Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 5

กรุงานเขียนเก่า 1
กรุงานเขียนเก่า 2
กรุงานเขียนเก่า 3
กรุงานเขียนเก่า 4
กรุงานเขียนเก่า 5


>> ห้องสุดท้าย

เรื่อง :

ห้องสุดท้าย

บนถนนสายเอเซีย รถเก๋งขนาดเล็กสีบรอนซ์กำลังวิ่งจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่รังสิต
คนขับเป็นชายหนุ่มรูปร่างล่ำสัน หน้าตาคมคาย เขาสวมแว่นกันแดดสีชายิ่งทำ
ให้ดูเป็นคนเคร่งขรึมและจริงจังมากขึ้นไปอีก เสียงเพลงในรถได้ยินเพียงเบาๆ
เหมือนเขาไม่ต้องการให้มีสิ่งใดรบกวนความคิดคำนึงขณะขับรถ แต่ก็มีเสียง
โทรศัพท์ดังขึ้นแทรกขึ้นมา เขามองดูหมายเลขที่โทรเข้าก่อนจะกดรับสาย
"สวัสดีครับ พนมกร พูดสายครับ" เขาพูดเหมือนเครื่องตอบรับอัตโนมัติ ซึ่งไม่ว่าจะ
เป็นใครโทรเข้ามาเขามักจะรับสายด้วยประโยคเช่นนี้เสมอ
"เออ รู้แล้ว กับเพื่อนกับฝูงทำตัวให้เป็นกันเองหน่อยไม่ได้รึไงวะ" ปลายสายอีก
ข้างต่อว่า
"ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไมพวกนายไม่ชินเสียทีล่ะ" พนมตอบ
"เออ เฮ้ย นม นายอยู่ไหนวะตอนนี้" อีกฝ่ายถาม ทำเอาพนมกรต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน
โดยไม่รู้ตัว เขาเองไม่ชอบให้ใครมาเรียกชื่อเขาสั้นๆแบบนี้บางครั้งเขารู้สึกอยาก
เปลี่ยนชื่อให้มันรู้แล้วรู้รอด
"กำลังจะถึงรังสิต" เขาตอบ ในขณะที่อีกฝ่ายทำเสียงประหลาดใจ
"เอ้ย อย่าบอกนะว่าไปตามหาผู้หญิงคนนั้นน่ะ"
พนมกรยิ้มนิดๆที่มุมปากอย่างจนคำตอบ
"เออ นายนี่มัน จริงจังกับทุกเรื่องเลยรึไงวะ แล้วตกลงนี่เชื่อจริงๆหรือว่าผู้หญิง
คนนั้นเป็นเนื้อคู่นายน่ะ" อีกฝ่ายถาม
"ก็ไม่เชิง แค่อยากพิสูจน์เรื่องคำทำนายแค่นั้นล่ะ" เขาตอบ
"งั้นก็ตามใจ อย่าลืมงานเลี้ยงรุ่นคืนนี้ก็แล้วกัน" ผู้พูดปลายสายเตือน
"ได้ ไม่ลืม" เขาตอบก่อนจะวางสาย

พนมกร นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เขาถูกเพื่อนๆชวนไปเที่ยวกับกลุ่มสาวๆ
ออฟฟิศ ซึ่งโดยปกติแล้วเขาจะหาทางเลี่ยงให้มากที่สุดจนหลายๆคนมองว่าเขา
เป็นคนที่หยิ่ง พนมเองก็ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่เหมือนต้องรออะไรบางอย่าง
แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังรอคอยนั้นมันคืออะไรกันแน่ ทำให้เขา
ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่จะไปกับกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อเพื่อนๆในกลุ่มวิศวกร
โครงการของเขานัดรวมตัวกันพาน้องๆเลขาทั้งหลายไปเที่ยวที่จังหวัดอยุธยา
และยื่นคำขาดว่าจะอย่างไรงานนี้เขาห้ามเบี้ยวเด็ดขาดมิฉะนั้นจะตัดความเป็น
พี่เป็นน้องนั่นละเขาถึงยอมไป แต่อย่างไรก็ยังมีเงื่อนไขว่าจะขอขับรถส่วนตัว
ไปเองซึ่งเพื่อนๆก็ไม่ขัดข้อง
เมื่อมาถึงจังหวัดอยุธยาเพื่อนๆของเขาพาไปไหว้พระในวัดมีผู้คนนับถือและ
นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากแห่งหนึ่ง
เมื่อไหว้พระกันครบทุกคนแล้วก็ต้องมาเสี่ยงคำทำนายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่า
สาวๆเลขาทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มเพื่อนๆของเขาด้วย จะมีก็แต่เพียงพนมที่ยืนดูอยู่
ห่างๆ แม้ว่าเพื่อนๆจะขะยั้นขะยอให้เขาลองเสี่ยงคำทำนายดูแต่เขาก็ปฏิเสธ
"ทำไมวะ นม กลัวอนาคตหรือไง" เพื่อนคนหนึ่งถาม
เขาชำเลืองมองดูสาวๆเลขากลุ่มนั้นซึ่งเห็นว่าหลายคนกำลังกลั้นหัวเราะกับ
สรรพนามที่เพื่อนๆในกลุ่มเรียกเขาจนอยากชกหน้าเจ้าเพื่อนตัวดีสักหมัด
"เปล่า แค่ไม่ชอบอะไรที่ไม่ได้ควบคุมเอง วางแผนเอง" เขาตอบ
"เอาอีกแล้ว ไอ้นมเอ้ย รู้จักเรื่องดวงมั่งมั้ยวะ เนื้อค่งเนื้อคู่น่ะ รู้จักมั้ย" เพื่อนอีก
คนถาม
"ก็ยังไม่เจอ" เขาตอบสั้นๆ
"นั่นละ ก็ลองดูหน่อยเผื่อขับรถกลับนี่จะเจอเลยไง" เพื่อนคนเดิมแซว
เขาตั้งใจจะต่อปากต่อคำกับเพื่อนกลุ่มนั้นอีกหน่อยแต่มีเสียงเรียบๆแต่อบอุ่น
เรียกขึ้นมาเบาๆทำให้เขาต้องหยุดความตั้งใจ
"โยม "
พนมกรหันหลังกลับมาพบว่ามีพระสงฆ์มีอายุรูปหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อ
ไรก็ไม่รู้
"ครับ หลวงตา" เขาตอบพร้อมกับย่อตัวลงนั่ง
"โยมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตารึ"พระสงฆ์รูปนั้นถาม
"ไม่ครับ หลวงตา ชีวิตผม ผมกำหนดเองได้" พนมกรตอบ เขาคิดว่าในแววตาของ
หลวงตา น่าจะมีแววไม่พอใจอยู่บ้างแม้เล็กน้อย แต่ก็เปล่า เขาเห็นแต่แววตาที่
แสดงความปราณี
"บางครั้งโชคชะตาก็ชอบเล่นตลกนะ ความจริงแล้วมันเป็นกรรม กรรมของเขา
ของคุณ ของเธอ เป็นเรื่องที่ยากที่จะให้เข้าใจ" หลวงตาพูด
"โยมไม่สนใจเสี่ยงคำทำนาย แต่หลวงตาจะทำนายให้เอามั้ยล่ะ"หลวงตาพูดต่อ
"ดีครับหลวงตา" เพื่อนคนหนึ่งตอบแทน
"ขอเป็นเรื่องเนื้อคู่มันนะครับ อยากรู้ว่าจะมีใครโชคร้ายสุดๆมั้ยที่มารักมัน" เพื่อน
อีกคนแย่งพูด พนมกรได้แต่มองและส่ายหน้า
"ได้สิ "หลวงตาบอกพร้อมกับจัดจีวรให้เข้าที่
"เรื่องที่บอกนี้มันเป็นกรรมนะโยม คนที่โยมอยากพบ และคนที่เขารอโยมอยู่จะได้
เจอกันในวันนี้ แต่ขอให้โยมรู้ไว้ ทุกคนมีกรรมของตัวเองไม่มีใครจะฝืนกฏแห่ง
กรรมไปได้" หลวงตาบอก
"อีกหน่อยสิครับหลวงตา ยังไม่เห็นรู้เรื่องเลย" เพื่อนของเขาถามหลวงตา
"ก็บอกได้เท่านี้ละ โยม" หลวงตายิ้มและเดินออกไป
ตกเย็นของวันนั้นพนมกรและเพื่อนได้พากันไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งไม่
ไกลจากตัวจังหวัด ฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะตกตั้งแต่เมื่อกลางวันกลับตกลงมาห่าใหญ่
กว่าที่อาหารมื้อนั้นจะสิ้นสุดก็เป็นเวลาสามทุ่มเศษและทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ
เขาขับรถกลับอย่างไม่รีบร้อน ฝนที่ตกหนักยิ่งทำให้ต้องใช้ความระมัดระวัง
มากขึ้น เส้นทางที่เขาผ่านมีบ้านเรือนน้อยลงเรื่อยๆ แสงไฟฉุกเฉินที่กระพริบอยู่
ข้างหน้าทำให้เขาต้องชลอความเร็วลงอีก มันเป็นแสงจากท้ายของรถเก๋งคันหนึ่ง
ที่จอดหลบอยู่ที่ไหล่ทาง ที่ด้านหน้ารถมีหญิงสาวยืนโบกรถอยู่ด้วยร่างที่เปียกปอน
พนมขับรถเลยจุดที่รถของหญิงสาวเสียอยู่ไปเล็กน้อยเนื่องจากเป็นทางโค้งก่อนที่
จะเปิดประตูและวิ่งมาหาหญิงสาวที่ยืนมองอยู่
"มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ" พนมกรตะโกนถามแข่งกับเสียงฝน
"รถของดาวเสียค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร" เธอตอบ
พนมกรพยักหน้ารับรู้และขอกุญแจรถจากเธอ "พอดีผมพอมีความรู้เรื่องเครื่องอยู่บ้าง
อาจพอช่วยคุณได้" เขาตอบพร้อมกับมองดูเธอ รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาว ผมที่ยาวนั้น
เปียกจนแนบกับเสื้อผ้าที่ไม่ได้ช่วยปกปิดอะไรได้มากนักเพราะเนื้อบางเบาจนเผย
ให้ผิวขาวเนียนของเจ้าของ เขาละสายตาจากเธอเมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาท ก่อนที่จะ
เดินไปเปิดกระโปรงรถและตรวจสอบอยู่พักใหญ่
"วันนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้วครับ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่กลับสตาร์ทไม่ติด
เอาดื้อๆ" เขาบอกเธอ
"ถ้าไม่รังเกียจให้ผมไปส่งคุณก่อนแลัวพรุ่งนี้ผมตามช่างมาดูรถให้ดีกว่ามั้ยครับ"
เขาเสนอ
"ค่ะ ดาวก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ถ้าไม่เจอคุณไม่รู้ว่าต้องอยู่นี่ถึงเช้าหรือเปล่า"
เธอบอก
พนมกรมองดูรถที่ไหล่ทางก่อนจะขอเธอเคลื่อนรถให้พ้นจากไหล่ทางไปยังใต้ต้นไม้
ใหญ่ต้นหนึ่ง
"ต้องเอารถคุณดาวไว้ใต้ต้นไม้นี้ก่อนแล้วครับ ไว้ที่ไหล่ทางเดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุ ทาง
โค้งด้วยอันตราย ฝนก็ตกหนักถ้าลากกันไปจะยิ่งอันตรายมาก" เขาบอก
"ดาวเข้าใจค่ะ แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้ว" เธอบอก
"คุณดาวพักที่ไหนครับ"เขาถาม
"ดาวอยู่แมนชั่นที่นวนครค่ะ" เธอตอบ ซึ่งเขาต้องผ่านเส้นทางนั้นอยู่แล้ว
"ครับ งั้นไปกันเลยผมผ่านทางนั้นอยู่แล้วก่อนจะพาหญิงสาวเดินไปขึ้นรถของเขา

พนมหรี่เครื่องปรับอากาศในรถให้เบาที่สุด เพราะทั้งเขาและเธอต่างเปียกปอนด้วย
กันทั้งคู่ เสียงดนตรีเบาๆคลอไปกับเสียงฝน พนมกรแอบมองหญิงสาวที่อาศัยมาด้วย
หลายครั้ง จมูกที่โด่งเป็นสันรับกับคิ้วบางโค้งได้รูป ริมฝีปากบางๆสีชมพูนั้นทำให้
หัวใจเขาเต้นแรง เหมือนจะรู้ว่าถูกแอบมอง หญิงสาวหันมามองก่อนที่จะยิ้มให้
เห็นฟันซี่เล็กๆขาวสะอาดเรียงราย พร้อมกับเอียงคอด้วยท่าทางเหมือนเด็ก
พนมหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ กับอาการของตนเอง ก่อนจะชวนคุย
"พอดีไม่ค่อยมีใครขึ้นรถผมบ่อยนักน่ะครับ" เขาออกตัว
"ทำไมล่ะคะ ท่าทางคุณใจดีออก"เธอถามเขา
"ก็ผมเป็นคนเงียบๆละมังครับ เลยไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร กลัวทำเขาเบื่อ"พนมตอบ
"ไม่นะ งั้นคุณลองคุยมาสิ ดาวเป็นเพื่อนคุยให้ แล้วจะบอกว่าน่าเบื่อมั้ย" เธอตอบ
ยิ้มๆ จากนั้นบทสนทนาที่ยาวที่สุดและอบอุ่นที่สุดในชีวิตของพนมกรก็ได้เริ่มต้นขึ้น
มันเต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เขาไม่อาจลืม หัวใจที่เหน็บหนาว
และรอคอยกลับได้รับการเติมเต็มภายในห้องโดยสารเล็กๆที่เคลื่อนที่ผ่านหยาดฝน
"คุณจอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ "เธอบอกเมื่อถึงหน้าแมนชั่น
"ดาวพักที่นี่หรือครับ ดูสะอาดและปลอดภัยดีนะ" เขาถามพร้อมกับแอบจำชื่อแมน
ชั่นไว้
"ค่ะ ดาวอยู่ชั้นบนสุด ห้องสุดท้าย ดาวว่าเงียบดี เป็นส่วนตัวด้วย" เธอบอกพร้อมกับ
สำรวจข้าวของ
"ถ้างั้นดาวไปก่อนนะคะ ขอบคุณพนมกรมากดาวจะไม่ลืมพระคุณเลย" หญิงสาวเปิด
ประตูรถและลงไปพร้อมกับโบกมือให้เขา ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในแมนชั่น
พนมมองตามหญิงสาวไปจนเธอเข้าไปในลิฟท์เขาจึงขับรถกลับบ้านซึ่งในระหว่าง
เขาอยากเขกหัวตัวเองแรงๆสักครั้ง เขายังไม่ได้ถามเบอร์โทรศัพท์ของเธอเลยนี่นา
คืนนั้นพนมรู้สึกถึงความอบอุ่นในที่เข้ามาแทนความเหงาและการรอคอยที่เนิ่นนาน
ในจิตใจ... อาจเป็นเธอ..ดาว ที่ฉันรอ
วันรุ่งขึ้นความเปลี่ยนแปลงของพนมกรนั้นมากมายพอที่เพื่อนๆในกลุ่มจะสังเกตุได้
และซักไซร้ถึงสาเหตุของความผิดปกติที่ทำให้คนเฉยชามาทักทายเพื่อนๆแต่เช้า
"โอ้โห หลวงตานี่แม่นสุดๆเลยว่ะ "เพื่อนในกลุ่มเดิมพูด
"แล้วที่ว่ามันเป็นกรรมหมายความว่ายังไงวะ" เพื่อนอีกคนเอ่ย
"โธ่เอ๋ย ไม่เห็นต้องเดา เบอร์โทรก็ไม่ได้ขอ พระเอกก็ต้องตามหานางเอกด้วยความ
ยากลำบาก พอเจอก็กลายเป็นว่า นางเอกมีแฟนแล้ว เป็นไง กรรมมั้ยล่ะ" เจ้าเพื่อน
คนเดิมจ้อ พนมกรขมวดคิ้วเข้าหากัน จริงสิ เขาลืมสนิทเลย เธออาจมีใครอยู่แล้วก็ได้
ทั้งสวยทั้งน่ารักอย่างนั้น.. แต่ไม่เป้นไรนี่นา เพราะเขาแค่อยากพบหน้าให้อบอุ่นใจ
เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องสานต่อให้มากกว่านั้นนี่นา
"อ้าวเฮ้ย อย่าไปแซวไอ้นมมันมากเลยว่ะ จ้ออยู่ดีๆใบ้กินไปอีกละ" เพื่อนในกลุ่มบอก
คนอื่นๆก่อนจะแยกย้ายไปทำงาน

พนมกรขับรถมาจนถึงแมนชั่นที่เขามาส่งหญิงสาวเมื่อวาน เมื่อหาที่จอดรถได้เขา
จึงตรงไปหาแม่บ้านซึ่งทำความสะอาดอยู่ที่เคาท์เตอร์ด้านหน้า
"สวัสดีครับ ผมมาพบเพื่อนครับ" เขาบอก
"ค่า ห้องเบอร์อะไรคะ อิฉันจะโทรตามให้" แม่บ้านตอบ
"เอ่อ" เอาละสิ เขาคิด เบอร์ห้องก็ไม่รู้ ชื่อจริงก็ไม่รู้ เบอรืโทรก็ไม่รู้ มันเป็นกรรม
อย่างที่เพื่อนๆเขาบอกหรือเปล่านะ แต่บทสนทนาก่อนที่จะจากกันทำให้เขาตอบ
ออกไปโดยอัตโนมัติ
"ชั้นบนสุด ห้องสุดท้ายครับ" เขาตอบ
"คะ "แม่บ้านอุทานด้วยความแปลกใจ "ห้องนั้นไม่มีคนอยู่ค่า" เธอบอก
"มีสิครับ เมื่อวานเธอบอกผมเอง ว่าอยู่ชั้นบนสุด ห้องสุดท้าย" เขาพูด
"ก็ผมยังมาส่งเธอที่นี่เลย ผู้หญิงสูงประมาณนี้" เขาอธิบายพร้อมกับขยับไม้ขยับมือ
"ผมยาวๆ ผิวขาว หน้าตาสวยน่ารัก"เขาอธิบายต่อ เมื่อนึกถึงหญิงสาว เขารู้สึกอบอุ่น
ในใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวจนต้องเผลอยิ้มจนลืมสังเกตุว่าแม่บ้านนั้นกลับยืนกอดอก
และเหลียวซ้ายแลขวาไม่หยุด
"คุณว่าคุณมาส่งเธอเมื่อไรนะคะ "แม่บ้านถามด้วยเสียงสั่นๆ
"เมื่อคืนครับ เออ เธอบอกว่าเธอชื่อดาว" เขาตอบ คราวนี้เขาสังเกตุว่าแม่บ้านยืนตัวสั่น
และสายตาหวาดกลัว
"ถ้าเป็นหนูดาวเธอไม่อยู่แล้วล่ะค่ะ"แม่บ้านตอบ ก่อนจะเล่าต่อด้วยสายตาประหวั่น
"เธอเสียได้เดือนนึงแล้วค่ะ อุบัติเหตุ รถเธอชนที่โค้งต้นไทร ขากลับมาจากอยุธยาน่ะค่ะ "
แม่บ้านตอบ
"ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรอีกป้าขอตัวนะคะ" เธอตอบพร้อมกับรีบเดินออกไปจากแมนชั่น
พนมยังยืนอยู่อย่างนั้น ความอบอุ่นในใจเหือดหายไปสิ้น เขายังคงจำได้ถึงรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน เขาเดินออกมาจากแมนชั่น ท้องฟ้านั้นใส
กระจ่างแม้ว่าจะเป็นเวลาเย็นมากแล้วก็ตาม
" คนที่โยมอยากพบ และคนที่เขารอโยมอยู่จะได้เจอกันในวันนี้ แต่ขอให้โยมรู้ไว้
ทุกคนมีกรรมของตัวเองไม่มีใครจะฝืนกฏแห่งกรรมไปได้" คำของหลวงตาชัดเจน
ขึ้นมาในความคิดคำนึง
หนึ่งเดือนแล้วหรือ ... ที่เธอรอเขาอยู่ที่นั่น .. เพียงเพื่อจะพบ.. ใครสักคนที่พรหมลิขิต
ให้มาพบกัน .. แล้วก็จากกันไปอย่างที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะได้มาพบกันอีก....
พนมกรรู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาของเขาก่อนที่จะแหงนหน้ามองฟ้า ไม่ให้น้ำตานั้น
ไหลลงมา ก่อนจะเอ่ยเบาๆ..."เธออยู่ไหน?".........

แรงบันดาลใจจากบทเพลง "ห้องสุดท้าย " โดยลำไยเรคคอร์ด
โดย : กลิ่นกาแฟ
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 มิ.ย. ปี 2007 [ เวลา 16 : 57 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com