Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

ทีมสำรวจออกเดินทาง

เมื่อศิลป์ธรเดินไปถึงบ้านพักของพิชยุทธ เขาเห็นคนงานกำลังแบกลังอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมกับถุงสัมภาระส่วนตัวของแต่ละคนออกมาจากบ้าน จากปริมาณข้าวของทั้งหมด เขาคิดว่าคงต้องใช้คนทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นลูกหาบติดตามไปด้วย

เขาเดินเข้าไปทักทายดร.สถิตย์เป็นคนแรกและยืนอยู่ข้างกัน กว่าจะเริ่มออกเดินทางกันก็ สว่างเต็มที่ น่าประหลาดใจที่พอมีแสงลอดผ่านมาจากท้องฟ้าได้เท่านั้น หมอกที่ครึ้มตอนเช้ามืดก็อันตรธานหายไป

“คราวนี้ตั้งแคมป์กันสักเดือน” ดร.สถิตย์พูดแบบชวนคุย แต่บังเอิญไปเข้าหูของอีกคนหนึ่ง จนแทรกมาพูดแทน

“อาทิตย์เดียวก็พอแล้วละ อยู่ไปคนเดียวเถอะเป็นเดือน” ลัดดานั่นเอง

“ได้นะ ผมขี้เกียจเดินกลับไปกลับมา”

“ถ้าติดใจ…จะให้พวกนี้สร้างบ้านให้เลยดีไหม” เธอประชดซ้ำ

“แล้วตกลงว่าจะไปกันกี่วันล่ะครับ” ศิลป์ธรถามเพราะอยากรู้จริงๆ ตัวเขาเองไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แม้ว่าจะต้องอยู่เป็นเดือนจริงๆ

“ไม่แน่เหมือนกัน ถ้าพอจะได้เรื่องบ้าง อาจจะใช้วิธีผลัดกันเฝ้าอยู่ประจำ แล้วแต่ความสมัครใจ จากตรงนี้ไปถึงที่แคมป์เดิมก็ไม่ไกลเท่าไหร่ เดินกันตอนเช้าแบบไม่รีบเร่งนัก สักตอนบ่ายแก่ๆ คงจะถึงแล้ว อันนี้มันอาจช้าตรงที่มีของเยอะ”

“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ประจำที่แคมป์หรือครับ”

“อืม…ไม่มี ไม่รู้ตอนนี้จะยังสภาพดีใช้การได้หรือเปล่า ครั้งสุดท้ายที่ผมมาก็ปีที่แล้ว ที่ไม่สั่งให้รื้อออกเป็นเพราะผมคิดว่าจะกลับเข้าไปอีกไม่กี่วัน แต่ไปๆมาๆ ผมยังไม่ได้เข้าไปดูเลย จะเป็นปีแล้วละ”

“มีปัญหาอะไรแก้ไม่ตกหรือเปล่าครับ” ศิลป์ธรถามขณะนั่งยองๆ เด็ดต้นหญ้าเขี่ยดินเล่น ดร.สถิตย์เองชักเมื่อยเหมือนกัน เขาหย่อนก้นลงนั่งกับพื้นหญ้า

“ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องสภาพอากาศ และผมก็ติดงานอยู่นานกว่านั้นไม่ได้ กว่าจะมารวมตัวกันได้อีกทีก็ตอนนี้เอง”

ศิลป์ธรนึกอยากจะคุยต่ออีก แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากคนอื่นๆ เริ่มเดินกันแล้ว

สักประมาณยี่สิบนาที นายโทนได้ไปสะดุดตากับร่องรอยบางอย่างที่พื้น รอยเท้ายังใหม่ขนาดโคลนที่กระเด็นไปติดยอดหญ้ายังเปียก

“นายยุทธครับ ผมว่ามีคนเดินไปตามทางนี้ก่อนหน้าสักพักนี้เอง ผมเห็นรอยรองเท้าดูแปลกๆ เหมือนไม่ใช่คนแถวนี้” นายโทนเรียกพิชยุทธมาดูรอยเท้าของคนสักสามสี่คน ตรงที่ดินนิ่มเป็นโคลนเหนียวและไม่มีหญ้า จะเห็นรอยได้ชัดเจน

พิชยุทธบอกคนอื่นอย่าเพิ่งเดินทับรอย ลัดดาที่เดินมาทันก้าวพอดีก้มลงมอง และให้ชัดขึ้นด้วยการลงทุนนั่งลงสังเกต

คล้ายกับว่าลัดดามีสิ่งที่คาดหมายในใจอยู่ก่อน เธอยืนขึ้นแล้วใช้เท้าขวาของตนเองวางเทียบกับรอยของรองเท้าข้างหนึ่ง ปรากฏว่าขนาดของเท้าบู๊ตของตนเองได้ขนาดพอดีกับรอยนั้น นี่ถ้าลัดดาเดินไปก่อนอาจเรียกได้ว่าเป็นรอยเท้าของตนเอง

“คงไม่ใช่ใครอื่นไปหรอกค่ะที่จะสวมบู๊ตราคาแพงขนาดนี้” ลัดดาก้มลงชี้ไปที่ลายของพื้นรองเท้าประทับไว้กับดิน อันเป็นลายเฉพาะของรองเท้ายี่ห้อที่เธอรู้จักดี

“จะให้บอกด้วยไหมว่ารองเท้าที่ใส่เบอร์อะไร ยี่ห้ออะไร และคนสวมเป็นใคร นี่เราช้าไปอีกแล้ว” ลัดดาพูดเสียงแหลม

“ลองตามรอยนี้ไปสักพัก” คราวนี้พิชยุทธดูเฉยๆ

ดร.สถิตย์ที่ยืนมองอยู่ห่างๆ เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เขาชำเลืองมองเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินต่อไปเงียบ ๆ

ศิลป์ธรได้โอกาสแอบสังเกตท่าทางของแต่ละคน เขานิ่งเฉยไม่แสดงอาการให้ใครจับสังเกตได้

จากการเดินแบบเร่งฝีเท้าเพื่อตามให้ทัน ทำให้กลุ่มสำรวจเมืองโบราณเข้าใกล้กลุ่มของงามมยุราไปทุกขณะ ประกอบกับอีกฝ่ายที่ออกเดินทางก่อน ต่างพากันหยุดชมนกชมไม้ ทำให้เวลาที่ออกเดินทางห่างกันประมาณหนึ่งชั่วโมง งวดมาเป็นเดินห่างกันสักยี่สิบนาที

แล้วกลุ่มของพิชยุทธก็เดินออกมาจากช่องเขาขาด…

แต่เหมือนธรรมชาติจะไม่เข้าข้างพวกเขา พื้นหญ้าที่ปูเรียบราวกับพื้นสนามกอล์ฟ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นร่องรอยอะไรเลย

พิชยุทธเดินไปรอบๆ กวาดตามองไปรอบด้าน จากตรงนี้สามารถเดินไปได้ทุกทิศทางแม้ว่าจะมีสุมทุมพุ่มไม้ระเกะระกะเป็นหย่อม พุ่มไม้ขนาดสูงท่วมหัวเหล่านี้กลายเป็นฉากบังตาไม่ให้เห็นภูมิประเทศได้ไกลออกไปมากนัก

เขาได้ตัดสินใจเดินนำไปด้านหนึ่ง ผ่านฉากพุ่มไม้สูงท่วมศรีษะด้านหนึ่ง ปรากฏว่ามาโผล่ตรงสนามหญ้าขนาดเล็กที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสลับ เมื่อเดินเลยไปอีกทางก็ดูคล้ายกัน

เมื่อเป็นแบบนี้ พิชยุทธจึงละความสนใจไปชั่วคราว เขากำหนดทิศทางไปยังที่ตั้งแคมป์อย่างที่ตั้งใจไว้แต่เดิม

เมื่อมาถึงจุดพักตามเส้นทางที่จะไปแคมป์เดิม หลังจากเดินกันมาไม่หยุดถึงสามชั่วโมงเต็ม ไม่มีใครบ่นหรือโอ้เอ้เสียเวลา เพราะทุกคนมีสภาพร่างกายที่ดีอย่างเตรียมพร้อมกันอยู่แล้ว ในที่สุดก็มาถึงยังเชิงเขา คาดกันว่าถ้าเดินไม่หยุดกันนานอีกสักสามสี่ชั่วโมงก็จะถึงที่หมาย

ดร.สถิตย์ที่เมื่อปีที่แล้วเป็นคนหนึ่งที่มาปักหลักอยู่ที่นี่นับเดือน เขามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ เห็นว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ป่าไม้แถวนี้ต้นไม้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ร่มครึ้มอยู่เป็นบางช่วง ต้นหว้าที่ลูกของมันร่วงลงมาเต็มพื้นทำให้เขาจำได้ นอกนั้นก็จะเป็นไม้จำพวกต้นก่อ สลับกับสนสองใบบ้างประปราย

ศิลป์ธรมาหย่อนตัวนั่งข้างเขา ดูเหมือนว่าอยากจะคุยกับเขาโดยเฉพาะ

“แคมป์ที่ว่านี่ มันอยู่ตรงไหนกันครับ อยู่เชิงเขาด้านนี้ หรือบนภูเขา” เขาชวนคุย

ดร.สถิตย์มองไปข้างหน้า เขายกกระติกน้ำขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่จึงตอบ

“เท่าที่พอจำได้ เส้นทางนี้จากช่องเขาที่เราผ่านมา ผมไม่เคยมานะ แต่เพิ่งมาจำได้ว่าเส้นทางที่เคยมา มาบรรจบกันแถวนี้เอง แคมป์ที่ว่านั้นอยู่บนภูเขา เราเลือกมุมหนึ่งที่ไม่สูงนักเป็นที่หลบลม เพราะเวลากลางคืนลมจะพัดแรง เพราะว่าจะมีชะง่อนผาอยู่ไม่ไกล”

ศิลป์ธรมีข้อสงสัยบางอย่าง “จากบนนั้น…เห็นว่าบริเวณหุบเขาทางด้านโน้นเป็นที่แห้งแล้งราวกับทะเลทราย แล้วไกลลิบออกไปจะเห็นภูเขาหินที่ตรงกลางเป็นเหมือนปล่องภูเขาไฟที่มีทะเลสาบเป็นสีน้ำเงิน อันนี้ผมพูดถูกไหม”

ดร.สถิตย์ไม่ได้มีท่าทีอะไรกับความไม่แน่ใจของอีกฝ่าย เขาพูดเลี่ยงออกไป

“ผมว่าเรื่องที่ลึกลับที่สุด และคาดไม่ถึง รวมทั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ด้วยการคำนวณและการเรียนรู้ของเราทั้งหมด ก็คือการกระทำของธรรมชาตินี่แหละ คุณสังเกตไหม…เวลาที่เราศึกษาว่าภูเขาไฟระเบิดเกิดได้อย่างไร แสงเหนือเกิดมาจากอะไร อะไรที่เรียกว่าปรากฏการณ์เรือนกระจก ทุกอย่างที่เรารู้กัน ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้ว แล้วเราก็พยายามหาคำอธิบายให้ได้ ในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถที่จะรู้ว่าพรุ่งนี้แผ่นดินจะไหวตรงไหน ตอนนี้ยีนของมนุษย์มีความเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า อย่างไรเสีย…เราก็ยังก้าวช้ากว่าการกระทำของธรรมชาติอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ”

ศิลป์ธรเกือบพลั้งปากบอกความฉงนสนเท่ห์ที่นับวันจะทวีคูณ แต่ก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเลือกที่จะกลืนน้ำลายกลับเข้าไปดังเดิม

ความสงสัยของเขาก็คือ กุญแจดอกหนึ่ง …โลกียะ(ผู้ไม่มีวันตาย) เขาเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ต้องสะดุดกับนามของบุรุษลึกลับผู้นี้ ที่ได้รับกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของแผ่นศิลาจารึกจำนวนหลายอัน และดูจะเป็นข้อมูลหลักของการปะติดปะต่อเรื่องราวของเมืองโบราณที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มาก่อน

เขาเคยถามดู ได้คำตอบว่าเพราะมีผู้เชี่ยวชาญทางภาษาโบราณ เขียนวงเล็บมาแบบนี้ จากนั้นมาจึงต้องเขียนกันเรื่อยมา

“ทำไมคราวที่แล้วถึงได้พากันทิ้งแคมป์นี้มา โดยไม่ทำงานกันต่อล่ะครับ”

“อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่าสภาพอากาศไม่ดี อืม…แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่ง…” ดร.สถิตย์เว้นระยะคำพูดไปครู่หนึ่ง

ศิลป์ธรรู้สึกร้อนใจขึ้นมา แต่ยังดีที่ตอนนี้ยังมีเวลาพักอย่างน้อยก็สิบห้านาที และคนอื่นก็กระจายอยู่ห่างออกไป ซึ่งดูเหมือนดร.สถิตย์ก็กำลังมองและคิดอย่างเดียวกับเขา

“เราเสียเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นมือดีคนหนึ่งไป เขาตาย…”

เขาขยับตัวเล็กน้อย ขณะที่สายตาพุ่งมองไปทางด้านแนวเขา ศิลป์ธรสะดุ้งและตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

“เขาคนนี้เป็นทีมงานที่เราจ้างมาพิเศษ เขาเป็นนักสำรวจประเภทบุกเบิกไม่กลัวตาย เราต้องการเขามาก็เพื่อจะให้เขากรุยทางให้กับทีมของเราที่ไม่เก่งเรื่องการเดินทางตามป่าเขานัก แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ ในขณะที่เราตั้งแคมป์กันเสร็จเรียบร้อย แคมป์เดียวกันที่จะไปล่ะครับ จู่ ๆ เขาก็มาบอกว่าจะล่วงหน้าไปสำรวจก่อน โดยเขาคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินสองวัน ผมเองไว้ใจเพราะได้พูดตกลงกันก่อนแล้วถึงสไตล์การทำงานของเขา โดยที่เขาจะมีเพื่อนร่วมทางเป็นคนของเราหนึ่งคน ซึ่งก็ตกลงกันตามนี้” ดร.สถิตย์เว้นช่วงเล็กน้อย

“ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนสองวันผ่านไป…เขาก็ยังไม่กลับมา โทรศัพท์ที่ติดตัวเขาไปก็ใช้การไม่ได้ พยายามค้นหาเท่าที่พวกเราจะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่มีวี่แววเลยจนกระทั่งจะเข้าวันที่สี่ ตอนนั้นผมร้อนใจมาก ไม่เป็นอันทำอะไรเลย ถึงตามข้อตกลงในสัญญา จะเขียนชัดว่าผมไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไรกับชีวิตเขา เพราะว่ามีค่าจ้างและมีเงินประกัน แต่อย่างไรเขาก็ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในทีมของผม แล้วช่วงนั้นดูอะไรต่อมิอะไรมันจะประดังเข้ามา พยากรณ์อากาศบอกมาว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะเข้า ทั้งที่ตอนนั้นก็ปลายเดือนตุลา มันก็เริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว ผมเลยตัดสินใจขนข้าวของอุปกรณ์สำคัญเกือบทั้งหมด และอพยพลูกทีมอีกห้าคนให้กลับออกมา โดยให้ย้ายเต็นท์หลังหนึ่งไปไว้ในซอกเขาที่ดูแล้วไม่น่าจะถูกพัดหายไป พร้อมกับอาการแห้งและของยังชีพอื่นๆอย่างพวกยา เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือกับแบตเตอรี่สำรอง โดยใส่รวมกันในถุงกันน้ำ ตอนนั้นผมยังมีหวังว่าสองคนนั้นอาจกลับมา เขาอาจจะหลงทาง อาจจะเจ็บป่วยกลางทาง หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ควรด่วนสรุป เพราะว่าเขาก็หายไปจากเวลานัดหมายถ้านับกันจริงๆก็พลาดไปยังไม่เกิน 48 ชั่วโมง จากนั้นต่อมาอีกสามวัน เมื่อพายุสงบแล้ว ผมให้คนกลับเข้าไปดู แล้วก็ได้ทราบทางโทรศัพท์จากคนที่ส่งไปว่า พบเขานอนตายอยู่ในเต็นท์ ในสภาพที่ดูเหมือนคนนอนหลับอย่างธรรมดา แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ให้ และทำให้รู้ว่าการสำรวจครั้งสุดท้ายของเขาประสบความสำเร็จ นั่นคือภาพถ่ายทะเสสาบสีน้ำเงินและภาพจารึกใต้น้ำ แม้จะดูขลุกขลักไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เขาก็ทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญอันหนึ่งมา นอกเหนือจากจารึกของโลกียะ ภาพชุดนั้นเป็นงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่ได้มาจากพื้นที่ที่ไม่มีพวกเราคนไหนเคยเข้าไปถึง”

ศิลป์พูดแทรกขึ้นมาอย่างนึกออก “อันนั้นก็คือ แผ่นจารึกที่เริ่มต้นว่า ปีที่สิบหก ขึ้นสิบห้าค่ำ… …ต้นฤดูอันเหน็บหนาว หนึ่งคนอยู่ อีกหนึ่งวางวาย ผีเสื้อผู้มลาย โบยบินสู่สรวงสวรรค์ อันนี้ใช่ไหมครับ ว่าแต่…เขาตายด้วยสาเหตุอะไร”

“ผมให้คนที่ไปพบศพถ่ายวีดีโอเก็บมาให้ดูทั้งสภาพศพและสภาพโดยทั่วไปรอบๆ รวมทั้งเก็บของทุกอย่างของเขาออกมาด้วยก่อนจะรีบเคลื่อนย้ายกลับมาโดยด่วน เพราะว่าศพเริ่มที่จะมีกลิ่นไม่ดีแล้ว กว่าผมจะเห็นร่างเขาก็คือกลางดึกของวันที่สี่ที่เราออกมาจากที่นั่น” ก่อนที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งถาม ดร.สถิตย์เป็นฝ่ายพูดมาเอง

“คุณต้องเข้าใจด้วยนะ ว่าอย่างไรเราต้องไม่ให้ใครล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ผมเดินออกไปเจอกับพวกเขากลางป่าก่อนที่จะเข้ามาบริเวณหมู่บ้าน ไอ้พวกที่ช่วยกันหามศพมา แต่ละคนสะบักสบอมจากการที่ต้องเดินกันมาตลอด แถมตอนกลับยังต้องทำเปลหามศพที่ส่งกลิ่นออกมาด้วย แล้วทางเดินในป่าหลังฝนตกก็แย่มาก เพราะบางช่วงที่น้ำป่าลงมาจะมีดินโคลนด้วย ทั้งพวกมันกับศพที่มันหามออกมา มีสภาพดูไม่ได้ทั้งคู่ ผมเลยต้องจัดการทุกอย่างให้รวดเร็วและเรียบร้อย เท่าที่ชันสูตรเบื้องต้น โดยดูจากระยะการเจริญเติบโตของหนอนแมลงวันที่อยู่ในตัวเขา คาดว่าเขาเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 52 ชั่วโมง คาดว่าเขากลับมาหลังจากที่เรากลับออกมาเพียงหนึ่งวัน ผมดูร่างกายโดยทั่วไปแล้วไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย อย่างอื่นที่ว่าเขาอาจมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ไม่ได้ให้เรารู้ หรือโดนพิษอะไรหรือเปล่า อันนี้ผมยืนยันไม่ได้ เมื่อเสร็จเรื่องแล้วผมก็ช่วยกันขุดหลุมฝังเขาไว้ จากนั้นก็แจ้งไปทางญาติเขา เท่าที่ผมตามดู เห็นพากันมารับเงินแล้วไม่เห็นมีใครติดใจ แม้แต่ศพก็ไม่มีใครมาทำอะไร ยังฝังอยู่ที่เดิม”

“เขาถ่ายภาพใต้น้ำเอาไว้ แล้วมีอย่างอื่นอีกไหมครับ อ้อ…แล้วอีกคนหนึ่งล่ะ เขาไปกันสองคนไม่ใช่หรือ” ศิลป์ธรถามต่อ

“จนป่านนี้ก็ยังหาไม่เจอ”

เป็นผู้อื่นเมื่อได้ยินเรื่องนี้แล้ว จะคิดกันอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่สำหรับศิลป์ธร เขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำชะตากรรมของนักสำรวจบ้าบิ่นคนนี้มาเทียบกับตนเอง สัญญาดังกล่าวคาดว่าเป็นฉบับเดียวกันกับที่เขาตัดสินใจเซ็นโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะไม่ได้คิดเรื่องจะต้องถึงกับมาตายกันจริงๆมาก่อน นี่หมายความว่าเขาเข้ามาแทนที่คนก่อนที่เพิ่งตายไปเมื่อคราวออกสำรวจกันครั้งที่แล้ว คิดแล้วเขาก็เย็นวูบอยู่ข้างใน ! มิน่าเล่าค่าจ้างถึงได้สูงนัก

“ผมคงไม่ได้เล่าเรื่องอะไรที่ทำให้คุณกลัวนะ” ดร.สถิตย์พูดออกมาตรงๆ โดยไม่มีเจตนาดูแคลน แต่ถึงอย่างนั้นศิลป์ธรก็อดไม่ได้ที่จะชะงัก รู้สึกหน้าชาไปชั่วขณะ

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com