Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 5

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> My Story

เรื่อง :

My Story

ในกลุ่มของพวกเรา บางครั้งก็ดูเหมือนคนบ้า หนังยางรัดของเต็มพรืดสูงเกือบถึงครึ่งแขน ยิ่งสูงก็ยิ่งบ่งบอกบารมีของพวกเราแต่ละคน บารมีที่แลกมาด้วยการหน้ามืดและกลิ่นปาก
“วู้ วู้”ยางวงไต่ขึ้นลงบนแขนของฉัน ดูเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก ฉันเอียงแขนขึ้นลงเล่นอยู่เป็นชั่วโมง
บนถุงขนมร้านป้ารวย มีตัวตลกอยู่สองสามตัว ตัวตลกที่เป็นฮีโร่ในหนังญี่ปุ่นตอนเย็นๆ เราอยากได้การ์ดพลังในถุงเจ้าตัวตลก หรือไม่ก็ลูกแก้วในเนื้อขนมโก๋ การ์ดพลังบางอันเป็นภาพสามมิติ แต่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไม่เหมือนรูปจิงโจ้บนไม้บรรทัดจากออสเตรเลีย
“ ดูตูดกลมๆสิ “ เจ้าตัวตลกบนถุงขนมใส่ชุดรัดรูปสีเหลือง ชมพู แดง ก้นคล้ายขนมปังตูดที่พวกเราชอบกิน
ทุกที่ที่เราไปคือที่ของเรา เป็นของเราทั้งหมด เราจะวิ่งกรูกันและมีเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กไปตลอดทาง ฉันพยายามคิดว่าเราได้เป็นอินเดียนแดงเหมือนรูปบนถุงมันฝรั่งไอดาโฮ แต่พวกมันหน้าตาตลกมากกว่าดุดัน ถ้าเราไม่วิ่งไปที่นาของคนอื่น อเมซอนหรรษาจะดีเยี่ยมสุดสำหรับวันนั้น และสวนของฉันคล้ายอเมซอนจริงๆ หนองน้ำจระเข้ยักษ์ ต้นไม้พันปี อนาคอนด้าที่กินหมูของลุงได้ทั้งคอก แต่เราไม่ค่อยได้ไปเล่นที่หนองน้ำสักเท่าไหร่
“ ดูนั่นเร็ว ” เรามองไปตรงที่มีก้อนขรุขระคล้ายขี้หมาลอยล่องวนเวียน นั่นคือจมูกของไอ้เข้ และตาเหลืองๆเจ้าเล่ห์มองพวกเราอยู่จากใต้น้ำ อะไรก็แล้วแต่ที่แข็งๆเหมาะมือจะถูกขว้างไปตรงไอ้โหด พอหมดสนุกเราก็กรูกันออกสู่ทุ่งหญ้า เราไปเล่นมวยปล้ำกันต่อแต่ไม่สนุกเท่าไหร่ มันเห็นว่าฉันตัวเล็กและเป็นผู้หญิง มันจึงได้แต่ผลักและไม่กล้าต่อยจริงๆ ญาติของฉันที่ตัวเล็กถูกเรียกว่าแฝดนรก มันสร้างสังเวียนจริงๆขึ้น การต่อสู้จู่โจมของมันเหมือนทีเร็กซ์ ถ้าฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำแฝดคนที่เหลือจะกระโจนมาช่วย มันวิ่งมาอย่างเร็วและกระโดดพุ่งทับ มันรัวหมัดไม่เคยยั้งมือเลย หัวของเราเต็มไปด้วยทรายและหญ้าแห้ง ถึงจะสนุกแต่ก็ไม่ยุติธรรมตรงที่พวกมันไม่มีผมให้ฉันจิก และฉันอาจแบนติดดินได้ถ้าพวกมันร่วมมือกันขึ้นมา
บางวันพวกมันไปเล่นไกลมาก มันคงลืมอเมซอนหรรษาไปแล้ว ฉันหยิบหม้อดินเผาใบเล็กกระจิ๋วจากลังของเล่น หาเหรียญรูสองสามเหรียญใส่ลงไป และวาดคนประกอบบนกระดาษที่แม่ซื้อให้ในวันปีใหม่
ฉันใส่ลายเซ็นตรงข้างๆด้วย รูปนี้ก็คือความจริงที่ว่าสักวันฉันต้องมีกระโปรงที่มีโบว์และต่างหูยาวเฟื้อยแบบนั้นให้ได้ กระดาษถูกยัดรวมกันเหรียญรู ในตรงที่ได้กำหนดแล้วให้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของโลก จอบก็ขุดตักเอาดินมากองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ผ้าเช็ดหน้าลายดอกไม้เล็กๆน่ารักของแม่วางคลุมปากหม้อ หม้อนอนนิ่งอยู่ในหลุมนั้น ฉันกลบหลุมและกระทืบดินจนแน่น เอาดอกเข็ม ใบสน และกุหลาบของพี่ปักวางอย่างสวยงาม หลายร้อยปีข้างหน้าตาแก่อาจขุดร่องไถหว่าน และรากข้าวโพดจะดันหม้อล้ำค่าของยุคนั้นขึ้นมาตะลึงโลก มีฉันเป็นเด็กน้อยในหน้าประวัติศาสตร์
พวกมันชอบไปเล่นไกลๆ ไปสร้างอาณาจักรกันใหม่ซึ่งแม่ไม่อนุญาต ฉันชวนพวกญาติผู้หญิงก่อเพิงเล็กๆด้วยท่อนฟืนใหญ่และกระสอบใต้บรรได เป็นเพิงสี่เหลี่ยมหลังเล็กขนาดสองคน เราจะยืนก็ไม่ได้และต้องระวังไม่เผลอเอนหลังจนกระแทกไม้ล้ม เวลาเราเล่นพ่อ แม่ ลูก ต้องดัดเสียงให้เล็กใหญ่ตามบทบาท แต่บางทีพ่อก็เผลอพูด “ค่ะ” ด้วย มันสนุกดีตอนที่เราทำกับข้าวกันโดยก่อไฟจริงๆ และแอบเอาผักกับเนื้อของแม่ในตู้เย็นฝานใส่ลงไป ทุกครั้งจะมีตอนที่เราเข้านอนและทำเป็นกรนกันสนั่น สักพักใครคนหนึ่งที่เบื่อกับการนอนคู้ขาจะทำเสียงไก่ขัน “เอิ๊ก อี เอิ๊ก เอิ๊ก” บางทีฉันก็ทำเสียงหมาถูกรถทับ “เอ๋ง เอ๋ง” เราหัวเราะกันทั้งหลับตาปี๋และแกล้งกรนต่อจนถึงเช้าสมมุติ
ตุ๊กตาคุณนายถูกเราจับเปลี่ยนเสื้อผ้าและให้กินน้ำชา ตอนที่ฉันอยู่คนเดียว คุณนายดั๊บบี้จะได้ผจญภัยในป่าแบบทาร์ซาน ปีนขึ้นต้นบานบุรี และข้ามสะพานเล็กๆ หรือโหนเถาวัชพืช อาหารของคุณนายดั๊บบี้คือใบ้ไม้สีเขียวและลูกไม้ป่าสีส้ม พิมกับพิกไม่ชอบเล่นแบบนี้ พวกเธอชอบให้ตุ๊กตาเรี่ยมเร้อยู่ในกล่อง บางทีคุณนายดั๊บบี้จะได้นอนตากน้ำค้างบนเปลที่ผูกกับต้นไม้สูง ฉันอยากให้หล่อนต่อสู้กับค้างคาวดูดเลือด ผีตาโบ๋ และหมีป่าในตอนกลางคืน
วันหนึ่งเราเล่นประกวดนางสาวไทยกัน เราทาปากกันแดงแช้ด เปลือกตาของพิกเขียวปี๋ น่าตื่นเต้นจริงๆตอนที่เราคิดว่าพอโตขึ้นจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ได้ทำแบบนี้ เราสวมรองเท้าของแม่ให้เดินดังก๊อก ก๊อก ลั่นบ้าน แล้วพวกนั้นก็กลับมา อาณาจักรของมันย้ายมายังอเมซอนหรรษาเหมือนเดิม พวกมันยืนมองฉันตรงนอกหน้าต่างและเดินหายเข้าไปยังสวนท้ายบ้าน ฉันรู้สึกร้อนซ่านขึ้นตามใบหน้า รอบข้างคือเด็กหญิงที่มีสีแดงล้นเลอะริมฝีปาก ตาเขียว เหมือนตัวตลกชูโรงในลิเก
มีตัวประหลาดอยู่ตัวหนึ่งในห้องเรียนของเรา ครูว่ามันไม่สมควรตัวโตเลย เพราะมันบวกเลขไม่เป็นและสะกดคำว่ารถไฟไม่ได้ นั่นก็หมายถึงว่ามันไม่ควรกินข้าวที่พ่อแม่มันปลูก มันจะได้ตัวเหี่ยว ลีบ และตาย ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร มันจะพยักหน้าเห็นด้วยไปเสียหมด ในตอนเที่ยงที่เด็กอื่นจะรุมว่ามัน เพราะว่าเสื้อมันขาดและมันมีแต่เกือกแตะใส่มาโรงเรียน บางทีผู้หญิงในห้องก็ถูกจับคู่ให้เป็นเมียกับมัน มันจะยิ้มแห้งๆ เที่ยวผลักคนโน้นคนนี้และวิ่งหนีไป ที่บ้านของมันเองก็เล็กยิ่งกว่าคอกหมูของฉัน มีเสื้อขมุกขมอมส่ายแขนเล่นลมที่หน้าบ้านของมัน บางทีมันก็ช่วยพ่อแม่เก็บข้าวตกในทุ่ง ครูว่ามันไม่ควรกินข้าวที่มันเก็บเองหรอกรึ? ในบ้านเล็กแคบพ่อของมันตักอะไรสักอย่างใส่จานของมันตอนนั่งกินข้าวกัน ฉันจอดจักรยานมองภาพนั้น พ่อแม่มันคงไม่รู้ถ้ารู้คงไล่มันไปแล้ว ถ้ารู้ว่าในทุกเที่ยงที่โรงเรียนมันได้กลายเป็นหมาตัวหนึ่ง
พวกอเมซอนหรรษาคนหนึ่งตายตอนที่ฉันย้ายมาเรียนในเมือง เป็นคนที่ออกล่าไข่ทองคำในซาวานน่ากับฉัน
ฉันไม่เคยเห็นคำเตือนข้างซองว่า “การสูบบุหรี่อาจทำให้คุณหูชา” ดังนั้นฉันจึงฉีกกระดาษจากสมุดเลขของพี่ และหยิบยาเส้นของตามาคลึงเป็นมวนยาวๆ ใช้กระดาษห่อข้างนอก เราช่วยกันลากเครื่องซักผ้าออกมาพอให้มีที่ว่างข้างใน และจุดไฟแช็กเข้ากับกระดาษ เราทำอย่างคุณผู้หญิงในหนังฝรั่งโดยคีบบุหรี่ใว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางจากนั้นจึงเป่าควันปู้ดออกมา มีแต่ฝอยน้ำลายปลิวกระเด็นใส่หน้ากันและกัน ไฟค่อยลามเลียกระดาษจนเกือบถึงนิ้วเราทิ้งบุหรี่ลงพื้น
“ไม่เห็นสนุกเลย” เราผิดหวังที่ทำไม่ได้แบบพ่อหรือลุง และแม้ว่าจะพยายามจนหมดบุหรี่ไปกี่มวน ผลของความตั้งใจก็มีเพียงฝอยน้ำลายเท่านั้นเอง เราเลิกเล่นและขยับเครื่องซักผ้าไว้ตามเดิม ฉันลืมเรื่องบุหรี่ไปแล้วจนวันหนึ่งขณะที่ฉันเดินออกจากอเมซอนหรรษา แม่ก็บิดหูฉันซะจนชา ฉันเห็นมวนกระดาษไหม้ไฟ ข้างในห่อมวนยาเส้นในมือโตๆของแม่
ในรูปถ่าย ฉันพยายามมองหาเด็กหญิงผมสั้นจุ๊ดเหมือนผู้ชาย
“ตอนนั้นหนูมางานแต่งงานแม่ด้วยนะ”
และฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาหาตัวเองในชุดสีแดงต่อ ตัวฉันที่น่าจะแอบอยู่ตรงไหนสักแห่งตอนแขกยืนเรียงแถวฉีกยิ้มเพื่อถ่ายรูป
พี่สาวของฉันชอบทุกข์ใจกับของบนหิ้งเสมอ เพราะว่าในวันหนึ่งเธอได้ตอกหิงทองคำเข้ากับฝาผนังข้างเตียงและวางพ่อทูนหัวเพื่อระลึกถึงทุกค่ำคืนไว้บนนั้น มันเป็นหิ้งวิเศษเพราะมีแต่เธอกับฉันที่รู้ว่ามีตำแหน่งหิ้งตอกอยู่ ความจริงฉันเองก็มีหิ้งเหนือหัวนอนของฉัน เป็นหิ้งที่เก็บเรื่องบ้านของเราที่พ่อเล่าให้ฟัง แต่ไม่มีใครเห็นแม้แต่พี่สาวขอองฉันเอง
บางเช้าที่พี่ไปโรงเรียน ฉันกลับเศร้าเพราะคุณตากุหลาบ แม่ได้ให้คำแนะนำกับฉันมากมายถึงการปลูกกุหลาบให้ได้ดีสักต้น แต่คุณตากุหลาบที่น่าสงสารไม่ฟังเพราะหูตึง และเเรงใกล้จะหมดแล้ว
แม่ตีฉันแบบไม่มีเหตุผล เป็นต้นว่าในวันที่อากาศร้อน ฉันเห็นว่าผมบนหัวของฉันไม่ค่อยเก๋สักเท่าไหร่ ฉันจึงจัดการโดยใช้กรรไกรด้วยตัวเอง หรือวันหนึ่งที่ตานั่งเผลออยู่กับมวยไทยเจ็ดสี ฉันติ๊ต่างเอาว่าผมขาวเตียนของตาคือชายหาด และเอาเปลือกหอยแครงกับใบหญ้ามาจัดวางให้ดูสวยงามน่าสบาย ตอนที่พี่กลับบ้านค่ำก็เหมือนกัน ฉันพูดขึ้นอย่างขึงขังจริงจังว่าพี่อาจถูกฆ่าหมกในอเมซอนหรรษาก็ได้ แล้วเรื่องทั้งหมดก็ทำให้ฉันได้รับรางวัลเป็นริ้วริ้วบนน่อง พร้อมกักบริเวณ
บางครั้งฉันปั่นจักรยานสามล้อชนจานข้าวของตา เวลาแกอ่านหนังสือให้ฉันฟังก็มักมีเสียงเถียงเกี่ยวกับชื่อนางเอก
“เจ้าสาวนกกระเรียนต่างหากล่ะตา”
“บ๊ะ! บ้านข้าเขาเรียกนกกระเรียง นกกระเรียง”
ฉันอาจถูกตีด้วยก้านจากโทษฐานก่อการเถียง ตาโกรธฉันได้ไม่นานแกก็ปล่อยให้ฉันนั่งพินิจถึงความอัศจรรย์ในวิธีการเป่ายานัตถุ์เข้ารูจมูกของแกอีก
คืนหนึ่งมือของความมืดได้บีบคอฉัน รสชาติบางอย่างที่เคยลอง มันขมเข้มที่ปากและทับบนหัวเราจนหนักอึ้ง ในใจฉันสับสนเพราะคนสองคนได้ระเบิดอารมณ์ใส่กัน ภาพที่นอนว่างเปล่าเเละเย็นเฉียบ ร้ายยิ่งกว่าตอนฉันดูหนังสงคราม ในเวลานั้นการร้องไห้ดังๆแบบเวลาที่อยากกินไอติมจะงี่เง่า เพราะพวกเขาจะเล่นงานเราด้วย ฉันค่อยมุดออกจากผ้าห่มเดินไปที่ประตูและมองออกไปยังแสงส้มสลัวข้างนอกตรงรูเล็กๆ มันเป็นรูที่เลว มันจำกัดภาพเพียงห้องครัวเท่านั้น ฉันเพ่งพนักเก้าอี้ตรงหน้าน้ำตาเล็ดไหลออกมา คงเป็นเพราะฉันเพ่งเก้าอี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขา ไม่ใช่เพราะฉัน
‘เทวดาอาจให้พ่อกับแม่เกิดมาและรู้จักกันเพียงเพื่อจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น’
ฉันรอฟังจนแน่ใจว่าทุกอย่างไม่ใช่ความผิดของฉัน แล้วจึงกลับไปนอน ในสิ่งซึ่งพวกเขาอาจลืมไปนานแล้ว แล้ว ฉันหวังว่าพวกเขาจะยิ้มให้กันเหมือนภาพถ่ายในวันชุดสีขาว เป็นคนรักในวันวาน
โดย : ไม่ระบุชื่อ
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 22 พ.ค. ปี 2007 [ เวลา 16 : 48 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com