Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 5

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> สายลับอารมณ์ร้ายกับยัยตัวยุ่ง

เรื่อง :

สายลับอารมณ์ร้ายกับยัยตัวยุ่ง

“ โอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้สิ....ทำไมต้องมาเสียตอนนี้ด้วยนะ ” เสียงที่ดังจนเกือบตะโกนของหญิงสาวที่บ่นกับตัวเองอยู่หน้าพวงมาลัยรถอย่างหัวเสีย
“ แล้วจะทำไงดีล่ะทีนี้ ” โอ๊ย...แค่คิดก็อยากจะบ้าตาย แล้วทีนี้เธอจะทำยังไงดี ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องซ่อมรถแล้วล่ะก็ขอบอกไว้เลยว่าไม่มีทางซะล่ะ เธอทำได้เพียงเปิดฝากระโปรงรถเป็นเท่านั้น ว่าพลางเธอก็หันไปหยิบแผนที่จากที่นั่งข้างคนขับออกมากางดูอย่างละเอียดอีกครั้งเป็นรอบที่สามนับตั้งแต่ขับรถออกจากถนนหลักของตัวเมือง และคิดว่าอีกไม่ไกลก็คงจะถึง
‘ไร่สายป่าน’ เธอออกมาดูสภาพรถแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าคงหมดทางเยียวยา
“ เฮ้อ ฉันล่ะสงสารแกจริงๆเล้ย ” ทำไมต้องสงสารน่ะหรอ ฮึฮึ ก็เจ้าเนี่ยมันเป็นรถสปอร์ตสีแดงราคาหลายล้านแต่ตอนนี้ถ้าดูจากสภาพแล้วเหลือไม่ถึงล้านแล้วแหงมๆ แหมนี่ฉันเอารถคันโปรดมาตะลุยหนักอย่างนี้ได้ยังไงนะฉันล่ะอยากจะร้องไห้จริงๆ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้ทางไปไร่มันจะกันดานอย่างนี้ รถสปอร์ตที่ขับกันบนพื้นคอนกรีตฉันดันเอามาลุยถนนลูกลังแถมยังดันมาเสียอีก ตั้งแต่ขับรถออกมาจากถนนหลักนี่ก็เลยมาได้สัก 7 กิโลได้แล้วมั้ง ฉันยังไม่เห็นบ้านคนเลยสักหลัง มีแต่ป่าแต่เขาแบบนี้อาวัตน์กับอาวรณ์รณอยู่กันได้ยังไงเนี่ยและที่สำคัญไอ้ฝุ่นพวกนี้มันเข้าไปในปอดฉันเป็นปี๊บได้แล้วมั้ง เฮ้อ....คิดแล้วเศร้า
ฉันเปิดกระโปรงรถเพื่อดูเครื่องยนต์แต่พบว่ามีแต่ควันลอยขึ้นมาจากเครื่องยนต์ดูท่ามันไม่รอดแน่ๆ เห็นทีอย่างนี้ฉันคงต้องเดินไปไร่สายป่านเองแน่ๆเลย เฮ้อ....กว่าจะถึงคงต้องเดินขาลากกันพอดี รู้อย่างนี้ให้คนของคุณพ่อมาส่งดีกว่าไม่น่าหาเรื่องเลยเรา แต่ทำไงได้ล่ะก็ฉันอยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นว่าฉันสามารถดูแลตัวเองได้และที่สำคัญฉันไม่อยากให้ใครมาคอยดูแลฉันมากเกินไป
คุณพ่อไม่มีทางรู้หรอกว่าการที่ฉันจะต้องมีผู้ชายตัวล่ำๆ ใส่สูทชุดดำ ใส่แว่นตากันแดดสีดำสนิทคอยเดินตามน่ะอึดอัดแค่ใจแค่ไหน เมื่อก่อนฉันสามารถไปไหนมาไหนคนเดียวได้อย่างเป็นอิสระ ตั้งแต่ฉันเกือบโดนลักพาตัวถึงสองครั้งเมื่อไม่นานมานี้พ่อก็ไม่อนุญาตให้ฉันไปไหนมาไหนคนเดียวอีกเลย นี่กว่าที่ฉันจะหนีพวกบอดี้การ์ดมาได้ก็แทบแย่
“ เฮ้ย นี่แกจะทำยังไงวะไอ้กร ดูที่ทางแม่แกเอาจริงว่ะคราวนี้ ” เสียงของเขาพูดขึ้นหลังจากที่ขึ้นมานั่งบนรถได้สักพัก
“ ไม่รู้ว่ะข้ายังไม่ได้คิด แต่ที่แน่ๆตอนนี้ข้ายังไม่พร้อมที่จะเจอและเห็นหน้ายัยนั่น ” ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้นในขณะเขาที่กำลังขับรถ น้ำเสียงและท่าทางของเขาตอนนี้แสดงถึงอาการคิดไม่ตก
“ แต่ข้าได้ข่าวมานะโว้ย ว่าคุณว่าที่คู่หมั้นของแกน่ะกำลังจะมาอยู่ที่ไร่ เห็นว่ามา
หลบภัยตอนพ่อของเธอไม่อยู่รึไงเนี่ยแหล่ะ ” เขาพูดและต้องหันไปมองเพื่อนรักซึ่งขณะนี้เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนหน้าเกือบทิ่ม
“ แกว่าอะไรนะ ใครจะมาที่ไร่ ” ชายหนุ่มร้องออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง
“ นี่แกจะฆ่าฉันรึไงวะ อยู่ๆก็เบรกนี่ถ้าข้ากำลังกินอยู่หรือดูดน้ำหลอดคงทิ่มคอตายไปแล้วมั้งหรือว่าอยากโดนจูบตูดรึไงวะ นี่ถ้ามีรถคันหลังขับตามมาคงต้องไปโรงพักแทนไปไร่แล้วล่ะมั้ง เบรกมาได้ ” เขามองเพื่อนตาเขียวในขณะที่เพื่อนของเขายกมืออุดหูทำท่าล้อเลียน
“ เออ ข้าขอโทษ ก็ข้าตกใจนี่หว่าแกนี่ขี้บ่นเหมือนแม่ข้าเข้าไปทุกวันแล้วนะ ข้ายังไม่อยากมีเพื่อนขี้บ่นโว้ย ว่าแต่แกเล่ามาเลยดีกว่าว่าแกรู้มาได้ยังไง แล้วจริงแค่ไหนที่ยัยคุณหนูนั่นจะมาที่ไร่สายป่านน่ะ ” ชายหนุ่มตั้งคำถามกับเพื่อนเขาเพราะมีความรู้สึกว่าเจ้าเพื่อนตัวดีของเขาต้องไปรู้อะไรดีๆมาจากแม่เขาแน่ๆ
“ จริง ก็เมื่อคืนข้าโทรไปหาแม่ของแกมาและแม่แกบอกว่าคุณพัศวดีจะมาพักที่ไร่ของแกและฝากให้แกกับข้าคอยดูแลเพราะเธอขับรถมาคนเดียว ก็แค่เนี้ยแหล่ะที่ข้ารู้ ”
“ ……. ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรและออกตัวขับรถไปตามถนนอย่างรวดเร็วจนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆงงกับการกระทำที่เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย
โชคดีหรือโชคร้ายสำหรับฉันก็ไม่รู้ที่มีรถผ่านมาและมันมุ่งหน้าไปทางเดียวกับที่ฉันกำลังจะไปพอดี นั่นคงเป็นโชคดีแต่โชคร้ายก็คือฉันต้องยืนดมทั้งควันและฝุ่นเข้าไปอีกสองปอดใหญ่ๆ ทำไมน่ะหรอ หึ ก็อีตาคนขับรถเนี่ยเล่นจอดรถแบบล้อฟรี คือประมาณเหยียบเบรกตัวโก่งเลยค่ะฝุ่นก็ฟุ้งสิครับท่านงานนี้
“ สวัสดีครับ ” ย่ะ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันตอบในใจ “ เอ่อ สวัสดีค่ะ ” โอ้ย รอดตายแล้วเรานึกว่าวันนี้จะต้องเดินเท้าไปที่ไร่สายป่านซะอีก
“ รถเสียหรือครับ ให้เราช่วยดูให้ดีกว่านะครับ ” ชายหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งข้างคนขับเอ่ยขึ้น
“ ขอบคุณค่ะ ” ฉันกล่าวขอบคุณเขาพร้อมรอยยิ้มกระชากใจ เขาลงมาจากรถเดินไปดูเครื่องยนต์ให้ฉัน

เขาจัดเป็นคนหน้าตาดีถึงดีมาก ตาเขาออกสีน้ำตาลไม่ดำสนิท จมูกโด่ง ปากได้รูป ผมซอยยาวถึงคอฉันสูงเกือบถึงหูของเขา นี่ขนาดฉันเป็นคนที่สูงเกินมาตรฐานหญิงไทยแล้วนะเนี่ย เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวซึ่งตอนนี้เขาถลกไว้แค่ข้อศอก กางเกงสีดำ รองเท้าหนังสีดำ นี่ถ้าเขาผูกเนกไทและมีสูทอีกตัวเขาจะเหมือนนักธุรกิจมาก การแต่งตัวของเขาทำให้เขาดูขัดกับสภาพแวดล้อมตอนนี้มาก

“ คุณกำลังจะไปที่ไหนหรือครับ ” เขาถามฉันในขณะที่ยังก้มดูเครื่องยนต์อยู่
“ ฉันกำลังจะไปที่ไร่สายป่านค่ะ ” คำตอบฉันทำให้เขาหันมาคุยกับฉันด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ คุณมีธุระอะไรที่ไร่นั้นหรือครับ ” ชายหนุ่มแปลกเอ่ะใจเพราะได้ข่าวมาว่าคุณพัศวดีว่าที่คู่หมั้นของเพื่อนรักเขาจะมาพักที่ไร่
“ คือฉันมาหาญาติที่นั่นค่ะ ” ฉันตอบเขาไปแบบนั้นเหมือนฉันจะเห็นเขาแอบยิ้มนิดๆ ด้วยแหละ รึว่าฉันคิดไปเอง
“ งั้นคุณคงต้องไปกับพวกเราแล้วล่ะครับ เพราะเรากำลังจะไปที่นั่นพอดีเลยครับ ส่วนเรื่องรถไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเดี๋ยวผมจะให้คนมาเอาไปให้คุณที่ไร่ครับ ”
แล้วเขาก็ฉุดฉันขึ้นรถ พอฉันมานั่งบนรถจึงเห็นชายอีกคนที่เป็นคนขับรถ ฉันว่าเขาออกแนวโหดๆยังไงไม่รู้หนวดเครารุงรัง สวมแว่นตาดำ ยิ่งชุดที่เขาใส่มันส่งผลให้ภาพโดยรวมออกแนวเจ้าพ่อมาเฟียหรือไม่ก็โจรห้าร้อย

“ ผมยังไม่ทราบชื่อคุณเลย ผมชื่อ ตริณ ส่วนคนขับรถนั่นชื่อ กร ครับ ”
“ ฉันชื่อ พัศวดี ค่ะ เรียก พัศ เฉยๆก็ได้ค่ะ ”
ฉันตอบและหันไปมองหน้าคนขับผ่านทางกระจกส่องหลัง ถ้าไม่ได้คิดไปเองฉันว่าฉันเห็นเขาจ้องฉันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อตอนฉันแนะนำตัวยังไงก็ไม่รู้
‘เฮ้อ ไอ้ทฤษฎีโลกกลมนี่มันพิสูจน์ได้จริงแฮะ’ ไม่อยากจะเชื่อเลย หนียังไงก็ไม่พ้น
“ พัศวดี ” งั้นหรอ พัศวดี ศศิวัฒนกูล คนที่พ่อแม่เคยบอกว่าจะต้องแต่งงานด้วย ให้ตายเหอะแล้วนี่หล่อนมาทำอะไรที่ไร่ของเขาเนี่ย หรือว่าเธอเห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งนี้ ไม่ ... เขายังไม่อยากแต่งงานไม่รู้ว่าพ่อแม่เธอไปตกลงกันยังไงแต่เขานี่แหล่ะจะทำให้เธอแห่กระเจิงกลับบ้านแทบไม่ทันเลย คอยดูสิ
“ เอ่อจะให้ผมไปส่งที่ไหนครับ ”
ผมถามเธอและหันไปสบตาเพื่อนและดูเหมือนว่ามันจะรู้ตัวแล้วเหมือนกันว่าผมต้องการอะไรด้วยการยิ้มแบบกวนโทสะและยักคิ้วให้
“ เดี๋ยวไปส่งฉันกับคุณพัศที่ไร่สายป่านนะนายกร ”
มันพูดพลางทำท่ากวนโทสะอย่างมากมาให้ผม เอหรือว่ามันจะรู้ก่อนหน้าเราเพราะมันระเห็จตัวเองไปนั่งเบาะหลังกับยัยคุณหนูนั่นและทำราวกับว่าผมเป็นคนขับรถให้มันอย่างงั้นแหล่ะ
“ ได้ครับ ”
ผมตอบแล้วเงียบกริบไปตลอดทาง ปล่อยให้นายตรินชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียว
ผมลองแอบชำเลืองมองไปยังยัยคุณหนูนั่นเธอจัดว่าเป็นคนสวยเลยทีเดียว ใบหน้าสวยเก๋ ผมยาวของเธอถูกรวบมัดไว้ด้านหลัง ผมว่าเธอน่าจะไปเป็นนางแบบเพราะโดยรวมแล้วผมว่าเธอใช่เลย
เมื่อรถแล่นมาถึงบริเวณไร่สายป่านนายตรินก็เล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับไร่แห่งนี้ให้เธอฟัง
ไร่สายป่านจริงๆแล้วมันเป็นไร่ของพ่อกับแม่ผม พวกท่านบุกเบิกตั้งแต่มีที่แค่ 15 ไร่ แต่ตอนนี้มีถึงเกือบ 400 ไร่ ในเวลา8 ปี และอาจจะขยายออกไปอีกในอนาคต เนื่องจากไร่นี้มีทั้งรีสอร์ท
ไร่องุ่น ไร่ผลไม้ แปลงไม้ตัดดอกแล้วยังมีโรงงานซึ่งอยู่ห่างจากไร่ประมาณ 10 กิโล เป็นของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกับพ่อร่วมกันสร้างมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ผมภูมิใจกับไร่นี้มาก เมื่อรถแล่นมาถึงบริเวณบ้านพักผมปล่อยให้นายตรินคอยเทคแคร์ยัยคุณหนูนั่นส่วนผมไม่ขอลงยังไม่อยากเจอแม่ตอนนี้
“ เราเข้าบ้านกันก่อนดีกว่าครับคุณพัศ ” ตรินพุดพร้อมกับเดินนำยัยคุณหนูนั่นขึ้นบ้านพักไป
“ สวัสดีครับคุณแม่ ” ตรินทักคุณประภัสสรแม่ของนายคีตกร
“ ว่าไงจ๊ะตาตรินนึกยังไงวันนี้มาบ้านนี้ล่ะธรรมดาไปขลุกกันอยู่ที่เรือนเล็กไม่ใช่หรือ” เธอถามอย่างน้อยใจก็พ่อตัวดีทั้งลูกแท้ลูกเทียมไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเธอที่เรือนใหญ่นี่หรอกเอาแต่ไปขลุกกันอยู่ที่เรือนเล็กนั่นแหล่ะ
“ สวัสดีค่ะ หนูชื่อ พัศวดี ค่ะคุณอาจำหนูได้รึป่าวคะ ” เธอถามเพื่อความแน่ใจ เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอมันก็เมื่อแปดปีก่อนโน้น
“ แหมจำได้สิจ๊ะหนูพัศ พ่อของหนูเพิ่งโทรมาบอกเมื่อวานจ่ะว่าหนูพัศจะมา แหมโตเป็นสาวแล้วสวยจนอาแทบจำไม่ได้แน่ะ ” เธอบอกแล้วชวนให้ไปนั่งคุยกันที่ห้องรับแขกก่อนจะหันมาคุยกับลูกเทียมของเธอ
“ ว่าไงล่ะเราตาตรินแล้วนี่ตากรหายไมไหน อ๊ะ อย่าบอกแม่นะว่าตากรไม่ยอมกลับมาไร่แล้วทิ้งให้เธอมาลูกมาคนเดียวน่ะ หึ ตากรนะตากรแม่น้อยใจนะทำกับแม่แบบนี้ ”
เธอบ่นอย่างน้อยอกน้อยใจที่ลูกชายตัวดีไม่เห็นหัวเธอแล้ว ไม่ยอมกลับมาหาเธอทั้งๆที่สัญญาแล้วว่าจะกลับมาอยู่กับเธอหลังเสร็จจากงานที่กรุงเทพฯ
“ มาสิครับคุณแม่ ก็ผมลงทุนลากมันมากับมือผมเองเลยนะครับคุณแม่อย่าเพิ่งบ่นสิครับเดี๋ยวไอ้กรของคุณแม่ก็หนีกลับกรุงเทพฯหรอกครับ ” เขาเย้าเล่นเมื่อเห็นว่าคุณแม่ของเพื่อนรักทำท่าน้อยอกน้อยใจเพื่อนเขา
“ นี่ตาตรินหาว่าแม่ขี้บ่นหรอ ” เธอพูดแล้วยกมือตีแขนที่กำลังโอบเธออยู่เบาๆ
“ โถ่ ผมไม่ได้ว่าคุณแม่ซะหน่อย เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมไปหาเจ้ากรที่เรือนเล็กก่อนนะครับเดี๋ยวผมจะไปลากเจ้ากรมาให้คุณแม่พรุ่งนี้เช้าเลยนะครับ ”
พูดจบเขาก็หอมแก้วคุณแม่ของเจ้าเอนรักหนึ่งฟอดใหญ่ ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับเขาก็นึกอะไรขึ้นได้จึงหันไปพูดกับเธออีกครั้ง
“ คุณแม่ครับ คุณพัศจะมาค้างที่ไร่นี้กี่วันหรอครับ ”
“ ก็ ประมาณเดือนกว่าๆ เกือบสองเดือนน่ะจ่ะ ถามทำไมหรือจ๊ะพ่อตริน ” เธอถามกลับอย่างแปลกใจเมื่อตรินพูดขึ้น
“ อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมไปก่อนนะครับ ” พูดจบเขาก็หันหลังเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว

พัศวดีมองสำรวจออกไปยังบริเวณนอกชาน เมื่อมองออกไปข้างนอกจะเห็นไร่องุ่นและแปลงดอกไม้ที่แข่งกันออกดอกหลากหลายสีสัน มีคนงานกำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่าง
ขมักเขม่นห่างออกไปจะเป็นแนวเนินเขาเขียวชอุ่มที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้เธอยังได้ยินเสียงนกที่ลอยมาตามสายลมที่สดชื่น บรรยากาศแบบนี้ไม่มีให้เห็นในเมืองกรุงที่เธออาศัยอยู่ ‘ที่นี่ร่มรื่นดีแฮะ’ นี่คือส่งที่เธอคิด ไร่นี้น่าอยู่มากถ้าจะให้เธออยู่ที่นี่ไปตลอดเธอก็อยู่ได้เพราะเธอหลงรักที่นี่เข้าซะแล้ว
“ ชอบที่นี่ไหมจ๊ะหนูพัศ ” จารุวรรณถามขึ้นเมื่อเห็นพัศวดีชื่นชมในความงามของธรรมชาติ
“ พัศชอบที่นี่มากเลยค่ะคุณอา ที่นี่สวยมากๆ ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะเดินมานั่งที่เก้าอี้เมื่อเด็กรับใช้เอาชาพร้อมของว่างมาเสริฟ
“ แล้วคุณอาสบายดีรึเปล่าคะพัศไม่ได้เจอคุณอาตั้งแปดปีแน่ะค่ะ ” เธอพูดขึ้นเมื่อเห็นอาวรรณของเธอทรุดกายนั่งที่โซฟาและจิบชาในถ้วยเสร็จ
“ สบายดีจ่ะ แล้วคุณอธิปล่ะจ๊ะ ท่านสบายดีรึเปล่า ”
เพราะห่างหายกันไปนานเมื่อก่อน สามีเธอเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ เคยเป็นบอดี้การ์ดให้กับคุณอธิปคุณพ่อของหนูพัศมาก่อนที่จะปลดประจำการเมื่อแปดปีก่อน แต่สามีเธอกับคุณอธิปยังติดต่อไปมาหาสู่เนื่องด้วยทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเคยพูดกันเรื่องของหนูพัศกับตากรว่าอยากให้จับคู่กันเพื่อสองครอบครัวจะได้เกี่ยวดองกันตลอดไป
“ ท่านสบายดีค่ะ แล้วคุณอาวัตน์ไม่อยู่หรือคะ ” เธอถามเมื่อไม่เห็นสามีของเธอ
“ แกอยู่ที่โรงงานน่ะจ่ะ วันๆแกก็ไปขลุกอยู่ที่นั่นทั้งพ่อทั้งวันนี่ถ้าลูกชายคนโปรดเขากลับมาที่ไร่ก็คงจะไปขลุกอยู่ที่นั่นทั้งพ่อทั้งลูกแหล่ะจ่ะ ”
เธอกล่าวถึงสามีและลูกที่เข้าขากันได้เป็นปีเป็นขลุ่ย แถมทิ้งให้เธอต้องดูแลบ้านและ
รีสอร์ทอยู่เพียงลำพัง
“ แล้วหนูพัศล่ะมายังไง แล้วไปเจอกับตาตรินได้ยังไงกันล่ะ ” เธอแปลกใจเมื่อเห็นตาตรินกับหนูพัศมาด้วยกัน
“ อ๋อ คือว่าพัศขับรถมาเองแหล่ะค่ะแต่บังเอิญว่ารถของพัศเกิดเสีย แล้วพอดีคุณตรินเขาผ่านมาพอดีเลยรับมาด้วยน่ะค่ะ ”
“ ตายจริง แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะจ๊ะอันตรายออก ทำไมคุณอธิปถึงกล้าปล่อยให้ลูกสาวมาคนเดียวได้ล่ะเนี่ย เกิดถูกจำตัวไปจะว่ายังไง ” เธอบ่นออกมาอย่างเป็นห่วงว่าหญิงสาวจะเกิดอันตราย
“ เอ่อ คือว่าคุณพ่อไม่ได้ปล่อยให้พัศมาคนเดียวหรอกค่ะ คุณพ่อให้บอดี้การ์ดมาด้วยแต่....เอ่อ...แต่พัศหนีพวกบอดี้การ์ดมาจากโรงแรมน่ะค่ะ ” เธอบอกออกไปอย่างเสียมิได้
“ ตายแล้ววว ”
คุณจารุวรรณเอามือแนบอกร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าหนูพัศจะอาจหาญถึงขนาดนี้ ดูท่าทางจะร้ายไม่ใช่เล่นเลยที่สามารถหนีบอดี้การ์ดมาได้
“ ทีหลังหนูพัศอย่าทำอย่างนี้อีกนะจ๊ะมันอันตราย หนูก็รู้ไม่ใช่หรือจ๊ะว่าช่วงนี้ครอบครัวของหนูกำลังมีคนจ้องเล่นงานอยู่ แล้วนี่ถ้าตาตรินไม่ไปเจอหนูเข้าหนูพัศมิต้องเดินมาจนถึงไร่หรอกหรือจ๊ะ” เธอปรามหญิงสาวเพราะเธออาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ก็ได้
“ เอาอย่างนี้ดีกว่าจ่ะ อาว่าหนูพัศไปอาบน้ำอาบท่าให้หายเหนื่อยก่อนดีกว่านะจ๊ะมาเหนื่อยๆอาเตรียมห้องไว้ให้หนูเรียบร้อยแล้วจ่ะ ” เธอพูดพร้อมกับจูงพัศวดีเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างสนิทสนม

“ ไงแก ...ไอ้ตริน เมื่อยหูมารึป่าววะเนี่ย โดนแม่บ่นอะไรมาอีกล่ะ ”
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาไม่อยากลงไปหาท่านเวลาที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพ ฯ ใหม่ๆ และเขาก็รู้ว่าเขาเองก็ไม่ใช่ลูกที่ดีนักไม่เหมือนนายตรินเพื่อนรักของเขา ที่ไปเยี่ยมแม่ของเขามากกว่าตัวเขาเองเสียด้วยซ้ำ นายตรินเลยกลายมาเป็นลูกรักของแม่เขาไปโดยปริยาย
“ วันนี้ไม่บ่นว่ะ แต่แม่ถามถึงแกด้วย แม่แกเขาคิดถึงช่วยโผล่หน้าโจรๆ ของแกไปให้ท่านเห็นหน้าหน่อยสิวะ ข้าจะกลายจะมาเป็นลูกของแม่แกจริงๆแล้วนะโว้ย อะไรเห็นหน้าเพื่อนลูกมากกว่าเห็นหน้าลูกของตัวเองซะอีก ” ตรินพูดในขณะเอนกายพิงกับโซฟาอย่างสบายอารมณ์
“ เออ วันนี้แม่ไม่ได้บ่นแกเลยมาบ่นข้าแทนงั้นสิ ” เขาไม่พูดเปล่าแต่คว้าหมอนอิงปาใส่หน้าเจ้าเพื่อนตัวแสบของเขา แต่ตรินรับหมอนได้และเอามานอนหนุนหลัง
“ เออ ว่าแต่คุณพัศนี่ใช่ว่าที่เจ้าสาวแกรึเปล่าวะ ไอ้กร ” เขาเปลี่ยนเรื่อง
“ เออใช่ ” เขาตอบขณะที่เขาเดินออกไปที่ระเบียง
“ แล้วแกจะเอายังไงวะ คุณเธอเล่นมาอยู่ที่นี่เกือบสองเดือนเชียวนะโว้ย ” และเขาก็เห็นเพื่อนเขามองกลับมาอย่างตกใจในสิ่งที่ได้ยิน
“ สองเดือน ” โอ้ ให้ตายเถอะ
“ ใช่สองเดือนเชียวนะแก ข้าว่าแกไม่รอดแน่ ”
แล้วเขาก็เห็นไอ้เพื่อนทรยศมันกำลังหัวเราะแบบสะใจ ที่เพื่อนประหนึ่งตกนรก แต่มันมีความสุข ไอ้เวร
“ แล้วแกลองถามยัยคุณหนูนั่นหรือป่าวว่ารู้เรื่องแต่งงานหรือยัง ” ตรินสั่นหน้า
“ แกลองไปถามแม่แกดูสิ” เออจริงของมัน พรุ่งนี้เข้าคงต้องแวะไปสักหน่อยแล้ว
“ ว่าแต่แกเหอะ ได้คุยกับยัยจีจี้นั่นหรือยังวะ แม่นั่นยิ่งเรื่องมากอยู่ด้วย ”
เขาถามถึงคู่ควงคนล่าสุดของนายกรเพื่อนรักเพื่อนเลิฟ อย่างอดห่วงไม่ได้
“ คุยแล้ว และข้าแน่ใจว่าจีจี้เข้าใจเพราะข้าอยากทุ่มเทให้กับไร่สายป่านนี่ว่ะ ”
เขาพูดออกไปและคิดต่อไปอย่างไม่ใส่ใจว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา
ตอนนี้เขาอยากละมือจากธุรกิจจิวรี่ที่ร่วมหุ้นกับนายตรินที่กำลังไปได้ดีที่กรุงเทพฯ เขาและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งบริษัทและมีหุ้นตามโรงแรมชั้นนำของไทย เรียกได้ว่าในแวดวงของสังคมธุรกิจเมืองไทยตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักนายคีตกร ตรีโรจน และ นายเจตริน ไพบูรณ์ธนทรัพย์ แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นตัวจริงของเขาโดยส่วนมากเขาจะให้เพื่อนเขาออกงานแทนเสมอโดยที่เขามักให้เหตุผลว่า ‘ มันน่าเบื่อ’
ท้องฟ้าที่นี่มืดเร็วกว่าที่กรุงเทพฯ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าต่างจังหวัดจะอากาศดีแบบนี้เคยเจอแต่มลพิษจากเมืองกรุง วันนี้ฉันมาพักร้อน อืม .... จะเรียกว่าพักร้อนก็ไม่ถูกหรอก เรียกว่าโดนปล่อยเกาะมากกว่าเพราะพ่อของฉันต้องไปดูธุรกิจที่อเมริกา เห็นว่ามีการร่วมทุนจากหลายประเทศฉันเลยต้องอยู่คนเดียวเกือบสองเดือนพ่อไม่อยากให้ฉันไปด้วยโดยที่พ่ออ้างเหตุผลว่า
‘ อย่าไปเลยลูกพ่อว่าลูกอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว อีกอย่างพ่อไปทำงานคงไม่มีเวลาดูแลลูก เกิดลูกรักของพ่อเป็นอะไรไปพ่อคงอยู่ไม่ได้ และถ้าเกิดไอ้พวกนั้นมันมาทำร้ายอย่างน้อยลูกของพ่อก็จะไม่โดนไปด้วย พ่อฝากลูกไว้กับเพื่อนพ่อที่ต่างจังหวัด ลูกไปอยู่กับเขาแล้วลูกจะปลอดภัย’
พ่อคะยั้นคะยอให้ฉันมาพักกับเพื่อนของพ่อที่เป็นตำรวจ พ่อบอกว่าอยู่ที่นี่จะปลอดภัย พ่อกังวลมากหากฉันจะต้องอยู่บ้านคนเดียว เพราะฉันเคยเกือบถูกจับตัวเรียกค่าไถ่มาแล้วถึงสองครั้ง และถูกข่มขู่อีกหลายครั้งพ่อวิตกมากเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพ่อไปขัดขวางผลประโยชน์
ทางธุรกิจ ซึ่งเธอก็เป็นห่วงพ่อเหมือนกันเราอยู่ในที่สว่างส่วนอีกฝ่ายอยู่ในที่มืด อีกฝ่ายจะเล่นงานเราตอนไหนก็ไม่รู้
แล้วเธอก็เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าจากที่สว่างกำลังจะมืดสนิทนอกชานที่ยื่นออกมาจากห้อง เสียงนกที่กำลังบินกลับรัง ‘หนูคิดถึงแม่จังเลยค่ะ นี่ถ้าแม่ยังอยู่ก็ดีสินะคะ แม่ช่วยคุ้มครองพวกเราด้วยนะคะ’
ติ๊ด...ติ๊ด....ตื๊ด.. เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นปลุกให้เธอตื่นจากพะวงและเดินกลับเข้ามายังห้องนอนที่คุณจารุวรรณเตรียมไว้ให้กับเธอและมองหาต้นเสียง และเมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นใครฉันก็รีบกดรับทันที
“ สวัสดีค่ะพ่อ ” เธอกล่าวอย่างดีใจ
‘ เป็นไงมั่งลูก ถึงบ้านอาวิทย์หรือยังลูก ’ พ่อถามฉันด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ ถึงตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วล่ะค่ะ แบบครบสามสิบสองเลยค่ะพ่อ”
‘ ดีแล้วล่ะลูก พ่อค่อยโล่งใจหน่อย พ่อเป็นห่วงก็หนูบอกว่าจะขับรถไปเอง’
“ หนูปลอดภัยดีค่ะไม่ต้องห่วง แล้วพ่อล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”
‘ ทางนี้ก็เรียบร้อยดีพ่อจะพยายามเร่งให้เสร็จ แล้วพ่อจะหอบของฝากไปให้นะพัศ’
“ ค่ะพ่อ รักษาสุขภาพนะคะพ่อหนูเป็นห่วง หนูรักพ่อค่ะ ”
‘ จ้า พ่อก็รักลูกจ่ะ ’
แล้วพ่อก็วางสายไป แต่เธอยังคงกำโทรศัพท์ในมือแน่นและมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดสนิทเริ่มเห็นดาวบ้างแล้ว ทุกอย่างเข้าสู่ความสงบเธอเองก็เช่นกัน


รอยแผลแห่งอดีต
ก๊อก... ก๊อก...ก๊อก... คุณกรคะ ก๊อก... ก๊อก...ก๊อก... คุณกร เสียงเคาะประตูทำให้ผม
ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ค่อยไม่ดีนัก ทุกคนในบ้านนี้ก็รู้หมดทุกคนนี่นา ว่าเขาไม่ชอบให้ใครมากวนตอนเช้าแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญล่ะน่าดู หึ และเขาก็ตะโกนออกไป เสียงเขาดังจนทำให้ผู้ที่อาจหาญมาเคาะประตูปลุกเขาแบบนี้ตกใจและเริ่มรู้ชะตากรรมของตนเองขึ้นมาแล้ว
“ ใคร มีอะไรว่ามา ” เขาตะโกนออกไปทั้งๆที่ตัวเขายังนอนอยู่ที่เตียง
“ เอ่อ.... คือ คุณนายให้มาตามคุณกรไปพบตอนนี้เลยค่ะ ”
แม่เรียกพบแต่เช้าแบบนี้ มีเรื่องอะไรนะ เขาลุกขึ้นจะไปจัดการกับตัวเอง ก่อนจะตะโกนตอบ
“ รู้แล้ว ไปบอกแม่ว่าขอเวลา 15 นาที ”
สาวใช้โล่งอกที่คุณกรยอมตื่นโดยที่ไม่เปิดประตูออกมาว่า เธอรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

เมื่อเขาเดินมาถึงเรือนใหญ่และเดินเลี่ยงออกไปทางห้องรับแขกเขาก็พบคนที่เรียกเขามานั่งจิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์
“ แม่มีอะไรหรือเปล่าครับถึงให้คนไปตามผมแต่เช้าแบบนี้ครับ ”
เขาพูดเสียงเรียบหากแต่แววตาบ่งบอกถึงความหงุดหงิดเล็กน้อยแต่นั่นไม่ทำให้ผู้เป็นแม่ใส่ใจแต่อย่างใด เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าลูกของเธอนอนไม่เป็นเวลาแล้วแต่ว่าเจ้าตัวจะทำงานเสร็จเมื่อไร และลูกของเธอจะหงุดหงิดมากเวลามีใครไปกวนตอนที่เขากำลังนอนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพายุลูกย่อมๆได้เลยทีเดียว
“ แม่จะเรียกแกมาคุยเรื่องหนูพัศน่ะ” คนเป็นแม่พูดเสียงเรียบเฉยและจิบกาแฟไปพลาง
“ ฮะ ปลุกผมขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจะคุยเรื่องไร้สาระเนี่ยน่ะหรอครับ ” เขาเริ่มใส่อารมณ์เล็กน้อยเมื่อทราบเหตุผลที่มารดาเรียกเขามาแต่เช้า
“ ก็ใช่น่ะสิ เรื่องไร้สาระของแก แต่มันเป็นสำคัญของฉันและก็พ่อของแก ”
เขาเงียบและปรับอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อจะได้ลองเจรจาเรื่องหมั้นกับแม่ไปเสียเลย
“ เอาล่ะครับ แม่มีอะไรว่ามาเลยครับ ผมพร้อมที่จะฟังแล้วครับ ”
“ ก็ดีแต่ก่อนที่จะฟัง ฉันเคยบอกแกหรือยังว่าในบ้านนี้ยังไม่มีใครเหมือนโจรได้เท่าแกเลย หัดโกนหนวดโกนเคราซะมั่งได้มั้ย ”
เธอยอมรับว่าอดที่จะบ่นลูกชายของเธอเสียไม่ได้เมื่อเห็นหน้าเจ้าลูกชายที่เขียวครึ้มไปด้วยหนวดเครา
“ ก็ใครกันล่ะที่ให้เด็กไปตามผมแต่เช้าน่ะ ” เขาอดที่จะค่อนแคะผู้เป็นมารดาของเขาไม่ได้
“ ว่าแต่คุณแม่พร้อมที่จะเล่ารึยังครับ ” จารุวรรณมองค้อนลูกชายก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกของเธอฟัง
“ …..จี้ … จีจี้… จีจี้ นี่เธอฟังฉันอยู่หรือเปล่ายะ ”
เธอเรียกจีจี้มาหลายครั้งแล้วและทุกครั้ง เพื่อนของเธอก็เอาแต่เหม่อ จนสุดท้ายเธอเลยตะโกนออกไปเสียงดังจนทำให้เจ้าตัวถึงกับสะดุ้ง
“ จ่ะ ว่าไงจ๊ะ ” เธอตอบเพื่อนของเธอแบบง้อนิดๆ เมื่อเห็นใบหม่อนเพื่อนเธอกำลังโกรธ
“ เธอเป็นอะไรรึป่าว จีจี้ เธอดูเหม่อๆชอบกล ” พูดพลางมองหน้าเพื่อนไปพลาง
“ ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันแค่คิดถึงพี่กรน่ะ ”
“ โธ่ คิดถึงก็ไปหาเขาซะสิ จะมามัวนั่งเฉยๆอยู่ทำไมเดี๋ยวได้คนอื่นคาบไปรับประทานหรอกย่ะ พี่กรของเธอน่ะยิ่งฮอตในบรรดาสาวๆอยู่นะจ๊ะ ”
“ ฉันก็อยากไปหานะ แต่...” ใบหม่อนมองหน้าเมื่อเธอหยุดพูด
“ แต่อะไรยัยจีจี้ ” ใบหม่อนมองหน้าเธออย่างคาดคั้น
“ ก็พี่กรน่ะสิ เขาบอกว่าเราห่างๆกันสักพักเถอะ พี่กรบอกจะกลับไปทบทวนเรื่องของเรา แต่ฉันยังทำใจไม่ได้ที่พี่กรเค้าจะทิ้งฉัน ยัยหม่อนเข้าใจไหมว่าฉันทำใจไม่ได้น่ะ ” เธอพูดน้ำตาคลอเบ้า
“ ถ้าอย่างนั้นเราก็ลุยไปหาพี่เค้าเลยมั้ย ว่าแต่แกเหอะกล้ารึเปล่างานนี้ถ้าไม่ได้ก็หลุดเลยนะแก ”
เธอมองหน้าเพื่อนและคิดตรึกตรองดูว่าจะได้คุ้มเสียไหม แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยอาจต้องเสียพี่กรไปตลอดกาลก็ได้ เพราะตอนนี้เธอเองก็ติดต่อเขาไม่ได้มาสามเดือนเหมือนเขาตัดขาดจากเธอโดยปริยาย เอาน่าเป็นไงเป็นกัน เรื่องอะไรที่จะปล่อยให้ผู้ชายดีๆแบบนี้ให้หลุดลอยไป ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเก่งทั้งในเรื่องธุรกิจและเรื่องบนเตียง ผู้ชายแบบนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เธอเองยังไม่อยากเลิกกับพี่กร และไม่มีทางยอมด้วย
“ แล้วจะให้จี้ทำไงล่ะหม่อน จี้ไม่เก่งเรื่องแบบนี้นะ ”
ใบหม่อนเองก็รู้อยู่แล้วว่าเพื่อนของเธอน่ะนางเอกจะตาย ไอ้เรื่องจะให้ไปชิงรักหักสวาทกับใครน่ะคนอย่างจีจี้น่ะไม่มีทางทำเองได้เด็ดขาด เธอคิดไว้ในใจแล้วล่ะว่าเธอคงต้องออกแรงช่วยเพื่อนรักของเธอให้ได้
“ ไม่เป็นไรจีจี้ มีฉันอยู่ทั้งคน ว่าแต่แกเถอะคิวว่างวันไหนบ้างแม่นางแบบคิวทอง ”
“ อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เลยจ่ะ”
“ ดีงั้นเราไปไร่สายป่านกันวันอังคารหน้าและกันนะ ”
“ น้องจีจี้ขา ได้เวลาแต่งหน้าแล้วค่ะ”
พี่ฝ่ายแต่งหน้าของห้องเสื้อเดินออกมาตามเธอไปเตรียมตัวเดินแบบต่อ เธอจึงลากเพื่อนเข้าไปข้างหลังเวที
“ ทำไมคุณแม่ถึงต้องให้ผมดูแลยัยคุณหนูนั่นด้วยล่ะครับ ”
ผมถามขึ้นเมื่อแม่ของเขายืนยันให้เขาเป็นคนดูแลยัยคุณหนูนั่นตลอดระยะเวลาที่เธออยู่ที่นี่ โอ๊ย.....แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
“ ก็เพราะแกเก่งเหมือนพ่อแกไงล่ะ ฉันเชื่อว่าคนอย่างแกต้องดูแลหนูพัศได้ดีและปลอดภัยแน่ๆแกก็รู้แล้วไม่ใช่หรอ ว่าหนูพัศเกือบโดนจับตัวมาสองครั้งแล้วนะไหนจะเรื่องข่มขู่นั่นอีก ขนาดมีบอดี้การ์ดคอยคุมอยู่นะ ” เหตุผลของแม่ทำให้เขาอึ้ง แต่ทำไมต้องเป็นเขาด้วยล่ะ
“ ตามใจ แกไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะดูแลเองก็ได้ เวลาโดนจับตัวจะได้โดนทีเดียวสองคนเลยเป็นไง ดีมะ” เสร็จ เจอแม่อ้างแบบนี้เป็นอันจบเกม
“ เฮ้อ แค่ดูแลนะครับ ห้ามจับผมหมั้นเด็ดขาดเราตกลงกันแล้วนะครับ ผมดูแลยัยคุณหนูนั่นให้แลกกับไม่ต้องถูกจับหมั้นเดือนหน้าแต่เลื่อนไปเป็นปีหน้าตกลงมั้ยครับ ”
“ ได้ ตามที่ลูกขอ ดูแลน้องให้ดีล่ะ ฉันเชื่อใจแก” เธอกำชับลูกชาย
“ ครับ ผมจะดูแลอย่างดี แต่ถ้ายัยคุณหนูนั่นทนไม่ได้กับบ้านไร่แบบนี้ หรือทนผมไม่ได้ขึ้นมาล่ะครับผมจะทำยังไงล่ะ ถึงตอนนี้ผมไม่แย่หรอ ”
ผมทำหน้ากังวลและส่งสายตาอ้อนวอนแม่ แบบนี้แม่ก็อดใจอ่อนไม่ได้เหมือนทุกทีนั่นแหล่ะน่า
“ ก็.....ถ้าเป็นความต้องการของหนูพัศเอง ไม่ใช่ความผิดของแก ถือว่าคำสัญญายังมีผลอยู่และกัน ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก เนื่องด้วยกลัวเจ้าลูกชายตัวแสบของเธอจะคิดทำอะไรแผลงๆขึ้นมา แต่ผิดกับลูกชายของเธอที่ถึงกับยิ้มหน้าบานรับข้อเสนอแล้วเดินออกจากบ้านจะตรงไปยังรถของเขา
“ นี่ตากร ไปโกนหนวดโกนเคราออกเสียบ้างนะ เดี๋ยวใครเขาก็คิดว่าแกเป็นโจรหรอก ”
จารุวรรณตะโกนลงไปข้างล่างตรงที่เจ้าลูกชายตัวแสบของเธอยืนอยู่
“ ครับแม่.......... ถ้ามีโอกาสผมจะโกนให้ครับแม่ ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี
“ วันนี้ตอนบ่ายอย่าลืมมารับหนูพัศไปเที่ยวชมไร่นะตากร ”
เจ้าลูกชายตัวดีของเธอไม่ตอบ แต่เดินลงบันไดตัวปลิวผิวปากฮัมเพลงอย่างคนอารมณ์ดีสุดๆ เฮ้อ...หวังว่าตากรคงไม่ทำอะไรอย่างที่เธอกำลังเป็นกังวลหรอกใช่มั้ย
คิดแล้วก็น่าเห็นใจคุณอธิปทั้งๆที่เขาเป็นคนดีแท้ๆ แต่ที่ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้เป็นเพราะเขาตรงเกินไป จึงไปขัดผลประโยชน์ช่องทางทำมาหากินของพวกนายทุนหน้าเลือดที่มีอิทธิพลซ้ำยังมีเส้นสายใหญ่ทางการเมืองที่ขนาดตำรวจยังทำอะไรพวกมันลำบาก แล้วนับประสาอะไรกับคุณอธิป ถึงทางคุณอณุวัตน์สามีของเธอจะช่วยหาบอดี้การ์ดฝีมือดีให้ก็เถอะ เธอก็ยังอดห่วงคุณอธิปไม่ได้เหมือนกัน

เมื่อก่อนสมัยที่คุณอธิปและคุณอณุวัตน์เรียนมหาวิทยาลัยเคยเป็นเพื่อนสนิทกันแต่พอจบคุณอธิปก็ไปเรียนต่อสาขาบริหารธุรกิจต่อที่เมืองนอกและกลับมารับช่วงต่อจากบิดาและเริ่มขยายกิจการจนใหญ่โตกว่ารุ่นของบิดามาก คุณอธิปแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเธอและมีบุตรสาวคือหนูพัศวดี แต่เพื่อนของเธออายุสั้นเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหนูพัศอายุ 7 ขวบ ทำให้คุณอธิปต้องเลี้ยงดูหนูพัศตามลำพัง

ส่วนคุณอณุวัตน์พอจบจากมหาวิทยาลัยก็เข้ารับราชการเป็นทหารประจำหน่วยรบพิเศษอยู่6 ปี และบังเอิญมีเพื่อนที่เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาชวนให้ไปเข้าร่วมทีมไม่นานเขาและด้วยประสบการณ์บวกฝีมือของคุณอณุวัตน์จึงทำให้เขาตำรวจนอกเครื่องแบบสมใจ เธอและเขาเจอกันตอนที่เขามาทำคดีที่นี่เราก็พบกันและแต่งงานกันและเจ้ากร

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ธุรกิจของคุณอธิปประสบปัญหาและมีคนจ้องทำร้ายเพราะเรื่องขัดผลประโยชน์จึงขอให้สามีของเธอช่วยดูแลความปลอดภัยให้จึงทำให้เจ้ากรกับหนูพัศสนิทกันจนคุณอธิปเอ่ยปากอยากให้หนูพัศกับตากรแต่งงานกัน ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีจนวันหนึ่งลูกน้องของคุณอณุวัตน์สะเพร่า มีคนตัดสายเบรกรถคนที่หนูพัศและแม่ของเธอนั่งจึงทำให้รถประสบอุบัติเหตุจนทำให้แม่ของหนูพัศเสียชีวิต คุณอณุวัตน์สามีเธอรับผิดชอบด้วยการปลดตัวเองออกจากการเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบหลังจากที่สามารหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้ และหลังจากนั้นเธอกับสามีจึงมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน ปัจจุบันเหตุการณ์นั้นกำลังย้อนกลับมาหาครอบครัว ‘ศศิวัฒนกูล’ อีกครั้ง

“ โอ้ สงสัยวันนี้พายุจะเข้ามั้งล่ะเนี่ยแกถึงตื่นเช้าแบบนี้ได้ ”
ตรินทักขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนเขามานั่งที่โต๊ะอาหาร ด้วยว่าธรรมดาแล้วเขารู้นิสัยเจ้าเพื่อนคนนี้ดีว่าไม่มีทางที่เจ้ากรมันจะตื่นก่อน 7 โมงเช้า เป็นอันขาด
“ แกก็พูดเกินไป วันนี้คุณนายจารุวรรณเรียกข้าไปคุยตั้งแต่ 6 โมงเช้า ” เขาตอบออกไปขณะที่เขากำลังจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้
“ คุณแม่เรียกแกแต่เช้าแบบนี้มีเรื่องอะไรหรือวะ ” ตรินถามอย่างสงสัยก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างอร่อย
“ คุยเรื่องยัยคุณหนูนั่น แม่จะให้ข้าดูแลยัยนั่นตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่ที่นี่น่ะสิ ” กรพูดก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบบ้าง
“ หรอ แล้วแกรับดูแลรึป่าวล่ะ ” ตรินยักคิ้วทำหน้าสงสัย แต่ถ้าจะให้เดาคงรับชัวร์ก็ที่ทางเบื่อโลกซะ
“ แกก็น่าจะรู้คำตอบแล้วไม่ใช่หรอ ” เขาตอบอย่างเบื่อๆและเล่นเรื่องที่คุยกับแม่ของเขาให้เพื่อนรักฟัง
“ อืม อย่างงี้นี่เองที่ทำให้เธอต้องระเห็จมาอยู่ที่ไร่อย่างนี้ แต่ก็น่าสงสารคุณอธิปนะที่ต้องมาเจอเหตุการณ์ช้ำรอยกันแบบนี้ ”
“ นั่นสิ แกลองให้พวกของแกลองสืบเรื่องนี้ดูได้รึป่าววะ อาจจะได้เรื่องบ้างมากก็ได้ ” ตรินเริ่มครุ่นคิด อืม น่าจะพอมีทางอยู่บ้างเพราะเขาเองก็มีเส้นสายในวงการตำรวจอยู่ไม่น้อยไหนจะเส้นสายทางธุรกิจอีก
“ ข้าจะลองๆสืบเรื่องให้ แกไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวเรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ”
“ ว่าแต่แกเหอะ จะเอาไงเรื่องคุณพัศ นี่ตกลงแกจะทำจริงๆหรอฉันสงสารคุณพัศว่ะ
ถึงคุณอาจะขอร้องก็เหอะ ”
เขาอดสงสารเธอไม่ได้จริงๆที่จะต้องมาเจอคนอย่างเจ้ากรมัน ถึงจะเพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวก็เถอะ
“ แล้วตกลงแกจะช่วยฉันหรือป่าว ”
เขาเงยหน้าจากถ้วยกาแฟมาถามเพื่อนอย่างใคร่รู้ในคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจาก
“ เออ ”
กรยิ้มให้กับเพื่อนรักที่คบกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมอย่างพอใจในคำตอบที่ได้รับ ยัยคุณหนูเอ๋ย เธอเสร็จฉันแน่ หึหึหึ
อีกฟากหนึ่งของโลกในเมืองใหญ่และทันสมัยอย่างเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาภาพชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำที่กำลังเคร่งเครียดกับกองเอกสารเป็นภาพชินตาของชายฉกรรจ์ สองคนในชุดที่ไม่ต่างอะไรกับชายที่กำลังเคร่งเครียดกับกองเอกสาร ‘ คุณอธิป ’ เจ้านายของพวกเขาที่หมกมุ่นกับเอกสารพวกนี้ตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เกือบจะเที่ยงอยู่แล้วเจ้านายของเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปไหนจนบอดี้การ์ดอย่างเขาอดห่วงแทนไม่ได้

“ คุณอธิปครับ คุณจะให้ผมยกอาหารกลางวันมาให้ที่ห้องหรือว่าจะลงไปกินเองครับเดี๋ยวผมจัดการให้ครับ ” เขาถามอย่างห่วงใยและคอยคำตอบเมื่อเห็นเจ้านายของเขาเงยหน้าขึ้นมามอง
“ ลงไปกินข้างนอกดีกว่าคุณจะได้กินพร้อมผมเลย ขอโทษทีผมยุ่งจนลืมเวลาไปเลย ”
“ ไม่เป็นไรหรอกครับเราเป็นห่วงคุณมากกว่าผมว่าคุณอธิปอย่าหักโหมมากไปเลยนะครับ ถ้าเกิดคุณล้มป่วยขึ้นมา คุณพัศวดีจะเป็นห่วงเอานะครับ ”
“ ขอบคุณมากที่เป็นห่วงผม งั้นเราลงไปหาอะไรทานกันเถอะ ผมเริ่มหิวขึ้นมาแล้ว”
ทั้งสามคนต่างก็พากันเดินออกมาจากห้องเมื่ออณุวัตน์เดินผ่านโต๊ะเลขาเขาจึงหันไปสั่งกับเลขา
“ คุณลอเลนซ์ ถ้ามีใครมาหาก็บอกเขานะว่าผมจะกลับเข้ามาตอนบ่าย ถ้ามีธุระสำคัญให้โทรเข้าเบอร์ผมนะ ฝากด้วย ” เขาสั่งเลขาเป็นภาษาอังกฤษก่อนที่จะเดินตามบอดี้การ์ดออกไปที่ลิฟต์
ขณะที่เขากำลังจะเดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่หน้าตึกที่เขากำลังจะออกมาก็มีชายสองคนในชุดหนังสีดำขี่รถจักรยานยนต์ปราดเข้ามาที่หน้าตึกที่เขากำลังจะเดินออกไปและถือปืนเก็บเสียงเล็งมาที่ตัวของอธิป ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น ปัง....ปัง....ปัง.... เขาก็ล้มลงข้างกำแพงที่ใกล้กับประตูทางออก เขาได้ยินเสียงตะโกน และเสียงรถล้มดังสนั่น หนึ่งในบอดี้การ์ดปราดเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วพร้อมถามเขาอย่างกังวลและเป็นห่วง
“ คุณอธิปเป็นอะไรรึเปล่าครับ ” บอดี้การ์ดพยุงเจ้านายของเขาอย่างระมัดระวัง
“ ผมไม่เป็นอะไร ผมสบายดี ”
อธิปบอกกับบอดี้การ์ดของเขาอย่างใจเย็น เขาเริ่มชินกับเหตุการณ์อย่างนี้เสียแล้ว นี่ก็เป็นครั้งที่สี่แล้วที่พวกมันมาตามรังควาญเขาถึงที่นี่แต่เขาก็ปลอดภัยทุกครั้งเพราะบอดี้การ์ดของเขา และครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ ผมโทรเรียกตำรวจแล้วครับ พวกมันผมจัดการเรียบร้อยแล้วอีกเดี๋ยวพวกตำรวจคงแห่กันมา ”
บอดี้การ์ดอีกคนรายงานด้วยหน้าตาเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และแน่นอนว่าทั้งสองคนไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
“ งั้นเราไปกันได้แล้วครับคุณอธิป ” ว่าแล้วสองบอดี้การ์ดก็เดินนำเจ้านายของเขาไปที่รถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกด้านหนึ่งที่กรุงเทพฯ ชายวัยสูงอายุที่มีผมสีขาวทั้งศีรษะนั่งอยู่ที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ในมือถือซิการ์ มืออีกข้างหนึ่งถือหูโทรศัพท์ซึ่งกำลังฟังคนปลายสายอย่างเคร่งเครียดกับชายหนุ่มที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับที่นั่งบนเก้าอี้นวมหากแต่ดูหนุ่มกว่า ในมือมีแก้วไวน์สายตามอมาที่คนบนเก้าอี้โดยที่หูของเขายังคงตั้งใจฟังชายบนเก้าอี้สนทนา
“ โถ่โว้ย พวกลื้อทำงานกันยังไงวะให้พลาดท่าคนของไอ้อธิปมัน พวกลื้อมีปัญญากันแค่นี้ใช่มั้ย เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆเลยพวกมึง แล้วจัดการเก็บหลักฐานอย่าให้เหลือลอดมาถึงอั๊วได้ล่ะ และถ้างานนี้พวกลื้อพลาดอีกล่ะก็ตรียมจองวัดไว้ได้เลยเพราะอั๊วก็จะไม่เก็บลื้อไว้ให้รกหูรกตาอีกเข้าใจที่อั๊วพูดมั้ยวะ ไอ้พวกระยำ ”
เขาสบถออกมาอย่างฉุนเฉียวก่อนที่จะกระแทกหูโทรศัพท์เสียงดัง และหันมาสูบซิการ์ดับอารมณ์
“ สรุปว่ามันรอดไปอีกแล้วใช่มั้ยป๊า ”
ผู้เป็นลูกถามชายที่นั่งบนเก้าอี้นวมที่กำลังอัดควันซิการ์เข้าปอดอย่างหนัก และกำลังเงยหน้ามองมายังเขาที่นั่งอยู่ที่โซฟารับแขกที่อยู่ติดกับผนังห้องทางด้านขวามือ
“ ใช่เพราะไอ้สองตัวนั่นแท้ๆ ไม่รู้ว่าไอ้อธิปไปได้มือดีมาจากไหนแม่งเก่งฉิบหาย เข้าไม่ถึงตัวมันซะที ส่งไปกี่คนไปกี่หนไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัสกลับมา ”
เขาคิดว่าถ้ามีลูกน้องเก่งๆแบบนี้แค่สองคนนี้เขาก็คงจะสามารถแผ่ขยายอำนาจได้กว้างขวาง และคงสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำแน่ ๆ เสียดายจริงๆ เขาคิดในใจ
“ แล้วคราวนี้ป๊าจะทำไงล่ะ ในเมื่อเราทำอะไรมันไม่ได้ ”

เห็นทีเขาคงหมดหวังกับธุรกิจโรงแรมที่เขาตั้งใจไว้แน่ เพราะหากมีไอ้อธิปเป็นตัวกันตัวเอ้อย่างงี้ พวกคณะกรรมการที่ถือหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรงที่เขาหาทางทำกำไรอย่างงามแก่เขาคงไม่เห็นหัวเขาแน่ๆ ถ้าเพียงไม่มีไอ้อธิป!!
“ อาปราโมทย์ ลื้ออย่าเพิ่งตีโพยตีพาย เรายังเหลือไพ่ตายอีกใบนะอย่าลืมสิว่ามันยังมีลูกสาวอีกคนนึง ถ้าเราได้ตัวลูกสาวมันมาเรื่องของเราก็ง่ายขึ้น ” เขาพูดแล้วยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยมแล้วเขาก็กดโทรศัพท์กาใครคนหนึ่ง
“ เป็นไงวะ ได้เรื่องมั้ยที่อั๊วสั่งน่ะ เออดี เดี๋ยวลื้อรีบเอามาให้อั๊วเย็นนี้เลยนะ ”
พูดจบเขาก็วางโทรศัพท์ลงและยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีขึ้นทันตา ผู้เป็นลูกมองสีหน้าของบิดาก็เข้าใจแล้วว่าเป็นเรื่องอะไรที่ทำให้ป๊าอารมณ์ดีได้อย่างนี้ หึหึ แค่คิดเขาก็อยากได้ตัวเธอมาเชยชมเสียให้หายแค้น ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะในเมื่อเธอสวย หุ่นดี น่ารักออกขนาดนั้น หึ รอก่อนนะคุณพัศของผม

ที่ไร่สายป่าน อณุวัตน์กำลังเดินตรวจดูโรงงานขนาดใหญ่ของไร่สายป่านที่นี่มีหลายส่วนที่แบ่งแยกกันทำการผลิตผลิตผลทั้งหมดจากไร่ ส่วนหน้าเป็นส่วนที่ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสวนผลไม้ที่ส่วนหนึ่งคัดส่งออกนอก ส่วนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็นำมาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เช่น แช่อิ่ม กวน อบแห้ง หรือผลไม้กระป๋องส่งออกขายยังท้องตลาด ส่วนที่สองทางปีกซ้ายของโรงงานเป็นกิจการไม้ตัดดอกที่มาจากไร่สายป่านและไร่ข้างเคียง

ที่นี่จะคัดแยกและส่งออกไปขายยังท้องตลาดส่วนมากจะเป็นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะส่งไปตามโรงแรมและบริษัทที่เจ้ากรเป็นเจ้าของกิจการถึงรายได้จะไม่มากเท่ากิจการอื่นๆของที่นี่แต่ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนทางด้านปีกขวาของโรงงานเป็นส่วนของการผลิตผลิตไวน์ ที่โรงงานนี้มีถังบ่มไวน์เป็นร้อยๆถัง และมีห้องที่ใช้สำหรับบ่มไวน์ขนาดใหญ่หลายห้อง
ไวน์ของไร่สายป่านขึ้นชื่อมากสามารถไปดังเมืองนอก ปีๆนึงมีการสั่งไวน์ไปต่างประเทศกว่าสามแสนขวด ซึ่งตีเป็นเงินไทยแล้วกว่าสิบล้านบาท นี่ต้องนกผลประโยชน์ให้เจ้ากรมันล่ะที่ชอบไวน์เป็นชีวิตจิตใจ ลูกชายของเขามีพรสวรรค์ทางด้านการชิมไวน์เขาจัดเป็นนักชิมไวน์มืออาชีพเลยก็ว่าได้ ดังนั้นธุรกิจไวน์ของไร่สายป่านจึงทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนตอนหลังของโรงงานเป็นส่วนของออฟฟิตที่ควบคุมระบบกลไกทั้งหมดของโรงงานแห่งนี้

กว่าที่เขาจะมาประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเขานึกถึงเมื่อแปดปีก่อนที่ตอนนั้นเราเพิ่งเริ่มทำธุรกิจกันใหม่ๆ ช่วงนั้นลองผิดลองถูกกันจนเกือบไม่เหลืออะไร ดีที่ได้เพื่อนเขายื่นมือเข้ามาช่วย ฉะนั้นอธิปจึงเป็นเสมือนผู้ที่มีพระคุณต่อครอบครัวเขาเป็นอย่างมาก แม้ทุกวันนี้เขาจะร่ำรวยแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางลืมเด็ดขาด ยิ่งอธิปอยากให้บุตรของเราทั้งสองแต่งงานกันเขาจึงไม่คัดค้านและพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าลูกชายของเขาให้แต่งงานกับหนูพัศวดีมาตลอด

เขาเป็นกังวลมากที่สุดตอนนี้คือเรื่องของเสี่ยโชคชัยที่คอยตามรังควาญเพื่อนของเขาอยู่ตอนนี้ แต่เขาก็ยังเบาใจได้เพราะเขาส่งลูกน้องคนสนิทของเขาไปดูแลอธิปแทนเขาเนื่องจาก ทั้งสองคนนายคมสันกับนายพิเชษไปเป็นคนที่มีฝีมือที่สุดในบรรดาลูกน้องใต้อาณัติของเขา ส่วนเขาแม้จะเลิกเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบแต่เขาก็ยังเก็บเด็กมาเลี้ยงและฝึกฝนให้เก่งกาจทุกด้านอยู่หลายสิบคนซึ่งตอนนี้ก็ทำงานให้กับเขาทั้งที่นี่และที่กรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นโรงงานขนาดใหญ่อย่างนี้จะอยู่รอดปลอดภัยจากพวกฉวยโอกาสได้อย่างไร คงต้องขอบคุณประสบการณ์ของเขาที่ทำให้เขาเป็นคนคิดการณ์ไกลได้อย่างทุกวันนี้

“ ว่าไงครับพ่อ คิดอะไรอยู่หรอครับยืนเหม่อเชียว นี่ขนาดเข้าถึงตัวพ่อโดยที่พ่อไม่รู้ตัวพ่อเครียดเรื่องอะไรรึเปล่าครับ ”
เขาถามผู้เป็นบิดาซึ่งวันนี้ดูผิดปกติ ธรรมดาพ่อของเขาจะรับรู้ถึงการมาของเขาได้ทุกครั้งแม้ว่าคีตกรจะพยายาม ‘ย่อง’ แค่ไหนก็ตาม พ่อของเขาจะไหวตัวทันเสมอ
“ พ่อคิดเรื่องของอธิปนิดหน่อยน่ะ แต่พ่อว่าที่พ่อไม่ได้ยินเสียงกรไม่ใช่เพราะว่าพ่อเหม่อหรอก แต่เป็นเพราะกรเก่งขึ้นต่างหากล่ะ อืม ที่ไปฝึกมาคราวนี้ทำให้กรเก่งขึ้นเยอะเลยนะ สงสัยแบบนี้แซงพ่อแล้วแน่ๆ ” อณุวัตน์เอ่ยปากชมลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความภูมิใจ
“ แหม ก็พ่อเล่นส่งผมไปหน่วยรบพิเศษที่สหรัฐเลยนี่ครับ พ่อดูหน้าผมสิครับโดนฝึกหนักจนไม่มีเวลาโกนทิ้งเลยนะครับ ”
เขาอดที่จะบ่นไม่ได้ ก็พ่อของเขาน่ะเล่นส่งไปฝึกกับหน่วยจู่โจมสหรัฐของฐานทัพเรือ โดนเคี่ยวอย่างหนักกว่าจะรอดกลับมาแทบตาย ไม่รู้ว่าพ่อจะแอบแกล้งเขาหรือเปล่า ดีที่ไอ้ตรินมันไหวตัวทันไม่งั้นมันไม่รอดกลับมาแน่
“ ไหน อืมไว้หนวดไว้เคราแบบนี้พ่อเกือบจำเราไม่ได้แน่ะ มัน เหมือนโจร แล้วนี่แม่เขาเห็นรึยังล่ะเนี่ย ”
เขาถามลูกก็เพราะว่ากลัวภรรยาเขาจะเป็นลมไปซะก่อนน่ะสิ แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ได้บอกภรรยาด้วยว่าส่งเจ้ากรไปไหนมา ถ้าขืนบอกเจ้ากรก็ไม่ได้ไปกันพอดี
“ แม่เห็นแล้วครับพ่อ และแม่ก็พูดแบบพ่อเปี๊ยบเลยครับ นัดกันมารึเปล่าครับเนี่ย ”
“ งั้นแกก็เจอกับหนูพัศแล้วสิเนี่ย ” เขามองหน้าลูกชายคนโปรดก่อนที่เขาจะเอยต่อไป
“ พ่อไม่เคยขอร้องอะไรแก เรื่องของหนูพัศเป็นอย่างเดียวที่พ่ออยากจะขอร้องแกนะเจ้ากรหวังว่าพ่อคงไม่ผิดหวังในตัวแก ใช่มั้ย!! ” คีตกรมองหน้าผู้เป็นบิดาก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น
“ ผมคิดว่าเรื่องของพัศวดีผมขอเวลาอีกหน่อยได้มั้ยครับพ่อ ถ้ามันไม่มีทางไหนที่จะดีไปกว่านี้ ผมก็จะแต่งงานอย่างที่พ่อต้องการครับ ”
เขาพูดขณะที่สายตายังทอดยาวออกไปไกลโดยที่ผู้เป็นบิดายังคงไม่พูดอะไรอีก เขาคิดว่าควรให้เวลากับเจ้ากรสักหน่อยก็ดี แต่เขาเชื่อว่ายังไงเจ้ากรมันก็ต้องตกหลุมรักหนูพัศอยู่ดีนั่นแหล่ะ เพราะนิสัยของทั้งสองคนคล้ายๆกันจนเขาเชื่อว่าเขาคงไม่ต้องรอนาน
“ แล้วนี่กินข้าวมารึยังล่ะเจ้ากร เรากลับไปกินข้าวที่เรือนใหญ่กันมั้ย ว่าไง ” เขาหันไปถามบุตรชายจึงเห็นเขาสั่นหัวเล็กน้อย
“ ไม่เอาอ่ะ ผมอยากกินข้าวกับพ่อมากกว่า ผมมีเรื่องที่ฐานมาเล่าให้พ่อฟังเยอะเลย พ่อจะได้เอาไปปรับใช้กับ ‘หน่วย’ ของเราไงครับ ”
เขาหาเหตุผลมาอ้างเพื่อที่จะได้ไม่เจอหน้าแม่ตอนนี้ ขืนไปเขาก็ความแตกซะก่อนสิ เดี๋ยวมันจะไม่สนุกซะเปล่าๆ
“ หรอเออดีเหมือนกันพ่อมีเรื่องสำคัญจะพูดกับแก เอ้อ แล้วเจ้าตรินล่ะไปไหนมีมาด้วยกันหรอกหรือ ” เขาถามอย่าสงสัยซึ่งปกติแล้วเจ้าตรินกับเจ้ากรจะมาเป็นแพ็คเกจคู่เสมอ
“ อ๋อไอ้ตรินมันไปทานข้าวกับแม่ที่เรือนใหญ่น่ะครับ คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก มันเป็นลูกชายคนโปรดของคุณแม่ไปแล้ว ”
คนพูดน้อยใจนิดๆก่อนที่เขจะพาบิดาของเขาเดินออกไปยังรถที่จอดอยู่ทางด้านข้างของโรงงาน
โดย : ณิการ์
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 มิ.ย. ปี 2007 [ เวลา 14 : 46 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com