกาะกับอะไรบางอย่างที่ทางกองถ่ายจัดเตรียมไว้ให้ มันคงเป็นฉากหนึ่งที่จะต้องนำไปใช้กับสเปเชียลเอฟเฟ็คด้วยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์อีกครั้งเพื่อช่วยในการทำหนังให้มีรสชาดเรียกเงินคนดูได้มากขึ้น

“คัท” เสียงผ่านโทรโข่งของผู้กำกับบ๊วยหวานดังไปถึงข้างบน
“เอาละ... ฉากต่อไปเลยนะอารยะ ระบบเซฟตี้โอเคไหม” บ๊วยตะโกนผ่านโทรโข่งตัวเดิมเพื่อให้เสียงดังไปถึงทุกคนพร้อมกับหันไปที่ทีมงานถามถึงความพร้อมของระบบความปลอดภัยทุกจุด ทุกอย่างเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งบ๊วยก็จริงจังกับการทำงานทุกครั้งเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน

“จุด A พร้อมแล้ว” เสียงจากทีมงานชุดที่อยู่ข้างบนกับอารยะรายงานลงมาให้ผู้กำกับได้ทราบ
“จุด B พร้อมแล้ว” เสียงจากทีมงานด้านล่างรายงานเข้ามาหลังจากทุกคนในจุดได้ตรวจสอบสภาพเบาะลองรับน้ำหนักขนาดใหญ่จนเรียบร้อยอีกครั้ง ส่วนอารยะทำไม้ทำมือโบกส่งสัญญาณให้ข้างล่างได้รู้อีกครั้งว่าพร้อมแล้วเช่นกัน
ฉะนั้นไม่ต้องรีรอบ๊วยทำหน้าที่ของผู้กำกับทันที
“...แอคชั่น”
คำเดียวที่บ๊วยพูดผ่านโทรโข่งออกไปแล้วทำให้ทุกคนเริ่มทำงานอย่างพร้อมเพรียงได้ อารยะหันหลังค่อย ๆ ล้มตัวลงเหมือนว่าจะได้นอนลงบนที่นอนนุ่ม ๆ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อารยะทิ้งตัวลงมาในท่าหันหลังล่วงลงมาอย่างเร็ว ขณะที่ลมหนาวพัดเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้บอกกล่าวกับใครไว้ล่วงหน้า เหตุการณ์เหนือการควบคุม เกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดคะเนได้ อารยะจะตกลงสู่จุดเซฟตี้ B ได้ตรงจุดปลอดภัยหรือไม่นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในกองถ่ายเป็นกังวล เป็นครั้งที่สองแล้วที่อารยะสะกดสายตาทุกคนในกองถ่ายให้จ้องมองมาที่ตัวเขาซึ่งอารยะไม่ได้ตั้งใจนอกบทนั้นเลย....

ลมพัดมาอย่างแรงทำเอาร่มสนามคันใหญ่ ๆ ที่มีฐานที่มั่นอย่างดีแล้วของกองถ่ายหลาย ๆ ที่ล้มลงได้
บ้างก็ปลิวไปออกนอกบริเวณกองถ่าย มีใบไม้แห้งปลิวไปทั่วบริเวณ ต้นไม้โอนเอนอย่างแรง ทุกคนยิ่งตกใจมากขึ้นต้องช่วยกันจับข้าวของบางอย่างในกองถ่ายเอาไว้ไม่ให้ปลิวไปไหน

“เราต้องลงพื้นโดยไม่ออกนอกรัศมีจากจุดเซฟตี้ B ไกลเกินกว่า 5 เมตร ถ้าพ้นแล้วจะมีเพียงกล่องกระดาษจำนวนมากต่อระยะเพิ่มรัศมีให้ไปได้อีก 3 เมตรเท่านั้นหากเกินกว่านี้เราตายแน่...” อารยะคิดในอยู่ในใจและรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้ตกลงเป็นแนวดิ่งเสียแล้วแต่การแสดงยังคงดำเนินต่อไปตราบใดที่ผู้กำกับยังไม่สั่งคัทหรือแม้จะสั่งคัทไปแล้วก็ตามอารยะก็คงไม่อาจหยุดอยู่กลางอากาศอย่างแน่นอน

อารยะทำตามบทที่ซักซ้อมไว้โดยทำท่าทางเหมือนกำลังกดปุ่มใช้อุปกรณ์ไฮเทคที่ข้อมือซ้ายเพื่อให้อุปกรณ์ช่วยเหลือทั้งหมดทำงานพร้อมกับยื่นมือทั้งคู่ออกไปข้างบน ในขณะที่อยู่ในท่าหัวทิ่มเท้าชี้ฟ้าดิ่งลงตรงสู่พื้น มันคงเป็นความคิดโง่ ๆ สุดท้ายของชายคนหนึ่งที่กำลังจะตาย แต่ก็ยังพยายามจะให้อยู่ในบท
หรือไม่ก็คิดว่าอุปกรณ์หลอกเด็กเหล่านั้นคงช่วยชีวิตเขาได้จริง ๆ

“โอ้ว..ว..เศษใบไม้เต็มไปหมดเลย..ย..ย” มันคือเสียงสุดท้ายที่อารยะพูดออกมาที่เหลืออารยะไม่สามารถพูดได้ถนัดนักและไม่สามารถมองอะไรได้ชัดเจน รอบ ๆ ตัวของเขาเต็มไปด้วยเศษใบไม้และเศษผงฝุ่นดินทรายลอยอยู่ไปทั่วเหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วแต่สำหรับอารยะมันเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน กว่าที่ตนเองจะตกถึงพื้น

“ลมกำลังม้วนตัวย้อนขึ้น” บ๊วยพูดออกมาด้วยเสียงเรียบเบาด้วยสายตาที่ไม่ได้ลดละจากอารยะเลย
ทุกคนที่อยู่ข้างล่างต่างก็เห็นภาพเดียวกันนี้อย่างชัดเจนจากใบไม้แห้งที่ปลิวไปพร้อม ๆ กับสายลมมันม้วนตัวขึ้นเป็นวง เป็นวง หนุนตัวเขาขึ้นไปและนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้อารยะรู้สึกว่าตัวเองถึงพื้นช้าเหลือเกิน

ในที่สุดอารยะก็ตกลงสู่พื้น.......
ตรงจุดที่ปลอดภัยอยู่ในรัศมีเมตรที่ 5 ของจุดเซฟตี้ B พอดี ส่วนกล่องกระดาษที่วางไว้จำนวนมากตอนนี้มันกระจัดกระจายกันเป็นบริเวณกว้าง ๆ ไม่พอแม้จะช่วยชีวิตของใครเลยที่ตกลงมาด้วยความสูงขนาดนั้นแม้แต่แมวเก้าชีวิตก็ตามมันคงเป็นความบังเอิญอันโชคดีเหลือเกินของอารยะที่ไม่ได้ตกลงไปบนกองกล่องกระดาษที่หายไป

ทีมงานต่างโล่งอกโล่งใจหายใจหายคอได้คล่องขึ้น พากันดีอกดีใจปรบมือกันยกใหญ่ที่ครั้งนี้อารยะไม่ซวยเป็นซ้ำสองแต่เหตุการณ์นั้นมันทำให้อารยะต้องเตรียมตัวรอถ่ายซ่อมฉากเสี่ยงตายกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งที่ทุกคนยังตื่นเต้นกันไม่หาย แม้แต่ตัวอารยะเองก็ยังหวาด ๆ ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จะเกิดขึ้นกับตนเองอีก
แต่การถ่ายซ่อมครั้งนี้มันก็ผ่านไปได้ด้วยดีภาพที่ได้เป็นที่พอใจของผู้กำกับบ๊วยหวานเป็นอย่างยิ่ง
เป็นอันว่าวันนี้จึงพอเท่านี้ก่อน
“อารยะ นายมาดูนี่หน่อยสิ..!” บ๊วยเรียกอารยะด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
อารยะสัมผัสได้ว่าในใจของบ๊วยเหมือนได้รับความตื่นเต้นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
บ๊วยนั่งลงหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังเดินภาพไปถึงตอนที่สำคัญ มันเป็นหนังเรื่องจริงที่ยังไม่เคยฉายที่ไหนและมันคือเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปไม่นาน อารยะเดินมานั่งลงข้าง ๆ บ๊วยแล้วมองไปที่จอมอนิเตอร์ด้วยเช่นกันซึ่งก็พอดีที่ได้เห็นภาพขณะที่ตัวเองกำลังตกลงพื้นด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างช้า ๆ จนเห็นได้
โดยภาพทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่วินาทีจากกล้องเครื่องเดียวที่ตั้งอยู่ข้างล่างนี้เท่านั้น

“นั่นมันคล้ายกับลมหมุนเลยนะ..!” อารยะเอ่ยปากออกมา โดยที่หน้าตาบอกอาการไม่ค่อยเชื่อนักกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ใช่ !...มันอาจจะดูเหลือเชื่อไปซักหน่อย แต่มันเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ” บ๊วยเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าอารยะเสียอีกด้วยซ้ำ
“นานมาแล้ว ข้าเคยอ่านเรื่องแปลก ๆ ของต่างประเทศ จำได้ว่ามีเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ตกจากตึกสูง
สูงมากกว่าที่นายตกลงมาเสียอีกแต่ไม่ตาย ก็เพราะลมพัดหวนแบบนี้นี่แหละที่ช่วยชีวิตเขาไว้” บ๊วยเล่าเรื่องต่อไปโดยไม่ต้องรอให้อารยะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม “เจ้าหมอนั่นต่างจากนายตรงที่เขาตกไม่ถึงพื้นดิน” บ๊วยเล่าเรื่องเหลือเชื่อนี้ต่อไปอย่างน่าตื่นเต้น บ๊วยกำลังเจอเรื่องจริงกับตัวเองเข้าให้แล้ว
“อ้าว..!?..ไหนนายบอกว่าเขาไม่ตายไงละ” อารยะย้ำถามบ๊วยอีกครั้ง
“เขาหมดสติไป แล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองอยู่บนดาดฟ้าของตึกสูงใกล้ ๆ กันกับตึกที่เขาตกลงมานะสิ” บ๊วยเล่าต่อจนจบแต่ไม่บริบูรณ์
“ข้ากำลังจะบอกคนดวงแข็งอย่างนายว่า คนมันเกิดมาเพื่อตายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของมันเท่านั้น
เมื่อยังไม่ถึงเวลาทำยังไงมันก็ไม่ตาย คนถึงคราวตายแค่ปลอกกล้วยเข้าปากก็ยังตายได้ง่าย ๆ” บ๊วยอยากชี้ประเด็นให้อารยะได้เห็นตามกับเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นกับตัวอารยะ
“นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะอื่น ๆ แต่ก็เป็นเรื่องของลมพัดแรงอย่างพายุ...” บ๊วยอยากจะยกเรื่องเล่าต่อไป แต่เล่ามาได้แค่นี้เท่านั้น ก็ถูกขัดจังหวะ
“พี่บ๊วยหวานครับ มาดูนี่หน่อยสิครับ” ลูกน้องในทีมงานคนหนึ่งวิ่งมาหน้าตาตื่น
“อารยะนายกลับก่อนละกัน พรุ่งนี้จะมีเข้าฉากที่นี่อีกครั้งแต่ไม่มีบทของนายนะ แล้วค่อยโทรนัดกันอีกที” “โชคดีนะเพื่อน” บ๊วยบอกลา เพื่อจะได้ไปดูอะไรบางอย่างที่ทำให้ลูกน้องคนนี้หน้าตาตื่นมา
“เออ..โชคดี แล้วเจอกัน” อารยะรับคำของบ๊วยอย่างทันทีทันใด
อารยะรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะบอกเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับอุปกรณ์บางอย่างในกองถ่ายซึ่งชำรุดเพราะแรงลมที่พัดมาเมื่อตอนบ่าย
แล้วทั้งบ๊วยและเด็กหนุ่มคนนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับเสียงการสนทนาก็ค่อย ๆ เบาลง ห่างออกไป ห่างออกไป
อารยะไม่ได้สนใจกับเรื่องอุปกรณ์ในกองถ่าย หันไปมองที่จอมอนิเตอร์แล้วกำลังอดคิดคล้อยตามกับสิ่งที่บ๊วยได้พูดเอาไว้ไม่ได้
.............................................................................

จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของธรรมชาติหรือความโชคดีของคนที่ยังไม่ถึงที่ตาย ปาฏิหาริย์จึงได้เกิดขึ้น บางทีอาจจะเรียกรวมกันก็ได้ว่า.....“เป็นปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อให้คนโชคดีที่ยังไม่ถึงคราวตาย” มันก็คงจะเป็นเรื่องโกหกในสายตาของใครต่อใคร.....ที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เชื่อว่าจะเป็นไปได้จริง ๆ .....
.............................................................................

กองฟืนแห้งที่เพิ่งก่อไฟ

อารยะกำลังเดินเล่นอยู่บนถนนสายเล็ก ๆ พื้นไม่ค่อยเรียบเท่าใดนัก แถว ๆ นี้ไม่เห็นมีคนอยู่เลย
ต้นหญ้าแฝกหญ้าคาขึ้นแซมกันไปตลอดริมสองฝั่งทาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและท้องทุ่งนา อารยะยังคงเดินไปต่อไปเรื่อย ๆ เขาชอบเดินเล่นสำรวจพื้นที่แบบนี้เสมอ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ไปถ่ายทำยังสถานที่ต่าง ๆ
จนมาถึงวัดเก่าในชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ห่างไกลจากกองถ่ายภาพยนตร์ประมาณเท่าไรนั้นอารยะเองก็ไม่ทันได้สังเกตไว้
“แถวนี้อากาศดีต้นไม้ก็ยังมีมากอยู่ แล้วลมก็พัดเย็นสบาย เงียบสงบดี” อารยะคุยอยู่คนเดียวเบา ๆ
เหมือนกำลังบอกความรู้สึกให้ตัวเองรู้อีกครั้ง พร้อมกับสูดหายใจลึก ๆ เอาอากาศจริง ๆ ไม่มีมลพิษเข้าไป
อารยะกำลังเผลอเดินเข้าไปในพื้นที่บริเวณวัดแห่งหนึ่งซึ่งมีรั้วเป็นต้นไม้เตี้ย ๆ ตัดแต่งไว้อย่างดีเรียงรายอยู่ล้อมรอบวัด
“ดูเก่ามากแต่ก็สะอาดตาเหมือนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ให้ทรุดโทรม” อารยะเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปรอบ ๆ จนไปสะดุดสายตาที่โบสถ์ เขาตั้งใจว่าจะเดินไปเพื่อกราบพระพุทธรูปในโบสถ์นั้น
“มันช่างเงียบสงบและเย็นใจจริง ๆ” อารยะพูดกับตัวเองอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับก้าวเท้าอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ เข้าไปด้วยความสำรวม ผ่านใบเสมาจนไปถึงประตูโบสถ์
“ประตูถูกปิดไว้” อารยะนึกขึ้นอยู่ในใจหลังจากได้ลองผลักประตูโบสถ์ดูแล้วสองสามครั้ง เขาจึงได้นั่งคุกเข่าลงอยู่หน้าประตู พนมมือ แล้วก้มกราบสามครั้ง
อารยะยังรู้สึกติดใจในสถานที่ของวัดอยู่จึงอยากใช้เวลานั่งเล่นอยู่ที่นี่อีกสักพักหนึ่ง เขาจึงเดินออกจากบริเวณโบสถ์ แล้วเดินไปสำรวจที่บริเวณท้ายวัด ถึงรู้ว่าด้านหลังของวัดมีศาลาริมน้ำ อารยะค่อย ๆ เดินมุ่งหน้าไปที่ศาลาริมน้ำทันทีเพื่อชื่นชมบรรยากาศร่มรื่นตอนเย็นของวัด

แสงแดดอ่อน ๆ ลมพัดมาเบา ๆ ต้นไม้เอนไหวไปมาอยู่ตลอด
เสียงไก่ขันดังมาแต่ไกลเป็นเสียงเบา ๆ บ้าง ดังขึ้นบ้างอยู่หลายครั้ง
เสียงหมาเห่าดังมาไกล ๆ
นกมากมายบินไปบินมาร้องเสียงดังเหมือนว่าจะชวนกันให้กลับรังนอนได้แล้ว
น้ำไหลเอื่อย ๆ มีผักตบชวาลอยประดับคลองกว้าง ๆ อยู่พอสวยงาม
ปลาน้อยใหญ่ว่ายน้ำอยู่กันอย่างมากมายเหมือนเข้าใจว่าอารยะจะมาให้อาหารกิน

อารยะนั่งชมอยู่ที่ศาลาริมน้ำจนเพลิดเพลินโดยไม่รู้เลยว่าขณะนี้กำลังมีใครกำลังจ้องมาที่ตัวเขาอยู่
การก้าวย่างเข้ามาอย่างสงบเงียบนั้น ทำให้อารยะไม่รู้เลยว่า มีใครกำลังนั่งอยู่ตรงที่อีกฝั่งหนึ่งในศาลา เป็นที่นั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับอารยะห่างกันเพียงแค่มือเอื้อมถึงกันได้เท่านั้นเมื่ออารยะหันไปเห็นหลวงตาเข้า จึงทำให้เขาสะดุ้งตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ ๆ ก็มีคนมานั่งอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่ทันได้รู้ตัว

“อะ..เอ่อ..อ.กราบนมัสการครับหลวงตา” “หลวงตามานั่งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ผมไม่ทันได้รู้ตัวเลย”
อารยะยังรู้สึกตกใจไม่หาย
“นั่นไม่สำคัญหรอก แล้วโยมหลานละ มานั่งคิดอะไรอยู่ที่ศาลานี้” หลวงตายิ้มให้ พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกถึงคนชราที่ใจดีมีเมตตาคนหนึ่ง อารยะรู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินเสียงนี้
“หลวงตาครับ ผมมีเรื่องจะขอรบกวนถามหลวงตาจะได้ไหมครับ” อารยะหวังว่าหลวงตาจะเป็นที่พึ่งในการตอบปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ในใจของอารยะ
“เอาสิโยมหลาน เจ้าถามมาได้เลย” หลวงตายิ้มพร้อมกับตอบไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คือว่า...อะ..เอ่อ..อ.ตั้งแต่ที่ผมเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล ผมก็รู้สึกว่า...” อารยะเริ่มสับสนถึงกับติดขัด ไม่รู้ว่าจะถามหลวงตาต่อไปดีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงหาคนที่รับฟังได้ยากแต่ที่สุดแล้วอารยะก็ตัดสินใจเอ่ยถามหลวงตาให้มันจบเรื่องกันไปเผื่อว่าจะได้คำตอบที่ทำให้อารยะไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
“มีสิ่งผิดประหลาดเกิดขึ้นกับตัวผมครับ“ “มันเหมือนว่าผมได้รู้ได้ยินความคิดของคนอื่นอยู่ตลอดเวลาครับหลวงตา” อารยะรู้สึกกลัว ๆ กับสิ่งที่บอกเล่าออกไปในขณะที่หลวงตาก็เอาแต่นั่งยิ้มนิ่งฟังอยู่อย่างนั้น
“คือมันเป็นเศษกระจกชิ้นเล็กแหลมเหมือนเข็มฝังอยู่ในหัวของผมครับ” “ตั้งแต่นั้นมามันก็เปลี่ยนชีวิตผมให้เป็นแบบนี้” อารยะพูดต่อไปอยู่ฝ่ายเดียว
“หลวงตาครับ ผมเข้าใจนะครับว่าใครฟังก็จะคิดว่าผมเป็นบ้า แต่ผมไม่ได้บ้าจริง ๆ นะครับหลวงตา”
อารยะกังวลใจมากขึ้นเพราะเพิ่งจะคิดได้ว่าคนบ้าก็มักจะพูดแบบนี้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่บ้า
“โยมหลานเจ้าคงจำเรื่องนี้ไม่ได้สินะ” หลวงตาพูดแปลก ๆ
“จำอะไรไม่ได้หรือครับ” อารยะสงสัย
“ก็สิ่งที่ฝังอยู่ในหัวเจ้านั่นนะ มันคือ ‘แก้วเพชรเขี้ยววานร ’ “ หลวงตาเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ศีรษะของอารยะ
“มันถูกสร้างขึ้นมาจากพลังอภินิหารแห่งธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่รวมกันขึ้น” หลวงตาชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้วด้วย
“มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ” หลวงตานับนิ้วลงทีละนิ้ว “มันเกิดขึ้นที่อินเดียตั้งแต่โบราณกาล ก่อนที่เรื่องรามเกียรติ์จะถือกำเนิดขึ้นมาเป็นตำนานให้เล่าขานเสียอีก” “ซึ่งนิสัยของเจ้าแก้วเพชรเขี้ยววานร มันจะอาศัยในร่างของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับมันเท่านั้น หากร่างของผู้ที่มันอาศัยสลายไปมันจะพรางตัวอาศัยอยู่กับวัตถุธาตุอื่น ๆ เหมือนกับกิ้งก่าพรางตัวกับธรรมชาติอย่างนั้น เพื่อรอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหลอีกครั้ง”
หลวงตาเล่าเรื่องที่เชื่อได้ยากยิ่งนัก แต่ที่เล่ามามันเป็นแค่เรื่องย่อ ๆ เท่านั้น

“....?!?....”

อารยะรู้สึกแปลกประหลาดใจเพราะที่เขาเจอมามันก็แค่อุบัติเหตุแล้วมันก็เป็นได้แค่เศษแก้วเท่านั้น
จะเป็นไปได้อย่างไร เขาไม่รู้ว่าจะเชื่อดีหรือไม่
“แต่ว่าผมแค่โดนกระจกบาดเท่านั้นเองนะครับหลวงตา” อารยะย้ำความเป็นไปไม่ได้
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นชะตากรรมของเจ้า เป็นหน้าที่ของกรรมที่เจ้าถูกมอบหมายให้ทำในชาตินี้”
หลวงตาเอ่ยวาจาที่ทำให้อารยะไม่เข้าใจ
“หน้าที่อะไรครับหลวงตาผมไม่เข้าใจเลยว่าผมไปรับหน้าที่นี้ตอนไหน” อารยะยิ่งงงเข้าไปใหญ่
“มันเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้า เช่นเดียวกับกองฟืนแห้งที่เพิ่งก่อไฟ” หลวงตายิ้มแล้วพูดให้อารยะได้ตีความหมายเอาเอง
“แล้วผมต้องทำอย่างไรต่อไปละครับหลวงตา” อารยะอยากรู้วิธีแก้ไขบางสิ่งบางอย่างที่มันได้เกิดขึ้นแล้ว
“สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือควบคุมมันให้ได้ แล้วฝึกที่จะใช้มัน” หลวงตาแนะนำทางแก้
“ผมจะควบคุมมันยังไงครับหลวงตา” อารยะยิ่งเพิ่มความอยากรู้มากขึ้นไปอีกตราบเท่าที่ยังไม่หายสงสัย
“ด้วยการทำจิตสมาธิ” หลวงตายิ้มแล้วชี้แนะหนทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้ให้ ที่เหลือก็คือคนเดินทางเท่านั้น
“จิตสมาธิมันคือ.?..แล้วผมจะทำมันได้อย่างไรละครับหลวงตา” อารยะต้องการวิธีเดินจากหลวงตา
“เจ้าต้องกำหนดจิตสำรวมสมาธิให้เป็นหนึ่งเดียว” หลวงตาขยายความถึงวิธีเดินให้กับอารยะอีกครั้ง
“เมื่อใดที่เจ้าทำจิตให้เป็นเอกจิตได้เจ้าจะสามารถเลือกเพ่งจิตไปที่เฉพาะได้อย่างใจหมาย ดุจดั่งเช่นชี้นิ้ว” หลวงตาอธิบายความสามารถของจิต
“ผมจะทำได้ตอนไหน ที่ไหน อย่างไรครับหลวงตา” ตอนนี้อารยะมีแต่คำถามมากมายเพิ่มขึ้น
มันมาจากสิ่งที่หลวงตาชี้แนะมาเพียงไม่กี่คำแต่เหมือนมันจะขยายความได้ไม่รู้จบ
“ที่ใดมีลมหายใจ ที่นั่นมีสมาธิ จงกำหนดไว้ที่นั่น” ทั้งหมดที่หลวงตาบอกอารยะมาเพื่อให้อารยะได้ใช้ปัญญาของตนเองคิดหาคำตอบทางธรรมได้ด้วยการปฏิบัติธรรมเท่านั้น นั่นเป็นเพราะหลวงตาหยั่งรู้ได้ว่าอารยะเป็นดั่งเพชรงามที่ขึ้นฝ้าหมองจับ หากได้รับการเช็ดล้างให้สะอาดแล้ว จะจับต้องแสงสว่างไสว
“เจ้าเคยเรียนรู้มาแล้วเมื่ออดีตชาติ ครั้งนี้เจ้าแค่ปัดฝุ่นมันเท่านั้น” หลวงตาลุกยืนขึ้น
“แล้วเรื่องชะตากรรมละครับ ผมจะต้องไปทำสังฆทานสะเดาะเคราะห์ ทำบุญกรวดน้ำเก้าวัดด้วยหรือเปล่าครับ” อารยะถามคำถามพื้น ๆ อย่างที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาคิดกันว่า หากเมื่อใดดวงไม่ดีก็ให้ไปทำบุญล้างซวยกัน มันจึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือนิยมทำกันโดยทั่ว
หลวงตาไม่ได้ตอบคำถามสุดท้าย ยืนยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วเดินจากไป อารยะพนมมือขึ้นไหว้หลวงตาก่อนที่หลวงตาจะเดินจากไป หลวงตาเดินจากไปอย่างช้า ๆ โดยสำรวมกิริยา อย่างระมัดระวังโดยที่อารยะไม่สามารถรับรู้ภาวะความนึกคิดของหลวงตารูปนี้ได้เลย อารยะยังคงนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำนี้ ด้วยความสงสัย
ทบทวนสิ่งที่หลวงตาได้พูดสั่งสอนมาทั้งหมดถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมดทุกคำพูดของหลวงตาก็ตาม อารยะก็ได้รับความพอใจในหนทางที่จะเอาชนะกับสิ่งวุ่นวายในใจที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเลยว่าอยากจะได้มันหรือไม่ สิ่งที่เขารู้ตอนนี้ก็คือมันเป็นเรื่องเวรกรรมของเขาเท่านั้นและมีทางแก้ก็คือการนั่งทำสมาธิ ทางเดียวที่เป็นยาแก้ยาควบคุมอยู่ที่อารยะจะเชื่อหลวงตาหรือไม่เชื่อก็ตาม อย่างไรก็ดี อารยะก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ตั้งแต่ที่ ‘แก้วเพชรเขี้ยววานร’ ได้ถูกฝังเอาไว้แล้วในศีรษะของเขาแล้วและนี่ไม่ใช่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นได้กับใคร ๆ ก็ได้มันเป็นการรอคอยให้วันนี้มาถึงด้วยเงื่อนไขของชะตากรรมแห่งอดีตชาติ....
.............................................................................

ราตรีแห่งจิต

“…….ที่กำลังจะเริ่มขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากสภากีฬาสากลแห่งเอเชี่ยนให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ภายใต้ชื่อ ‘เอเชี่ยน ลิมปิกเกม’ ซึ่งคาดว่าในงานนี้คงมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก...” เสียงจากโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ในขณะที่อารยะกำลังอาบน้ำอยู่ อารยะจึงไม่ได้ยินเสียงที่ชัดเจนเท่าใดนัก

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนอนสบาย ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันเป็นแค่เสื้อยืดคอกลมหลวม ๆ สีขาวกับกางเกงขาสั้นที่ยาวถึงเข่าตัวกว้าง ๆ อารยะผ่อนคลายตัวเองสบายสักครู่อยู่บนชุดรับแขกชุดเล็ก ๆ หน้าโทรทัศน์เพื่อรับชมข่าวจากโทรทัศน์
“ต่อไปเป็นข่าวจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แจ้งเข้ามาให้ทราบว่า วันนี้เมื่อเวลาประมาณ 8 นาฬิกา 47 นาทีจนถึง เวลา 9 นาฬิกา 14 นาที ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติสามารถวัดความสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ สูงสุดที่ 2.7 ริกเตอร์ เป็นเวลา 27 นาที โดยมีจุดศูนย์กลางการสะเทือนอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี แรงสั่นสะเทือนนี้สามารถวัดได้ถึงจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งมหานครกรุงเทพด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ได้มีรายงานความเสียหายเข้ามาให้ทราบในขณะนี้ ที่องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ไปกราบนมัสการ ได้พบเห็นรอยแตกร้าวบริเวณฐานขององค์พระปฐมเจดีย์อยู่หลายแห่ง ทางจังหวัดจึงได้เร่งประสานงานไปที่กรมอนุรักษ์โบราณศิลป์และวัฒนธรรมแห่งชาติ” อารยะปิดโทรทัศน์ก่อนที่จะได้ชมเรื่องราวทั้งหมดจบ

“ที่เรารู้สึกได้เมื่อเช้านี้ที่รถไฟฟ้า มันก็เป็นเรื่องจริงนะสิ” อารยะพูดออกมาด้วยเสียงเรียบและเบา ในขณะที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ที่ปิดเงียบไปแล้ว
“เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราทั้งหมด มันคงไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่ออีกแล้ว มันต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน” อารยะคิดถึงสิ่งที่บ๊วยเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ อารยะกำลังนั่งนิ่งนึกถึงสิ่งที่หลวงตาชี้แนะให้อารยะได้ลองปฏิบัติเพื่อหนทางแห่งการรวมจิต เขาลุกขึ้นไปปิดไฟที่อยู่ข้างประตูห้อง แล้วเดินหาทำเลที่เป็นพื้นที่ว่างที่สุดเท่าที่จะมีได้ในห้องของเขาและนั่งลงในท่านั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับขึ้นบนเท้าซ้าย มือวางบนตักด้วยท่ามือขวาทับบนมือซ้าย มันคือท่าพื้นฐานเพียงท่าเดียวที่อารยะรู้จักเท่านั้น
“ที่ใดมีลมหายใจ ให้กำหนดไว้ที่นั่น” อารยะทบทวนคำพูดของหลวงตาด้วยเสียงที่เบามาก ๆ จนฟังดูเหมือนเสียงบ่นพึมพำเสียมากกว่า อารยะเริ่มทำตัวให้สบาย ๆ หายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อให้ผ่อนคลายสักครั้งสองครั้งแล้วก็เริ่มหายใจในภาวะปกติธรรมดาไม่ใส่ใจว่าหายใจจะสั้นไปหรือว่ายาวไปปล่อยมันไปตามธรรมชาติ แล้วกำหนดรู้เท่าสภาวการณ์ของลมนั้น อารยะนั่งอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานพอสมควรจนกระทั่งได้เข้าถึงสภาวะแห่งจิตที่เป็นหนึ่ง ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนของตน เบาหวิวร่องลอย เกิดปิติความยินดีเปี่ยมไปด้วยความสุขแห่งจิตที่ไม่มีสุขทางกายใดจะเทียบเท่าได้ อารยะยังคงนั่งสมาธิต่อไปเรื่อย ๆ จนเวลาค่อย ๆ ผ่านไป ๆ

เช้าของอีกวันใหม่…..
เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้อารยะรู้สึกได้ว่าควรพอไว้เพียงเท่านี้ก่อน เขาค่อย ๆ ถอนกำลังสมาธิลงแล้วลืมตาขึ้น จึงได้หยุดการเจริญสมาธิไว้แต่เพียงเท่านี้
“นี่มันเช้าแล้วรึนี่..เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วซะเหลือเกิน” อารยะยังไม่รู้หรอกว่าการติดอยู่ในฌานสมาธินั้นย่อมอยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว เวลาของโลกมันเหมือนนานแต่ในฌานสมาธิมันช่างเป็นเวลาที่รู้สึกว่าน้อยนัก มันน้อยในความรู้สึกของผู้เข้าฌานสมาธิเท่านั้น ในโลกแห่งความจริงทุกอย่างยังคงเช่นเดิมและนี่คงเป็นผลมาจากบุญบารมีทางธรรมตั้งแต่เมื่อชาติภพหนหลังที่ได้บำเพ็ญเพียรมาก่อนที่จะมาเกิดในชาติที่เป็นอารยะนี้นั่นเองอารยะรู้สึกว่าเช้านี้ทุกอย่างมันสวยงามอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นปิติแห่งอารมณ์ที่เหนือกว่าความสุขที่ได้จากความสำเร็จใดที่ทางโลกมี ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไปมันละเอียดอ่อนมากเหมือนว่าสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ แม้เพียงการก้าวย่างที่แผ่วเบาแหวกอากาศไปอย่างช้า ๆ ก็ยังให้รับรู้ได้ว่าลมผ่านไปทุกรูขุมขนทั่วพื้นผิวหนังเป็นอย่างไร
“เช้านี้เราไม่มีความง่วงเลย แล้วความรู้สึกสุขใจที่มีอยู่นี่ตอนนี้มันคืออะไรกัน” อารยะเปล่งเสียงออกมาเป็นคำแรกของเช้าวันนี้
เช้าวันนี้อารยะรู้สึกสบายปลอดโปร่งใจกายเป็นที่สุด รูปและเสียงที่ผ่านเข้ามาในสัมผัสประสาทนั้นไม่อาจไปรบกวนจิตใจของอารยะได้เลย อารยะนึกขึ้นได้ว่าหากสามารถรวมจิตได้แล้ว จะกำหนดรู้ได้ดุจดั่งชี้นิ้วไปยังสิ่งที่หมาย อารยะจึงต้องลองวิชาดูสักหน่อย เขานั่งลงในท่าขัดสมาธิ หลับตาลงแล้วเริ่มรวบรวมสมาธิเพ่งพินิจกระแสจิตไปที่ห้องข้าง ๆ เพื่อแสกนหาความรู้สึกนึกคิดของคนที่อยู่ข้างห้องพักของเขา อารยะใช้เวลาไม่นานสมาธิก็รวมเป็นหนึ่งเพียงแต่ว่า......
เขาไม่สามารถที่จะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดจากคนที่อยู่ข้างห้องได้เลย นั่นเป็นเพราะว่ามันเป็นห้องว่างเปล่าไม่มีใครอยู่เลยในตอนนี้นั่นเองอารยะยังอยู่ในการสำรวมสมาธิอยู่จึงได้ทดลองแสกนไปที่ห้องข้าง ๆ อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่นานอารยะก็รู้ได้ว่าห้องนี้ก็เป็นเพียงห้องที่ไม่มีใครอยู่ด้วยเหมือนกันอารยะจึงค่อย ๆ ลืมตา แล้วลุกขึ้นมองไปที่นาฬิกาซึ่งแขวนอยู่เหนือโทรทัศน์
“9 โมง 10 นาที มิน่าถึงไม่เจอใครเลย” อารยะนึกขึ้นได้ว่าคนที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ ทั้งสองห้อง ตอนนี้เขาออกไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนกันตั้งแต่เช้าแล้ว มันเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยะแสกนจิตไปแล้วมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีกระแสสื่อสัญญาณใดตอบกลับเข้ามาเลยอารยะคงต้องไปทดลองผลการฝึกครั้งนี้ที่อื่นเสียแล้ว

หลังจากทำกิจวัตรธุระในช่วงเช้าเสร็จแล้ว อารยะก็เตรียมตัวออกไปกองถ่ายทั้งที่วันนี้ไม่มีคิวถ่ายหนังของตัวเอง แต่เป็นเพราะว่าเขาต้องการจะไปเรียนปรึกษาปัญหากับหลวงตา ณ วัดเก่าที่ได้ไปสนทนาด้วยเมื่อเย็นวานจะได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมจิตให้เป็นเอกจิต อารยะเองก็ลืมไปที่ไม่ได้สังเกตชื่อวัดเอาไว้เสียด้วยสิ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อารยะจึงมุ่งเดินทางไปที่กองถ่ายทันที

บนขบวนรถไฟลอยฟ้า BTS
“พระโขนง” เสียงประกาศดังขึ้นบนรถไฟฟ้า
รถไฟฟ้าโล่งมาก ปราศจากผู้คนเบียดเสียด การเดินทางสบายไม่วุ่นวาย เป็นจังหวะดีที่อารยะจะได้ลองวิชาอีกครั้งหรือใช้คำที่น่าฟังมากขึ้นกว่าว่า ‘ฝึกภาคสนาม’ ก็ได้ ถึงแม้ว่าการฝึกของอารยะจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชนก็ตามแต่ผู้ที่ถูกละเมิดก็คงไม่รู้ตัวว่าขณะนี้กำลังถูกล้วงความลับอยู่
ทีนี้ใครละจะรู้ว่าอารยะทำผิดกฎหมายอยู่นอกจากตัวเขาเองเท่านั้น

“ขอแอบดูนิดนึงนะ” อารยะพูดออกมาเบา ๆ เหมือนว่าจะขออนุญาตเป้าหมายก่อน แต่ก็ขอแค่เบา ๆ ก็พอ เขาเริ่มสำรวมสมาธิเป็นเอกจิตอย่างรวดเร็วแล้วเพ่งไปยังผู้หญิงที่กำลังนั่งแต่งหน้าอยู่เยื้องกันไปอีกสามที่นั่งด้านขวามือของเขา จึงได้รับรู้สิ่งที่อยู่ในใจของเธอผู้นั้น

“ไม่น่าซื้อมาเลยลิปสติกแท่งนี้นี่ ไม่ถูกใจเลยจริง ๆ” อารยะได้รับความรู้สึกนึกคิดของเธอในขณะนั้น
จึงทำให้รู้ว่าเขาทำได้แล้ว แต่ก็อยากให้แน่ใจ ดังนั้นจึงขอแอบดูเธอคนนี้อีกครั้ง
“แหมวันนี้ไม่มั่นใจเลย ใส่ของปลอมมาเยอะแยะไปหมด”
อารยะยังติดตามชมต่อไปเหมือนกำลังนั่งดูหนังเพลิน ๆ ซึ่งจริงแล้วอารยะรู้สึกดีใจมากกว่ากับการที่สามารถโฟกัสไปได้เหมือนชี้นิ้วเลือกช่องรับชมรายการจากโทรทัศน์
“พรุ่งนี้เราจะบอกพี่ติ๊กว่าเราจะต้องไปอเมริกาเดือนนึง”
อารยะคิดเองว่าเธอคงกลัดกลุ้มเรื่องที่จะต้องไปทำงานอยู่ต่างประเทศหนึ่งเดือนเต็ม
“กลัวพี่ติ๊กรู้จังเลย ว่าเราก็เหมือน ๆ กัน”
อารยะรู้สึกแปลกกับข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้หญิงที่กำลังแต่งหน้าด้วยความกังวลนี้
“เราต้องแอบไปแปลงเพศ เพื่อรักษาความลับนี้ไว้ พี่ติ๊กจะได้ไม่ทิ้งเราไป”
...ในที่สุดอารยะก็รู้ความลับที่ไม่ควรจะรู้ของผู้ชายคนนี้...
เขาต้องแก้ไขข้อมูลที่ได้รับจากสื่อเสียใหม่ที่คิดว่าเป็นผู้หญิงต้องเปลี่ยนใหม่เป็นผู้ชายในทันทีทันใด
อารยะถอนสมาธิออกอย่างเร็วแล้วลืมตาขึ้นมองผู้ชายคนที่กำลังแต่งหน้าอยู่เยื้องกับเขานั่น บทเรียนแรกของการฝึกภาคสนามจึงเป็นอุทาหรณ์สอนอารยะได้ว่า
‘จงระมัดระวังเรื่องการปลอมแปลงของข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่ได้รับเข้ามาในหัว’
เพราะสมัยนี้อะไรก็เลียนแบบกันได้ แถมยังปลอมได้สวยกว่าของแท้เสียอีก ที่สำคัญอารยะทำสำเร็จแล้วในการที่จะกำหนดรู้เห็นได้เฉพาะสิ่งที่ต้องการถึงแม้ว่าการฝึกภาคปฏิบัติในครั้งแรกจะไม่ค่อยสวยนักก็ตาม แต่ก็จัดว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีเลยทีเดียว......

ระลึกชาติ

กองถ่ายภาพยนตร์จังหวัดนนทบุรี
ทุกคนกำลังได้พักทานข้าวกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อารยะก็เดินเข้าไปในกองถ่าย อารยะเดินไปเห็นบ๊วยนั่งหันหลังล้อมวงทานข้าวกันอยู่ไม่ไกล เขาจึงได้เดินเข้าไปสะกิดหลังบ๊วยในขณะที่ทุกคนต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาทานข้าวไม่ได้สนใจว่าใครจะมาหรือใครจะไป อารยะจึงสะกิดหลังอีกครั้ง แต่บ๊วยก็ไม่ได้หันมาแต่อย่างใดยังคงนั่งทานข้าวต่อไป
“เฮ้ย อย่ากวนเว้ย นี่เวลาพักนะเว้ย พักก็คือพักสิวะ ไอ้น้องพี่” บ๊วยพูดไปไม่ทันได้หันไปมองเสียก่อนว่าใครมาแต่ก็พูดไปด้วยน้ำเสียงหยอก ๆ อารมณ์ดีเพราะคิดว่าน้องในกองถ่ายมาสะกิดเรียก
“เฮ้ย ข้าเองไอ้บ๊วย” อารยะต้องเปล่งเสียงออกมาให้บ๊วยได้ยินเพราะถ้าสะกิดข้างหลังอีกมันคงไม่ดีแน่
บ๊วยหันมามองเพราะเสียงคุ้น ๆ หูเหมือนได้ยินบ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะมา
“อ้าว นายมาทำไมวะอารยะ จำวันผิดหรือเปล่า” บ๊วยถามด้วยความประหลาดใจที่อยู่ ๆ อารยะก็โผล่มาหาทั้งที่ปกติอารยะไม่มีคิวถ่ายหนังก็จะหายหน้ากันไปเลย นอกจากจะว่างถ่ายหนังทั้งคู่ถึงได้เจอกันบ้าง
“เปล่า ข้าไม่ได้ลืม แต่ข้าจะไปวัด” อารยะบอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ที่มาในวันนี้
“หา จะไปวัดเหรอ” บ๊วยเหมือนฟังไม่ชัดว่าเพื่อนของเขาจะไปวัด
“เออ แล้ววัดไหนละ แล้วไปทำอะไร ร้อยวันพันปีไม่เคยเข้า จะหนีไปบวชหรือไงวะเพื่อน” บ๊วยถามเล่น ๆ เพราะคิดไม่ออกว่าทำไมอารยะถึงต้องเดินทางมาวัดที่ไกลถึงขนาดนี้ วัดที่ใกล้ ๆ บ้านพักก็มีทำไมไม่ไป
“วัดตรงใกล้ ๆ กับกองถ่ายนี่แหละ เมื่อเย็นวานนี้ข้าไปเดินเล่นที่นั่นมาแล้ว” อารยะเล่าให้บ๊วยรู้ว่าเคยไปที่นี่มาแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง
“ชื่อวัดอะไรวะอารยะ” บ๊วยถามอารยะด้วยความสงสัย
“ข้าไม่ได้สังเกตชื่อวัดเอาไว้ เลยบอกไม่ได้เหมือนกันว่าชื่อวัดอะไร” อารยะไม่สามารถบอกชื่อวัดได้ เพราะวันที่เดินไปถึงที่วัดนั่นอารยะก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามาถึงบริเวณวัดแล้ว
“ทีมงานที่จัดหาสถานที่ถ่ายทำหนัง เขาก็บอกมาว่าบริเวณกองถ่ายสามารถใช้ระเบิดในการถ่ายทำได้
ตอนไปทำเรื่องขออนุญาตก็ไม่มีอะไร ไม่มีใครทักท้วง แล้วอยู่ ๆ วัดจะโผล่มาได้ยังไงวะ” บ๊วยกำลังงงกับสิ่งที่อารยะเล่ามา
“เออ ช่างมันเถอะวะอารยะ ข้าไม่มีฉากที่ต้องใช้เสียงดัง ๆ หรือระเบิดอะไรแถวนี้อีกแล้วละ” บ๊วยกำลังคิดว่าถ้ามีวัดจริงก็ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้สถานที่นี้ก็ไม่ได้ใช้อะไรที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดหรือควันไฟแล้วก็คงไม่เป็นการรบกวนสถานที่บริเวณนี้อีก
“เสร็จแล้ว ข้าจะแวะมาหาที่กองถ่ายอีกนะบ๊วย” อารยะบอกเพื่อนไว้เพื่อหวังจะได้มาเล่าอะไรดี ๆ ให้บ๊วยฟัง
“เออ โชคดีเพื่อน เดี่ยวเจอกัน” บ๊วยตอบรับคำ แล้วก็หันไปทานข้าวต่อ
โชคดีที่อารยะมาหา ทำให้ใคร ๆ อีกหลายคนในทีมงานได้พักมากขึ้นอีกหลายนาทีระหว่างที่รอทั้งคู่คุยกันจบ
อารยะเดินห่างออกมาจากกองถ่ายไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เดินไปตามทางที่คิดว่ายังจำได้อยู่ จนในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้ว อารยะจำได้จากจุดสังเกตบางอย่างที่ผ่านตาเข้ามาเมื่อวาน
“ถึงแล้ว ตรงนี้นี่แหละ” อารยะพูดพร้อมกับมองไปบริเวณที่คิดว่าน่าจะเป็นที่เดียวกับวัดที่ตนเองได้มาแต่....
“วัด วัด วัดหายไปไหน” อารยะพูดออกมาเสียงดังอย่างไม่ต้องระวัง เพราะอารยะจำได้ว่าแถวนี้ไม่มีใครมาอาศัยอยู่เลย เขาจึงต้องได้งงกันอีกครั้ง เมื่ออยู่ ๆ วัดที่ตนเองมากราบไหว้ หลวงตาที่ตนเองมานั่งสนทนาธรรม เพียงข้ามคืนเดียวทุกอย่างก็อันตรธานหายไป เหลือก็แต่ต้นไม้น้อยใหญ่รวมทั้งไม้เลื้อยที่ขึ้นรกเต็มไปหมดคงเหลือไว้ให้เห็นเฉพาะศาลาริมน้ำที่เก่าแก่ทรุดโทรม กับทางเดินเท้าที่เป็นร่องรอยเท้าบ้างรอยล้อรถจักรยานบ้าง แสดงให้รู้ว่าคนแถวนี้เขาก็เคยมานั่งเล่นกันริมน้ำตรงนี้อยู่เหมือนกัน

อารยะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาหาเขาอย่างเร็ว อารยะรวบรวมจิตบัดนั้นทันที...
จนกระทั่งได้รู้ว่ามันคือรถจักรยานยนต์คันเก่า ๆ เหมือนจะพังไปพร้อมกันกับคนขับขี่ ลุงแก่คนหนึ่งเป็นคนขับและมีป้าซ้อนท้าย ลุงแก่ขี่รถไปแล้วก็ร้องเพลงไป ทั้งคู่เป็นชาวสวนอยู่แถวนี้ สักพักเดียวทั้งคู่ก็ขี่รถมาให้เห็นตัวแต่ไกล ๆ อารยะจึงได้ออกมากลางถนนขรุขระเล็ก ๆ เส้นนี้
“หยุดก่อนครับลุง หยุดก่อนครับ” อารยะโบกไม้โบกมือให้เห็นก่อนที่ลุงแก่จะขี่รถมาถึง
“มีเรื่องอะไรรึ พ่อหนุ่ม” คุณลุงชาวสวนท่าทางยังแข็งแรงสอบถามถึงความต้องการของอารยะ
“คุณลุงคุณป้าครับ ผมขอโทษนะครับ ที่ให้หยุดรถ” อารยะยกมือไหว้ขอโทษ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไหว้พระเถอะไอ้หนู” คุณลุงตอบอย่างใจดี
“แล้วนี่มีเรื่องอะไรมาละลูก” คุณป้าที่นั่งซ้อนท้ายลุงได้เอ่ยปากถามขึ้นมาบ้าง
“คือว่าผมจะมาวัดนะครับคุณป้า แถวนี้มีวัดหรือเปล่าครับ” อารยะจึงได้สอบถามเพื่อให้รู้ว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่
“โอ้ย..ย..ไอ้หนู มาวัดทำไมเข้ามาในซอยนี้ละ นู่น..น..ไอ้หนู ต้องเดินย้อนออกไปตามทางนี้นะแล้วก็ยังต้องเดินไปตามถนนใหญ่อีกไกลสามสี่กิโลนู่นแหนะ” คุณลุงทำหน้าตาเหมือนว่าไกลมากเดินไม่ไหวหรอกคำตอบของลุงแก่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่อารยะคิดไว้ มันทำให้อารยะสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เป็นเพียงฝันหรือภาพหลอนกันแน่หรืออาจจะมาจากอาการทางประสาทที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บทางสมองเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่

“แล้วที่ตรงนี้ละครับคุณลุง” อารยะชี้ไปที่บริเวณที่ตนเองคิดว่าได้เข้าไปกราบไหว้พระมาเมื่อวานนี้
“ไอ้หนู ตรงนี้นะเคยเป็นวัดเก่าแก่มากตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นอีกมั้ง” “พ่อของลุงเล่าว่าเกิดมาก็เห็นแต่ฐานอุโบสถกับซากปรักหักพังนี้แล้ว” คุณลุงเล่าเรื่องที่พ่อของลุงเล่าต่อมา
“ขอบคุณครับ คุณลุงคุณป้า” อารยะกล่าวขอบคุณที่ทำให้ได้รับความจริง
“อ้อ คราวหน้าไอ้หนูอย่ามาขวางลุงแบบนี้อีกละ รถลุงยิ่งแรง ๆ อยู่เดี่ยวจะเจ็บตัวเอานะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า..”จากนั้นลุงแก่ก็ขับรถจักรยานยนต์ที่มีอายุรุ่นเดียวกันกับคนขับจากไปจนลับตาทิ้งไว้ก็แต่ความไม่เข้าใจให้กับอารยะในครั้งนี้กับซากวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมซากโบราณสถานแห่งนี้ไว้จนมิดชิด
อารยะคงต้องไขข้อกังขากับปริศนาลึกลับเรื่องนี้ด้วยตนเองไม่รีรอ อารยะเดินไปหยิบกิ่งไม้แห้งริมทางขนาดกำลังพอดีมือหวดแล้วก้าวเดินเข้าไปในบริเวณที่ ที่ตนได้เคยกราบไหว้จนถึงซากอุโบสถเก่า ซึ่งสามารถมองผ่านช่องว่างของไม้เลื้อยที่ปกคลุมหนาทำให้เห็นได้เฉพาะเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังไม่เพียงพอให้เห็นว่าเป็นอุโบสถ อารยะเขี่ยต้นไม้ที่ปิดบังฐานอุโบสถออกอย่างค่อย ๆ แล้วใช้มืออีกข้างช่วยหยิบจับต้นไม้เหล่านั้นหลบออกไปจนเป็นบริเวณกว้างพอได้เห็นบางส่วนของฐานอุโบสถ มันคือบันไดทางเดินขึ้นสู่ธรณีประตู อารยะเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดที่ยังเต็มไปด้วยต้นไม้รกอย่างช้า ๆ จนกระทั่งถึงจุดที่คิดว่าเป็นตรงกลางของอุโบสถ
อารยะหยุดยืนอยู่ตรงนั้นสักครู่ ........ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ที่แห่งนี้กำหนดลมหายใจสำรวมสมาธิจิตให้บังเกิดผลหยั่งรู้ อารยะนั่งลงตรงที่ ๆ เขาได้ยืนอยู่และนั่งลงในท่าขัดสมาธิ ณ ตรงที่แห่งนั้นเอง.....

ลมพัดเอื่อย ๆ แสงแดดอ่อน เสียงนกและร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังไหวไปมาเบา ๆ .....
……………………………
……………………
…………
*
ไม่ช้าไม่นานอารยะดำดิ่งสู่ความลึกลับแห่งจิตานุภาพสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตของสถานที่แห่งนี้ได้ดุจชมภาพยนตร์
ภาพอุโบสถที่งดงามที่สุดไม่เคยเห็นเลยในยุคสมัยนี้ องค์พระประธานสร้างจากทองคำองค์ใหญ่ ข้างในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพพุทธศิลป์แบบโบราณอารยะเห็นหลวงตาและตนเองที่อยู่ในรูปของสงฆ์กำลังสนทนาธรรมกันอยู่ในอุโบสถ มันจึงเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้รับฟังเรื่องราวของของตนเองตลอดจนรวมถึงการฝึกฝนจิตอันเป็นสมาธิที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องราวในครั้งที่อยู่ในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของเมืองกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
....................................................................

อีกครั้งที่กองถ่ายภาพยนตร์....
อารยะเดินเท้ากลับมาถึงกองถ่ายทำภาพยนตร์อีกครั้งในช่วงหนึ่งทุ่มเศษ ทีมงานกำลังเก็บข้าวของใกล้จะเสร็จ
บ๊วยอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ตรวจดูรายละเอียดความครบถ้วนของงานที่ถ่ายทำในวันนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและอารยะก็เข้าไปหาได้อย่างถูกจังหวะพอดี
“อ้าว ไปวัดมาเป็นไงบ้างอารยะ” บ๊วยถามด้วยความรู้สึกดี ส่วนงานที่ทำสำหรับวันนี้มันจบลงแล้วด้วยดีเช่นกัน
“จริงอย่างที่นายว่านั่นแหละ” อารยะกำลังพูดถึงเรื่องที่บ๊วยได้พูดเอาไว้ในช่วงบ่าย
“จริงอะไรของนายวะอารยะ” บ๊วยยังนึกไม่ออกว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของส่วนตัวใส่กระเป๋าสะพายไปด้วย
“ไม่มีวัดอยู่แถวนี้จริง แต่ครั้งหนึ่งมันเคยมี” อารยะกำลังจะเปิดเผยสิ่งที่ได้พบเจอมาให้เพื่อนสนิทได้รู้
“ไปคุยกันบนรถเถอะ เดี่ยวข้าจะไปส่งบ้านพักนายเอง” บ๊วยเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่อารยะเล่าให้ฟังนัก
ทั้งคู่จึงได้เดินทางไปด้วยกัน บนรถเล็ก ๆ คันเก่า ๆ ของบ๊วย
“ข้าเล่าเรื่องที่ข้าเจอมาก่อนได้ไหม” บ๊วยเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังสตาร์ทรถอยู่
“เออเล่ามาเลยว่านายไปเจออะไรมา” อารยะเปิดโอกาสให้เล่าก่อน
“นายจำเรื่องลมหวนเมื่อวานนี้ได้หรือเปล่า มันมีมากกว่านั้นหวะ” บ๊วยเล่าไปมองทางไป แต่ทำสีหน้าตื่นเต้นกับเรื่องราวที่จะเล่าเหมือนกำลังจะตีบทให้แตกไปด้วย
“เรื่องอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่มันพังหรือเปล่า..?” ประโยคคำถามของอารยะทำให้บ๊วยสงสัยว่าอารยะรู้ได้อย่างไร
“เออนายรู้ได้ไงวะ” บ๊วยทำหน้าตื่นแต่ไม่ใช่ตื่นเต้นมันเป็นอาการประหลาดใจมากกว่า
“นายเล่าต่อเถอะ ข้าก็เดาไปเรื่อย” อารยะลืมตัวไปว่าเป็นคิวของบ๊วยที่จะเป็นฝ่ายเล่นบทก่อน
“เมื่อวานข้าเดินไปดูที่เบาะรองจุดเซฟตี้ B ตรงที่นายตกลงมานั่นแหละ” บ๊วยเริ่มทำหน้าตื่นเต้นจริงจังกับทุกคำพูด
“นายรู้มั๊ยว่า เบาะรองนั่นมันเคลื่อนที่จากจุดที่เรายึดฐานโครงเหล็กข้างล่างเอาไว้ไปจากตำแหน่งเดิม 5 เมตร โดยที่ขาเหล็กข้างล่างนั้นง้างงอไปในทิศทางกับที่นายจะตกลงมา เหมือนมีใครจงใจลากเบาะรองขนาด 10 เมตรไปเพื่อรับนายโดยเฉพาะ ถ้าให้คนในกองถ่ายยกลากต้องใช้ถึงเกือบยี่สิบคนเลยนะ ข้าเลยสงสัยว่าแรงลมในวันนั้นมันแรงมากขนาดเคลื่อนเจ้าเบาะรองขนาดนั่นได้เลยเหรอวะอารยะ” บ๊วยใส่ความตื่นเต้นให้กับเรื่องที่เล่านี้เข้าไปตั้งมากเพราะหวังว่าเพื่อนคงจะประหลาดในความมหัศจรรย์นี้บ้าง
“เฮ้ยบ๊วย นายเล่าไม่ต้องใส่อารมณ์ก็ได้ ใจเย็น ๆ เดี่ยวหัวใจจะวายเอานะเพื่อน” อารยะพูดแซว ทำเอาบ๊วยผิดหวังที่อารยะยังเฉย ๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
“นี่นายไม่รูสึกตื่นเต้นกับเรื่องประหลาดครั้งนี้เลยหรือวะเพื่อน” บ๊วยงงว่าเพื่อนของเขาทำไมดูเฉย ๆ
“ทีนี้นายฟังเรื่องของข้าบ้างนะเพื่อน ทำใจดี ๆ เดี่ยวจะขับรถชนใครเข้า” อารยะพูดหยอกบ๊วยเล่นเพราะเรื่องที่อารยะจะเล่าต้องทำให้บ๊วยยิ่งเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน
“ไหนนายเล่ามาซิว่าไปเจอกับอะไรมาบ้าง” บ๊วยชักอยากรู้
“ข้ากำลังจะบอกกับนายว่า มีซากวัดล้างเก่าแก่วัดหนึ่งอยู่แถวกองถ่าย” อารยะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่จะเป็นบทสนทนาที่ได้รสชาดไปตลอดการเดินทางในครั้งนี้
“นายหมายความว่า ที่นายไปกราบไหว้มาเมื่อวานนี้มันคือวัดล้าง อย่างนั้นใช่หรือเปล่าวะ” บ๊วยเหยียบคันเร่งออกรถไปอย่างไม่ได้เร่งรีบ เพราะรถของเขาไม่สามารถทำความเร็วเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ทำให้เรื่องที่จะสนทนากันบนรถยาวนานขึ้น
“ใช่ ! ถูกต้อง วัดนี้เป็นวัดล้าง มีแต่ต้นไม้ขึ้นรกชัดไปหมด หากไม่ใช่คนแถวนั้นก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นวัดมาก่อน” อารยะเล่าจบก็รู้เลยทันทีว่าบ๊วยจะถามอะไรต่อมา
“แล้วนายรู้..” บ๊วยพูดไม่ทันจบ อารยะแทรกขึ้นมาทันที
“ข้าไม่ใช่คนแถวนั้น แต่ข้าเห็นภาพวัดนี้ได้อย่างชัดเจนว่าที่นั่นเคยเป็นวัดที่สวยงามมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา” อารยะแสดงการหยั่งรู้นี้เพื่อเปิดเผยให้เพื่อนที่ไว้ใจได้คนหนึ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตัวเขาแต่กับทำให้บ๊วยเข้าใจผิดคิดว่าอารยะคงได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองไปแล้ว
“ข้าไม่ได้บ้านะเว้ย ไอ้บ๊วย” อารยะพูดกันไว้ก่อนที่บ๊วยจะคิดเช่นนั้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว ความคิดของคนมันรวดเร็วกว่ารถด่วนความเร็วแสงเสียอีก
บ๊วยหันมามองหน้าอารยะแล้วหันไปมองทางที่ถนน แล้วหันกลับไปกลับมาอยู่สองสามครั้งแต่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากคิดว่าอารยะคงหลุดโลกไปแล้ว
อารยะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความนึกคิดของบ๊วยและทางเดียวที่จะทำให้บ๊วยเชื่ออารยะได้นั่นคือการพิสูจน์ อารยะทำสมาธิสำรวมจิตเพียงชั่วครู่เท่านั้นก็ทายใจผู้ฟังทันที
“นายกำลังจะถามคำถามต่อไปว่า ‘แล้วนายเห็นภาพวัดที่ว่าได้ยังไง’ ใช่หรือเปล่า ?” อารยะชิงแย่งพูดในสิ่งที่บ๊วยกำลังจะเปล่งเสียงออกมา เหมือนแย่งบทพูดของบ๊วยไป
บ๊วยขับรถวิ่งเข้าริมทางหยุดจอดสักพักเพื่อตั้งสติ
“นายกำลังงงอยู่ว่าข้าทำได้ยังไง ใช่หรือเปล่า?” อารยะทักบ๊วยขึ้นในขณะที่ยังคงอึ้งอยู่กับความเหลือเชื่ออีกครั้ง
“เอาอย่างนี้ละกัน นายไม่เคยบอกกับข้าเลยว่านายแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ จะให้ข้าบอกชื่อไหมว่านายชอบใคร” อารยะเลยเอาความลับของบ๊วยมาแฉซะเลย
“ไม่ต้อง! เอาเป็นว่าข้าเชื่อนายแล้วละกัน” บ๊วยออกรถเดินทางต่อไปในใจคนขับรถก็ยังไม่หยุดที่จะคิดไปว่าความลับไม่มีในโลกจริง ๆ
“ความลับไม่มีในโลกของบ๊วย” อารยะแซวบ๊วยให้ขำเล่นทั้งคู่หัวเราะในสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้บ๊วยเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว
“เอาละ นายไม่ต้องมาแสกนสมองข้าแล้ว ข้าเชื่อนายจริง ๆ” บ๊วยยอมจำนนต่ออารยะ
“ทีนี้นายเล่าเรื่องต่อไปได้แล้วว่า นายทำได้ยังไง” บ๊วยถามด้วยความสงสัย
“กระจกวิเศษ” อารยะพูดคำนี้คำเดียวออกมาเท่านั้น
“หมายความว่า เหตุการณ์ที่นายตกตึกลงมาครั้งนั้น……” บ๊วยย้อนนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับอารยะครั้งแรกแต่พูดออกมายังไม่ทันจบ
“ใช่! มันทำให้ข้าหยั่งรู้ความนึกคิดของผู้อื่นได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ยังต้องฝึกฝนกันต่อไป”
และตอนนี้อารยะก็รู้แล้วว่าจะต้องฝึกฝนต่อไปอย่างไร
บ๊วยขับรถมาจนถึงจุดขึ้นทางด่วนรอบนอกเมือง
“เอาหละ ขึ้นทางด่วนไปลงแถวบ้านนายเลยละกัน” บ๊วยเห็นว่ามันน่าจะทำให้เร็วขึ้นกว่าเดิมได้
“เออ..แล้วแต่คนไปส่งหวะเพื่อน” อารยะตามใจคนขับ
“ทีนี้เข้าเรื่องวัดล้างของนายได้ละ ว่านายเห็นได้ยังไง” บ๊วยสนใจอยากรู้เรื่องนี้ให้มากขึ้น
“เมื่อวานนี้ข้าไปที่วัดแห่งนี้แล้วได้สนทนาธรรมกับหลวงตาใจดีรูปหนึ่ง ท่านได้สั่งสอนวิธีที่จะทำให้ข้าสามารถสำรวมสมาธิให้เป็นเอกจิตได้” อารยะย้อนนึกถึงเรื่องราวนี้ได้อย่างชัดเจนถึงคำสั่งสอนที่ได้รับจากหลวงตาในครั้งแรก
“เอกจิต” บ๊วยไม่เข้าใจศัพท์ทางเทคนิคของอารยะนัก
“ก็มีความหมายคำเดียวกับการรวมสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งเดียวนั่นแหละ” อารยะขยายความ
“พอ ข้าได้รู้ความจริงว่า ที่ตรงนั้นมีแค่ฐานอุโบสถเท่านั้น ตอนนั้นข้าไม่รู้จะทำยังไงดี พอคิดถึงหลวงตาได้ข้าก็เลยนั่งสมาธิตรงนั้นเสียเลย” อารยะเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีทางออกจึงลองทำอย่างนั้นดู
“จากนั้นก็ดำดิ่งสู่อดีต ถึงได้เห็นภาพว่าที่จริงแล้วที่ข้าเห็นเมื่อวานนี้ ก็คือภาพเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง” อารยะเล่าเรื่องนี้ต่อไปอย่างย่อ ๆ เท่านั้น
“เรื่องราวของนายน่าสนใจดีนะอารยะ วันหน้าข้าจะทำหนังสักเรื่องที่อิงประสบการณ์จริงของนาย”
“มันน่าจะทำรายได้ถล่มทลาย ฮ่า...ฮ่า..ฮ่า..” บ๊วยพูดจบก็หัวเราะกับไอเดียดี ๆ ที่ตัวเองคิดได้
“ข้าไม่ใช่คนดังที่ไหนแล้วใครจะมาดูวะบ๊วย” อารยะพูดไปขำไป
“แบบว่ามีลูกค้าประจำเดินเข้าออกโรงหนังอยู่กันแค่สองคนคือนายกับข้าไง ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..” บ๊วยพูดไปขำไปอีกครั้งแล้วหันมามองหน้าผู้โดยสารข้าง ๆ แล้วก็ขำไปพร้อม ๆ กันกับอารยะ
“...............”
บ๊วยหยุดรถอย่างช้า ๆ ตรงทางแยกก่อนจะถึงหน้าบ้านพักของอารยะ
“ถึงละ พรุ่งนี้เจอกันที่กองถ่าย นายมีคิวตอน....” บ๊วยพูดไม่ทันจบ ก็ต้องถูกแย่งบทพูดไปอีกครั้ง
“เออ ข้ารู้แล้ว พรุ่งนี้ตอนสาย ๆ เจอกันที่กองถ่ายละกัน” อารยะไม่ทันได้รอให้บ๊วยพูดจบก็รู้ได้ทันทีว่างานในวันพรุ่งนี้ต้องทำอะไรที่ไหน อารยะหันหลังควับเดินผ่านไปทางด้านหน้ารถของบ๊วย ทำให้ไฟหน้ารถส่องผ่านร่างของอารยะฉายไปเป็นเงาร่างใหญ่ ๆ ทอดยาวอยู่บนพื้นถนนแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่รูปทรงเดียวกับร่างที่กำลังค่อย ๆ เดินห่างออกไปของอารยะเลย
“เฮ้ย !? นั่นเงาอะไรวะ” บ๊วยอุทานขึ้นเหมือนเจอผี บ๊วยเอามือถอดแว่นออกแล้ววางมันลงบนตักของตัวเอง แล้วใช้มือขยี้ตาทั้งสองข้าง หวังว่ามันจะชัดขึ้น คราวนี้บ๊วยใส่แว่นกลับเข้าไปใหม่แล้ว หลี่ตาหน้าผากย่นคิ้วขมวดเพ่งมองอีกครั้ง
“โธ่ ! ก็ไอ้เงาของอารยะนี่หว่า นึกว่าเงาอะไร” บ๊วยถอนหายใจเฮือก
จนอารยะเดินเข้าอาคารไปแล้ว บ๊วยจึงกลับรถตรงแยกนั้นพร้อมกับรำพึงรำพันกับตัวเองเหมือนบ่นไปด้วยว่า “มันแสกนหัวข้าบ่อย ๆ แบบนี้จะเป็นมะเร็งในสมองได้หรือเปล่าวะเนี่ย..!? ชักเบลอ ๆ แล้วสิเรา”
บ๊วยพูดเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดวิทยุฟังเพลง แล้วร้องเพลงไปด้วยตลอดการเดินทางเพื่อปรับอารมณ์ให้สบายในระหว่างที่ต้องเดินทางอยู่คนเดียว

คืนนี้อารยะนึกถึงความรู้ใหม่ที่ได้รับเพิ่มเติมมาจากการเดินทางย้อนเวลาไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา
และด้วยความอ่อนเพลียมากเนื่องจากในวันนี้ได้ใช้พลังทางจิตไปบ่อยมากทำให้เมื่อหัวถึงหมอนเขาก็หลับไปในทันที

...วันนี้อารยะไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สำเร็จฌานสมาธิถึงขั้นระลึกชาติแล้ว...
แต่มันไม่น่าคลางแคลงใจเท่ากับเงาปริศนาที่บ๊วยได้เห็นในคืนนี้
เงาที่เห็นนั่นมันคืออะไรกันแน่? สายตาของบ๊วยไม่ได้มองผิดไปในครั้งแรก
วันข้างหน้าพวกเขาคงได้รู้เองว่าเงาที่ปรากฏขึ้นก็คือร่างอันแท้จริงของอารยะ
ที่แอบซ่อนไว้ภายใต้เนื้อหนังของมนุษย์....
.............................................................

หิ่งห้อยราตรี

เพื่อหลบหนีการจับกุมของกลุ่มผู้ร้ายที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ในชุดของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง อารยะจำต้องกระโดดลงมาจากบนสะพานสาธรดำดิ่งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาทันที เขาหายไปในแม่น้ำเหลือไว้แค่ฟองที่ยังผุดขึ้นมาให้เห็นก่อนที่จะคลายไป กลุ่มโจรในชุดของจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งปืนเล็งลงไปที่กลุ่มฟองนั่นแล้วเหนี่ยวไกยิงตามลงไปหลายนัดเหมือนห่าฝน สาเหตุมาจากความลับแห่งผลประโยชน์จำนวนมากที่เขาได้ล่วงรู้มาจากกลุ่มโจรที่อยู่ในเครื่องแบบนั่นมันจึงไม่อาจปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาจึงต้องได้พบกับจุดจบแบบนี้.....
…...ฟองกำลังหายไปจากสายน้ำ แล้วราบเรียบลงเป็นปกติ......
ในขณะที่กลุ่มโจรที่อยู่ในเครื่องแบบกำลังมองหาซากของผลงาน
“...........................”
“อะ นั่น” ตำรวจนายหนึ่งอุทานขึ้นสั้น ๆ แล้วชี้ลงไปที่พื้นน้ำ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็มองไปที่นั่นอยู่แล้ว
อารยะโผล่พรวดออกมาจากใต้สะพานพร้อมเครื่องเจ็ทสกีรูปทรงทันสมัย ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคนี้
เขาแล่นออกไปอยู่บนผิวน้ำแหวกเป็นเส้นทางยาวให้เห็นลอยแผลบนพื้นน้ำ
“...........................”
“คัท”
เสียงของผู้กับกับบ๊วยหวานดังขึ้นผ่านโทรโข่งขยายเสียง ถ้าจะต้องถ่ายซ่อมก็คงเป็นวันพรุ่งนี้เพราะแสงมันไม่พอแล้วแต่ส่วนใหญ่นักแสดงทุกคนก็ไม่ค่อยอยากทำซ้ำบ่อย ๆ จึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก

ดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวเหมือนว่าจะทำงานน้อยกว่าฤดูกาลอื่น ๆ
ท้องฟ้าช่างมืดเร็วเสียเหลือเกิน........
มันทำให้ผู้คนต้องรีบกลับบ้านเร็วกว่าวันที่มีแสงแดดในฤดูร้อน
แต่นั่นเป็นแค่เพียงความรู้สึกเท่านั้น
เพราะทุกวันก็เหมือนกัน........

ระหว่างที่ทีมงานกำลังเก็บข้าวของให้เรียบร้อย
“บ๊วย เสร็จงานแล้วไปไหนหรือเปล่า” อารยะสอบถามเพราะมีจุดประสงค์
“เปล่าไม่ได้ไปไหน” บ๊วยตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเดี่ยวไปกินข้าวด้วยกันนะ” อารยะเอ่ยชวน
“ได้หวะเพื่อน ที่ไหนดีละ” บ๊วยให้อารยะเลือกสถานที่
“เมื่อกี้โทรจองไว้แล้วที่สวนอาหารกินดีอยู่ดี แถวรัชดานะ” อารยะบอกสถานที่ของมื้อเย็น
“เดี่ยวข้าไปเตรียมรถก่อนนะ” อารยะไปเตรียมความพร้อมของรถยนต์

อารยะย่องเงียบเข้ามาหาน้องอารีแผนกเสื้อผ้าของนักแสดง เพื่อไม่ให้แมนรู้
“นี่เธอไปเที่ยวสีลมกันมะ ชั้นเลี้ยงเองนะ งานนี้กินฟรีไม่มีจ่าย”
เสียงของแมนดังมาไกล ๆ เหมือนว่ากำลังเกี้ยวหนุ่มในทีมงานที่เป็นเป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“หมายถึงชั้นนะ ไม่มีจ่าย เธอจ่าย ชั้นกินฟรีไง” แมนจีบแบบใช้มุขไม่ลงทุนเลย
มันจึงเป็นจังหวะดีที่อารยะจะได้ชวนน้องอารีไปทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน
“นี่ น้องอารี ทำงานจะเสร็จหรือยังจ๊ะ” อารยะสอบถามด้วยความอยากรู้
“อ้าว พี่อารยะมีอะไรเหรอคะ” อารีนึกว่าจะมีอะไรให้ทำอีก
“พี่ชวนไปกินข้าวด้วยกันนะ” อารยะเอ่ยปากชวน
“อือ..ได้พอดีเสร็จแล้วคะ” อารีตอบตกลงแล้ว
“ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเลย พี่บ๊วยเค้าสตาร์ทเครื่องรออยู่นะจ๊ะ” อารยะดีใจที่แผนมาครึ่งทางแล้ว
“แล้วไม่ชวนแมนไปด้วยหรือคะ” อารีถาม ทำเอาอารยะชะงัก
“อ้อ เห็นเค้าบอกว่ามีโปรแกรมไปแถวสีลมแล้วละ” อารยะไหวตัวทัน ดีที่ได้รู้มาก่อนหน้าว่าแมนจะไปไหน
ทั้งคู่จึงเดินไปที่รถของบ๊วยด้วยกัน บ๊วยรออยู่แล้วและพร้อมจะสั่งให้ล้อหมุนแล้ว
“อ้าว น้องอารีก็ไปด้วยกันเหรอ” บ๊วยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ
“เออ ข้าชวนน้องเค้าเองละ” อารยะตอบแทนน้องอารี
อารยะเปิดประตูด้านหลังให้น้องอารีขึ้น แล้วก็ทำท่าเหมือนปวดท้องอย่างหนักต้องรีบเข้าห้องน้ำด่วน
“อ้าวเฮ้ย! เป็นอะไรวะ” บ๊วยถามด้วยหน้าตาตื่น
“อะ เอ่อ ไม่ต้องรอนะ ข้าไม่ไหววะ เดี่ยวข้านั่งรถไฟฟ้าใต้ดินตามไปละกัน” อารยะปวดท้องอย่างแรง
“โทษทีนะน้องอารี เดี่ยวน้องออกมานั่งข้างพี่บ๊วยก่อนละกัน” อารยะบอกให้น้องอารีย้ายที่นั่ง
“ข้าไปเข้าห้องน้ำบนห้างก่อนนะ นายก็ไปเลยละกันแล้วเจอกันที่ร้านอาหารนะ” อารยะรีบอย่างลุกลน
“เออก็ได้ แล้วเจอกัน” บ๊วยไม่ว่าอะไร
“สั่งอาหารไปเลยนะเพื่อน” อารยะพูดทิ้งท้ายในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป

......................................
บนสถานีรถไฟฟ้าที่สาธร.....
หลังจากแวะไปทานอาหารมื้อเย็นอยู่คนเดียวจนอิ่มแล้ว อารยะก็ต้องรีบเดินทางกลับที่พัก ในขณะที่กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่กับผู้คนอื่นอีกมากมายที่กำลังจะรีบเร่งเดินทางกลับบ้านเพื่อใครบางคนที่รออยู่ที่บ้าน...
เพื่อตนเองจะได้พักผ่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าต้องเร่งรีบอีกครั้ง....หรือเพื่ออะไร ๆ ที่พวกเขาทำเพราะมีความหมายสำหรับชีวิตตนก็ตามทุกคนก็ยังคงแสดงบทบาทวนซ้ำของตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ตอนนี้รถไฟฟ้ามาจอดที่ตรงหน้าแล้วผู้คนบนรถไฟฟ้ามีทั้งขึ้นมาแล้วก็มีออกไปอยู่ทุกสถานี
สับเปลี่ยนหน้าตาผู้โดยสารไปเรื่อย ๆ อารยะเดินเข้าไปในขบวนรถไฟฟ้าด้านหลังสุดของขบวนรถโดยสาร
เมื่อประตูปิดลงรถไฟฟ้าก็วิ่งไปต่อยังสถานีหน้าซึ่งได้ถูกโปรแกรมไว้แล้วว่า

“สถานีต่อไป สุรศักดิ์” “Next Station Surasak”
อารยะคิดถึงเรื่องชีวิตของตนและคนอื่น ๆ มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบซ้ำ ๆ เหมือนถูกโปรแกรมการใช้ชีวิตเอาไว้เรียบร้อยแล้วอย่างเช่นรถไฟฟ้าขบวนนี้ที่ต้องวิ่งซ้ำเช่นนี้ด้วยทุก ๆ วัน บนเส้นทางที่ถูกขีดไว้ให้วิ่งไป วันนี้กับพรุ่งนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก มนุษย์ต่างกับหุ่นยนต์ไม่มากเลย ที่ต่างก็แค่ลมหายใจกับความรู้สึกนึกคิด แต่ทำงานวนซ้ำเหมือนกับเครื่องจักรก็เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเหตุผลของการอยู่รอดหรือความต้องการแสวงหา

ในขณะที่คิดไปเรื่อยเปื่อย อารยะก็ให้รู้สึกเริ่มมีความวุ่นวายสับสนในใจหาความสงบไม่ได้ เขารู้สึกประมาทเสียแล้วที่จะปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปในกระแสวิถีแห่งโลกเช่นนี้ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเขาคงไม่ต่างจากการเป็นหุ่นชีวะจักรกล ที่มีความรู้สึกอยากมี อยากได้ อยากเป็นอารยะหลับตาทำสมาธิเพื่อให้เกิดความสงบทางใจ
จนรู้สึกว่าในขบวนรถไม่มีใครอยู่เลย มันว่างเปล่า……..

แต่สิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดไว้มาก่อนกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า อารยะรับได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของขบวนรถไฟฟ้าตั้งแต่มันยังเกิดการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย มันค่อย ๆ แรงขึ้นจนอารยะต้องลืมตาขึ้นมาดู
แสงจากหลอดไฟบนขบวนรถโดยสารเริ่มขาด ๆ หาย ๆ ติดดับ ๆ แล้วก็มาถึงระดับความสั่นไหวที่มนุษย์ปกติจะรับรู้ได้แล้ว
ผู้คนบนรถไฟฟ้าเริ่มสงสัย......
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันเริ่มดังขึ้นอื้ออึง บางคนอยู่ในอาการตระหนกตกใจ ผู้คนบนขบวนรถเริ่มรับรู้แรงสั่นสะเทือนนี้ได้แล้ว รถไฟฟ้าเริ่มวิ่งกระชากเร็วบ้างช้าบ้าง ผู้คนร้องลั่น เสียงกรีดร้องดังขึ้นเหมือนว่ามันจะระบายความกลัวออกไปได้ แรงกระชากของรถไฟฟ้าทำให้ผู้โดยสารบางคนล้มลงและล้มต่อกันไปเป็นโดมิโนที่ตั้งวางเรียงกันไว้
ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นรุนแรงมากจนอารยะเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกับทุกคนถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าแต่ก็ยังหวาดหวั่นอยู่ว่าครั้งนี้จะรอดชีวิตไปได้เหมือนที่ผ่านมาหรือไม่อารยะมองออกไปทางนอกหน้าต่างของรถไฟลอยฟ้า แผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่กองอยู่บนพื้นถนนจนมองเห็นเป็นซากปรักหักพัง
เสียงบีบแตรรถดังระงมไปทั่วและแน่นอนไม่ใช่อารยะคนเดียวที่เห็น ยังมีผู้โดยสารบนรถไฟฟ้าอีกหลายคนที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มมั่นใจแล้วว่ามันคืออะไร
อารยะใช้พลังจิตแสกนไปทุกทิศทุกทางเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่ได้รับกลับมากับเป็นเรื่องที่เหมือนจะถูกคัดลอกสำเนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน ...จะต่างกันก็สถานที่เกิดเหตุเท่านั้น อารยะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ทั้งหมดทั้งปวงแม้กระทั่งบางชีวิตที่กำลังจะหมดลม บางคนกลัวอย่างสุดขีด และบางคนก็เศร้าเสียใจที่สูญเสียคนที่รัก

“สถ า..ต่ ไป .า..” เสียงประกาศขาด ๆ หาย ๆ เป็นช่วง ๆ จนที่สุดระบบไฟฟ้าบนรถดับลง แต่รถไฟฟ้ายังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วสูง ระบบควบคุมความปลอดภัยเสียหายและไม่สามารถควบคุมความเร็วหรือแม้แต่ระบบเบรค ผู้คนบนขบวนรถไฟฟ้านึกไม่ออกถึงเหตุการณ์ตอนต่อไป บางคนเริ่มพึ่งพระพึ่งเจ้า
มหันตภัยร้ายยังไม่ถึงบทสุดท้ายของมัน อาคารหลายอาคารโอนเอนไหวไปมาเหมือนคนยืนทรงตัวไม่ได้ บางอาคารเกิดรอยร้าวและกำลังจะถล่ม ร้ายยิ่งไปกว่าสิ่งใด แผ่นดินกำลังแยกออก รอยแยกของแผ่นดินกระจายไปทั่วมหานครกรุงเทพ อารยะได้รับสัญญาณความคิดมาจากห้องควบคุมที่อยู่หน้าขบวน มันเป็นความกลัวอย่างรุนแรงที่สุดของเจ้าหน้าที่ในห้องควบคุม
“ทะ..ทะ..ทางขาด..ด..” คำเดียวที่เจ้าหน้าที่ควบคุมขบวนรถไฟฟ้าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
แต่มันไม่ได้ทำให้ขบวนรถนี้หยุดลงได้หรือแม้แต่ลดความเร็วลง ทุกอย่างกำลังมุ่งไปตามรางข้างหน้าจนกว่าจะถึงสถานีสุดท้ายเพียงที่เดียวคือสถานีปลายทาง ‘พื้นโลก’ อย่างเป็นที่แน่นอน ไม่มีความปลอดภัยบนรถไฟฟ้าอีกแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องใดอีกแล้ว ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเอ่ยคำล่ำลากับใครได้อีก
เป็นความพยายามรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ควบคุมรถไฟลอยฟ้านี้อย่างที่สุดที่จะห้ามเบรคอีกหลาย ๆ ครั้งถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้อีกแล้วก็ตาม
อารยะเริ่มยึดจับหาที่มั่นและเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์หฤโหดกว่าครั้งที่ผ่านมา
“แค่โกหกเพื่อนไปสองคนว่าจะไปกินข้าวด้วย”
“ไม่น่าจะต้องทำให้ถึงต้องตกนรกเร็วขนาดนี้เลย เค้าเรียกว่าเวรกรรมเห็นกันทันตาจริง ๆ” อารยะบ่นพึมพำออกมาในขณะที่กำลังหาที่ยึดจับให้มั่นสำหรับการตกลงในแนวดิ่งจากที่สูงซึ่งอารยะเองก็ตกอยู่ประจำเป็นอาชีพอยู่แล้วที่สำคัญนี่คงเป็นรถด่วนขบวนสุดท้ายสำหรับผู้โดยสารบางคนจริง ๆ

รถไฟฟ้าหนึ่งขบวนประกอบไปด้วยตู้รถจำนวน 3 โบกี้พ่วงติดกัน หน้าขบวนแรกสุดของรถไฟฟ้ากำลังดิ่งลงไปอย่างรวดเร็วนั่นก็หมายความถึงรถไฟฟ้าทั้งขบวนอย่างแน่นอนและนี่ไม่ใช่รถไฟเหาะในสวนสนุกแต่มันเป็นนาทีแห่งความเป็นความตาย สำหรับตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาที่จะมามัวรักษาฟอร์มหรือรักษากิริยาท่าทางอันอวดดีถือตัว ได้เวลาตัวใครตัวมันแล้ว.....ทุกคนต้องช่วยตัวเองให้มีชีวิตอยู่รอด เพราะทุก ๆ คนก็อยู่บนความกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกที่จะแสดงอาการที่อยู่ในส่วนลึกของอารมณ์ออกมาให้ใครต่อใครเห็น

เริ่มต้นจากหน้าขบวนที่กำลังตกลงจากทางขาดและกำลังไล่ไปจนสุดท้ายขบวนตามลำดับ ผู้โดยสารบางคนบนรถร้องลั่นออกมาอย่างสุดเสียง ดังกว่าทุก ๆ ครั้งที่เคย พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากออกมาอย่างไม่ได้รู้ตัว บางคนร้องกรี๊ดในขณะที่กำลังล่วงหล่นเคว้ง ผู้คนบนรถกำลังร้องประสานเสียงเป็นเหมือนบทเพลงโหยหวนขอชีวิตก่อนที่ในไม่ช้าเสียงทั้งหมดบนรถไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นเสียงครวญคราง

ตอนนี้ขบวนรถไฟฟ้าไม่ต่างอะไรกับท่อยาวไม่ว่าจะมองลงไปหรือมองขึ้นไปก็ไม่ต่างกัน
ทุกอย่างกำลังร่วงลงมาเหมือนใบไม้ ภาพของทุกสิ่งทุกอย่างกำลังลอยอยู่กลางอากาศ มีเพียงแสงจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาสู่ภายในให้พอเห็นภาพได้ชัด
ผู้โดยสารกำลังจะเปลี่ยนจากโหนราวยางที่ยึดจับของผู้โดยสารหรือไม่ก็โหนกับเสา มาเป็นห้อยอยู่กับราวยางและห้อยกับเสาแต่มันน่าจะเป็นการใช้งานผิดโอกาสและเวลา มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในลักษณะนั้น ไม่ช้าคนที่อ่อนแรงก็ล่วงหล่นไปทีละคนสองคนเป็นใบไม้ร่วงอยู่ที่ว่าใครหลุดมือก่อนหรือใครราวยางจะขาดก่อนกัน
คนข้างบนหลุดมือล่วงลงก่อนกระแทกชนกันอย่างแรงกับคนที่อยู่ล่างกว่าจนบางคนสลบตั้งแต่อยู่กลางอากาศ เสาที่ยึดจับบางต้นหลุดออกหล่นมาพร้อมกับคนที่กำมันแน่นกวาดเอาคนที่อยู่ข้างล่างกว่าลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก
ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติไปได้ เป็นไปตามกฎแรงดึงดูดโลกที่วัตถุจะต้องตกลงสู่พื้นโลกอย่างเร็ว ไม่เกี่ยงที่น้ำหนักของใครจะหนักกว่ากัน ไม่เกี่ยงว่าใครรวยกว่ากัน ตำแหน่งน้อยใหญ่กว่าใคร

เลือดที่สาดเปื้อนกระจายไปทั่วทุกที่ ทุกคนต่างรู้ดีว่าในโพรงเหล็กของรถไฟฟ้านี้จะกลายเป็นกองเลือดเนื้อกองใหญ่เลยทีเดียว ข้าวของกระจัดกระจาย ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างรวดเร็ว สำหรับเวลาอย่างนี้ไม่มีใครต้องมาขอโทษใครอีกแล้วตอนนี้ทุกคนบนรถโดยสารที่ยังมีลมหายใจก็คงอยากให้แซงคิวของตนเองไปก่อนทั้งนั้นและขอให้ตัวเองเป็นคนสุดท้ายก็จะดีมาก แต่ยากที่จะมีใครได้รับสิทธิ์นั้น.....

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมื่อหน้าขบวนรถไฟฟ้ากระแทกพื้นอย่างแรงพลังงานจลน์ที่เคลื่อนไหวอยู่กำลังกลายเป็นพลังงานศักย์ที่กำลังจะหยุดนิ่ง รถไฟฟ้าโบกี้แรกยุบย่นลงเป็นเหมือนกระดาษที่ถูกฉีกแล้วขยำทิ้ง
ไม่มีเหลือให้เห็นห้องควบคุมขบวนรถไฟฟ้าอีกแล้ว อารยะรับรู้ภาพเหตุการณ์และความเจ็บปวดจากความรู้สึกที่ไหลผ่านเข้ามาอย่างทรมาน
ต่อไปก็เป็นส่วนของลำตัวและส่วนหางของขบวนรถไฟฟ้าแล้ว แต่ด้วยความยาวของจากหัวขบวนรถไฟฟ้าจนถึงท้ายขบวนซึ่งมันมีความยาวมากกว่าระดับความสูงจากพื้นถนนถึงรางรถไฟฟ้า ทำให้หน้าขบวนรถไฟฟ้าเท่านั้นที่กระแทกลงกับพื้นอย่างแรงก่อนใครส่วนลำตัวและส่วนหางของขบวนรถไฟฟ้าพุ่งไปตามแรงเฉื่อยของล้อที่ยังวิ่งฉุดลากกันลงไปด้วยความยาวดังกล่าวของขบวนรถไฟฟ้าทำให้ส่วนหัวเท่านั้นที่กระแทกกับพื้นและหยุดขบวนลงไว้ที่นั่น ส่วนลำตัวและส่วนหางของขบวนที่ยังพ่วงติดกันอยู่จึงพุ่งพ้นผ่านเลยออกไปจากแนวดิ่งเดิม ส่วนกลางลำตัวของขบวนและหางของขบวนรถไฟฟ้าจึงเปลี่ยนไปในท่าหงายท้องขบวนขึ้น ส่วนหางหงายท้องเหวี่ยงสะบัดเข้าไปกระแทกเข้ากับเสารับน้ำหนักอีกต้นหนึ่งข้างหน้าด้วยแรงกระแทกบวกกับน้ำหนักของขบวนรถไฟฟ้านั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ขบวนรถไฟฟ้าขาดออกจากกันในขณะที่รถไฟฟ้าขาดออกจากกันกลางอากาศ ผู้โดยสารที่โชคร้ายกว่าใคร ๆ ก็ถูกสะบัดหลุดออกมาจากตัวรถไฟฟ้าเหมือนถูกโปรยออกมา
ทุกชิ้นส่วนของขบวนรถไฟฟ้าขาดเป็นท่อน ๆ ตกลงกระแทกพื้นอย่างไม่มีทิศทาง เศษชิ้นส่วนมนุษย์หลุดออกมาจากขบวนรถ ทั้งที่สมบูรณ์และไม่ครบชิ้นส่วน คนที่หลุดออกมาเป็น ๆ ร้องเสียงดังในขณะที่ตกลงสู่พื้นแล้วก็เงียบลง บางคนตายในสภาพที่มีเสาจับของรถไฟฟ้าปักทะลุหน้าอกทั้งที่ยังมีมือของใครบางคนจับเสาต้นนั้นอยู่
มันทำให้ดูเหมือนว่าเขาถูกเจ้ามือลึกลับนั้นจับเสาต้นนี้มาปักเข้าให้ที่กลางอก มันเป็นภาพที่น่าสยดสยองและหดหู่ใจอย่างมากที่สุด
เศษชิ้นส่วนของอุปกรณ์และเครื่องจักรรถไฟฟ้าอยู่คนละทิศละทางกระจัดกระจายทั่วไปในสภาพที่ยับเยินหาชิ้นดีไม่ได้ เปลวไฟที่ลุกขึ้นเป็นแห่ง ๆ พร้อมกับควันไฟลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เศษชิ้นส่วนของมนุษย์และเลือดที่มากมายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ รถยนต์บนถนนถูกลูกหลงจากเศษชิ้นส่วนรถไฟฟ้าหล่นใส่ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่หลายคัน มองเห็นคนขับที่นิ่งสงบภายใต้ซาก บางคันระเบิดไฟลุกท่วมไฟฟ้าถูกตัดขาด ไฟดับทั่วทั้งเมืองมหานครกรุงเทพมีเพียงแสงไฟจากเศษซากหักพังที่ติดไฟให้เห็นอยู่ทั่วทั้งเมือง สภาพไม่ต่างกับเกิดสงครามกลางเมืองเลย ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีผู้ใดรอดชีวิตหรือไม่ เว้นแต่จะมีใครเริ่มขยับตัวให้เห็น
แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ บางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวมุดพ้นออกมาจากซากรถไฟฟ้าร่างตะคุ่ม ๆ ที่พอมองเห็นด้วยท่าทางซอมซ่อทุลักทุเลออกมาอย่างคนหมดแรง เขาก้มหน้าฟุบลงกับพื้นถนน ก่อนที่จะเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดพยุงตัวขึ้นมานั่งคุกเข่า จำแทบไม่ได้เลยว่าเขาจะเป็นอารยะที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากออกศึกสงครามโลกมา เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเปรอะชุ่มเปียกไปด้วยเลือดสีแดง ริ้วรอยบาดแผลเกิดขึ้นมากมายทั่วทั้งตัวของเขา
เริ่มมีเสียงโอดครวญของผู้รอดชีวิตให้ได้ยินบ้างแล้ว ความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ยังรอดชีวิตกำลังขอความช่วยเหลือแล่นเข้ามาในหัวให้เห็นแม้บางร่างจะไม่มีแรงพอที่จะได้โอดโอยให้ได้ยินก็ตาม อารยะอยากเข้าไปช่วยทุกคนเหลือเกินแต่สภาพตอนนี้เขายังลุกขึ้นยืนเองไม่ได้เลย..…
อารยะค่อย ๆ มองไปรอบ ๆ ตัว กลุ่มควันลอยกระจายไปทั่ว แสงไฟพร่ามัว ภาพเบลอไปหมด อารยะมองเห็นไม่ชัดเจนนักกับสภาพร่างกายที่โอนเอนอย่างตอนนี้เขาไม่รู้หรอกว่ายังมีสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องใดที่เขาเคยเจอกำลังรอให้เขาพานพบ

ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเป็นธรรมชาติที่สามารถอธิบายได้แต่ปรากฏการณ์ต่อไปนี้มันจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติเมื่อกลุ่มควันที่เริ่มลอยอยู่โดยรอบ ๆ เริ่มหมุนวนอย่างช้า ๆ และช้าอย่างเอื่อยๆ ทั้งที่สงัดลม แสงไฟดวงเล็ก ๆ แต่เปล่งรัศมีแห่งความสว่างไสวสุกใสส่องสว่างไปทั่วกว่าแสงใด มันค่อย ๆ ล่องลอยขึ้นออกมาจากใต้เศษซากหักพังหลาย ๆ แห่ง มันลอยขึ้นมาจากร่างผู้เสียชีวิต มันช่างมากมายเหลือเกินและ
มันมากมายจนไม่อาจนับจำนวนได้ แต่มันช่างสวยงามยิ่งนัก
หลังจากดวงไฟดวงน้อยลอยขึ้นมาได้ระดับหนึ่งก็หยุดนิ่งสักชั่วอึดใจ แล้วเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้ดาวดวงน้อยเริ่มเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับกลุ่มควันที่ไหลเวียนไปอย่างเอื่อย ๆ มันกำลังจะพาดาวดวงน้อยนี้เคลื่อนที่ไปด้วยอย่างช้า ๆ ดาวดวงน้อยผู้ไร้เดียงสาก็เคลื่อนคล้อยลอยตามกลุ่มควันไปอย่างช้า ๆ ด้วยเช่นกัน กลุ่มควันจางบางสีขาวเริ่มเคลื่อนตัวแล้วค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นตามลำดับอย่างช้า ๆ ในขณะที่อารยะกำลังเคลิบเคลิ้มกับแสงที่เขารู้สึกเหมือนหิ้งห้อยเต้นรำให้เขาชมในงานราตรี เขาไม่รู้เลยว่ากำลังชื่นชมอยู่กับการเสพความสวยงามบนซากศพของคนตายและยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เขารู้แค่มันช่างสวยงามเหลือเกิน แต่ปรากฏการณ์นี้มีไว้ให้เขาได้ชมเพียงคนเดียวเท่านั้น

อารยะไม่รู้เลยว่าดาวดวงน้อยที่กำลังเคลื่อนตัวหมุนวนเวียนอยู่โดยรอบ ๆ ตัวของเขาพร้อม ๆ กับกลุ่มควันสีขาว ทั้งหมดเริ่มหมุนเร็วขึ้นเหมือนลูกข่างที่มีอารยะเป็นแกนกลางของมัน เป็นพายุดวงดาวที่มีอารยะอยู่ตรงกลางดวงดาวน้อย ๆ หลายดวงถูกเหวี่ยงหายวับออกไปรอบ ๆ ของพายุลูกข่างสีขาวนี้คงเหลือไว้เพียงดวงไฟบางดวงเท่านั้น ที่ยังส่องประกายแสงออกมาประดับกลุ่มควันไว้
อารยะมองอยู่อย่างโอนเอนเหมือนถูกสะกดให้ชมต่อไป ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มควันไม่ได้หายไปไหนมันยังคงหมุนอยู่รอบ ๆ ตัวของอารยะแต่ดวงไฟดวงน้อยกำลังเคลื่อนไหลหมุนวนลงต่ำลงต่ำลงเรื่อย ๆ จนเข้าไปสู่แกนใจกลาง ดวงไฟดวงน้อย หายวับไปทีละดวงเข้าไปในศีรษะของอารยะตรงจุดเดียวกับที่มีเศษแก้วฝังอยู่ จนดาวดวงน้อยทั้งหมดก็หายไปในช่วงเวลาอันสั้น คงเหลือไว้แต่กลุ่มควันขาวที่ค่อย ๆ หยุดหมุนแล้วจางหายไปอย่างปริศนา อารยะปวดศีรษะอย่างแรงจนทนไม่ไหว เปลี่ยนจากผู้เสพความสุขเมื่อครู่กลายเป็นคนที่ต้องทรมานที่สุดบนโลกนี้ มันเจ็บปวดเหมือนคนจำนวนมากหยิบค้อนช่วยกันทุบศีรษะของเขาคนละหลาย ๆ ครั้ง อารยะทนไม่ไหวจนต้องเอามือทั้งสองข้างยกขึ้นมาจับที่ข้างศีรษะเหนือใบหูทั้งสองข้างเหมือนกำลังจะใช้มือช่วยยกศีรษะนี้ลงจากบ่าให้ได้

“ทำไมมันหนักอย่างนี้..น..อ๊าก..ก อ๊า..อา..ก ก...” อารยะร้องเสียงดังออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วหยุดนิ่งไปร่างของเขาที่กำลังนั่งคุกเข่าโอนเอนค่อย ๆ ล้มฟุบหน้าลงไป
ครั้งนี้เขาไม่มีพลังพอที่จะได้ลุกขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สอง
……………………………………………….
.................................................
...............การแสดงแสงไฟยามราตรีได้สิ้นสุดลง....................
....................................

คนร้อยวิญญาณ

เช้าอีกวันหนึ่ง-ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ
ณ ห้องรวมผู้บาดเจ็บฉุกเฉินจากอุบัติภัยแผ่นดินไหว
“ตื่นได้แล้วพวก จะนอนกินอิฐ หิน ดิน ทราย ของประเทศชาติไปถึงไหนกัน”
อารยะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยน้ำเสียงแกมประชดประชันของนักวิชาการท่านหนึ่ง แขนของอารยะถูกดึงขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วปล่อยลง
“ใช่!~ ตื่นได้แล้ว ฉันดูคุณนอนหลับมานานพอแล้วนะ”
เสียงที่ค่อนข้างดุของผู้หญิงที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวกับตัวเลขในตลาดหุ้นกำลังอยู่ในอารมณ์เบื่อ พร้อมกับผลักให้ตัวอารยะขยับไปมา
“Yes! Weak up” อ้าว..ว.แล้วนี่เสียงฝรั่งที่ไหนใครกันละ เขาเป็นนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวอเมริกัน
“พูดดี ๆ คุณไม่ลุกใช่ไหม เอาอย่างนี้ก็ได้ พวกเราช่วยกันฉุดเขาขึ้นมา” เมื่อเสียงของทหารนายหนึ่งจบลงก็เริ่มใช้วิธียกพวกรุมอุ้มกันทันที ข้อมือทั้งสองของอารยะยกขึ้นอย่างแรงจนหัวไหล่ยกขึ้นตามแต่ศีรษะเหมือนจะยังนอนติดหมอนอยู่อย่างนั้น
“มา ผมช่วยอีกแรงดีกว่า ผมยิ่งต้องรีบทำเวลาหาเงินอยู่ด้วย” นักบริหารหนุ่มจากบริษัทมีชื่อเสียงคนหนึ่งเข้าตะลุมบอนอารยะอีกแรง คราวนี้ขาทั้งสองข้างถูกดึงจนยกขึ้นด้วยพร้อมกับก้นที่ดูจะยังห้อยลงไม่ไปไหน
พวกเขายังไม่สามารถจะเอาชนะร่างของอารยะที่กำลังหลับอยู่ได้
“เอาละเราช่วยกันดึงขึ้นพร้อมกันนะ” เสียงของนายแพทย์คนหนึ่งที่เข้ามาช่วยด้วยอีกหนึ่งแรง

หนักยิ่งกว่าเดิมขึ้นอีก...เมื่อทั้งแขนและขายกขึ้น บ้างก็ถ่างขาอ้า หุบเข้าหุบออกพับขาพับแขนบ้าง
ยืดหดขาและแขนบ้าง ร่างของเขาตอนนี้ขยับไปมาเหมือนเต้นระบำในท่านอน ทำเอาเตียงผู้รอดตายที่อยู่ทั้งสองข้างของอารยะมองกันเป็นเรื่องขำขัน
“นั่น ไอ้หนุ่มนี่มันละเมอได้เก่งสุดยอดไปเลยนะ” ลุงเตียงข้าง ๆ กำลังชวนสนทนากับเตียงอีกฝั่งหนึ่งของอารยะ
“พี่เค้าฝันว่ากำลังบินขึ้นสวรรค์อยู่กระมังครับลุง” วัยรุ่นนักศึกษาที่นอนเตียงอีกข้างหนึ่งแซวเล่นเอาขำ
พอดีกับที่พยาบาลก็กำลังเดินเข้ามากดรีโมทเปิดโทรทัศน์ที่แขวนติดไว้บนเพดานทำให้ดึงดูดความสนใจไปจากสิ่งที่แต่ละคนกำลังทำอยู่
ทุกคนจึงหยุดชะงักแล้วทิ้งอวัยวะทุกส่วนของอารยะให้ตกลงบนเตียงเหมือนเดิม ผู้บาดเจ็บในห้องกว้าง ๆ กำลังจ้องดูรายการข่าวจากโทรทัศน์ด้วยหัวเรื่อง ‘หายนะภัยแผ่นดินไหว’ ต่างคนต่างก็หันมาดูเรื่องจริงที่ตนเองและทุกคนในห้องนี้ประสบพบวิบากกันมา ร่างของอารยะสงบนิ่งลงไม่วุ่นวายอยู่กับอาการละเมออย่างที่เตียงข้าง ๆ กำลังเข้าใจ
ในห้องผู้ป่วยรวมเงียบลงทันทีที่โทรทัศน์ถูกเปิดขึ้น ไม่มีเสียงเอะอะพูดคุยรบกวนรายการข่าวนี้เลย
มันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนย่อมจะสนใจใคร่รู้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
อารยะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นและมองเห็นบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ บนร่างกายของตน เขาไม่ทันได้คิดทบทวนเรื่องราวเมื่อคืนวานว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เขาจะหมดสติลง ไม่รู้เรื่องเลยแม้กระทั่งเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา ทันทีที่ตื่นขึ้นมองไปที่ไหนก็เห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมองไปที่โทรทัศน์แขวนกันอยู่ ทำให้เขาต้องหันไปติดตามชมรายการข่าวนี้ด้วยอย่างตั้งใจ

“เรามาฟังข้อมูลความคิดเห็นทางวิชาการจากท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดี”
“ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหวจากศูนย์เตือนภัยพิบัติธรรมชาติกันนะครับ” บทเสียงสัมภาษณ์ของผู้จัดรายการข่าวด่วน
“ก็เป็นที่ทราบแล้วนะครับว่าเมื่อวานนี้เราได้พบกับหายนะที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย
ก่อนอื่นผมต้องขอย้อนไปในอดีต ทุกท่านคงจำเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวจากบริเวณเหนือของ
เกาะสุมาตรา ซึ่งข้อมูลที่วัดได้จากเครื่องวัดความไหวสะเทือนนั้นอยู่ที่ 9.5 ริกเตอร์ ก็เนื่องมาจากการเกยกันของแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ 2 แผ่น ทำให้เกิดปรากฏการณ์อาฟเตอร์ช็อคมาถึงเมืองไทยด้วย”
ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีกล่าวเท้าความไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคลื่นซึนามิ
“แล้วเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยนี่ละครับ เนื่องมาจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ครับ” ผู้จัดรายการถามเข้าประเด็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้
”แน่นอนที่สุดมันย่อมเกี่ยวข้องกันอยู่หากเราคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าจุดที่เกิดขึ้นที่บริเวณเหนือเกาะสุมาตรานั้นเป็นรอยแยกใหญ่มาก ๆ ส่วนของเราเป็นแขนงของรอยแยกเล็ก ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น นั่นก็คือตรงสุมาตรานั้นเป็นรากแก้วใหญ่ส่วนเรานั้นเป็นรากฝอยที่แยกออกมาจากรากแก้วเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะนะ หากรอยใหญ่เคลื่อนตัวส่วนที่เล็กกว่าก็ย่อมเกิดผลตามไปด้วยเช่นกันเพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น” ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีตอบคำถามเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
“เมื่อวานนี้เราวัดความสั่นไหวที่เกิดขึ้นได้เท่าไรครับ” ผู้จัดรายการสอบถามต่อ
“สำหรับเมื่อวานนี้เราวัดความสั่นไหวได้ที่ 9 ริกเตอร์ ครับ ซึ่งก็รุนแรงพอที่จะทำให้สิ่งปลูกสร้างพังได้ โดยเฉพาะแผ่นดินในเมืองไทยยังเป็นแผ่นดินที่ยังไม่แน่นพอจึงทำให้ถูกเขย่าได้ง่าย” ศาสตราจารย์กล่าว
“แล้วมีความเป็นไปได้หรือไม่ครับที่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นอีก” ผู้จัดรายการถามถึงสิ่งที่คนในประเทศยังหวาดหวั่น มันจึงเป็นคำถามที่น่ากลัวมากหากคำตอบคือใช่
“ครับความเป็นไปได้หรือไม่ยังอยู่ในความน่าวิตกอย่างยิ่ง เนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าแนวการเคลื่อนตัวนั้นสงบลงหรือยัง แต่อย่างไรก็ดีเราก็ควรเตรียมตัวเฝ้าระวังภัยไว้ให้ดี เพราะความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่อย่างแน่นอน
สำคัญที่เมื่อไร ที่ไหน เท่านั้น” ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีกล่าวจบทิ้งท้ายเอาไว้ให้อย่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนักกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้อย่างชัดเจน
“ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัดครับ หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นอีกท่านมีข้อแนะนำให้กับประชาชนอย่างไรบ้างครับ” ผู้จัดรายการถามได้ดี
“ก็ให้ออกมาอยู่ในที่โล่งโปร่งซะ อย่าไปอยู่ภายในหรือภายใต้สิ่งปลูกสร้างใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถล่มพังของสิ่งก่อสร้างนั้นครับ โดยเฉพาะในมหานครกรุงเทพนั้นมีอาคารสูง ๆ อยู่จำนวนมากซึ่งไม่ได้มาตรฐานในการป้องกันการสั่นไหวของแผ่นดินทำให้อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงมากครับ ขอบคุณครับ”
ศาสตราจารย์กล่าวจบก่อนที่จะถูกตัดภาพมาที่หน้าของผู้จัดรายการเพียงคนเดียว
“ครับต่อไปผมขอแจ้งรายชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ สำหรับญาติของผู้เสียชีวิตที่ประสบภัยแผ่นดินไหวในครั้งนี้ หากพบรายชื่อตามประกาศนี้ สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2002-2995 ถึง 99 ครับ เริ่มด้วยรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟลอยฟ้าตกรางนะครับ ซึ่งทั้งหมดที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 387 ราย ดังรายชื่อต่อไปนี้ครับ นาย....” ผู้จัดรายการอ่านรายชื่อตั้งแต่คนแรก ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเสียงร้องไห้เข้ามาในหัวของอารยะ
“นี่เรา..เราตายแล้วหรือนี่” ยิ่งผู้ประกาศข่าวอ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเสียงร้องไห้เพิ่มมากขึ้น
“มันไม่จริง ฉันไม่เชื่อ ฉันยังรู้สึกว่าหายใจอยู่เลย”
“ผมยังไม่ตาย ผมตายไม่ได้ ผมยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ”
“ฉันยังไม่ได้สั่งเสีย บอกลาคนที่บ้านเลย แล้วนี่เค้าจะรู้หรือเปล่าว่าฉันหายไปไหน”
“แล้วนี้ผมจะทำไงดี ลูกผมตั้งสามคนยังเล็กอยู่เลยนะ เมียผมก็เป็นแค่แม่บ้าน โห่..โห..ฮือ..อ..อ”

อารยะมองเตียงรอบ ๆ กวาดสายตามองหาสิ่งปกติที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งห้องกว้าง ๆ แต่ยังไม่พบว่าใครที่กำลังร้องไห้อยู่ เขาเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากที่ไหนกันแน่ มันดังขึ้นมาเหมือนมันอยู่ไม่ไกล มันน่าจะอยู่ใกล้ ๆ ที่ใดที่หนึ่งหรือไม่ก็แค่ในหัวของเขาเอง.....

อารยะนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มามากมายจากการเดินทางผ่านกาลเวลาท่องไปในอดีตเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา “เจ้าสามารถหลับตาลงทำสมาธิได้ เจ้าก็ลืมตาทำเช่นนั้นได้ฉันใด เมื่อเจ้าสามารถรับสัมผัสใจผู้อื่นได้ เจ้าก็สามารถส่งสารให้เขารู้ได้เช่นกัน“ คำของหลวงตาที่ได้ชี้แนวทางไว้ให้ครั้งหนึ่งในภพชาติก่อนหน้าภพชาตินี้ ไปอีกสองร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว อารยะนึกได้เช่นนั้น จึงได้ใช้สมาธิเพ่งจิตหาที่มาและได้ทำการส่งสารเข้าไปสนทนากับผู้ที่กำลังโศกเศร้าจำนวนมากมาย ซึ่งทำให้อารยะรู้ที่มาแล้วว่าเสียงทั้งหมดที่ได้ยินอยู่นั้นมันอยู่ในร่างของเขานั่นเอง
“ผมพอเข้าใจถึงการสูญเสียนี้อย่างที่ไม่เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ไม่ได้บอกล่ำลาให้ครอบครัวหรือคนที่เรารักได้รับรู้ แต่ทุกคนต้องมีหน้าที่ ที่ต้องเดินทางต่อไป ไม่ว่าเราจะแปลงรูปไปอยู่ในรูปใดก็ตาม หน้าที่ตรงนั้นก็จะต้องเริ่มใหม่ในรูปแบบรูปนั้นต่อไป เศร้าเสียใจก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา” อารยะพยายามแล้วที่จะปลอบใจทุกดวงวิญญาณที่ได้เข้ามาสิงสู่ในร่างของตน
“คุณไม่เข้าใจผมหรอกครับ คุณอย่ามายุ่งดีกว่า” ดวงวิญญาณดวงหนึ่งในขณะที่เขากำลังรู้สึกหงุดหงิดและเพิ่งรู้สึกห่วงหาคนที่บ้าน เขาใช้ชื่ออาทิตย์ ในขณะที่มีชีวิตอยู่เขาคือศัลยแพทย์อันดังหนึ่ง
ปัญหาของเขาคือความไม่พร้อมที่จะรับใช้ผู้เจ็บป่วยด้วยความบริสุทธิ์ไม่พร้อมที่จะอยู่กับครอบครัวให้มากนอกจากการกอบโกยเงินทองที่ได้มาอย่างรวดเร็วพร้อมกับชื่อเสียง เขาสร้างรังเกินตัว เกินพอดีพออยู่ จนน่ากลัวและวันนี้มันก็มาถึง

“ใช่! คุณจะเข้าใจอะไร คุณไม่มีสิทธิ์กักขังพวกเราในร่างคุณด้วยซ้ำ” คำพูดที่อยู่ในอารมณ์โกรธของวิญญาณอีกดวงหนึ่งในชื่อขณะที่มีชีวิตเขาคือ สมศรี เธอเป็นนักบัญชีจอมตระหนี่และไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใดเลยแม้แต่คนในบ้าน เม็ดเงินของเธอไม่เคยรั่วไหลไม่เคยให้ทานใครแม้แต่คนในตระกูลเดียวกันที่คลานตามกันมา

“มันก็ถูกนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้เลย และคงไม่มีใครอยากให้เป็นด้วย”
“ผมเองก็เป็นผู้ประสบกับอุบัติภัยในครั้งนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นผมก็ยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง ผมเองก็ยังไม่สามารถรับได้เหมือนกันที่มีดวงวิญญาณจำนวนมากเข้ามาเบียดเสียดอยู่ในร่างเดียวกันของผม และผมก็ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ผมว่าเรามาหาวิธีแก้ไขทำให้ทุกคนได้เป็นอิสระกันจะดีกว่านะครับ” อารยะรู้สึกว่าทุกคนยังอยู่ในอาการที่ไม่เหมาะจะสนทนาได้ด้วยเลย เขาจึงเงียบไว้ก่อนเพื่อรอจนกว่าดวงวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในร่างของเขาจะสงบลงยอมรับกับความจริงที่ได้เกิดขึ้นและเข้าใจได้ว่ามันไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว

“ในส่วนของเหตุการณ์ตึกถล่มอีกจำนวนหลายแห่งทั่วมหานครกรุงเทพ ในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาผู้เสียชีวิตจากเศษซากหักพัง เบื้องต้นจะประกาศรายชื่อเท่าที่ได้พบผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน...”
.....เสียงจากผู้ประกาศข่าวยังคงดำเนินรายการต่อไป.....

.................................................................
โรงเรียนหลังความตาย

ระหว่างที่ต้องรอการทำใจของดวงวิญญาณทั้งหลายที่ยังคร่ำครวญอยู่ไม่จบนั้น อารยะก็กำลังคิดหาเหตุผลของเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างหนัก จนต้องคิดทบทวนถึงคำบางคำของหลวงตาที่พอจะนำมาใช้ได้บ้างอีกหลายครั้ง “เมื่อบำเพ็ญสมาธิดำดิ่งจนแน่วแน่แล้วเจ้าจักบังเกิดปัญญาในการหยั่งรู้”
อารยะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่คงต้องเริ่มลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจึงได้เริ่มทำสมาธิจิตในขณะที่อยู่ในท่านอนบนเตียงผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจสงสัยของเตียงอื่น ๆ มันเป็นท่าที่เหมือนคนนอนหลับไปเลยจริง ๆ
อารยะเกิดความสงบนิ่งขึ้นในจิต........
เขาจึงได้เพ่งพินิจพิจารณาไปที่ดวงวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังร้องไห้เหมือนว่าจะขาดใจไปอีกเป็นครั้งที่สอง จึงได้รู้จักชื่อและประวัติของดวงวิญญาณดวงนี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เขาคือ ‘สมศรี’ นั่นเอง สมศรีในชาติภพนี้มีอาชีพเป็นนักบัญชี อายุ 45 ปี โสด มีอารมณ์แปรปรวน ไม่ใคร่จะยินดีกับใครส่วนใหญ่จะชอบยินร้ายทำตัวขวางโลก จิตใจคับแคบ นิสัยตระหนี่มากคิดทุกอย่างเป็นตัวเลขแห่งดอกผลชนิดที่เศษสตางค์ไม่เคยกระเด็นตก ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ แต่ถ้ามีจังหวะคำนวณแล้วได้ดอกออกผลก็รีบทันทีเพื่อจะให้ได้ผลกำไรแม้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นสมศรีจึงไม่เคยรู้จักการให้ทาน ไม่เคยให้ใครเลยแม้แต่การสงเคราะห์คนในครอบครัวเดียวกันให้มีอาหารการกินดีอยู่ดี เครื่องนุ่งห่มที่อบอุ่น เสื้อผ้าและยารักษาโรคก็ไม่เคย ครั้งที่เคยได้เกิดมาเป็นคนที่ผ่านมาในชาติก่อนก็มาตายด้วยสาเหตุที่มีขอทานทำเงินตกลงบนก้อนหินริมน้ำแล้วกระเด็นกระดอนตกลงบนใบบัว สมศรีเห็นเข้าด้วยความเสียดาย โลภอย่างเก็บมาไว้เป็นของตน เธอก็หาทางเอื้อมจะหยิบเอามาให้ได้ทั้งที่ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น จนกระทั่งพลัดตกลงไปจมน้ำตาย อีกชาติก่อนหน้านี้ก็ได้พบเจอเงินของผู้อื่นตกอยู่จำนวนมากเมื่อตนเองเก็บได้ก็เอาไว้เป็นสมบัติตน ทั้งที่เจ้าของทรัพย์มาสอบถามแล้วก็ไม่แจ้งแถลงไขคืนให้เจ้าของไป กลับยึดไว้เป็นของตนด้วยความละโมบโลภ จนเจ้าของทรัพย์ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์แสนสาหัสทั้งครอบครัวเพราะมันเป็นเงินของผู้อื่นที่เขากู้ยืมมาเพื่อมารักษาลูกของเขาจนทำให้ลูกของเขาต้องตาย แล้วผู้เป็นแม่ก็ต้องมาตรอมใจตายตาม จนมาถึงชาตินี้ก็ยังไม่เลิกนิสัยเดิม ทำให้ไม่เคยได้ใช้เงินทองที่เก็บสะสมมาได้ ต้องมาตายก่อนทุกครั้งไปความที่ขาดสำนึกรู้ ขาดปัญญา ว่าตายไปก็นำติดตัวไปด้วยไม่ได้ ไม่รู้จักการให้ทานจนเป็นสาเหตุของความเกิดที่จะต้องมาตายก่อนจะได้ใช้สมบัติของตนอยู่เสมอแม้แต่ในภพชาตินี้ที่ได้อุบัติขึ้นก็เพื่อที่จะได้ให้รู้จักการให้ทานแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากแต่ก็เปล่า ดังนั้นจึงต้องมาอยู่ในร่างของอารยะเพื่อการขัดเกลากิเลสและเรียนรู้จักความเป็นมนุษย์

การกำหนดรู้ได้ด้วยฌานแห่งสมาธินั้นทำให้อารยะถึงเข้าใจได้ว่าสาเหตุทั้งหมดที่คนเหล่านี้ต้องมาถูกกักบริเวณไว้ในร่างของอารยะนั้นก็เพราะได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะผู้ที่มองไม่เห็นธรรม มีกรรมอันหนักหนาที่ต้องชำระ ฉะนั้นเพื่อได้เรียนรู้จักแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำของตนเองในความโง่เขลาและไม่ใช่การไถ่บาปแต่เพื่อเรียนรู้จักการให้ โดยสงเคราะห์เอาไปสู่ชาติหน้าจะได้กลับใจเสียใหม่ไม่ต้องโง่จมโคลนมืดมิดเหมือนอย่างเช่นภพชาตินี้โดยการเรียนรู้นั้น วิญญาณทุกดวงจะได้รู้จักและได้ปฏิบัติจริงจากการกระทำผ่านทางกายเนื้อของอารยะตามแต่กรรมหนักกรรมเบาของแต่ละดวงวิญญาณที่ได้กระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้อารยะหนักใจมากก็คือดวงวิญญาณเหล่านี้ยังมีความหยาบคายอยู่ในดวงจิตฝังลึกยากแก่การขัดเกลาให้สะอาดได้นอกเสียจากต้องใช้อุบายในการชี้ชวนให้เห็นคุณประโยชน์จากการทำความดี มันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของอารยะอย่างยิ่ง

อารยะเมื่อรู้ดังนั้นจึงได้บอกกล่าวแก่สมศรีและดวงวิญญาณอื่น ๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสำนึกถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เข้าใจเชื่อได้ก็ตาม
“ฉันไม่เชื่อเธอหรอก อย่ามาหลอกฉัน ไม่มีทาง” สมศรีกล่าวอย่างไม่สนใจใยดี
“แต่ผมอยากแนะนำทางเดินให้กับน้าสมศรีนะครับ มันเป็นทางที่น้าสมศรีจะได้ออกไปจากร่างของผมได้” อารยะต้องใช้วิธีนี้เพื่อให้น้าสมศรีได้สนใจที่จะร่วมมือในการเรียนรู้จักการให้ผู้อื่นและหากทำได้สำเร็จวิญญาณทุกดวงในตัวอารยะจะเริ่มคล้อยเห็นตามจริงกับสิ่งที่อารยะกำลังแสดงให้รู้ให้เห็น
“จริงเหรอ !?...มันจะเป็นไปได้ยังไง” สมศรีถามอย่างไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน
“ได้สิครับ น้าสมศรี แต่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อน้าสมศรีต้องทำตามอย่างที่ผมทำและทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากเมื่อใดที่น้าสมศรียังคิดถึงแต่เรื่องอยากได้นู่น อยากมีนี่ อยากเป็นนั่น ขอให้น้าคิดเสียว่าตอนนี้น้าตายแล้วเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลย น้าจะทำได้ไหมครับ” อารยะพยายามใช้วิธีที่นุ่มนวลชักชวนอย่างมีเหตุผลแบบง่าย ๆ ให้ร่วมมือได้ด้วยความเต็มใจ
“น้ากลัวทำไม่ได้ มันรู้สึกลำบากมากที่จะทำอย่างนั้นนะ” สมศรียังรู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้
“น้ายังไม่ได้ลองทำเลยสักครั้งเดียว เอาเถอะนะน้าสมศรีขอให้น้าได้ลองฝึกทำดูก่อนจากครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม แล้วน้าก็จะเติมเต็มขึ้นมาเหมือนน้าเก็บออมนั่นแหละ แต่ครั้งนี้เนี่ยเปลี่ยนจากเก็บอย่างเดียวมาเป็นให้อย่างเดียว ให้จนผู้รับได้รู้ถึงความประสงค์ที่จริงใจจากเรา เท่านี้น้าก็ทำสำเร็จแล้วละ” ครั้งนี้อารยะทำให้สมศรีมั่นใจมากขึ้นได้เป็นอย่างดี
“พรุ่งนี้ผมจะออกจากโรงพยาบาลแต่เช้า ดังนั้นเริ่มต้นด้วยการตักบาตรกันนะน้าสมศรี” อารยะนัดหมายการเรียนรู้บทที่หนึ่งให้กับสมศรี
“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะลองทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง” สมศรียอมรับตามด้วยดี
ดวงวิญญาณอื่นอีกหลายดวงที่ยังอยู่ในร่างของอารยะต่างก็แอบติดตามฟังในสิ่งที่ทั้งสองสนทนากัน
ถึงวิธีหลุดออกไปจากร่างของอารยะอย่างทำเป็นไม่สนใจ เพราะความที่ยังถือทิฐิอยู่โดยไม่รู้ตัว เนื่องด้วยจิตใจของตนเองนั้นยังไม่ได้รับการเกลาให้สะอาดอย่างถูกต้องเฉกเช่นความเจ็บป่วยไข้ได้โรคที่จักหายขาดลงได้ก็เนื่องจากถูกกับยารักษาที่หมอจ่ายให้และอารยะเองก็มีเจตนาที่ต้องการเยียวยารักษาดวงวิญญาณเหล่านี้ที่ยังมีความยึดมั่นในความเห็นแก่ตนเอง ดังนั้นบทเรียนแรกของห้องเรียนนี้จึงต้องเริ่มขึ้นด้วยการฝึกทางภาคปฏิบัติไปพร้อม ๆ กับการกระทำของอารยะ มันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยสำหรับงานนี้ที่อารยะจะต้องทำหน้าที่เป็นคุณครูใจดีที่ต้องกำหลาบเด็กเกเรในห้องเรียน

.......................................................................
บทเรียนองค์หนึ่ง

เช้าตรู่ อากาศดีวันที่จิตใจผ่องใส ณ ตลาดสดแห่งหนึ่งริมท่าน้ำ
อารยะยืนอยู่คนเดียวหน้าร้านขายอาหารและกำลังพูดคุยอยู่กับน้าสมศรี ทั้งสองมือถือจานที่มีอาหารน่าทานอยู่เต็มจาน
“เอาละนะน้าสมศรี ก่อนอื่นน้าต้องทำจิตใจให้สบาย ทุกอย่างเกิดขึ้นจากเจตนา หากเจตนาแรกที่เกิดขึ้นเพื่อหวังเอาผล หรือ มีใจคิดเป็นอกุศล การกระทำนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดผลบุญได้ ขอให้น้าคิดไว้นะครับว่า น้าไม่มีอะไรแล้วที่จะนำติดตัวไปได้นอกจากผลแห่งกรรม ฉะนั้นหากน้าทำบุญที่เกิดจากจิตที่ตั้งใจดี จะส่งผลให้น้าได้ไปจุติอีกครั้ง” อารยะพูดบอกสมศรีเพื่อซักซ้อมกันก่อนที่จะปฏิบัติกันจริง ๆ และสมศรีก็ให้ความร่วมมืออย่างดี
“นิมนตร์ทางนี้ก่อนครับหลวงพี่” อารยะเอ่ยขึ้นพร้อมยกมือไหว้
ขณะที่พระสงฆ์กำลังเยื้องย่างมาอย่างสำรวมนั้น
“ทีนี้ผมจะปล่อยให้น้าสมศรีถวายภัตราหารด้วยตัวเองนะครับ” อารยะเอ่ยคำแนะนำให้กับน้าสมศรีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พระสงฆ์จะเดินมาถึง จากนั้นอารยะก็เริ่มสำรวมสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วทำตัวเหมือนกับนายทวารประตูที่คอยปิดหรือเปิดให้เข้าออกเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ตอนนี้สมศรีก็คืออารยะ อารยะก็คือสมศรี เขาได้ให้สมศรีใช้ร่างของตนเพียงส่วนหนึ่งที่ต้องใช้เท่านั้น

อารยะดูเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาไม่ใช่อารยะเสียเต็มตัวเลยทีเดียวนักเพราะกิริยาท่าทางได้เปลี่ยนไปเหมือนผู้หญิงและเหมือนอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวแต่ถ้ามองในสายตาคนทั่วไปก็คงนึกว่าเป็นสาวประเภทสองอย่างแน่นอน
สมศรียกของถวายขึ้นพนมมือไหว้ แล้วค่อย ๆ นำอาหารทีละอย่างใส่ลงไปในบาตรอย่างตั้งใจ
พระสงฆ์ก็สวดมนตร์ให้พรสมศรี สมศรีจึงนั่งยองลงพนมมือไหว้รับพรจากพระสงฆ์รูปนั้น
ดวงวิญญาณทุก ๆ ดวงที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ ซึ่งอันที่จริงก็ทุกดวงที่อยู่ในร่างของอารยะในตอนนี้นั่นแหละได้ร่วมน้อมรับบทสวดมนตร์ให้พรจากพระสงฆ์รูปนั้น โดยที่คิดว่าอารยะไม่รู้ บางทีอารยะก็คงต้องแกล้งเผลอแกล้งลืมไปบ้างเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมของเหล่าดวงวิญญาณที่ยังหลงติดอยู่ในความเป็นตัวตนที่คิดว่าตนมีดีกว่าคนอื่นเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่
……………………................................…

“ฉันรู้สึกดีนะ ตอนที่มีชีวิตฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะสบายใจขึ้นอย่างนี้ ถึงแม้ครั้งนี้ฉันจะไม่ได้อะไรกลับมา ไม่ได้หลุดออกไปจากร่างของเธอ ฉันก็ไม่ว่าอะไรเธอหรอก” สมศรีแสดงความรู้สึกอย่างขอบคุณที่ได้ทำให้เธอได้รู้จักการให้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าครั้งนี้เธอจะรู้สึกคาดหวังอะไรมากจนเกินไปก็ตาม แต่มันทำให้ความรู้สึกอยากได้ลดลงไปมาก
“ไม่เป็นไรครับ นี่คือครั้งแรกของการเรียนรู้ น้าสมศรียังมีโอกาสดี ๆ อีกหลายครั้งนะครับ” อารยะเริ่มล่วงรู้ถึงภายใต้จิตของสมศรีแล้ว มันจึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะให้สมศรีได้เรียนรู้จักการให้ทานในขณะที่เริ่มเข้าใจและน้อมใจรับเรื่องนี้ได้แล้ว
อารยะเห็นบางสิ่งที่เป็นโอกาสสำคัญของสมศรีจึงรีบก้าวเดินไปจนหยุดลงตรงหน้าขอทานคนหนึ่ง
สมศรีรู้ทันทีว่าเธอต้องทำอะไรต่อไปโดยไม่ต้องบอก อารยะให้สมศรีมีบทบาทบนร่างกายตนเองต่อไปอีกเป็นครั้งที่สอง
ดวงจิตวิญญาณทุกดวงเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใจจดจ่อกับการให้ของสมศรีในครั้งนี้
อารยะมั่นใจเป็นอย่างมากว่าสมศรีต้องทำได้สำเร็จเพราะได้ล่วงรู้ไปถึงภายใต้อารมณ์ของเธอที่ได้ถูกชำระล้างให้สะอาดขึ้นมาบ้างแล้ว เปรียบอย่างกระจกเงาที่ฝ้าขึ้นจับจนไม่สามารถสะท้อนแสงได้ต่อเมื่อนำผ้าไปเช็ดแม้เพียงเกิดช่องของเงากระจกแม้เพียงเล็กน้อยตรงจุดนั้นก็เพียงพอให้สะท้อนแสงออกมาได้แล้ว
สมศรีหยิบเหรียญในกระเป๋ากางเกงยีนของอารยะ นั่นเป็นเหรียญ 10 บาท ที่มีติดอยู่ในกระเป๋ากางเกงเพียงเหรียญเดียว อารยะและดวงวิญญาณทั้งหมดเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ สมศรีนั่งยองลงมองหน้าขอทาน ไม่หวังสิ่งใดว่าที่ต่อไปจะไปไหนหรือไม่ได้ไปที่ใด เพียงแค่ได้เป็นผู้ให้ก็พอแล้วที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เหรียญค่อย ๆ หล่นลงไปในกระป๋องนมสังกะสีที่มีสนิมขึ้นทั้งใบ

“ป๊อง ป๊อง แกร๊ง กริ๊ง กริ๊ง แกร๊ก แกรก แกรก”

เสียงเหรียญกระแทกลงก้นกระป๋องแล้วเด้งขึ้นลงอีกหลายครั้ง จนมันหยุดนิ่งลงที่ก้นกระป๋องใบนั้น
สมศรีเกิดความสุขทางใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นการเรียนรู้ที่มีค่าอย่างมากที่สุดที่ไม่เคยได้เจอมา
แต่เธอก็ไม่ได้หลุดออกไปจากร่างของอารยะแต่อย่างใด

“ไง ผมบอกแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทีนี้คุณเชื่อหรือยัง” อาทิตย์คุยอยู่กับดวงวิญญาณอื่น
“ใช่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ทางเดียวก็คือรอจนกว่าอารยะจะตาย เราถึงได้หลุดไปจากร่างพร้อม ๆ กัน”
มันเป็นแนวความคิดใหม่ของ บุญเพิ่ม ที่เพิ่งคิดขึ้นได้ในตอนนี้
บุญเพิ่มเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างที่มีอายุในช่วงเกือบวัยเกษียณแล้ว ผ่านโลกมามากด้วยความยากลำบาก เป็นเพราะความเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ชอบโกหกและมีจิตใจหยาบช้าเหี้ยมโหด ชอบดื่มเหล้ามาก มองสังคมและทุกคนในแง่ร้ายไปเสียทุกเรื่อง เป็นผู้รับเหมาที่รับเงินไม่รับงาน ได้งานรับเงินงวดแรกก็หนีงานแล้ว บางครั้งไม่ได้หนีงานเพียงอย่างเดียว ยังเอาข้าวของบางอย่างของเจ้าของบ้านติดตัวไปด้วยอีกทำให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจต่อผู้อื่นขึ้นอยู่ไม่ใช่น้อย

“แล้วรู้ได้ยังไงว่า มันเป็นขอทานจริง ๆ ไม่ได้มาหรอกหากิน” สาธิตเอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อและรู้สึกเสียดายที่ถูกหลอก
สาธิต วัยรุ่นตอนปลายนักท่องอินเตอร์เน็ทที่ชอบอยู่ในโลกส่วนตัวกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์
และสิ่งท้าทายแปลกใหม่ วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากอยู่ในโลกส่วนตัว มีอารมณ์ก้าวร้าวใจร้อน ชอบความรุนแรงโดยเฉพาะเรื่องเสี่ยง ๆ ชอบยึดความคิดตัวเองว่าถูกต้องเพราะความที่มั่นใจตนเองมากเนื่องจากในเกมเขาทำอะไรได้ทุกอย่าง ชอบพูดเพ้อเจ้อไปตามจินตนาการของตนแต่เป็นไปไม่ได้ในโลกของความจริง

“แต่ชั้นว่าลองดูต่อไปดีกว่านะ เห็นไหมว่าน้าสมศรีเค้าก็ดูดีขึ้นกว่าครั้งแรกตอนที่รู้ว่าตัวเองตาย”
วิกานดาเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปที่สมศรี
วิกานดา มีอาชีพเป็นนางพยาบาลสาวสวยในโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง เธอมีจิตรใจที่ร้ายลึกไม่เหมาะกับอาชีพที่ต้องมีน้ำใจสูงนี้เลย ยึดติดในความเป็นตนเองว่าสวยว่างามหลงตัวเองมาก จ้องจะจับหมอหรือคนไข้ที่มีฐานะดีเท่านั้น การให้บริการเอาอกเอาใจอยู่ที่รูปร่างหน้าตาฐานะการแต่งตัว เธอไม่ค่อยชอบเด็กเล็ก และ คนแก่ เพราะสร้างความลำบากในการทำงานของเธอมากแต่เธอก็เป็นที่หมายปองของเหล่านายแพทย์และบุรุษพยาบาลที่ยังมีตัณหาราคะมาก เมื่อตอนเสียชีวิตหน้าของเธอเสียโฉมจนไม่รู้ว่าเป็นใครนอกจากเครื่องแบบที่ชุ่มไปด้วยเลือด

เหล่าดวงวิญญาณต่างเริ่มถกเถียงกันถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปจากร่างแคบ ๆ ของอารยะ
และเริ่มจะไม่เชื่อมั่นต่อสิ่งที่อารยะได้เคยพูดไว้กับสมศรี
“การให้ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะมาหลอกเราหรือไม่ หากเราไม่ได้สนใจรับรู้เรื่องตรงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากการให้คือการลดความเห็นแก่ตัวของเราลงได้ การให้อยู่ที่เจตนาของผู้ให้นั่นก็คืออยู่ที่ใจที่จะให้เขาได้นำไปใช้ประโยชน์ใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพ้นจากความต้องทุกข์ยากลำบาก มันก็ดีที่แล้ว” อารยะพูดอธิบายให้สมศรีและวิญญาณทุกดวงฟัง โดยที่ไม่ได้สนต่อไปว่าใครจะพูดอะไรต่อหรือไม่
“นี่ ถ้าเป็นผมไม่ให้เสียโง่ อย่างนี้หรอกนะ” บุญเพิ่มเย้ยหยันอีกครั้งเป็นคนที่สอง
“เป็นผม ก็ไม่ให้แน่ ๆ เสียดายสตางค์ เอาไปหยอดตู้เกมเล่นมันกว่านี้เยอะ ไม่ต้องเสียอารมณ์เท่านี้ด้วย” สาธิตพูดอย่างไม่ต้องคิด
อารยะไม่ได้ใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น เพราะดวงวิญญาณเหล่านั้นยังไม่ได้รับการขัดล้างจิตใจให้สะอาดขึ้นมาบ้างจึงยังกระด้างอยู่ ยังยึดติดอยู่กับผลประโยชน์ที่จะต้องได้ตอบแทนเมื่อจะทำอะไรทุกครั้ง
ดังนั้นป่วยการอยู่ที่จะไปอธิบายเพื่อจะเอาชนะกันอย่างนั้น เรื่องต่อไปที่อารยะจะมอบให้กับสมศรีน่าจะเป็นอะไรที่ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงไปได้โดยอารยะไม่ต้องไปอธิบายให้เหนื่อยต่อไปอีกเพราะการอธิบายที่ดีก็คือการกระทำให้เห็นจริงเท่านั้นจึงจะสร้างการยอมรับอย่างศรัทธาเชื่อให้กับทุกคนได้

คราวนี้อารยะเดินเข้าไปในตลาดสด เดินมองหาอะไรบางอย่าง ทำเอาดวงวิญญาณทุกดวงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น อารยะหยุดลงตรงหน้าร้านขายปลา ซึ่งพอดีกับคนขายปลากำลังง้างมือขึ้นจะใช้ท่อนไม้ทุบลงไปที่หัวของปลาโชคร้ายตัวหนึ่ง
“หยุดก่อน ฉันขอซื้อปลาตัวนั้นเอง” มันเป็นลักษณะการพูดของสมศรี
แม่ค้าชะงักมือเกือบไม่ทัน จัดแจงเอาปลาใส่ถุงพลาสติกแล้วตักน้ำใส่พอให้ท่วมตัวปลาแล้วส่งให้สมศรีที่แสดงอยู่บนร่างของอารยะ
“20 บาท” แม่ค้าขายปลาส่งถุงใส่ปลาให้พร้อมรับเงินไปจากมือสมศรี

ชีวิตของปลาตัวนี้ถูกกำหนดไว้ด้วยราคาค่างวด ทั้งที่มันไม่ได้สมัครใจมาขายตัวขายชีวิตของมันเลย
สมศรีพาเดินไปที่ท่าน้ำบนโป๊ะเรือโดยสาร แล้วนั่งลงพูดกับปลา
“จงรักษาตัวให้ดี เจ้าได้เป็นอิสระแล้ว” สมศรีพูดไปพร้อมเปิดปากถุงเทปลาลงไปในแม่น้ำ
ไม่ใช่ปลาตัวนั้นที่เปลี่ยนชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่และมันไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ได้รับอิสระในครั้งนี้
แต่ยังมี.....
ทันใดนั้นเอง ดวงวิญญาณน้อย ๆ ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งพร้อมกลุ่มควันค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากปลายเข็มแก้ววิเศษบนศีรษะของอารยะ ลอยออกมาต้องรับกับแสงแดดจนดูเหมือนกลุ่มควันสีทอง ลอยขึ้นไปได้ไม่ไกลแล้วจึงกระจายเป็นสะเก็ดดาวระยิบระยับหายวับไปพร้อมกลุ่มควันสีทองอย่างรวดเร็ว

ดวงวิญญาณที่ยังอยู่ในร่างอารยะนิ่งอึ้งไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ นอกจากจะรอว่าเมื่อไรจะได้รับการเรียนรู้ผ่านร่างของอารยะเหมือนสมศรีบ้าง ทั้งที่จริงแล้วดวงวิญญาณทุกดวงตอนนี้ต่างก็ได้รับการเรียนรู้อยู่ด้วยแล้วจากทุกเรื่องราวเพียงแต่ต้องปรับความเข้าใจเรื่องจิตใจของพวกเขานิดหน่อยเพื่อให้เดินทางในช่องทางที่ไปสู่เป้าหมายได้เฉกเช่นการเดินทางไปอย่างรู้ทิศทาง โดยมีอารยะเป็นเข็มทิศแล้วปล่อยให้ผู้เดินทางคือพวกเขาเดินไปให้ถูกต้อง

“การให้ทานชีวิต เป็นการให้ทานที่ประเสริฐยิ่งนัก” อารยะกล่าวคำนี้แล้วลุกขึ้นพร้อมกับความอิ่มเอมใจที่ได้เป็นผู้ชี้นำทางได้สำเร็จ
อากัปกิริยาของอารยะเป็นผู้ชายคนเดิมแล้ว.....
.....เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วดวงวิญญาณของสมศรีจะต้องไปจุติใหม่ทันที อารยะไม่ได้ติดตามจิตไปดูแต่ก็เชื่อเหลือเกินว่าบทเรียนที่สมศรีได้รับนั้นจะทำให้เธอเป็นคนที่มีความเอื้อเฝื้อได้ในภพชาติหน้าต่อ ๆ ไป....

อารยะพาเดินกลับผ่านเส้นทางเดิม จึงต้องผ่านร้านขายปลาอีกครั้งหนึ่ง

“ปึก โป๊ก ตุบ”
เสียงท่อนไม้กะแทกลงบนหัวปลาสองสามครั้งกว่าที่มันจะสลบลงหรือไม่ก็ตาย...และนั่นแสดงให้เห็นว่าสมศรีไม่ได้ช่วยปลาไว้ได้ทุกตัวในขณะที่ปลาตัวอื่น ๆ ก็ยังถูกทุบหัวตัวแล้วตัวเล่า....ตัวแล้ว..ตัวเล่า...
“คุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นะ มันไม่ได้เกิดประโยชน์เลย ซื้อมาต้มแกงกินกับเหล้าอร่อยกว่ากันเยอะ” บุญเพิ่มเย้ยหยันอีกอย่างไม่สำนึก
“ประโยชน์นั้นมีอยู่ ตอนนี้น้าสมศรีก็ได้ประโยชน์ไปแล้วมิใช่หรือคุณบุญเพิ่ม” อารยะรู้สึกเหนื่อยนักกับบางคน
“ต่อไปชาติหน้าน้าสมศรีก็จะเอื้อเฟื้อต่อสรรพสัตว์ในวงกว้างนั่นก็เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน” อารยะชี้แจงอีกครั้ง
“ส่วนชีวิตปลาก็เป็นไปตามกรรมของมัน ชีวิตของคนขายปลาก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ทำกรรมผูกซึ่งกันเอาไว้ก็มาใช้กันไป หากยังไม่หยุดทำกรรมนั้น ก็ยังผูกไว้ซึ่งกรรมกันต่อไปจนกว่าเมื่อใดที่คิดได้แล้วว่ากรรมนั้น ๆ ไม่ควรกระทำ จะหยุดกรรมเรื่องนั้น ๆ ได้ในที่สุด...วงเวียนแห่งกรรมตรงนั้นก็จะสั้นลงหรือไม่ก็จบลงเท่านั้นเอง..”
“เปรียบเหมือนทำแบบข้อสอบที่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วเราทำได้ เราสอบผ่านได้ ถึงแม้ผิดเพียงบางข้อหากเราต้องกลับมาทำข้อสอบอันเดิมอีกเป็นครั้งที่สอง เราก็ย่อมจะทำได้อยู่ แต่ก็ยังผิดข้อเดิมอีก ต่อมาเมื่อเรารู้คำเฉลยของข้อที่เราทำผิดว่าจริงแล้วมันคือคำตอบอย่างไร พอครั้งต่อไปเราก็จะไม่ทำข้อสอบตรงนั้นผิดอีก
คราวนี้ทำข้อสอบครั้งที่สามเราก็ทำได้ สอบผ่านได้ แต่ครั้งนี้ไม่ผิดเลย ทำข้อสอบเดิมอีกเป็นครั้งสี่..ห้า....ไม่ผิดเลย.....เช่นนั้นข้อสอบก็เหมือนการกระทำดีชั่วหรือเรียกว่าการเรียนรู้ผิดชอบนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดจะคอยเข้ามาทดสอบจิตใจของผู้ปราชัยจนกว่าจะเห็นชอบไปตามธรรม” อารยะเทศนาให้ฟังจนยาวเหยียดและนี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากการเข้าฌานย้อนไปฟังธรรมจากหลวงตานั่นเอง

ต่อไปจากนี้อารยะยังคิดไม่ออกเลยว่าเรื่องต่อไปจะเอาอะไรมาช่วยอบรมจิตใจของพวกเขาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเสียบ้าง แค่เพียงอารยะใช้ชีวิตให้ดีให้ถูกต้องก็โน้มนำมาเป็นธรรมได้เช่นกัน
ฉากสุดท้ายของตัวแสดง

“เฮ้!~ นายควรจะต้องพาพวกเรากลับบ้านด้วยนะ ให้พวกเราได้ไปเยี่ยมบ้านด้วยถึงจะถูก” อดิศักดิ์นึกขึ้นได้ว่าทางบ้านของเขากำลังรอเขาไปทานข้าวมื้อค่ำด้วยในวันที่เขาต้องตาย
นี่ก็เป็นอีกรายที่ไม่รู้จักการเรียนรู้ชีวิต เขามีอาชีพเป็นวิศวกรผู้ชำนาญเรื่องไฟฟ้าและทำตัวเหมือนมนุษย์ไฟฟ้าเสียบปลั๊กแล้วก็ทำงานพอเสร็จงานแล้วก็ชอบเที่ยวกลางคืนไม่พักผ่อนนอนหลับหักโหมกำลังกายอย่างเกินควร เขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมากจนปอดแทบพังแล้วโชคดีที่ไม่ตายด้วยโรคปอด
“ป่านนี้เขาคงรอผมแย่แล้ว” อดิศักดิ์ยังคิดว่าตัวเองมีร่างกายเป็นตัวตนและกำลังหลงเรื่องเวลา
“ใช่!~ เธอต้องพาพวกเราไปบ้านก่อนนะอารยะ เพราะเธอต้องรับผิดชอบที่ขังพวกเราไว้” วิกานดาโทษให้เป็นความผิดของอารยะเสียแล้ว
“ใช่!~ คุณต้องพาเราไปทุกคน ทุกบ้าน เพราะเราต้องการเห็นพวกเค้าเป็นครั้งสุดท้าย” ภาวิณีเสริมย้ำเพราะหวังว่าจะได้ไปบ้านของตัวเองด้วยเช่นกัน
สำหรับคนนี้ ‘ภาวิณี’ เธอทำงานในบริษัทความงามแห่งหนึ่ง จึงทำให้เธอใช้เครื่องสำอางเปลืองมาก หน้าตาพอกไปด้วยหน้ากาก มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีได้ด้วยเทคนิคการเหยียบหลังผู้อื่นขึ้นไปแล้วใช้ปากประจบสอพลออีกเพียงเล็กน้อย นิสัยขี้อิจฉาริษยาครบครันตามลักษณะนางร้ายในละครทีวี พูดจาเหมือนขวานผ่าซาก แทงเพื่อนร่วมงานข้างหลังด้วยการกล่าววาจาให้ร้ายผู้อื่นเอาดีเข้าตัว ไม่มีใครดีนอกจากเธอคนเดียว
ทั้งหมดก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมักจะต้องระแวงเสมอที่จะคอยดูไม่ให้ใครล้ำเส้นเกินหน้าเธอ

“ใช่..ใช่” “ใช่.” “ใช่!.” เสียงยืนยันเริ่มมากขึ้นเหมือนจะเป็นเอกฉันท์แล้ว
“ทุกคนหยุดก่อน หยุดก่อน” อารยะเผลอพูดออกมาด้วยเสียงอันดังขณะที่ตัวเองก็เปิดเพลงฟังคาหูอยู่บนรถเมล์ซึ่งมีคนจำนวนไม่มากนัก ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ต่างก็หันมาอย่างตกใจ พากันสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบนรถ
“จอดที่ป้ายจอดเท่านั้นนะครับพี่” พนักงานเก็บเงินเดินมาแจ้งให้อารยะทราบ
ทุกคนเริ่มลดสายตาออกจากอารยะ หันหน้ากลับไปที่เดิมของแต่ละคน
นี่เป็นครั้งที่อารยะไม่ค่อยอยากจะอ่านความคิดใครบนรถเลยเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีแต่เสียงไม่ชวนฟังเป็นแน่
รถจอดป้ายแล้วอารยะจึงรีบลงจากรถเมล์ทันทีทั้งที่ยังไม่ถึงป้ายที่เขาต้องการจะลงแต่คงต้องมาตกลงกับเพื่อนร่วมร่างให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางต่อไป ไม่เช่นนั้นคงมีผู้ก่อความไม่สงบในร่างกายของเขาเป็นแน่
อารยะเดินเท้าไปเรื่อย ๆ ทิศทางมุ่งหน้ากลับที่พัก เดินไปพูดไปเหมือนคุยอยู่คนเดียว ดีที่อารยะเสียบหูฟังเอาไว้ที่หู ทำให้ดูเหมือนกับว่าเขากำลังร้องเพลงไปด้วย
“เอาละ ก่อนอื่นผมขอทราบจำนวนของดวงวิญญาณทุกดวงก่อนว่าทั้งหมดมีอยู่ในตัวผมทั้งหมดจำนวนเท่าไรทำอะไรอยู่แถวไหนกันบ้าง” อารยะเหมือนว่าจะตอบตกลงแล้ว
เขาไม่สามารถนับจำนวนที่มีได้ มันมีมากจำนวนเหลือเกินแต่ละดวงก็ส่ายไปส่ายมาเหมือนผีเสื้อบินไม่ทีท่าว่าจะอยู่นิ่ง
“ผมอดิศักดิ์เป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่บ้านแถวเหม่งจ๋าย”
“ผมชื่อ อาทิตย์ เป็นหมอครับ อยู่แถวตลิ่งชัน”
“ผมสาธิตทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ครับ บ้านอยู่รังสิต ”
“ฉันชื่อวิกานดาเป็นนางพยาบาลคะ บ้านอยู่แถวบางซื่อนะคะ”
“ฉันพจนีย์ อยู่แถวบางโพ ทำงานเป็นเลขา”
“ผมชื่อ วิชิต ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ บ้านอยู่แถวฝั่งธนครับ”
“บุญเพิ่ม รับเหมาก่อสร้าง อยู่แถวนนทบุรี”
“อานนท์ พลังเยอะครับ บ้านอยู่ที่เดียวกับมีนาครับ”
“ผมมีนาครับ ชอบเพาะกายครับ บ้านอยู่ที่เดียวกับอานนท์ครับ”
“ฉันภาวิณี เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง บ้านอยู่แถวรังสิต”
“สมชายยะ เป็นนักท่องเที่ยวยามราตรีคะ บ้านอยู่แถวดินแดงนะยะ”
“อดิศร เป็นทนายความ บ้านอยู่ย่านลาซาล”
“อรทัยคะ เป็นช่างเสริมสวยคะ อยู่บ้านแถวปากเกร็ดคะ”
“อำนวย เป็นผู้บริหารอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง บ้านอยู่บางนา”
“ฉันเต็มฤทัย เป็นแม่บ้านทำความสะอาด อยู่รามคำแหงคะ”
“ฉันทัศนา บ้านอยู่แคราย ทำธุรกิจส่วนตัวจ๊ะ”
“ผมนิวัฒน์ เป็นสถาปนิก บ้านอยู่พระรามสองครับ”
.............
.............
“เอาละ เอาละครับ พอได้แล้วครับ ผมว่าอย่างนี้ก็คงไม่จบง่าย ๆ แน่ เอาเป็นว่าขอให้ท่านได้เลือกตัวแทนในการเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ก็แล้วกันนะครับ” อารยะรู้สึกว่าจับปูใส่กระด้งนั้นง่ายกว่าจับดวงวิญญาณเหล่านี้ให้นิ่งได้เสียอีก
“ได้.. ผมจะนับให้เอง” อาทิตย์อาสาเป็นผู้นำในรับผิดชอบเพื่อน ๆ
“สิ่งที่ผมต้องการนอกจากจำนวนก็คือ ที่อยู่ที่คุณต้องการจะไป เพื่อผมจะได้แบ่งโซนได้ว่าผมต้องไปที่ไหนก่อนหลัง จะได้จัดแบ่งสายการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง” อารยะขอข้อมูลเพิ่ม
“เรายินดีสรุปข้อมูลให้คุณทั้งหมด ขอเพียงได้กลับไปหาญาติของพวกเรา” อาทิตย์รับคำแล้วเริ่มทำงานทันที
“ได้ตกลง...แต่ผมมีข้อแม้ 2 ข้อนะครับว่า”
“1. ผมหรือคุณ จะไม่สามารถบอกกับครอบครัวหรือคนที่คุณรู้จักได้ว่าพวกคุณอยู่ในตัวผม”
“2. การไปพบครั้งนี้จะเป็นเพียงการเฝ้ามองหรือไม่ก็แค่สนทนาเกี่ยวกับเรื่องของคุณบ้างตามแต่สถานการณ์”
“หากพวกคุณทุกคนยินดีทำตาม ผมก็จะทำในสิ่งที่คุณต้องการ” อารยะคาดเดาไว้ล่วงหน้า
ว่าถ้าหากวิญญาณแต่ละดวงเสนอตัวออกมาในขณะที่อยู่กับคนรู้จักของตนแล้วละก็คงต้องมีเรื่องวุ่นวาย
ตามมาอีกหลายเรื่องแน่
“ตกลง” ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร อาทิตย์จึงตอบหลังจากที่ใช้เวลาสอบถามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“อีกเรื่องหนึ่ง ผมขอจัดการเรื่องงานของผมให้เสร็จเสียก่อน ผมมีอาชีพเป็นตัวแสดงแทนในภาพยนตร์
ยังมีบทที่ต้องเข้าฉากแสดงแทนอยู่อีกแค่ไม่กี่ฉากเท่านั้น ซึ่งผมอาจจะใช้เวลาแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะเสร็จ
เวลาที่เหลือ ผมจะพาพวกคุณทุกคนไปพบญาติ” อารยะคิดถึงเรื่องงานของบ๊วยที่จะต้องทำให้เสร็จเสียก่อน
เพื่อบ๊วยจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนอีกเหมือนที่ผ่านมา

ในขณะที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงต่างก็ดีใจเหมือนลิงโลดอยู่นั้น อารยะอดกังวลใจถึงความเหน็ดเหนื่อยที่จะมาถึงและยังไม่รู้ว่าเรื่องราววุ่นวายนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร จะอธิบายอะไรให้ญาติของพวกเขาเข้าใจ

กว่าที่อารยะจะตกลงกับดวงวิญญาณทั้งหมดได้เป็นที่เรียบร้อยก็เป็นอันว่าเดินมาจวนจะถึงที่พักแล้ว
ก็เลยต้องเดินกันต่อไปให้ถึงที่พักในที่สุด
“เฮ้อ..อ..อ เหนื่อยจังเลย อารยะเดี่ยวขอฉันนั่งพักก่อนสักครู่หนึ่งนะคะ” พจนีย์คุยกับอารยะเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับดวงวิญญาณอีกหลาย ๆ ดวงที่ยังไม่แสดงบทของตัวเองออกมา
‘พจนีย์’ ผู้หญิงใส่แว่นพร้อมกับไฝเม็ดเล็ก ๆ ใต้ปาก เธอเป็นเลขาขี้บ่นจู้จี้จุกจิกอยู่ในระเบียบเป็นไม้บรรทัดที่ตีเป็นเส้นตรง ยึดถือยึดมั่นเป็นห่วงสารพัดไม่ยอมปล่อยวาง มอบหมายงานให้คนอื่นก็เหมือนไปจัดการทำด้วยตนเองทุกครั้งไป ทำให้เธอดูแก่เกินวัยด้วยความทุกข์ใจที่มีอยู่ตลอดเวลาเพราะความที่ชอบเอาอะไรมาสุมไว้ที่หัวของตัวเองอยู่ทุกเรื่อง
“ขอฉันพักด้วยคนนะ” วิกานดาพูดได้สั้น ๆ ด้วยอาการหอบ ๆ
“ผู้หญิงพวกนี้นี่ จะพักอะไรกันนักหนา เหนื่อยซะที่ไหนกัน เห็นมีแต่อารยะเดินอยู่คนเดียว” บุญเพิ่มต่อว่า
“แต่ยังไงก็ขอผมพักด้วยอีกคนนะ อารยะเดินไกลเหลือเกิน เมื่อก่อนผมทำแต่งานนั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน
ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย” วิชิตพูดออกมาอย่างหมดแรง
‘วิชิต’ นักโปรแกรมเมอร์ เป็นคนช่างคิด คิดเสียจนเครียด พูดน้อยเพื่อนน้อย นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนรูปร่างเริ่มอ้วนแล้ว ชอบแอบเปิดดูภาพโป๊ในอินเตอร์เน็ทเป็นประจำและสะสมรูปโป๊ไว้มากมาย ค่อนข้างเป็นคนเก็บกดออกจะตัณหาจัดจากสายตาที่แอบมองผู้หญิงในที่ทำงานเดียวกันก็เหมือนจะล่วงเกินเธอด้วยสายตาไปแล้ว

ทั้งที่อารยะเดินอยู่เพียงคนเดียวแต่ดูเหมือนวิญญาณทุกดวงก็มีท่าทางที่เหมือนว่าจะเหนื่อยไปด้วยกันทั้งหมด นี่คงเป็นเพราะความที่ยังยึดติดอยู่ว่าตัวเองมีร่างกาย อารยะไม่ได้สนใจอะไรเพราะตั้งใจจะนั่งพักจนหายเหนื่อยเมื่อยล้าเสียก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำ จากนั้นเขาก็เดินไปเปิดวิทยุ เปิดพัดลม เดินไปที่ตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มแล้วเดินกลับมานั่งพักหน้าโทรทัศน์ตรงชุดรับแขกเล็ก ๆ ดื่มน้ำหวานสีแดงเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวเอง
ผ่อนคลายร่างกายให้เย็นลงจนหายเหนื่อยเสียก่อน ดวงวิญญาณอื่น ๆ ก็รู้สึกสบายไปด้วยเช่นกันทั้งที่วิญญาณแค่อาศัยร่างอารยะอยู่เป็นเพียงแค่บ้านพักชั่วคราวเท่านั้น อารยะนั่งพักอยู่ไม่นานก็ให้ลุกขึ้นพรวดทำเอาวิญญาณบางดวงตกใจ
“นี่เธอ คราวหน้าจะทำอะไรบอกกันบ้างสิ ฉันจะได้เตรียมตัวกันทัน” พจนีย์บ่นก่อนใคร
“ใช่! นึกจะลุกก็ลุก จะนั่งก็นั่ง ทำอย่างนี้ฉันก็ปรับอารมณ์ตามไม่ทันนะสิ” ภาวิณีบ่นตามเหมือนว่าทั้งคู่คงเริ่มจะคุ้นเคยกันแล้ว
อารยะไม่ได้ตอบอะไรมุ่งหน้าไปที่ห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ
มันไม่ใช่หนังโป๊แต่คนเรามันก็ต้องทำความสะอาดร่างกายกันบ้างแต่ปัญหามันมีอยู่เสมอเคียงข้างกับอารยะทุกครั้งที่จะทำอะไรเพราะดวงวิญญาณอีกหลาย ๆ ดวงที่ยังไม่ยอมพูดจาก็เริ่มจะพูดกันบ้างแล้ว
“ว้าย..ย..น่าเกลียดอยู่ ๆ ก็มาแก้ผ้าให้ฉันดู ทุเรศที่สุด น่าไม่อาย” พจนีย์บ่นไปเรื่อย ๆ สบถคำด่าออกมาให้ตลอดเวลา
“กรี๊ด..ด..ด.ด กรี๊ด...ด..ด.ด.” อรทัยร้องกรี๊ดเสียงดัง กล้า ๆ อาย ๆ มองร่างอารยะทีร้องกรี๊ดที
แต่ก็ยังมองแล้วร้องอีก เหมือนแสร้งทำเพราะเธอออกจะเป็นคนเจ้าชู้มีนิสัยหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
เธอเปลี่ยนผู้ชายมาหลายคนแล้วก็ยังไม่เคยอยู่กับใครได้นาน ดูภายนอกเรียบร้อยมากแต่ภายในไม่ใช่
“คุณหุ่นดีนะอารยะ นี่ถ้านายไปเพาะกล้ามเพิ่มอีกนิดนึงนะนายต้องเจ๋งแน่ ๆ” มีนาพูดขึ้น
“เออใช่.. นี่เราสองคนเป็นนักกล้ามเพาะกายมานานแล้ว หุ่นบึกกว่านายเยอะเลยละ” อานนท์กล่าวเสริมด้วยอาการหึงที่มีนากล่าวชมอารยะ
‘มีนา’ และ ‘อานนท์’ จริงแล้วก็ดูเหมือนเพื่อนกันแต่ไม่ใช่ ทั้งคู่เหมือนคู่รักที่เราเรียกว่า ‘เกย์’
ด้วยความสับสนเรื่องจิตใจที่ยังไม่หนักแน่นเหมือนหุ่นที่ใหญ่โตของเขา จึงอาจทำให้ทั้งคู่เลือกที่จะไม่เป็นชาย
ปัญหาจึงอยู่ที่ความลังเลสงสัยในตอนถือจุติกำเนิด ทำให้ทั้งคู่ต้องมาเป็นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงเช่นนี้
“ว้าว!..perfect นะยะ หุ่นล่ำสันสมชาย บิ๊กบะระฮึ่มนะยะ น่าอยู่ด้วยไปจนวันตายเลยนะยะ
ยังไงชั้นว่าชั้นขออยู่กับเธออย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ละกันนะยะ ชั้นไม่ไปไหนอีกแล้วละอารยะ” สมชายสาวประเภทสองที่แสวงหาแต่ความสุขความสบายทางกายอย่างฟุ้งเฟ้อสิ้นเปลืองร่างกายอย่างที่สุด กำลังรู้สึกจะพอใจในการอาบน้ำครั้งแรกหลังจากอุบัติเหตุรถไฟฟ้า
“แหมทุกท่านที่เคารพครับ มันก็เป็นเรื่องปกตินะครับ คนจะอาบน้ำ ยืนฉี่ หรือนั่งถ่ายเนี่ย พวกคุณก็เคยทำไม่ใช่เหรอ” อารยะพยายามพูดให้วิญญาณทุกดวงเข้าใจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
“แต่ไม่ใช่ตอนที่พวกฉันตื่นอยู่อย่างนี้ น่าไม่อาย!.” พจนีย์บ่นให้ฟังอย่างโมโห
“แหมเธอก็ควรจะให้ พี่อารยะเขาได้ถูสบู่ให้สะอาดซะหน่อยนะ” อรทัยอยากให้อารยะสะอาดจริงหรือ

ทำเอาอารยะเลิกสนทนาด้วยแล้วต้องรีบ ๆ อาบน้ำให้เสร็จเพื่อที่จะได้ผ่านพ้นออกมาจากช่วงเวลานั้น
ก่อนที่เพื่อนร่วมร่างบางคนจะติดใจไม่ยอมไปไหน และ บางคนอาจจะบ่นโวยวายไม่ยอมหยุด
..............................................................

บ่ายต้น ๆ ที่กองถ่ายทำนอกเมืองมหานครกรุงเทพ….
อารยะนั่งอยู่บนรถยนต์รูปทรงทันสมัยคันสีดำสนิทออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำลายให้พังในงานนี้เท่านั้น ทั้งหมดก็เป็นแค่ตัวถังภายนอกที่ถูกออกแบบใหม่ให้ดูโฉบเฉี่ยวเท่านั้นส่วนข้างในเป็นเครื่องยนต์เก่า ๆ ธรรมดา อารยะสวมใส่เครื่องแบบนักแข่งรถสวมหมวกกันน็อคสีแดง ภารกิจในวันนี้คือซิ่งรถด้วยความเร็วสูงผ่านอุปสรรคมากมายให้หวาดเสียวเล่น
“วันนี้พี่ดูเท่จังเลยนะจ๊ะ หล่อมากเลยนะพี่” อรทัยกล่าวชมทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเพิ่งจะร้องเสียงหลง
“อาชีพของนายนี่มันน่าสนุกจังเลยนะ” สาธิตดูตื่นเต้นกับงานของอารยะ
“ทุกคนทำใจดี ๆ ไว้นะ เกาะกันไว้ให้แน่นแล้วหลับตา” อารยะกล่าวเตือนออกมาเหมือนว่าดวงวิญญาณในตัวของเขาจะมีที่ให้ยึดจับได้เหมือนราวรถเมล์
อารยะออกสตาร์ทจากจุดเริ่มต้นไปพร้อม ๆ กับกล้องของบ๊วยที่ตั้งคอยไว้พร้อมแล้วทุกจุดทุกมุม
แล้วยังมีกล้องวิ่งติดตามไปพร้อมกับรถซึ่งจะคอยเก็บภาพไปตลอดเหมือนเงาของอีกคันหนึ่งด้วย ส่วนที่เหลือนอกนั้นเป็นบทของพระเอกตัวจริงที่ได้ถ่ายทำไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่อารยะนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล
ระหว่างทางบางจุดเขาจะต้องผ่านกับฉากระเบิดหลายครั้ง ริมทางบ้าง ข้าง ๆ บ้างแล้วก็ตรงข้างหน้า
ที่ระยะเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นนอกจากนั้นยังต้องหลบเศษชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ระเบิดกระจุยเป็นลูกไฟตกลงมา
ทำให้อารยะต้องหลบไปทางซ้ายที หลบไปทางขวาทีอย่างกะทันหันโดยที่ความเร็วของรถก็ไม่ได้ลดลงไปหรือบางทีเศษก้อนวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระเด็นมาจากแรงระเบิดก็ตกใส่หลังคารถจนเสียงดังให้ตกใจ แล้วยังต้องหลบเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่ลุกติดไฟอยู่ตามพื้นอีก ทุกอย่างจึงต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ว่องไวของอารยะเองด้วย
ทำเอาดวงวิญญาณหลาย ๆ ดวงรู้สึกตื่นตกใจ
”กรี๊ด..” “ว้าย..ย..นี่เธอขับรถให้มันดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง” ภาวิณีบ่นเป็นคนแรกเหมือนชีวิตเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
“เธอทำฉันเมารถแล้วนะ ฉันจะอ้วก.ก.แล้ว.ว..” พจนีย์พูดเหมือนว่าจะอ้วกได้จริง
“เฮ้ย.ย.อารยะ. นี่คุณ..ผมยังไม่อยากตายอีกรอบนะ พอเถอะ.” อาทิตย์กล่าวด้วยความกลัว
“ใช่.ผมจะหัวใจวายนะคุณ ผมเป็นโรคหัวใจอยู่นะ” วิชิตมีน้ำเสียงตื่นเต้นมาก
“อุ้ยตาย ว้ายกรี๊ด อารยะจ๋า ชายกลัวนะจ๊ะ ชายไม่ไหว ชายเสียว..ว..” สมชายสาวประเภทสองออกอาการเสียงสั่นอย่างไม่สมชายเอาเสียเลย
“เต็มที่เลยพี่ ผมชอบจริง ๆ เคยเล่นแต่ในตู้เกมเจอของจริงก็วันนี้แหละ อย่าหยุดนะพี่” สาธิตเป็นคนเดียวที่รู้สึกพอใจออกอาการเมามันกับสิ่งที่ได้เคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
อารยะเบรกรถอย่างกะทันหัน จนรถปัดหมุนคว้าง เสียงแหลมเอี๊ยดของยางล้อรถเสียดไปกับพื้นถนนจนแสบแก้วหู รถเลี้ยวสะบัดไปในท่าขวางถนน ทำเอาพื้นถนนเป็นรอยยางสีดำเป็นลักษณะครึ่งวงกลม
“คัท” “ดีมากอารยะ” “อารยะจะพักก่อนหรือเปล่า?.” เสียงของบ๊วยดังผ่านเครื่องกระจายเสียงด้วยน้ำเสียงยินดีที่งานนี้เรียบร้อยไปฉากหนึ่งแล้วอย่างปลอดภัย
อารยะเปิดประตู ก้าวลงมาจากรถ เดินไปเปิดฝากระโปรงหน้ารถดูสภาพโดยทั่วไปของเครื่องยนต์
ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่บุบยุบสลาย จากนั้นจึงเดินไปดูรอบ ๆ นั่งลงเช็คยางทุกเส้นรอบคันจึงค่อยมาปิดฝาประโปรงหน้ารถลง แล้วเดินมาหยุดที่ประตูด้านคนขับ ส่งสัญญาณมือให้ผู้กำกับทราบว่าพร้อมแล้วที่จะเดินกล้องฉากต่อไปได้แล้วเปิดประตูรถเข้าไปนั่งคาดเข็มขัดนิรภัยทันที

“ต่อไปเป็นอะไรอีกละนี่” ภาวิณีบ่นก่อนใครเพื่อนนี่คือปัญหาที่ทำให้ไม่มีใครอยากคบหากับเธอเลย
“หา.. นี่ยังไม่จบอีกเหรอครับ คุณ..” อาทิตย์กล่าวอย่างเหนื่อยใจ
“ลุยเลยพี่” สาธิตเริ่มคึกคักอีกครั้ง
“พอทีเถอะนะ อารยะจ๋า ชายไม่ไหว ชายหมดแรง” สมชายออกอาการเหมือนไม่อยากอยู่ในร่างอารยะเสียแล้ว
อารยะไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะต้องใช้สติประสาททุกรูขุมขนที่มีเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เขาเริ่มเหยียบคันเร่งเร่งเครื่องยนต์เรียกรอบความเร็วอยู่หลายครั้งเพียงรอแค่คำเดียวเท่านั้น

“บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.‘บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.‘บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.”
“…..แอคชั่น” มันเหมือนบ๊วยกำลังนับถอยหลังให้ด้วย สาม สอง หนึ่ง Go ทำนองนั้นเลย
“เอี๊ยด..ด..ด..ด..ด..ด.” อารยะเร่งเครื่องพุ่งไปด้วยเสียงดังลั่นแสบแก้วหูอีกครั้ง
จากรถที่เคยขวางถนนเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่ก็หมุนกลับไปตามเส้นทางแล้วมุ่งหน้าวิ่งไปอย่างรวดเร็ว หลบเครื่องกีดขวางอีกเล็กน้อยจนพบทางโค้งกว้าง ๆ เขาไม่ได้ลดความเร็วลงแต่อย่างใด
“นี่เธออยากตายมากนักเหรอไง คราวหน้าอย่าพาพวกฉันมาด้วยอีกนะ” พจนีย์เริ่มออกมาบ่นบ้างแล้วหลังจากคงไปอ้วกที่มุมไหนในร่างของอารยะมาแล้วก็ได้แต่ดูเหมือนสิ่งที่พจนีย์ขอนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พามาด้วย
“เต็มที่เลยพี่ไม่ต้องสนใจ..” “ถ้าผมอยากลองบ้างเป็นไปได้ไหมพี่” สาธิตตีสนิทเริ่มขอที่จะได้ลองขับเองบ้าง
“ไม่ได้หรอกไอ้น้อง ข้างหน้ามีเรื่องเสี่ยง ๆ อีกเยอะ ไว้คราวหน้าถ้ายังมีอาจจะได้” อารยะพูดเหมือนให้โอกาสกับสาธิตเพียงแต่อารยะคิดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องเสี่ยงตายในอาชีพตัวแสดงแทนแบบนี้
มันจะไม่เกิดขึ้นอีกฉะนั้นคงไม่มีโอกาสให้สำหรับใครได้ลองขับอีกครั้ง
“หา..ยังมีเรื่องเสี่ยงอีกหรือนี่.. โอ้ย..ย.ตายแน่” วิชิตกล่าวด้วยความตกใจกลัวแต่วิชิตคงไม่ตายอีกครั้งเป็นแน่ นอกจากอารยะเพียงคนเดียวที่ยังมีสิทธิ์ได้รับโอกาสตายในครั้งนี้
“นั่น..น..ข..ข.ข้างหน้ามีรถพ่วงคอนเทนเนอร์ขวางอยู่ เราตายแหง ๆ เลยคราวนี้” อดิศักดิ์เห็นรถขวางอยู่แต่ไกล
“แล้วทีนี้พี่จะทำไงดีละ” สาธิตสงสัยว่าอารยะจะผ่านไปได้อย่างไร
“ก็ขับฝ่าไปนะสิ” อารยะพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนี่คือเสียงครั้งสุดท้ายบนรถของอารยะ
“อะไรนะพี่ จะขับชนมันเลยเหรอ..อ..” สาธิตไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ดี ! เราจะได้เป็นอิสระซะที” บุญเพิ่มต้องการให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ
“ผ..ผ..ผม.ไม่อยากตาย..ย..” วิชิตกลัวสุดขีด
“นี่ถ้านายตายไป แล้วใครจะพาเราไปเยี่ยมครอบครัวของเราละ” อดิศักดิ์เริ่มมีเสียงขึ้นมาบ้างอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ เธอจะไม่รับผิดชอบพวกฉันเลยหรือไง” พจนีย์บ่น และแน่นอนต้องมีกองหนุน
“ใช่ ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ฆ่าตัวตายชัด ๆ โง่หรือเปล่านี่” ภาวิณีบ่นเป็นกองหนุนเสริม
“หนังมันทำยากกันขนาดนี้ ต่อไปผมไม่ก๊อปปี้หนังแล้วละครับพี่” สาธิตสำนึกอะไรบางอย่าง
“คุณอารยะ ผมขอร้อง หยุดเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเราต้องตายกันหมดแน่ ” อาทิตย์คงทำใจไม่ได้ถ้าต้องตายซ้ำตายซากอยู่หลายครั้ง
“คนที่ตายเป็นได้แค่อารยะเท่านั้นส่วนที่เหลือก็จะได้ออกจากร่างนี้ไง” บุญเพิ่มอยากให้อารยะพลาดเต็มที
มันคือความตั้งใจแรกที่บุญเพิ่มเคยจุดประเด็นไว้ให้วิญญาณทุกดวงและอยากเหลือเกินที่จะให้มันเกิดขึ้น
จนกระทั่ง...ทุกคน..หมายถึงวิญญาณทุกดวงต้องลุ้นระทึกอีกครั้งเมื่อรถเริ่มเข้าสู่ทางตรงอีกครั้ง
และอีกไม่ไกลเกิน 80 เมตร เขาจะต้องขับผ่านรถคอนเทนเนอร์ที่จอดขวางทางเป็นเหมือนงูตัวใหญ่อ้วน ๆ ที่มานอนพักอย่างสงบบนถนน

เหลืออีกประมาณ 50 เมตร
อารยะเร่งความเร็วดีเดือดสุดขีด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาอยู่ในอาการนิ่งมาก เขาไม่ได้บ้า ไม่ได้คึกคะนอง สติยังดีแต่อาชีพนี้ชีวิตเป็นเรื่องที่อยู่กับเขาแค่เส้นที่ขีดไว้กระโดดข้ามไปก็ตายแล้ว ดังนั้นความตายใกล้ตัวเขาอยู่ทุกขณะเหมือนเพื่อนแท้ที่คอยติดตามเราทุกคน หากว่ามีอะไรผิดพลาดเหมือนกับที่ผ่านมาอีกครั้ง คราวนี้อะไรอีกที่จะช่วยเขาได้นอกจากหนทางเดียวเท่านั้นที่เขาจะรอดได้ก็คือเขาจะไม่พลาด
ดวงวิญญาณหลายดวงเหมือนจะพยายามเขย่าตัวอารยะให้เขาตื่นขึ้นจากความสงบนิ่งที่เขามี
แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงความรู้สึกจากดวงวิญญาณเหล่านั้นที่กำลังปรุงแต่งความคิดของตน
ที่กำลังกลัวเพื่อให้รอดพ้นจากความกลัวตาย

อีก 30 เมตร
วิญญาณทุกดวงเริ่มเงียบใจจดจ่อตื่นเต้นอีกครั้งกับภาพเหตุการณ์ที่คล้ายจะเคยเกิดขึ้นกับพวกเขาบนรถไฟฟ้าที่ตกลงมากระแทกพื้นด้วยความเร็วสูง ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว
เปล่าประโยชน์ที่จะหยุดเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ให้เกิดขึ้น

อีก 10 เมตร
วิญญาณแต่ละดวงเริ่มร้องเสียงหลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดวงวิญญาณของใคร
ตอนนี้ถ้ายังมีชีวิตคงต้องตาเหลือกอีกครั้งกับความหายนะที่อารยะจะมอบให้เองกับมือ
ความกลัวครอบงำดวงวิญญาณทุกดวง ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ยังนิ่งเฉยแล้วขับรถต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียอย่างนั้น

ในขณะที่มองเห็นตู้คอนเทนเนอร์สีแดงอยู่ใกล้ ๆ เพียงแค่ 5 เมตร มันเหมือนเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่บังสายตาทั้งหมดเอาไว้จนมองไม่เห็นอะไรนอกจากตู้เหล็กสีแดงที่อยู่ตรงหน้า อารยะขยับมือข้างหนึ่งไปที่ข้างที่นั่งของเขาอย่างเร็ว จับกับคันโยกอะไรบางอย่างแล้วดึงมันขึ้นเบาะที่นั่งคนขับพับลงนอนหงายที่ระยะเพียง 3เมตร ก่อนถึงตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะที่ความเร็วยังอยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงรถชนกับตู้คอนเทนเนอร์เข้าอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น รถผ่านใต้ตู้คอนเทนเนอร์ไปได้ด้วยดี เพียงแต่ไม่มีหลังคาเท่านั้น มันพังยับฉีกขาดออกไปเหมือนเศษกระดาษกองอยู่ข้างตู้คอนเทนเนอร์จนมองไม่รู้ว่ามันคือชิ้นส่วนใดของรถในขณะที่อารยะกำลังนอนหงายผ่านใต้ตู้คอนเทนเนอร์ เขาต้องยกมือขึ้นเหมือนกำลังลูบไปกับใต้ท้องของตู้เหล็กใบใหญ่นี้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการทำให้ดูเหมือนว่าเขากำลังเอาระเบิดขนาดเล็กติดไว้ก่อนที่จะลอดพ้นออกมาจากที่นั่น รถของอารยะผ่านไปได้สำเร็จโดยที่มันไม่มีหลังคา แสงส่องหน้าอารยะได้ไม่นานนัก เมื่อเขาพ้นออกมาเพียงเสี้ยววินาที
อารยะลุกขึ้นนั่งขับรถอีกครั้งหนึ่ง แล้วปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยทิ้ง ตู้คอนเทนเนอร์ระเบิดขึ้นอย่างแรงเป็นไฟพวยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ เสียงดังสนั่น ตู้เหล็กฉีกขาดปลิวว่อน อารยะต้องคอยมองกระจกหลังตลอดเวลาระหว่างนี้
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษอะไรร่อนตามมาบั่นคอของเขา

ลดความเร็วลดลงอยู่ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“เฮ้ย..ย..นั่นคุณจะทำอะไรอีก” อาทิตย์พูดขึ้นแต่ถ้าให้ตอบคงไม่ทันแล้ว
อารยะหยิบปืนที่คล้ายกับฉมวกยิงปลาฉลามที่ตรงปลายมีตะขอเหล็ก ซึ่งวางอยู่ข้างที่นั่งคนขับ
เขาหยิบมันขึ้นแล้วยิงไปข้างบนอากาศทิศทางเฉียงไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย ฉมวกตะขอยาวพุ่งสูงขึ้นไปเหมือนไม่หวังผลอะไรจากการยิง นอกจากอาจจะไปโดนนกที่บินผ่านมาเท่านั้น อารยะปล่อยมือจากพวงมาลัยรถยนต์แล้วมายึดจับปืนกระบอกนี้ด้วยมือทั้งสองอย่างแน่นที่สุด เขากำลังทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น

ความเร็วรถลดลงมาเหลือที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อเชือกตึงจนสุดสาย มันทำให้ดึงรั้งร่างของเขาออกไปจากรถอย่างรวดเร็วปล่อยให้รถพุ่งตรงไปข้างหน้าตกลงสู่หน้าผาทันที มันเป็นไปตามที่ทีมงานได้จัดฉากวางเตรียมไว้เป็นอย่างดีทุกอย่าง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่นักแสดงจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอะไรอยู่ที่ตรงไหน และรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะทุกอย่างคือมายา
จบฉากเสียทีสำหรับบทเสี่ยงตายเป็นครั้งสุดท้ายของอาชีพที่ได้เงินมากับการล้อเล่นบนความตายแต่ได้เงินไม่คุ้มค่ากับชีวิต
…..........................…………………

“บ๊วยเสร็จงานแล้วไปกินข้าวด้วยกันสิ มีเรื่องอยากคุยด้วยวะ” อารยะชวนในขณะที่บ๊วยก็กำลังนั่งคิดอะไรอยู่เงียบ ๆ
“ได้สิ เอาร้านอาหารแถวนี้ละกันนะ” บ๊วยตอบตกลง
“แล้ววันนี้จะไม่ไปส่งน้องอารีหรือไงวะ” อารยะกำลังอ่านใจเพื่อน
“อ่านใจข้าอีกแล้วนะ ไอ้อารยะ” บ๊วยพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม
“ก็อยู่ที่ว่าที่นายนัดข้าไปกินเนี่ย มันส่วนตัวหรือเปล่า ถ้ายังไงขอพาน้องอารีไปด้วยกันเลยละกัน”
บ๊วยหาเพื่อนเพิ่ม
“อะ อะ จะชวนกันไปไหนละยะ” “นี่..นี่..ไม่ยอมนะ ถ้าไม่ให้ฉันไปด้วยนะยะ ฉันวีนแหกอกแน่ ๆ เลยซิบอกให้” เสียงของแมนเริ่มเพี้ยนไปทางภาคอีสานบ้านเกิด
อารยะกับบ๊วยหันมามองหน้ากัน พร้อมพยักหน้า
“ก็ไหน ๆ ก็จะชวนน้องอารีไปอยู่แล้ว แมนก็ไปด้วยกันสิ จะได้สนุกด้วยกัน” บ๊วยออกปากชวนเพราะขัดใจไม่ได้อยู่แล้ว
“ชวนเค้าไปเนี่ย กินด้วยไม่ช่วยซักบาทนะยะ ในฐานะที่มาชวนเค้าเอง” แมนพูดแล้วฟังดูแปลก ๆ ว่าใครชวนหรือใครขอไปด้วยกันแน่ แต่ก็ทำให้เรียกเสียงขำจากบ๊วยและอารยะได้
“แล้วฝากแมนชวนน้องอารีไปด้วยกันเลยนะ พี่จะไปเตรียมรถก่อน เจอกันที่รถเลยละกัน” บ๊วยต้องไปรอที่รถเสมอเพราะว่าต้องไปเตรียมอุ่นเครื่องยนต์ก่อน ไม่อย่างนั้นทุกคนคงได้ลงมาเข็นรถเป็นแน่
.....................................................................

ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ ย่านสมุทรปราการ
มันเป็นหัวค่ำที่อากาศดีมีลมพัดเย็น ๆ ตลอดเวลา แสงไฟจากโคมสว่างไสวเพียงอ่อน ๆ ประดับอยู่ทั่วร้าน เสียงดนตรีเบา ๆ เข้ากับบรรยากาศเหมือนชวนให้ทานไปหลับไป น่าสนทนายิ่งนัก
“เดี่ยวนี้นายเปลี่ยนเป็นใส่แว่นกรอบแดงตั้งแต่เมื่อไรวะเพื่อน” อารยะถามบ๊วย
บ๊วยออกอาการอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง แต่ก็ปิดบังอารยะไม่ได้อยู่แล้ว
“ความรักทำให้นายเปลี่ยนแปลงไปจริงไหมวะเพื่อน” อารยะได้ทีแซวเพื่อนซะแล้ว
“เมื่อวันก่อนที่ผ่านมานายรู้เรื่องข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองไทยหรือเปล่าวะ อารยะ” บ๊วยเปลี่ยนเรื่องถามไปเรื่องอื่นอย่างตื่นเต้น
“แหม ข่าวออกดังออกอย่างนั้น ไม่มีใครรู้มั่งยะคุณผู้กำกับ มันก็สั่นไปทั่วบ้านทั่วเมืองแหละยะ ชั้นนะเกือบตาย คืนนั้นไปจับผู้ชายแถวพัฒน์พงษ์ อยู่ดี ๆ ก็มีป้ายอันใหญ่หล่นลงมาใกล้ ๆ”
“ดี๊..ดี..นะคนดีผีคุ้มเลยรอดตายมาได้เนี่ย” แมนแย่งเล่าก่อนที่อารยะจะได้ตอบ
“เหรอจ๊ะ คนอย่างแมนเนี่ยนะผีคุ้มน่าจะเป็นผีสิงจะดีกว่านะคะ” อารีแซว
ทำเอาทุกคนหัวเราะคิกคัก ยกเว้นคนถูกแซวกำลังมองค้อนอารีอยู่ แมนทำท่างอนสะบัดหน้าใส่อารี ทำให้ผมสยายปลิวไปเหมือนโฆษณายาสระผมอย่างนั้นเลยเชียว มีเพียงแต่อารยะเท่านั้นที่คิดว่าคำนี้น่าจะเป็นของตนเองมากกว่า เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่พูดถึงกันอยู่ ร่างของเขาก็ถูกวิญญาณเข้าสิงอยู่ตั้งหลายดวง

“ส่วนข้านะ ตอนนั้นอยู่แถวแยก อ.ส.ม.ท. อยู่เลยวะ ก็กำลังไปกินข้าวกับน้องอารีเค้าตามแผนของนายนั่นแหละ” ”จู่ ๆ ก็มีเสียงดังโครมลั่นเลย ทำเอาตกใจ มองไปที่กระจกหลัง แล้วขนลุกเลยแหละ เพราะข้าเพิ่งขับรถผ่านใต้ทางด่วนมาเอง พ้นออกไปนิดหน่อยมันก็พังลงมา ด้วยอารามตกใจเหยียบรถวิ่งไปตั้งสติได้ก็รัชดาแล้ว” บ๊วยเล่าอย่างตื่นเต้น
“แหม๊. แหม..ม.ม.แอบไปกินข้าวกันมาไม่ชวนชั้นเลยนะยะยัยรี ไม่มีชั้นอยู่ด้วยอร่อยมั๊ยละยะเนี่ย” แมนประชด
“อร่อยสิ” คำนี้ทั้งบ๊วยและอารี พูดขึ้นพร้อม ๆ กัน
บ๊วยและอารี ต่างก็หันมามองหน้าสบตากันหวานซึ้ง แต่แมนทำหน้างอนที่ไม่ยอมชวน
“แอบไปกินข้าวกันมามื้อเดียว ใจตรงกันเลยนะยะ” แมนประชดประโยคนี้ขึ้นมาทำเอาทั้งคู่เขิน
“เออ..อ.ไหนว่านายมีเรื่องคุยกับข้าไง เราก็มัวแต่คุยเล่นกันกินกันเพลิน” บ๊วยนึกขึ้นได้หลังจากที่นั่งทานอาหารพูดคุยกันเรื่องอื่นมาสักพักหนึ่งแล้ว
“ก็ไม่มีอะไรสำคัญนักหรอก คือว่าตอนนี้ข้าก็หมดงานในกองถ่ายแล้ว ข้าว่าจะเลิกเป็นตัวแสดงแทนแล้ววะ” ที่จริงแล้วอารยะอยากเล่าเรื่องสำคัญกว่านี้ต่างหาก แต่เห็นว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะ
“หมายถึงว่า เธอจะไปเป็นตัวแสดงจริงหรือไงจ๊ะ” แมนแซวขึ้นมาแทรกขณะที่ทุกคนกำลังเครียด
“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงว่าผมจะเลิกทำอาชีพนี้แล้วครับ” อารยะอธิบายอีกครั้ง
“อ้าว..ว..ว. แล้วนายจะไปไหนทำอะไรวะ นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่าวะบอกกันได้นะ” บ๊วยถามด้วยความเป็นห่วง
“นั่นสิยะ แล้วเธอจะไปทำอะไรรับประทานละจ๊ะ หรือว่าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วอุ๊บ” แมนคิดไปไกล
“แล้วพี่คิดว่าจะทำอะไรต่อไปคะ” น้องอารีถามเดียวกันอีกเป็นคนสุดท้าย
“ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไร แต่ตั้งใจจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างนะ” และนี่คือสิ่งที่อารยะคิดไว้อยู่แล้วว่าจะกลับไปไหว้พ่อแม่ โดยอาศัยจังหวะเดียวกับที่ต้องไปเยี่ยมญาติของดวงวิญญาณทุก ๆ ดวงอยู่แล้ว
“เออ..ก็ดีวะ ถ้าอย่างนั้นยังไงก็ฝากไปดูพ่อแม่ข้าด้วยนะ แล้วข้าเสร็จงานจะตามไปละกัน” บ๊วยก็รู้สึกอยากเห็นหน้าพ่อแม่ขึ้นมาทันที
“เรื่องพ่อแม่นี่ฝากกันเยี่ยมฝากกันดูได้ด้วยนะยะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ฝากแวะไปทางอีสานหน่อยสิอารยะ
จะได้ฝากไปพาพ่อแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยเลยนะยะ” แมนพูดกวน ๆ ทุกคนหัวเราะคิกคัก ขำกับคำพูดเสียดสีและกิริยาท่าทางของแมน
“แล้วตอนนี้เรื่องของนายไปถึงไหนกันแล้ว” อารยะแกล้งถาม
“ก็ดีนะ อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะเสร็จ ที่เหลือก็เป็นเรื่องทางเทคนิคในคอมพิวเตอร์” บ๊วยตอบเหมือนไม่รู้ใจคนถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึง นายกับน้องอารีนะ” อารยะถามในสิ่งที่ควรถามซะแล้ว ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ขวยเขินอายซึ่งกันและกัน
อันที่จริงแล้วไม่มีอะไรปิดบังอารยะได้ เพราะเขาได้อ่านใจเพื่อนทั้งคู่จนรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้แค่เพียงการเชื่อมกันอีกนิดเดียวเท่านั้น การถามของอารยะในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมต่อให้เขาทั้งคู่ได้เผยความในใจต่อกันเสียที อารยะหวังว่าพบกันครั้งหน้าคงได้เห็นเพื่อนของเขามีความสุขสมหวัง ไม่ใช่แค่แอบมองเขาอยู่ตลอดเหมือนที่ผ่านมา
บ๊วยหันไปมองหน้าน้องอารี สบตากันแล้วต่างก็ระงับอาการหน้าแดงกันไว้ไม่ได้
“กะ.ก.ก็ไปด้วยดีนะ สวยงาม” บ๊วยตอบด้วยอาการเขินน้องอารี แต่ไม่ใช่เขินอารยะ
“อะ อะ นี่เธอ ยัยรีเธอแอบไปพบรักกันตั้งแต่เมื่อไรยะ ไม่บอกชั้นเลยซักคำ ดูซิทำชั้นแห้วไปอีกคนแล้วรู้มั๊ย จำนวนผู้มุ่งหวังของชั้นลดลงไปอีกหนึ่ง” แมนยกมือขึ้นมานับว่าเหลือเป้าหมายอีกกี่คน พร้อมกับแสดงท่าทางสะบัดไปสะบัดมาฟึดฟัดไม่สบอารมณ์ สมบทบาทเหมือนว่าจะได้รางวัลนักแสดงดีเยี่ยม
“โธ่! อย่าเสียใจไปแมน ยังเหลือพี่อารยะอยู่ใกล้ ๆ นี่อีกคนหนึ่งยังไงละจ๊ะ” อารีพูดล้อเล่นปลอบใจแล้วชี้นิ้วไปที่อารยะ
“เออ..อ..ใช่ ชั้นยังมีโอกาสจริงไหมจ๊ะ พ่อทูนหัว” แมนเอื้อมมือไปหยิกแขนอารยะเล่นเบา ๆ
แล้วทำท่าทางสะบัดสะดิ้งเขินอาย
“ถ้านายพร้อมจะกลับมาทำงานอีก ข้าก็ยินดีนะเว้ยเพื่อน” บ๊วยกล่าวก่อนที่จะได้ฤกษ์ลากันในคืนนี้
“เออขอบใจวะ” อารยะกล่าวสั้น ๆ

ก็เป็นอันว่าอารยะเลยไม่ได้เล่าความในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวเขาให้เพื่อนฟัง ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน โดยไม่รู้ว่าอารยะจะได้พบกับบ๊วยอีกครั้งเมื่อใด หลังจากคืนนี้ไปแล้วคงยากที่จะพบกันง่ายขึ้น เพราะอารยะเองก็ต้องโคจรไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างไรก็ดีหากบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นกับผู้ใดคนที่ห่างไกลกันแสนนานหรืออยู่ไกลกันมากขนาดไหนก็ตามเมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะเหมาะสมด้วยเวลา โอกาส สถานที่ บุญกรรม วาสนาที่มีต่อกันคนที่ห่างหายไปนานก็จะให้มาเจอกันได้ในสถานที่ ๆ ไม่น่าจะได้เจอกันอย่างเหลือเชื่อ
ซึ่งเรามักจะเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘ความบังเอิญ’

..................................................................................
เดินทางสู่ความวุ่นวาย

ในห้องพักเล็ก ๆ ของอารยะวันที่น่าดีใจสำหรับดวงวิญญาณทุกดวงมาถึงแล้ว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาเสียชีวิตกันมา
“เอาละทีนี้ รบกวนคุณอาทิตย์ต้องรายงานผมได้แล้วครับว่า มีดวงวิญญาณทั้งหมดจำนวนเท่าไหร่”
อารยะเริ่มงานใหม่ทันที
“ทั้งหมดมีจำนวน 87 ดวง มีคนที่อยู่ในมหานครกรุงเทพอยู่จำนวนมากที่สุดคือ 43 คน ในพื้นที่ปริมณฑลอีกจำนวน 19 คน” “8 คนเป็นคนทางภาคเหนือ” “7 คนเป็นคนทางภาคอีสาน” “4 คนเป็นคนทางตะวันออกเฉียงใต้” “และสุดท้ายอีก 6 คนเป็นคนทางใต้ครับ” อาทิตย์รายงานให้ทราบเรียบร้อย
“ถ้างั้นเริ่มที่มหานครกรุงเทพนี้ก่อนเลย” อารยะเลือกไปที่สะดวกที่สุดก่อน
“ทั้งหมดมี 32 ที่ เนื่องจากบางคนอยู่บ้านเดียวกัน บางคนเหลือตัวคนเดียวไม่มีญาติแล้วและบางคนก็ไม่อยากกลับไปบ้านเพราะไม่มีความผูกพันที่ดีนัก” อาทิตย์ให้ข้อมูลดีมาก
“แล้วใน 32 ที่นี้มีที่ใกล้ ๆ บริเวณแถวนี้บ้างหรือแปล่าครับ” อารยะตั้งใจเลือกที่ง่ายที่สุดก่อน
“เป็นท้องที่บริเวณแถว ๆ นี้จำนวน 2 ราย” “คือนายอดิศร กับ นางอาภาพร”
“อ้อ! ทั้งคู่อยู่บ้านเดียวกันครับ วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเค้าทั้งสองกำลังเดินทางกลับบ้านเหมือนทุก ๆ วันครับ” อาทิตย์ให้ข้อมูลได้อย่างละเอียด
“เค้าทั้งสองคนอยู่ที่บ้านเลขที่ 152/206 หมู่บ้านสุขใจดีมีเงิน ซอยลาซาล 105 นี่เอง” อาทิตย์เสนอที่แรกที่ใกล้ที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอทำความรู้จักกับคุณพี่อดิศรกับคุณพี่อาภาพร ด้วยครับ” อารยะพูดถึงคนสองคนแรกที่จะต้องเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของเขา
“ผมอยู่นี่ครับ” “ฉันอยู่นี่คะ” ทั้งคู่แสดงตัว
“ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตสอบถามข้อมูลส่วนตัวของพี่ทั้งคู่ด้วยนะครับ จะได้เป็นข้อมูลในเบื้องต้นครับ” อารยะขอข้อมูลกับคนทั้งคู่ ซึ่งอันที่จริงนั้นอารยะสามารถที่จะเข้าไปดูภายในจิตของทั้งคู่ได้อย่างง่ายดาย
แต่เขาไม่ทำเช่นนั้นเพื่อเปิดโอกาสการสนทนาให้คุ้นเคยรู้จักกันก่อน
“คือพี่ทั้งคู่ทำงานที่เดียวกันอยู่แถวเจริญกรุง พี่เป็นทนายความ อายุ 45 ปี ส่วนภรรยาพี่เป็นนักบัญชี อายุ 44 ปี มีลูกกำลังเรียนอยู่ 2 คน เป็นลูกชายทั้งคู่ คนหนึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัย อีกคนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย
ที่บ้านเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อและแม่อยู่ด้วย แล้วก็น้องสาวอีกคนยังไม่แต่งงาน” อดิศรเล่าประวัติ
“อืม.ม.แล้วตอนนี้ครอบครัวพี่จะทำยังไงกับเรื่องความเป็นอยู่ในบ้านละครับ” อารยะรู้สึกเป็นห่วง
“มีก็แต่เงินเก็บนิดหน่อยแล้วก็ประกันชีวิตของพวกเราสองคน” อาภาพรชิงรีบตอบขึ้นก่อน
อารยะรู้สึกเอะใจขึ้น เขาจึงไม่เชื่อเลยทีเดียวนัก การที่ดวงวิญญาณเหล่านี้ถูกพันธนาการไว้ในร่างของเขานั้นจะต้องมีเหตุแห่งกรรมอันเป็นข้อตำหนิหนักหนาพอที่จะต้องถูกจองจำไว้เพื่ออบรมบ่มจิตนิสัย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับอารยะที่จะเข้าไปล้วงเอาความลับภายในจิตของพวกเขาเหล่านั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่อารยะต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับมาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกไปเป็นเครื่องมือของอุบายแห่งกรรม
อารยะกำหนดจิตไปที่ดวงวิญญาณของอดิศรแล้วต่อด้วยดวงวิญญาณของอาภาพร จึงได้ล่วงรู้ความจริงบางอย่างที่ยังไม่เปิดเผย
“พี่อดิศร เป็นทนายความว่าความให้ตัวโกงให้ได้พ้นผิดอยู่เสมอทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาผิดอยู่แล้วแต่อำนาจเงินเหมือนมดใกล้น้ำหวาน จึงซื้อหัวใจของพี่อดิศรได้อย่างง่ายดายแต่หารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้น
ก็เหมือนมดที่กินน้ำหวานจนเหนอะหนะเหนียวจนติดตัวติดปากติดอยู่กับน้ำหวานนั้นจนตัวเองไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องร่างสัญญาต่าง ๆ ขึ้นเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นที่ด้อยกว่าทั้งนั้น” “พี่อาภาพร ไม่ได้ทำบัญชีบริษัท เท่านั้นแต่ทำเงินเดือนจ่ายให้พนักงานในบริษัทด้วย จึงสามารถใช้อำนาจและความรู้ที่ตัวเองมีเบียดบังเอาเงินเล็กเงินน้อยของพนักงานจำนวนมากที่เป็นยาม เป็นแม่บ้าน เป็นคนทำความสะอาด ด้วยความรู้อันต่ำต้อยของพวกเขา จึงไม่รู้เรื่องในสิ่งที่พวกคุณทำ พูดอะไรมาเขาก็เชื่อคำนวณก็ไม่เป็น” ”สรุปแล้วคุณพี่ทั้งคู่เป็นเจ้าของบริษัทที่พี่ทำอยู่มีเงินเก็บเป็นล้าน แต่ที่พี่บอกว่านิดหน่อยเป็นเพราะยังไม่รู้จักพอ แล้วพี่รู้ไหมครับว่าสิ่งที่พี่ทั้งคู่ทำ มันเหมือนทำนาบนหลังคน” อารยะเริ่มชี้แนะให้เห็นความละอาย
“พี่ก็รู้แต่ พี่มีครอบครัวที่ต้องหาเลี้ยง” อดิศรกล่าวอ้าง
“ไหนจะค่าบ้านที่ต้องผ่อน ค่าผ่อนรถอีก ค่าเรียนของลูกอีก 2 คน แล้วพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูอีก”
อาภาพรกล่าวอ้างขึ้นบ้าง
”ใช่ครับพี่ทั้งคู่มีครอบครัวที่ต้องเป็นห่วงเลี้ยงดู พนักงานในบริษัทของพี่ก็มีครอบครัวนะครับ”
“พี่มีบ้านต้องผ่อน แต่พนักงานที่พี่เหยียบพวกเขาอยู่นั่นเขาไม่มีบ้านให้อยู่ต้องไปอาศัยเช่าเขาอยู่เอา
สัญญาการจ้างงานพี่ก็ทำแบบเอาเปรียบพวกเขา เพราะความรู้น้อยเขาจึงไม่มีปากเสียงไม่รู้ไม่เข้าใจ
บางคนยังไม่ได้อ่านเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่สิ่งที่พี่ทำมันผิดกฎหมายแรงงานชัด ๆ” “ในส่วนของคดีความพี่ก็เลือกทำให้คนมีเงินที่ทำแต่ความเลว นี่ไม่ใช่ผิดต่อทางโลกเท่านั้นนะครับ พี่ยังผิดต่อทางธรรมอีกหลายข้อด้วยซ้ำ” อารยะเริ่มใส่อารมณ์โกรธ

อารยะต้องหาทางอบรมบ่มนิสัยให้กับดวงวิญญาณทั้งคู่และดวงอื่น ๆ ดังนั้นจึงต้องเล่าเรื่องในสิ่งที่พวกเขาเคยได้ทำมาให้เกิดความสำนึก
“ในอดีตชาติพี่ทั้งคู่เป็นเจ้าหนี้ที่ขูดรีดลูกหนี้จนหมดหนทางท้ายที่สุดลูกหนี้บางรายต้องปิดฉากตัวเอง
ด้วยการฆ่าตัวตายไปก็มี แล้วพี่ก็ยึดที่ดินของผู้อื่นมาได้อีกมากมายโดยไม่เป็นธรรม บางรายพยายามาหามาจ่ายหนี้ให้แต่พี่ก็แกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้านจงใจหลบหน้าลูกหนี้ เพื่อให้ล่วงเลยเวลานัดชำระไป เพราะหวังจะได้จากเขาจนหมด ท้ายที่สุดพี่ก็ถูกคนร้ายฆ่าให้ตายอย่างทรมานแล้วชิงทรัพย์ไป ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือลูกหนี้ที่เขาจนตรอกกลับมาแก้แค้น เหมือนกันกับยุคนี้ลูกของพี่จึงต้องกำพร้า” อารยะเล่าในสิ่งที่ทั้งคู่ได้กระทำมาและอารยะเริ่มใจเย็นลงแล้ว
“ชาติก่อนหน้านั้นอีก พี่เกิดเป็นสุนัข จรจัด เจ้าของเลี้ยงไว้แต่ไม่เคยอยู่ดูแลช่วยเหลือเจ้านาย เพื่อตอบแทนพระคุณที่ได้ชุบเลี้ยงมา เอาแต่ตระเวรเที่ยวเตร่อยู่นอกบ้าน ทำตัวเป็นนักเลงคอยไล่กัดคน ไล่รถจักรยานและรังแกสัตว์อื่น ๆ จนถึงชีวิตแต่ตนเองกับสนุกสนานสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้แก่เจ้าของเป็นอันมาก พอหิวก็กลับมากินข้าวบ้าน สุดท้ายเจ้าของย้ายบ้านจึงไม่ได้พาไปด้วยเพราะหาไม่เจอ ไม่ได้ตั้งใจทิ้งแต่ไม่รู้ไปเที่ยวเตร่อยู่ที่ไหน สุดท้ายเลยต้องกลายเป็นหมาจรจัดไม่มีใครเลี้ยงเพราะความที่ได้สร้างวีรกรรมร้ายไว้มาก จึงต้องแย่งกันหาอาหารกิน อย่างยากลำบากแสนสาหัส กัดกันทุกวันเพื่อแย่งอาหารที่ได้มา ทั้งที่ถูกเลี้ยงมาด้วยกัน สุดท้ายต้องตายเพราะตัวหนึ่งอ่อนแอขาดอาหารจนกระทั่งป่วยเป็นโรคร้ายตาย ส่วนอีกตัวหิวก็เลยกินศพของตัวที่เป็นโรคตาย จึงต้องตายตกไปตามกันอย่างน่าเวทนาที่สุด” อารยะสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในใจของอดิศรและอาภาพร
“ขอถามประโยคหนึ่งว่า ชาติต่อไปพี่ทั้งคู่อยากเกิดมาเป็นแบบนี้อีกหรือไม่” อารยะถามแต่ไม่ต้องการฟังคำตอบ
”....….”
“ได้เวลาที่ผมควรจะออกไปเยี่ยมบ้านของพี่ทั้งสองแล้วครับ จะได้ไปบ้านคนอื่นต่ออีกด้วย” อารยะตัดบทให้จบการสนทนาลงหลังจากใช้เวลาในห้องเล็ก ๆ เป็นมานานพอสมควรแล้ว
.............................................................

หน้าบ้านเลขที่ 152/206 หมู่บ้านสุขใจดีมีเงิน
มันเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่มีบริเวณสนามพอสมควร ดูบ้านเงียบสงบอารยะไม่รีรอที่จะกดกริ่งหน้าบ้าน
วิญญาณของอดิศรและอาภาพร ต่างก็มีอาการของความตื่นเต้นดีใจ มันมากพอที่จะแทรกแซงพลังอำนาจที่มีของอารยะได้ในบางช่วงเวลา อารยะเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อได้เห็นหน้าของลูกชายคนโตของอดิศรและอาภาพร เขารู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกแทรกแซงด้วยพลังที่แรงกล้ารวมกัน มันเหมือนฟังวิทยุที่มีเสียงแทรกของสถานีข้างเคียงรบกวนเดี่ยวชัดเดี่ยวไม่ชัด
“สวัสดีครับ มีธุระเรื่องอะไรหรือครับ” โจลูกชายคนโตกล่าวอย่างสุภาพ คงเป็นการยากที่จะให้คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักได้เข้าไปในบ้าน นอกจากการทำให้ไว้ใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีก็คงหมายถึงการทำให้ตายใจ
“สวัสดีหลานชาย อาเป็นเพื่อนกับพ่อแม่ของหลาน อาเสียใจด้วยนะครับที่เขาต้องจากไปแบบนี้”
อารยะยังยืนพูดอยู่นอกประตูรั้วบ้าน
“เหรอครับ อาชื่ออะไรครับ” โจเด็กฉลาดพอตัว
“อาชื่อ อารยะ” อารยะแนะนำตัว
“ผมไม่เคยได้ยินพ่อแม่ของผมพูดถึงชื่อนี้เลย” โจแสดงอาการไม่อยากเชื่อ
“นั่นสินะ แต่พ่อแม่ของหลานนะ พูดเรื่องของลูกชายทั้งคู่ให้ฟังว่าทั้งคู่ฝันอยากเป็นอะไร” อารยะเริ่มปรับให้เข้าทางได้แล้ว
“ที่อามาในวันนี้เพียงแค่จะบอกอะไรบางอย่างในสิ่งที่พ่อแม่ของหลานยังไม่เคยบอกให้ทำ”
“นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องบอกให้ปู่และย่าของหลานต้องรู้เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว” อารยะพยายามมากขึ้นอีก
“แต่มันจะง่ายเกินไปที่จะให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านนะครับ” โจยังไม่เชื่อนัก
“เอาอย่างนี้ละกันนะ หลานลองถามเรื่องที่เป็นความลับภายในบ้านมาสิ” อารยะใช้วิธีสุดท้าย
“ถ้าอย่างนั้นผมขอถามอาว่า รหัสผ่านคอมพิวเตอร์ของพ่อผมที่ใช้ในบ้านคือเลขอะไร” โจฉลาดมากเพราะว่าไม่มีทางที่ใครจะมารู้ได้แม้คนในบ้านก็ยังไม่รู้เลย
อารยะเปิดประตูแห่งจิตของตนเองให้อดิศรได้ออกมาใช้ร่างกายของเขาบางส่วนเป็นครั้งแรก
เพื่อเล่นเกมตอบคำถามกับลูกชายอยู่หน้าบ้านของตัวเอง
“ไม่ใช่ตัวเลขนะลูก..เอ้ย.! หลานชายมันเป็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ 5 ตัวคือคำว่าเจลลี่ เขียนอย่างนี้นะ ‘J’ - ‘E’ - ‘L’ - ‘L’ - ‘Y’ ถ้าหลานไม่เชื่อก็ลองไปเปิดเครื่องคอมที่อยู่บนห้องนอนของพ่อดูสิ” อดิศรลืมไปว่าอยู่ในร่างคนอื่น
“เอ๊ะ.! แล้วคุณอารู้ได้ยังไงว่าคอมที่ว่าอยู่บนห้องพ่อผม” โจสงสัย
“อ้อ.อ.พ่อแม่ของหลานเคยบอกไว้นะ” อดิศรตกใจ

โจเดินกลับเข้าไปภายในบ้าน เพื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์บนห้องนอนของพ่อแม่ ซึ่งวางทิ้งไว้ไม่มีใครสามารถเปิดมันใช้งานได้ สักพักหนึ่งโจก็เดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจเหมือนไขกุญแจปริศนาได้สำเร็จ
จึงได้เปิดประตูรั้วบ้านพร้อมกับเชื้อเชิญให้เข้ามาในบ้านก่อน
“ถ้าอย่างนั้นอาเข้ามาในบ้านก่อนละกันและต้องขอโทษด้วยครับที่สงสัย เลยให้ยืนอยู่หน้าบ้านนาน” โจรู้สึกผิดเล็ก ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกโจ” อดิศรยิ้มในความฉลาดรอบคอบในการระวังภัยและไม่ให้ใครมาหลอกง่าย ๆ
เหมือนพ่อซึ่งเป็นคนหัวหมอเพียงแต่จะดีมากถ้าไม่เอาเปรียบใคร
“มันเหลือเชื่อมากครับที่อารู้รหัสผ่านเครื่องคอมของพ่อแม่ผมได้ ทั้งที่ไม่มีใครในบ้านรู้เลย
แสดงว่าอาต้องสนิทกับพ่อแม่ผมมากถึงได้รู้ความลับนี้ พ่อบอกเสมอว่ามันมีข้อมูลเป็นความลับทางธุรกิจ จึงไม่อยากให้ใครมายุ่งกับเครื่องคอมของพ่อ” โจประหลาดใจมากที่ได้พบกับเพื่อนสนิทของพ่อแม่ทั้งที่ไม่เคยพูดให้ใครในบ้านฟังเลย
ขณะเดียวกันอารยะเปิดประตูแห่งจิตของตนให้อาภาพรได้เล็ดลอดออกมาได้บ้าง
เพื่อให้ทั้งคู่ได้รับความรู้สึกจากทางประสาทสัมผัสของ จมูก หู ลิ้น กาย จิต อย่างชัดเจนก่อนเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนเข้าบ้านโจถามอารยะว่า “ทำไมพ่อผมจึงใช้ชื่อ JELLY เป็นรหัสผ่านเข้าเครื่องครับ”
“โจมีพี่สาวคนโตที่เกิดมาได้ไม่กี่เดือนแล้วก็เสียชีวิตไป ตอนนั้นแม่ของโจตั้งชื่อนี้ให้กับพี่สาวของโจนะ”
อาภาพรในร่างของอารยะเป็นผู้ตอบคำถามนี้
ภายในบ้านจัดไว้เรียบร้อยสะอาดสะอ้านดี เปิดประตูเข้ามาก็เห็นชุดรับแขกทำจากไม้พร้อมกับทีวีแขวนจอแบนขนาดใหญ่มาก
“นี่ปู่ และ ย่า ของผมครับ” โจแนะนำให้รู้จักกับผู้อาวุโสอายุราว 70 ซึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันที่ชุดรับแขกที่ยาวเป็นพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ
“นี่เพื่อนของพ่อกับแม่ ชื่อ อารยะ ครับคุณปู่คุณย่า” โจแนะนำคนแปลกหน้าที่มาเยือนให้รู้จัก
“สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า” อารยะยกมือไหว้
ปู่และย่าของโจยกมือขึ้นระหว่างอกเพื่อรับไหว้ ทำหน้าตางง ๆ แล้วมองหน้ากันเอง อยู่ ๆ ก็มีคนอ้างตัวเป็นเพื่อนกับลูกของตนมาแสดงตัวและสามารถเข้ามาได้ถึงภายในบ้านโดยที่หลานเองก็ไม่ได้บอกกล่าวซึ่งในตอนแรกก็เข้าใจว่ามีเซลแมนมากดกริ่งขายของภายในหมู่บ้าน
“แล้วคนอื่น ๆ ไม่อยู่หรือโจ” อารยะต้องการให้มารวมกันพร้อมหน้าตามความต้องการของอดิศรและอาภาพร
“น้าสาวไม่อยู่ไปทำงาน เจก็ไปเรียนครับ แล้ววันนี้ผมก็ไม่มีวิชาเรียนครับ” โจพูดถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนี้
“เชิญนั่งก่อนนะครับอา เดี่ยวผมไปเตรียมน้ำให้” โจรู้จักมารยาทดี
“ไม่ต้องหรอกโจ อาคงใช้เวลาไม่นานก็กลับแล้ว” อารยะกล่าวห้ามไว้ในขณะที่กำลังนั่งลงที่ชุดรับแขก
โจไม่ได้สนใจคำห้ามเดินไปจัดน้ำดื่มมาบริการ
อารยะสงสัยอยู่ว่าทำไมลูกของเขาสุภาพเรียบร้อยรู้จักมารยาทดีมาก ทั้งที่พ่อและแม่ก็เป็นคนที่แตกต่างกันมาก
“คุณลุงคุณย่าครับ ผมมีเรื่องจะบอกเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสิ่งที่พี่อดิศรและพี่อาภาพรเคยได้พูดคุยกันไว้ก่อนที่เขาทั้งคู่จะเสียชีวิต เกี่ยวกับเรื่องการจัดการดูแลภายในบ้าน มรดก และกิจการของบริษัทด้วยครับ”
อารยะเริ่มเกริ่นนำก่อนที่จะปล่อยให้วิญญาณของอดิศรและอาภาพร ได้เข้ามาแสดงบทบาทในการจัดการ
สั่งเสียให้เกิดความเรียบร้อย
“นี่ครับอา น้ำดื่มเย็น ๆ ครับ” โจเดินมาเสิร์ฟน้ำให้แล้วนั่งลงฟังอยู่ตรงชุดรับแขกที่อยู่ข้าง ๆ
อารยะปล่อยให้เป็นเรื่องภายในครอบครัว
…………………………………………............

สนามหน้าบ้านใกล้กับประตูรั้วทุกคนกำลังเดินออกมาส่งอารยะ
“รู้ไหมครับอา” “อาพูดจาท่าทางเหมือนพ่อแม่ผมเลยคุยด้วยแล้วเหมือนว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ” “แล้วอาจะมาอีกหรือเปล่าครับ? ผมว่าเจกับน้าสาวของผมก็คงอยากรู้จักกับอานะครับ” โจหวังจะได้ทดแทนความรู้สึกคิดถึงพ่อแม่
“คงไม่ได้แล้วละลูก..ก..” อาภาพรกล่าวออกมาด้วยอาการน้ำตาคลอเบ้าก่อนที่จะเดินออกจากรั้วประตูบ้าน
อารยะดึงดวงจิตของอดิศรและอาภาพรกลับเข้าไปทันที แล้วกล่าวคำอำลากับทุกคน ก่อนจะเดินละจากที่ตรงนั้นมา
มันเป็นงานที่น่าเศร้าและยากลำบากใจที่สุดสำหรับอารยะ เช่นเดียวกันกับดวงวิญญาณบางดวงที่ขอถอนตัวจะไม่ไปเยี่ยมญาติด้วยบางส่วนเพราะความที่ทำใจไม่ได้กับความเสียใจที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นก็ไม่มีสมบัติหรืออะไรที่จะต้องสั่งเสียให้คนเป็นที่ยังมีชิวิตอยู่ได้ทำอะไรให้
“เอาละนะครับทุกท่าน เฉพาะมหานครกรุงเทพเท่านั้นนะครับคุณอาทิตย์” “ตอนนี้เหลือจำนวนดวงวิญญาณที่จะขอกลับไปเยี่ยมญาติอีกจำนวนเท่าไรครับ” อารยะสอบถามความต้องการอีกครั้ง อาทิตย์เงียบไปสักพักเพื่อตรวจสอบจำนวนอีกครั้ง
.....................................................................
ขณะที่อารยะนั่งพักอยู่ที่ชุดรับแขกในห้องเล็ก ๆ ของตนเอง
“ใครเป็นคนสอนโจให้เป็นคนสุภาพอ่อนน้อมอย่างนั้นครับ” อารยะเอ่ยปากถาม
“ก็ได้ปู่ย่านั่นแหละที่คอยสั่งสอน เราสองคนทำแต่งานไม่ค่อยมีเวลา หากสัปดาห์มี 8 วันเราก็ใช้ทั้ง 8 วันนั้นให้กับงาน เพราะหวังแค่ว่าเงินที่หาได้มามากมายในวันนี้จะทำให้เราสบายกันทุกคน” อาภาพรพูดขึ้นด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายลงจากเดิมแล้ว
“ใช่ครับ เราทั้งคู่ทำพลาดไปจริง ๆ ที่แท้สิ่งที่เราทำอยู่เมื่อยังมีชีวิตนั้นไม่ได้มีค่ามากเท่ากับเราได้อยู่ใกล้ ๆ กับคนที่เรารัก ครอบครัวรอเรากลับบ้าน ลูก ๆ ขอแค่ได้อยู่ด้วยกันแต่เราใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับงานเป็นส่วนใหญ่” อดิศรกล่าวด้วยความคิดที่เพิ่งสำนึกได้เมื่อมันสายไปแล้ว
“ถูกต้องแล้วครับ เงินเป็นแค่เพียงวัตถุเป็นสสารที่ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่ก้อนเนื้อที่ยิ้มได้หัวเราะได้เมื่อมันมีความรู้สึกเป็นสุขนั่นคือคนในครอบครัวคุณ ที่ผ่านมาพี่เป็นทาสของเงิน นั่นหมายความว่าพี่ได้เลือกให้วัตถุมีค่าอยู่เหนือจิตใจของคนที่พี่รัก เพราะพี่ได้เลือกเอาเวลาที่จะอยู่กับวัตถุมากกว่าที่จะเลือกอยู่กับลูกและพ่อแม่ของพี่" อารยะอธิบายเพิ่มเติมให้ทั้งคู่เข้าใจ
ตอนนี้อารยะรู้แล้วว่าอดิศรและอาภาพรได้เข้าถึงจิตใจที่รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ แต่ยังขาดเรื่องความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นอยู่เพียงอีกเล็กน้อยที่ยังต้องเสริมเข้าไปเนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้ก็ได้ทำให้ทั้งคู่รู้สึกถึงคุณค่าของความรักที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ ไม่ใช่คุณค่าที่มนุษย์มีต่อเงิน
“อะ..เอ่อ! อารยะขอแทรกนิดหนึ่งนะทั้งหมดในมหานครกรุงเทพที่จะขอกลับบ้านลดลงเหลืออยู่ 26 แห่งนะ” อาทิตย์กล่าวขึ้นคั่นจังหวะ
“ตกลง ! ถ้าอย่างนั้น วันนี้ยังมีเวลาให้พวกเราเดินหน้ากันต่อไป คงต้องรบกวนคุณอาทิตย์บอกที่จะต้องไปให้ผมทราบด้วยนะครับ” อารยะเริ่มออกเดินทาง
“ที่ต่อไปอยู่แถวบางนาครับ เสร็จจากที่นั่นก็ไปต่อเลยที่ถนนสุขุมวิท แถวอุดมสุขอีก 2 แห่ง”
อาทิตย์ทำงานได้เป็นอย่างดีจากการให้ความร่วมมือกันภายใน
“ขอบคุณมากครับคุณอาทิตย์ เราไปแถวบางนากันเลยครับ” อารยะลุกขึ้นออกจากห้องพักเดินสายเยี่ยมญาติ
.............................................................................

สี่แยกบางนา...
อารยะกำลังเดินเท้ามุ่งหน้าต่อไปที่บ้านของอำนวย พร้อม ๆ กับแสกนความคิดอ่านคุณอำนวยไว้ด้วยแล้ว คุณอำนวย อายุ 29 ปี มีอาชีพเป็นผู้บริหารระดับกลางในธุรกิจด้านการเงินทางด้านสินเชื่อทุกรูปแบบของบริษัท หน้าที่การงานกำลังไปได้สวยเพราะเป็นคนขี้ประจบสอพลอจนเป็นที่พอใจไว้ใจของเหล่ากรรมการบริหารระดับสูงของบริษัท โดยไม่สนใจเลยว่าคนรอบข้างจะมองเขาอย่างไรกับสิ่งที่เขาได้ทำ
เรื่องเหยียบย่ำทับถมคนอื่นเพื่อเป็นบันไดให้ตนเองก้าวขึ้นไปเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยแคร์ ถึงจะไม่มีเพื่อนสนิทที่รู้ใจให้คบหาเขาก็ไม่เดือดร้อน ปัญหาภายในบ้านของเขาก็คือการขาดความสมัครสมานกันภายในหมู่พี่น้อง
เนื่องจากแต่ละคนมีความคิดเห็นที่ผิดแผกแตกต่างกันเนื่องจากอุดมการณ์ทางอาชีพ
อารยะเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าธนาคารแห่งหนึ่ง
“อ้อ ! ผมเกือบลืมไป ขอโทษด้วยทุกท่านผมต้องขอเข้าไปโอนเงินไปให้พ่อแม่ของผมหน่อยนะ”
อารยะเดินเลี้ยวเข้าไปในธนาคารซึ่งชั้นล่างเป็นลานจอดรถและชั้นบนเป็นที่ทำการของธนาคาร เขาหยิบใบโอนเงินต่างสาขาขึ้นมาจดรายละเอียดของสาขาปลายทางและชื่อผู้รับเงินคือพ่อของเขาเอง เขาตั้งใจโอนเงินที่มีสะสมเกือบทั้งหมดไปให้พ่อของเขา เหลือเพียงบางส่วนเพื่อที่จะใช้จ่ายในช่วงของการเดินทางครั้งนี้เท่านั้น
อารยะเดินไปกดบัตรคิว ‘597 รออีก 49 คิว’ มันเป็นข้อความที่เขียนไว้บนใบคิว อารยะจึงต้องยืนรอไปอีกนานหลายนาที
“นี่คุณอารยะ ผมว่าคุณน่าจะเก็บบัตรคิวไว้ก่อนแล้วไปบ้านของผมซักทีนะ เดี่ยวค่อยกลับมาอีกทีก็ยังทัน” “บ้านผมอยู่แค่ตรงซอยใกล้ ๆ นี้เองนะ” อำนวยใจร้อนอย่างเคลียร์อะไรบางอย่างกับน้องชาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ” อารยะตกลงเห็นด้วยตามนั้นแล้วเดินออกมาจากธนาคาร
ขณะที่เดินออกมาจากประตูธนาคาร อารยะมองไปเห็นช่างกำลังปีนบันไดที่พาดไว้กับสายโทรศัพท์ริมฟุตบาท อยู่ข้างหน้าที่ทำการของธนาคาร ส่วนข้างล่างมีรถกระบะคันสีส้มพร้อมโลโก้ที่บอกว่าเป็นรถขององค์การสื่อสาร บนท้ายรถเต็มไปด้วยเครื่องมือช่างและสายไฟ อารยะสังเกตเห็นช่างใส่แว่นกันแดดสีดำเข้มกำลังทำงานยุ่งอยู่กับสายโทรศัพท์จำนวนมาก
“ต้องรีบทำแล้วเดี่ยวไม่ทัน ยังต้องไปทำต่อที่ สน.บางนา อีก” อารยะได้ยินสิ่งที่ช่างโทรศัพท์คนนี้คิดอยู่ข้างบน
อารยะเดินลงมาอยู่บนฟุตบาทริมถนนแล้ว กำลังมุ่งหน้าเดินต่อไปยังซอยที่อำนวยพัก อยู่ในจังหวะเดียวกันกับที่ “.....งานนี้ถ้าเราปล้นธน........” รถตู้โมบายคันใหญ่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วผิดปกติตรงที่อารยะได้ยินอะไรบางอย่างจากภายในรถนั้นแต่มันวิ่งผ่านไปรวดเร็วมากทำให้ได้รับข้อมูลมาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น เขาสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตั้งหน้าตั้งตาเดินเท้าต่อไปอย่างรีบเร่งเพื่อไปให้ถึงบ้านของอำนวยและรีบกลับมาทำธุระให้เสร็จทันเวลา
“ปัญหาก็คือผมไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีใครอยู่ที่บ้านหรือเปล่า” อำนวยชักไม่มั่นใจ
“คุณพักอยู่กับใครบ้างครับ” อารยะสอบถาม
“ผมพักอยู่กับน้องอีกคนที่มักจะทะเลาะกันเสมอ ทำให้ต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยจะได้พูดคุยกัน ไม่ค่อยได้เจอกัน ออกไปทำงานกลับบ้านก็ไม่ตรงกัน” อำนวยบอกเล่าสภาพความเป็นบ้านของเขา

อารยะหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของอำนวยตามคำชี้ทาง มันเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้นที่อยู่ในซอย แต่มันจริงอย่างที่อำนวยไม่มั่นใจไว้ เพราะบ้านปิดประตูแน่นหนามีแม่กุญแจล็อคจากด้านนอก
“เสียใจด้วยนะคุณอำนวย” “…...........” “หากมีโอกาสเราคงได้มาที่นี่อีก” อารยะกล่าว

หลังจากนี้อำนวยคงหายไปนั่งทำใจอยู่อีกสักพักหนึ่ง แล้วคงต้องคิดให้ดีว่าจะมีใครอยู่รอเขาในตอนไหนบ้าง ในเมื่อตอนมีชีวิตก็ไม่เคยคิดที่จะรอใครเลย คนที่บ้านไม่เคยเอาใจใส่สนใจแต่กับไปเอาอกเอาใจแต่เจ้านายที่บริษัทยิ่งกว่าดูแลพ่อแม่ตัวเองเสียอีก ยิ่งตอนนี้เขาตายไปแล้วจากห้วงคำนึงของทุกคน สิ่งดี ๆ ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นได้ชื่นชม ใครเล่าจะคิดถึง บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดถูกเปิดอยู่อย่างไม่มีเวลาที่แน่นอน เพราะเขาเป็นคนสร้างความประพฤติให้กับบ้านหลังนี้เอง คงเป็นการยากที่อำนวยจะกลับมาในจังหวะเดียวกับที่ประตูบ้านเปิดอยู่
เพื่อขอให้เขาได้แอบเห็นหน้าใครบ้างสักคน
..........................................................
อารยะหันหลังเดินกลับมุ่งหน้าไปยังธนาคารอีกครั้งหนึ่ง
“คุณอำนวยครับ ความคิดเห็นของคุณนั้นนะขัดแย้งกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมากเลยนะครับ ผมเห็นด้วยกับน้องคุณนะครับ” อารยะเริ่มต้นเรื่อง
“คุณพูดเรื่องอะไรครับคุณอารยะ” อำนวยยังไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
“คุณทำงานทางด้านธุรกิจสินเชื่อทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ใช่ไหมครับ นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่คุณบอกว่าเป็นลูกค้าชั้นดีในแนวความคิดของคุณคืออะไรครับ” อารยะเปิดประเด็น
“จ่ายตรงจ่ายครบจ่ายหมดไง” อำนวยตอบแบบกวน ๆ
“คุณโกหกผมไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่คุณพูดมานั้นเป็นลูกค้าชั้นเลวในความคิดของผู้บริหาร” อารยะเหมือนรู้ความจริงบางอย่าง ในขณะที่กำลังจ้ำเท้ากลับธนาคาร
“สิ่งที่คุณกำลังสนองนโยบายบริษัทก็คือ การที่ลูกค้าจ่ายไม่ตรงจ่ายไม่ครบมากกว่า ถึงจะเป็นลูกค้าชั้นดีที่บริษัทของคุณต้องการ เพราะบริษัทจะอยู่ได้ต้องมีผลกำไรจากการเกิดดอกออกผล ดังนั้นหากเขาเป็นหนี้ยิ่งมาก คุณก็จะมีผลกำไรยิ่งมากจากดอกเบี้ย ส่วนคนที่จ่ายตรงจ่ายครบทำกำไรให้คุณน้อยหรือไม่ได้เลยด้วยซ้ำอย่างเช่นบัตรเครดิตไงครับ ลูกค้าใช้จ่ายไปแล้วจ่ายให้ครบภายในกำหนด คุณจะไม่ได้อะไรจากลูกค้ารายนั้นเลย
ดังนั้นแผนการตลาดเพื่อเร่งเร้าการใช้จ่ายให้มากขึ้นจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจพอเพียง” อารยะอ่านความคิดมาก่อนหน้านี้มาแล้วถึงได้รู้ไส้รู้พุงของอำนวย
“นอกจากนี้หากกลายเป็นหนี้ที่ต้องทวงถามแล้วละก็ยิ่งดี เพราะมันจะถูกส่งไปยังบริษัทส่วนตัวของผู้บริหาร ตรงนั้นยิ่งทำกำไรมากขึ้น เพราะผู้บริหารได้กินส่วนแบ่งจากการตามเก็บเงินได้อีกกว่าเกือบครึ่งของเงินที่ทวงได้” อารยะแฉเบื้องลึกของการทำมาหากิน
“อ้าว! ก็มันรู้ว่าไม่มีเงินจ่ายก็อย่ามายืมเงินคนอื่นใช้สิครับ” อำนวยพูดอย่างไม่พอใจ
“มันก็ถูกครับผมไม่ตำหนิคุณหรอกในเรื่องอาชีพที่คุณทำ แต่ถ้าเป็นเรื่องภายใต้หน้ากากที่คุมสวมอยู่นั้น ผมคิดว่าคุณคิดเดินผิดเส้นทางอยู่นะครับและตรงนี้นี่เองที่ทำให้คุณไม่มีใครเลย” อารยะกล่าวต่ออีก
“เพราะความไม่เข้าใจในคำว่าพอเพียงของคนและบรรทัดที่ขีดคำว่าพอเพียงของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การล่อลวงจากสิ่งเร้าของกลอุบายที่เริงร่าให้เป็นที่เสน่หาจึงชักจูงใจคนที่ไม่หนักแน่นพอได้หลงใหลเข้าไปติดกับดักในที่สุด มันจึงเป็นเหตุผลทางโลกที่ว่าทำไมคนไทยวัยทำงานจะต้องทำงานเพื่อใช้หนี้เพียงอย่างเดียว ซึ่งน้องของคุณเป็นอาจารย์ที่มีแนวทางการสอนไปในทางเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ให้กับชุมชนชาวบ้าน และนักเรียนนักศึกษา แต่คุณพยายามเซลทุกอย่างที่จะสามารถทำให้ผู้คนฟุ้งเฟ้อนอกเหนือความจำเป็นของชีวิต” อารยะพูดต่อเป็นชุดยาว
ในที่สุดก็ถึงธนาคารอีกครั้งอารยะมาทันเวลาพอดีเหลืออีกแค่ 2 คิวเท่านั้นบทสนทนาจึงถูกตัดบทลงก่อนด้วยคำพูดสุดท้ายของอารยะ
“นี่คุณอำนวยยังคิดไม่ได้อีกหรือครับ ว่าทุกวันที่ผ่านมาคุณมีกันแค่สองคนคือ คำว่า ‘พี่ชาย’ กับคำว่า ‘น้องชาย’ ที่เหลือคุณไม่มีใครอีกแล้วนะครับ” “แล้วเมื่อตอนที่คุณยังมีชีวิตไปคอยเอาอกเอาใจเจ้านาย ตอนนี้เค้าก็หาคนทำงานแทนคุณได้แล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าคุณได้พวงรีดของบริษัทในงานศพด้วยนะ คุณได้สิ่งนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายจากบริษัทของคุณ แต่แค่นั้นคุณก็ยังเอาพวงรีดมาด้วยไม่ได้เลย ทีนี้ผมขอถามว่า อะไรที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือ ความรักเท่าที่คุณยังมีอยู่” มันคือคำพูดแทงใจประโยคยาวสุดท้ายของอารยะ
อำนวยสะอึกอึ้งไป สำนึกได้ว่าหลงไปกับความทะเยอทะยานอยากมีเงินทองมากมาย อยากได้ลาภยศสรรเสริญ อยากเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่โต จนลืมสิ่งที่สำคัญกว่าไว้ที่บ้าน และมันก็สายเกินไปแล้วที่จะได้พูดกับน้องชายหรือได้มีโอกาสล่ำลาพ่อแม่ของเขาอีกสักครั้ง
“หมายเลข 596 เชิญที่ช่องบริการหมายเลข 3 คะ” “หมายเลข 597 เชิญที่ช่องบริการหมายเลข 4 คะ” เสียงประกาศแจ้งให้ลูกค้าธนาคารได้ทราบ
อารยะเดินไปที่ช่องหมายเลข 4 พร้อมกับยื่นใบโอนเงินต่างสาขาให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร
“............................................”
“เรียบร้อยแล้วคะ กรุณาตรวจสอบความถูกต้องด้วยนะคะ” เจ้าหน้าที่ธนาคารใช้เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น ทันทีที่อารยะหันกลับมาไฟในธนาคารก็ดับลงเพียงเวลาอันสั้นไฟฉุกเฉินในธนาคารก็สว่างขึ้น
มันเป็นแค่แสงสว่างสลัวสีส้มเท่านั้น
“เข้ามาได้แล้ว” อารยะได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนสักแห่งภายในธนาคาร
ทันใดนั้นก็มีผู้ชายหน้าตาหน้ากลัวและมีผิวคล้ำทั้งหมดจำนวน 4 คน ทุกคนไว้หนวดและเครา สวมแว่นกันแดดสีดำสวมเครื่องแต่งกายในชุดซาฟารีเหมือนกันหมด ในมือถือปืนกันคนละกระบอก พร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่สีดำเข้ามาด้วย ผู้ร้ายทั้งสี่เดินแยกกระจายกันไปสี่จุดคลุมพื้นที่ หนึ่งในนั้นรูปร่างสันทัดจมูกโด่ง ผมยาวย้อมผมเป็นสีทอง เดินไปที่ยามอย่างนิ่งสงบ เขามีชื่อว่า ‘หรั่ง’ ในขณะที่ยามเองก็เห็นภาพตรงหน้าอย่างสะทกสะท้านกลัว
”เปรี้ยง” เสียงปืนดังขึ้นจนหูแทบแตก
เจ้าหรั่งยิงปืนเข้าใส่ยามในระยะเผาขนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างที่ไม่ได้ให้โอกาสเขาเลย
เสียงปืนดังขึ้นพร้อม ๆ กับร่างของตำรวจที่ประจำการอยู่ในธนาคารนายหนึ่งหล่นตุบฟุบลงไปที่พื้นในลักษณะหน้าคว่ำ
“เรียบร้อย พวกมึงขนเงินให้เกลี้ยง” บุคคลลึกลับคนที่ 5 ปรากฏตัวด้วยใบหน้าคมเข้มผิวขาวผมหยิกไว้หนวดเคราและใส่แว่นสายตาสีชา แต่งตัวสุภาพภูมิฐานเหมือนนักธุรกิจ กำลังเดินข้ามร่างของตำรวจที่เพิ่งจะฟุบลงไปกองที่พื้นเพราะมีดที่ถูกเสียบจากด้านหลังเข้าตัดที่ขั้วหัวใจพอดี เขามีชื่อว่า ‘เค’
เสียงร้องฮือและความโกลาหลของลูกค้าจำนวนมากวิ่งไปวิ่งมาเหมือนแมลงสาบถูกยาฆ่าแมลง
“เฮ้ย ! เงียบกูสั่งให้พวกมึงหมอบลงเดี่ยวนี้ ใครเงยหน้าโผล่หัวขึ้นมากูจะยิ่งหัวแหว่ง” ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งร่างอ้วน
มีไฝอยู่ใต้แก้มไปทางท้ายใบหูข้างข้างขวาตะโกนแผดเสียงทุ้มใหญ่ เขาชื่อ ‘เบิ้ม’
อารยะอยู่ในจุดที่ใกล้กับด้านหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารและรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่กำลังเปลี่ยนเป็นความหนาวเย็นมันค่อย ๆ คืบคลานเข้ากินร่างของยามที่นอนอยู่ที่หน้าประตู ความเจ็บปวดของอารยะก่อเกิดขึ้นอีกครั้งที่เห็นคนกำลังจะตายไปต่อหน้าต่อตา อย่างที่ไม่สามารถจะเข้าไปช่วยอะไรได้ แม้แต่จะเคลื่อนย้ายตัวเองไปหายามคนนั้น เหตุการณ์มันรวดเร็วมากจนไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ผู้ร้ายมีอาวุธครบมือและความสามารถของอารยะก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเอาชนะลูกกระสุนได้
“ใช่แล้วคนที่ 5 เขาเข้ามาแฝงตัวปะปนอยู่กับลูกค้าที่มาทำธุรกรรมในธนาคารแห่งนี้เป็นคนแรก
โดยคอยประกบตำรวจนายนี้โดยเฉพาะและคอยสังเกตการณ์รายงานออกไปให้พรรคพวกได้ล่วงรู้เวลาที่เหมาะสมภายในธนาคารแห่งนี้” อารยะนึกอยู่ในใจ
หลังจากทุกอย่างสงบลง ผู้ร้ายจำนวน 3 คนวิ่งเข้าไปในส่วนพื้นที่สงวนไว้เฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่เท่านั้น
‘เฉพาะเจ้าหน้าที่ ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต’
ดูเหมือนพวกกลุ่มผู้ร้ายกลุ่มนี้คงอ่อนภาษาไทยจึงไม่สนใจคำในป้ายห้าม มันช่างไร้มารยาทเสียนี่กระไร
หนึ่งในนั้นดูเหมือนจะระมัดระวังกระเป๋าเป็นพิเศษเหมือนข้างในมีไข่ไก่อยู่เต็มกระเป๋า รูปร่างหน้าตาผอมแห้งมีสิวขึ้นที่หน้าอยู่ทั่วไป มีรอยสักที่แขนซ้ายเป็นรูปอะไรบางอย่างเหมือนตัวอักษรหรือภาษาอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่พบเห็นในประเทศไทย เขามีชื่อว่า ‘ปลิว’
ส่วนอีกสองคนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูเซฟขนาดใหญ่ของห้องเก็บเงิน คนหนึ่งก็คือหรั่งที่ยิงยามจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นรูปร่างท้วมสูงใหญ่ ที่แขนข้างซ้ายเห็นรอยสักรูปลักษณะเดียวกับที่อยู่บนแขนข้างซ้ายของปลิว เขามีชื่อว่า ‘อาล’

ปลิวมาหยุดอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า ‘กรุณาใช้บริการช่องถัดไป’
แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่ค่อยเข้าใจกระมัง ปลิวเอากระเป๋าดำใบใหญ่ที่ถือมาด้วยอย่างทะนุถนอมวางบนโต๊ะ
แล้วหยิบกล่องอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าซึ่งห่อไว้ด้วยกระดาษห่อของขวัญที่สวยงามผูกโบว์เอาไว้เป็นอย่างดี มันทำอย่างค่อย ๆ ระมัดระวังช้า ๆ แล้ววางลงไว้บนโต๊ะทำงานด้านหลังเคาน์เตอร์นั่น มันคงไม่ใช่การคืนกำไรของเหล่าผู้ร้ายกลุ่มนี้เป็นแน่
“เฮ้ย ! มึงรีบเก็บเงินใส่กระเป๋าให้หมด” ปลิวแผดเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ ใส่เสียงดัง สำเนียงเหมือนพูดไทยไม่ชัด พร้อมกับโยนกระเป๋าสีดำใบใหญ่ให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่นั่งบริการประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นตกใจกลัวเก็บเงินไปมือก็สั่นระริกไปด้วย
“เอ้า.! มึงช่วยมันเก็บหน่อยสิ เฉยอยู่ทำไมวะ” ปลิวตะคอกใส่เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่ก้มหน้าหมอบลงอยู่ข้าง ๆ
ปลิวดูเหมือนเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย นอกจากนั้นยังต้องไปฝึกการพูดจากับสุภาพสตรีเสียใหม่

เบิ้ม กับ เค ยังยืนคุมเชิงอยู่ตรงพื้นที่บริเวณส่วนของลูกค้าซึ่งทุกคนยังหมอบกันอยู่บนพื้น
“ใครเป็นผู้จัดการสาขา ไปเปิดเซฟเดี่ยวนี้” หรั่งยืนตะโกนอยู่หน้าตู้เซฟ
ด้วยความกลัวผู้จัดการสาขาจึงปรากฏตัวออกมาด้วยท่าทางสั่นเทิ้มอย่างสุด ๆ
“ผ..ผ.ผม..ม..เ..เอง..ง..ค..ค.รับ” ผู้จัดการธนาคารพูดเหมือนคนติดอ่างขึ้นมาฉับพลัน
“งั้นมึงเปิดประตูเซฟเดี่ยวนี้” หรั่งออกคำสั่งเสียงดัง
“ป..เปิด..ด..ไ..ไม่ไ.ด้..ค.รับ” ผู้จัดการสาขาไม่ได้ตั้งใจจะท้าทายแค่พูดความจริง
“ทำไมมึงจะเปิดไม่ได้หา ? มึงจะมีปัญหากับกูอย่างนั้นหรือ” หรั่งเริ่มไม่พอใจพร้อมกับเอาปืนตบที่หน้าเบา ๆ
“ค..คือ..ว่า.า ต้อง อ ใช้ คน น.อีก ก สอ สองคนค..รับ” ผู้จัดการรีบตอบก่อนที่ผู้ร้ายจะโมโหไปมากกว่านี้
“งั้นไปเรียกมันมาเดี่ยวนี้” หรั่งใช้มือที่ถือปืนอยู่โบกไล่ด้วยเสียงกรรโชกดัง
ในขณะที่อาลยังยืนถือปืนหันไปหันมาคุมเชิงอยู่อยู่ข้าง ๆ หรั่ง
เจ้าหน้าที่สองคนไม่ต้องรอให้ผู้จัดการเดินมาหา ทั้งคู่ลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินเข้าไปที่หน้าตู้เซฟ
พร้อมกับถือกุญแจคนละดอก ทั้งคู่ถือกุญแจไปเสียบที่ช่องของมันซึ่งอยู่หน้าประตูแล้วหมุน ส่วนผู้จัดการสาขาเดินเข้าไปเสียบกุญแจอีกดอกสุดท้ายเข้าช่องของมัน แล้วกดรหัสผ่าน จากนั้นผู้จัดการสาขาจึงใช้มือทั้งคู่จับที่เปิดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพวงมาลัยรถยนต์ แต่มันถูกยึดไว้กับประตูเหล็กกล้าขนาดใหญ่และหนามาก ๆ
ผู้จัดการสาขาหมุนมันเบา ๆ แล้วเปิดประตูออกอย่างช้า ๆ
“พวกมึงทั้งหมดเอากระเป๋าเข้าไปใส่เงินให้หมดยกเว้นเหรียญ” หรั่งสั่งเหมือนคำราม
อารยะทำอะไรไม่ได้เลย เสี่ยงมากสำหรับการที่จะต้องพ่ายแพ้และเกิดอันตรายขึ้นกับลูกค้าคนอื่น ๆ อีกด้วย ทำได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเก็บข้อมูลจากในหัวของผู้ร้ายทุกคนให้มากที่สุด
อารยะรู้แล้วว่าความเดือดร้อนในวันนี้จะไม่ใช่ความเดือดร้อนเพียงวันเดียว
มันจะมีอีกหลายครั้งต่อเนื่องกันไป สำหรับเงินที่พวกมันได้ไปจะถูกนำไปใช้เพื่อก่อการร้ายอีกครั้ง
หากการเงินเริ่มฝืดเคืองก็จะกลับมาปล้นธนาคารแบบนี้อีก โดยมีผู้มีอิทธิพลในระดับท้องถิ่นและระดับชาติซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มคอยให้การสนับสนุนและให้ข้อมูล นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรผู้ก่อการร้ายในต่างประเทศอีกด้วย ส่วนเหตุผลที่มันกระทำนั้นไม่ได้มาจากเรื่องศาสนาแต่พวกมันดึงเอามาเป็นประเด็นที่สามารถก่อสร้างอารมณ์คนได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดแนวร่วมในการใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสำเร็จให้กับพวกมัน สำหรับตอนนี้หากพวกมันทำงานสำเร็จมันจะกลับฐานที่มั่นเพื่อกบดานอีกระยะก่อนจะออกทำการก่อกวนใหม่อีกครั้ง สำหรับสถานที่กบดานนั้นยังไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าเป็นที่ไหน เห็นแต่ว่าเป็นสวนเป็นทุ่งแห่งหนึ่งที่ไกลออกไปจากที่นี่มาก ซึ่งน่าจะอยู่ในปริมณฑลที่ไหนสักแห่ง และระหว่างทางกลับฐานที่มั่น พวกมันจะเปลี่ยนถ่ายรถ และแยกกระจายกันทุกจุดเพื่อไปยังที่นัดหมายในกำหนดที่วางแผนเอาไว้ เพื่อเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือยุทโธปกรณ์อาวุธสงครามต่าง ๆ เพื่อก่อการร้ายในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทย

อารยะรับรู้ได้ว่ากำลังมีลูกค้าธนาคารคนหนึ่งกำลังแอบใช้โทรศัพท์มือถือกดออกไปติดต่อกับภายนอก
มีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่อยู่หลังเคาน์เตอร์อีกคนหนึ่งกำลังใช้เท้าเอื้อมไปเหยียบสัญญาณเตือนภัย แต่สิ่งที่คนทั้งคู่ทำอยู่นั้นไม่เป็นผล นอกจากนั้นเขาสัมผัสได้ว่าพวกมันยังมีปะปนอยู่ในนี้อีกหนึ่งคนปนอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่กำลังหมอบคว่ำหน้าอยู่จึงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
“เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ มันจึงต้องใช้คนปลอมปนในฝูงชนเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเอง เผื่อว่าต้องจับตัวประกันปลอมคนนี้ไปด้วยเมื่อจนตรอกแก่ตำรวจ มันมีการเตรียมการวางแผนมาอย่างดีเยี่ยม ก่อนจะลงมือ ไม่ใช่โจรกระจอก ๆ แน่” อารยะนึกอยู่ในใจ
ผู้ร้ายคนหนึ่งเหลือบมาเห็นลูกค้าที่กำลังพยายามโทรศัพท์ติดต่อออกไปภายนอกคนนั้น
“มึงจะทำอะไร ?” “กูให้มึงโทร เอ้า ! โทรไป มึงหยุดนะ ไม่อย่างนั้นกูได้ยิงมึงแน่ ๆ” เบิ้มพูดจบก็หัวเราะเสียงดังน่ากลัว
ทำให้อารยะล่วงรู้ความคิดของเจ้าเบิ้มว่า เขามีพรรคพวกที่คอยส่งคลื่นสัญญาณรบกวนกำลังสูงออกมา นอกจากนั้นไฟฟ้าและโทรศัพท์ รวมทั้งสัญญาณเตือนภัยขอความช่วยเหลือทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกมันนั่นเอง

ที่สถานีตำรวจท้องที่เขตบางนา
ที่นี่ไม่รู้เรื่องการกดสัญญาณเตือนขอความช่วยเหลือจากทางธนาคาร นอกจากนั้นทางสถานีตำรวจบางนาเองก็ประสบกับปัญหาขึ้นกับยานพาหนะที่ใช้ไล่ล่าโจร
“มอเตอร์ไซค์ทุกคันที่สถานีตำรวจ พังหมดทุกคัน ไม่เว้นแม้แต่รถยนต์นั่งของตำรวจ ยางทั้งสี่ล้อถูกเจาะขาดทุกเส้น ทำให้ที่สถานีตำรวจแห่งนี้อาจจะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานส่วนหนึ่งช่วยกันซ่อมแซมรถทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่าโทรศัพท์ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จากการตรวจสอบพบว่าสายโทรศัพท์อาจถูกตัดขาดจากที่ใดที่หนึ่ง มันเป็นการกระทำที่ท้าทายที่หมิ่นศักดิ์ศรีของตำรวจไทยเป็นอย่างยิ่ง หากนี่เป็นการกระทำของน้ำมือของกลุ่มโจรเพื่อการแก้แค้นหรือไม่ก็ความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวของนายตำรวจบางคน...ลือชัยถ่ายภาพ กาญจนารายงานข่าวสด จากหน้าสถานีตำรวจ บางนา” สถานีโทรทัศน์หลายช่องกำลังทำข่าวกันอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้ว่าเลยว่าที่ ๆ ควรจะไปทำข่าวอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 11 กิโลเมตรเท่านั้น

กลับมาที่เหตุการณ์ปล้นธนาคาร
“รีบไปกันได้แล้วพวกมึง” เคตะโกนบอกพรรคพวกก่อนที่จะยกแขนซ้ายขึ้นมาดูนาฬิกา
“เอ้าเร็ว เดี่ยวก็ระเบิดตายห่ากันหมดหรอก” เบิ้มตะโกนใส่เพื่อนที่ยังอยู่ในพื้นที่หลังเคาน์เตอร์และหน้าตู้เซฟ
ปลิวได้เงินหมดเคาน์เตอร์แล้ว โยนกระเป๋าดำข้ามมาลงที่พื้นบริเวณเดียวกับที่ลูกค้านอนหมอบอยู่
ก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปช่วยเพื่อนที่ยืนคุมอยู่หน้าตู้เซฟขนเงิน ผู้ชายที่นอนหมอบปะปนอยู่กับลูกค้าคนอื่น ๆ คนหนึ่งลุกขึ้นยืนอย่างไม่สะทกสะท้านเกรงกลัวกลุ่มก่อการร้ายจะยิงปืนเข้าใส่ ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากอารยะ
เขามีชื่อว่า ‘เด’ หน้าตาของเขาคล้ายกับแขกฝรั่งมากกว่าคนไทย สวมใส่แว่นสีดำ ร่างท้วมผิวขาวไม่สูงแต่ไม่อ้วนแค่พอท้วม เดินไปหยิบกระเป๋าขึ้นมาหน้าตาเฉย แล้วสะกิดผู้หญิงคนหนึ่งด้วยเท้า
“ลุกขึ้น เอาเงินในกระเป๋าออกมาเดี๋ยวนี้” เดผู้ร้ายแขกขาวพูดไทยสำเนียงไม่ชัดรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เอาเงินมาอีกเยอะเลยทีเดียว
ด้วยความกลัวตายเธอจึงลุกขึ้นนั่งแล้วรีบส่งให้ด้วยดี
ผู้ร้ายแขกขาว เอาปืนโบกให้เบิ้มมาหยิบเอากระเป๋าถือไปจากผู้หญิงคนนี้ แล้วเดก็เดินละออกมาจัดการเรียกเงินกับคนอื่นต่อ เดินข้ามลูกค้าคนแล้วคนเล่าจนมาถึง ผู้ชายคนหนึ่งที่นอนหมอบคว่ำหน้าอยู่แล้วใช้เท้าสะกิดอย่างไม่สุภาพ
“ชั้นขอเงินแกไว้ใช้เป็นทุนหน่อยได้ไหม” ผู้ร้ายแขกขาวพูดอย่างนุ่มนวลแต่สำเนียงก็ยังไม่ชัดอยู่ดี
คราวนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ง่ายอย่างผู้หญิงคนแรก
“ได้ เมื่อไม่ให้ ชั้นจะให้แกแทน” ผู้ร้ายแขกขาวพูดจบ แล้วจึงเหนี่ยวไกปืนใส่ผู้เคราะห์ร้ายรายนั้นในระยะเผาขนที่กลางหน้าผาก
ถึงเจ้าของไม่ให้ มันก็ต้องได้เงินไปอยู่ดี
“ชั้นขออย่างสุภาพแล้วนะ ขอดี ๆ แล้วไม่ให้ดี ๆ ก็ต้องได้ดีสินะ” เดก้มลงเก็บกระเป๋าของชายที่เป็นเหยื่อของคามโหด ในขณะที่เบิ้มคุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ
ดูเหมือนว่าหัวหน้าชุดกลุ่มผู้ก่อการร้ายปล้นธนาคารกลุ่มนี้น่าจะเป็นเจ้าแขกขาวที่ชื่อ ‘เด’ คนนี้
มันเดินไปหยุดรออยู่ที่หน้าประตูทางออกพร้อมปืนที่คอยแกว่งไปมาเหมือนเข็มทิศส่องหาผู้ที่ยังขัดขืน

“เอาละ พอแค่นี้แล้ว พวกมึงทุกคนไปกันได้แล้ว” เดเหลือบไปดูเวลาที่ข้างฝาผนังธนาคารพร้อมพูดขึ้นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่จะเดินออกไปก่อนใคร ๆ แล้วตามด้วยผู้ร้ายอีก 3 คนที่เพิ่งผละออกมาจากหน้าตู้เซฟ วิ่งออกไปจากบริเวณภายในส่วนเฉพาะของเจ้าหน้าที่ธนาคารอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แค่เพียงกล่องของขวัญเป็นอภินันทนาการเอาไว้ เหมือนตั้งใจให้คนในธนาคารทั้งหมดที่ร่วมในชะตาเดียวกันได้รับเป็นของกำนัล
เบิ้มและเค เดินมาคุมเชิงอยู่ที่หน้าประตูทางออกแล้วส่ายปืนไปทั่วธนาคารเหมือนว่าจะมองหาอะไรบางอย่างที่ลืมไว้แต่ไม่ใช่ พวกมันทั้งคู่เดินออกไปจากประตูตรงนั้น เบิ้มยังคงถือปืนคุมเชิงแล้วปล่อยให้เคเอาโซ่มาคล้องล็อคด้วยแม่กุญแจ จากนั้นจึงดึงประตูม่านเหล็กบานใหญ่ชักลงมาปิดเหมือนว่าธนาคารปิดทำการแล้ว
มันวิ่งลงบันไดไปอย่างเร่งรีบ ตามด้วยพวกมันอีก 1 คนที่ปลอมตัวเป็นตำรวจคอยยืนคุมอยู่ที่หน้าบันได
พร้อมฉากเหล็กกันทางไว้ ไม่ให้ลูกค้าเข้ามาติดต่อภายในได้อีก
ตอนนี้หน้าธนาคารมีรถจอดอยู่ห้าหกคัน และในนั้นมีรถไว้คอยพาหนีของพวกมันรวมอยู่ด้วย
ผู้ร้ายชุดสุดท้ายรีบวิ่งขึ้นรถตู้คันหนึ่งที่จอดรออยู่หน้าธนาคาร ในขณะที่พวกที่ออกมาจากธนาคารชุดแรกรออยู่บนรถตู้คันแรกเรียบร้อยแล้ว
รถตู้ของพวกมันทั้งสองคันพุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงรถกระบะคันสีส้มที่มีโลโก้การสื่อสาร รถบรรทุกสีส้มคันใหญ่ของการไฟฟ้า รถตู้โมบายส่งสัญญาณ สุดท้ายเป็นรถคันเก่า ๆ ของใครก็ไม่รู้อีกหนึ่งคัน ซึ่งคันหลังนี้น่าจะเป็นรถลูกค้าธนาคารที่มาจอดทิ้งไว้เพราะที่จอดรถใต้ธนาคารเต็ม รถเหล่านี้น่าจะถูกแอบลักออกมาปฏิบัติงานเฉพาะกิจในครั้งนี้ และทั้งหมดนี่แหละที่เป็นตัวก่อกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือตัดทำลายสายโทรศัพท์ทั่วทั้งหมดในบริเวณพื้นที่นี้ รวมทั้งตัดไฟในเขตนี้ทั้งหมด
ย้อนกลับเข้ามาในธนาคาร หลังจากที่ประตูเหล็กถูกชักปิดลง ทุกคนในธนาคารลุกขึ้นอยู่ภายใต้แสงไฟสำรองของธนาคาร
“ใครก็ได้โทรติดต่อตำรวจ กับ รถพยาบาลด่วนเดี่ยวนี้” อารยะรีบลุกขึ้นพร้อมขอความร่วมมือจากคนข้างในธนาคารซึ่งกำลังติดอยู่ด้วยกันในห้องกว้าง ๆ กับลูกระเบิดที่ผูกชะตาชีวิตของทุกคนในนี้ให้เป็นเรื่องเดียวกันแต่ดูเหมือนความพยายามที่จะช่วยกันโทรศัพท์ออกไปจะไม่เป็นผล มันยังไม่สามารถโทรออกไปได้
เพราะถูกสัญญาณรบกวนแทรกเข้าไปในระบบโทรศัพท์มือถือ พวกกลุ่มผู้ร้ายมันคงเปิดเครื่องส่งสัญญาณรบกวนทิ้งเอาไว้อยู่
อารยะอยากจะช่วยยามคนนี้เหลือเกินเพราะเขาจับพลังชีพของยามคนนี้ได้แต่มันก็อ่อนแอมากเหลือเกิน อย่างไรนั่นก็ยังหมายถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีเวลาแล้วเขาตั้งใจว่าหลังจากกู้วิกฤตระเบิดนี้ได้ จึงจะกลับมาช่วยยามคนนี้หวังเพียงว่าเขาจะมีพลังชีวิตเพียงพอที่จะอยู่ต่อให้เขาได้มีโอกาสพอที่จะได้ช่วย
อารยะวิ่งไปที่กล่องของขวัญ รีบหยิบมันขึ้นมา จริงอย่างที่เขาได้รู้มาจากเจ้ากลุ่มผู้ร้ายว่ามันคืออะไร
หลังจากที่พวกมันไปแล้วจะเหลือเวลาให้พวกเราได้หนีตายอีกแค่เพียง 15 นาทีเท่านั้นระเบิดก็จะทำงาน
ตอนนี้เหลืออีกเพียงแค่ 5 นาที
“เฮ้ย ! ไอ้น้องใจเย็นให้พี่ช่วยกู้ระเบิดให้เอาไหม” “พี่อยู่หน่วยรบพิเศษชื่อผู้หมวดคมสันต์ ผ่านการเก็บกู้วัตถุระเบิดมาแล้วมากมาย” ผู้หมวดคมสันต์แนะนำตัวพร้อมเล่าสรรพคุณจากงานที่เคยผ่านมา
อารยะรู้จักเขาในฐานะที่เป็นคนทำระเบิดให้กับกลุ่มนักการเมืองและนายทหารระดับสูงที่เสียผลประโยชน์ เขาตกเป็นเครื่องมือในการฆ่าคนบริสุทธิ์โดยใช้ประชาชนเป็นอำนาจต่อรอง ส่วนรายวันเขาคุมบ่อนและเรียกเก็บค่าคุ้มครอง
“ไม่ทันแล้วละครับ ขอเป็นครั้งหน้าละกันครับพี่” อารยะพูดกับหมวดคมสันต์ที่อยู่ในร่างของเขา
“แล้วน้องจะทำอะไรกับไอ้ระเบิดกล่องนี้” ผู้หมวดคมสันต์เป็นห่วงกลัวว่ามันจะระเบิดขึ้นมา
อารยะไม่ได้ตอบอะไร รีบวิ่งไปหาผู้จัดการธนาคาร
“ผู้จัดการครับ กรุณาตามผมมาด้วยครับ” อารยะไม่มีเวลาจะเล่าแล้ว อารยะถือกล่องด้วยมือทั้งสองวิ่งตรงเข้าไปในตู้เซฟของธนาคารที่ยังเปิดอ้าอยู่ ข้างในห้องว่างเปล่าเหลือแต่เพียงเงินเหรียญเท่านั้นที่ยังวางไว้
เขาวางกล่องระเบิดชิดไว้ที่กำแพงอีกด้านตรงกันข้ามกับประตูเซฟ แล้วหิ้วถุงเงินเหรียญสามสี่ถุงค่อย ๆ วางล้อมกล่องระเบิดนี้ไว้ ก่อนที่จะรีบวิ่งออกมา อารยะดูแล้วว่ามันไม่ได้เป็นจุดที่เป็นเสารับน้ำหนักของอาคาร
อารยะออกมาแล้วผลักประตูเซฟปิดเข้าไป
“ผู้จัดการครับ ปิดประตูเซฟล็อคไว้ให้แน่นเหมือนเดิมก่อนที่มันจะระเบิด” อารยะพูดจบก็เงยหน้าขึ้นดูเวลาที่บนผนังของธนาคาร มันเหลืออีกแค่ 1 นาทีเท่านั้น
ผู้จัดการสาขาปิดล็อคประตูเสร็จแล้วอารยะก็พาผู้จัดการสาขาวิ่งออกมาให้ไกลสุดจากห้องเก็บเงินนั่น
“ทุกคนมารวมกลุ่มกันไว้ด้านนี้ครับ ตอนนี้ในตู้เซฟมีระเบิด” อารยะตะโกนแจ้งให้ทุกคนทราบจะได้รีบทำตามในสิ่งที่บอก
อารยะเลือกบริเวณริมกำแพงอีกมุมหนึ่งด้านหน้าของธนาคารซึ่งไกลมากพอที่จะพ้นจากแรงดันของระเบิด
“ “ตูม” ” “กริ๊ง .กริ๊ง...กริ๊ง” “กริ๊ง..กริ๊ง..” เสียงระเบิดดังขึ้นตามด้วยเสียงเศษเหรียญที่คงปลิวว่อนอยู่ในห้องเก็บเงินนั่น แรงระเบิดทำให้อาคารทั้งอาคารสะเทือนจนคนธรรมดาก็รู้สึกได้
อารยะพาผู้จัดการพร้อมเจ้าหน้าที่ธนาคารอีกสองคนไปเข้ารหัสเปิดประตู ดีทีเดียวที่ตอนล็อคประตูไม่จำเป็นต้องเข้ารหัสเหมือนตอนเปิดประตูไม่เช่นนั้นคงไม่ทันเวลาเป็นแน่
“โอ้โห ! กำแพงเป็นรูเลย” ผู้จัดการสาขาอุทานออกมาอย่างไม่ติดอ่าง
อารยะมองเข้าไปภายในห้องเก็บเงินเห็นร่องรอยของเหรียญที่กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงในห้องอยู่โดยรอบ บางแห่งยังมีเหรียญฝังอยู่ในกำแพง อารยะจำเป็นต้องเสี่ยงทำเช่นนี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักของแรงระเบิดให้มากพอที่จะทำลายกำแพงของห้องเก็บเงิน โชคดีที่ธนาคารถูกออกแบบให้กำแพงไม่ได้หนามากจนเกินไป
เนื่องจากเป็นชั้นสองของอาคารและเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวไม่ติดกับอาคารอื่น
อารยะเดินเข้าไปดูช่องกว้าง ๆ ที่เกิดจากแรงระเบิดใกล้ ๆ มันทำความเสียหายให้กับผนังกำแพงด้านข้างและพื้นด้านล่าง จนเป็นช่องกว้างตรงมุมพื้นของกำแพงมันกว้างพอที่จะให้คนหนึ่งคนเข้าออกได้อย่างสบาย
อารยะมองลงไปที่ช่องข้างล่าง
“ดี! ทุกคนเรามีทางออกแล้ว” อารยะออกมาโบกมือตะโกนเรียกทุกคน
“ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว ขอให้ทุกคน ค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปกันทีละคนนะครับ ข้างล่างจะเป็นหลังคารถพอดีซึ่งจะช่วยรับน้ำหนักพวกคุณไว้ได้” อารยะอธิบายให้ทราบ
ทุกคนจึงค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปทีละคนเรื่อย ๆ ในขณะที่อารยะเดินเข้ามาดูร่างไร้วิญญาณของชายทั้ง 3 คนภายในธนาคาร
“เฮ้ ! เฮ้! น..นั่น มันรถของชั้นนะ” ในที่สุดก็ถึงคิวผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของรถราคาแพงคันนี้พอดี
“เหอะน่า เดี่ยวคุณค่อยไปเคลมเอากับประกันละกันน่า” ผู้จัดการธนาคารไม่แคร์ในการให้บริการแล้ว

อารยะยืนอยู่ที่ศพของชายทั้งสาม เสียใจอย่างที่สุดและคิดว่าเป็นความผิดของตนที่ไม่อาจช่วยพวกเขาไว้ได้ นอกจากสวดมนตร์แผ่เมตตาให้พวกเขาได้เท่านั้น
“คุณช่วยอะไรเค้าไม่ได้แล้ว” อาทิตย์เตือนสติ
“ไปกันเถอะ ! คุณได้เวลาที่จะต้องไปจากตรงนี้แล้ว” อดิศักดิ์พูดขึ้นหลังจากหายไปนาน
“ใช่พี่ยังมีเรื่องอื่นที่ยังต้องทำอยู่อีกนะ” สาธิตเร่งให้เร็วขึ้น
“ฉันอยากจะไปจากที่นี่แล้ว” ภาวิณีพูดขึ้นอีกครั้งหลังวิกฤต
ในขณะที่เหตุการณ์ปล้นธนาคารจบลง พร้อมกับเงินที่เหล่าผู้ก่อการร้ายขนเอาไปได้อย่างสบาย

สำหรับผู้ที่รอดชีวิตก็ตกเป็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของสื่อมวลชนจำนวนมาก การพาดพิงถึงของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ย่อมมีเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอารยะถึงแม้ว่าไม่ได้ช่วยพวกเขาจากกลุ่มผู้ร้ายนั้นได้ แต่เขาก็ได้ช่วยเหลือทุกคนให้รอดพ้นจากระเบิดที่จะต้องทำให้เกิดการตายหมู่ขึ้นได้
“มันน่ากลัวมากเลยคะ ตอนนั้นดิฉันทำอะไรไม่ถูกเลยคะ ต้องหยิบเงินให้มันไปอย่างไม่ต้องคิดมากเลยคะ” “กลัวตายมากตอนนั้น ยิ่งมีคนถูกฆ่า แล้วก็ตอนที่ระเบิดกำลังจะระเบิดอีก โชคดีที่มีผู้ชายคนหนึ่งเค้ารีบคว้าระเบิดนั่นไปไว้ในห้องเก็บเงินของธนาคารคะ เราเลยรอดตายกันมาได้” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเจ้าหัวหน้าของกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้กรรโชกทรัพย์ไปได้อย่างง่าย ๆ
“แล้วผู้ชายคนนั้นชื่ออะไรคะ ยังอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุนี้หรือไม่คะ” ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์พร้อมกับมองไปยังจุดต่าง ๆ ที่ยังมีผู้ร่วมเหตุการณ์ที่กำลังตื่นเต้นกับเหตุการณ์กำลังถูกรุมสัมภาษณ์จากสื่อมวลชนทำข่าวกระจายไปเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
“ไม่เห็นเลยคะ ไม่ทราบว่าหายไปไหนแล้ว เมื่อครู่ยังเห็นเขาลงมาจากรูนั่นเป็นคนสุดท้ายเลยนะคะ”
ผู้หญิงที่กำลังถูกสัมภาษณ์นี้พูดในขณะที่กำลังมองไปรอบ ๆ แล้วชี้ไปที่รูระเบิดที่เกิดขึ้น.......
เพียงแต่ว่าอารยะเพียงคนเดียวที่ปลีกตัวรอดพ้นจากกลุ่มสื่อมวลชนที่กระหายความจริงออกมาจาก ณ ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว

“คาดว่าน่าจะเป็นการกระทำของผู้ร้ายกลุ่มใดคะ ?” ผู้สื่อข่าวถาม
“เราได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของธนาคารแล้วแต่ปรากฏว่ามันได้ถูกถอดสายสัญญาณออกไป จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ร้ายกลุ่มไหน” อธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาดูพื้นที่ด้วยตนเองขณะที่กำลังให้รายงานกับสื่อมวลชน
“ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วเขตบางนา โทรศัพท์ถูกตัดสัญญาณ สัญญาณโทรศัพท์มือถือถูกรบกวนสัญญาณ สัญญาณเตือนภัยในธนาคารไม่ทำงาน และที่สำคัญรถยนต์ของสถานีตำรวจพัง น่าจะเป็นฝีมือของผู้ร้ายกลุ่มนี้ใช่หรือไม่คะ หากใช่ก็แสดงว่าผู้ร้ายได้มีการวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว” ผู้สื่อข่าวยิงคำถามเป็นชุดยาวแบบโยงประเด็น
“อาจจะเป็นไปได้ครับ เราคงต้องตรวจสอบข้อมูลประกอบและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อทำการเสก็ทภาพใบหน้าของผู้ร้ายกลุ่มนี้เพื่อประกาศจับต่อไป” อธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว
“ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของผู้ร้ายกลุ่มใด และ ผู้ที่ช่วยชีวิตผู้รอดตายจากการระเบิดครั้งนี้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย กิตติถ่ายภาพ สาวิตรีรายงานสดจากที่เกิดเหตุ” ผู้สื่อข่าวทำรายการสัมภาษณ์สดจากที่เกิดเหตุเพียงแต่ขาดคนสำคัญอย่างอารยะไป

ที่ห้องสอบสวน สำนักงานศูนย์ปฏิบัติการลับพิเศษ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
“ครับ ! มีผู้ชายคนหนึ่งเค้าเป็นคนเอาระเบิดของพวกมันไปไว้ในตู้เซฟของธนาคาร ทำให้พวกเรารอดตาย” ผู้จัดการธนาคารบอกเล่าเรื่องส่วนของที่ตนได้ร่วมในที่เกิดเหตุนั้น
“แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” ผู้กองพรชัยสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ
“น่าจะเป็นลูกค้าคนหนึ่งที่มาเจอเหตุการณ์เหมือนลูกค้าคนอื่น ๆ นะครับผู้กอง” ผู้จัดการธนาคารกล่าว
เหตุการณ์ในห้องสอบสวนยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พยานคนแล้วคนเล่าถูกเวียนเปลี่ยนกันเข้าห้องสอบสวน เพื่อให้ปากคำประกอบกันเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการตามสืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เช่นเดียวกับอารยะที่ต้องเดินทางต่อไปยังบ้านแต่ละหลังของเพื่อนร่วมร่างหลังแล้วหลังเล่าตามที่ได้ให้สัญญาไว้ไม่ต่างจากบุรุษไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่แค่ส่งสารแล้วก็จากไป
.................................................................
ตัดบทมาที่อำนวยซึ่งพลาดหวังไปจากการที่ไม่ได้พบกับน้องชายต่างอุดมคติ
“คุณอำนวยครับ ตอนนี้ก็ค่ำแล้วผมว่าน้องชายของคุณน่าจะกลับถึงบ้านแล้วนะครับ ผมรู้ว่าคุณไม่ได้จำเบอร์โทรศัพท์ของน้องชายคุณไว้ แต่คุณยังจำเบอร์โทรที่บ้านได้ เอาอย่างนี้นะครับเราจะใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์ในครั้งนี้” อารยะอยากให้อำนวยได้บอกอะไรบางอย่างให้น้องเขาได้รู้
“สวัสดีครับ” “ผมเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่ชายคุณนะครับ” อารยะติดต่อไปที่บ้านของอำนวย
“ครับ มีเรื่องอะไรหรือครับ” น้องชายของอำนวยรับสาย
“คือว่าผมเจอเครื่องบันทึกเสียงของพี่ชายคุณอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา ก็เลยอยากให้คุณได้ฟังบางสิ่งบางอย่างจากอำนวยนะครับ” อารยะพูดจบ ก็ให้ร่างทรงแก่อำนวยทันที
“พี่ขอโทษด้วยน้องอำนาจ ที่ผ่านมาเรามีอุดมการณ์แตกต่างกันทำให้เราเหมือนไกลกันคนละฝาก
แต่วันนี้พี่รู้สำนึกแล้วว่าทางที่น้องได้ทำอยู่นั้นถูกต้องดีแล้ว ขอให้น้องเดินบนอุดมการณ์แห่งเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริต่อไปนะ มันเป็นการส่งเสริมความเป็นอยู่ในชีวิตให้ดีขึ้นอย่างมีความผาสุกได้จริง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้พี่จะขอเดินบนเส้นทางเดียวกับน้องอำนาจอย่างแน่นอน ขอโทษอีกครั้งที่ไม่ได้บอกด้วยตัวเอง” อำนวยพูดขึ้นเองทั้งหมดบนหลอดเสียงร่างทรงของอารยะ
“มันคงเป็นความต้องการของพี่คุณที่ตั้งใจจะทิ้งเครื่องบันทึกนี้ไว้ที่บ้านเพื่อให้คุณได้เปิดฟัง แต่มันก็สายเกินไปที่จะได้ทำ” อารยะดึงร่างกลับคืนมาแล้วกล่าวขึ้น
“เท่านี้ผมก็ดีใจแล้ว ขอบคุณมากนะครับ ที่นำเทปบันทึกเสียงนี้มาเปิดให้ผมฟัง” อำนาจน้องชายอำนวยกล่าว
“ผมเห็นว่าคุณควรจะได้รับฟังความรู้สึกของพี่ชายของคุณเป็นครั้งสุดท้าย เท่านี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ” อารยะกดวางสาย.........

..................................................................
นิราศวิญญาณ

นิราศแห่งการเดินทางของอารยะยังไม่ถึงตอนจบ หลังจากที่เสียเวลาไปมากแล้ว เขาต้องรีบทำเวลาในการเดินทางต่อไป เหมือนได้สวมบทเป็นบุรุษไปรษณีย์แห่งชาติที่ต้องคอยนำสารลับส่วนตัวจากคนหนึ่งไปส่งให้อีกคนหนึ่งคนแล้วคนเล่า..................

“ต่อไปบ้านคุณอาทิตย์แล้วนะครับ” อารยะพูดขึ้นด้วยความอ่อนล้าหลังจากที่วันนี้เดินทางไปมาแล้ว 5 ที่
“กว่าจะถึงคิวผมได้ รออยู่นานเหมือนกันนะครับ” อาทิตย์แสดงความดีใจ
“หวังว่าคงเป็นวันดีสำหรับคุณอาทิตย์นะ” อารยะกล่าวแสดงความยินดี
“แน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ คุณอารยะ” อาทิตย์กล่าว
“เอาละเราเดินทางกันเถอะ” บ๊วยออกเดินทางไปบ้านหลังสุดท้ายสำหรับวันนี้
บ้านของอาทิตย์ไม่ไกลจากบ้านที่ไปมาก่อนหน้านี้นัก จึงทำให้เดินทางต่อได้ไมไกลมากนัก มันเป็นบ้านสวนหลังเดี่ยวริมคลองอยู่ในเขตตลิ่งชัน
“ถ้าหากคุณต้องการเดินทางไปให้ถึงโดยเร็วก็ต้องใช้ทางน้ำ แต่ถ้าหากช้าหน่อยก็ทางบกเพราะมันจะวิ่งอ้อมไปอ้อมมากว่าจะมาถึงก็จะใช้เวลาต่างกันถึง 30 นาที” อาทิตย์แนะนำเส้นทางให้อารยะได้เลือกเอาสักทาง
“ถ้าหากผมรวมเวลาที่เสียไปทั้งขาไปและขากลับก็ 1 ชั่วโมง ฉะนั้นผมขอใช้วิธีทางน้ำดีกว่านะครับ ” อารยะขอใช้เส้นทางที่เร็วกว่า
“อย่างนั้นเราไปนั่งเรือหางยาวกัน ตอนนี้เย็นแล้วกำลังได้บรรยากาศชาวสวนริมคลองชนบทแบบดั้งเดิมเลยนะครับ” อาทิตย์ชวนให้ชมบรรยากาศริมน้ำ
“ก็ดีครับ เหนื่อยมาตั้งแต่ช่วงเช้าลงมาแล้วผมจะได้พักผ่อนหย่อนใจให้สบายบ้าง” อารยะเริ่มรู้สึกดีขึ้นสบายขึ้น
“ท่าน้ำสำหรับเดินทางไปบ้านผมอยู่ห่างจากที่นี่แค่ 2 กิโลเท่านั้น เดี่ยวเรานั่งรอสองแถวกันที่ป้ายรถเมล์นั่น” อาทิตย์ยกมือขวาขึ้นชี้ไปที่ป้ายรถเมล์ทั้งที่ร่างที่ชี้อยู่เป็นอารยะเองและนี่คือสาเหตุที่ทำให้อารยะต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะการถูกแทรกแซงจากดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่รอจังหวะโอกาสปรากฏตัว ทำให้อารยะต้องเป็นเหมือนร่างทรงที่ถูกยืมร่างใช้บ่อยเป็นพิเศษการสูญเสียพลังจิตในแต่ละครั้งที่ใช้มันก็เหมือนกับการได้วิ่งรอบสนามหลวงหลาย ๆ รอบนั่นเอง

ระหว่างที่รอป้ายรถเมล์อยู่นั้นก็มีชายชราคนหนึ่งกำลังจะขึ้นสะพานลอยท่าทางเงอะ ๆ งะ ๆ
ทำให้อารยะอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อภาพมันเข้ามาอยู่ในสายตาของเขา
“คุณตาครับ เดินไหวไหมตา ?” อารยะเดินเข้าไปสอบถามลุงใกล้ ๆ
“ไม่ค่อยไหววะไอ้หนู ข้อเข่ามันไม่ค่อยจะดี ก้าวแต่ละทีก็ช้าก็ปวด ไอ้ครั้นจะไปข้ามเอาที่ถนน รถมันก็เร็วกันเหลือเกิน” ตาบ่นเรื่องความไม่อำนวยของสังขาร
“ถ้าอย่างนั้นคุณตา ขี่หลังผมเอาไหมครับ เดี่ยวผมพาเดินขึ้นสะพานลอยข้ามไปฝั่งนู้นให้” อารยะกล่าวพร้อมกับค้อมหลังลงเตรียมรับน้ำหนักของตา
“เออ..ขอบใจวะไอ้หนู” ชายชรากล่าวพร้อมขึ้นขี่หลัง
อารยะส่งชายชราข้ามไปยังป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม
“ขากลับคุณตาอย่าลืมซื้อพวงมาลัยมาให้ยายด้วยนะ เดี่ยวพรุ่งนี้ยายจะได้ไว้ใช้ไหว้พระ” อารยะเตือนคุณตาไม่ให้ลืม
ทำเอาคุณตาที่เพิ่งลงจากหลังไปทำหน้างง ว่ารู้ได้อย่างไร
อารยะเดินข้ามสะพานลอยกลับมาอีกครั้ง
“นี่ ! คุณทำแบบนี้เพื่ออะไรเนี่ย มันเสียเวลารู้หรือเปล่า นี่รถผ่านไปตั้งกี่คันแล้วก็ไม่รู้” ภาวิณีใช้นิสัยแย่ ๆ ตามเคย
“ไม่ได้เพื่ออะไรหรอกครับ” อารยะตอบตามความรู้สึก
“แล้วคุณจะอยู่เฉย ๆ ไม่ยุ่งกับใครบ้างได้ไหมคะ” พจนีย์พูดเหน็บแนม
”บอกตามตรง ไม่เคยครับ” อารยะตอบตรงทั้งที่จริงแล้วเขาประชด
“คุณเคยคิดไหมว่า หากว่าลูกเราตกระกำลำบากหรือพ่อแม่ที่แก่เฒ่าของเรา ได้รับการช่วยเหลือจากใครบางคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาเราตลอดเวลา คุณก็จะรู้สึกดีเช่นนั้นเหมือนกันใช่หรือไม่” อารยะยกตัวอย่างให้เห็น
“มันก็ใช่ แต่คุณไม่สามารถช่วยได้ทุกชีวิตหรอกนะ” อาทิตย์กล่าวเตือนเพราะก็อยากรีบไปหาครอบครัวของตน
“ถูกต้องครับ ผมช่วยได้เฉพาะเหตุการณ์ตรงหน้าเท่านั้น”
“แต่มันส่งผลให้มากมายเลยนะต่อความรู้สึกของเขาหรือของเรา หากมีคนที่ทำแบบผมอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง คุณคิดว่าจะช่วยได้มากขึ้นหรือไม่ เมืองนี้จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยนะคุณว่าไหม” มันเป็นแค่ความฝันของอารยะ
“แล้วคุณจะได้ประโยชน์อะไรเล่าจากการที่ต้องไปเสียเวลาแบบนั้น” อาทิตย์ไม่เห็นด้วยอยู่ดี
“ความสุขที่ได้จากการให้ไงละ” อารยะตอบได้ถูกต้องแต่ไม่ตรงใจใครอีกหลายดวง
“...........”
“คุณอาทิตย์ คุณเชื่อเรื่องวิญญาณหรือไม่ครับ ?” อารยะแกล้งลองถามตัดบทขึ้นเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไม่รู้สิครับ ผมไม่รู้ว่ามันจะมีจริง ผมเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์มา ผ่าตัดมาแล้วมากมาย
เครื่องในของคนเห็นมาจนเฉยชาแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าหลังความตายก็กลายเป็นผมในตอนนี้นี่แหละ” อาทิตย์หมายถึงดวงวิญญาณเพียงดวงเดียวที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้
“แล้วในตำราแพทย์ที่คุณเรียนมีเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แบบที่คุณเป็นอยู่นี่หรือไม่ละครับ แบบว่าก่อนคุณปฏิสนธิคุณเป็นอะไรมาก่อน แล้วหลังตายแล้วต้องไปเป็นอะไรต่อไป” อารยะแกล้งถามเรื่องนอกตำราแพทย์อีกครั้ง
“เอ่อ...ไม่มีครับ” อาทิตย์ตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วตอนนี้คุณเชื่อหรือยังครับ ว่าตายแล้วไปไหน” อารยะย้ำถามอีกครั้ง
“ก็อยู่ในร่างพี่ไง” สาธิตแทรกเข้ามากวนจนได้
เรื่องที่สนทนาก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยจนกว่ารถจะมา
“เอ่อ...มาถึงตอนนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้วสินะ ในเมื่อตอนนี้ผมก็เป็นแค่ดวงวิญญาณเท่านั้น” อาทิตย์มิอาจโต้ตอบได้
“นั่นแสดงว่าการที่บางอย่างวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ถูกหรือไม่” อารยะพยายามทำให้วิญญาณในร่างของเขาได้เข้าใจ เขายังเห็นว่าวิญญาณที่ยังเชื่อในเรื่องที่ว่าหนึ่งบวกหนึ่งต้องเท่ากับสองกับสิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้เท่านั้น
“ทำไมละครับ” อาทิตย์ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก
“ก็ในเมื่อความจริงแล้วต้องบอกว่าเรื่องอีกหลายเรื่องที่มันมีมันเกิดขึ้นอยู่จริงได้ค้นพบมาแล้ว แต่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ของเรากับไปไม่ทันหรือเรียกว่าล้าหลังกว่า ทำให้ไม่สามารถสร้างเครื่องมือพิสูจน์ทดลองได้ก็จะเหมารวมไปว่าสิ่งนั้นไม่จริง ! ไม่ใช่ ! ไม่เชื่อ ! ไม่มีเหตุผล..เพราะมันไม่สามารถตรวจและสังเกตได้ด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แล้วถ้าหากว่าอนาคตข้างหน้าอีกร้อยสองร้อยปีมีคนคิดเครื่องดักจิตหรือจับวิญญาณได้เรื่องเหล่านี้ถึงจะมีเหตุผลเป็นเรื่องจริงได้รับการยอมรับหรือบรรจุเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งให้ศึกษาสินะ” อารยะพยายามพูดเรื่องเหล่านี้เพื่อให้ผู้แก่เรียนทางโลกลดความยึดติดให้น้อยลง
“แล้วเราไม่ได้ถูกดักจับอยู่ในเครื่องดักวิญญาณหรือไง” เสียงดุ ๆ ประชดแบบนี้ไม่ใช่ใคร ภาวิณีคนเดิม
“นี่คุณต้องการจะบอกอะไรกับผมครับ” อาทิตย์งงว่าทำไมอยู่ ๆ อารยะก็พูดถึงเรื่องนี้
“ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นว่าพวกคุณหลายคนเป็นผู้คงแก่เรียน เรียนจบกันสูง ๆ มากันทั้งนั้น
หลายคนที่ยังไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ เชื่อในสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้เท่านั้น ทั้งที่มีดวงจิตวิญญาณอยู่ในตัวของพวกคุณทุกคน” อารยะทำความเข้าใจให้กับวิญญาณในร่างให้เปิดใจรับบ้าง
“................”
รถยังคงแล่นผ่านไปแต่ยังไม่มีรถสองแถวที่ต้องการ คนรอรถที่ป้ายนี้มีอยู่เพียงเล็กน้อย
“คุณอาทิตย์ รู้ไหมว่าเพราะอะไรคุณถึงต้องเข้ามาอยู่เรียนรู้ในร่างของผม” อารยะตั้งคำถามอีกครั้ง
“คุณเป็นหมอผ่าตัดที่เก่งคนหนึ่ง นอกจากเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงแล้วยังมีคลินิกส่วนตัวอีกด้วย ใช่หรือเปล่าครับ” อารยะถามต่อไปโดยไม่ได้รอคำตอบจากอาทิตย์
“ใช่ครับ” อาทิตย์ไม่สามารถปฏิเสธได้อยู่แล้ว
“อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ดีมีเกียรติ มีคนเคารพยกมือไหว้ แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่ามีหมอบางคนเป็น แพทย์พาณิชย์” อารยะเริ่มเข้าประเด็นเข้าให้แล้ว
“อะ .อ.เอ่อ..อ เอ่อ..” อาทิตย์เริ่มรู้ตัวว่าโดนเข้าบ้างแล้ว
“อาชีพหมอต้องมีจรรยาบรรณต่ออาชีพ ในขณะที่หมอบางคนยอมเหน็ดเหนื่อยอยู่ในชนบท เป็นหมอใจของชาวบ้าน แต่ก็มีหมอบางคนทำในสิ่งตรงกันข้ามต้องการให้มีคนไข้คนเจ็บมารักษามาก ๆ นั่นหมายความว่าจะได้มีรายได้มากตามไปด้วย แทนที่จะอยากให้ผู้คนไม่ต้องเจ็บไม่ต้องไข้รู้จักการดูแลตนเอง”
“เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากคนขายโลงศพ ที่คอยจุดธูปอธิษฐานทุกเช้าว่าขอให้ร้านตนเองขายโลงศพได้เยอะ ๆ มาก ๆ นั่นก็ย่อมหมายถึงต้องมีคนล้มตายกันมาก ๆ เช่นกัน” อารยะเปรียบให้ทุกคนเห็นเข้าใจได้ง่ายขึ้น
“คุณเคยรักษาคนเจ็บด้วยจิตใจที่ไม่หวังเงินทองจากเขาหรือไม่ ?” อารยะยิงคำถาม
“การรักษาคนเพราะอยากให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ทางกายได้รับความสบายขึ้นนั้น เป็นกุศลนะ
แต่การรักษาเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่อยากได้กลับมานั้นทันทีที่คิดก็เป็นอกุศลจิตแล้ว
ไม่ได้บุญจากการได้ช่วยเขาเลยนะครับ เพราะคุณไม่ได้ต้องการให้เขาหายจากความเจ็บป่วยนั้นอย่างจริงใจ” อารยะยังคงเล่าต่อไปถ้าหากว่ารถสองแถวยังไม่มาเสียก่อน
“นั่น..รถสองแถวมาแล้ว” อาทิตย์ดีใจเหมือนระฆังบนเวทีมวยดังขึ้น
อารยะรีบวิ่งไปขึ้นบนรถสองแถวซึ่งกำลังแน่นขนัด จึงต้องโหนอยู่ท้ายรถสองแถว

บนเรือหางยาวที่แล่นเรียบลัดเลาะไปตามลำคลองอย่างไม่เร่งรีบ
ดวงวิญญาณทุกดวงจึงเหมือนได้มาพักผ่อนท่องเที่ยวชนบทในเมืองกรุง ได้ชมทัศนียภาพวิถีชาวบ้านริมคลองผ่านสายตา ได้กลิ่นดินสาบโคลนกลิ่นน้ำลำคลองและได้ยินเสียงนกร้องไก่ขันผ่านหูของอารยะซึ่งแบ่งให้ได้สัมผัส ทำให้วิญญาณทุกดวงลดความตึงเครียดลง ทุกคนรู้สึกสบายใจขึ้นเว้นไว้แต่อาทิตย์เท่านั้นที่ตื่นเต้นมากกว่าใครเมื่อมันใกล้บ้านเข้าไปทุกที ทุกที
บ้านหลังใหญ่มากบนที่ดินกว้าง ๆ จัดสวนได้สวยงามมาก ด้านหลังติดกับคลองใหญ่ ๆ
ด้านหน้ามองเห็นได้ว่าติดถนนในซอย ปัญหาก็คือ
“คุณผู้หญิงไม่อยู่บ้านคะ” เสียงเหน่อ ๆ พูดภาษาเมืองกรุงไม่ชัดนัก
อาทิตย์เริ่มออกอาการร้อนใจ
อารยะจึงเปิดโอกาสให้ได้สนทนากับคนรับใช้ในบ้านของตน
“ไปไหนกันหมดละ แจ๋วแหวว” อาทิตย์ทักชื่อของคนรับใช้ในบ้าน
“คุณผู้หญิงเอาขนมไปส่งที่ร้านนะคะ อยู่แต่ลูก ๆ“ แจ๋วแหววสนทนาด้วยโดยไม่ได้สงสัยเลยเมื่อคนที่มาเยือนนั้นรู้จักชื่อของตน
“อ้าว ! ทำไมละ ทำไมคุณผู้หญิงถึงต้องทำขนมไปส่งละ” อาทิตย์ถามเสียงดังขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“เห็นบอกว่าต้องทำงาน ไม่อย่างนั้นลูกจะลำบากนะคะ” คนรับใช้ใจซื่อตอบอย่างไม่ต้องคิด ทำเอาดวงจิตของอาทิตย์หม่นหมองไปในทันใด
“ผมควรจะทำอย่างไรดี อารยะ” อาทิตย์ไม่รู้หนทางที่จะช่วยภรรยาและลูกของตนได้
“ผมหาเงินได้มามากก็จริง แต่ภาระของเราก็มีมาก ผมไม่คิดว่าผมจะตายเร็วอย่างนี้ ทั้งที่ผมทำงานอยู่บนความตายของผู้คน ผมน่าจะระวังมากกว่านี้” อาทิตย์โทษตนเอง เขาพูดเหมือนมีน้ำตาเพราะรู้ว่าเงินที่เก็บไว้ให้มากเท่าไรก็คงไม่พอสำหรับจะให้อนาคตลูกไปจนโตได้
“นกสร้างรัง ยังสร้างแต่เพียงพอดีอยู่ ไม่ได้ใหญ่โตเกินตัวไปหรือเล็กจนเกินไป” อารยะเปรียบเปรยขึ้น
“บ้านมันใหญ่ที่ดินมันเยอะเกินไปหรือเปล่าครับสำหรับแม่กับลูกอีก 3 คัน“
“รถราคาแพงไปหรือเปล่าครับตั้ง 2 คัน” “คลินิกที่เปิดไว้ไม่มีใครทำแล้ว ทำเลก็ดี ไม่ทำอะไร ปิดไว้ทำไม”
“ยังมีอีกมากที่คุณควรจัดการสั่งเสียเอาไว้นะเพื่อให้ภรรยาของคุณจัดการได้อย่างเรียบร้อยง่ายดายขึ้น” อารยะเหมือนบอกใบ้ให้คิดเองอีกครั้ง แม้จะดูเหมือนยุ่งเรื่องชาวบ้านก็ตาม
“เออใช่ ! คุณพูดถูกอารยะ” อาทิตย์รู้สึกขอบคุณ
อาทิตย์หันหน้ากลับไปที่รั้วประตูบ้านของตนเอง
“ไปหยิบปากกากับกระดาษมาให้หน่อยสิ” อาทิตย์สั่ง
“ได้คะคุณ” แจ๋วแหววรับคำแล้วเดินหายเข้าไปในบ้าน
“คนรับใช้ในบ้านหรือคนรับใช้ของคนนอกบ้านกันแน่” อารยะไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่ยังมีคนที่มีใจซื่อไร้เดียงสาแบบนี้
หลังจากที่คนรับใช้นำกระดาษและปากกามาให้กับอาทิตย์แล้ว เขาจึงได้เขียนข้อความเป็นลายมือของอาทิตย์เองในร่างทรงของอารยะเพื่อฝากให้กับภรรยาของเขาเหมือนเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย
“ขอบใจมากนะ ฝากกระดาษนี้ให้คุณผู้หญิงอ่านด้วยนะ สำคัญมาก ๆ” อาทิตย์คืนปากกา และ มอบจดหมายไว้ให้แจ๋วแหวว
“อย่าลืมบอกคุณผู้หญิงนะว่า เพื่อนของคุณผู้ชายเอามาให้” อาทิตย์จำเป็นต้องพูดกันเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ภรรยาตกใจกับลายมือของเขา
“อ้อ ! ต่อไปแจ๋วแหววต้องระวังคนแปลกหน้าให้มากกว่านี้นะ”
“ไม่ใช่เขาเข้ามาคุยด้วยขอนั่นหยิบนี่ให้หน่อยก็เชื่อกันง่าย ๆ อย่างนี้” อาทิตย์ทิ้งท้ายก่อนจะจากไป
ทำเอาแจ๋วแหววงงว่าตกลงที่เขาจัดแจงเอาดินสอกระดาษมาให้แถมคุยด้วยอย่างไว้ใจเนี่ยมันผิดหรือถูกกันแน่

อารยะกำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับที่พักที่ซอยลาซาล อาทิตย์เริ่มผ่อนคลายขึ้น อารยะจึงเริ่มเทศนาบทต่อ
“คุณรู้หรือไม่ว่า เวรกรรมนั้นมีวิธีให้ผลกรรมที่แปลกแตกต่างกันไปตามแต่การกระทำที่ได้สร้างมา”
อารยะเริ่มเข้าเรื่อง
“ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่คุณได้ทำไปเพราะความโลภบังตา บางครั้งคุณลืมนึกถึงคนอื่น
ลืมมองให้เหมือนว่าเขาเป็นเพื่อนรักของคุณ เป็นญาติสนิท เป็นคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จัก”
อารยะต้องการให้เกิดปุจฉาขึ้น
“คุณหมายถึงอะไรครับ ผมไม่เข้าใจ” อาทิตย์ถามกลับ
“คนที่นอนรอความตายนั้น หากเพียงได้รับการรักษาจากคุณเขาก็เป็นผู้รอดแล้ว คุณเคยทิ้งให้คนเจ็บนอนตายไปอย่างผักปลา เพียงแค่ต้องการรอญาติหรือเงินของเขาที่จะมาซื้อชีวิตของเขาจากคุณใช่หรือไม่”
อารยะถามคำถามที่ยากที่จะให้อาทิตย์เอ่ยปาก
“มันเป็นระเบียบของโรงพยาบาลนะครับ” อาทิตย์ต้องจนมุมจึงเปลี่ยนให้เป็นเรื่องเชิงนโยบายทันที
“ไม่ว่ากฎหมายหรือนโยบายก็ถูกขีดเขียนขึ้นไว้บนกระดาษ แต่จรรยาบรรณถูกเขียนขึ้นในใจ
มันเป็นเจตนารมณ์ที่ไม่ควรจะดิ้นได้” อารยะพูดขึ้นจนอาทิตย์สะอึก
“เพราะเหตุนี้ที่ทำให้คุณต้องเข้ามาเรียนรู้เพิ่มนอกตำราแพทย์ที่คุณเคยเรียน เพียงแต่ห้องที่คุณเรียนถูกย้ายมาอยู่ในร่างของผม” อารยะพยายามทำให้อาทิตย์รู้สึกสำนึก
“คุณแก้ไขตอนนี้ยังไม่สาย ความสามารถของคุณจะมีประโยชน์ในวันหนึ่ง ขอเพียงอย่าคิดว่าเงินทองไม่ได้ธุระไม่ใช่ คุณยังสามารถสร้างกุศลด้วยการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับดวงวิญญาณอื่น ๆ ในร่างของผมได้”
อารยะเชิญชวนให้ทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นเพราะวันหนึ่งอารยะหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ใช้ความสามารถของอาทิตย์ให้ก่อประโยชน์กับผู้คน
“ได้ครับ ผมตกลง” และดูเหมือนว่าอาทิตย์จะยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ

หมดไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้จะเป็นนิราศของเรื่องราวใหม่
การผจญภัยบนเส้นทางวิบากของชีวิต
ที่มีร่างกายไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ของใคร
เป็นเพียงที่อาศัย ที่เดินทาง
แล้วจากไป จากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง
ไม่สิ้นสุด จนกว่า........วันนั้นจะมาถึง
...นิพพาน...

........................................................................
คำเตือนที่ท้าทาย

ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘ผู้สร้างโลกใหม่’ ได้ส่งผ่านคำสั่งแก้แค้นชาวโลกแบบตาต่อตาฟันต่อฟันไปยังกลุ่มผู้สร้างโลกใหม่ที่กระจายแทรกซึมอยู่ทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย
การก่อการร้ายที่ได้เตรียมวางแผนกันมาพร้อมแล้วจึงได้เริ่มรุกฆาตขึ้นในวันนี้และมันจะสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องในไม่ช้าไม่นานนี้

ณ ที่อาคารสูงแห่งหนึ่งบนถนนวิทยุ
“ทุกคนพร้อม เป้าหมายกำลังเคลื่อนตัวออกมาจากอาคารแล้ว” “สตาร์ทเครื่องได้” อาดีกำลังถ้ำมองไปที่เหยื่อคอยรายงานความเคลื่อนไหวจากการซุ่มมองผ่านกล้องส่องทางไกลไปยังเหยื่อให้ทุกคนในทีมทราบ
“จุด A ทราบแล้วเปลี่ยน” “จุด B ทราบแล้วเปลี่ยน” “จุด C ทราบแล้วเปลี่ยน” ทุกจุดรายงานเข้ามาให้ทีมงานทราบในช่วงที่ไล่เลี่ยกันไป
“รถเตรียมพร้อมไว้ ขณะนี้เรากำลังจะโจมตีเป้าหมายแล้ว” อาดีรายงานอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใกล้เวลาอันควรแล้ว
“Air Bomb ทุกจุดบินขึ้นได้” มันเป็นการแจ้งครั้งสุดท้ายของอาดีนักถ้ำมอง
ทันใดนั้นเครื่องบิน F-14 TOMCAT เครื่องบินที่สามารถพับปีกได้ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสวยงาม
บนลานบินชั่วคราวดาดฟ้าของอาคารสูง ถึงสามแห่งในบริเวณใกล้เคียงและเวลาไม่ต่างกันมากนัก
มันบินได้เร็วมาก ผู้ที่บังคับเครื่องบิน F-14 ได้จะต้องได้รับการฝึกฝนให้เรียนรู้วิธีการใช้งานได้อย่างคล่องตัวจึงจะสามารถควบคุมให้มันพุ่งผ่านสิ่งกีดขวางเข้าโจมตีไปที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำในระยะไกล
ผู้ก่อการร้ายทั้งสามจุด A, B และ C ยืนขึ้นอยู่ริมดาดฟ้าของอาคารคนละแห่ง ซึ่งสามารถมองมายังเป้าหมายได้ในระยะไกลแต่เป้าหมายที่เห็นดูเหมือนจะไม่ชัดเจนนักเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ เหมือนก้านไม่ขีดไฟ
จึงต้องอาศัยกล้องส่งสัญญาณภาพที่ติดอยู่กับเครื่องบินเพื่อส่งภาพเป้าหมายมายังกลุ่มผู้ก่อการร้าย
ผู้ก่อการร้ายทั้งสามจุดสวมแว่นตาคล้ายกับแว่นสำหรับนักประดาน้ำแต่ไม่ใช่ มันเป็นจอรับภาพสัญญาณทางไกลทำให้สามารถบังคับเครื่องบินบังคับวิทยุโดยมองผ่านหน้าจอรับภาพที่ติดอยู่บนจอแว่นตาขนาดใหญ่ที่ผู้ก่อการร้ายสวมไว้ได้
เครื่องบิน F-14 ทั้งสามลำพุ่งไปในสามทิศทางข้ามผ่านถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ที่แล่นกันผ่านไปอย่างเร็ว
คนเดินกันไปมาริมฟุตบาทจำนวนไม่มากนัก ข้ามรั้วกำแพงของสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย
ผ่านตำรวจรักษาการณ์ได้อย่างสบายโดยที่ไม่ทันได้รับมือกับแผนมาเหนือเมฆลักษณะนี้
“จุด A พร้อม Air Bomb แล้ว จุด B C รอเสริม” เครื่องบินจากจุด A พุ่งดิ่งลงไปในขณะที่อีกสองลำพุ่งเชิดขึ้นผ่านไปด้านข้างซ้ายและขวา เหมือนเป็นการข่มขวัญศัตรู
Air Bomb A พุ่งดิ่งตรงไปที่รถของท่านทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ในขณะที่ท่านทูตอยู่ในรถที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกอย่างช้า ๆ
Air Bomb จากจุด A บินพุ่งเข้าชนประสานงาเข้าที่หน้ากระจกรถอย่างแรงพร้อมกับระเบิดตัวเองในทันที มันเป็นเครื่องบินที่บรรทุกระเบิดขนาดเล็กติดอยู่ในท้องลำตัวของเครื่องบิน F-14 บังคับวิทยุ
“ตูม.ม.” เสียงระเบิดดังไปทั่วบริเวณสถานทูต เหล่าตำรวจรักษาการณ์กำลังวิ่งเข้ามาแต่ไม่ทันการเสียแล้ว
เครื่องบิน Air Bomb B เข้าโฉบตัดหน้าผู้อารักขาท่านทูตและกลุ่มตำรวจรักษาการณ์ก็ถูกเครื่องบิน Air Bomb C บินโฉบเข้ามารบกวนด้วยเช่นกัน“ จุด B พร้อมเสริม

กลุ่มผู้อารักขาและตำรวจรักษาการณ์ กำปืนเล็งไปที่เครื่องบินทั้งสองลำอย่างสับสน หันไปหันมาอย่างไม่รู้ว่าเครื่องบินมันจะวนกลับเข้ามาในทิศทางใดอีก ในขณะที่เท้าก็ขยับก้าวไปที่รถของท่านทูต ซึ่งกระจกกันกระสุนข้างหน้ารถได้ถูกทำลายไปพร้อมกับชีวิตของคนขับรถด้วย

“Air Bomb B พร้อมเข้าประจัญบาน Bomb C ทำการรบกวนด้วย” ผู้ร้ายที่บังคับเครื่องบินจากจุด B กำลังขอแรงให้ เครื่องบินจากจุด C ทำการขับเคลื่อนตัวเข้ามาช่วยเปลี่ยนความสนใจของกลุ่มผู้อารักขา
“Air Bomb C รับทราบเปลี่ยน” เครื่องบิน C บินโฉบเข้ากลุ่มผู้อารักขาและกำลังตำรวจรักษาการณ์อย่างรวดเร็ว โฉบไปมาเปลี่ยนทิศทางอย่างงูเลื้อยเพื่อหันเหความสนใจ
“Air Bomb B ลุยได้เลย” ผู้ก่อการร้ายที่สังเกตการณ์ถ้ำมองที่อยู่บนอาคารสูงเห็นภาพจากกล้องส่องทางไกลทำให้ภาพที่ได้คมชัดเหมือนนั่งชมอยู่ขอบสนาม
“Air Bomb B ทราบแล้วเปลี่ยน” เครื่องบิน B บินร่อนกลับในทันที่ที่รับคำสั่ง

เครื่องบิน B พุ่งลงจากแนวดิ่งด้านบนเหนือหัวตั้งฉากกับพื้นโลกบริเวณด้านหน้าประตูสถานทูตเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้พิทักษ์ท่านทูตได้ป้องกันได้ทัน
เครื่องบิน B ตีโค้งก่อนที่จะดิ่งถึงพื้นแล่นขนานไปกับพื้นมุ่งหน้าตรงไปที่ช่องกระจกหน้ารถจุดเดียวกับที่เครื่องบิน A ระเบิดเปิดทางให้แล้ว
ขณะเดียวกันกับที่ท่านทูตสหรัฐอเมริกาซึ่งหมอบฟุบอยู่ที่เบาะโดยสารด้านหลังก็ลุกขึ้นมานั่ง เห็นเครื่องบินอีกลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาที่หน้ารถอย่างไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่กลุ่มผู้พิทักษ์ท่านทูตเริ่มรู้ตัว ทุกคนหันมาเล็งกระบอกปืนไปที่เครื่องบิน B พร้อมที่จะเหนี่ยวไกแต่มันก็สายเกินไปแล้ว มันเร็วจวนเจียนประชิดตัวทุกคนกระโดดหลบหมอบลงไปที่พื้น
ท่านทูตอเมริกาผลักประตูรถเปิดออกพาตัวเองวิ่งลงมาจากรถอย่างว่องไวที่สุดแล้วผลักประตูปิดอย่างที่ไม่ต้องหันไปมองหลัง
เป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นเครื่องบิน B พุ่งผ่านเข้าไปทางช่องกระจกหน้ารถซึ่งเป็นรูกว้าง ๆ ขนาดใหญ่
“ตูม” เสียงของระเบิดดังขึ้นเป็นครั้งที่สองและทำให้รถถูกเผาไหม้ทันที
มันเข้าชนที่เบาะหลังของรถยนต์จนระเบิดรถกันกระสุนให้บวมขึ้นได้ กระจกแตกละเอียดรอบคัน
ขณะที่ท่านทูตและทุกคนวิ่งเข้าไปพิทักษ์ท่านทูต เพื่อพาเข้าสู่ตัวอาคารของสถานที่ทำการ
“เครื่องบิน C พร้อม Air Bomb” เครื่องบิน C บินดิ่งลงจากด้านบนแล้วมุ่งหน้าขนานไปกับพื้นดิน พุ่งไล่ตามกลุ่มคณะพิทักษ์นายและท่านทูตที่กำลังรีบวิ่งกุลีกุจอไปที่ประตูด้านหน้าของอาคารสถานทูต
เหมือนหมาที่กำลังกวดไล่กระต่ายไปติด ๆ ด้วยความเร็วที่ผิดกัน มันกระชั้นชิดเข้าไปเรื่อย ๆ
คณะท่านทูตทั้งหมดวิ่งผ่านเข้าไปในตัวอาคารเป็นจังหวะช่วงเดียวกับที่ ประตูทางเข้าเปิดขึ้นทำให้เป็นช่องทางที่เครื่องบินลำสุดท้ายสบช่องให้มันพุ่งตามเพื่อที่จะผ่านประตูเข้าให้ทัน
เครื่องบินลำสุดท้ายเป็นความหวังของผู้ก่อการร้ายที่จะทำงานให้สำเร็จ มันพุ่งเข้าไปทางหน้าประตูที่กำลังจะปิดลง
คณะท่านทูตวิ่งเข้าไปในอาคารไปแล้ว เครื่องบิน C พุ่งเข้ามาที่ประตู
“ตูม” ตูมที่สามเข้ากระแทกระเบิดประตูเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับเศษชิ้นส่วนของประตูติดไฟกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ยกเว้นท่านทูตที่ถูกสะเก็ดระเบิดจากเครื่องบินลำแรกที่ทำให้กระจกหน้ารถยนต์เป็นเศษกระเด็นมาโดนทำให้ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลเล็กน้อย

กลุ่มผู้ก่อการร้ายทั้งหมดลงจากอาคารแล้วเข้าปะปนกับผู้คน ไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดรอไว้อยู่ในซอยข้างอาคาร แล้วหลบหนีไปอย่างลอยนวล กว่าที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาการณ์เรียกกำลังเสริมมาตรวจสอบก็คงไม่เจออะไรนอกจากค้นหาจากกล้องวงจรปิดตามที่ต่าง ๆ แต่น่าเสียดายถ้าเป็นที่อาคารทั้งหมดที่ผู้ก่อการร้ายใช้ในปฏิบัติงานจะไม่มีภาพให้ทุกคนได้ชม

หลังจากนั้นเพียงสามชั่วโมงเรื่องนี้กลายเป็นข่าวด่วนขึ้นอีกครั้งเมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายส่งข้อความผ่านทาง อินเตอร์เน็ท ไปยังสถานทูตอเมริกาว่าเป็นผลงานของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่ม ‘ผู้สร้างโลกใหม่’ และนี่คือการประกาศสงครามทางอุดมการณ์ด้วยการส่งระเบิดไปเป็นสารท้ารบฉบับแรก
มันเป็นการสนองอุดมการณ์ที่ต้องการแบ่งการครอบครองทรัพยากรของโลกและลดทอนอำนาจความเจริญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของพวกจอมปลอมไม่จริงใจของพวกคนผิวขาวที่เที่ยวลุกลานแสวงหาผลประโยชน์
จากผู้อื่นมาตั้งแต่สมัยก่อนที่เที่ยวทำสงครามยึดแผ่นดินเข่นฆ่าคนท้องถิ่นแล้วบังคับขู่เข็ญยัดเยียดศาสนาให้เคารพนับถือ หรือไม่ก็ซื้อการนับถือศาสนาด้วยเงิน อำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือการให้มีชีวิตอยู่
จนมาถึงปัจจุบัน พวกชนผิวขาวใช้วิธีใหม่เพื่อให้ถูกต้องตามทำนองแห่งสันติ โดยเปลี่ยนรูปแบบโดยการใช้เศรษฐกิจครอบงำการเมืองของทุกประเทศ มันเป็นการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่แล้วดูดเอาทรัพยากรที่มีทั้งหมดจากประเทศที่ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจไปครอบครอง เหมือนเป็นสิ่งที่พวกกลุ่มผู้ก่อการร้ายนี้จะล่วงรู้แผนการของพวกคนผิวขาว การแก้แค้นทางประวัติศาสตร์จึงทวีความรุนแรงขึ้น และได้ถูกถ่ายทอดปลูกฝังให้เกลียดชังเผ่าชาติพันธุ์สืบต่อเนื่องกันมาจากรุ่นสู่อีกรุ่น โดยคนกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้จะเรียกตนเองว่า ‘ผู้สร้างโลกใหม่’

ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ส่งหนังสือผ่านมายังสถานทูตอเมริกาเพื่อผ่านให้แก่ผู้นำประเทศไทย ในการขอให้ทำการสืบสวนคดีอย่างเร่งด่วนเพื่อตามจับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุลอบสังหารตัวแทนของสหรัฐประจำประเทศไทยมาให้ได้ ภายใน 30 วัน โดยหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจะขออนุญาตเพื่อที่จะส่งหน่วย FBI เข้ามาร่วมมือประสานงานในการสืบสวนสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ของไทยต่อไป
ด้วยเหตุนี้ทำให้ทางการไทยเต้นผางเพื่อที่จะควานหาตัวคนร้ายมาให้จงได้ก่อนเวลา 30 วันจะหมดลงด้วยเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลกที่ผูกการพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป ทำให้เมืองไทยต้องยอมรับข้อเสนอนี้โดยไม่อาจจะปฏิเสธได้
เดือดร้อนไปถึงผู้กองพรชัย หน่วยปฏิบัติงานพิเศษ ที่จะต้องเร่งสืบหากลุ่มผู้ก่อการร้ายมาให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่จะถูกสั่งย้ายไปปฏิบัติงานในหน้าที่อื่นหากงานนี้ไม่ลุล่วงลงไป

ข่าวการลอบสังหารทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นข่าวดังที่ทุกคนพูดถึงไปทั่วโลก
จนเป็นเรื่องที่ผู้นำของแต่ละประเทศต่างก็รู้สึกวิตกยิ่งนักหากนี่เป็นการประกาศสงครามแห่งความโกรธแค้น
มันจะไม่ได้หมายถึงคนเพียงไม่กี่คนที่จะต้องสูญเสียและมันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนแผ่นดินลุกเป็นไฟไปทั่ว

อารยะก็ได้รับข่าวการลอบสังหารทูตสหรัฐอเมริกานี้ทางโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน มันเป็นข่าวด่วนพิเศษที่เข้ามาแทรกรายการทุกรายการ ถึงแม้ว่ามันดูจะเป็นข่าวที่น่าสนใจก็ตาม สำหรับอารยะเหตุการณ์ที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก เพราะเป็นเรื่องที่เขาได้รับรู้มาเองกับตัวทำให้เขาไม่สามารถจะอยู่นิ่งเฉยเพื่อรอให้มันเกิดขึ้นได้
“ผมสังหรณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานทูต กับที่เราเจอมันเป็นคนละทีมคนละพวกกัน ที่ผมสงสัยก็คือทีมหนึ่งอาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายจริง ๆ กับอีกทีมที่ทำเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงอะไรบางอย่างของลุ่มอิทธิพลที่มีความต้องการอยู่บนผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ส่วนที่เราเจอกันอยู่นี้น่าจะเป็นกลุ่มที่สองที่เป็นเห็บหมัดทำลายชาติมากกว่า” อารยะวิเคราะห์เหตุการณ์ได้ถูกต้อง
“เอาเถอะตอนนี้เราทิ้งมันไว้ก่อน” อารยะตัดบทตัวเอง
“เราคงต้องช่วยกันระดมความคิดเห็นกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะได้เตรียมตัวสำหรับการรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้นะครับ” อารยะเปิดประชุม
“ถึงแม้ว่าเราทุกคนจะมีกันมากมายแต่จริงแล้วก็คือตัวผมเพียงร่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นพรุ่งนี้หากเกิดระเบิดขึ้นสองจุดในช่วงเวลาเดียวกันแล้วละก็ นั่นต้องหมายถึงว่าเราจะต้องมีเวลามากพอที่จะเก็บกู้ระเบิดจำนวนสองลูกก่อนถึงเวลาที่มันจะระเบิด ปัญหาก็คือเรายังไม่รู้ว่าระเบิดทั้งสองอยู่ตรงไหนและตำแหน่งที่วางระเบิดมีระยะทางห่างจากกันเท่าใด เวลาที่เจ้าผู้ก่อการร้ายตั้งใจให้เป็นเวลากดรีโมทระเบิด” อารยะพูดนำให้ทุกคนได้ต่อเติม
“นั่นหมายความว่าถ้าระยะทางจากระเบิดลูกแรกกับลูกที่สองอยู่ห่างกันมาก ก็จะทำให้เราต้องใช้เวลาเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังอีกจุดหนึ่งมากขึ้น” สาธิตออกความคิดเสริม
“ส่วนใหญ่เวลาที่ใช้ในการกดระเบิดมันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เกือบจะพร้อม ๆ กันด้วยซ้ำ”
หมวดคมสันต์กล่าวจากประสบการณ์
“เป็นไปได้ไหมคะ มันน่าจะกดระเบิดในช่วงที่มีคนมาก ๆ ที่สุด อย่างเช่นในช่วงนับถอยหลังเคาท์ดาวน์นะคะ” สมชายจริงจังก็เป็นเหมือนกัน
“ใช่ ! เป็นไปได้ ช่วงนั้นจะมีการจุดประทัดและพลุไฟเสียงดังมาก นั่นอาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดก็ได้นะ” อานนท์เสริมเห็นด้วยกับสมชาย
“เท่ากับว่าเราต้องรู้ตำแหน่งก่อนอื่นใดว่ามันอยู่ตรงไหน พวกเราถึงจะคิดทำอะไรได้มากขึ้น” วิชิตพูดขึ้นบ้าง
“ถ้าจะทำให้เรื่องนี้มันจบต้องหาพวกมันให้เจอ แล้วจัดการยึดรีโมทไม่ก็จัดการพวกมันซะ” สาธิตเสนอทางเลือกร้อนแรงที่แก้ปัญหาได้อย่างดี
“ใช่หากเราเจอมันก่อนแล้วจัดการพวกมันได้ทุกอย่างก็จบ” มีนาทนความตื่นเต้นครั้งนี้ไม่ได้หลังจากหายไปนานในขณะที่ดวงวิญญาณอีกหลายดวงก็ยังเฝ้าดูอยู่
“อย่าลืมเครื่องมือในการเก็บกู้วัตถุระเบิดด้วยนะ มันเป็นไปได้มากที่จะต้องใช้มัน” หมวดคมสันต์เสนอ
“เราคงต้องเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตแบบภาคสนาม หากเราไม่สามารถทำงานได้ทันเวลา ก็ต้องมีแผนสำรองที่จะช่วยเหลือคนเจ็บเบื้องต้นก่อนที่รถพยาบาลจะมา” นางพยาบาลวิกานดา
“ย่านนั้นมีโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดถึงสองสามแห่ง เราอาจจะติดต่อไปได้ในทันที” อาทิตย์อดีตหมอมือหนึ่งรู้ดี
“เราควรทำเท่าที่ทำได้ เราคงทำได้เต็มที่เท่านี้ ที่เหลือคงต้องไปเฝ้ารออยู่ที่นั่นก่อนเวลางานปีใหม่จะเริ่มหลายชั่วโมง จะได้มีเวลาให้พวกเราได้มากขึ้น” อดิศักดิ์กล่าวปิดท้าย
การเฝ้ารอที่อัดอั้นกดดันจิตใจของกลุ่มฮีโร่ ที่ต้องเผชิญชะตาเดียวกัน พรุ่งนี้อารยะกับเพื่อนร่วมร่างก็จะถึงวันที่ต้องลำบากเหนื่อยยากอย่างที่สุดเพื่อคนที่เขาไม่รู้จัก เพื่อคนที่เขาไม่ได้รัก การรอคอยที่นานเกินควรทำให้อดห่วงกังวลไม่ได้ พวกเขาพร้อมที่จะลุยอยู่แล้ว พรุ่งนี้จะเป็นวันของใคร ผู้ก่อการร้ายแอบแฝง หรือ ฮีโร่ร้อยวิญญาณ.......



นับถอยหลัง

“ฮัลโหล.. บ๊วยตอนนี้นายตั้งกองถ่ายอยู่ที่ไหน” อารยะโทรไปหาเพื่อนที่เขาเชื่อใจได้เพียงคนเดียว
“อ้อ..อ.. อารยะนายเอง ข้ามารอเก็บบรรยากาศเคาท์ดาวน์ไปประกอบฉากในหนังอยู่แถวสยามนี่เอง”
บ๊วยตอบกลับไปด้วยเสียงอันดัง เพราะบริเวณโดยรอบเสียงดังอึกทึกจากเครื่องขยายเสียงที่เปิดเพลงและเครื่องฉายภาพยนตร์จอใหญ่ที่กำลังโฆษณาสินค้า ทำให้มันตีกันจนฟังไม่รู้เรื่อง
“ถ้าอย่างนั้นเดี่ยวข้าไปหา นายอยู่ตรงไหนของสยาม” อารยะต้องการจุดที่ชัดเจน

กองถ่ายภาพยนตร์ในสยามบริเวณ เซ็นเตอร์ พอยท์
“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้นวะ ถึงรีบร้อนนัก” บ๊วยถามด้วยความแปลกใจ
“ไม่มีเวลาเล่าวะเพื่อน เอาเป็นว่าตอนนี้แมนกับอารีอยู่หรือเปล่าวะ” อารยะถามแบบไม่ต้องรอคำตอบ
ในขณะที่บ๊วยกำลังจะอ้าปากพูด
“ไม่ต้องละ ถ้านายอยากรู้ตามข้ามา” อารยะเรียกให้บ๊วยตามไปที่ห้องแต่งตัวชั่วคราว บ๊วยทำหน้าเอ๋อ ๆ งงกับความรีบร้อนอย่างผิดปกติที่สุดที่เคยเป็นมาของอารยะ แต่ก็เดินตามไปทันทีหลังจากหยุดเอ๋อแล้ว
“น้องอารีครับ พี่ขอชุดตัวตลกโจ๊กเกอร์หน่อยสิครับ” อารยะตัดสินใจปลอมตัวปนไปกับงานรื่นเริงในครั้งนี้เพื่อให้สามารถเข้าไปทุกที่ ที่จัดงานฉลองปีใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยไม่มีใครสงสัย
น้องอารีเดินเข้าไปค้นหาชุดในห้องเสื้อผ้า
“คุณแมนผมต้องขอรบกวนรัดคิวแต่งหน้าให้ผมเป็นตัวตลกโจ๊กเกอร์ด้วยสิครับ” อารยะขอความช่วยเหลือ
“ได้สิจ๊ะ ว่าแต่ว่าไปทำงานไซด์ไลน์ที่ไหนอยู่เหรอจ๊ะ” แมนพูดจบก็เดินรี่เข้ามาหาอารยะทันที
“ก็งานปีใหม่นี่เองแหละจ๊ะ” อารยะนั่งลงที่เก้าอี้ตอบคำถามแมนสั้น ๆ
บ๊วยเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับอารยะ ด้วยสีหน้าสงสัยเป็นที่สุด
“ข้ารู้มาว่า จะมีการวางระเบิดแถวย่านราชประสงค์” อารยะพูดจบก็มีเสียงคนตกใจ
“ว้าย! ล้อเล่นหรือเปล่าจ๊ะ” แมนอุทานออกมาพร้อมกับทำปากเป็นตัวโอ แล้วเอามือบังปากไว้ ไม่ต่างจากกิริยาของผู้หญิงเลย
“แล้วนายทำไมไม่โทรไปแจ้งตำรวจวะอารยะ” บ๊วยคิดว่าอารยะควรจะทำสิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรทำมากกว่าที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอย่างนั้น
“ข้าโทรไปแล้ว ตำรวจไม่เชื่อข้า” “คือว่าข้าไม่สามารถทำให้ตำรวจเชื่อได้ว่าข้ารู้มาได้ยังไง”
อารยะอธิบายสิ่งที่บ๊วยเองก็รู้ว่าเพราะอะไร
“ถ้าอย่างนั้นแล้วนายจะทำอะไรอยู่เนี่ย” บ๊วยสงสัยกับการที่อารยะมานั่งแต่งหน้าเป็นตัวตลกอยู่ที่นี่
“ข้าจะไปร่วมงานฉลองปีใหม่แถว ๆ นั้นนะสิ” อารยะไม่ได้อยากเป็นตัวตลกเพราะเรื่องนี้คงไม่ขำแน่ ๆ
“เออ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่าวะ” บ๊วยเสนอตัว
“ช่วยระวังตัวไว้ด้วยนะ อย่าประมาท ตอนนี้ข้ายังไม่รู้เลยว่ามันถูกวางไว้ที่ไหนบ้าง” อารยะเตือนด้วยความเป็นห่วง
และแล้วก็มาถึงช่วงเย็น เวลาแห่งการรื่นเริงสนุกสนานของหมู่คนโดยถ้วนทั่วมหานครกรุงเทพ กับงานเฉลิมฉลองการนับถอยหลังของวันสิ้นปีเพื่อเริ่มเข้าปีใหม่ตั้งแต่วินาทีแรก ก็เริ่มขึ้น
ผู้คนคึกคักเดินกันให้ขวักไขว่กันมาตั้งแต่ตอนบ่ายแก่ ๆ แล้ว มองไปที่ไหนก็มีแต่ผู้คนเต็มไปหมดทั่วพื้นที่ราชประสงค์ไปจนถึงสยามแสควร์
รถลาเริ่มติดเต็มท้องถนน อีกไม่นานก็คงเป็นอัมพาตกลายเป็นที่จอดรถไป ห้างร้านเริ่มเปิดไฟให้แสงสีสว่างไสวไปทั่วตลอดถนนทั้งสาย เสียงเพลงดังไปทั่วท้องถนน
ท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวเริ่มมืดลงแล้วอย่างเร็ว ลมหนาวพัดเบา ๆ แต่อากาศก็ยังหนาวอยู่พอทำให้นักดื่มตามลานเบียร์ที่กระจายอยู่โดยทั่วทั้งย่านนี้ได้ดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อยในบรรยากาศที่อบอุ่น เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่กำลังสนุกสนานและรอคอยในสิ่งเดียวกันในช่วงนี้
อารยะไม่ได้มาที่นี่เพื่อสนุกสนานกับใครในงานต้อนรับปีใหม่นี้ เขามีแต่ความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความระแวดระวังไปจนถึงระแวงด้วยซ้ำ คืนนี้เป็นคืนที่เขาเหนื่อยอย่างหนักตั้งแต่เริ่มงาน

เวลา 19:30 นาฬิกา
ความมืดไม่อาจเข้าปกคลุมพื้นที่บริเวณงานเฉลิมฉลองปีใหม่ได้ มันดูไม่เหมือนยามค่ำของทุก ๆ วัน
ความสนุกสนานของมื้อเย็นไปจนถึงมื้อค่ำเพิ่งเริ่มขึ้น ในขณะที่อาจจะมีใครบางคนเป็นมื้อสุดท้าย อารยะแฝงตัวอยู่ในหน้าเพ้นท์สีของตัวตลกและเขาอยู่ในใจกลางของงานย่านราชประสงค์แล้ว
อารยะแสกนหาความคิดของใครบางคนที่ไม่อยากให้ทุกคนได้มีความสุขสมหวังกันในช่วงเวลาแบบนี้
ในขณะที่เดินไปจนทั่วบริเวณตั้งแต่เซ็นทรัล เวิลด์มาถึงเกสรพลาซ่าต่อด้วยที่โซโก้แล้ว ผ่านไปจนหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ อารยะก็ยังไม่สามารถค้นหากลุ่มผู้ร้ายได้เลย มันเป็นไปโดยยากลำบากอย่างมากเมื่อสถานที่บริเวณนี้เริ่มมีผู้คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ความคิดมากมายพรั่งพรูผ่านหัวของอารยะไปเป็นร้อยเป็นพันเรื่องราวมาแล้ว ดุจดั่งสายลมหนาวที่พัดผ่านอยู่ตลอดในตอนนี้ มันทำให้อารยะล้ามากทั้งกำลังจิตและร่างกายที่เมื่อยล้า
อีกไม่นานอารยะจะไม่ได้เสียแรงเปล่า.....
“เจอแล้ว ! เจอพวกมันแล้ว ผมกำลังหาอยู่ว่าพวกมันอยู่ที่ไหน” อารยะเจอพวกมันปนอยู่กับฝูงชนที่กำลังร่วมงานฉลอง อารยะรีบวิ่งย้ายตัวเองมาที่ด้านหน้าลานเบียร์กว้างหน้าเซ็นทรัล เวิลด์อีกครั้ง
ลานเบียร์ถูกประดับประดาสถานที่ให้สวยงามที่สุดด้วยแสงไฟจำนวนมาก มีเวทีแสดงดนตรี และถังเบียร์สดขนาดใหญ่ยักษ์ ส่วนตรงด้านข้างก็เป็นจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ พร้อมนาฬิกาดิจิตอลซึ่งไม่ได้บอกเวลาปัจจุบัน แต่กำลังบอกจำนวนเวลานับถอยหลังที่จะไปสิ้นสุดที่เที่ยงคืน
อารยะเดินเข้าใกล้ผู้ร้ายมากขึ้นแล้วแต่ยังไม่สามารถบอกจุดที่ชัดเจนได้
ในขณะที่เขากำลังกวาดสายตามองไปยังบริเวณที่คิดว่าน่าจะใช่
“มันคงนั่งดื่มเบียร์กันอยู่แถว ๆ นี้ก่อนที่จะได้เวลากดระเบิด” อารยะพูดขึ้น
“นั่นไง! มันอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น” สาธิตจำได้เช่นเดียวกับทุกคนในร่างอารยะ
“ไอ้ตัวอ้วนดำกำลังสวาปามอย่างตระกะอยู่กับไอ้ผมทอง” บุญเพิ่มพูดสบประมาท
“มีคนอยู่เยอะมาก ตอนนี้เราคงต้องรอจังหวะที่มันปลีกตัวแยกออกมาก่อน” อารยะคิดรอสถานการณ์ที่เหมาะ
“ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องไปให้ใกล้กับมันแล้วก็จัดการแสกนเก็บข้อมูลของพวกมันมาให้มากที่สุด” หมวดคมสันต์แนะนำ
อารยะเดินไปทำท่าเป็นเจ้าตัวตลกสนุกสนานไปกับผู้ร่วมงานที่นั่งโต๊ะรับประทานอาหารกันอยู่เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยหากเดินตรงไปที่ผู้ร้ายสองคนนั้นแบบทื่อ ๆ
อารยะทำเป็นตลกทั้งที่ไม่ตลกเลย ผ่านไปโต๊ะแล้วโต๊ะเล่า เขานั่งกับผู้ร่วมงานฉลองที่โต๊ะคนนู้นทีคนนี้ที จนมาถึงโต๊ะของเจ้าผู้ก่อการร้ายสองตัวนั่น ชุดที่ดูเป็นตัวตลกมันไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้อารยะจะอ่านความคิดของพวกมันได้ยากขึ้น
ในขณะที่อารยะกำลังเริ่มที่จะอ่านความคิดของพวกมันนั้น อารยะต้องหันควับออกมาจากเป้าหมายทันใด
“จะรับเบียร์ไหมคะ” เด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุประมาณ 22 หน้าตาน่ารักแต่งตัวไม่ค่อยมิดชิดนักเข้ามาทำหน้าที่เชียร์เบียร์
อารยะทำหน้าตลกยิ้ม กระพริบตาถี่ ๆ หลายครั้ง แล้วโบกมือลา
“ไม่เป็นไรจ๊ะ พี่ไม่ดื่มครับ ขอบใจมากนะ” อารยะตอบด้วยความสุภาพทั้งที่รู้ว่าน้องเขาเข้ามาล้อเล่นเท่านั้น อารยะพูดขึ้นในขณะที่ยังคงเหลือบสายตาไปยังโต๊ะของผู้ก่อการร้ายสองคนนั้นด้วย
เด็กผู้หญิงเชียร์เบียร์จึงเดินจากไปยังโต๊ะอื่น ๆ ต่อไป เพื่อเร่งยอดขายเบียร์ของเธอให้ได้มากที่สุด
ในช่วงเวลาแห่งโอกาสทองของอาชีพ
“อะ ! ไอ้ผมทองนั่นมันลุกขึ้นจะไปไหนของมัน” สาธิตทักขึ้นก่อนใคร
อารยะกำลังมองมันด้วยอาการแบบตัวตลก ทำปากหวอแล้วยกมือมาปิดปากเหมือนกับที่แมนทำไว้เมื่อตอนแต่งหน้า อารยะกระพริบตาถี่ ๆ แล้วยิ้มร่า เขาทำท่าเหมือนดีใจแบบตัวตลกกระโดดเอาส้นเท้ากระทบกันกลางอากาศ แล้วต่อด้วยท่าเหมือนจะวิ่งอยู่กับที่
“มันไปเข้าห้องน้ำ” อารยะรู้ได้ทันที
“นี่แหละโอกาสของเรา” อารยะบอกกับทุกคน
อารยะเดินตามหรั่งผู้ก่อการร้ายผมทองไปในทันที ขณะที่ลุกขึ้นอารยะเอื้อมมือไปหยิบซ่อมที่โต๊ะข้าง ๆ ไปด้วย
เหมือนลูกค้าคนอื่น ๆ ที่กำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ มันจึงไม่มีอะไรผิดปกติที่น่าสงสัย ตัวตลกโจ๊กเกอร์ก็คน มีสิทธิ์ปวดท้องฉี่ได้เหมือนกัน
หรั่งเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว อารยะก็เดินตามติด ๆ เข้าห้องน้ำ มันเดินเข้าไปที่ห้องสุดท้ายในขณะที่มันกำลังหันมาปิดประตูนั้นอารยะก็ถีบประตูเข้าให้อย่างแรง จนประตูเปิดอ้าเข้าไปกระแทกเจ้าหรั่งอย่างแรงส่วนตัวเจ้าผมทองนั่นก็กระเด็นเจ็บลงไปนั่งอยู่บนชักโครก
“ไม่มีอะไรครับทุกท่านตามสบายครับ ผมขอปรับความเข้าใจกับเพื่อนผมนิดหน่อยนะครับ คือว่ามันหนีงานนะ” อารยะหันไปบอกกับทุกคนในห้องที่กำลังหันมามองแล้วทำท่าตกใจเหมือนสะอึก ทำปากหวอแล้วเอามือบังปาก จากนั้นก็ปิดปากทำปากจู่ พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นมาตั้งขวางกลางริมฝีปากที่กำลังทำปากจู๋อยู่นั่น
พร้อมพ่นลมออกมาเสียงดังซู่ เหมือนบอกให้ทุกคนในห้องน้ำเงียบไว้
คนที่อยู่ในห้องน้ำอึ้งเงียบมองอยู่พักนึง
อารยะมองสวนกับไป ทำท่าทางยักไล่ขึ้น เพื่อบอกให้คนที่จ้องมองอยู่นั้นว่าไม่มีอะไร ไปกันได้แล้ว
อารยะรีบหันกลับ เดินเข้าไปในห้องน้ำนั่นทันทีพร้อมกับก้มตัวลงจับคอเสื้อของหรั่งในขณะที่ยังมึนอยู่
จนยกตัวหรั่งขึ้นมาแล้วปล่อยหมัดชกซ้ำไปที่หน้าและท้องของมัน
หรั่งทรุดลงไปกองกับพื้นห้องน้ำอีกครั้ง ทำให้มันยิ่งเจ็บหนักมากขึ้นจนไม่สามารถต่อสู้อะไรได้
ในสภาพแบบนี้ทำให้อารยะได้เปรียบเป็นอย่างมากที่จะบังคับให้เปิดปากพูดได้ง่ายขึ้น
“บอกมาว่าแกซ่อนระเบิดไว้ที่ไหน” อารยะพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังจนเกินไป พร้อมกับจับตัวมันนั่งบนชักโครกแล้วมือซ้ายที่ถือซ่อมอยู่นั้นจี้ไปที่คอหอย ส่วนมืออีกข้างเริ่มค้นตัวของหรั่งเพื่อปลดอาวุธของมัน
อารยะเจอปืนลูกโม่ขนาด .38 จึงปลดปืนมันออกมาจากตัวแล้วใช้นิ้วโป้งข้างเดียวกันนั้นดันปุ่มปลดล็อคลูกโม่
อารยะสะบัดมือที่กำปืนไว้อย่างแรง ลูกโม่เปิดอ้าออกมาจากตัวลำกล้องปืนแล้วเขาก็เทลูกกระสุนทั้งหมดออกจากโม่ทิ้งลงไปในชักโครกตรงช่องระหว่างขาของเจ้าหรั่งผมทองซึ่งนั่งอยู่บนชักโครกที่ยังไม่ได้ปิดฝา
“แกเป็นใคร แล้วแกรู้ได้ยังไง” หรั่งถามกลับด้วยเสียงอันเบาเพราะหมัดที่เข้าที่ข้างแก้มทำให้ข้างแก้มใกล้ริมฝีปากยังบวมเจ่ออยู่
“ไม่สำคัญว่ารู้ได้ยังไง แกทำแบบนี้ทำไม” อารยะตะคอกใส่อย่างแรงแต่ด้วยเสียงอันเบา
“ทำไมแกต้องใช้ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องเป็นเครื่องมือต่อรองในสิ่งที่พวกแกต้องการ” อารยะโกรธมาก
“ทำไมแกต้องใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน” อารยะไม่ได้อยากรู้นักหรอกในสิ่งที่ถาม
“มันก็ไม่ต่างจากพวกคนใหญ่คนโตในประเทศนั่นแหละ ประชาชนเป็นเครื่องต่อรองที่ดีที่สุด เป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้ความต้องการมันเดินไปได้ง่ายที่สุด” หรั่งตอบแบบไม่ต้องคิด
“ระเบิดมีกี่จุด ที่ไหนบ้าง แกจุดระเบิดมันด้วยวิธีไหน” สิ่งที่อารยะอยากรู้มากกว่าในตอนนี้
“ทำไมกูต้องบอกมึงด้วย ไอ้บ้า! มึงไม่น่าจะเข้ามาแส่กับเรื่องของกูเลย” หรั่งพูดขึ้นด้วยอารมณ์โมโหแต่แสดงอาการไม่ไหวเพราะยังเจ็บอยู่
“งั้นไม่เป็นไร” ทันทีที่อารยะพูดขึ้นสิ้นสุดคำจึงลดซ่อมลงจากคอหอยของผู้ก่อการร้ายนั้นมาปักฝากเอาไว้ที่ต้นขาข้างขวาของมัน
เจ้าผมทองออกอาการดิ้นรนทุลนทุลายด้วยความเจ็บแต่ร้องไม่ออกเมื่ออารยะปิดปากมันไว้จนไม่มีเสียงรอดออกมา แค่นั้นอารยะรู้ว่าไม่ได้ทำให้มันต้องตายหรอก
ปรับความรู้สึกเข้าสู่ความนิ่งสงบแสกนหัวของเจ้าผู้ก่อการร้ายผมทองทันที
“……...……….”
เพียงไม่นานอารยะจับมันขึ้นแล้วปล่อยหมัดที่สามต่อยเข้าไปอย่างเต็มแรงที่สุดบนหน้าของมันอีกครั้งจนหรั่งสลบลงไปกองอยู่ที่พื้นแบบไม่เป็นท่า
อารยะก้มลงหาโทรศัพท์มือถือในตัวของมันจนได้ของตามที่ต้องการแล้วรีบเดินออกมาจากห้องน้ำทันที

“ฮัลโหล สวัสดีครับ ผมพบคนน่าสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดสถานทูตครับ ตอนนี้อยู่ในห้องน้ำที่เซ็นทรัล เวิลด์ ตรงลานเบียร์ครับ” อารยะใช้โทรศัพท์มือถือของหรั่งโทรออกไปที่ศูนย์ปฏิบัติงานพิเศษเบอร์เดียวกับที่แสดงไว้บนหน้าจอโทรทัศน์ในรายการข่าวระเบิดสถานทูตเมื่อวันก่อนเพื่อให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสที่น่าสงสัย มันจึงเป็นวิธีเดียวที่จะเรียกร้องความสนใจให้ตำรวจวิ่งออกมาดูงานนี้ได้

“ระเบิดถูกวางไว้ถึงสี่จุดไม่ใช่สอง เราคิดผิดไป วันนั้นที่เราอยู่บนรถเมล์ มันกำลังวางจุดที่สามสี่ต่างหากละ” อารยะพูดด้วยสีหน้ากังวลใจ เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองเพียงคนเดียวจะทำอะไรได้ทันหรือไม่
“แล้วที่ไหนบ้างละ ?” สาธิตถามขึ้น
“จุดนี้มีอยู่ที่ใต้ถังเบียร์ยักษ์นั่นมันต้องการให้เหล้าเป็นตัวกระจายไฟให้เผาไหม้ไปทั่วลานเบียร์นี้ด้วย
จุดที่สองอยู่ไม่ห่างจากถังแก๊สที่ทำอาหารอยู่ลานเบียร์ฝั่งตรงข้าม จุดที่สามคือจุดที่ใต้ถังเบียร์ยักษ์อีกแห่งหนึ่งตรงลานเชื่อมต่อระหว่าง สยาม เซ็นเตอร์ กับที่ สยาม พารากอน ส่วนจุดที่สี่ลานเบียร์ใน เซ็นเตอร์ พอยท์” อารยะล่วงรู้เรื่องของมันทั้งหมดในคืนนี้แล้ว
“เซ็นเตอร์ พอยท์” อารยะอุทานขึ้นเสียงดัง แล้วใช้โทรศัพท์มือถือของตนเองโทรหาบ๊วยทันที
“สายว่างแต่ไม่มีใครรับ” อารยะไม่มีเวลาแล้วต้องเร่งมือให้เร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นจะมีเพื่อนของเขาด้วยที่จะต้องได้รับบาดเจ็บ
“ตอนนี้มันกี่โมงแล้ว” อารยะถามขึ้นในขณะที่หันไปมองที่นาฬิกาดิจิตอลเรือนใหญ่มากที่กำลังนับถอยหลังอยู่ ทำให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมงและอีกกี่เศษนาทีวินาที
“เราเดาได้ถูกต้องมันจะระเบิดที่นี่ให้เป็นผงตอนเที่ยงคืน เราเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง” อารยะ.พูดในขณะที่รีบเดินจ้ำไปที่บริเวณหลังงานเพื่อแอบมุดเข้าไปภายในบริเวณส่วนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้จัดการควบคุมไว้อย่างแน่นหนา โจ๊กเกอร์ก็ไม่ได้ทำให้ดูเป็นคนแปลกหน้า เขาจึงเข้าไปภายใต้ฐานวางของถังเบียร์ใหญ่ที่คุมผ้ากำมะหยี่สีแดงเอาไว้อย่างมิดชิดนั่นได้อย่างสบายต่อไปคือปัญหาที่ยากกว่าการมุดเข้ามาใต้ถังเบียร์ยักษ์นี้อีก
“ทีนี้ตรงหน้าเราคือระเบิดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ถ้าหากมีใครโทรเข้ามามันก็จะจุดฉนวนระเบิดทันที” อารยะอธิบายให้ทุกคนในร่างทราบ
“แต่ว่าระเบิดมีสี่จุดกับโทรศัพท์มือถือของคนทั้งสี่คน มันพกไว้คนละเครื่อง เมื่อถึงเวลามันจะยกขึ้นโทรเข้าไปที่โทรศัพท์มือถือที่ติดอยู่กับระเบิดทั้งสี่จุดทันที สำหรับจุดนี้ก็คือโทรศัพท์เครื่องนี้ของไอ้เจ้าผมทองนั่น”
อารยะอธิบายต่อไป
“ได้เวลาที่หมวดคมสันต์จะแสดงฝีมือแล้วนะ นี่คือการไถ่ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนี้และตัวคุณเองด้วย” อารยะเชิญให้หมวดคมสันต์ได้ยืมร่างใช้ในการโชว์ผลงาน
อารยะเริ่มมีบุคลิกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาต้องเกาก้น เกาหัว หรือไม่ก็เกาหน้า อย่างที่ไม่รู้ว่าจะคันอะไรนัก มันคงเป็นบุคลิกที่ผู้หมวดคมสันต์ทำจนติดเป็นนิสัยเมื่อยังมีชีวิต
“ระวังนะครับ พลาดไม่ได้เลยนะ” อานนท์พูดขึ้นในขณะที่หมวดคมสันต์ล้วงเครื่องมือออกมาจากกระเป๋ากางเกงของอารยะ
“ถ้าคุณพลาดละก็ มันก็ไม่ต่างจากเราเป็นคนจุดระเบิดเองเลยนะ” ภาวิณีพูดถูกแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดขึ้นในเวลานี้ เธอมาผิดเวลาที่สมควรอยู่เสมอ
อารยะจับสัญญาณความคิดของเบิ้มได้ว่ามันเริ่มสงสัยแล้วว่าเพื่อนมันทำไมหายไปนานนัก
นั่นเป็นสัญญาณอันตรายเสียแล้ว หากมันตามไปพบว่าเพื่อนมันถูกทำร้าย หรือ ถูกตำรวจคุมตัวอยู่
มันนั่นแหละที่จะเป็นคนกดระเบิดขึ้นก่อนเวลาที่มันนัดหมายกันไว้ เพื่อข่มขู่และบันดาลโทสะอันเกรี้ยวกราดของมันออกมาให้เห็นด้วยแรงระเบิดที่ทำลายล้างผู้คนให้ตำรวจได้เบี่ยงเบนความสนใจ มันจะได้เข้าไปช่วยเพื่อนของมันออกมาอย่างแน่นอน
อารยะต้องรีบทำเวลาเสียแล้วกับระเบิดที่กำลังจะต้องทำให้มันหมดพิษสงลูกนี้
“เรามีเวลาไม่มากแล้ว ผู้หมวดคมสันต์ ไอ้อ้วนดำมันเริ่มสงสัยเรื่องเพื่อนของมันแล้ว” อารยะพูดขึ้น
“ขอเวลาคิดหน่อย ขอเวลาอีกหน่อย หากเราทำสำเร็จ นั่นก็หมายถึงระเบิดลูกอื่น ๆ ด้วย มันคงไม่ได้ทำอะไรให้ซับซ้อนเอาไว้เพราะพวกมันคงคิดไม่ถึงว่าจะมีใครรู้เรื่องที่มันทำ” ผู้หมวดคมสันต์พูดไปค่อย ๆ ไล่สายไฟไปทีละเส้น
หยดเหงื่อเริ่มมีให้เห็นบนใบหน้า โดยเฉพาะที่หน้าผากมันไหลลงผ่านมาที่หัวตาลงมาเป็นทาง
ทำให้ดูเหมือนว่าโจ๊กเกอร์กำลังร้องไห้ สีเริ่มเลอะเปื้อนเป็นทางตามรอยเหงื่อผุดและทางเหงื่อไหล อากาศที่ว่าหนาวแต่ตอนนี้ไม่ใช่สำหรับคนที่รอลุ้นว่าจะออกหัวหรือก้อย มันมีโอกาสแค่กระพริบตาเท่านั้น
“เจอแล้ว ไอ้เจ้าเส้นนี้นี่แหละที่จะหยุดทุกอย่างได้” ผู้หมวดคมสันต์พูดเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มที่มุมปากเล็ก ๆ พร้อมกับเกาก้นอีกครั้ง
หมวดคมสันต์กำลังจะตัดสายไฟเส้นนี้ด้วยท่าทางมั่นใจ
“แต้ แหว๊ด..แต้ แหว๊ด.แต้แหว๊ด...” เสียงเรียกเข้ากวน ๆ จากโทรศัพท์ดังเข้ามาบนเครื่องของเจ้าผู้ก่อการร้ายผมทองคนนั้นทำลายสมาธิของหมวดคมสันต์ให้ตกใจ ไม่ใช่หมวดคมสันต์คนเดียวเท่านั้น วิญญาณอื่นก็เช่นกัน
ทุกคนหยุดแล้วหันมาสนใจกับโทรศัพท์ของเจ้าหรั่ง ใช่แล้วมันต้องเป็นการติดต่อของเจ้าเบิ้มที่นั่งสวาปามอยู่นั่นเป็นแน่
อารยะคิด คิด คิด อย่างหนักว่าจะวางแผนอย่างไรต่อไปกับเจ้าอ้วนตระกะนี่ดี เขาตัดสินใจรับสายของผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนคนนี้ซะ
“โหล..โหล..มึงอยู่ไหนวะ” ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่ปล่อยให้คอยเสียนาน
“อ เอ่อ โทษทีครับพี่ คือว่า โทรศัพท์เครื่องนี้หล่นอยู่ในห้องน้ำนะครับ”
“พอดีผมเก็บได้ พี่เป็นเพื่อนเขาหรือเปล่าครับ” อารยะแกล้งทำเป็นพูดดี
“เออไอ้น้องเก็บมือถือของมันไว้ให้ด้วยนะ พี่อยู่ข้างนอกนี่เองเดี่ยวเข้าไปเอา ตอนนี้น้องอยู่ตรงไหนละ”
เบิ้มไม่ได้สงสัยอะไรเลย นอกจากเพื่อนของมันหายไปไหนถึงได้ลืมของสำคัญที่สุดในการทำงานเอาไว้
“ได้ครับพี่ พี่รีบมาเร็ว ๆ นะ ผมต้องรีบไปแล้ว” อารยะเร่งในขณะที่ตัวเองยังอยู่ใต้ถังเบียร์ยักษ์นี้อยู่เลย
“เออ เออ ก็ได้ รอเดี่ยวละกันนะไอ้น้อง” เบิ้มพูดจบคำก็ค่อย ๆ ย้ายก้นอุ้ยอ้ายขึ้นจากเก้าอี้ ดูท่าจะอิ่มแปล้เสียเอาการอยู่

“ทีนี้หมวดคงต้องรีบตัดไอ้สายไฟที่เลือกไว้ได้แล้วละ” อารยะเร่งให้มันจบ มันก็คือต้องเสี่ยงแบบไม่ได้มั่ว
“ตู้ม..ม” ผู้หมวดคมสันต์ร้องตะโกนคำนี้ออกมาซะเสียงดังแล้วก็เกาหน้าเกาหัวจนตอนนี้หน้าเลอะเทอะไปหมดแล้ว
ดวงวิญญาณในร่างอารยะตกใจกันอีกครั้ง
“อีตาหมวดบ้า เดี่ยวแกก็ตายจริงหรอก” สมชายโวยก่อนคนแรก
“เล่นอะไรบ้า ๆ ขวัญหนีดีฝ่อหมด” ภาวิณีผู้ซึ่งไม่เคยพอใจอะไรรวมทั้งไม่มีอารมณ์ขัน
“ล้อเล่นน่า” หมวดคมสันต์ยังหัวเราะอยู่ไม่หาย
“ถ้าหมวดทำอีกครั้งนึง ฉันจะกัดแกให้หูขาดเลยนะ” พจนีย์ไม่พอใจมากไม่รู้จะทำไงดี ก็อยู่ในร่างเดียวกันนี่แหละ
“เอาละ เราไม่มีเวลาล้อเล่นกันแล้ว” อารยะพูดเสียงอันซีเรียสอยู่บนใบหน้าของโจ๊กเกอร์ที่กำลังร้องไห้
อารยะรีบมุดออกมาจากใต้ถังเบียร์ อากาศข้างนอกปลอดโปร่งสบายกว่าใต้ถังเบียร์เยอะเลย
อารยะต้องคิดอย่างเร็วว่าจะเลือกตามเจ้าเบิ้มอ้วนดำนั่นไป หรือ จะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามให้เร็วที่สุดเพื่อห้ามระเบิดลูกที่สองไว้ให้มันไม่สามารถทำงานได้ ก่อนที่เจ้าตัวอ้วนนั่นจะไปถึงห้องน้ำ
อารยะตัดสินใจใช้แผนเดิมกับที่จัดการกับเจ้าผมทองเพื่อนของมัน

เขาหายใจลึก ๆ หนึ่งเฮือก แล้วทำท่าทางแบบตัวตลกปัญญาอ่อนโดยไม่รู้เลยว่าบนใบหน้าของเขาตอนนี้ไม่ใช่โจ๊กเกอร์อีกแล้ว
อารยะรีบรุดหน้าไปที่ห้องน้ำทันที จนเดินแซงผ่านเบิ้มไป ด้วยชุดที่อารยะสวมใส่อย่างสะดุดตา
มันจึงหันมามอง อารยะหันกลับไปมองมัน ยิ้มทักทายให้ มันไม่ได้สงสัยอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากเรื่องเพื่อนของมันคือสิ่งที่มันกังวลยิ่งนัก
อารยะรีบเดินแซงมันไปอย่างรวดเร็วจนถึงห้องน้ำ เขาจึงเปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำแล้วไปตรวจดูที่ห้องที่เขาอัดเจ้าผมทองจนสลบไปแต่ไม่พบกับสิ่งใดเลย มันว่างเปล่า ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน อารยะเลิกสนใจแล้วหันมาทำในสิ่งที่รอคอยอยู่ตรงหน้าเขาเดินกลับมารออยู่หน้าประตู อีกเพียงไม่นาน
อารยะกำลังจับจังหวะที่มันย่างก้าวเข้ามา อ่านใจของมันอ่านเข้าไปในหัวของมัน
“เฮ้ย ไอ้น้องมึงอยู่ตรงไหนวะ เนี่ยพี่อยู่หน้าห้องน้ำแล้ว” ผู้ร้ายตัวอ้วนโทรเข้ามาที่เครื่องของเพื่อนมันอีกครั้ง ในขณะที่มันก้าวเท้าเข้ายังไม่ถึงหน้าน้องน้ำจริง ๆ อย่างที่มันพูด เบิ้มก้าวเท้ามาใกล้เรื่อย ๆ มันก็จ้องมาที่ประตูห้องน้ำชายด้วยเช่นกันว่าจะมีใครบ้างที่กำลังโทรศัพท์อยู่
“ก็ถือว่ามันก็ฉลาดเหมือนกัน เพราะมันต้องการมองมาจากระยะห่างที่พอเหมาะก่อนที่จะมาถึงที่หน้าประตูห้องน้ำ แสดงว่ามันก็ไม่ได้ไว้ใจใครง่าย ๆ เหมือนกัน นี่คงเป็นสันดานในอาชีพที่มันทำอยู่ หรือที่เรียกว่า ‘สันดานโจร’” อารยะนึกอยู่ในใจ
”มันคงต้องการจะมองจากที่ไกลว่าใครเป็นคนรับสายเรียกเข้าจากเครื่องของมันเป็นแน่” อารยะพูดขึ้นเหมือนกระซิบเบา ๆ ให้เพื่อนในร่างได้รู้
“โทษทีพี่ ผมปวดท้องเลยเข้ามาในห้องน้ำเนี่ย พี่เข้ามาเลยเดี่ยวผมส่งเครื่องให้”
อารยะล่อมันเข้ามาอยู่ในเกมของเขา
ในขณะที่มันก้าวมาถึงที่หน้าประตู อารยะใช้แผนเดิมทันที
“ปั้ง” “ปึ้ง” เสียงถีบประตูอย่างแรงดังเป็นเสียงแรกตามด้วยเสียงกระแทกเข้ากับท้องของมันอย่างแรงตามมาทันที
ดูเหมือนว่าแผนนี้จะใช้ครั้งที่สองไม่สำเร็จ
ผู้ร้ายตัวอ้วนกระเด็นหงายท้องล้มลงก้นจ้ำเบ้า โทรศัพท์มือถือกระเด็นหลุดจากมือ ในขณะที่มันยังจุกอยู่ มันมองมาที่อารยะทำหน้าตางง ประหลาดใจ
“แกเองรึ” คำเดียวที่มันพูดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่นี้เจ้าโจ๊กเกอร์ตัวนี้มันก็เดินผ่านหน้าไปแล้วยิ้มให้ทักทายด้วยซ้ำ
อารยะบนใบหน้าโจ๊กเกอร์หน้าเลอะเทอะ ตรงรี่เข้าไปหาเบิ้มอย่างรวดเร็วจนมันไม่อาจจะตั้งตัวได้ทัน
อารยะเข้าชาร์จมันด้วยรองเท้าคู่ใหญ่ที่ห่อหุ้มเท้าของเขาไว้ มันเป็นรองเท้ากีฬาเบอร์ 44 นับว่าเป็นเบอร์ใหญ่ดี
เขาเตะเข้าที่หัวของมันอย่างแรงเลยทีเดียว แต่นั่นแค่ทำให้มันได้มึน ๆ เท่านั้น
ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนลงไปนอนแผ่อยู่พักหนึ่ง อารยะได้จังหวะแล้วจึงวิ่งไปเก็บโทรศัพท์มือถือของมันมาเป็นเครื่องที่สอง แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปยังฝั่งตรงข้ามนั่นคือห้างเกสรพลาซ่า อีกจุดที่มีการเฉลิมฉลองด้วยระเบิดของพวกมัน
ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนกว่าจะลุกขึ้นได้ ต้องนั่งก่อนอยู่พักหนึ่ง
ทันใดนั้นยามกำลังเดินเข้ามาหาเบิ้ม อาจจะเนื่องมาจากมีคนแจ้งไปก็เป็นได้
เบิ้มลุกขึ้นออกวิ่งเหยาะ ๆ ซึ่งดูเหมือนเดินมากกว่า
ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนไม่ได้เห็นยามอยู่ในสายตา เบิ้มเดินแหวกเข้าช่องตรงกลางระหว่างยามทั้งสอง
จนยามกระเด็นไปคนละทาง จากนั้นมันก็ชักปืนที่ซ่อนอยู่ด้านหลังภายใต้การปกปิดไว้ของเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ยาวปิดปกคลุมจนมองไม่เห็น เบิ้มยกปืนชูขึ้นขู่ให้ยามเห็นในขณะที่เดินไปข้างหน้าไม่หันกลับมามองที่ยามเลย
ยามทั้งคู่หยุดชะงักทันที เพราะรู้ดีว่าตนเองมีแค่กระบองอันเล็กที่สะกิดมันได้เหมือนไม้จิ้มฟันเท่านั้น
เบิ้มมาหยุดหายใจแฮก ๆ ด้วยความเหนื่อยหอบอยู่ที่หน้าลานเบียร์ มองซ้ายมองขวาแต่ไร้วี่แววของโจ๊กเกอร์ มันจ้ำเดินงุ่นง่านแหวกฝูงชนจนกระเด็นไปเป็นทาง เบิ้มเดินไปด้วยความโมโหอย่างที่สุดไม่สนใจใครทั้งนั้นเหมือนช้างกำลังตกมัน เขาไม่ได้คิดจะตามหาโจ๊กเกอร์ที่ขโมยโทรศัพท์มือถือของมันไป แต่มันต้องการทำอย่างอื่นมากกว่า
จนกระทั่งมันมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณตรงป้ายรถเมล์ ทว่าตู้โทรศัพท์ที่มีอยู่บริเวณนี้จำนวนห้าตู้มีลูกค้าใช้บริการอยู่เต็มทุกตู้แถมบางตู้ยังมีคนรอต่อคิวอยู่อีกด้วย
เบิ้มที่กำลังตกมันอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทของผู้ดีอยู่แล้ว เขาเดินไปเคาะที่ตู้โทรศัพท์ตู้แรกที่มีนักศึกษาชายคนหนึ่งกำลังโทรศัพท์อยู่
นักศึกษาชายคนที่อยู่ในตู้โทรศัพท์หันมามองแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หันกลับไปจู๋จี๋กับแฟนของเขาต่อ
คราวนี้เจ้าเบิ้มตกมันจึงต้องใช้วิธีทุบตู้โทรศัพท์จนเสียงดังถึงสองสามครั้ง
“เฮ้ย ออกมาได้แล้ว กูจะโทร” เบิ้มตะคอกเสียงดัง แล้วเปิดประตูตู้โทรศัพท์อย่างแรง เขาก้าวเข้าไปในตู้จนแน่นตู้เหมือนปลากระป๋อง มันเอามือยื่นไปกดปุ่มวางสายของโทรศัพท์ทันที
“มึงออกไปได้แล้ว ตากูมั่ง” ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนยึดหูโทรศัพท์มาจากมือของนักศึกษาชายคนนั้น
นักศึกษาชายกลัวมันมากแต่จำเป็นที่จะต้องเดินเบียดตัวมันออกมาจากตู้ที่แคบลงไปทันทีที่เบิ้มเข้ามาในตู้นี้
เบิ้มเริ่มขั้นตอนการใช้โทรศัพท์สาธารณโดยที่ไม่ได้สังเกตบนหน้าจอดิจิตอลซึ่งแสดงข้อมูลให้ผู้ใช้ทราบว่า ‘สามารถใช้ได้เฉพาะเบอร์ฉุกเฉินเท่านั้น’
เจ้าเบิ้มยิ่งเพิ่มอาการตกมันมากขึ้นเมื่อมันเหลือบไปมองที่หน้าจอดิจิตอลแล้วรู้ว่าทำไมมันจึงโทรไม่สำเร็จ มันวางหูโทรศัพท์อย่างแรงแล้วทุบไปที่ตู้อย่างไม่ยั้งจนเสียงดัง
“เฮ้ย! เอาเหรียญกูคืนมา” ผู้ก่อการร้ายตัวอ้วนบรรดาลโทสะมากขึ้นเพราะนั่นไม่ใช่แค่เหรียญบาทเท่านั้น แต่มันเป็นเหรียญสิบบาทเหรียญเดียวที่มันมีเหลือติดกระเป๋าอยู่
เป็นเรื่องปกติของโทรศัพท์สาธารณอยู่แล้วที่มันจะเสียเอาดื้อ ๆ แล้วก็กินเงินเราไปแบบหน้าตาเฉย
เจ้าช้างตกมันไม่ใช่คนแรกที่เจอเข้ากับตัว ทั้งที่มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
เบิ้มผลักประตูตู้โทรศัพท์ออกมาอย่างแรงจนแถบจะไปกระแทกโดนคนอื่นเช้า
เขาเริ่มเกะกะละลานคนไปทั่ว
“เฮ้ย มึงมีเหรียญหรือเปล่าวะ เอามาให้กูเดี่ยวนี้” เบิ้มมันเริ่มกร่างมากขึ้น คนที่ยืนรอคิวที่ตู้ข้าง ๆ ถูกละลาน ด้วยความกลัวจึงต้องให้เหรียญที่มีทั้งหมดแล้วรีบเดินออกไปให้ห่างจากตู้ที่กำลังรออยู่ไปทันที
จากนั้นมันก็ใช้วิธีการเดิมกับตู้ถัดไปเช่นเดียวกันกับครั้งแรกจนได้มาในสิ่งที่มันต้องการ
“เฮ้ย! มึงออกไปได้แล้ว” เบิ้มแย่งหูโทรศัพท์จากผู้หญิงในตู้ ทั้งที่ตนเองอยู่ข้างนอก
“มึงวางสายได้แล้ว” เบิ้มตะโกนใส่ที่หูโทรศัพท์ แล้วเอื้อมมือเข้าไปวางหูโทรศัพท์บนเครื่อง
“ออกมาได้แล้ว อีแก่” เบิ้มหยาบคายร้ายอย่างสุดที่ใครจะทน

อารยะกำลังอยู่กับระเบิดลูกที่สองไม่ไกลจากถังแก๊สที่ใช้ปรุงอาหารบนลานเบียร์ใกล้กับห้างเกสรพลาซ่านัก
หมวดคมสันต์ทำงานอย่างคล่องแคล่ว มันเป็นการประกอบระเบิดที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันกับระเบิดลูกแรก นั่นก็ไม่ได้ทำให้หมวดคมสันต์ประมาท เขาตรวจดูที่มาของสายไฟแต่ละเส้นอย่างระมัดระวังรอบคอบที่สุด เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมันจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองให้แก้ตัวได้เลย ทุกคนในร่างของอารยะลุ้นระทึกอีกครั้ง แต่ผู้หมวดคมสันต์ลดความกดดันลงไปมาก
“กึก” เสียงคีมตัดสายไฟดังขึ้น..........เงียบสงบ....ไม่มีเสียงระเบิด
“สำเร็จไปอีกลูก” หมวดคมสันต์พูดขึ้นพร้อมเกาที่หน้าสองสามครั้ง
“เยี่ยมมากผู้กอง” สาธิตคงพูดผิดไป
“เฮ้ย แค่ผู้หมวดเท่านั้น” หมวดคมสันต์ทัก
“ก็นั่นไงระเบิดนั่นไง ทำให้เลื่อนขั้นเป็นผู้กอง ผมก็เลยเลื่อนยศให้แล้วนี่ไง” สาธิตไม่ได้พูดผิดแต่แซวให้กำลังใจในความสามารถที่หมวดคมสันต์มี
“ขอบคุณมาก ผมสงสัยว่ามันจวนได้เวลาของผู้หมวดคมสันต์แล้วนะ ครั้งนี้คุณทำเพื่อคนอื่นจริง ๆ
คุณช่วยชีวิตคนจำนวนมากเอาไว้ ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะรู้ แต่เราทุกคนรู้” อารยะรู้ว่าเขาจะอยู่กับเราอีกไม่นาน
หมวดคมสันต์ก็เริ่มรู้สึกเช่นนั้นซึ่งเขาสังเกตได้ว่าดวงวิญญาณของเขาเบาขึ้นมาก เวลาในร่างของอารยะเริ่มน้อยลงแล้ว
หมวดคมสันต์ หลุดออกมาจากร่างของอารยะ ร่องลอยไปเป็นดวงวิญญาณดวงน้อยสีทองพร้อมสะเก็ดดาวที่หายวับระยิบระยับไปในพริบตาพร้อมกับควันที่ค่อย ๆ จางหายไป
อารยะออกมาจากที่จุดนั้นแล้วรีบวิ่งไปยังเซ็นเตอร์ พอยท์อย่างรวดเร็ว เพื่อทำอะไรให้ทันก่อนระเบิดลูกที่สามจะระเบิดเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
“ใครบ้างที่วิ่งมาราธอนได้เร็วได้ทน ใครเป็นนักกีฬาบ้างช่วยผมหน่อย” อารยะขอความช่วยเหลือ
เขาเรียกอย่างนี้ว่ามีเพื่อนไว้ทำไม ถ้าเพื่อนไม่ช่วยเพื่อน อารยะเพิ่มความเร็วในการวิ่งทรหดครั้งนี้ได้เร็วกว่าเดิม
วิกผมฟูของโจ๊กเกอร์สีทองหลุดออกจากหัวของอารยะ ซึ่งก็ดีเขารำคาญอยู่กับเจ้าสิ่งนี้มามากพอแล้ว
อารยะหยิบจมูกลูกกลมใหญ่สีแดงที่ติดอยู่ที่จมูกขว้างทิ้งตามวิกผมไปด้วยเผื่อว่าใครอยากจะมาเก็บไปใช้ต่อได้

อารยะหยุดลงที่บริเวณเซ็นเตอร์ พอยท์ รีบหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองโทรไปหาบ๊วยทันที
“บ๊วย รับสายสิวะ” อารยะรำพึงรำพัน เมื่อสัญญาณเรียกสายว่างดังอยู่พักหนึ่ง
“ไง อารยะ นายอยู่ที่ไหน ? เสียงดังไปหน่อยฟังไม่ค่อยชัดเลยวะ” บ๊วยรับสายแต่เสียงรบกวนมากเหลือเกิน
“ก็อยู่ที่ เซ็นเตอร์ พอยท์นี่แหละ ข้ากำลังจะบอกกับนายว่าให้กันคนออกไปจากพื้นที่นี้ มันมีระเบิด” อารยะตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้างที่กำลังครึกโครมอยู่ในขณะนี้
“หา นายว่าอะไรนะ ฟังไม่รู้เรื่องเลยวะ” เสียงอึกทึกจากงานกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในบริเวณดังไปทั่วพื้นที่เซ็นเตอร์ พอยท์ ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง
“ที่นี่มีระเบิด” อารยะตะโกนเสียงดังแต่ใช้คำที่สั้นขึ้น
“หา ที่นี่ อะไร ระเบิดอะไร นะ” บ๊วยตะโกนถามกลับไปอีกครั้ง
“หรือว่านายกำลังบอกข้าว่า ที่นี่มีระเบิด ใช่หรือเปล่าวะ” บ๊วยเรียบเรียงสิ่งที่ได้ยินบ้างและไม่ได้บ้างเสียใหม่
“ให้ทุกคนออกไปจากบริเวณนี้” อารยะตะโกนสั่งเข้าในโทรศัพท์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วตัดสายไป
สายเรียกโทรศัพท์เข้ามาที่เครื่องของเบิ้ม อารยะหยิบโทรศัพท์ของเบิ้มออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีน
ซึ่งถูกสวมทับไว้ภายใต้ชุดของโจ๊กเกอร์ เขากดรับสายทันที
“มึงเป็นใคร ? เพื่อนกูอยู่ที่ไหน ?” เบิ้มฉุนจัด
“ผมเป็นใครอย่ารู้เลย ส่วนเพื่อนของแกก็คงถูกยามจับส่งให้ตำรวจไปแล้วมั้ง” อารยะยิ่งไปเร่งให้ไฟแค้นของเบิ้มทวีเพิ่มขึ้นไปอีก
“กูจะจุดระเบิดลูกที่เหลือ มึงไม่มีวันกู้ได้ทันหรอก แล้วมึงอย่าให้กูรู้ว่ามึงเป็นใคร มึงตายแน่ ๆ” เบิ้มข่มขู่ไว้อย่างน่ากลัว แต่อารยะไม่ได้สะทกสะท้าน
อารยะกดปิดสายทันที แล้วรีบวิ่งไปที่ระเบิดลูกที่สามอย่างรีบที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต
เหมือนเป็นการแข่งกันระหว่างเจ้าอ้วนช้างตกมันที่กำลังกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนของมันเพื่อสั่งให้จุดชนวนระเบิดกับอารยะที่กำลังไล่ล่าทำลายลูกระเบิด ใครจะไวกว่ากัน คนจุดระเบิด หรือ คนหยุดระเบิด

“ระเบิดลูกที่สาม มันอยู่กับต้นคริสมาสต์ต้นใหญ่สีขาวประดับด้วยไฟสวยงามกับของขวัญที่ติดตามกิ่งก้านและโคนต้นอีกจำนวนมาก ..อะ นั่นไง” อารยะเห็นมันแล้ว
“ทีนี้ มันน่าจะเป็นกล่องที่มีน้ำหนักมากที่สุด มากกว่ากล่องของขวัญอื่น เพราะกล่องอื่น ๆ ต้องเป็นกล่องเปล่า” อารยะคิดได้ถูกต้อง เพียงแต่กล่องไหนละ ในเวลาแบบนี้ ไม่มีเวลาให้มาหยิบกล่องเขย่าดูแล้ว
..............................................................

“เฮ้ย ! ทำไมไม่รับสายสักทีวะ” เบิ้ม รอให้พวกของมันรับสายอยู่อย่างร้อนรนโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาที่ตัวมันใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“ไอ้บ้า มึงมัวทำอะไรกันอยู่วะ กูรอสายตั้งนาน” เบิ้มโทรไปหาแขกซึ่งอยู่กับเค
“เฮ้ยโทษทีวะ แถวนี้เสียงโคตรดังหนวกหูเลยวะ” แขกตะโกนใส่โทรศัพท์เสียงดัง
..............................................................

ในระหว่างที่เจ้าเบิ้มโทรศัพท์อยู่นั้นอารยะหันไปสะดุดตาเข้ากับกล่องของขวัญที่ผูกติดอยู่กับลำต้น
อารยะต้องใช้มือเอื้อมแหวกกิ่งก้านใบของต้นคริสมาสต์เข้าไปข้างในเอามา มันเป็นของขวัญที่ไม่น่าจะเป็นแค่กล่องเปล่าที่ใช้ประดับต้นคริสมาสต์ยักษ์ต้นนี้
...............................................................

“ไอ้หรั่งมันน่าจะถูกตำรวจจับไปแล้ว มีคนรู้เรื่องของเรา” เบิ้มใจเย็นขึ้นมาระดับหนึ่ง
“ไอ้หรั่งโดนจับ ตายละมึง แล้วมึงจะเอาไง” แขกให้เบิ้มเป็นคนตัดสินใจ
................................................................

มันไม่มีเวลาแล้ว ตอนนี้มันอาจะระเบิดคามือของอารยะเลยก็เป็นได้
“เอาไงดีพี่ หมวดคมสันต์ก็ไม่อยู่แล้ว” สาธิตพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นสับสน อารยะหันซ้ายหันขวา ไปรอบ ๆ มองไปจนทั่วจนกระทั่ง.....
เขามองไปเห็นท่อระบายน้ำจึงรีบวิ่งเข้าหาทันที อารยะก้มลงมองลงไปที่ท่อ
“แล้วนี่คุณจะทำอะไรกันแน่” อาทิตย์สงสัย
..................................................................

“จุดชนวนระเบิดได้เลยทันที ก่อนที่ไอ้นั่นมันจะเก็บเอาไปทิ้งซะ” เบิ้มตัดสินใจระเบิดมันก่อนเวลาที่มันกำหนดเอาไว้
“แล้วระเบิดของมึงละไม่จัดการละ” แขกสอบถามกลับไปที่เบิ้ม
“ป่านนี้มันคงจัดการตัดสายทิ้งไปทั้งสองลูกแล้ว” เบิ้มบอกให้เพื่อนรู้ว่าเขาทำงานล้มเหลว
“มันเป็นใครกันแน่วะ หรือว่าเกลือเป็นหนอน” แขกสงสัยว่าเป็นคนในหักหลัง
“กูไม่รู้วะ ตอนนี้มึงจุดระเบิดก่อนเวลาเลยละกัน เสร็จแล้วไปเจอกันที่จุดนัดพบ” เบิ้มวางหูโทรศัพท์แล้วหันกลับออกมาเห็นคนที่มันได้ข่มขู่เอาไว้ที่ตู้โทรศัพท์ตรงนี้ กำลังเดินตรงเข้ามายังตัวเขา
นั่นไม่ได้ระคายเคืองมันเลยถ้าหากเจ้าทุกข์นั่นมาคนเดียว ตำรวจที่ติดตามมาด้วยอีกสองนายต่างหากที่ทำให้มันแหยง
ทว่ามันยังให้ใครจับไม่ได้เพราะมันก็อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกันกับตำรวจ
ตำรวจกำลังจ้องมองมาที่มันอย่างไม่ลดละ
เบิ้มเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่ายังไงตนเองก็ต้องโดนแน่ อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องเมาแล้วอาละวาด เพราะสภาพของมันตอนนี้เหมือนคนขี้เมาข้างถนนมากที่สุด
เบิ้มเอามือล้วงไปข้างหลังหยิบปืนขนาดจุดสามห้าเจ็ด ถือได้เหมาะมือของมันพอดี เขาเล็งปืนด้วยมือเดียวไปที่ตำรวจที่อยู่ใกล้แค่สิบก้าวเท่านั้น ทำเอาตำรวจก็หยุดชะงักไปเหมือนกัน แล้วเบิ้มก็ถอยฉากหนีออกไปในฝูงชน

ตำรวจใช้วิทยุติดต่อสื่อสารไปยังจุดต่าง ๆ แจ้งรูปพรรณสัณฐานให้ทราบ เพื่อขอกำลังเสริม
แล้วจึงค่อยสะกดรอยตามไป และแน่นอนในลักษณะที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้คงต้องปล่อยให้มันไปเรื่อย ๆ
จนตายใจไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้น
.........................................................................

“เฮ้เพื่อน ขอแรงทุกคน โดยเฉพาะ มีนา กับ อานนท์ ช่วยด้วยนะ ออกแรงเต็มที่เลย”
อารยะพูดขึ้นกับทุกคนที่อยู่ในร่างของเขา
“นับหนึ่ง สอง สาม เอ้า ฮึบ..” อารยะคร่อมอยู่ข้าง ๆ ฝาท่อที่เป็นตะแกรงเหล็ก มือทั้งสองจับอยู่อย่างมั่นคง ทุกคนในร่างกำลังออกแรงดึง ตอนนี้อารยะมีแรงมากขึ้นมากกว่าคนปกติหลายสิบเท่า
“สำเร็จแล้ว” “ฝาท่อเปิดออกแล้ว” เสียงยินดีของทุกคนในร่างของอารยะ
อารยะวางมันลงอีกที่หนึ่งข้าง ๆ ท่อระบายน้ำนั้น
..........................................................................

ขณะเดียวกันกับที่เจ้าแขก กำลังเปิดข้อมูลเบอร์โทรในเครื่องเพื่อโทรศัพท์ไปจุดระเบิดที่อยู่ในกล่องของขวัญพอดี
..........................................................................

อารยะคว้ากล่องของขวัญที่วางอยู่พื้นข้าง ๆ ท่อ แต่ไม่ทันแล้ว
“...!?!...”
“เฮ้ย! ของขวัญใครก็ไม่รู้วะ” กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาแล้วหยิบมันขึ้นมาก่อนที่อารยะจะคว้าไว้ทัน
อารยะรีบตามไปคว้ากล่องของขวัญคืนจากมือของเด็กวัยรุ่นคนนั้นทันที
...........................................................................

“New World” แขกเจอเบอร์ระเบิดเข้าให้แล้วและมันก็กำลังจะใช้นิ้วโป้งของมันกดปุ่มโทรออกไปที่กล่องของขวัญในมือของอารยะ
...........................................................................

อารยะนอนหมอบคว่ำลงไปที่พื้น ในขณะที่ถือกล่องระเบิดเอาไว้ในมือ เขาขว้างมันเข้าไปในท่อระบายน้ำให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ กล่องของขวัญหายเข้าไปในความมืดมิดของท่อน้ำทิ้ง อารยะรีบลุกขึ้นกระโดดไปจับเจ้าวัยรุ่นที่กำลังงง ๆ อยู่กับการที่อารยะแย่งของขวัญกลับไปโยนลงในท่อน้ำ อารยะทั้งผลักทั้งกดหัวของวัยรุ่นคนนั้นลงหมอบตรงจุดอื่นที่ไกลขึ้นกว่าเดิมเพียงไม่กี่เมตร
.......................................................................

บัดนี้นิ้วโป้งของผู้ก่อการร้ายสัมผัสปุ่มโทรออกเรียบร้อยแล้ว สัญญาณกำลังถูกส่งไปที่ดาวเทียมที่อยู่นอกโลก แล้วถูกส่งสัญญาณกลับมาที่โทรศัพท์มือถือที่ผูกติดเป็นตัวจุดชนวนระเบิด
.......................................................................

เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นมันก็ระเบิดขึ้นเป็นเปลวไฟพวยพุ่งสูงขึ้นมาจากปากท่อที่อารยะเปิดทิ้งเอาไว้
แรงระเบิดเกิดเสียงดังจนเป็นที่ตกอกตกใจของนักท่องกลางคืนที่มารอเคาท์ดาวน์ หันควับมาทันทีเหมือนกัน
ทุกคนสะดุ้งตกใจกับเสียงระเบิด และ มองเห็นพื้นถนนบริเวณท่อน้ำยุบลง
บริเวณที่ถูกระเบิดในท่อได้รับความเสียหายส่งผลให้พื้นข้างบนพังยุบตัวลงไปปิดทางน้ำเสียของท่อระบายน้ำมองจากด้านบนพื้นถนนมันกลายเป็นพื้นแตกร้าวเป็นก้อน ๆ ทรุดลงไปขนาดความกว้างเท่ากับความยาวของรถเมล์หนึ่งคัน

อารยะยังอยู่ในคราบโจ๊กเกอร์เปื้อนสีเลอะเทอะบนใบหน้า เขาไม่สนใจใคร ๆ ที่ต่างก็พุ่งเป้ามองมาที่ตนเขารีบวิ่งต่อไปทำหน้าที่สุดท้ายในวันนี้ทันที อย่างไม่ทันได้สนใจรู้เลยว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องจริงมหัศจรรย์นี้เก็บเอาไว้อยู่โดยมีอารยะเป็นตัวเอกในท้องเรื่อง

อารยะวิ่งจากเซ็นเตอร์ พอยท์ ไป สยาม พารากอนทันที ระเบิดลูกที่สี่ ผูกชะตาไว้กับโทรศัพท์ของเค
ซึ่งกำลังโทรไปที่โทรศัพท์มือถือเพื่อจุดระเบิดลูกที่สี่อยู่และนั่นทำให้อารยะทันได้เห็นเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนเวลาเคาท์ดาวน์ครึ่งชั่วโมง
แสงไฟสว่างวาบเข้ามาที่ใบหน้าของอารยะ อารยะเสียใจและรู้สึกเป็นความผิดของตนเองที่ทำงานนี้ไม่สำเร็จ ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานแล่นปราบเข้ามาที่จิตใจของอารยะ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนขาดใจในทันทีของคนหลายคนที่บริเวณสยามพารากอน มันทำให้อารยะถึงกับน้ำตาคลอเบ้าแทบล้มทั้งยืน งานฉลองสนองอารมณ์ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายเริ่มขึ้นบนความทุกข์ของเหล่าผู้บริสุทธิ์ งานฉลองวันปีใหม่เลือดเกิดขึ้นจนได้...

.............................................................................
กำเนิดขุนพลจอมปีศาจ

แรงระเบิดถูกทวีคูณความรุนแรงจากถังแก๊สหุงต้มที่ใช้ปรุงอาหารในงาน สะเก็ดระเบิดถูกอัดกระเด็นไปรอบทิศทางทั่วบริเวณ เปลวไฟลุกโชติช่วงจากโคนต้นคริสมาสต์ไปจนสุดที่ยอดต้นไม้พลาสติกขนาดใหญ่
ทะเลเพลิงจากถังเบียร์สดขนาดใหญ่ที่บรรจุแอลกอฮอล์เอาไว้ ไหลนองจนทั่วพื้น มันเพียงพอที่จะทำให้ลานเบียร์กลายเป็นลานเพลิงได้ บางชีวิตกำลังถูกย่างสด และบางศพก็ถูกเผาในทันที ลานเบียร์ที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นลานเลือดโดยฝีมือของคนที่ไม่เข้ามาร่วมงาน มันเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ขึ้นมาจากนรก
อารยะได้สติ รีบวิ่งข้ามถนนไปอย่างไม่ค่อยสะดวกนัก
การจราจรกำลังเป็นอัมพาต รถยนต์ที่สนใจหยุดมองเหตุการณ์กันเป็นระยะ ๆ ทำให้รถติดกันเป็นแถวยาว เหมือนเข้าคิวชมรายการสดที่มีชื่อเรื่องว่า ‘ความหายนะของผู้อื่น’ แล้วก็ขับรถจากไป
อารยะได้พบกับผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เสียงกรีดร้องทรมานกายอย่างโหยหวนจากการถูกไฟลวก
“ไม่ได้ละ ต้องดับไฟก่อนที่มันจะลุกลามไปทั่ว” อารยะพูดขึ้น
อารยะเปิดประตูแห่งจิตของตนออก เพื่อให้วิญญาณของทุกคนได้ช่วยกันทำงานเป็นทีมในครั้งนี้
อารยะรีบวิ่งเข้าไปที่ท่อดับเพลิงที่อยู่ด้านข้างของตัวอาคาร เปิดวาล์วน้ำแล้วดึงหัวฉีดน้ำแรงดันสูงออกมา เขาลากสายฉีดน้ำยาวออกมาอย่างรวดเร็ว ปรับหัวฉีดแรงดันสูงให้เป็นฝอยก่อนยิงขึ้นข้างบนให้เป็นหยาดฝนลงมาเพื่อดับไฟในบริเวณกว้าง นอกจากนั้นยังเพิ่มปริมาณน้ำบนพื้นเพื่อเจือจางแอลกอฮอล์ลงไป
ใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานนัก เขาก็สามารถดับไฟได้หมด นี่ไม่ใช่ผลงานขออารยะเพียงคนเดียวเท่านั้น
แต่ต้องยกนิ้วให้กับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ที่ชื่อว่า ‘ชาคริต’
‘ชาคริต’ เขาได้ผ่านการฝึกภาคปฏิบัติในการจัดการกับไฟชนิดต่าง ๆ ดูแลอาคารสูงที่อยู่ในย่านสีลม
ซึ่งในตอนนี้ ชาคริตกำลังออกไปเป็นอิสระจากร่างของอารยะแล้ว พลังงานสีทองผ่องใสสวยงามร่องลอยออกมาจากศีรษะของอารยะจนมันหายวับไปในพริบตา ลักษณะเดียวกับดวงวิญญาณที่กำลังไปจุติของผู้หมวดคมสันต์ไม่มีผิด

อารยะทิ้งหัวท่อฉีดน้ำลงที่ตรงนั้นอย่างไม่สนใจใยดีมันอีก แล้วรีบวิ่งไปที่ผู้บาดเจ็บทันที
“ผู้บาดเจ็บเป็นยังไงบ้าง” อารยะถามอาทิตย์
“รายนี้ไม่มีปัญหาอะไรมาก ได้รับบาดเจ็บแค่ไฟลวก เพียงเล็กน้อย ระวังเรื่องการติดเชื้อเท่านั้น
ตอนนี้ให้วิกานดาเขาปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปก่อน” อาทิตย์ตอบคำถามได้อย่างเชี่ยวชาญ
อารยะรีบถอดเสื้อของชุดโจ๊กเกอร์ออกทันที เขาสะพายกระเป๋าเป้ซ่อนเอาไว้ข้างหลังภายใต้เครื่องแบบโจ๊กเกอร์ด้วย
อารยะเปลี่ยนบุคลิกเป็นผู้หญิงที่สุภาพกิริยามารยาทที่อ่อนช้อย เขาปล่อยให้วิกานดาทำหน้าที่ของเธอไปอย่างนั้น
วิกานดานั่งพับเพียบลงกับพื้นข้างคนเจ็บหยิบยาล้างแผล ยาทาแก้ไฟลวก ยาทากันติดเชื้อ ผ้าพันแผล
และอุปกรณ์อื่น ๆ ในการช่วยพยาบาลได้ก่อนเบื้องต้น อีกไม่ช้ารถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมาถึงที่นี่

“เอาละ เสร็จแล้วคะ” วิกานดาพูดขึ้นอย่างเคยชิน
อารยะปล่อยให้เป็นไป ทุกคนต้องช่วยเหลือคนเจ็บก่อน
“ขอบคุณครับ” คนบาดเจ็บขอบคุณวิกานดาด้วยความงงสงสัยก็นี่คือร่างของผู้ชายแมน ๆ แท้ ๆ
ลักษณะการพูดการจาท่าทางที่เห็นเหมือนเป็นผู้หญิงไม่มีผิด
“แล้วคนนั้นละ” อาทิตย์ชี้ให้หันไปมอง
“ไม่ต้องหรอก คนนั้นเขาตายแล้ว” อารยะรู้ทันทีว่าไม่จำเป็นอีกแล้ว

อารยะวิ่งไปหาผู้บาดเจ็บอาการหนักจากสะเก็ดระเบิด เลือดกำลังไหลจากบาดแผลฉีกขาดถูกเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขา
“ต้องห้ามเลือดด่วน” อาทิตย์พูดขึ้น
ตอนนี้ทั้งอาทิตย์และวิกานดาต้องช่วยกันทำงานแล้ว อาทิตย์หยิบเชือกในกระเป๋าเป้ใบเดิมขึ้นมา มัดไปที่ต้นขาเหนือบาดแผลของผู้บาดเจ็บที่กำลังสลบอยู่
“ผมจะกดแผลไว้ก่อนนะ ส่วนเธอช่วยหยิบเข็มไหม ยาฆ่าเชื้อ แล้วก็อะไรเท่าที่จำเป็นในกระเป๋ามาให้ทีนะ” มือขวาของอาทิตย์กดแผล มือซ้ายของวิกานดาควานหาของในกระเป๋า
อันที่จริงก็มือแขนขาของอารยะนั่นแหละ
“เราต้องเย็บแผลกันแบบสด ๆ แล้ว” อาทิตย์ตัดสินใจอย่างไม่มีทางเลือก
ทั้งคู่ทำงานได้เข้าขากันดีมาก ทั้งมือทั้งแขนข้ามกันไปข้ามกันมาเหมือนจะพันกันแต่งานนี้กำลังไปได้สวย

เวลาผ่านไปสักพัก....
บนความวุ่นวาย เสียงร้องโอดโอยมาพร้อมเสียงไซเรนดังมาแต่ไกล ตำรวจจราจรปิดถนนบางส่วนเพื่อเคลียร์ความสะดวกในการขนย้ายผู้บาดเจ็บ รถจากหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มทยอยเข้ามาจอดบริเวณที่เกิดเหตุ

อารยะกำลังอยู่กับผู้บาดเจ็บขาหัก
“เชือกเรายังมีหรือเปล่า” อาทิตย์ถามวิกานดา
“ไม่มีแล้ว” วิกานดาตรวจดูในกระเป๋าเป้ก่อนที่จะตอบ
“ถ้าอย่างนั้นใช้นี่ได้ไหม”อารยะลุกขึ้นถอดกางเกงยาว ๆ ของโจ๊กเกอร์ออกมา
“ใช้ได้” อาทิตย์ตอบพร้อมกับหยิบเศษท่อนไม้จากขาโต๊ะและท่อนเศษเหล็กจากขาเก้าอี้
ทั้งหมดนำมาขนาบไว้ที่ข้าง ๆ หน้าแข้งโดยรอบของผู้บาดเจ็บ
“เธอจับไว้ก่อนนะ” อาทิตย์บอกกับวิกานดาทั้งที่ก็มีอยู่สองมือนั่นแหละ
“คะ” วิกานดาทำตามที่บอก
อาทิตย์หยิบกางเกงขายาวชุดโจ๊กเกอร์มาพันรอบ ๆ มัดท่อนไม้ท่อนเหล็กให้ขนาบประกบแน่นอยู่กับขาที่หักของผู้บาดเจ็บ
“เสร็จแล้ว ต่อไปเป็นใครอีก” อาทิตย์ถามขึ้น
อารยะเงยหน้ามองไปรอบ ๆ เห็นหน่วยงานช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังเร่งทำงานกุศลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บล้มตายครั้งนี้อย่างขะมักเขม้น
ผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลือและขนย้ายขึ้นรถพยาบาลไปทีละคน
อารยะแสกนหาผู้บาดเจ็บอื่น ๆ อีกจนมาสะดุดเข้ากับคนคุ้นเคยที่สุดคนหนึ่ง
“อารยะ ยังมีใครอีก เราไปช่วย…....” อาทิตย์พูดขึ้นยังไม่ทันขาดคำ
“เธอกำลังจะตาย” อารยะมองขึ้นไปบนอาคารของสยามเซ็นเตอร์
มันเป็นร้านอาหารที่อยู่ข้างบนชั้นสองของอาคาร กระจกข้าง ๆ อาคารมีรอยแตกกระจายไปทั่วจากสะเก็ดและแรงระเบิด
ซันถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่จุดสำคัญด้านหลังตรงก้านคอเลือดไหลไม่หยุด นั่งฟุบไปที่โต๊ะอาหารนั่น พร้อมกับเพื่อนที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อารยะร้องไห้อีกเป็นครั้งที่สองนับจากที่เธอจากเขาไปในครั้งแรก
“ซัน” อารยะพูดออกมาเพียงสั้น ๆ คำเดียว พร้อมกับสายน้ำที่ไหลจากตา ทำให้สีที่เพ้นท์ไว้บนใบหน้ายิ่งเละเทะไปหมด ในขณะที่เขาไม่รู้เลยว่าแสงทองของดวงจิตสองดวงกำลังร่องลอยออกไปจากร่างของเขา
เขาพลาดการได้ล่ำลากันก่อนจากกับอาทิตย์และวิกานดา

อารยะบันดาลโทสะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งโกรธอย่างที่สุด โมโหอย่างที่หยุดไม่ได้และความเครียดแค้นที่ต้องการล้างคืน มันเป็นดั่งเช่นไฟสุมที่กำลังเผาไหม้อยู่ในใจ ความสับสนในการตั้งใจทำความดีมาโดยตลอดกำลังเปลี่ยนเป็นความมืดมิดของมารปีศาจเข้ามาแทนที่ ความชั่วในตัวคนที่มีอยู่เหมือนคนอื่นทั่วไปถูกเร่งเชียร์จากจอมมารที่เข้าครอบงำ ดวงวิญญาณต่าง ๆ ในร่างอารยะถึงแม้จะเคยได้ผ่านการทำความเลว มีจิตใจหยาบช้า ก็ยังรู้สึกกลัวเกรงและยอมจำนนต่อดวงจิตของอารยะที่กำลังจะเปลี่ยนไป เหมือนเหยื่อที่สยบอยู่ในปากของผู้ล่า

อารยะลุกขึ้นเดินออกมาจากที่บริเวณลานเบียร์แห่งนั้น เดินไปสู่มุมมืดที่เงียบสงบบริเวณคลองแสนแสบ
การประกาศคืนวันแห่งการล้างแค้นในคืนอันมืดมนมันจะเริ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขากลายเป็นคนเหนื่อยหน่ายท้อแท้กับชีวิต รู้สึกสิ้นหวังและหมดศรัทรากับหนทางที่ก้าวเดินอยู่บนความถูกต้องตามทำนองครองธรรมและต่อไปนี้เขาจะหันหลังให้กับความตั้งมั่นที่ได้ตั้งใจทำมาโดยตลอด

ในความมืดมิดใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบแห่งหนึ่ง อารยะอยู่ในความมืด มองดูเหมือนเงาตะคลุ่มริมคลอง แววตาดุดันสีแดงกล่ำเหมือนเลือด หน้าตาเคร่งเครียดไม่สดใสเหมือนเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว
เขาดูคล้ายกับปีศาจเข้าไปทุกที ๆ

เงาของร่างบางอย่างกำลังคืบเข้าไปหาอารยะทีละก้าว ๆ อย่างเงียบสงบ อารยะไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีชีวิตกำลังเดินก้าวเข้าไปโดยมีจุดหมายอยู่ที่ตัวเขา บางทีอาจจะเป็นหัวหน้าจอมมารปีศาจจากนรกขุมใดขุมหนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ที่มาร่วมแสดงความยินดีในการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะเป็นขุนพลใหญ่แห่งความชั่วช้าต่อไปเพื่อจะได้ร่วมมือกันทำลายล้างผู้คนที่มีจิตใจดีงามให้กลายเป็นของสกปรกดำคล้ำเหมือนโคลนเน่าเหม็น
เงาตะคลุ่มของอีกร่างหนึ่งไปถึงตัวอารยะแล้วห่างกันแค่เพียงลมหายใจลดกันเท่านั้น อารยะหันควับไปที่เงานั่นทันทีแต่มันสายเกินไปเสียแล้ว เขาถูกกดลงเข้าที่ศีรษะตรงจุดเดียวกันกับที่แก้วเพชรเขี้ยววานรฝังอยู่
พร้อมกับร่ายมนตร์สะกดลงไปเพียงสั้น ๆ เขาก็ทรุดลงกับพื้นทันที

ใครกันที่เข้ามาได้ถึงประชิดติดตัวเพื่อทำร้ายอารยะ
ใครกันที่สามารถทำให้เขาล้มลงได้อย่างง่ายดาย
หรือว่าอารยะจะต้องไปเป็นขุนพลแห่งจอมปีศาจที่จะมาต่อกรกับความดีบนโลกนี้
อารยะจะเปลี่ยนไปหรือไม่....
คำถามที่ยังไม่รู้อาจจะจบลงแล้วตรงนี้ก็ได้
หากคำตอบเป็นไปอย่างที่เห็น

.........................................................................
เริ่มนับใหม่

วันขึ้นปีใหม่
อารยะตื่นขึ้นในโบสถ์เก่าในวัดแห่งหนึ่งในสภาพที่ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่อารยะอีกแล้ว
หน้าตาอารยะเปลี่ยนไปจากเดิมมากมันคล้ายกับใบหน้าที่มีแต่กระดูกที่นูนสูงขึ้นตามโหนกกระดูก
ที่อยู่บนใบหน้า ทั้งหัวไหล่ ข้อศอก มือ เข่า เท้า ตลอดจนทั่วทั้งตัวตามที่ต่าง ๆ บนร่างกายก็ไม่ต่างกัน
“เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม ?” อารยะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เหมือก่อน มันมีเสียงที่ทุ้มต่ำแต่ดังก้องเหมือนราชสีห์แผดเสียงคำราม
“แก้แค้นแล้วได้อะไร ?” หลวงตาไม่ตอบพร้อมกับโต้ตอบไปด้วยคำถาม อย่างนิ่งสงบ
“เจ้าเป็นใคร ? ทำไม่เจ้าไม่อยู่ส่วนเจ้า ?” อารยะไม่ได้ตอบ พร้อมกับยิงคำถามกลับไป เขาจำหลวงตาไม่ได้แล้ว
“อาตมามีหน้าที่โปรดสัตว์สั่งสอนสัตว์โลกให้รู้แจ้งเห็นปัญญา” หลวงตาตอบคำถามที่สองของอารยะและรู้ว่าเขาถูกฝังแน่นด้วยความอาฆาตจนไม่มีสติอยู่กับตัวแล้ว
“ทำไมเจ้าต้องขังข้าไว้” อารยะถามด้วยเสียงคำรามดังขึ้นกว่าเดิม
“อาตมาไม่ได้ขังเจ้าไว้ แต่เจ้าต่างหากที่กำลังขังตัวเองอยู่” หลวงตาตอบโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านต่อเสียงที่น่ากลัวของอารยะ
“หากเจ้าไม่ปล่อยข้าออกไป เจ้าจะต้องได้รับทรมานอย่างสาหัส” อารยะไม่สนใจฟังเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นผู้ที่กำลังกักขังตัวเองไว้ แต่กำลังตั้งใจจะเข้าทำร้ายทำลายล้างร่างของหลวงตาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ได้สิ หากเจ้าแม้เพียงสัมผัสอาตมาได้ อาตมาก็ยินดีจะได้รับสิ่งที่เจ้าจะกระทำต่ออาตมา หากเจ้าไม่สามารถแม้เพียงสัมผัสอาตมาได้เลยละ เจ้าจะว่าอย่างไร” หลวงตามทราบถึงเจตนาจิตที่ชั่วร้ายนั่นอย่างไม่เกรงกลัว จึงกล่าวต่อรองเงื่อนไขผูกมัดอารยะเอาไว้หรือไม่ก็มัดตัวเอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ย่อมได้ ! ” “เจ้าไม่มีทางที่เจ้าจะรอดพ้นอุ้งมือข้าไปได้ในโบสถ์เล็กขนาดนี้” อารยะพูดจบก็เริ่มเล่นเกมราชสีห์กับหนูทันที
อารยะพุ่งเข้าชาร์จใส่หลวงตาด้วยความรวดเร็วพร้อมปล่อยหมัดขวาออกไปอย่างมั่นใจว่าชัยชนะนี้ต้องเป็นของเขาในที่สุด
หมัดแรก หลวงตาถอยหลังออกมาเพียงหนึ่งก้าว
“เจ้าไม่พ้นเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด” อารยะเริ่มงุ่นง่านรำคาญใจที่ทำไม่สำเร็จ
หลวงตาไม่ได้โต้ตอบสิ่งใดพร้อมถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่งก็ยังพ้นกำปั้นที่สองของอารยะ
“เจ้าถอยหลังได้เพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้นเจ้าก็จนมุมอยู่ริมเหวแล้ว จะหนีข้าไปไหนพ้น” อารยะแสยะยิ้มโชว์ฟันอันน่าเกลียดเยาะเย้ยออกมาอย่างได้ใจยิ่งนัก
คราวนี้เขาเตะออกไปด้วยเท้าขวาซึ่งยาวยิ่งกว่าช่วงหมัดของเขาอย่างแรงและหวังว่ามันจะเป็นตอนจบของเกมนี้
หลวงตาแสดงอิทธิฤทธิ์หายตัววับเป็นฝุ่นผงไปในทันใด มาปรากฏอยู่ด้านหลังของเขา พร้อมเอื้อมมือไปจับไหล่ของอารยะ
“ไอ้เฒ่าบ้า แกบังอาจนัก” อารยะแสดงอาการโกรธอย่างที่ระงับไว้ไม่อยู่ พร้อมกระโดดกลับหลังไปพร้อมกับกวาดเท้าเตะกลับมาอย่างรวดเร็วเป็นท่าจระเข้ฟาดหางที่ลอยอยู่กลางอากาศ
หลวงตานิ่งสงบอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นปล่อยให้เท้าของอารยะข้ามศีรษะไป
อารยะกวาดเท้าเตะต่ำไปอีกครั้ง แต่หลวงตาก็หายวับเป็นฝุ่นหายลงพื้นไป มายืนอยู่ด้านหลังของอารยะพร้อมกับจับไหล่ของเขาอีกเป็นครั้งที่สอง
“เรามาลองดูกันว่าคนแก่อย่างเจ้าจะทำแบบนี้ได้อีกกี่ครั้งกัน” อารยะพูดพร้อมฟันศอกหมุนกลับไปข้างหลังทันที
มันใกล้เข้าไปที่กกหูของหลวงตาเหมือนว่าจะถูกเข้าที่ศีรษะอย่างจังแต่มันก็เป็นความว่างเปล่า
อารยะเพิ่มความเร็วขึ้นอีกยิ่งกว่าเดิม จนสามารถปล่อยหมัดรัวและเตะได้อย่างมองแถบไม่ทันเห็นเป็นภาพเท้าและมือจำนวนมากมายเหมือนมีสิบมือสิบเท้า
หลวงตารู้ดีว่านั่นเป็นเพราะพลังที่ได้จากแก้วเพชรเขี้ยววานร แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรหลวงตาได้อยู่ดี
อารยะยังไม่บรรลุถึงวิธีใช้ศาสตราวุธอันร้ายกาจนั้น
อารยะเริ่มสับสนกังวลใจขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเข้าทำร้ายหลวงตาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
“หากการปล่อยหมัดของเจ้าคือการแก้แค้น” หลวงตาหายวับไปหายวับมาพร้อมกับพูดขึ้นเหมือนเสียงดังออกมาจากที่ใดสักแห่งในโบสถ์
“ถามว่า เจ้าแก้แค้นอาตมากี่ครั้งมาแล้ว” เสียงของหลวงตายังคงนุ่มสงบเย็นเช่นเดิม
“ใครเหนื่อย ใครทรมาน ใครกลุ้มใจ ใครสับสน ใครเป็นทุกข์” “หลวงตาหรือเจ้า” หลวงตาพูดให้อารยะได้คิดและอารยะก็คิด
“แน่จริงเจ้าก็หยุดสิ” อารยะเริ่มเหมือนอันธพาล แต่ก็ยังไม่ปล่อยหมัดพันกรเข้าทำร้ายหลวงตา
หลวงตาไม่ได้พูดอะไร หายวับมาหยุดอยู่ที่หน้าองค์พระประธานในโบสถ์เก่าแห่งนี้
หลวงตาไม่ได้สะทกสะท้านกับสิ่งใด หน้าตายังคงนิ่งสงบเฉย ดูไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามกับอารยะที่กำลังเหนื่อยล้าทั้งพลังกายและพลังใจ ยิ่งตอนนี้กำลังคิดสับสนอยู่กับสิ่งที่หลวงตาได้พูดไว้ ความสับสน ความลังเลสงสัย อยู่ในหัวของอารยะมากมายระหว่างฝ่ายดีที่ถูกหลวงตาจุดขึ้นมาและฝ่ายชั่วที่มาจากความเครียดแค้น
อารยะวิ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงมากราวกับว่าเขาลอยไปอยู่เหนือพื้นหยุดที่ตรงหน้าหลวงตา พร้อมปล่อยหมัดพันกรเข้าใส่อีกแต่คราวนี้หลวงตาไม่ได้หายตัวไปไหน ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาที่สงบมองอารยะด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา
ทั้งเท้าและหมัดของอารยะพุ่งเข้าไปทั่วร่างของหลวงตา หลวงตาพร้อมรับการกระทำนั้นทุกอย่างจากอารยะ มันผ่านร่างหลวงตาไปเหมือนแหวกผ่านสายหมอก ภาพของหลวงตาถูกเตะผ่านร่างไปเหมือนไม่มีตัวตนทั้งที่มองเห็นอยู่ว่าไม่ได้หายไปไหน ทำเอาอารยะเหนื่อยหอบลงไปคุกเข่ายังเบื้องล่างตรงหน้าหลวงตา
สงบเงียบอยู่เพียงชั่วครู่หนึ่ง
หลวงตาเดินเข้ามาช้า ๆ หยุดอยู่ตรงหน้าอารยะ ขณะที่เขาก้มหน้าอยู่จึงมองเห็นเท้าของหลวงตาถึงสองคู่ อารยะเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเห็นร่างเนรมิตที่เขาเตะต่อยค่อย ๆ จางหายลงสู่พื้นดินไปเหมือนกองดินทะลายลง
“อย่าใช้สมองของเจ้าคิด จงใช้ปัญญาที่มาจากดวงจิตที่เป็นเอกของเจ้า” หลวงตามองมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“เจ้าเข้าใจหรือยังละ เมื่อใดที่เจ้าตั้งมั่นอยู่บนสิ่งชั่วช้านั่นหมายความว่าเจ้ากำลังเสื่อมลงด้วยประการทั้งปวง การแก้แค้นเป็นหนทางไปสู่การต่อเวรต่อกรรมต่อภพชาติไม่จบไม่สิ้น การให้อภัยสิคือสิ่งประเสริฐที่จะเป็นการตัดแล้วซึ่งเวรกรรมต่อกัน” หลวงตาเริ่มเห็นไฟที่มอดไปแล้วกำลังครุกกรุ่นขึ้นเป็นสีแดงพอให้ต่อเชื้อไฟให้ติดได้
อารยะเงยขึ้นมองหน้าหลวงตาด้วยความรู้สึกสำนึกผิด กระดูกที่โหนกนูนบนใบหน้าเริ่มค่อย ๆ ยุบลง
ใบหน้าของอารยะเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นใบหน้าที่สดชื่นเป็นปกติเหมือนอารยะคนเดิม
“อาตมาจะสอนเจ้าให้รู้จักนำพลังธรรมดาอันสามัญที่แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้”
หลวงตาเริ่มบทเรียนแรกให้กับอารยะ
“หากเปรียบได้ดั่งดวงจิตของเจ้าเป็นแสงเทียน
เจ้าก็เหมือนจุดแสงในที่สว่างแจ้งกลางแดดยามบ่าย
ย่อมไม่เห็นความสว่างจากแสงเทียนนั้น
แต่หากเจ้าจุดแสงให้สว่างในที่มืดมิดแล้ว
ความสว่างที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนตามกำลังแห่งแสงนั้น
ยิ่งความสว่างนั้นมีมากก็ย่อมทำให้ความมืดดำนั้นน้อยลง
จุดเทียนหนึ่งเล่มได้ความสว่างหนึ่งก้าวย่างในที่มืด
จุดเทียนสิบเล่มได้ความสว่างสิบก้าวเดินในที่มืด
จุดเทียนร้อยเล่มได้ความสว่างร้อยก้าวเหยียบในที่มืด
ฉันใดก็ฉันนั้น หากดวงจิตของเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสโดยทั้งปวงแล้ว
เจ้าก็จะเป็นผู้ที่อยู่พ้นจากโลกเหนือจากกาลเวลา”

“เหมือนดั่งกิเลสคือความมืด
จิตของเจ้าคือความสว่างไสว
หากกำลังแห่งแสงที่เกิดจากดวงจิตของเจ้าจุดไว้เป็นร้อยเป็นพันเล่ม
มันก็เป็นดวงจิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังที่เข้มแข็งส่องสว่างไสวไปทั่ว
ตรงกันข้ามหากเจ้าจุดไฟกลางแสงแดด
เจ้าก็เป็นเพียงแสงที่ไม่มีความหมายในความสว่างกล้าของแสงแดด
ซึ่งมันจะกลบความสว่างแห่งเจ้าจนหมด เพราะความสว่างที่มี ไม่ได้มาจากดวงจิตของเจ้า
ฉะนั้นเจ้าต้องสว่างไสวอย่างเช่นเทียนร้อยพันเล่มในความมืดมิดนั้น
หรือไม่เจ้าก็จงเป็นความสว่างแห่งแสงแดดยามบ่าย”
หลวงตาอบรมสั่งสอนให้อารยะดึงพลังที่มีออกมาจากดวงจิต

“ส่วน ‘แก้วเพชรเขี้ยววานร’ นั้นเป็นของที่มีอภินิหารมากมันสามารถเพิ่มพลังจากเดิมที่เรามีได้มากมายมหาศาล สามารถแปลงสภาพเป็นศาสตราวุธที่ใช้มันได้ดั่งใจหมายให้เป็น แต่มันไม่เหมาะที่จะอยู่กับความชั่วร้ายเพราะมันจะสร้างความหายนะอันใหญ่หลวง”
“ด้วยเหตุนี้เมื่อยุคสมัยหนึ่งนานมาแล้วจึงมีผู้หลุดพ้นจากโลกเหนือจากกาลเวลาท่านหนึ่งได้ล่วงรู้วาระดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นจึงได้ทำให้มันแตกเป็นสี่ส่วน แล้วทำให้มันหายสาบสูญไปเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการแย่งชิงกัน
ของผู้มีกิเลสหนาจนอาจก่อให้เกิดศึกเลือดล้างแผ่นดินหากผู้ครอบครองมันเป็นผู้มีจิตใจที่ชั่วร้าย”
“ณ บัดนี้มันจึงพรางตัวอยู่ทั่วไปเพื่อรอผู้มีบุญในกาลยุคข้างหน้าได้สืบต่อชะตารักษา”
หลวงตาเล่าถึงประวัติของแก้วเพชรเขี้ยววานรบางส่วนให้อารยะได้รู้
“แก้วเพชรเขี้ยววานรแท้จริงก็คือเขี้ยวเพชรของลิงลมเผือกที่มีอิทธิฤทธิ์มากอยู่ในตำนานโบราณ ที่คนไทยเราเรียกกันว่าหนุมานนั่นเอง แต่ความจริงแล้วแก้วเพชรเขี้ยววานรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น หนุมานได้ครอบครองมันมาจากประวัติในวัยเด็กก่อนหน้าที่จะได้พบกับพระรามเสียอีก” หลวงตาพูดถึงความลับที่ทุกคนเข้าใจผิด
“ส่วนประวัติอื่น ๆ มากกว่านี้นั้น เจ้าคงต้องค้นพบมันด้วยปัญญาของเจ้าเอง”
หลวงตากล่าวทิ้งเรื่องไว้ให้อารยะค้นหาเองต่อไป
“ปัญญาของผม..” อารยะไม่เข้าใจว่าแม้แต่เรื่องนี้ทำไมต้องใช้ปัญญาในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวการหลุดพ้นจากโลก
“ก็ในเมื่อมันอยู่กับเจ้า เจ้ารวมเป็นสิ่งเดียวกันกับมัน ไหนเลยเจ้าจะไม่รู้ที่มา หากเมื่อใดที่เจ้าเป็นผู้อยู่พ้นจากโลกเหนือจากกาลเวลาแล้ววันนั้นเจ้าจะได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแก้วเพชรเขี้ยววานรนี้เอง”
หลวงตาพูดให้เข้าใจอีกครั้ง
“สิ่งที่เจ้าปฏิบัติกับดวงจิตอยู่นั้นถือได้ว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เปรียบได้กับเปลือกนอกของต้นไม้เท่านั้น” หลวงตาเริ่มสอนบทเรียนต่อไปทันที
“ยังมีหนทางดำเนินไปสู่กระพี้และแก่นของต้นไม้ได้อีกหากเจ้ารู้วิธีปฏิบัติดวงจิตได้อย่างถูกทางซึ่งเหล่านี้จะพาเจ้าไปสู่หนทางที่จะทำให้หลุดพ้นอยู่เหนือโลกและกาลเวลาได้” หลวงตาบอกทางที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่า
“หนทางนั้นจะนำพาเจ้าให้ไปสู่ประตูแห่งการเป็นผู้หลุดพ้นจากโลก เจ้าจะอยู่เหนือกาลเวลา ดุจเจ้าจะสามารถกำโลกให้หยุดหมุนได้เช่นนั้น” หลวงตาพูดในสิ่งที่เหลือเชื่อเกินวิสัยของมนุษย์ที่จะรับรู้เข้าใจได้

อารยะยังต้องพยายามละความระทมใจที่อดีตคนรักต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิด
ความคิดเหล่านี้ทำให้อารยะลำบากมากในการดำเนินจิตให้เป็นสมาธิได้อีก เขาต้องเริ่มต้นนับใหม่อีกครั้งตั้งแต่ศูนย์ โดยมีหลวงตาคอยกำกับการ
อารยะจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่…นั่นก็ขึ้นกับตัวเขาเอง...ส่วนว่าเขาจะเป็นผู้มีบุญหรือไม่นั้น....ความยุ่งยากในจิตใจ ทำให้มันไม่ง่ายอย่างที่เคยเป็น
การเริ่มต้นอาจจะเป็นจุดสิ้นสุด …
หรือจุดสิ้นสุดจะเป็นการกำเนิดใหม่....

..............................................................................
ห้องบ่มประสาท

พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเช้าวันใหม่
“งานเลือดระเบิดวันฉลอง”
“ฮีโร่ตลกกู้ระเบิด เขาคือใคร!?”
ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม ทุกฉบับต่างก็ลงข่าวที่ร้อนแรงที่สุดเป็นเรื่องเดียวกันในช่วงนี้คือเรื่องการระเบิดเมืองในคืนวันสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ กับ ตัวตลกมหัศจรรย์ที่เข้ามาจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในคืนนั้น

ที่ห้องประชุม กองกำลังเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
ผู้กองพรชัยได้ถูกดึงตัวเพื่อให้มาทำงานที่มีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ที่สูงขึ้นและได้เลื่อนยศให้เป็นพันตรีพรชัยไปแล้ว ถ้าหากว่างานนี้เขาทำได้สำเร็จ เขาจะได้อีกสองขั้นทันที แต่ถ้าไม่สำเร็จแน่นอนเขาอาจจะต้องกลับไปอยู่ในที่เดิมพร้อมกับตำแหน่งเก่าที่เคยมีก่อนหน้านี้
ตำแหน่งที่ผู้พันพรชัย ปฏิบัติภารกิจอยู่นี้จะสามารถทำงานได้คลอบคลุมทั่วประเทศไทย โดยสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ทุกพื้นที่ตลอดจนกระทั่งแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ตลอดจนหน่วยงานราชการทุกกระทรวงทบวงกรมที่อาจจะเกี่ยวข้องกับในเรื่องของความมั่นคงภายในประเทศ มันเป็นหน่วยงานอิสระรายงานขึ้นตรงกับผู้นำประเทศโดยตรง

“นี่มันเป็นข่าวอะไรกันเจ้าหน้าที่ของพวกเรามันไปไหนกันหมด รอดสายตาการทำงานของเราไปได้ยังไง
หรือว่าพวกคุณเอาแต่นั่งนับขวดเหล้า ตั้งด่านตรวจกันอยู่” ผู้พันพรชัยโยนหนังสือพิมพ์ลื่นไถลไปบนโต๊ะประชุม
เขาเพิ่งได้เข้ามารับงานตรงนี้ ไฟกำลังแรง แต่ก็ยังติดกับภาพเก่า ๆ ที่เคยเห็นการทำงานมาจากที่ทำงานเก่า
อย่างหนึ่งก็คงเพราะว่าความกดดันที่ผู้พันพรชัยมีระยะเวลากำหนดไว้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้นในการปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงก่อนที่หน่วยงานจากสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาร่วมมือในการทำงานในครั้งนี้ ซึ่งในวันนี้นับได้ไม่ถึงสามสิบวันแล้ว

ห้องประชุมซึ่งเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษจำนวน 20 นายที่อยู่ในเครื่องแบบใส่สูทผูกไทน์ใส่แว่นดำทุกคนเป็นทีมเดียวกันที่ไม่มีชื่อเรียกจริง ๆ นอกจากรหัสแทนชื่อของแต่ละคน พวกเขาเป็นตำรวจชั้นหัวกะทิที่ชำนิชำนาญในเรื่องการสืบสวนสอบสวน เคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่และสำคัญที่สุดเป็นตำรวจที่ได้ชื่อว่าเป็นขุนนางตงฉินหรือมีความซื่อสัตย์อย่างสูง ตลอดจนรวมทั้งมีฝีมือในการสู้รบทั้งแบบประชิดตัวและในรูปแบบสงครามรูปแบบพิเศษได้ผ่านการฝึกแบบของจริงมาแล้วจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพิเศษกลุ่มนี้ได้รับอำนาจสูงเช่นเดียวกันในการทำภารกิจให้ลุล่วงได้ด้วยวิธีต่าง ๆ
ไม่มีการกำหนดรูปแบบใด ๆ แต่กฎสูงสุดคือความถูกต้องแม่นยำ ไม่มีการจับแพะอย่างเด็ดขาด
“ผมต้องการรายงานจากพวกคุณภายในอีกหนึ่งชั่วโมงนับจากนี้ เราจะเข้ามาประชุมกันใหม่พร้อมข้อมูลใหม่ ๆ ที่คืบหน้ากว่านี้” ผู้พันพรชัยสั่งเลิกประชุมแล้วเดินออกไปที่ห้องควบคุมตัวนักโทษพิเศษในทันที
……………………………......………......….

ห้องควบคุมตัวนักโทษพิเศษ
“คุณจะยอมรับสารภาพหรือไม่ว่าผลงานเมื่อคืนนี้คุณมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย” ผู้กองพรชัยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “เปล่า ! ผมก็แค่คนกินเบียร์คนหนึ่งเท่านั้น” หรั่งไม่ยอมรับสารภาพง่าย ๆ
“ผมสืบประวัติคุณมาแล้ว คุณมีประวัติอยู่ในฐานข้อมูลของกรมตำรวจ ทางที่ดีคุณควรจะสารภาพเพื่อตัวคุณเอง” ผู้กองพรชัยมีพูดพร้อมกับกางแฟ้มข้อมูลให้หรั่งดู ข้างในมีภาพถ่ายรูปของหรั่งขนาดโปสการ์ด
พร้อมประวัติอันโชกโชนที่ทางการตามล่าตัวมานานแล้ว ทั้งที่จริงแล้วมันคือข้อมูลที่ถูกสร้างจากทีมกราฟฟิก
ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นละครฉากหนึ่งเพื่อหลอกตาหรั่งให้สับสนกังวลใจ
“ผมขอติอต่อกับทนายความ” หรั่งใช้สิทธิของผู้ต้องหา
“งั้นก็ได้” ผู้พันพรชัยไม่ได้ว่าอะไร
“พาไปพบทนายทีสิ” ผู้พันพรชัยเรียกลูกน้องให้พาตัวออกไปจากห้องสอบสวน
“ครับผู้พัน” ลูกน้องซึ่งยืนอยู่ข้างหลังผู้พันพรชัยจำนวนทั้งหมดสี่คน มีคนหนึ่งเดินออกมาพาตัวหรั่งไป
“พาตัวผู้ก่อการร้ายอีกคนมาที่นี่” ผู้กองสั่งลูกน้อง
“ครับผู้พัน” ลูกน้องอีกคนหนึ่งจากที่เหลืออยู่สามคนเดินออกไปจากห้องควบคุม เพียงเวลาสั้น ๆ ก็กลับมาพร้อมกับคุมตัวเบิ้มให้นั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งถูกสาดแสงสปอร์ตไลท์ จำนวนสองดวงเข้ามา ห้องนี้ติดเครื่องปรับอากาศที่ปล่อยความเย็นออกมาอย่างแรงทำให้ทั้งหนาวทั้งสว่างถึงแม้ว่าสปอร์ตไลท์ก็ยังไม่ได้ทำให้ในห้องร้อนไปด้วย
“คุณจะยอมรับสารภาพได้หรือยังว่าคุณมีส่วนในการวางระเบิดเมื่อคืนนี้ เพื่อนของคุณตอนนี้ยอมรับสารภาพมาหมดแล้ว ทีนี้คุณจะยอมบอกเราได้หรือยังว่ายังมีใครร่วมขบวนการแล้วใครเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง” ผู้พันพรชัยกำลังหลอกแบบง่าย ๆ ให้เบิ้มผู้ก่อการร้ายที่ถูกจับได้เมื่อคืนหลงอุบาย
“พวกมึงรู้แล้ว มาถามกูทำไม” เบิ้มไม่ได้เกรงกลัวเลย
“ผมแค่ต้องการข้อมูลจากหลายทาง เพื่อนำมาประกอบกันเท่านั้น เดี่ยวจะหาว่าผมเป็นคนที่ฟังความข้างเดียวนะสิ” ผู้พันพรชัยรู้ว่าเจ้าเบิ้มนี่ไม่ใช่เล่นเลย
“ผมจะไม่พูดอะไรจนกว่าจะได้พบกับเพื่อนของผม” เบิ้มไม่ยอมเชื่อฟังอย่างง่าย ๆ
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็พาไปพบเพื่อนของเขาละกัน” ผู้พันพรชัยสั่งให้ลูกน้องนำตัวผู้ต้องหาไป
“ครับผู้พัน” ลูกน้องคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างหลังของผู้พันพรชัยรับคำสั่งทันที แล้วจึงคุมตัวเบิ้มไปที่ห้องเปลี่ยนชุดก่อนไปส่งที่อีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นคนละที่กับห้องของหรั่ง

ห้องที่เบิ้มได้พักอาศัยอยู่ไม่มีอะไรเลยเป็นห้องสี่เหลี่ยมข้างในห้องเป็นสีดำ ไม่มีไฟส่องสว่างเลยแม้แต่ดวงเดียวห้องว่างเปล่าไม่มีโต๊ะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีอะไรเลยนอกจากเบิ้มที่สวมใส่ชุดสีดำด้วยทั้งชุด กับห้องที่มืดสนิท
ในห้องบรรเลงดนตรีอันเศร้าสร้อยวิเวกวังเวงและน่ากลัวน่าขนลุกแบบนี้อยู่ทั้งวันทำให้เกิดความหดหู่และเครียดมากสำหรับผู้ที่ได้มาอยู่ห้องนี้เช่นเดียวกันกับห้องที่หรั่งอยู่
ห้องของหรั่งเป็นห้องที่เป็นลายเส้นสีขาวสีดำสลับกันเป็นรูปวงกลมหมุนวนอยู่อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน ทางเดียวคือต้องหลับตาหรือนอนหลับไปซะเท่านั้น แต่ห้ามตื่นลืมตาเป็นอันขาดจึงจะทำให้มองไม่เห็นวงกลมสีขาวดำหมุนวนนี้ ใครละจะทำได้ทั้งวัน ที่สำคัญดนตรีที่แสนจะหดหู่และวังเวงน่ากลัวเป็นเพลงเดียวกันกับที่ห้องของเบิ้มซึ่งจะอุดหูยังไงก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว
ชุดที่ใส่นั้นเป็นชุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อล็อคมือล็อคแขนเหมือนชุดคนบ้าที่เสียสติ แต่ถูกทำสีให้เป็นไปตามลักษณะของห้องที่คุมขัง หากเป็นห้องมืดก็จะเป็นชุดสีดำ หรือถ้าเป็นห้องมึนก็จะเป็นชุดลายทางเส้นสีขาวดำหมุนวนเป็นวงกลม
ทั้งคู่จะต้องถูกสลับกันอยู่พลัดกันคนละวันนับจากนี้จนกว่าจะยอมพูดอะไรเพื่อเป็นประโยชน์หรือไม่ก็จนกว่าจะเป็นบ้า
แน่นอน! ผู้พันพรชัยคงมีวิธีที่จะรีดเค้นความลับด้วยวิธีทางจิตแบบสมัยใหม่โดยที่ไม่ต้องใช้กำลังบังคับ
เขามีทีท่ามั่นใจมากกับวิธีการทรมานประสาทที่พวกเขาจะรับสารภาพกันออกมาเองในไม่ช้า

ชั่วโมงถัดมา ที่ห้องประชุม
“ทุกท่านได้ข้อมูลเป็นมายังไงบ้าง รายงานให้ผมได้ทราบตามลำดับมาเลย” ผู้พันพรชัยเตรียมพร้อมสำหรับที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด
“เมื่อวันก่อนเกิดเหตุ มีพลเมืองรายงานเข้ามาว่าจะมีการวางระเบิด แต่ไม่ได้รับความสนใจ” วันซีโร่เอ รายงาน
“เราตรวจข้อมูลทางโทรศัพท์แล้วในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีสายเข้ามาที่กรมตำรวจเป็นโทรศัพท์มือถือ
เราจึงได้ติดต่อไปทันทีแต่ไม่สามารถติดต่อเจ้าของเครื่องที่โทรมาแจ้งเรื่องการวางระเบิดได้เลย ดังนั้นเราจึงต้องตามสืบไปที่บริษัทผู้ออกซิมมือถือเบอร์นั้นพบว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงินและได้ถูกกระจายเบอร์ออกไปตามศูนย์จำหน่ายต่าง ๆ ทั่วประเทศ บริษัทผู้ออกซิมกำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ว่าเป็นเบอร์ที่ถูกส่งไปที่ศูนย์จำหน่ายที่ใด จากนั้นเราจะได้ข้อมูลบัตรประชาชนของเจ้าของเครื่องมาได้ครับ” วันซีโร่เอรายงาน
“ถ้าอย่างนั้นในวันนี้คุณต้องเอาข้อมูลของเจ้าของโทรศัพท์มือถือมาให้ผมโดยละเอียดด้วย เผื่อว่าเขาอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ก็อาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ก็ได้” ผู้พันพรชัยพอใจเป็นอย่างมาก
“เราได้ข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดตามที่ต่าง ๆ เป็นภาพของผู้ก่อการร้ายสองคนที่เราจับกุมมาได้ครับ ภาพนี้เป็นภาพจากกล้องของห้างเซ็นทรัล เวิลด์ตัวที่อยู่หน้าห้องน้ำ” นายโอบี รายงานพร้อมข้อมูลขึ้นฉายภาพ
“นี่คือภาพขณะที่กำลังสู้กับตัวตลกโจ๊กเกอร์ลึกลับครับที่แปลกคือภาพทุกภาพที่เห็นโจ๊กเกอร์ตัวนี้จะมีภาพหน้าตาที่เบลอ ๆ เหมือนภาพซ้อนมองไม่ชัดเจน ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียวกับที่โทรศัพท์เข้ามาแจ้งข่าวการวางระเบิดก็เป็นได้ ถึงได้เข้ามาจัดการกับระเบิดด้วยกันถึงสามที่” นายโอบีรายงานภาพต่อไปทันที
“ส่วนอันนี้เป็นภาพจากกล้องหน้าห้างเซ็นทรัล เวิลด์ เห็นภาพตัวตลกที่กำลังมุดเข้าไปใต้ถังเบียร์ แล้วยังมีอยู่ในเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดของตำรวจจราจรตรงแยกราชประสงค์ขณะกำลังข้ามถนนไปยังฝั่งเกสรพลาซ่า และนี่คือภาพจากกล้องของห้างเกสรพลาซ่าจับภาพขณะที่ตัวตลกกำลังมุดเข้าไปเพื่อทำอะไรบางอย่าง ซึ่งน่าจะเป็นระเบิดครับ อันนี้น่าจะเป็นลูกที่สอง ซึ่งทั้งสองแห่งเราพบระเบิดแสวงเครื่องที่ทำการตัดสายชนวนแล้วเรียบร้อยไม่สามารถจุดระเบิดได้อีกทั้งสองแห่ง ที่น่าแปลกคือภาพหน้าตาของตัวตลกจะเบลออยู่ตลอดไม่คมชัดในขณะที่ภาพอย่างอื่นชัดเจนหมด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่ามาจากความผิดปกติของกล้องเนื่องจากมาจากล้องหลาย ๆ ตัวด้วยกัน นอกจากนี้คนที่เป็นตัวตลกคนนี้จะต้องมีความรู้ในการเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว” นายโอบีรายงานข้อมูลให้ผู้พันพรชัยและทีมงานให้ได้ประหลาดใจ
“และนี่คือภาพจากย่านเซ็นเตอร์พอยท์ จับภาพของเขาได้ในขณะที่กำลังวิ่งมาที่เกิดเหตุด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ นี่คือภาพขณะที่เขากำลังทำอะไรอยู่กับต้นคริสมาสต์จนได้กล่องของขวัญมา ส่วนภาพนี้ขณะที่เขากำลังดึงฝาท่อที่ควรจะใช้แรงคนสองสามคนดึงหรือไม่ก็ต้องมีเครื่องมือช่วยเช่นแชลงในการงัดมันขึ้นมา แล้วเขาก็โยนระเบิดเข้าไปในท่อซึ่งเป็นการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้เหมือนว่าเขารู้เวลาจุดระเบิดของมันทั้งที่เขาก็ตัดชนวนได้ ส่วนภาพสุดท้ายเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดตรงแยกปทุมวันจับภาพของเขาขณะที่กำลังวิ่งข้ามถนนเพื่อไปยังเหตุการณ์ระเบิดที่ลานเบียร์สยาม พารากอน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเขามาที่นี่ไม่ทัน สำหรับเหตุการณ์ที่สยามพารากอนเราไม่มีภาพเนื่องจากแรงระเบิดทำลายกล้องที่ติดไว้ในบริเวณดังกล่าวก่อนที่เขาจะไปถึง” นายโอบีรายงานข้อมูลที่น่าสนใจยิ่ง
“ผมได้รับข้อมูลของศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้กับผู้บาดเจ็บรายหนึ่ง ว่าผู้ป่วยของเขาได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาเป็นอย่างดีเยี่ยมที่สุดจากตัวตลกคนหนึ่งครับ” ซีโร่โอวันรายงาน
“มันดีเยี่ยมยังไง” ผู้พันพรชัยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เขาเย็บแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ได้เรียบร้อยดีมาก รวมทั้งต่อเส้นเลือดใหญ่ให้อีกด้วย มันเหมือนการเย็บของผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมผ่าตัดมือหนึ่งเลยทีเดียว” ซีโร่โอวันอธิบายให้ทราบถึงความมหัศจรรย์ของตัวตลก
“นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บจากขาหักและไฟลวกอีกหลายคนที่เขาได้ทำการปฐมพยาบาลให้เป็นอย่างดีเยี่ยม ที่น่าแปลกจากการให้ข้อมูลของคนเจ็บที่มีสติ ได้ให้การว่าเขาเหมือนคนหลายบุคลิก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบางครั้งก็เหมือนกับผู้ชายที่ไม่ค่อยจะแมนนัก บางครั้งก็เหมือนกับกำลังพูดคุยอยู่กับตัวเอง” ซีโร่โอวันรายงานความแปลกประหลาดของเจ้าตัวตลกคนนั้น
“ดีมาก แสดงว่าเจ้าหมอนี่น่าจะเป็นคนที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมหรือไม่เขาอาจจะเป็นทหารหน่วยรบพิเศษที่สังกัดหน่วยงานไหนสักแห่งก็ได้” ผู้พันพรชัยคาดเดาจากข้อมูลที่มีไม่มาก แต่ก็ยังไม่ปักใจว่าใช่จนกว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากว่านี้ ที่เหลือจะต้องมาจากปากของผู้ก่อการร้ายที่จับกุมมาได้สองคนนั้น ทว่ามันจะทันเวลาหรือไม่
…..................…………………………………….

วันที่ 2 ของการทรมาน
“เราได้ข้อมูลของเจ้าของเครื่องโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแจ้งที่กรมตำรวจแล้วครับ” วันซีโร่เอเข้ามาที่ห้องทำงานของผู้พันพรชัยแต่เช้าเพื่อรายงานความคืบหน้าอย่างตื่นเต้นดีใจ
“เขาชื่อนายอารยะ เป็นคนกรุงเทพไปโตที่เชียงใหม่ พ่อแม่เป็นครูเกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังพักอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนตัวอารยะทำงานที่กรุงเทพมีอาชีพเป็นนักแสดง เราได้สืบถามรวมทั้งส่งคนตามไปยังที่ต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเค้าแต่ยังไม่สามารถติดต่อกันได้ ขณะนี้เขาหายตัวไปครับ” วันซีโร่เอรายงานจนจบ

แน่นอนไม่มีใครสามารถค้นพบตัวอารยะได้ เพราะแม้แต่บ๊วยเองขณะนี้ก็กำลังพยายามติดต่อหาเพื่อนสนิทของเขาอยู่ด้วยเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นคุณนำตัวเขามาที่นี่ให้ได้เผื่อว่าเข่าจะมีส่วนในการขยายรูปคดีให้กระจ่างง่ายขึ้น” ผู้พันพรชัยสั่งให้วันซีโร่เอไปทำภารกิจอีกครั้ง ส่วนตัวผู้พันพรชัยเดินไปที่ห้องคอนโทรลเพื่อดูภาพของผู้ก่อการร้ายสองคนที่อยู่ในห้องหลอนประสาทของเขา
“อีกไม่นานมันก็คงยอมปริปากออกมาบ้างละ” ผู้พันพรชัยมั่นใจเสียเหลือเกิน ในขณะที่มองไปที่ภาพภายใต้กล้องจับภาพอินฟาเรดความไวสูงที่ซ่อนไว้แบบชนิดพิเศษสำหรับห้องมืดโดยเฉพาะ
“ไหนดูซิว่า อีกคนเป็นยังไงบ้าง อืมท่าจะมึนจนเบลอได้ที่ กำลังดีแล้ว ” ผู้พันพรชัยจึงสั่งให้นำตัวทั้งคู่ออกมาเพื่อให้ได้ทำการสอบสวนอีกทีละคน
………………….............……………………….

ที่ห้องควบคุมตัวนักโทษพิเศษ
“หากนายอยากกินอาหารแบบนี้ทุกเช้าต่อไปก็ได้ แต่ผมเข้าใจว่ามันจะน้อยลงไปครึ่งหนึ่งทุก ๆ เช้า”
“คุณจะได้เข้าห้องน้ำได้แค่ครั้งเดียวในตอนเช้าแบบนี้เท่านั้น ซึ่งก็คงต้องมีคนถือปืนเฝ้าดูคุณอยู่ตลอดเวลา” “ส่วนเวลาอื่นผมเชิญให้คุณเรี่ยราดได้ในห้องของคุณเองตามสบาย ต้องขออภัยในการให้บริการด้วย” ผู้พันพรชัยสำบัดสำนวนกับเบิ้ม แต่นั่นไม่ได้ทำให้เบิ้มถึงกับยอมแพ้
“ได้ กูยังอยากจะอยู่ที่นี่วะ” เบิ้มพูดด้วยความโมโห
“อย่างนั้นคุณก็ควรหยุดกินได้แล้ว นำตัวมันไปขังห้องมึน เพิ่มความร้อนอบอ้าวให้เต็มที่” ผู้พันสั่งลูกน้องให้ควบคุมเบิ้มไปทันทีทั้งที่ทานอาหารเข้าปากไปยังไม่หมดจานและคราวนี้ห้องเดิมที่หรั่งเคยอยู่ก็จะกลายเป็นห้องอบที่ปล่อยลมร้อนออกมาทั้งวัน
ใช่ วันนี้เป็นเวรที่เบิ้มจะต้องถูกขังอีกห้องหนึ่ง มันเป็นห้องที่หรั่งเคยอยู่และยังต้องเปลี่ยนชุดเป็นลายเส้นสีขาวสลับสีดำด้วย
“เอาตัวอีกคนเข้ามา” ผู้พันพรชัยยังรู้สึกหัวเสียไม่หาย
“ขออภัยที่รบกวนแต่เช้า อาหารที่อยู่บนโต๊ะเป็นอาหารเดิมที่เพื่อนของคุณกินเหลือไว้ให้ ช่วยไม่ได้งบประมาณเราน้อยจริง ๆ” ผู้พันพรชัยเริ่มกวนประสาทกับหรั่ง
“มันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน อาหารที่กองอยู่เต็มโต๊ะคุณจะได้กินมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนของคุณ แต่ในหนึ่งวันคุณจะได้รับแค่เช้าเดียวเท่านั้น” แผนจิตวิทยาของผู้พันพรชัยเริ่มเดินต่อเป็นวันที่สอง
“ผมหวังว่าคุณคงจะยินดีช่วยเหลือทางการ โทษต้องตายจะได้เบาลงเป็นจำคุกไม่กี่ปี”
ผู้พันพรชัยตรวจสอบหรั่งด้วยคำพูดที่โอนอ่อนลงโดยหวังว่าหรั่งอาจจะพร้อมให้ปากคำ
“ทางที่ดีมึงปล่อยกูไปดีกว่า ก่อนที่พวกกูจะบุกมาถล่มที่นี่” หรั่งข่มขู่ผู้พันพรชัยกลับ
ดูเหมือนแผนให้แตกความสามัคคีตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ผล แต่ผู้พันพรชัยก็ยังสู้ต่อไปเพราะคนเหนื่อยคือเจ้าสองคนนั่นต่างหาก จึงตัดสินใจจะลองดูอีกสักวันก่อนจะเปลี่ยนเป็นแผนสอง
“เอาตัวมันไปขังห้องมืด ปรับความเย็นให้มันหนาวสุด ๆ” ผู้พันพรชัยสั่งลูกน้องให้คุมตัวกลับไปคุมขังทันที
มันเป็นการทรมานผู้ต้องหาที่ทารุณทางจิตใจยิ่งกว่าการทำร้ายร่างกายให้เจ็บปวดซึ่งจริงแล้วทั้งเบิ้มและหรั่งก็เริ่มเกิดความเครียดมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วและต่อไปไม่ใครก็ใครคนหนึ่งละที่อาจจะต้องยอมเปิดปากสารภาพก่อนด้วยความระแวงสงสัยกันเอง ในห้องบ่มจิตที่เขาจะต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มีเวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อครุ่นคิดถึงเรื่องต่าง ๆ นา ๆ ความว้าวุ่นสับสนกังวลใจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ก็เมื่อความอดทนมาถึงขีดสุด
บางทีผู้พันพรชัยอาจจะไม่ต้องใช้แผนที่สองเพื่อทรมานคนทั้งสองเลยก็ได้

ดูเหมือนว่าหรั่งและเบิ้มจะเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง แต่ใครเลยจะทนการทรมานที่บีบเค้นจิตใจแบบนี้ได้ เพียงอีกไม่นานผู้พันพรชัยก็จะสมหวังกับข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์มากขึ้นหรือไม่ผู้พันพรชัยก็อาจจะต้องใช้วิธีใหม่ในการจัดการกับคนทั้งสอง อย่างไรก็ดีทั้งหมดมันจะทันกับเวลาหรือไม่.......

...........................................................................
ธาตุแห่งสายลม

ในระหว่างที่อารยะกำลังฝึกฝนความเพียรเพื่อการรู้แจ้งแห่งธรรมนั้น เขาไม่รู้เลยว่าวันเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกี่วันกี่คืนแล้ว ตั้งแต่เขาได้สละความรู้สึกเครียดแค้นและความกังวลออกไปจากใจได้ เขาก็ก้าวไปข้างหน้าด้วยปัญญาแห่งธรรมอย่างรวดเร็วยิ่ง
หลวงตาบำเพ็ญจิตอยู่ที่กุฏิสงฆ์ และคอยส่องดูจิตของอารยะที่นั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ในโบสถ์เก่า
เพื่อสื่อสารเข้าไปในจิตของอารยะเมื่อเขาหลงทาง ท่านหลวงตาจะคอยชี้แนะทางเดินตลอดเวลาไม่ให้หลงอยู่ในกระแสเวียนวนแห่งความต่ำหยาบคายของมารผจญที่ลักลอบเข้ามายั่วยุจู่โจมเมื่อมันสบจังหวะ หลังจากนี้อารยะคงจะไม่ใช่อารยะคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาเป็นอย่างเช่นเดียวกับหนอนในรังดักแด้รอที่จะสยายปีกที่สง่างามเป็นผีเสื้อ

บัดนี้อารยะได้ถึงทางแห่งสันติสุขมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ความปิติยินดีนั้นมีมากยิ่ง ไม่โอนเอนไม่หวั่นไหวไปกับกิเลสยั่วยุได้อย่างง่ายดาย การทำความเพียรในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำให้ไฟถูกจุดส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง
และสว่างได้ด้วยแรงไฟจากเทียนเพียงเล่มเดียวแต่สามารถมองเห็นเท่ากับเทียนร้อยพันเล่มเทียนเลยทีเดียว
ร่างของเขาเปล่งแสงรัศมีออกรอบ ๆ ตัว มันไม่ใช่ลำแสงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าของคนธรรมดา ไม่ใช่ลำแสงที่ส่องให้เกิดเงาแก่วัตถุใดภายนอก หลวงตาเห็นได้ด้วยจิตเช่นนั้นแล้วจึงได้ถอนกำลังสมาธิของตนออกมา ปล่อยให้อารยะเจริญภาวนาอยู่เพียงลำพัง
…………………………................…………………

ลมกำลังพัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างของอุโบสถ
ผ่านเข้ามาสัมผัสบนร่างที่กำลังบำเพ็ญเพียรของอารยะ
บัดนั้นก็ได้ทำให้อารยะเกิดเป็นริ้วรอยที่หายไปตามสายสัมผัสของลมที่กระทบบนร่างของเขา
เมื่อลมพัดผ่านไปเป็นสายเส้นสัมผัสที่ใดของร่างกาย
ที่ตรงนั้นก็หายไปเป็นริ้วสายของลมนั้นเช่นกัน
เมื่อลมผ่านไปภาพรอยริ้วบนร่างกายอารยะก็กลับคืนมาเหมือนเดิม
มันเหมือนประหนึ่งว่าร่างของเขาจะกลายเป็นธาตุแห่งลมได้เช่นนั้น
ตัวเบาหวิวลอยร่องเคว้งคว้างเหมือนกำลังอยู่บนอากาศ
และในที่สุดเขาก็สามารถถอดดวงจิตออกจากร่างแล้วท่องไปได้ทั่วโลกเหนือความเร็วแสงเพียงแค่ใจนึกเท่านั้น
มันน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่เขาสามารถติดต่อกับดวงจิตอื่น ๆ ที่สูงส่งได้
โดยเฉพาะดวงจิตของผู้พิทักษ์รักษา ซึ่งเขาได้พบตามที่ต่าง ๆ บนโลกนี้ได้อย่างง่ายดาย
มีการแลกเปลี่ยนสื่อสารกันด้วยจิต ข้อมูลถูกส่งผ่านกันอย่างรวดเร็วมากเพียงแค่สัมผัสก็รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว
เร็วกว่าที่จะเปล่งวาจาสนทนาใส่กันหลายเท่านัก
แล้วอารยะก็กลับคืนสู่ร่างอีกครั้งเพียงแค่นึกถึงเท่านั้น
…………………………………..................…………

“ทุกท่านที่อยู่ในร่างของผม ได้เวลาแล้วที่ทุกท่านจะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญเพียรเพื่อเจริญมั่นอยู่ในสมาธิธรรมเดินทางค้นหาหนทางดับทุกข์ทั้งปวง”
มันช่างเป็นเสียงเปล่งวาจาที่ไพเราะยิ่ง อารยะมาในมาดใหม่จริง ๆ ทำเอาเพื่อนร่วมร่างประหลาดใจ
“ขอทุกท่านจงสำรวมจิตเจริญสมาธิเดินตามทางที่ผมเพิ่งก้าวเดินมานี้ด้วยกันเถิด”
อารยะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์มาก เป็นเรื่องที่ควรแนะนำให้เพื่อน ๆ ในร่างของเขาได้ฝึกปฏิบัติกัน
จะได้เป็นการส่งเสริมดวงจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ และ เป็นมหากุศลอันใหญ่หลวงกว่ากุศลใด

การชักชวนของอารยะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อดวงวิญญาณทั้งหลายในร่างของเขา อานิสงส์ตรงนี้ส่งผลให้ดวงวิญญาณเหล่านี้ได้สร้างบุญกุศลอันงดงาม ดังคำที่ว่า “การให้แสงแห่งธรรมคือการให้ที่ประเสริฐที่สุด ดุจดั่งให้แสงแห่งปัญญาชี้นำทางสว่าง”

การท่องไปด้วยดวงจิตของอารยะทำให้เขาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้พิทักษ์รักษา ซึ่งก็เป็นดวงจิตที่สถิตอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทุกหนแห่งบนโลก ดังนั้นจึงทำให้เขาสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดด้วยจิตที่รวดเร็วกว่าแสง อ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์
อารยะไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว เขาได้ความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรทางจิต
จนสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้ตามใจปรารถนาตามวิถีธาตุแห่งสายลม.......

............................................................................
บุกรังระเบิด

ผู้พันพรชัย เตรียมกำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษพร้อมหน่วยสนับสนุนอีกจำนวนมาก เดินทางด้วยรถกันกระสุนเปิดไซเรนเสียงดังไปตลอดเส้นทางเหมือนตีฆ้องร้องป่าวของรถขบวนขันหมากเสียอย่างนั้น
กองกำลังทั้งหมดวิ่งแยกทางกันที่จุดหนึ่งบนถนนสาธรเป็นสองสาย กองกำลังกระจายออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกต้องไปที่กบดานย่านธนบุรี-ปากท่อ ตามเส้นทางมุ่งหน้าลงสู่ทางภาคใต้และอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองมันเป็นคอนโดมิเนียมสูงหรูหรากลางกรุง มียามคอยรักษาการณ์เป็นอย่างดียากที่ใครจะเข้าไปได้อย่างเงียบ ๆ อย่างหนึ่งเพราะความร่ำรวยของที่พักอาศัยแห่งนี้นั่นเอง
ยามที่ไม่ใช่พวกของกลุ่มผู้ก่อการร้ายจึงเป็นผู้ช่วยได้อย่างดีโดยไม่รู้ตัวในการทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับพวกมัน
ผู้พันพรชัยเลือกเข้าลุยที่รังผู้ก่อการร้ายย่านธนบุรี-ปากท่อ เสียงไซเรนถูกปิดลงก่อนที่จะเลี้ยวเข้าซอยมาอย่างเงียบสงบ เส้นทางสายดวงจันทน์ที่ยังเป็นพื้นถนนลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อไปตลอดเส้นทาง โดยรอบยังเป็นทุ่งเป็นสวน บ้านเรือนเป็นบ้านสองชั้นมีใต้ทุนเรือน ตั้งอยู่ห่าง ๆ กันไปตลอดทางแต่ทุกคนก็มาจนถึงที่จนได้ มันเป็นเหมือนการเดินทางวิบากที่คอยตัดกำลังให้เหนื่อยยาก
ผู้พันพรชัยทิ้งช่วงห่างจากรังผู้ก่อการร้ายออกมาระยะแค่เพียงมองเห็นรายละเอียดในบ้านได้ชัดเจน
ที่นี่เป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ มีลานกว้างไม่ได้เทปูนโดยรอบ ด้านหน้ามีสุ่มไก่ เลี้ยงหมูอยู่ด้านหลังบ้าน มีชุดรับแขกเป็นโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่จัดวางอยู่ใต้โคนต้นมะขามขนาดใหญ่ ที่สำคัญมีหมาสองตัวที่กำลังหลับอยู่หน้าประตูบ้าน
ในบ้านดูเงียบสงบเหมือนไม่มีใคร แต่ทำไมยังเปิดวิทยุทิ้งไว้บนโต๊ะไม่ไผ่ที่วางอยู่ข้างนอกจนเสียงดัง
มันเป็นช่องรายการเพลงสากลเสียด้วย ทำให้ทีมงานชุดของผู้พันพรชัยได้คึกคักกระฉับกระเฉงขึ้น
จากเพลงแนวฮิพฮอพนั่น
ทุกอย่างในตอนนี้มองดูภายในบ้านสงบเงียบจนผิดปกติไปจากที่สายได้รายงานมาล่วงหน้า ทำให้ทีมของผู้พันพรชัยชักไม่มั่นใจนักว่าภารกิจครั้งนี้จะต้องเหน็ดเหนื่อยยากเย็นหรือไม่ มันจะได้กินน้ำ กินเนื้อ หรือว่าเคี้ยวกระดูกกันแน่ไม่มีใครรู้
ผู้พันพรชัย ทำสัญญาณมือสั่งให้ลูกน้องในทีมกระจายกำลังออกไปตามแผนปิดล้อม เพียงเวลาอันสั้นทุกคนอยู่ในจุดที่พร้อมลุยแล้ว แค่รอคำสั่งจากผู้พันพรชัยผ่านวิทยุสื่อสารที่ทุกคนเหน็บไว้ข้างหูเท่านั้น
“ขอให้ทุกคนรอก่อน มันผิดสังเกตมาก เราจะส่งกำลังเข้าไปสองคนเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยก่อน”
ผู้พันพรชัยพูดจบก็ส่งสัญญาณมือให้ทีมที่อยู่ด้านข้างของเขา
ภาษามือที่แสดงออกไปทำให้ทีมสนับสนุนจำนวนสองนายเดินระวังภัยออกไปพร้อมกันอย่างเงียบที่สุด
ทั้งคู่ผลัดกันระวังภัยซึ่งกันไปตลอดทางจนที่สุดก็หยุดอยู่ใต้ต้นมะขามต้นใหญ่หน้าบ้าน ทั้งสองคนนั้นยกปืนขึ้นมาตั้งเล็งไปที่หมาสองตัวนั่นจนได้จังหวะดีแล้ว เขาทั้งสองคนจึงเหนี่ยวไกออกไป
มันเป็นปืนเก็บเสียงกระสุนยาสลบเพื่อหยุดการเห่าเสียงดังที่จะทำให้คนในบ้านรู้ตัว
“เอ๋ง” “เอ๋ง” ฉะนั้นเสียงที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงคำอุทานของหมาตกใจสองตัวเท่านั้น
ทั้งคู่กำลังมองสอดส่องลอดช่องหน้าต่างเพื่อมองหาศัตรูตัวฉกาจของเขา
“ผู้พันครับ ในบ้านว่างเปล่ามันแปลกมาก เราอาจจะตกหลุมพรางของมันก็ได้นะครับ” สินชัยหนึ่งในสองคนที่ได้ออกไปตรวจดูลาดเลารายงานเสียงผ่านวิทยุสื่อสารรายงานให้ผู้พันพรขัยได้ทราบ
การตัดสินใจอยู่ที่ผู้พันพรชัยเพียงคนเดียวว่าจะเสี่ยงต่อไปหรือไม่
ไม่ต้องรีรอ ผู้พันพรชัยตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“เมื่อจะมาจับเสือแล้วไม่กล้าเข้าดงเสือ จะได้เสือกลับไปหรือ มาถึงนี่แล้วจะกลับมือเปล่าอย่างนั้นรึ ทุกคนพร้อมปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จได้” ผู้พันพรชัยออกคำสั่งให้ทุกคนในทีมบุกเข้าไปในบ้านทันที
สองคนแรก ‘สินชัย’ และ ‘สัญญา’ ขึ้นไปถึงชั้นบนแล้วในขณะที่กำลังเสริมกำลังเข้าไป
“เดี่ยวก่อนครับ ผู้พันหนีเร็ว เราโดนกับดักลูกใหญ่เข้าให้แล้วครับ” สัญญารายงานกลับมาขณะที่อยู่กับระเบิดนั่น
ใช่แล้วมันคือระเบิดหน่วงเวลาไว้เพียงแค่ห้านาทีโดยมีลูกบิดประตูเป็นสวิทช์ทำงานเมื่อประตูเปิดออก
มันถูกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าใบเก่าผุ ๆ ทั้งหมดเพื่อต้องการให้ทุกคนหลงกลเข้ามาในบ้านก่อนเพื่อทำลายทีมของผู้พันพรชัยได้ทั้งทีมพร้อม ๆ กัน
“ทุกคนรีบเผ่นออกมาอย่างเร็วที่สุด“ ผู้พันพรชัยออกคำสั่งถอนกำลังทันที
คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดดูเหมือนจะเป็นสองคนแรกที่กำลังออกมาเป็นสองคนสุดท้าย มันลุ้นจนบีบหัวใจของผู้พันพรชัยที่กำลังเฝ้ารอทุกคนอยู่ข้างนอก
“ “ตูม” ” ระเบิดเผาบ้านเป็นเป็นเพลิงลูกไฟขนาดใหญ่ เสียงคงไปได้ไกลถึงปากซอย เศษอิฐหินปูนไม้กระเด็นกระจายไปทั่ว ทั้งหมูหมาไก่คงไม่เหลือซาก เช่นเดียวกับคนเก่งอีกสองคน

ทีมสนับสนุนที่เข้าไปทีหลังรอดชีวิตออกมาได้ กำลังหมอบลงกับพื้นอยู่ห่างออกมาจากต้นมะขามไม่ไกลนัก บางคนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากแรงระเบิดที่พาเอาชิ้นส่วนของบ้านหล่นลงมา
เมื่อทุกอย่างดูปลอดภัยแล้ว ทุกคนจึงลุกขึ้นบนความรู้สึกเดียวกัน
“เราสูญเสียคนทั้งสองไปอย่างน่าเสียดาย อย่าให้เขาต้องตายเปล่า เราต้องถือว่าเพราะเขาทั้งสองทำให้พวกเรารอดตาย เขาช่วยพวกเราทุกคนเอาไว้” ผู้พันพรชัยกล่าวขึ้นอย่างเสียใจ แล้วบางอย่างก็ถูกดึงดูดให้ไปสนใจ

“ฮ่า..ฮ่า..ไอ้พวกโง่ทั้งหลาย...”
“พวกมึงคงนึกสินะว่าพวกกูจะอยู่ให้พวกมึงจับ ช้าไปอีกหลายก้าวเลยนะกว่าจะตามทัน ต่อไปก็ดมกลิ่นให้เร็วกว่านี้หน่อย ฮ่า.. ฮ่า..ฮ่า”
“โทษทีนะกับการสูญเสีย” เสียงจากวิทยุที่ล้มลงอยู่บนโต๊ะไม่ไผ่ใต้ต้นมะขาม
มันเป็นเสียงเยาะเย้ยอย่างสะใจของผู้ก่อการร้ายที่ทิ้งรอยแค้นไว้ให้อย่างสุดแสบ
“ขอให้นำศพเพื่อนของเรากลับไปเพื่อบำเพ็ญกุศลอย่างสมเกียรติด้วย”
“การกระทำครั้งนี้เราจะจดจำไว้จนกว่าจะเอามันมาลงโทษให้จงได้” ผู้พันพรชัยโกรธแค้นกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างที่สุด

ขณะที่กลุ่มตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษทั้งหมดกำลังขึ้นรถพร้อมนำศพของเพื่อนที่บรรจุอยู่ในซองบรรจุศพพลาสติกห่อหุ้มศพของเพื่อนทั้งสองเอาไว้ข้างใน
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า บนเส้นทางตั้งแต่ปากซอยจนถึงรังของผู้ก่อการร้าย จะมีพวกของมันคอยรายงานเข้าไปให้พวกมันรู้เหมือนเป็นยามรักษาการณ์อยู่ต้นทาง” อาร์ทูวัน ผู้ติดตามของผู้พันพรชัยเสนอความคิดเห็น
“อือ...อาจจะเป็นไปได้ ลองติดต่อไปที่สายของเราทีสิ ว่าอยู่ที่ไหน” ผู้พันพรชัยคิดได้ว่าอาจจะเป็นข้อพิสูจน์ได้เพราะหลังจากที่สายรายงานมาก็ไม่รับการติดต่ออีกเลย
“ไอ้พวกโง่! พวกมึงยังไม่รู้อีกรึว่าเพื่อนของมึงเป็นปุ๋ยไปแล้ว”
และนั่นคือเสียงตอบของผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งที่มากับโทรศัพท์มือถือของสายลับพิเศษคนนั้น
“เราไม่ได้สูญเสียเพื่อนของเราสองคนเท่านั้น ยังมีศรชัยสายลับพิเศษของเราอีกคน” ผู้พันพรชัยพูดด้วยอาการเศร้าน้ำตาคลอ เหมือนกับเพื่อนร่วมงานทุกคน
“ถ้าเป็นอย่างนั้น มันอาจจะรอถล่มเราระหว่างเดินทางออกจากซอยนี้”
มันเป็นบอกเล่า ที่เอ่ยขึ้นกับทุก ๆ คนในทีม
“คงไม่ เพราะตอนนี้มันต้องย้ายที่กบดานให้เร็วที่สุดเพื่อทิ้งช่วงห่างกับเรา แต่ขอให้ทุกคนตื่นตัวเตรียมพร้อมทุกขณะระหว่างที่เรากำลังเดินทางออกจากซอยนี้” ผู้พันพรชัยมีความเห็นที่แตกต่างแต่ก็ไม่ให้ประมาทใจนัก
“ติดต่อไปยังเจ้าของท้องที่และท้องที่ใกล้เคียงให้ตั้งด่านสกัดตรวจรถที่น่าสงสัยทุกคันที่จะหนีผ่านลงใต้ด้วย” ผู้พันพรชัยออกคำสั่งให้ลูกน้องดำเนินการทันที

“ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด..ด..ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด..ด..” เสียงโทรศัพท์ของผู้พันพรชัยดังขึ้น ผู้พันพรชัยมองดูเบอร์โทรศัพท์ที่แสดงบนหน้าปัทแล้วรีบรับสายโทรศัพท์ทันทีอย่างใจร้อน
“ว่ามา อาร์บีวัน ที่คอนโดเป็นไงบ้าง” ผู้พันพรชัยถามทันควันขณะที่โทรศัพท์ยังไม่ทันแนบหูดี
“คว้าน้ำเหลวครับท่าน มันไหวตัวทัน เหลือแต่ห้องโล่ง ๆ ไม่พบอะไรที่พอเป็นหลักฐานได้เลยนอกจากข้อความให้ปล่อยตัวเพื่อนของพวกมันสองคนนั้นแลกชีวิตกับคนอีกนับร้อยครับท่าน” อาร์บีวัน หนึ่งในทีมปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงได้รับมอบหมายให้นำทีมบุกไปที่คอนโดกลางกรุงที่หลบซ่อนตัวของผู้ก่อการร้าย ผลคือไม่สำเร็จ
“โอเค รับทราบ กลับไปเจอกันที่ห้องประชุมพร้อมเรียกตัวทุกคนมาด้วยด่วน” ผู้พันเรียกตัวทุกคนเข้าประชุมเพื่อรายงานความคืบหน้าและทบทวนแผนการต่าง ๆ กันใหม่ มันเป็นคำสั่งสุดท้ายแล้วเขาก็เงียบไปตลอดการเดินทางกลับเหมือนว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
…………………………………….......…………………..

ที่ห้องประชุม
“เราคงต้องทบทวนแผนกันใหม่อีกครั้งเพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์เพราะชั้นเชิงของศัตรูเรามันไม่อาจจะรับมือได้แบบธรรมดา” ผู้พันพรชัยปรับแนวกลยุทธ์
“ผมพบสิ่งที่ผิดสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือพวกมันแอบอ้างเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะเกี่ยวกับชาวมุสลิมทางใต้ คำถามของผมมีอยู่ว่าหากพวกมันเป็นคนมุสลิมจริง ทำไมมันจึงต้องเลี้ยงหมูไว้หลังบ้านด้วย”
ผู้พันพรชัยคิดถูกต้องและมันเป็นจุดแรกที่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนแนวความคิดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพวกมันได้แต่พวกมันทำไปเพื่ออะไรละ หรือว่าเหตุผลทางอำนาจทางการเมือง หรือผลประโยชน์แอบแฝงบางอย่างของผู้สูญเสียที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน นั่นคือสิ่งที่ผู้พันพรชัยคิดยังไม่ตก และจะต้องทรมานเจ้าหรั่งและเจ้าเบิ้มสองผู้ก่อการร้ายที่ควบคุมตัวมาได้ต่อไปอีกจนกว่าพวกมันจะปริปากคายความลับออกมาอีกจนหมดเหมือนคั้นน้ำส้มจนผลแห้งแล้วค่อยทิ้งมันสองคนไปเมื่อหมดประโยชน์

............................................................................................
รมควันในรูหนอนเหล็ก

“ทำเอาพวกเรากลัวกันไปหมดเลยนะครับ”
“ใช่ ตอนที่คุณเสียสติไป ดวงวิญญาณของคุณดูเหมือนดวงไฟสีดำหรือไม่ก็สีแดง มันเหมือนช้ำเลือดช้ำหนองยังไงอย่างนั้นเลย”
“คุณอาจจะไม่รู้แต่มันอยู่กับพวกเรา เบียดเราจนชิดติดขอบเลยละ”
“ขอโทษด้วยครับทุกท่าน มันจะไม่เกิดขึ้นกับผมอีกอย่างแน่นอน” อารยะพูดอย่างมั่นใจในตนเองมาก
“วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วครับ” อารยะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู แต่แบตเตอรี่หมดแล้ว
พอดีเห็นร้านหนังสือพิมพ์ อารยะจึงเดินเข้าไปดูที่ร้านหนังสือ
“เรามีงานด่วนให้ทำกันอีกแล้วละครับ” อารยะรู้ว่าถึงเวลาต้องทำอะไรแผลง ๆ อีกแล้ว
แต่คราวนี้มันคงเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน หากว่าอารยะไม่เหมือนเดิมจริง ๆ
“งานอะไรอีกละยะ เนี่ย ! เพิ่งจะดีขึ้นนะเธอ จะซ่าอีกแล้วเหรอ” “อะ อะ ล้อเล่นน่า” สมชายยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม
“งานอะไรครับพี่” สาธิตถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“พวกมันจะจัดการกับรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงหัวค่ำวันนี้ เราต้องประชุมกันเพื่อวางแผนกันอีกครั้ง”
อารยะต้องการขอคำปรึกษาจากทุกคน
“มันจะทำอะไรกับรถไฟฟ้าใต้ดินครับ” สาธิตถามต่ออีก
“แก๊สพิษ มันจะใช้ปฏิบัติภารกิจในคืนนี้” นั่นคือสิ่งที่อารยะได้รู้มาจากการเข้าฌาน
“หา! แก๊สพิษ แล้วเราจะทำยังไงดีละ” สาธิตไม่เชื่อหู
“ตามความสามารถที่ทุกคนมี ผมคิดว่าเราทั้งหมดมีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น
ผมหมายถึงว่าเราทุกคนดึงความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคนออกมา อุปสรรคใดก็ผ่านไปได้ทั้งนั้นหากเรารวมใจให้เป็นหนึ่งเดียว” อารยะให้กำลังใจอย่างหัวหน้าทีมที่กำลังลงสนามแข่งขัน
“และหลังจากนี้มันจะก่อการร้ายขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะมันได้เตรียมการไว้ล่วงหน้านานแล้ว
เราคงต้องเหนื่อยหนักกว่าที่ผ่านมาอีกหลายเท่า ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับงานหนักที่ไม่มีโอที งานนี้ได้ใจกันล้วน ๆ ไม่มีค่าแรง ไม่มีได้อะไร มีแต่เป็นผู้ให้กับเสี่ยงตายเท่านั้น” อารยะบอกให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อม
“หากใครจะถอนตัวขอให้บอกก่อนตั้งแต่ตอนนี้ซะ จะได้เอ่อ..อ ก็อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องไปไหนอยู่ในร่างเฉย ๆ ก็แล้วกัน” อารยะก็ไม่รู้จะให้ออกไปไหนได้เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรอารยะ เราไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงแล้ว ไม่มีหน้าไม่หลังให้กังวล เราจะช่วยคุณเต็มที่” อานนท์พร้อมลุย
“บางทีเราอาจจะต้องมีทุนพอที่จะทำอะไรให้มันง่ายขึ้นบ้าง” บุญเพิ่มเสนอขึ้น
“ผมเห็นด้วยนะ ศัตรูของเราไม่ได้มามือเปล่า มีเงินทุนมีเทคโนโลยี แล้วยังมีแผนการที่รัดกุมทำงานกันเป็นทีมอีก” มีนาสนับสนุน
“บางทีเราก็ควรจะใช้เทคนิคหรือเครื่องมืออะไรบางอย่างที่ช่วยทุ่นแรงในการรับมือกับพวกผู้ก่อการร้ายบ้างนะ เพราะยังไงพวกเราทุกคนก็ยังอยู่ในร่างกายที่ยังมีเลือดเนื้ออยู่” อดิศักดิ์เสริมอย่างหนักแน่น
แต่ว่าตอนนี้ผมไม่มีเงินมากพอที่จะทำอะไรอย่างที่ว่าได้ นอกจากสติปัญญาของทุกคนแล้วก็กำลังแรงจากร่างหนึ่งร่างนี้” อารยะบอกกับเพื่อนทุกคนในที่ประชุมข้างถนน
เอาอย่างนี้ละกัน ผมว่าทางบ้านผมคงยังไม่ได้อายัตบัตรเครดิตของผมเป็นแน่” สาธิตคาดเดาเอาไว้อย่างนั้น
บัตรเครดิตของผมสามารถทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ทได้” สาธิตนักท่องอินเตอร์เน็ทตัวยงกล่าวด้วยความดีใจที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาให้กับทีม
ผมจะให้พี่อารยะเข้าไปในร้านอินเตอร์เน็ทนั่นแล้ว เข้าไปในบัญชีบัตรเครดิตของผมให้พี่ทำเรื่องโอนเงินเข้าบัญชีของพี่แล้วค่อยไปกดตู้ ATM ถอนเงินออกมา” สาธิตเสนอความคิดเห็น
แล้วหนี้ที่เกิดขึ้นในบัตรเครดิตละ” อารยะถามขึ้น
ผมคิดว่าทางบ้านผมคงเอาใบแจ้งหนี้เผาส่งตามมาให้ทีหลัง” สาธิตเอามุขกวน ๆ มาใช้อีก
ส่วนผมไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อยู่แล้วละ” สาธิตยืมสโลแกนของคนไม่มีเงินมาใช้
ถ้าเขาอยากได้ก็จุดธูปเอาละกัน หรือไม่ก็คงต้องให้ฝ่ายทวงนี้ตายตามผมมาแล้วผมจะจ่ายให้โดยดีครับ” สาธิตแค่ต้องการเรียกเสียงขำของเพื่อน ๆ จะได้ไม่ต้องเครียด
ารยะคิดว่าเราต้องทำงานใหญ่เป็นสำคัญก่อนเอาเป็นว่าเดินเข้าไปในร้านอินเตอร์เน็ท แล้วปล่อยให้สาธิตจัดการทำในสิ่งที่เขาถนัดที่สุดเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เท่านั้นเอง
อารยะเข้าไปหน้าเว็บตามที่สาธิตแนะนำด้วยการนั่งกดแป้นคีย์บอร์ดทีละตัวเหมือนคนพิมพ์ดีดไม่เป็น
คงต้องเรียกวิธีนี้ว่า ’จิ้มดีด’ เสียมากกว่า ‘พิมพ์ดีด’
“เออ เอาอย่างนี้นะ น้องสาธิตจัดการแทนพี่เลยดีกว่า” อารยะถอนตัวออกมาเป็นผู้เฝ้าดูแทน

“กล็อก กล็อก กล็อก กล็อก กล็อก” บุคลิกของอารยะเปลี่ยนไปอีกแล้ว การหักนิ้วมือดังกล๊อกแล้วสะบัดมือ สะบัดคอตนเองให้เกิดเสียงดังกล็อก ๆ เพื่อให้หายปวดเมื่อยนั้นไม่ใช่ลักษณะของอารยะเลย
“เอาละครับ ตอนนี้เราเข้ามาหน้าเว็บของธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตของผมแล้ว” สาธิตเข้าใช้ร่างของอารยะ ทำให้เขาดูมาดมั่นใจมาก ทำหน้าตาทะเล้นออกมาให้เห็นถึงอาการลิงโลดที่กำลังบันเทิงใจอย่างสุด ๆ
อารยะเปลี่ยนไปแล้วนิ้วของเขาเคลื่อนไหวโลดแล่นไปบนแป้นคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็วเหมือนนิ้วเต้นระบำเท้าไฟ
“ดีจัง ตอนนี้มีรายการโปรโมชั่นทำรายการโอนเงินช่วงนี้ได้สิทธิ์ชิงรางวัลบ้านพร้อมที่ดินอีกด้วย
แหมเข้าทางการตลาดของพี่อำนวยเลยนะครับ ยิ่งใช้ยิ่งเป็นหนี้เนี่ย” สาธิตสนุกกับการเล่นอินเตอร์เน็ทจนเผลอแซวเพื่อนร่วมร่างเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
“โธ่ !~ ไอ้น้องนั่นมันอดีต ตอนนี้พี่นี่ อำนวยคนใหม่แล้ว เรียกใหม่ได้นะว่า อำนวยพอเพียง”
สาธิตแก้ต่างกับข้อหาที่สาธิตให้มา
“น่าจะมีรายการแจกศาลพระภูมิบ้างเนอะพี่ เราจะได้ไปอยู่กันคนละหลัง ผมว่าดีกว่ามาอยู่กับพี่อารยะซะอีก” สาธิตพูดอย่างอารมณ์ดีติดมุขตลกร้ายเรียกเสียงฮาได้จากเพื่อนทุกคน
ซึ่งก็แน่นอนนี่มันเป็นเวลานานแล้วที่สาธิตไม่ได้เล่นคอมพิวเตอร์เลย ย่อมเป็นธรรมดาที่คนรักการเสพอินเตอร์เน็ทอย่างสาธิตจะคันมือเป็นที่สุดเช่นกัน
“ถึงหน้าบัญชีของผมแล้ว ต่อไปก็ใส่รหัสผ่านของผมลงไปนะ sat123go” สาธิตพูดรหัสลับส่วนตัวของตัวเองออกมาเบา ๆ
“อะ! สำเร็จแล้ว ทีนี้ใส่จำนวนเงินเข้าไป ยังมียอดเงินคงเหลืออยู่ในบัตรอีกเจ็ดหมื่นกว่าบาท น่าจะเพียงพอสำหรับทำอะไรได้บ้างน่า” สาธิตคีย์ตัวเลขจำนวนเงินทั้งหมดที่มีอยู่โอนเข้าไปในหมายเลขบัญชีของอารยะ
“ถ้าไม่พอบอกได้นะพี่ สาธิตจัดให้ได้นะ” สาธิตมั่นใจตัวเองมากเมื่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์
“เราก็ยังสามารถระดมเงินจาก เพื่อนทุกคนโดยวิธีเดียวกันนี้ได้อีก หากว่าไม่ลืมตัวเลขที่สำคัญบนบัตรและข้อมูลส่วนตัวอีกนิดหน่อย” สาธิตเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเผื่อว่าจะได้ใช้บริการของเขาอีกในอนาคต
“เอาละเท่านี้ก็มีเงินพอใช้ไปได้อีกระยะหนึ่งแล้ว เราไปกันได้แล้ว” อารยะกล่าว
“โธ่พี่ !?.. ผมว่าจะโหลดเกมมันส์ ๆ มาเล่นสักเกม พี่ไม่สนบ้างเลยเหรอ แก้เครียดไง แก้เครียด..”
สาธิตอดเสียดายไม่ได้ที่ต้องหมดสนุกเสียก่อนในช่วงเวลาอันสั้น
……….............………………………………….

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ขณะนี้เวลา 18:30 นาฬิกา
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเปิดบริการเป็นบางเส้นทางเท่านั้นเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงครั้งนั้นทำให้มีอุโมงค์บางแห่งแตกร้าว จึงต้องทำการปิดปรับปรุงการให้บริการเป็นบางจุดบางสถานีเท่านั้น
“จังหวะดี ๆ อย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว คนเยอะแยะไปหมด ช่างเหมาะเสียจริงที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน” บุญเพิ่มพูดได้เหมือนพวกผู้ก่อการร้ายมาก
“ขอตรวจสิ่งของก่อนนะครับ” ยามรักษาความปลอดภัยยืนประจำจุดตรวจผู้โดยสารอยู่หน้าบันไดเลื่อนก่อนลงไปที่สถานีใต้ดินอย่างเข้มงวด
มันคือมาตรการรักษาความปลอดภัยของทางสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระเบิดฉลองคืนวันปีใหม่ในครั้งนั้น ทำให้ได้มีการตรวจตรากันทั่วมหานครกรุงเทพทุกจุดเพื่อความปลอดภัยในสถานที่ล่อแหลมเสี่ยงต่อการก่อวินาศกรรม
อารยะเปิดกระเป๋าเป้ให้ยามดูอย่างไม่สะทกสะท้านกลัวในสิ่งที่พกมาด้วยเพราะของทั้งหมดไม่ได้อยู่ในกระเป๋าเป้ที่ดูน่าสงสัยใบนี้ แต่มันเป็นถุงพลาสติกก๊อปแก๊ปที่สกรีนข้างถุงเป็นโลโก้ดังของซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งเท่านั้นและเขาก็ปกปิดซ่อนเร้นสอดไส้ไว้ในอาหารอย่างดีซึ่งพร้อมจะให้ตรวจอยู่แล้วด้วยเช่นกัน
ยามที่เหมือนดูจะเข้มงวดแต่ไม่จริงอย่างที่เห็น อารยะผ่านมาได้อย่างง่ายดาย เขาปนไปกับฝูงชนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจะกลับบ้าน อารยะรู้แล้วว่ามันเตรียมการกันได้อย่างไร
“มันฉลาดมาก แล้วก็ยังรู้จักการรอคอย”
อารยะมองเห็นผู้ก่อการร้ายทั้งหมดผ่านเข้ามาในหัวของเขารวมทั้งแผนการของพวกมันด้วย
“มันหมายความว่ายังไงเหรอ อารยะ” บุญเพิ่มสนใจกับเขาเหมือนกัน
“ตอนนี้พวกมันเป็นทั้งช่าง ทั้งยาม พวกมันมาเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดินนี้ได้ประมาณเกือบ 4 เดือนจนเป็นที่ไว้ใจของคนใน นับว่ามันแน่จริงที่ยอมลงทุนเฝ้ารอคอยเพื่อใบสั่งงานในวันนี้”
อารยะกล่าวชมในความพยายามทำชั่วของพวกมัน
“มันกำลังจะจัดการกับรถไฟฟ้าใต้ดินที่เดินทางอยู่ในอุโมงค์” อารยะรู้ว่ามันเริ่มแผนชั่วกันแล้ว
….………………………………………………

“ยู เริ่มแผนการได้” เลาะห์ออกคำสั่งผ่านวิทยุติดต่อสื่อสารคลื่นสั้นภายในอาคาร
“โอเค” ยูตอบกลับแล้วก็เริ่มงานทันที
เขาก็คือยามที่จะทำการระเบิดภายในอุโมงค์เพื่อให้เป็นอุปสรรคขวางเส้นทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน
“ทุกจุดเริ่มปิดท่อแล้วลมควันได้เลย” เลาะห์เป็นเจ้าหน้าที่ซี่งอยู่ภายในห้องควบคุมของสถานีจึงรู้ว่าขณะนี้หนอนเหล็กตัวใหญ่กำลังชอนไชไปอยู่ ณ ที่ใดในรูท่อใหญ่ ๆ นี้
“ได้! รับทราบ” ชาตอบรับคำสั่ง เขาเป็นช่างไฟฟ้ารู้เรื่องงานช่างไฟฟ้าดีทั้งระบบในสถานีแห่งนี้
“พร้อมปฏิบัติครับ” ดุลรออยู่นานแล้วที่จะได้เริ่มงานสักที เขาคือมือระเบิดที่จะทำให้สถานีแห่งนี้มีแต่ควันที่ไม่มีไฟ
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของสถานีคนอื่นยังงง ๆ กับการสนทนาของเลาะห์, ยู, ชา และดุล ที่ได้ยินผ่านเข้ามาในวิทยุสื่อสารคลื่นสั้นภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งนั้น ทำให้การทำงานของทีมก่อการร้ายทั้งหมดผ่านไปด้วยดี จะมีบ้างที่เลาะห์ได้จัดการไปบางส่วนสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ขัดขวางการทำงานของพวกเขาก็จะถูกจับมัดไว้
หรือไม่ก็ฆ่าให้ตายเสีย
……….…………………………………………..

มีเพียงอารยะเท่านั้นที่รู้ความหมายในสิ่งที่พวกผู้ก่อการร้ายที่สนทนากัน เขาจึงกระโดดลงบนทางของรถไฟฟ้าโดยระวังไม่ให้สัมผัสกับรางเหล็ก แล้ววิ่งหายเข้าไปในอุโมงค์ ทั้งยามและผู้คนที่กำลังรอรถไฟฟ้าใต้ดินพากันตกใจส่งเสียงฮือกันเพียงสั้น ๆ
ยามสองคนรีบกระโดดลงไปบนทางรถไฟฟ้าแล้ววิ่งตามหายเข้าไปในอุโมงค์ด้วยเช่นกัน
เพียงชั่วครู่เสียงระเบิดก็ดังขึ้นสองครั้งตามกันมา ด้วยเสียงเบาในครั้งแรกแล้วตามติดด้วยเสียงระเบิดอันดังอีกครั้งพร้อมกับเสียงของการถล่มลงมาของก้อนอิฐหินดินทราย
ผู้คนตามสถานีตกใจหนีตายกันยกใหญ่ ต่างรีบพากันวิ่งกลับขึ้นไปบนพื้นดินทันที
……………………………………………………

รถที่ติดอยู่บนถนนต่างพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อพบเห็นผู้คนรีบวิ่งแทบเหยียบกันตายออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอย่างหน้าตาตื่นตกใจเหมือนเจอผีหลอกในอุโมงค์นั่น
……………………………………………………

รถไฟฟ้าวิ่งมาโดยไม่รู้เลยว่ามีอุปสรรคปิดทางข้างหน้าเอาไว้จนไม่สามารถผ่านไปได้ ไม่มีการรายงานจากทางสถานีควบคุมเลย แสงจากรถไฟฟ้าส่องทางและแสงไฟที่ติดไว้ตลอดทางภายในท่ออุโมงค์นี้เท่านั้นที่จะทำให้พอเห็นได้แต่ไกล ๆ
“นั่นมัน.....” เจ้าหน้าที่ควบคุมรถไฟฟ้าใต้ดินรีบเบรครถไฟฟ้าอย่างทันทีทันใด
เสียงล้อเหล็กเสียดสีกับรางจนเสียงแหลมดังกรีดแทงแก้วหู แรงเสียดสีทำให้เกิดเป็นสะเก็ดไฟกระเด็นมาเป็นประกาย
……...……………………………………………..

อารยะหยุดยืนอยู่ที่กองดินที่ขวางทางเอาไว้ ในขณะที่ยามทั้งสองคนก็หยุดยืนดูอยู่ข้างหลังด้วยเช่นกัน
อารยะเหมือนมองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่หลังกองดินที่ขวางทางอยู่นี้
ตอนนี้ยามที่ตามอารยะมาสองคนก็ไม่ได้สนใจจะจับตัวอารยะเลย นอกจากจะอึ้งอยู่กับกองดินที่ขวางทางอยู่เป็นภูเขาขนาดเล็ก

อารยะหยิบอุปกรณ์ทั้งหมดที่หิ้วมาในถุงก๊อปแก๊ปใส่เข้าไปในเป้ยกเว้นหน้ากากกันแก๊สพิษ
เขาหยิบมันขึ้นสวมใส่มันไว้บนใบหน้า จนมองเหมือนว่าอารยะเป็นไอ้หน้ากากแมลงวัน
ยามมองไปที่ทุกการกระทำของเขา ทันใดนั้นยามก็ต้องขนลุกซู่ชูชัน เมื่ออารยะค่อย ๆ จางหายไป
ยามทั้งสองถึงกับอึ้งยิ่งกว่าครั้งแรกที่เห็นกองดินขวางทางอยู่ ยามทั้งคู่หน้าตาตื่นรีบวิ่งกลับออกไปทันที ทั้งคู่คงเป็นยามที่ควรจะตกใจมากกว่าใครบนสถานีแห่งนี้
และสสารไม่ได้หายไปไหนจริง ๆ อารยะค่อย ๆ ปรากฏร่างขึ้นอยู่อีกด้านในของอุโมงค์ที่ถูกปิดไว้ด้วยกองดิน
……………......…………………………………

“เราได้รับรายงานการก่อการร้ายที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ขอให้ทุกคนเตรียมตัวอย่างเร่งด่วนที่สุด” เรื่องราวการก่อการร้ายรู้ถึงหูของผู้พันพรชัยแล้วและเขากำลังนำทีมพร้อมกองกำลังเข้ามาที่เกิดเหตุนี้ทันที
………………………........……………………..

รถไฟฟ้ากำลังพุ่งมาถึงตัวอารยะแล้ว
“นั่นใครนะ รถไฟฟ้าเบรคไม่อยู่แล้ว” เจ้าหน้าที่บนรถไฟฟ้าทำท่าทางโบกมือเตือนให้หลบไปพ้นทางก่อนที่รถไฟฟ้าจะพุ่งชนจนร่างของเขาจนเละ
อารยะก้มหยิบเศษดินขึ้นพอดีมือกำได้มั่น
นำมันมามองเพียงชั่วครู่แล้วปามันเข้าไปที่ตัวรถอย่างรวดเร็ว ก้อนดินกระจายเป็นผงละเอียดแผ่ออกเป็นอณูละอองเล็ก ๆ มันกระจายแผ่ออกพุ่งไปตามแรงที่ปาออกไปเพียงเท่านั้นก็เกิดลมต้านอย่างแรงเกิดขึ้นภายในอุโมงค์ มันพอที่จะช่วยรถไฟฟ้าให้เบรคได้ก่อนที่จะถึงกองดิน
อันที่จริงมันหยุดอยู่ตรงหน้าอารยะเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

อารยะรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องควบคุมรถไฟฟ้า
“อย่าเพิ่งเปิดประตูรถนะ ประกาศให้ผู้โดยสารรู้ด้วยก่อนที่จะมีใครผลีผลามเปิดแบบฉุกเฉินเข้า”
อารยะเตือนเจ้าหน้าที่ควบคุมรถโดยสารด้วยเสียงอู้ ๆ ที่อยู่ในหน้ากาก
“คุณเป็นใคร? แล้วมันเกิดอะไรขึ้น” เจ้าหน้าที่ควบคุมรถถามขึ้นด้วยอาการตกใจและประหลาดใจที่อารยะใส่หน้ากากกันแก๊สพิษแบบนี้
“มีผู้ก่อการร้ายจะปล่อยแก๊สพิษเข้ามาในอุโมงค์นี้ หากคุณเปิดประตูให้ผู้โดยสารออกมา
จะทำให้แก๊สพิษเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว” อารยะจึงบอกเหตุผลที่ยังออกจากตัวรถไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นเราขับรถย้อนกลับไปได้หรือเปล่า” เจ้าหน้าที่ขับรถไฟฟ้าใต้ดินถามความเห็น
“พวกมันก็ระเบิดปิดทางด้านนั้นไว้เหมือนกัน อีกอย่างตอนนี้เชื่อเลยว่าบนรางไม่มีไฟฟ้าส่งมาแล้วเพราะพวกมันควบคุมสถานีไว้ทั้งหมดแล้ว” อารยะบอกเล่าเหตุการณ์ที่รู้มาให้เขาฟัง
เจ้าหน้าที่ควบคุมรถก็ได้ยินเสียงระเบิดเช่นกันแต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนปิดทางทั้งสองด้าน จึงได้รีบทำการประกาศเตือนให้ผู้โดยสารเข้าใจถึงสถานการณ์
ในขณะที่ควันพิษเริ่มกระจายเข้ามาจากช่องระบายอากาศในอุโมงค์ ผู้โดยสารจำนวนมากอยู่ในอาการตกใจกลัวเหลือบมองผ่านกระจกออกไปรอบ ๆ กลุ่มควันเริ่มกระจายครอบคลุมไปทั่วบริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินขบวนนี้แล้ว
อารยะเดินกลับไปทางกองดิน หยุดยืนครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะค่อย ๆ หายไปอีกครั้งหนึ่ง ต่อหน้าต่อตาของเจ้าหน้าที่ควบคุมรถโดยสารที่กำลังตะลึงงันอย่างไม่เชื่อสายตา
………………………………………………….

อารยะหยุดยืนอยู่ที่ช่องระบายอากาศ ซึ่งมีพัดลมขนาดใหญ่สองตัวคอยดูดอากาศเข้าไปภายในปล่องท่อใต้ดินมันเป็นตัวส่งอากาศขนาดใหญ่ไปจนถึงอุโมงค์ที่รถไฟฟ้าใต้ดินขบวนนั้นอยู่
“นี่ไงสิ่งที่จะช่วยพวกเขาได้ในตอนนี้” อดิศักดิ์ผู้มีความรู้เรื่องระบบไฟฟ้าเป็นอย่างดี
“มันจะช่วยเราได้ยังไงกัน” ภาวิณีงงด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่อารยะกำลังจะทำและไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ
“ให้วิศวกรไฟฟ้าเขาอธิบายดีกว่าไหมครับ” อารยะไม่มีเวลาอธิบาย
นั่นหมายถึงว่ามันเป็นหน้าที่ของอดิศักดิ์ที่จะต้องเล่าให้ฟังแทน
อารยะก้มลงมองใบพัดที่กำลังหมุนอยู่จนรู้จังหวะหมุนของมัน เขามองมันจนรู้สึกว่ามันช่างหมุนช้าเสียเหลือเกิน อารยะเอื้อมมือเข้าไปจับที่ใบพัดให้หยุดแต่ก็ต้องผ่อนแรงตามใบพัดนั้นไปบ้างเหมือนกัน แล้วปั่นมันหมุนกลับไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่มันเคยหมุนดูดอากาศเข้าไป เขาปั่นมันหมุนอย่างแรงจนมันหมุนย้อนกลับด้วยความเร็วสูง
อารยะยังไม่ยอมหยุด เขายังคงเอามือปัดไปที่ใบพัดที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูงนั่น เพื่อส่งเสริมกำลังให้มันหมุนเร็วยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก มือของเขาสัมผัสไปบนใบพัดอย่างเร็วจนมองไม่ทันควันสีขาวที่เคยอยู่ในอุโมงค์กำลังถูกดูดออกมาจากปล่องพัดลมนี้ ส่วนพัดลมที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงดูดอากาศดีเข้าไปด้วยเป็นปกติของมัน

เสียงหวอดังมาหยุดอยู่ทีสถานีแห่งนี้ รถดับเพลิง รถพยาบาล และ รถตำรวจของผู้พันพรชัย
เขามาในจังหวะที่ไม่ทันการก้าวเดินของกลุ่มผู้ก่อการร้ายเลยสักครั้ง ได้เวลาที่อารยะจะต้องออกมาจากสถานีแห่งนี้แล้ว
……………………....……………………………

“ก็อากาศที่ถูกดูดออกมาแรงกว่าเร็วกว่าพัดลมอีกตัวหนึ่งที่ดูดอากาศเข้าไปนะสิ
พัดลมตัวที่ดูดอากาศออกอย่างแรงดึงเอาอากาศเสียออกมาได้มากกว่าเร็วกว่า
ส่วนอากาศจากพัดลมตัวที่เอาอากาศดีเข้าไปนั้นถึงแม้จะดูดอากาศเข้าไปได้น้อยกว่าก็จริง
นั่นเป็นเหตุผลที่จะให้มีอากาศดีเข้าไปไล่อากาศเสียออกมาและมีอากาศเข้าไปให้คนข้างในได้หายใจ”
อารยะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ

“พัดลมเมื่อสลับขั้วไฟกลับกันแล้วมันจะหมุนไปในทางตรงกันข้าม นึกถึงพัดลมที่บ้านละกันนะ
ลมที่เคยพัดออกมาจากด้านหน้าให้เราได้เย็นสบาย จะเปลี่ยนเป็นพัดลมออกไปทางด้านหลังเครื่อง
และดูดอากาศจากข้างหน้าไป มันเป็นเพราะลักษณะรูปทรงของใบพัดว่ามันหมุนไปทางซ้ายหรือหมุนไปทางขวา” อดิศักดิ์ขยายความจากเดิมให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
……………………………..……………….…….

อารยะเดินทางไปขออาศัยนอนที่วัดเก่าแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี จังหวัดกรุงเทพฯ
เขาบำเพ็ญสมาธิฝึกปฏิบัติจิตวิปัสสนาต่อเนื่องไปจนดึกดื่นค่ำคืนหรือมันอาจจะเป็นวิธีพักผ่อนที่เขาค้นพบพิสูจน์มาแล้วว่าดีจริง
เสียงจิ้งหรีด ตุ๊กแก จิ้งจก รวมทั้งเสียงหมาเห่า ดังขึ้น
เหมือนร้องประสานเป็นเพลงธรรมชาติตลอดค่ำคืนเช่นกัน
ลมพัดโกรกเย็นสบายจนเกิดเห็นเป็นภาพนิมิตของวานรเผือกจ้าวแห่งลม
อารยะเหมือนได้ชมเรื่องราวในตำนานรามเกียรติ์โดยละเอียด
มากกว่าที่มีผู้ขีดเขียนบันทึกไว้เป็นตัวหนังสือเสียอีก...
……………………………………………………..

ในวันพรุ่งนี้ยังมีเรื่องราวรอคอยเขาอีกมาก รวมทั้งเรื่องของเขาที่ต้องตกเป็นข่าวที่ไม่บิดเบือนความจริงแต่หน้าตาของเขาบิดเบือนไปจนไม่รู้ว่าเป็นใคร ภาพของเขาถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิดที่อยู่ในสถานีรถไฟฟ้ามากมาย รวมทั้งเรื่องราวเหลือเชื่อที่ฟังดูแล้วไม่มีเหตุผลจากคำให้การของยามและเจ้าหน้าที่ขับรถไฟฟ้าใต้ดิน
ยังมีการตามควานหาตัวเขาของผู้พันพรชัยที่ยังช้ากว่าเสมอ
แต่อย่างไรก็ดีตอนนี้มีทั้งข่าวที่น่ายินดีและข่าวร้ายของผู้พันพรชัย
ที่น่ายินดีกับผู้พันพรชัยนั่นก็คือเรื่องที่เขาได้ตามล่าจับกุมตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ปล้นธนาคารย่านบางนามาได้จากการให้การที่เป็นประโยชน์ของหรั่งและเบิ้ม น่าเสียดายที่ข่าวร้ายมักจะปนอยู่ตรงข้ามกับข่าวดีเสมอเมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายทั้งกลุ่มที่ควบคุมตัวมาได้ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ทำการลอบสังหารท่านทูตของประเทศสหรัฐอเมริกาเลย พวกมันคือผู้ก่อการร้ายแอบแฝงที่คอยจ้องทำลายชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่เป็นเหมือนเห็บหมัด โดยแอบอ้างให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนา และในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถสืบไปจนถึงตัวการใหญ่ได้ เนื่องจากการฆ่าตัดตอนกันเองอย่างต่อเนื่องของพวกผู้ก่อการร้ายแอบแฝงกลุ่มนี้
ส่วนเจ้าหรั่งและเจ้าเบิ้มหลังจากให้การที่เป็นประโยชน์เรียบร้อยแล้วก็ยังถูกคุมตัวไว้ในห้องมึนและห้องมืดต่อไปจนเป็นบ้า ขณะนี้สองคนนี้จึงถูกนำตัวส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประสาทบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

...............................................................................
ลอบสังหาร

อารยะต้องรีบเดินทางไปยังที่อีกแห่งหนึ่งพร้อมกับของวิเศษที่สุดแสนจะธรรมดา เขาเตรียมเอาไว้ในกระเป๋าเป้ของเขาเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะยิงนกได้ทั้งฝูงหรือไม่ เพราะยังมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอีกกลุ่มที่กำลังคิดว่าตัวเองเป็นนกจ้าวเวหาอยู่
…………………………........................……………..

ขณะที่ผู้นำประเทศกำลังกล่าวแถลงการณ์สำคัญเพื่อปลุกขวัญปวงประชาชาวไทยให้รู้รักสามัคคี
ในงาน ’คนไทยเพื่อคนไทยรักชาติ’ กลางท้องสนามหลวง มันเป็นงานที่จัดขึ้นปลอบขวัญคนไทยไม่ให้ตื่นตระหนกต่อความเกรงกลัวภัยของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่กระหายทำลายชาติ การจัดกิจกรรมของผู้นำประเทศในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้คนไทยร่วมมือกัน เป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศอยู่รอดได้

“ผับ ผับ ผับ ผับ…..” เสียงของใบพัดอะไรบางอย่างก็ดังขึ้นเหมือนเสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์
ทุกคนที่มาร่วมงานทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่บนเวทีหรือข้างล่างเวทีเงยหน้าขึ้นไปมองรอบ ๆ บนท้องฟ้า
เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กบังคับด้วยคลื่นวิทยุบินมาปรากฏตัวให้เห็น มันหยุดนิ่งกลางอากาศหันหน้าเข้าสู่เวทีปราศรัยเหนือผู้ชมงาน เช่นเดียวกับการแถลงการณ์ของผู้นำประเทศที่เพิ่งเริ่มก็ต้องหยุดลงด้วยเช่นกัน

ขณะที่ผู้นำประเทศยังยืนอึ้งอยู่บนเวที มันดูน่าสนุกดีหากว่ามันไม่ได้เอาจรวดที่ติดอยู่ใต้ท้องเครื่องมาด้วย เดาไม่ผิดว่ามันต้องเป็นเทคนิคใหม่ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอน มันมีความคิดสร้างสรรค์ หาของเล่นแบบใหม่เพื่อใช้ในทางชั่วร้ายนี้อยู่เสมอ
เมื่อทุกคนยังอยู่ในอาการประหลาดใจสงสัยอยู่นั้น หัวจรวดได้พุ่งออกมาจากเฮลิคอปเตอร์มุ่งตรงไปที่ผู้นำประเทศ กลุ่มควันสีดำเทาพวยพุ่งออกมาจากส่วนท้ายหางของจรวด ผู้อารักขาพิทักษ์นายที่กำลังวิ่งแข่งกันอยู่ระหว่างหัวจรวดที่พุ่งเข้ามาว่าใครจะถึงก่อนกัน
อารยะแฝงตัวเข้ามาเป็นเด็กขนของอยู่หลังเวทีตั้งแต่เมื่อเช้ามืดแล้ว เขาโผล่ขึ้นมายืนอยู่บนหลังคาเวทีแล้วกระโดดลงไปที่พื้นด้านหน้าของเวที ทุกคนมองมาที่อารยะอย่างตะลึงงันในความว่องไวรวดเร็วอย่างสายลม
การกระโดดลงมาของเขาไม่ใช่การกระทำที่ไร้ความหมาย ในมือของอารยะคว้าหัวจรวดลูกนั้นมาไว้ในมือ
จรวดยังมีแรงสะบัดไปมาเพื่อที่จะพยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือของอารยะ เขาหันมันกลับไปทางเฮลิคอปเตอร์ แล้วปล่อยมันออกไป
หัวจรวดมุ่งหน้าตรงกลับเข้าไปหาที่ ๆ มันถูกปล่อยออกมาทันที กล้องจับภาพที่ติดอยู่หน้าเฮลิคอปเตอร์เห็นการกระทำทั้งหมดของอารยะ จึงสามารถหลบได้ทันท่วงทีก่อนที่จรวดจะพุ่งเฉียดไปเพียงนิดเดียว มันพุ่งเลยไปตกที่หน้าศาลฎีกาเสียงระเบิดดังสนั่น เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ผู้ก่อการร้ายได้เปลี่ยนเป็นแผนที่สองทันที มันบังคับเครื่องเฮลิคอปเตอร์หันหัวลงต่ำหางเชิดขึ้น ทำให้ใบพัดของมันเป็นส่วนที่พุ่งไปข้างหน้า ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ถูกดัดแปลงเป็นเหมือนใบมีด ประกายแสงสะท้อนแวววับ มันบินโฉบไปโฉบมาอยู่ที่หน้าเวที ผู้อารักขาหันปืนเล็งไปมาตามเฮลิคอปเตอร์ลั่นไกยิงขึ้นไปหลายนัดไม่มีใครแม่นเลย มันบินไล่ไปบนเวที เพื่อประหารบั่นคอทุกคนที่อยู่บนนั้น
อารยะปีนขึ้นไปบนเวทีอีกครั้งอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อแล้วเขาก็ดึงฉากด้านหลังเวที ซึ่งเป็นผ้าขนาดใหญ่ให้ล่วงพลิ้วหล่นลงมาคลุมเฮลิคอปเตอร์เอาไว้ในที่สุด มันจึงได้สิ้นฤทธิ์ลงจนได้

ผู้นำประเทศพร้อมคณะกลุ่มผู้อารักขาเดินทางออกจากสถานที่แห่งนั้นอย่างเร่งด่วน โดยเดินทางกลับไปบ้านพิษณุโลกอันเป็นที่พักรับรองของท่านทันที
อารยะรีบวิ่งออกมาจากบริเวณงานที่ผู้คนยังแตกตื่นวิ่งไปมาอย่างไม่รู้ทิศทาง
เขาพยายามติดตามไปที่รถของผู้นำประเทศ แต่ไม่ทันเสียแล้ว อารยะต้องเดินทางไปดักให้ทันก่อนที่ผู้นำประเทศจะโดนลอบสังหารทางอากาศอีกครั้ง
.............................................................................

“ลมกำลังพัดมา” อารยะกำหนดจิตขึ้นเพียงช่วงลมหายใจออกเท่านั้นร่างของเขาก็หายไปเป็นริ้ว ๆ
ตามลายเส้นของสายลม จนร่างกายหายไปหมดเหมือนภาพที่ถูกลบออกด้วยปลายแหลมของยางลบ
………………………………………..................…..

รถของกลุ่มผู้อารักขาและผู้นำประเทศแล่นผ่านออกมาทางถนนราชดำเนินอย่างสะดวก
เนื่องจากได้ทำการปิดถนนเป็นบางส่วนเพื่ออารักขาผู้นำประเทศ โดยหารู้ไม่ว่าบนฟากฟ้านั้นกำลังมีบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาคาดไม่ถึง
จนกระทั่งระเบิดลูกแรกหล่นลงจากฟากฟ้าตกลงสู่พื้นถนนก่อนที่รถยนต์นำขบวนคันแรกจะวิ่งไปถึงอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น แรงระเบิดทำให้ยกหน้ารถลอยตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยและทำความเสียหายให้เครื่องยนต์จนมันเสียหลักพุ่งเข้าชนเสาไฟแสดงสัญญาณจราจร ผู้อารักขาบนรถทุกคันสงสัยเงยหน้ามองขึ้นข้างบนฟ้าจึงได้เห็นกลุ่มฝูงบินจำนวน 5 ลำ มันเป็นฝูงบินที่เรียกกันว่า “ร่มบิน” *
* “ร่มบิน” หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ “Para Motor” เป็นเครื่องร่อนที่ใช้มอเตอร์หมุนใบพัดขนาดใหญ่ซึ่งติดอยู่กับด้านหลังที่นั่งคนขับและมีร่มชูชีพขนาดใหญ่เป็นตัวช่วยพยุงให้ลอยตัวร่อนไปมาในอากาศได้ โดยที่มันสามารถจะรับน้ำหนักบรรทุกสำหรับคนจำนวนสองคนได้เลยทีเดียว

จึงต้องเร่งความเร็วเพื่อหนีให้พ้นการไล่ล่าของฝูงบินนี้ที่กำลังกลับลำย้อนสวนกลับมาข้างหน้า
อารยะปรากฏตัวขึ้นบนรถคันหนึ่งในขบวน
“ขอโทษทีนะ อยู่ ๆ คุณก็เร่งความเร็วขึ้น จนผมพลาดตำแหน่งไปหนึ่งคัน” อารยะมาปรากฏตัวอยู่บนรถของผู้อารักขาคันสุดท้าย เขาพูดขึ้นในขณะที่กำลังนั่งทับอยู่บนตักของชายคนหนึ่งบนรถนั้น
คราวนี้อารยะเอาใหม่อีกครั้ง เขาหายตัวไปต่อหน้าตา ทิ้งไว้เพียงความทรงจำประหลาดให้กับคนบนรถ
อารยะไม่พลาด เขาปรากฏตัวอีกครั้งในรถของท่านผู้นำประเทศ อารยะนั่งอยู่ที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังอยู่ข้าง ๆ ของผู้นำประเทศ ทำเอาทุกคนบนรถตกใจอย่างที่สุด
“ขออภัยครับท่านที่ทำให้ตกใจ ผมมาช่วยท่านครับ” อารยะกล่าวเพียงเท่านี้และคำสั้น ๆ อีกคำหนึ่ง
“ขับรถดี ๆ นะ” อารยะกล่าวเป็นคำสุดท้ายแล้วหายไป
อารยะหายไปจากภายในรถแล้วมาปรากฏตัวอีกครั้งก็ยืนอยู่บนหลังคารถแล้ว
ฝูงร่มบินกำลังจะผ่านมาถึงแล้ว มันเรียงตัวต่อกันเป็นแถวตอนเดียวเหมือนเข้าแถวกันมา
“ด้วยความเร็วของรถที่พุ่งเข้าหาและพวกมันก็บินเข้ามาสวนทางกันแบบนี้มันคงต้องทิ้งลูกระเบิดก่อนระยะที่รถจะไปถึงเป็นแน่” อารยะคาดเดาความน่าจะเป็น ระเบิดปูพรมจำนวนมากหลายสิบลูกกำลังถูกโปรยลงมาเพียงครั้งเดียว มันล่วงลงมาเหมือนหยาดฝนลูกสีดำเม็ดใหญ่ของระเบิดลูกเกลี้ยง
อารยะเริ่มสำแดงอิทธิฤทธิ์ให้ประจักษ์อีกครั้ง
มวลพลังอากาศถูกปั้นขึ้นบนมือทั้งสองของอารยะที่กำลังกางแขนกว้างออกไปทั้งสองข้าง เขาสามารถปั้นลมให้เป็นตัวได้ มันเป็นก้อนอากาศที่ถูกอัดกันจนสามารถขว้างปาออกไปได้ หากใช้ความแรงคูณด้วยความเร็วมันก็ไม่ต่างจากก้อนหินเลย อารยะขว้างเข้าใส่ไปที่ระเบิดที่กำลังร่วงลงมาอย่างแม่นยำก่อนที่ระเบิดแต่ละลูกจะล่วงหล่นมาบนรถ
อารยะกระหน่ำอัดพลังลมไปที่ลูกระเบิดอย่างรวดเร็วแต่มันไม่ทันที่จะทำได้ทั้งหมด เขาจึงต้องใช้วิธีใหม่ แต่ยังไม่ทันไร อารยะก็ล้มลง เกือบเกาะรถเอาไว้ไม่ทัน
ลูกระเบิดหล่นลงที่ข้างรถทำเอารถเกือบเสียหลัก อารยะนอนหมอบคว่ำหน้าอยู่บนหลังคารถ เขาก้มหน้ามองเข้าไปที่หน้ากระจกคนขับรถ เขามองลอดผ่านแว่นดำเข้าไปที่สายตาของคนขับเพื่อสื่อสารเข้าไปในประสาทของคนขับให้รู้ว่า
“ขับตรงไปตามเส้นทาง ไม่ต้องหลบลูกระเบิด” มันเป็นเสียงของอารยะที่เข้าไปก้องอยู่ในหัวของผู้อารักขาซึ่งกำลังขับรถอยู่ ในขณะนี้เขาเหมือนถูกโปรแกรมเข้าไปแล้วตามคำสั่งของอารยะ
แล้วอารยะลุกขึ้นยืนบนหลังคาอีกครั้งในท่าตั้งมั่นแต่ครั้งนี้อาระไม่ได้สร้างมวลพลังบนมือทั้งสองข้าง
เขากำลังสร้างเกราะกำบังเป็นกำแพงต้านด้วยพลังแห่งลมขนาดใหญ่ล้อมรอบและเคลื่อนตัวไปพร้อมกลับรถ
มันเป็นกำแพงลมที่ไม่ระคายต่อแรงระเบิดเลย ระเบิดลูกแล้วลูกเล่าที่ตกลงตรงเป้าหมายที่รถคันนี้ก็ให้ช้าลงแล้วล่วงไหลหล่นลงพื้นไปทั้งหมด ด้วยแรงต้านของลมที่ทรงอานุภาพทำให้ผู้นำประเทศปลอดภัยอย่างที่ท่านคงไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเช่นกัน
เครื่องร่อนผ่านสวนทางกับรถยนต์ของผู้นำประเทศไปจนหมดแล้ว แต่มันไม่อาจพ้นจากอารยะไปได้
เขาปล่อยตัวลงจากรถเหมือนหายตัวไปกลายเป็นสายลม ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องระหว่างฝูงร่มบินกับตัวเขาเท่านั้น
อารยะหยิบพลุไฟขึ้นมาจากกระเป๋าเป้สีดำที่ในที่สุดก็ได้ใช้เสียที พลุหลายอันถูกจับมัดรวมกันเป็นกำใหญ่หนึ่งกำ อารยะจุดไฟขึ้นที่ตรงส่วนปลายแล้วเล็งไปที่ฝูงร่มบินนั้น ฝูงร่มบินเริ่มแปรปรวน บางลำถูกยิงจนร่มจนติดไฟต้องหาที่ลงฉุกเฉินบนถนน บางลำต้องบินหนีไปตั้งหลักก่อน และบางลำต้องร่วงหล่นชนกับต้นไม้ริมถนน หมดหน้าที่ของอารยะแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ
อารยะหลบไปพ้นจากบริเวณนั้นทันทีเมื่อลมพัดมาอีกครั้ง เหมือนเรื่องจบแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วปล่อยให้พระเอกมาตอนจบ...ส่วนฮีโร่ก็จากไป.......
……………………………………….........…………..

และนี่คือโอกาสของผู้พันพรชัยที่ได้จับคุมตัวผู้ก่อการร้ายร่มบินเหล่านี้มาสอบสวนขยายผลหาตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยแรงไล่จับ เขาต้องติดหนี้ขอบคุณอารยะที่ช่วยทำให้เขาไม่ต้องถูกปลดลดขั้นเพราะลักษณะเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่ถล่มสถานทูตอเมริกาอย่างแน่นอน

................................................................................
ไม่มีความลับสุดยอดในโลก

ศูนย์วิจัยทางอวกาศ ฐานการบินอวกาศนาซ่า
“หอดูดาวสถานีอวกาศฮับเบิลสามารถถ่ายภาพอุกาบาตรขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยเจอมาก่อนได้ครับ”
สตีพได้รับข้อมูลมาสด ๆ ร้อน ๆ รายงานตรงต่อหัวหน้าด้วยอาการตื่นเต้นหน้าซีด
“คำนวณวิถีการเดินทางของมันได้ว่ายังไง” ปีเตอร์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและคาดหวังว่าจะได้มันในไม่ช้า
“มันเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงมาก วิถีการโคจรเป็นไปได้ว่าพุ่งตรงมาที่โลกครับ ขนาดที่คำนวณได้เท่ากับแผ่นดินที่โลกเรามีรวมกันเลยทีเดียวครับ” สตีฟเป็นมืออาชีพที่มีความสามารถทางอวกาศเขาเตรียมข้อมูลไว้พร้อมรายงานอยู่แล้ว
“คุณติดตามดูมันแล้วรายงานผมทุก ๆ ชั่วโมง เผื่อว่ามันมีตัวแปรอื่นที่เข้ามาขวางเส้นทางของมันซึ่งอาจจะทำให้มันเบี่ยงเส้นทางไปสักหนึ่งองศาได้…” ปีเตอร์ตกใจมากจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ รีบสั่งการอะไรหลาย ๆ อย่าง
“เดี่ยวก่อนครับปีเตอร์ เราคงยากที่จะหาปาฏิหาริย์ใดมาช่วยเราได้ เพราะมันหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง ที่น่าแปลกก็คือมันมีความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไม่คงที่แน่นอนครับ” สตีฟพูดขึ้นอย่างหมดหวัง
“คุณแน่ใจนะว่ามันไม่ใช่ยูเอฟโอบุกโลกนะ” ปีเตอร์สงสัยว่าอาจจะเป็นไปได้
“เราจับสัญญาณสิ่งมีชีวิตแล้วไม่พบอะไรนะครับ” สตีฟตรวจสอบมาแล้วในตอนแรกด้วยความสงสัยเช่นนั้นเหมือนกัน
“โครงการ ‘ดีฟ อิมแพ็ค 3’ ของเรามีความหมายหรือไม่” ปีเตอร์ขอความคิดเห็น
“เป็นไปได้ แต่ยากมากหากจะใช้มันเพื่อเจาะลงไปที่ใจกลางแล้วระเบิดมันก็คงวิเศษ แต่มันคงจะต้องบรรทุกระเบิดไปเป็นจำนวนมากเพื่อให้ได้แรงระเบิดหลายล้านเมกกะตันถึงจะทำให้มันแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ นอกจากนี้การพุ่งเข้าไปหามันมีโอกาสที่จะถูกการหมุนรอบตัวเองของอุกาบาตรกระแทกเข้าใส่ก่อนที่จะถึงตัวมันได้และที่สำคัญความเร็วที่ไม่คงที่อาจจะทำให้เราคลาดกับมันก็เป็นไปได้” สตีฟเสนอแนวความคิดที่ไม่มีทางเห็นความสำเร็จ
“แต่ถ้าเราใช้ ดีฟ อิมแพ็ค 2 พุ่งเข้าชนด้านข้างของมันก็น่าจะทำให้มันเปลี่ยนทิศทาง อย่างน้อยที่สุดหนึ่งองศาก็ทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้” ปีเตอร์คิดหนทางใหม่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
“คุณลืมเรื่องความเร็วในการเดินทางของมันไปแล้วหรือ ความเร็วของมันไม่คงที่” ครั้งแรกสตีฟคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้
“อาจเป็นไปได้!? หากเราจับจังหวะในการเคลื่อนที่ของมันที่เป็นห้วง ๆ เมื่อความเร็วที่ระดับหนึ่ง ณ เวลาจำนวนหนึ่ง อาจจะทำให้เราสามารถนำมาคำนวณหาช่วงจังหวะความเร็วของมันได้”
สตีฟคิดออกจนได้ นี่คงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกต้องขอบคุณปีเตอร์
“แล้วถ้าเราใช้ ‘ดีฟ อิมแพ็ค 3’ พุ่งเข้าหาโดยตรงเพื่อให้ชนกับมันพร้อมกับระเบิดนิวเคลียร์ ผมว่าน่าจะเป็นหนทางหนึ่งได้นะ” สตีฟคิดชนแบบซึ่งหน้า มันเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ไม่ต้องคำนวณอะไรซับซ้อนมาก
“ผมจะรีบนำข้อมูลทั้งหมดเข้ารายงานประธานาธิบดีสหรัฐทันทีเพื่อขอให้มีการประชุมถึงวิธีทำลายมันและหวังว่าคงมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับดาวของเรา” ปีเตอร์รีบเดินจ้ำออกไปจากห้องทันที
………………………………………………...............

ห้องประชุมสภาสูงของสหรัฐอเมริกา....
การประชุมกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด
“หากมันพุ่งเข้ามาชนโลกจะเกิดอะไรขึ้น” รอยด์ประธานาธิบดีสหรัฐอยากรู้คำตอบ
“โลกถูกรวมเป็นก้อนเดียวกันกับอุกาบาตรลูกนี้และอาจจะเกิดแผ่นดินใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในขณะที่บางแห่งอาจจะหายไป หรือไม่โลกก็อาจจะแตกออกเป็นเศษเป็นก้อน สุดท้ายอาจจะหลุดจากวงโคจรเดิมที่เคยเป็น” ปีเตอร์รายงานตามความคิดที่เป็นไปได้ทั้งหมด
”ที่สำคัญแรงระเบิดจะรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สองที่ฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นหลายเท่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ฝุ่นผงจะคละคลุ้งไปทั่วจนถึงชั้นบรรยากาศโลกเป็นเวลาหลายสัปดาห์ น้ำท่วมโลกไม่มีแผ่นดินให้อยู่ได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะในตอนนั้นคงไม่มีใครที่เหลือรอดอยู่บนโลกนี้แล้ว” ปีเตอร์พรรณนาถึงความหายนะที่ไม่อาจจะหลีกหนีได้พ้น
“.............................”
ทุนคนเงียบตั้งใจฟังปีเตอร์พูดอยู่คนเดียวในที่ประชุมและเครียดกับเรื่องนี้อย่างหนักจนเห็นได้ชัด
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเพียงข้อเดียวเท่านั้น
“นำโครงการ ‘ดีพอิมแพค สอง’ แล้วนำโครงการที่สามร่วมทดลองใช้งานทันที”
“เมื่อมันมาอยู่ในพิสัยของเราขอให้รายงานผมทันทีตลอด 24 ชั่วโมง” รอยด์ประธานาธิบดีสหรัฐถือให้เป็นคำสั่งเร่งด่วนสุดยอด
“จัดเตรียมบุคคลพิเศษที่มีความสามารถสูงทุกแขนง ดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดทุกประเภทเท่าที่หาได้”
“เสบียงอาหารพลังงาน และทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการอาศัยอยู่ใต้โลกในช่วงหนึ่งถึงสองปีหรือไม่อาจจะห้าปี” รอยด์กำลังสั่งให้คนจำนวนมากไปเป็นคนถ้ำใต้ดิน
“และขอให้มันเป็นความลับสุดยอดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลออกไปซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายไปทั่วโลก” รอยด์ตระหนักดีว่าหากเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความลับเมื่อใด ความเดือดร้อนในประเทศจะเกิดขึ้น

นั่นก็หมายความว่าสหรัฐกำลังจะทำตัวเป็นฮีโร่โดยที่ไม่ปรึกษาอาณามิตรประเทศบนโลกที่มีเทคโนโลยี
ที่ทันสมัยก้าวหน้าเพื่อร่วมมือกันจัดการปัญหาก้อนใหญ่นี้และมันก็จริงอย่างคำโบราณว่าความลับไม่มีในโลก....
ช่วงเวลาที่ไล่กันไม่กี่ชั่วโมง อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ก็ได้เห็นภาพอุกาบาตรนี้ด้วยเช่นกัน
ฉะนั้นที่ว่าความลับสุดยอดก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว....
ทั้งหมดจึงได้ถูกเปิดเผยในระดับผู้นำประเทศที่มั่งคั่งด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีชั้นสูง ปัญหาของความขัดแย้งในเหตุผลที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะทุกคนมุ่งหน้าไปเป้าหมายเดียวกัน เพื่อโลกเพื่อคนที่เขารัก เพื่อญาติพี่น้องของเขา เพื่อครอบครัว และมนุษยชาติ ถึงแม้มันจะมาจากความกลัวตายของมนุษย์ธรรมดาที่ยังคงเห็นแก่ตัวก็ตาม เชื่อว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเรื่องเหล่านี้คงได้อยู่ในสายตาของสื่อทั่วโลก ยุคโลกไร้พรมแดนไม่อาจปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้อีกแล้ว…เมื่อทุกคนล่วงรู้ความลับนี้มันก็จะเป็นความโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดไปทั่วโลก
……………………………………...............……..

ศูนย์วิจัยทางอวกาศ ฐานการบินอวกาศนาซ่า...
“ท่านครับ ตอนนี้เราพร้อมจะยิง ดีพอิมแพค ทั้งสองขึ้นสู่เป้าหมายแล้วครับ” ปีเตอร์รายงานประธานาธิบดีทราบ
“พร้อมปฏิบัติการในเวลาอีกเท่าไร” รอยด์สอบถามด้วยความสนใจ
“ในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้านี้แล้วครับ” ปีเตอร์รายงาน
“…...........” ทุกอย่างเงียบสงบ
“สิบ เก้า แปด เจ็ด........สอง หนึ่ง ยิงได้” สตีฟสั่งทีมงานให้ทำการปล่อยยานทั้งสองออกไปทำลายเป้าหมายทันที
“อีกประมาณในเวลาสองชั่วโมงยานทั้งสองลำจะถึงอุกาบาตรและพร้อมจะระเบิดมันทันที” สตีฟรายงาน
“โอเค ติดตามดูสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ แล้วสวดมนตร์วิงวอนพระเจ้า” ปีเตอร์พูดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่
………………
……………
…………

สองชั่วโมงผ่านไปถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยอย่างตื่นเต้นลุ้นระทึกมาถึงแล้ว
“ท่านครับยาน ‘ดีพ อิมแพค สอง’ กำลังพุ่งเข้าไปชนด้านข้างแล้วครับ” สตีฟแจ้งให้ทราบ
“สาม สอง หนึ่ง ” สตีฟเริ่มนับ แต่ยังไม่ทันได้นับถึงศูนย์
“มันถูกแรงเหวี่ยงของอุกาบาตรตีเข้าจนระเบิดโดยที่ไม่ถึงตัวของมันครับ เราสะกิดได้แค่บางส่วนของมันที่หมุนเข้ามากระแทกกับยานของเราครับ” สตีฟรายงานให้ปีเตอร์ทราบ
ดีพ อิมแพค สอง ระเบิดขึ้นด้วยพลังมหาศาลของนิวเคลียร์ที่ยานดีพ อิมแพค สอง บรรทุกขึ้นไปด้วยจำนวนหลายตัน แต่นั่นไม่ได้ระคายเคืองกำลังของมันเลย แผนสองจึงเริ่มขึ้น
“ดีพ อิมแพค สาม เป็นความหวังสุดท้ายของเรา หากดีพ อิมแพค สาม พลาดเป้าไปจากอุกาบาตรลูกนี้
ก็หมายความว่า ดีพ อิมแพค สอง สามารถขยับเจ้าอุกาบาตรลูกนี้ได้พ้นอย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งองศาตั้งแต่แรงระเบิดครั้งแรกแล้ว นอกเสียเราคำนวณผิดพลาดลูกหินของพระเจ้าก็คงพุ่งใส่โลกอย่างแม่นยำ”
ปีเตอร์รายงานให้ประธานาธิบดีทราบแผนการที่ได้วางเอาไว้

“ดีพ อิมแพค สอง กำลังพุ่งเข้าหาเป้าหมายครับ คาดว่าน่าเข้าสู่เป้าหมายในไม่ช้านี้” สตีฟรายงานปีเตอร์ทราบ
“สาม สอง หนึ่ง ศูนย์” สตีฟเริ่มนับถอยหลังอีกครั้ง
ดีพ อิมแพค สอง เข้าปะทะกับลูกอุกกาบาตรตรง ๆ อย่างแรง เพื่อเป็นแรงต้านหยุดยั้งมันไว้
แรงระเบิดอันยิ่งใหญ่พอ ๆ กับลูกแรกของ ดีพ อิมแพค สาม เปรียบเสมือนความรุนแรงที่ทำให้อุกาบาตรร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดจากแรงระเบิดฝุ่นผงจากแรงระเบิดยังไม่ทันจาง ก็พอทำให้จับภาพมาให้เห็นได้อีกครั้งแม้จะยังไม่ชัดเจนเท่าไร ลูกอุกาบาตรยักษ์พุ่งผ่านฝุ่นผงของตนเองออกมาโชว์ตัวให้เห็นพร้อมกับเศษซากที่แตกออกมาเป็นเสี่ยง ๆ มันเหมือนอุกาบาตรหัวแตกเป็นแผลเท่านั้นแต่ไม่อาจจะหยุดความโกรธแค้นหรือลดความดุดันของมันลงได้
“จบกัน คราวนี้เราได้ถึงตอนอวสานแล้ว” ปีเตอร์พูดขึ้น
ทุกคนยืนแน่นิ่งอยู่ในอาการเซื่องซึมเป็นต้นไม้เฉา ๆ บางคนถึงกับร้องไห้กับการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมาถึงโลกในไม่ช้า
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่พูดอะไรแล้วเดินออกมาพร้อมคณะผู้ติดตามระดับสูง
“ขอให้เริ่มแผนการอพยพคนได้ทันที” รอยด์สั่งการให้เริ่มใช้แผนคนถ้ำ ขณะที่กำลังจ้ำเดินกลับ
“ครับท่าน” นายพลวินเซนต์นาวิกโยธินระดับสูงของกองทัพสหรัฐรับคำสั่งแผนต่อไป

ทุกคนที่กำลังยืนแน่นิ่ง ตอนนี้บางคนค่อย ๆ ทรุดตัวลงอย่างเข่าอ่อน รวมทั้งสตีฟด้วยเช่นกันที่กำลังนั่งซึมเศร้าอยู่บนเก้าอี้ทำงานของตนอย่างสิ้นหวังไม่เว้นแม้แต่ปีเตอร์ด้วยเช่นกัน...
“เอาละมันได้เวลาเลิกงานแล้ว ทุกคนผมกำลังหมายถึงเลิกอย่างถาวร ฉะนั้นขอให้ทุกคนกลับไปอยู่กับครอบครัวของคุณ ใช้เวลาให้มีค่ามากกว่ามานั่งเศร้าอยู่ตรงนี้ สำหรับใครที่ยังต้องการอยู่ต่อเพื่อรอดูวันสุดท้ายของโลก ผมก็ยินดีอนุญาตให้คุณใช้ศูนย์อวกาศนาซ่าแห่งนี้ได้” ปีเตอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

นกเหล็ก

อารยะกำลังเดินทางกลับบ้านที่เชียงใหม่ เพื่อล่ำลาพ่อแม่ไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่
สถานการณ์ไม่เป็นใจเลย….มันเหมือนเขาถูกเลือกมาให้อยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ท้าทายความชั่วของกลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่เว้นแม้แต่อยู่บนท้องฟ้าอย่างนี้
อารยะรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้วกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบนนกเหล็กลำใหญ่ เขาจึงต้องคิดหาจังหวะที่ดีในการปฏิบัติงานครั้งนี้ให้ปลอดภัยที่สุดเนื่องจากผู้โดยสารทุกคนไม่สามารถบินได้นอกจากพวกมัน
อารยะได้ที่นั่งอยู่ส่วนท้ายของเครื่องบิน ส่วนพวกของมันนั่งกระจายอยู่สามที่นั่งด้านหน้ากับตรงกลางลำอีกสองคน
เครื่องบินเดินทางเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงเชียงใหม่แล้วถ้าหากพวกมันทำตัวเป็นเด็กดี จุดประสงค์ของมันคงไม่ใช่แค่นั่งเครื่องบินชมวิวแต่มันต้องการไฮแจ๊คหรือเป็นสลัดอากาศปล้นเครื่องเพื่อบังคับให้ลงที่สนามกีฬาในงานเอเชี่ยน ลิมปิกเกม ที่มีผู้เข้าชมงานนับหมื่นคน ปัญหาก็คือมันไม่ได้ลงแบบปกติเท่านั้นแต่พวกมันต้องการให้เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลกด้วยการพุ่งลงกลางสนามแข่งขันของงานเอเชี่ยน ลิมปิกเกม
ไม่ยากเลยก็แค่จัดการกับคนขับเครื่องบินสองคน แล้วเจ้าคนที่นั่งหน้าสุดนั่นก็จะขับเครื่องแทน โดยบังคับเครื่องบินให้เป็นลูกศรพุ่งเข้าหาเป้ากลม ๆ บนพื้นกลางสนามกีฬา ก่อนที่มันจะกระโดดลงออกจากเครื่องด้วยร่มชูชีพที่มันเตรียมพร้อมไว้สำหรับการนี้แล้ว
มันเป็นแอบอมบ์ที่สามารถทำลายชีวิตของคนเป็นร้อยบนเครื่องและเป็นหมื่นในสนามกีฬา

ผู้ก่อการร้ายคนแรกลุกขึ้นพรวดเข้าไปที่ประตูห้องบังคับการบินแต่ก็ต้องพบกับแอโฮสเตรทเสียก่อน
“ขอโทษคะ ส่วนนี้ห้ามเข้านะคะ” แอโฮสเตรทสาวสวยพูดด้วยความสุภาพบนใบหน้ายิ้มแย้ม
แต่ใครจะสนละ มันจับผู้หญิงเข้ามาอยู่ในวงแขนที่มีซ่อมปลายแหลมคมเหมือนมีดวางจ่ออยู่บนใบหน้าใกล้กับดวงตา มันคือจุดอ่อนของผู้หญิงสวย ๆ
“เรียกคนข้างในให้เปิดประตูเดี่ยวนี้ เอาแบบเนียน ๆ ใจเย็นนะให้เลือกระหว่างใบหน้าที่หมอไม่รับเย็บต้องเสียโฉมไปตลอดชีวิตกับทำตามที่สั่ง” อุลผู้ก่อการร้ายคนแรกพูดกระซิบข้าง ๆ หูของแอโฮสเตรทสาวอย่างแผ่วเบาแต่น่ากลัวว่ามันจะเอาจริงแน่
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เสริฟกาแฟให้นะคะ” สาวแอโฮสเตรทพูดด้วยน้ำเสียงเกือบปกติ เธอทำได้เป็นอย่างดี จนกัปตันการบินข้างในเชื่อ รอเพียงไม่นานผู้ช่วยขับเครื่องก็เดินมาเปิดประตูให้ หลังจากที่สาวแอโฮสเตรทพูดจบแล้วเธอก็หมดหน้าที่มันทุบต้นคอของเธอจนสลบลงไปกองที่พื้น ผู้ช่วยขับเปิดประตูให้ขณะที่ประตูกำลังแง้มออกจนเห็นช่องเหมาะ ๆ ทำให้เป็นโอกาสที่กำปั้นจะโผล่ออกไปตันหน้าเข้าให้อย่างไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย เขาตามเข้าไปเตะซ้ำที่ใบหน้าของผู้ช่วยคนขับที่ล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้นตั้งแต่กำปั้นแรกแล้ว
เมื่อมันเข้าไปในส่วนของห้องบังคับการบินได้แล้วก็ต้องปลดระวางกัปตันจึงจะสมบูรณ์แบบของสลัดอากาศ “ได้เวลาพักแล้วและนั่นจะเป็นการขับเครื่องครั้งสุดท้ายแล้วในวันนี้ ต่อไปเป็นหน้าที่ของข้าเอง”
ปืนแก๊ปลำกล้องเดี่ยวขนาด .22 มิลลิเมตร หรือประมาณด้ามปากกาเท่านั้น ดูเหมือนมันจะผลิตขึ้นภายในห้องโดยสารของเครื่องบินลำนี้ได้อย่างง่ายดายแต่มีพลังพอที่จะหยุดเป้าหมายได้หากถูกจุดสำคัญบนร่างกายและมันกำลังถูกจ่อไปที่ศีรษะของกัปตันเครื่องบินลำนี้
“ตั้งเครื่องให้บินอัตโนมัติเดี่ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแกไม่ได้กลับไปเจอคนที่บ้านแน่” อุลสั่งด้วยเสียงดังเกรี้ยวกราดกัปตันทำคอแข็งเกร็งตั้งด้วยความกลัวว่าปืนมันจะลั่นเสียก่อนที่เขาจะได้ตั้งเครื่องให้บินอัตโนมัติ
“ทีนี้มึงลุกขึ้นมาได้แล้ว” อุลสั่งตะคอกอย่างแรง
“กะแก..จะทำอะไร” กับตันเครื่องถามด้วยเสียงตะกุกตะกักแต่ก็ลุกขึ้นมาด้วยดีเพราะปืนจ่อที่หัวอยู่
อุลยังไม่ได้ตอบอะไรทุบไปที่ต้นคอของกัปตันจนล้มลงหัวฟาดเข้ากับเก้าอี้นั่งจนสลบไป
“ก็ทุบหัวแกไงละไอ้โง่” อุลด่ากัปตันในขณะที่เขาสลบไปแล้ว
อุลนั่งลงบนที่นั่งของคนขับเปลี่ยนการบังคับมาเข้าสู่โหมดขับเครื่องปกติอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนทิศทางการบินใหม่จากมุ่งหน้าไปสนามบินเชียงใหม่ มาเป็นที่สนามกีฬากลางเมืองเชียงใหม่แทน

เดือดร้อนถึงอารยะที่จะต้องเจอกับปัญหาใหญ่หลวงกลางอากาศ เขาตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หัวเครื่องบิน จังหวะเดียวกับที่แอโฮสเตรทสาวฟื้นขึ้นมาจนเธอตั้งสติได้แล้วก็พยุงตัวเองโซซัดโซเซเพื่อมาหาเพื่อนแอโฮสเตรทอีกคนหนึ่งขณะที่เธอกำลังเสริฟเครื่องดื่มและอาหารว่างอยู่ ผู้ก่อการร้ายอีกสองคนจำเป็นต้องลุกขึ้นแสดงตัวด้วยเช่นกันก่อนที่ความวุ่นวายจะเกิดก่อนที่จะควบคุมได้
“เครื่องบินลำนี้ได้ถูกพวกเรายึดไว้แล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบอย่าขัดขืนหรือ แม้แต่จะลุกขึ้นจากที่นั่ง” โจขู่ด้วยน้ำเสียงดุดันให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
ผู้ก่อการร้ายทั้งสองถืออะไรบางอย่างในมือมันเหมือนกับของเล่นมาก มันคือหุ่นยนต์หน้าตารูปทรงดูเป็นเหลี่ยม ๆ ที่พวกมันสองคนเอาขึ้นมาพับไปพับมาอย่างรวดเร็วเหมือนของเล่นที่มันเล่นบ่อย ๆ จนชำนาญแล้ว เพียงชั่วเวลาไม่กี่วินาที ที่เห็นว่าเป็นหุ่นยนต์ก็แปลงร่างให้เห็นเป็นรูปทรงของปืนและมันก็กลายเป็นปืนจริง ๆ เสียด้วย
ทุกคนบนเครื่องบินอยู่ในอาการตื่นตระหนก แต่ก็ลุกไปไหนไม่ได้แม้แต่ขยับตัวก็ยังไม่ค่อยจะมีใครกล้าเลย
อารยะยกมือขึ้นสูงจนเห็นได้ชัดแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
“อะเอ่อ..ขอผมไปห้องน้ำสักครู่หนึ่งนะครับ” อารยะกำลังท้าทายอยู่กับอันตราย
โจหัวเสียที่มีคนมาขัดจังหวะขึ้นเหมือนไม่ได้เกรงกลัว จึงคิดเดินเข้าไปสั่งสอนให้อารยะฉี่ราดตรงนั้นเลยเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ผู้โดยสารบนเครื่องจะได้เห็นเป็นตัวอย่าง
อารยะยกมือขึ้นพนมเหมือนว่าจะไหว้โจ อันที่จริงเขากำลังสร้างจิตที่พิเศษบางอย่างออกมาจัดการกับโจต่างหาก
โจเข้าใจผิดคิดว่าอารยะคงกลัวเลยยกมือไหว้เพื่อที่จะให้อภัยเขา โจไม่ได้สนใจเดินเข้ามาใกล้อารยะมากขึ้น
ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรอารยะเลย เขาก็ต้องหลับตาจนมิดแล้วร้องเจ็บปวดอย่างทรมานน้ำตาเล็ดออกจากสองเบ้าตา
“กฎข้อสำคัญข้อหนึ่งบอกว่าอย่าเข้าใกล้ศัตรูในระยะประชิดจนเกินไป
จากหนังสือพิชัยสงครามฉบับอารยะจิ้มตาดำ” อารยะไม่ได้ใช้อะไรพิเศษเลยเพียงแค่เอานิ้วจิ้มตาของมันอย่าแรงเท่านั้นเพราะว่ามันเข้ามาใกล้เร็วเกินไปจนไม่สามารถเรียกพลังแห่งจิตได้ทันใช้งาน แต่ก็ไม่เป็นไรเพียงแค่สองนิ้วก็ทิ่มตาคู่ต่อสู้ได้แล้ว
“เฮ้ย! เจมันแทงตากู” โจแหกปากร้องเสียงดังลั่นด้วยอาการเจ็บปวดเดินโซเซชนไปทั่วตลอดทางเดินจนล้มลงที่ตักผู้โดยสารผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ผลักเขาจนล้มลงบนทางเดิน
เจรีบเดินจ้ำเข้ามาดูที่ท้ายเครื่อง ในขณะที่อารยะรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำต่อหน้าต่อตาเจที่กำลังมองมา
เจไปดูอาการเพื่อนของเขาก่อนที่จะลุกขึ้นเดินข้ามร่างเพื่อนของเขาไปเมื่อเห็นว่ามันไม่ถึงกับทำให้ต้องตาย
เขาจึงลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องน้ำที่อารยะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ มันเป็นแค่ห้องน้ำแคบ ๆ เท่านั้นเอง
“มึงออกมาเดี่ยวนี้ก่อนที่กูจะยิงนัดแรกแจกให้มึง” เจทุบประตูอย่างแรงแล้วตะโกนไปที่ประตู
“โครก..ก..ก..” เสียงชักโครกดังขึ้นมาจากในห้องน้ำ แต่อารยะก็ยังไม่เปิดประตูออกมาอีก
เจเริ่มออกอาการโมโหอย่างมาก ในขณะที่ผู้โดยสารหันมองมาที่ห้องน้ำกันทุกคน เขากำลังทำท่าถีบประตูได้แค่ง้างเท้าขึ้นมาเท่านั้นก็มีมือเข้ามาคว้ามับที่หัวของเขา
เพียงเท่านั้นเขาก็ได้ชมภาพยนตร์ชีวิตที่น่าเศร้าน่าเจ็บปวดของตัวของเจเองตั้งแต่ชาติที่ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานมาจนภพชาติที่เป็นคนแล้วได้ทำกรรมชั่วไปมากมายอะไรบ้างจนจบ...แต่ยังไม่บริบูรณ์เมื่ออารยะแปลงภาพในจิตของเจเสียใหม่
คราวนี้เป็นเหตุการณ์ในอนาคตเมื่อเครื่องบินระเบิดขึ้นกลางสนามกีฬาเชียงใหม่ เปลวเพลิงลุกไหม้แรงระเบิดฉีกร่างของคนที่อยู่โดยรอบ เศษชิ้นส่วนเครื่องบินฉีกเป็นชิ้น ๆ ร่อนไปทั่ว มีคนตายมากมาย ที่สำคัญอารยะสร้างภาพในมโนจิตสำนึกของเจให้เห็นคนที่เจ็บปวดทรมานร้องโอดโอยบาดเจ็บล้มตายเหล่านั้นเป็นคนที่เจรัก เป็นคนที่เจรู้จัก เป็นเพื่อน เป็นพ่อแม่ เป็นลูก เป็นภรรยา เป็นญาติพี่น้องของเขาเอง และนั่นถึงจะจบริบูรณ์
เจเริ่มสำนึกน้ำตาคลอร้องไห้เสียใจนึกว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วเขานั่งลงคุกเข่าลงทำให้ศีรษะของเจหลุดออกจากมือของอารยะที่ยังกางค้างไว้ในอากาศ ผู้โดยสารงงกันเป็นแถวเหมือนอารยะกำลังเล่นมายากลอะไรให้ผู้โดยสารได้ชมก็ไม่รู้

อารยะรีบวิ่งมาตามทางเดินกระโดดข้ามร่างของโจที่ยังนอนอยู่กับพื้น
โจยังลืมตาไม่ขึ้นเลย
อารยะเข้าไปในห้องควบคุมการบินทันทีโดยที่ไม่ได้เคาะประตู เขาวิ่งเข้าหาประตูเหมือนจะชนแล้วร่างของเขาก็หายไปเหมือนกลุ่มควันมาโผล่ร่างอีกครั้งก็ในห้องบังคับการบินแล้ว
อุลไม่ทันได้ระวังตัวหันมาก็เห็นกำปั้นเข้ามาเต็ม ๆ ที่ดั้งจมูกจนหัก อุลถึงกับก้มหน้าก้มตาเอามือมากุมจมูกไว้พร้อมเลือดที่เปื้อนอาบเต็มมือของเขา อารยะประเคนเท้าเสยขึ้นไปทำเอาหน้าอุลหงายขึ้นหยดเลือดกระเด็นสาดไปติดกระจกหน้าเครื่องบิน อารยะตรงรี่เข้าไปบีบคอของเขาอย่างแรงหมายจะให้สิ้นลม ลิ้นเริ่มจุกคอ เส้นโลหิตในลูกตาเริ่มแดงกล่ำ หน้าแดงเลือดคลั่งอยู่บนหัว มือของอุลป่ายไปป่ายมาทั้งผลักทั้งดันแขนของอารยะให้หลุดออกไปจากคอของเขา อุลเริ่มตาลายจนเกิดเป็นภาพบุคคลต่าง ๆ ที่เขารู้จัก เป็นทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และ เพื่อนพ้องให้เขาเห็น จนในที่สุดอุลก็ไม่สามารถทนอยู่ได้ในสภาพที่ขาดอากาศ เขาสิ้นใจอย่างทรมาน.....

ใช่!~ อารยะไม่สามารถฆ่าใครให้ตายลงไปได้ การทำบาปเช่นนี้จะทำให้เขาเสื่อมลงไปเป็นมารได้อีกครั้ง อุลได้เห็นการสร้างภาพลวงขึ้นในมโนจิตโดยฝีมือการกำกับเรื่องของอารยะ
อารยะต้องการสั่งสอนให้อุลได้รู้ซึ้งถึงกรรมชั่วที่เคยได้สร้างไว้กับคนอื่น ๆ หลายคนที่ต้องตายไปเพราะเขา อารยะยังคงเอามือจับอยู่ที่ศีรษะของอุลจนแน่นในขณะที่ยังฉายภาพยนตร์เรื่องต่อไปให้อุลได้ชมในหัวของ
อุลเอง
มันเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่เจได้ชมไปเมื่อครู่เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงบางคน.....ให้เป็นคนที่อุลรู้จักได้แสดงแทน
เครื่องบินตกลงที่กลางลานสนามกีฬากลางเมืองเชียงใหม่ ต่างกันที่คราวนี้มันเป็นภาพของครอบครัวอันเป็นที่รักของอุล พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท ถูกแรงระเบิดจากเครื่องบินฉีกร่างจนเละ เพราะน้ำมือของ
อุลเอง สภาพเช่นนี้สะท้อนความเป็นตัวตนของมนุษย์ทุกผู้ที่มีความรู้สึกเห็นแก่ตนเองได้ดี มันเป็นการเปลี่ยนมุมภาพจากที่มองเขา แล้วให้กลับมองย้อนตัวเรา เพื่อสร้างความรู้สึกสำนึกผิดบาปให้เกิดขึ้น
....…………………………………….........…………

อารยะเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างปลอดภัย ในขณะที่รถตำรวจกำลังจอดรออยู่ที่สนามบินเชียงใหม่เพื่อรับตัวผู้ก่อการร้ายทั้งสามคนไปทำการสอบสวนต่อไป ส่วนอารยะหายไปในความวุ่นวายของกระแสผู้คนที่กำลังตื่นเต้นอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น นักข่าวเต็มสนามบิน ตำรวจเต็มไปหมด แต่อารยะก็ยังเป็นบุคคลลึกลับต่อไป....

.............................................................................
กลับบ้านวันรัก

แล้วอารยะก็เดินทางจนมาถึงบ้านวันรักอันอบอุ่น อารยะเห็นพ่อแม่กำลังนั่งเล่นกันอยู่นอกชานบ้าน
พ่ออ่านหนังสือพิมพ์ แม่ก็อ่านนิตยสารรายปักษ์ตามภาษาคนแก่ที่ทำทุกอย่างร่วมกันเสมอด้วยความรัก
ลูกชายเห็นภาพน่ารักเสมอ ๆ จากการดูแลซึ่งกันและกันของชายชราและหญิงชราที่เขารักที่สุด
อารยะหยุดยืนมองอยู่ที่หน้าบ้าน ก่อนที่จะเดินเข้าไปให้พ่อและแม่ได้ดีใจ อารยะนั่งลงที่พื้นบ้านกราบไปที่ตักของพ่อและแม่อย่างงดงามประทับใจ
การสนทนาภายในครอบครัวจึงเริ่มขึ้นอย่างสนุกสนาน ในขณะที่แม่รีบเข้าครัวไปหุงหาอาหารมาให้ลูกทานด้วยความเป็นห่วงแบบนี้ทุกครั้งที่อารยะกลับมาหา
อารยะนั่งทานข้าวอย่างอร่อยที่สุดกับรสชาติที่ติดปากไม่ได้ทานมานาน
พ่อแม่จึงได้ถามถึงเรื่องที่หนังสือพิมพ์ลงรูปที่ดูไม่ชัดเลยว่าเป็นใครแต่ชื่อที่ลงไว้ที่ทำให้พ่อแม่รู้ว่าเป็นลูกชายของตน นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้มาจากผู้พันพรชัยอย่างแน่นอน เขาคือคนกลุ่มเดียวที่รู้เรื่องของอารยะดีที่สุดในทางลับ
“ลูกไปทำอะไรมา ทำไมตำรวจเขาถึงตามตัวให้ไปช่วยราชการด้วย” พ่อถามอารยะด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
อารยะไม่โกหกที่จะเล่าทุกอย่างให้พ่อและแม่ฟังทั้งหมดเพื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง
“ผมจะมาบอกลาพ่อกับแม่ครับเพราะว่าโลกกำลังตกอยู่ในอันตราย ผมต้องช่วยเหลือทุกคนบนโลกนี้ และนั่นก็หมายถึงคนที่ผมรักด้วย” อารยะนั่งเงียบน้ำตาซึม
พ่อและแม่ก็ยังคงมองลูกเป็นลูกตัวเล็ก ๆ เสมอ อารยะอบอุ่นใจที่ได้อยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของพ่อแม่อีกครั้ง
“โถลูกแม่ ไม่เป็นไรหรอกนะพ่อกับแม่นะเข้าใจในสิ่งที่ลูกทำ เรารู้ว่าลูกเป็นคนดีแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยลูกก็ไม่รังแก” แม่ปลอบลูกด้วยความสงสารและเป็นห่วงกับภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง
“เมื่อมันเป็นทางที่ลูกเลือก ก็ขอให้ลูกทำได้สำเร็จ จงอยู่ในสติและปัญญานะลูก” พ่อให้พรอารยะเพื่อเตือนสติ
“ลาก่อนครับพ่อ” “ลาก่อนครับแม่” อารยะก้มลงกราบเท้าของพ่อ ตามด้วยกราบเท้าแม่ ก่อนที่จะจากมา
............................................................................

อารยะออกเดินทางไปที่วัดเก่าแก่นอกเมืองเชียงใหม่ทันทีเพื่อขอคำแนะนำจากหลวงตาอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่โลกจะต้องดับสูญอยู่ในห้วงจักรวาลเป็นเพียงฝุ่นก้อน
ในขณะที่หลวงตาอยู่ในป่ากำลังธุดงค์กลับด้วยล่วงรู้ความจากกระแสแห่งจิต อารยะก็ล่วงรู้ด้วยเช่นนั้น
หลวงตาจึงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ก้าวเดินย่อแผ่นดิน ด้วยการเดินแบบก้าวย่ำเท้าลงที่พื้นทุกครั้งก็ย่นระยะทางไปเป็นครึ่งกิโล ไม่ได้หายตัวแต่เป็นการปรากฏตัวขึ้นเหมือนเช่นว่าฉากจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกก้าวที่ย่างเหยียบอย่างนั้น
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลวงตาก็คงจะไม่ทำให้อารยะรอนานเกินไป ดังนั้นวัดแห่งนี้จะเป็นจุดนัดพบของคนทั้งคู่เพื่อบำเพ็ญเพียรเพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งปวงที่เป็นเพื่อนร่วมอยู่ในกฎธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
…………………………………………………….

ความโกลาหลกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
ผู้พันพรชัยทราบข่าวจากสื่อแล้วว่าอารยะอยู่ที่เชียงใหม่และได้กู้สถานการณ์สลัดอากาศเอาไว้
มันเป็นข่าวเล็ก ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้นไม่มีความสำคัญพอที่เป็นข่าวร้อนได้เท่าข่าวของลูกอุกาบาตรตก
ซึ่งลงขึ้นพาดหัวใหญ่ ๆ บนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอยู่ในเวลานี้ แม้แต่ในโทรทัศน์หรือวิทยุก็ยังพูดถึง
ตอนนี้ผู้พันพรชัยไม่ได้สนใจตามตัวอารยะอีกเพราะมันพ้นอำนาจหน้าที่ของเขาไปแล้ว ผู้พันพรชัยได้เลื่อนขั้นอีกสองลำดับชั้นและได้ถูกมอบหมายงานใหม่ให้ดูแลความสงบที่มาจากความวุ่นวายของประชาชนเมื่อทราบข่าวเรื่องอุกาบาตรขนาดใหญ่กำลังจะพุ่งชนโลก มันเป็นงานที่หนักมากกว่าเล่นซ่อนหากับอารยะหรือตามล่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก วันหนึ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยเดินบนท้องถนนไม่กี่ก้าวก็มีเรื่องให้ต้องจับโจรขึ้นโรงพักแล้ว
ซุปเปอร์มาเก็ตเป็นจุดตรวจสำคัญที่ตำรวจวิ่งเข้าออกอยู่เสมอ ที่น่าแปลกคือธนาคารไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัวเลย เศษกระดาษไม่มีค่าอีกแล้ว ผู้คนเริ่มกักตุนอาหารและน้ำมัน ก็ยังมีให้เห็นอยู่กับการฉลองไม่รู้จบตามผับบาร์ กินกันอย่างดุเดือดเมากันถึงที่สุด แบบไม่คิดเงิน

....แต่ประโยชน์อะไรเล่าในเมื่ออีกไม่นานอุกาบาตรก็ถึงโลกแล้ว..
สิ่งที่ทุกคนทำไว้บนโลกนี้จะสำคัญแค่ไหนกันเล่า
เมื่อทุกอย่างถือว่ามันเป็นโมฆะ.......

...............................................................................
พันหมื่นแสง

บ๊วยตามมาหาที่บ้านของอารยะหลังจากได้ไปที่บ้านของตนเองมาแล้วซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
“สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่” บ๊วยยกมือไหว้ด้วยความเคารพเหมือนพ่อแม่ของตนเอง
“อ้าว สวัสดี สวัสดี” “สวัสดีจ๊ะ” พ่อและแม่ของอารยะรับไหว้ด้วยความยินดี
“ไม่ได้มาพร้อมกับอารยะหรอกหรือลูก” แม่ของอารยะสอบถาม
“ผมตามมาทีหลังครับแม่ แล้วนี่อารยะนอนอยู่ข้างบนหรือครับ” บ๊วยเห็นเงียบ ๆ
“อารยะเขาไปที่วัดนอกเมืองแหนะบ๊วย” พ่อของอารยะตอบ
แล้วทั้งหมดก็ได้นั่งสนทนากันอยู่นอกชานบ้าน
พ่อแม่ของอารยะก็เล่าความถึงสิ่งที่อารยะได้เล่ามาให้ฟังทั้งหมด ส่วนบ๊วยได้ก็เช่นกัน เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะล่ำลาจากพ่อแม่ของอารยะออกมาเพื่อตามอารยะไปที่วัดนอกเมืองแห่งนั้น
.............................................................................

“ผมขอแสดงความเสียใจสำหรับทุกท่านที่ยังอยู่ในร่างของผม ผมไม่อาจจะไปเยี่ยมบ้านของพวกท่านได้ครบตามสัญญา แต่ผมคงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หากคุณยังรักครอบครัวของพวกคุณ รักพ่อแม่พี่น้อง และยังคิดถึงเพื่อนสนิทของพวกคุณ หรือใครก็ตามที่คุณไม่อยากให้เขาต้องตาย พวกคุณพร้อมหรือไม่ที่จะเสียสละ หากคุณจะร่วมปกป้องโลกของเราไว้เพื่อพวกเขาทุกคน” อารยะขอแรงจากวิญญาณทุกดวง
“ได้สิ ผมเอาด้วยคน” สาธิต
”ผมด้วยอีกคน” อดิศร
”ชั้นก็ด้วย” พจนีย์
“ด้วยก็ด้วย” ภาวิณี
“พวกเราทุกคนเลย” บุญเพิ่ม
“ใช่ พวกเราทั้งหมดนี่แหละจะปกป้องโลกนี้เอง” วิชิต
“ด้วยคนคะ” อรทัย
“ผมพร้อมแล้ว” อดิศักดิ์
“อารยะ คุณลุยได้เลย พวกเราพร้อมแล้ว” มีนากล่าว
“ใช่พวกเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียว” อานนท์พูดได้หนักแน่น
“ทุก ๆ ท่านจะได้เป็นอิสระก่อนที่ร่างของผมจะแตกสลาย จากนั้นแรงแห่งกรรมที่ท่านมีจะนำพาท่านไปจุติในทันทีตามแต่กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ท่านได้ทำไว้ฉะนั้นขอให้มหากุศลในการทำความดีครั้งนี้ได้เป็นพลังเกื้อหนุนท่านให้ไปจุติในดินแดนอันผาสุก” อารยะกล่าว
บ๊วยเดินทางมาถึงวัดแห่งนี้แล้ว ....เขามองไปเห็นอารยะในร่างที่นุ่งชุดขาวห่มขาวและกำลังสนทนาอยู่กับหลวงตาบริเวณหน้าโบสถ์เก่า ๆ ของวัดและนั่นคนทั้งคู่ก็ล่วงรู้แล้วว่ามีแขกเข้ามาเยือนด้วยอารมณ์ที่เป็นห่วง
บ๊วยเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหาอย่างรีบร้อนจนเม็ดเหงื่อแตกไหลเป็นทางลงมาที่ใต้คาง เขารีบเดินเข้าไปในกลุ่มอย่างเงียบ ๆ ไหว้หลวงตาอย่างอ่อนน้อม แล้วยืนฟังการสนทนาของคนทั้งคู่อย่างสงบ

“การที่เจ้าจะทำเช่นนี้นั้น จะทำให้ร่างกายเจ้าต้องสลายแตกดับไปในทันที เจ้ารู้หรือไม่” หลวงตากล่าว
บ๊วยยืนฟังอยู่ข้างอารยะอย่างตั้งใจ ไม่ได้พูดแสดงวามคิดเห็นใดในความไม่รู้ที่ตนเองยังเขลาอยู่
“อันร่างกายนั้นเหมือนเสื้อผ้า ผมจะถอดมันออกในวันนี้ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่อีกทีในวันหน้าครับหลวงตา” อารยะกล่าวอย่างมั่นใจ
“เฮ้ย! ถึงตายเลยนะเพื่อน” บ๊วยแทรกออกมาด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด
“ไม่เป็นไรเพื่อน เราจากกันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น แล้วเจอกันชาติหน้านะเพื่อน ฝากดูแลพ่อแม่ข้าด้วย”
อารยะสละแล้วเพื่อให้ทุกชีวิตได้รอดพ้นภัยพิบัติครั้งนี้
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ” หลวงตากล่าวถามย้ำ
ทั้งหลวงตาและอารยะสบตามองกันก็ลึกเข้าไปถึงข้างในใจ........
......ทั้งคู่กำลังสื่อสารกันด้วยพลังแห่งจิต..........
ตอบกันด้วยใจก็รู้ว่าคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม

....หลวงตาจึงได้เปล่งวาจาอรรถอธิบายขึ้นอีกครั้งหนึ่งถึงวิธีสุดท้ายอันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยโลกและโปรดสรรพสัตว์ทั้งปวง
“วิธีนั้นย่อมมีหนทางอยู่ เจ้าจะต้องใช้ความสามารถพิเศษของเจ้าที่ได้มาในการรวมดวงจิตแห่งธรรมชาติที่คอยปกปักษ์รักษาโลกนี้ไว้จากทั่วสารทิศ ที่เรียกว่าดวงจิตพิทักษ์โลก” หลวงตากล่าวถึงความมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นความลับของโลก แต่มันมีอยู่มาช้านานแล้วตั้งแต่แรกเริ่มกำเนิดสิ่งมีชีวิต
“มันมีอานุภาพสุดที่จะคำนึงได้ถึง พลังฤทธานุภาพจะปรากฏแก่ในจิตของเจ้า สุดแท้แต่เจ้าจะใช้มันเมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้เองว่าต้องทำอะไร” หลวงตากล่าว
“สำหรับชาตินี้นั้นโยมหลานคงจบลงที่ตรงนี้ ครั้งหน้าเจ้าจะได้พบกับผู้ที่ครอบครองธาตุอีกทั้งสองคือ เทพแห่งธาตุน้ำ และ เทพแห่งธาตุไฟ บนดินแดนแห่งกลียุคแผ่นดินลุกเป็นไฟ ส่วนเมื่อเวลานั้นมาถึงจึงค่อยว่ากัน” หลวงตาล่วงรู้วาระแห่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
“หมายถึงการกำเนิดครั้งใหม่ของผมเช่นนั้นหรือครับหลวงตา” อารยะถามและนั่นก็ถูกต้องมันคือคำตอบในตัว
“แล้วผู้มีบุญที่ครอบครองธาตุแห่งดินละครับ ไม่เห็นหลวงตาพูดถึงเลย” อารยะสงสัย
“อาตมาใช้อำนาจจิตเคลื่อนย้ายเบาะรองขนาดใหญ่นั่นมารับเจ้าตอนที่เจ้าตกลงมาในครั้งนั้นเมื่อวันแรกที่เราได้เจอกันที่วัดล้างในจังหวัดนนทบุรี ส่วนแรงลมที่เกื้อหนุนเจ้าไม่ให้เจ้าตกลงมาอย่างแรงนั่นคืออำนาจแฝงแห่งจิตที่รวมกับแก้วเพชรเขี้ยววานรที่ช่วยเจ้าไว้”
หลวงตาอธิบายย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่อารยะไปถ่ายทำภาพยนตร์ในครั้งนั้นแล้วหลงเดินเข้ามาในวัด
“หลวงตาหมายความว่า” อารยะเริ่มรู้ความหมายแล้ว
“ใช่แล้วอาตมาก็คือคนที่เจ้าถามถึง บัดนี้อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว” หลวงตาคือผู้ครอบครองแก้วเพชรเขึ้ยววานรส่วนที่เป็นเทพแห่งดินนั่นเอง
หลวงตาเฉลยความจริงจนทำให้อารยะรู้สึกดีใจจนน้ำตาซึม
“เรายังมีบุญกรรมต่อกัน จะได้พบกันใหม่จากกรรมที่ยังไม่ตัด บัดนี้ถึงเวลาอันควรแล้วโยมหลาน”
หลวงตาพูดเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินถอยห่างออกมา
“ในวันที่ผู้คนมีมารปีศาจสิงใจ ผมจะกลับมาอีกครั้งเพื่อปราบมารในใจเหล่านั้น
ให้ผู้คนได้รู้จักเมตตารักษาธรรม” อารยะย้ำความตั้งใจอย่างแน่วแน่อีกครั้งให้หลวงตาทราบก่อนที่เขาจะนั่งลงไปกับพื้นที่เขายืนอยู่ตรงแห่งนั้น
ส่วนบ๊วยก็เดินตามหลวงตาออกมาทั้งที่ศีรษะยังหันหน้าไปหาเพื่อนอยู่อย่างนั้น หลวงตาและบ๊วยเดินมาหยุดยืนห่างออกมาจากที่อารยะไม่ไกล ทั่งคู่ต่างมองไปที่อารยะซึ่งกำลังนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิอยู่ เพียงชั่วครู่แค่ลมหายใจพ่นออกอารยะก็เริ่มเป็นเหมือนสายลมแล้ว
บ๊วยพยายามจดจำทุกเหตุการณ์ที่ปรากฏตรงหน้าเอาไว้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากกัน
หลวงตาเริ่มสวดมนตร์แผ่เมตตาและให้พรแก่สรรพสัตว์ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายบนพื้นพิภพนี้

เพียงสักพักเดียวเท่านั้นร่างอารยะก็เริ่มลอยอยู่เหนือพื้นดินต่ำ ๆ เพียงแค่คืบ
บรรยากาศทั่วโลกเริ่มแปรเปลี่ยน หมอกสีขาวจาง ๆ เริ่มก่อตัวปกคลุม ลูกไฟสีทองดวงเล็กดวงน้อยเริ่มเต้นรำเหมือนหิ่งห้อยบินไปบินมาอย่างเริงร่าออกมาจากแม่น้ำและลำธารน้ำใส ออกมาจากต้นไม้ในป่าใหญ่บ้าง มาจากทุ่งนาก็มี มาจากแผ่นดิน มาจากทั่วทุกแห่งหนทั่วสารทิศจากทั่วโลก พวกมันร่องลอยไปในอากาศเหนือบริเวณที่มันปรากฏ แล้วหยุดลงอย่างฉับพลัน จากนั้นก็เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงจนมองเห็นเป็นเส้นแสงพุ่งไปอย่างรวดเร็ว
มันมุ่งหน้าไปรวมกลุ่มประชุมกันอยู่เหนือขึ้นไปจากพื้นดินประมาณยอดไม้ของต้นนนทรีบริเวณที่อารยะนั่งอยู่เหมือนล่วงรู้ว่าได้รับเชิญ มันล่องลอยอยู่เหนือร่างอารยะอยู่เป็นจำนวนนับแสนดวงหรือไม่ก็นับล้าน
และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการเคลื่อนไหว
หิ่งห้อยดวงน้อยส่องแสงประกายสุกใสส่องสว่างยังคงพุ่งเข้ามาประชุมกันอยู่เหนือพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น
มากจนไม่อาจนับจำนวนได้
หลวงตาและบ๊วยเคลื่อนตัวถอยห่างออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ยังคงจ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ทุกขณะ บ๊วยมองขึ้นไปที่บนฟ้าไกล สังเกตเห็นท้องฟ้าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกำลังมีอะไรบางอย่างกำลังแหวกม่านฟ้าเข้ามา จนทำให้ท้องฟ้าบริเวณที่มันจะโผล่เข้ามาเป็นปุยฟุ้งและขุ่นมัว ท้องฟ้าแปรปรวนเคลื่อนไหว
อารยะปรับสายตามองใกล้เข้ามาเหนือยอดต้นนนทรี
ดวงดาวดวงเล็ก ๆ กำลังแสดงการเต้นรำให้ชมอยู่และนั่นเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายกับความสวยงามที่ต้องจดจำตลอดไป
อุกาบาตรขนาดใหญ่เท่ากับแผ่นดินทั้งหมดบนพื้นพิภพรวมกัน กำลังพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ เสียงคำรามดังกึกก้อง เหมือนประกาศการมาเยือน ก้อนหินไฟขนาดใหญ่ปานประหนึ่งดวงอาทิตย์ที่จะพุ่งเข้ามาชนโลก ในขณะนี้มันกำลังเผาไหม้ชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดเป็นแสงเรืองรองไปทั่ว พร้อมกับเสียงดังกัมปนาทสนั่นสั่นไหวไปทั่วพื้นปฐพี ความร้อนก็ให้แผ่รัศมีไปทั่วผืนพิภพนี้ ขนาดที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดินลุกลามเข้าไปสะเทือนอยู่ข้างในหัวใจของคนบนโลกได้ มันช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้....
การยั่วยุให้เป็นเชื้อประทุของแผ่นดินจากก้อนหินอุกาบาตร ทำให้โลกกำลังเหมือนถูกเขย่าอย่างแรงจวนเจียนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ สิ่งมีชีวิตบนโลกชนิดที่มีชิ้นส่วนก้อนเนื้อที่เรียกว่าสมอง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กใหญ่โง่เขลาหรือเรืองปัญญาต่างก็กำลังจ้องมองไปที่เดียวกันบนฟากฟ้านั่น ในขณะที่สัตว์ปีกได้บินหนีกันไปไกลลิบแล้ว
ไม่ใช่ที่นี่เท่านั้นที่กำลังจ้องดูมันอยู่ ยังมีคนที่อยู่อีกซีกหนึ่งของโลก ที่กำลังจ้องมองไปที่หน้าจอทีวีที่แพร่ภาพผ่านดาวเทียมที่พอจะยังหามีอยู่ได้ หากไม่ได้ถูกเจ้าลูกอุกกาบาตนั่นทำลายไปเสียก่อน ทุกคนจดจ้องไปที่โทรทัศน์อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้ากอดกันและสวดภาวนาให้แด่กันและกันด้วยน้ำตา มันเป็นวันที่ทำให้รู้จักคุณค่าของคำว่ารักเสียจริงหากเราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย
................................................................................

ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในแถบอเมริกาเหนือ
ลูกค้าที่อยู่ในร้านอาหารเหมือนว่าไม่ได้ตั้งใจมาทานอาหารเพราะได้แต่ถือช้อนค้างไว้ไม่ได้ตักอาหารสักคำ ไม่มีเสียงช้อนกระทบจานเลยสักนิด บางคนกำขวดเบียร์ไว้แน่นแต่ก็ไม่ได้กระดกขึ้นดื่มจนเบียร์ในมือชืดไปแล้ว เจ้าของร้านอาหารมองไปที่นาฬิกาแขวนเรือนสวยทำจากไม้โอ้คสุดคลาสสิค บอกเวลาทุกชั่วโมงด้วยนกน่ารักตัวเล็ก ๆ ออกมาขยับไปมาร้องเพลงให้ฟังมันติดอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ ขณะนั้นเป็นเวลากี่โมงไม่ใช่เรื่องสำคัญ...
เจ้าของร้านอาหารหยิบมันออกมาจากข้างฝาผนัง แล้วเดินมาทุ่มมันลงกับพื้นกลางร้านของตนเอง
ตุ๊กตานกตัวเล็ก ๆ กระเด็นหลุดออกมาบินเป็นอิสระเหมือนหลุดจากกรงขัง พร้อมกับสปริงและชิ้นฟันเฟืองตัวเล็กตัวน้อย
สะกดทุกคนในร้านให้ละจากโทรทัศน์แล้วหันมามองดูการกระทำนี้อย่างเข้าใจตรงกันว่าวันเวลาได้จบลงในอีกไม่ช้าแล้ว มันไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาอีกแล้ว ดังนั้นทุก ๆ คนจึงร่วมกันทำอะไรแผลง ๆ โดยไม่ต้องคิด ลูกค้าทุกคนในร้านยกข้อมือขึ้นมองดูที่นาฬิกาข้อมือของตนเองแล้วถอดมันออกมาเขวี้ยงมันลงไปที่พื้นอย่างแรงที่สุด คนละครั้ง คนละที เศษชิ้นส่วนของนาฬิกาที่ไม่สามารถบอกเวลาได้อยู่เต็มพื้นไปหมด

โทนี่คนไทยสายเลือดอเมริกัน เดินออกมานอกร้านเบียร์ มือข้างหนึ่งยังถือขวดเบียร์ติดออกมาด้วย
พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรทางไกลไปหาเพื่อนที่อยู่เมืองไทย
“เฮ้ ! บ๊อบ นี่โทนี่นะ สิ่งที่นายควรทำตอนนี้คือ ทุบเวลาทิ้ง” โทนี่ ชวนให้เพื่อนมาร่วมกันทำแผลง ๆ
“หา ยูว่าไงนะ..ทุบเวลาทิ้ง เหรอ” บ๊อบนั่งอยู่ในร้านบาร์เบียร์แห่งหนึ่งในสยามแสควร์ซิตี้
“ยูไม่ต้องใช้นาฬิกาอีกแล้ว ถอดมันออกแล้วโยนมันทิ้งซะ ทุบมันให้พังก็ได้ โอเค๊” โทนี่พูดทวนให้ฟังอีกครั้งแล้วก็วางสายไป
บ๊อบเข้าใจความหมายของโทนี่ดี เขาจึงเดินออกมาหน้าร้านแล้วถอดนาฬิกาข้อมือออกมาโยนขึ้นไปข้างบนเหมือนจะทดสอบว่าโลกยังคงมีแรงดึงดูดอยู่หรือไม่ มันล่วงลงมากระทบพื้นอย่างแรง ชิ้นส่วนต่าง ๆ แยกทางกันไปคนละทิศ กลายเป็นนาฬิกาตายไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นผลงานเช่นนั้นบ๊อบจึงหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วโทรหากลุ่มพรรคพวกชักชวนให้เพื่อน ๆ ได้ทำในสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ‘ไม่มีเวลา’ มันเหมือนคำที่บอกว่าเรากำลังยุ่ง ไม่มีเวลาว่างพอ แต่นับจากนี้ไป คำ ๆ นี้จะเปลี่ยนไป
ในที่สุดพฤติกรรมเลียนแบบก็งอกงาม มันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกในที่สุด มันลุกลามได้อย่างรวดเร็วเหมือนข่าวลือทางอินเตอร์เน็ท ไม่มีใครกังวลเลยว่าต่อไปจะเป็นเวลากี่โมงหรือกี่ยาม ไม่มีเวลาอีกแล้ว
และที่น่ายินดีที่สุด ร้านทุกร้านบนโลกนี้แทบจะแจกฟรี มีแต่การให้แจกและแถมไม่มีคำว่าซื้อขาย บางคนเอาเงินออกมาโปรยทิ้งจนเกลื่อนถนน จนเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่ล้างผลาญมากที่สุดในทางเศรษฐกิจการเงิน
ไม่มีการก่อการร้าย ไม่มีจลาจล ไม่มีการทำงาน ในเมื่อวันนี้ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ทำอะไรต่อไปอีกแล้ว วันนี้จะเป็นวันอวสานสุดท้ายของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกอย่างที่ไม่มีภาคต่อ วันนี้จึงเหมาะที่สุดที่จะกำหนดไว้ให้เป็นวันแห่งความรักของโลกแต่คงไม่ต้องบันทึกลงไว้ในปฏิทิน นอกจากเก็บวันนี้บันทึกเอาไว้ในความทรงจำอันสั้นก็พอ

อารยะเริ่มลอยขึ้นสูงขึ้นเป็นหนึ่งเมตรจากพื้นดิน พลังจิตพิทักษ์โลกก็ลอยสูงขึ้นไปอีกเป็นสองเท่าจากจากเดิม จากนั้นอารยะก็พุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง แหวกอากาศเสียงดังดุจดั่งเครื่องบินแหวกอากาศผ่านชั้นของมวลพลังมหาศาลของจิตพิทักษ์โลกที่มารอคอยช่วยเหลืออารยะ ทันทีที่อารยะแหวกผ่านชั้นมวลพลังแห่งจิตพ้นออกมานั้น มวลพลังดังกล่าวก็ม้วนตัวเป็นวังวนที่มีกรวยแหลมหมุนควงสว่านชี้ขึ้นฟ้าเป็นพายุหมุน มันไล่ตามเข้าหาอารยะไปติด ๆ อย่างรวดเร็วและเร็วกว่า เหมือนหมาล่าเนื้อที่กำลังไล่ตามเหยื่อที่อ่อนแอ มันพุ่งม้วนพันไปที่เท้าของอารยะแล้วม้วนพันม้วนขึ้นต่อไปที่ตัวของเขาอย่างรวดเร็ว
จนถึงคอและหายเข้าไปที่แท่งแก้ววิเศษในหัวของอารยะ

ความเร็วของอารยะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนได้เปลี่ยนยานพาหนะจากเครื่องบินพาณิชย์กลายเป็นเครื่องบินเจ็ท พลังของเขาก็ถูกเปลี่ยนแปลงและถูกปลดปล่อยออกมาแผ่ไปทั่วร่างเป็นเหมือนลูกไฟสีทอง เขาพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนดาวหางที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นโลก ร่างของอารยะถูกปกคลุมไปด้วยพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้เหมือนปกป้องหนอนที่อยู่ในรังไหม อารยะกลายเป็นเหมือนลูกไฟสีทองทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวของเขาได้จากภายนอก
............................................................................

ฐานปฏิบัติการลับแอเรีย 55 ลึกลงไปใต้พื้นดิน
“พบวัตถุประหลาดกำลังพุ่งตรงขึ้นไปที่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงมากครับท่าน”
นายทหารนายหนึ่งจับสัญญาณภาพจากสถานีอวกาศได้
ในขณะที่นาวิกโยทินใช้ไฮเทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐที่มีระบบในการซูมภาพไปที่วัตถุลึกลับนั่นใกล้ ๆ
แต่ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่านั่นมันคืออะไรหรือมันเป็นอาวุธชนิดไหน
“ฮุสตัน ฮุสตัน ได้ปล่อยยานอะไรจากทางภาคพื้นดินแถบเอเชียออกไปยังเป้าหมายหรือไม่”
วินเซนต์นายพลทหารของกองทัพสหรัฐกำลังติดต่อไปที่ฮุสตัน ฐานการบินอวกาศนาซ่า เพื่อสอบถามข้อมูลที่ได้รับจากสถานีอวกาศ
“ติดต่อไปยังประเทศไทยด่วน ที่นั่นแอบพัฒนาอาวุธอะไรไว้เป็นความลับหรือเปล่า”
รอยด์ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวด้วยความประหลาดใจ กับการพัฒนาเทคโนโลยีของเมืองไทย
“พระเจ้าช่วย! มันพุ่งเข้าชนอุกาบาตรแล้วครับท่าน” วินเซนต์รายงานให้ประธานาธิบดีทราบ
............................................................................

อารยะพุ่งเช้าชนอุกาบาตรซึ่งกลายเป็นลูกไฟขนาดมหึมาเข้าอย่างแรงจนร่างของเขาอยู่ในหลุมที่เกิดจากการปะทะระหว่างการพุ่งชนเข้ากับอุกาบาตร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ระคายต่อผิวของอารยะเลยก็ตาม
แต่ด้วยขนาดของมันและความแรงที่พุ่งเข้ามาตามแรงดึงดูดโลก อาจจะทำให้พลังของเขาต้องถูกเผาผลาญจนหมดลงได้ในไม่ช้าและอาจทำให้งานของเขาคงไม่สำเร็จลงได้ หากเขายังฝืนที่จะใช้พลังที่มีอยู่ผลักดันมันออกไปนอกโลกเพื่อให้มันลอยไปในทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ดาวดวงนี้ อารยะจึงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่และตัดสินใจที่จะไม่ทำลายลูกอุกาบาตรนี้
อารยะเร่งพลังออกมาแรงมากขึ้นเพื่อช่วยให้มันถูกเผาผลาญให้กลายเป็นผุยผง พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รัศมีของอารยะแผ่ขยายออกมาอย่างกว้างขวางมากขึ้นค่อย ๆ ห่อหุ้มเจ้า
อุกาบาตรจนกระทั่งปกคลุมอุกาบาตรลูกนี้จนหมด อารยะระเบิดพลังจิตพิทักษ์โลกออกมาทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้ายจนปกคลุมอุกาบาตรลูกนี้กลบความร้อนจากดวงไฟของมัน ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรสามารถหยุดมันได้จริง ๆ ลูกอุกาบาตรยังคงพุ่งลงสู่พื้นโลกเหมือนมันมีความแค้นเคืองอะไรกับโลกนี้มานานแสนนาน มันผลักดันตัวอารยะลงมาด้วยความเร็วสูง
มันเหลือเชื่ออย่างที่สุด อุกาบาตรมหัศจรรย์ลูกมหึมาผ่านพ้นชั้นบรรยากาศของโลกแล้วแต่มันกับไม่ได้ดูเป็นก้อนอุกาบาตรที่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมเลย เมื่อมันเข้ามาใกล้ผิวโลกมากขึ้น มากขึ้น มันกับดูเล็กลง ค่อย ๆ เล็กลง พร้อมกับร่างของอารยะที่พลังเริ่มอ่อนลง อ่อนลง จนไม่สามารถปกป้องร่างของเขาได้แล้ว ร่างของเขากำลังค่อย ๆ สลายไป สลายไปในที่สุด
อารยะเปลี่ยนสถานะจากสสารที่สัมผัสได้กลายเป็นเพียงพลังงาน ดวงวิญญาณสีทองดวงเล็กเปล่งรัศมีพร้อมสะเก็ดดาวเป็นสายละอองสะท้อนแสงสีทองกระพริบเรืองรองแล้วสลายไป คงเหลือไว้เพียงฝุ่นผงของอุกาบาตรที่กระจายฟุ้งเป็นสายริ้วฝุ่นทั่วท้องนภา
อุกาบาตรที่ครั้งหนึ่งมันเคยใหญ่โตมโหฬารมากจนไม่อาจสามารถจะวัดได้ด้วยตลับเมตร
หรือ ให้มีตลับกิโลเมตรก็ตาม ตอนนี้มันเป็นเพียงเศษก้อนดินขนาดแค่กำปั้นมือเท่านั้น ที่ยังคงพุ่งต่อไปด้วยความเร็วสูงที่สุด มันพุ่งลงไปกระแทกกับพื้นดินกลางสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ของสนามกีฬาหัวหมาก
เกิดเสียงดังตุบสั้นหนึ่งครั้งเท่านั้น ทำให้ที่พื้นดินตรงนั้นเป็นรูลึกเล็ก ๆ ความแรงของมันที่ปะทะกับพื้นทำให้ฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วในสนามกีฬาแห่งนี้
เมื่อหมอกฝุ่นจางลง ทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ที่พื้นสนามฟุตบอลแห่งนี้ไม่มีรู ไม่รู้จุดไหนตรงไหน ที่เจ้าลูกอุกาบาตรที่ว่าตกลงสู่พื้น นอกจากรูโหว่ของชั้นบรรยากาศโลกที่เกิดจากการเผาผลาญครั้งยิ่งใหญ่จนส่งผลให้ชั้นโอโซนถูกทำลายไปมากมายมหาศาล ไม่ช้าไม่นานภาวะโลกร้อนจะเปลี่ยนปรากฏการณ์ให้เป็นไปอีกครั้งบนโลกมนุษย์เหมือนว่าจะรอดพ้นแล้วจากวิกฤตแต่มันคงยังไม่
เมื่อความร้อนบนโลกจะเพิ่มสูงขึ้น และมันจะกลายเป็นวิกฤตอันตรายครั้งใหม่ของมนุษยชาติ
นรกบางทีอาจจะถูกย้ายขึ้นมาอยู่บนแผ่นดินนี้แล้วก็ได้
ต้นไม้ของอารยะ

และแล้วราตรีที่ไม่เงียบสงบก็มาถึง ผู้คนวิ่งเก็บเงินตามพื้นถนนที่บางคนได้เคยโปรยทิ้งไว้
เดินช๊อปปิ้งจับจ่ายใช้สอยกันตามปกติทั้งที่ของในร้านก็ได้แจกฟรีกันไปหมดแล้ว งานเลี้ยงเฉลิมฉลองร้องเพลงกันอย่างคึกคักสนุกสนานสุดเหวี่ยงและไม่ลืมที่จะซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ให้แก่กันแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์อะไรที่ทำให้อุกาบาตรขนาดใหญ่ขนาดนั้นหายไปจนเหลือก้อนเล็กนิดเดียว
มันคงจะเป็นเรื่องเล่าเฉกเช่นนิทานก่อนนอนที่ใช้เล่าขานบอกลูกหลานสืบต่อกันไปถึงเรื่องราวมหัศจรรย์ที่ไม่อาจจะเชื่อได้

เช้าอันสดใส ของวันใหม่หลังจากเรื่องทั้งหมดสงบลงไปแล้วเมื่อวานนี้
ไม่ใช่วงการวิทยาศาสตร์ที่จะต้องตกตะลึงกับการหาคำอธิบายในครั้งนี้เท่านั้น แต่มันเป็นปริศนาที่คนบนโลกต้องช่วยกันหาคำตอบ เมื่อต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เพียงชั่วข้ามคืนหนึ่งมันก็เติบโตจนมีขนาดความสูงได้ถึง 25 เมตร ใช้คนโอบโดยรอบถึง 10 คนโอบ มีลักษณะลำต้นสีน้ำตาล ใบสีเขียวหนาประมาณ 1 นิ้ว และใบขนาดใหญ่พอ ๆ กับขนาดของรถเก๋ง รูปใบลักษณะเป็นรูปไข่เมื่อใบยังเล็ก พอเป็นใบใหญ่แล้วจะเปลี่ยนรูปทรงใบ
ตรงส่วนปลายจะเว้าเข้าจนกลายเป็นมุมแหลมลึกเข้ามาตรงกลางใบ ส่วนที่ติดกับกิ่งจะเล็กลงเป็นปลายแหลม ทำให้นึกถึงรูปหัวใจที่มีปลายแหลมเข้าหากิ่ง ส่วนรากชอนไชไปทั่วกว้างไกลทะลุทะลวงพื้นสนามกีฬาและอัศจรรย์ที่ล้อมรอบสนามนั้นถูกรากของต้นไม้ยักษ์นี้แทรกซ้อนชอนไชจนปูนของอัศจรรย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แตกหักพัง จนเรียกได้ว่าสนามกีฬาแห่งนี้ก็คือกระถางต้นไม้ใบใหญ่ของมันนั่นเอง

นกน้อยใหญ่ บินมาท่องเที่ยวชม จอดแวะพักปีก ร้องส่งเสียงทักทายกัน ก่อนบินจากไป หากแปลภาษาของนกนั้นได้มันก็คงพูดถึงเรื่องบ้านบนเรือนไม้ที่น่าอยู่หลังใหม่นี้ที่พอจะให้นกจำนวนมากอาศัยอยู่ได้อย่างร่มรื่นปลอดภัย

ผู้คนต่างหลั่งไหลพากันมาชื่นชมต้นไม้ประหลาดบางคนก็ถือขวดน้ำมารดน้ำให้ จนเป็นกระแสสนใจ บางคนเริ่มทยอยนำเต้นท์มาตั้งแคมป์ไว้
รายการข่าว และ สารคดี ทั่วโลกให้การสนใจมาเฝ้าดูต้นไม้นี้เพื่อดูผลของวันต่อไปและที่น่าแปลกเมื่ออยู่ในบริเวณไม่ไกลจากต้นไม้นี้มากนักก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเหมือนได้รับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าหรือหลังฝนตกใหม่ ๆ มันเหมือนเป็นโรงงานผลิตโอโซนขนาดใหญ่ มันทำให้คุณหายใจได้สบาย จนคุณไม่ต้องการบุหรี่ หรือ ไม่ต้องใช้ยาพ่นแก้แพ้ และ หืดหอบอีกเลย

ปัญหาน่าฉงนที่สุดที่ผู้คนต่างพากันสงสัยจนเป็นคำถามยอดฮิตที่ใช้เป็นคำถามส่งชิงรางวัลตามหน้าหนังสือพิมพ์ตอนนี้ก็คือ
“..ต้นไม้ต้นนี้ใช้เวลาเพียงข้ามคืนก็สามารถเติบโตสูงใหญ่ได้ขนาดนี้ ในวันพรุ่งนี้มันจะสูงขึ้นอีกเท่าไร แล้วมันโตเต็มที่จะสูงใหญ่ขนาดไหน..อย่าลืมส่งคำตอบมาให้เรา เรามีรางวัลใหญ่เป็นโมเดลต้นไม้ต้นนี้ที่ทำจากทองคำ...”.....หรือไม่ก็คำถามนี้.....
“...ใครเป็นคนปลูกต้นไม้นี้ หากท่านใดตอบว่าเป็นต้นถั่ววิเศษที่แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์เป็นคนปลูกไว้ละก็..เสียใจด้วยที่คุณจะต้องพลาดโอกาสที่จะได้รับรางวัล ..”
หรือคำถามที่ว่า....
“...คุณว่ารากของมันจะยาวไปไกลที่สุดถึงที่ไหน..”
และ คำถามอีกมากมายจนเป็นแฟชั่นที่ทุกคนจะต้องถามกันตลอดทุกการสนทนาถึงความลับนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้จนกว่าจะวันพรุ่งนี้..พรุ่งนี้...พรุ่งนี้........

วันที่สองของต้นไม้อารยะ….
ณ อาคารสูงแห่งหนึ่งบนถนนราคำแหง
บ๊วยกำลังจ้องมองดูต้นไม้นั้นอยู่ไกล ๆ อย่างชื่นชม ไม่สนใจว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องร้าย
กับการปรากฏตัวของมัน เขารู้เพียงคนเดียวก็พอแล้วว่ามันเป็นต้นไม้ที่เพื่อนรักของเขาได้ปลูกมันไว้ก่อนที่จะจากไป และ คิดว่าเขาก็คงอยากให้คนบนโลกได้ดูแลรักษาต้นไม้นี้ไว้ให้คงอยู่เพื่อโลกที่เราร่วมอยู่อาศัยใบนี้

มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เขาจะกลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าวันนั้นบ๊วยไม่รู้ว่าจะได้พบหน้ากับเพื่อนรักของเขาหรือไม่ แต่หากมีใครถามบ๊วยว่าใครเป็นคนปลูกต้นไม้ต้นนั้น บ๊วยจะไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่าเป็นเพื่อนรักของเขาปลูกมันไว้ด้วยชีวิตของเขาเลยทีเดียว

บัดนั้นสายน้ำก็ค่อย ๆ ไหลออกมารดน้ำต้นไม้นั้นจากภายใต้แว่นตาของบ๊วย ถึงแม้น้ำนั่นมันจะไม่ได้หยดลงสัมผัสกับรากไม้ของต้นไม้ยักษ์นั้นเลยก็ตาม เพียงแค่บ๊วยรดน้ำนั่นด้วยใจเพื่อระลึกถึงเพื่อนแท้คนหนึ่งก็พอ

วันที่สามของต้นไม้อารยะ….
ต้นไม้ประหลาดที่อารยะได้ปลูกไว้ ในตอนนี้มันมีความสูงขึ้นถึง 60 เมตร และไม่ต้องพูดถึงเรื่องจำนวนคนโอบเพราะมันจะมากคนขึ้นเรื่อย ๆ ที่น่าแปลกชวนให้สงสัยคือมันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีน้ำตาลเข้มไปจนสีน้ำตาลอ่อนไปจนเป็นสีเหลืองจนปลายเป็นสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้มได้
ส่วนรากของมันยาวไกลซุกซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นดินในระดับที่ลึกพอสมควรและกำลังเดินทางครอบคลุมพื้นที่เป็นอาณาบริเวณกว้างไกลเกือบทั่วเมืองไทยแล้ว

3 สัปดาห์ต่อมา
ต้นไม้นี้ก็สูงขึ้นในระดับที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 500 เมตรแล้ว มันกลายเป็นต้นไม้คุณปู่ทวดที่ดูเหมือนอายุยืนยาวมากว่าพันปี ด้วยขนาดที่ควรจะเป็นต้นไม้ในยุคดึกดำบรรพ์หรืออยู่ในยุคไดโนเสาร์เสียมากกว่าที่จะอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ แต่ใครจะสนใจ
ในเมื่อตอนนี้อากาศบนโลกเริ่มสมบูรณ์ขึ้น มลภาวะทางอากาศเริ่มน้อยลง ชั้นโอโซนถูกซ่อมแซมจนสมบูรณ์
เมื่อมันผลัดใบจะเป็นใบแก่สีทองสวยงามมาก เป็นเรื่องที่ผู้คนต่างสนใจนำใบไม้แห้งของมันเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก และพยายามหาผลหรือเมล็ดพันธุ์ของมัน แต่ไม่มีใครได้เห็นเลย

7 สัปดาห์ให้หลัง
ต้นไม้ต้นนี้น่าจะสูงเต็มที่แล้ว มันหยุดเจริญเติบโตตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
และความสูงของมันในตอนนี้มาอยู่ที่ประมาณ 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รากของมันชอนไชไปทั่วโลก
ยึดเกี่ยวอยู่ใต้ดินลึกจนเป็นร่างแหที่คอยปกป้องโลกไม่ให้แตกไม่ให้เคลื่อนตัวสั่นไหวได้อีก และเปลี่ยนระบบนิเวศน์ให้เป็นธรรมชาติใหม่ที่พัฒนาสูงชั้นขึ้นโดยมันเป็นผู้ระบายความร้อนความเย็นให้กับชั้นในลึกลงไปใต้โลก คอยให้อาหารแก่พื้นโลกสร้างความชุ่มชื่นไปทั่ว ระบายอากาศเข้าออกช่วยให้โลกหายใจได้คล่องขึ้นและพัฒนาระบบไหลเวียนภายใต้พื้นพิภพดวงนี้

มองจากที่ไกล ๆ บนเครื่องบินในวันที่ฟ้าใส ทุกคนจะมองมายังต้นไม้ต้นนี้ มันยืนตระหง่านอย่างสวยงาม ทุกคนบนเครื่องมักจะโบกมือให้ เหมือนทักทายเพื่อนของเขาคนหนึ่ง


จบตอน..


โดย : Sup.P
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 22 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 22 : 31 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com