Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง

ฝ่ายงามมยุราเมื่อเดินออกจากป่า ที่มีพุ่มไม้สูงเทียมศรีษะบังเป็นฉากไปตามทาง ปรากฏว่าเมื่อเดินลึกเข้าไปกลายเป็นป่าที่รกชัฏมากขึ้น ช่วงเดินขึ้นเนินสูงลูกหนึ่ง สามารถมองเห็นผืนป่าสมบูรณ์ เชื่อมไปกับป่าผืนใหญ่ไกลสุดลูกตากับแนวป่าที่เขียวครึ้มบนทิวเขาสูง

ตามทางที่ลุงทองสุกเดินนำไป เป็นเส้นทางเดินที่ค่อนข้างชัดเจน คาดว่าเป็นทางเดินที่ชาวบ้านแถวนี้ใช้สัญจรไปมา แย้มบอกว่าอีกประเดี๋ยวจะถึงลำธารน้ำใส และถ้าเดินตามทางน้ำไหลไปทางทิศตะวันตกจะไปเจอกับหมู่บ้านขนาดเล็กชื่อบ้านเนินดง

หมู่บ้านนี้เกิดขึ้นใหม่ ชาวบ้านช่องเขาขาดกลุ่มหนึ่งนั่นเองที่ได้อพยพไปอยู่กัน เนื่องจากบริเวณนั้นมีน้ำดีดินดี สามารถปลูกข้าวปลูกถั่วปลูกผักได้ทั้งปี

เมื่อถึงลำธารอย่างที่แย้มบอกไว้ก่อน คล้ายกับรู้ใจ ผู้นำทางใจดีได้หยุดรอแล้วบอกว่าจะพาเข้าไปเที่ยวในหมู่บ้าน จะได้พักกินกลางวันกันที่นั่น

จากนั้นเขาได้มองหาจุดที่น้ำตื้นที่สุด พาเดินข้ามไปอีกฝั่ง ตามทางเดินชื้นเดินเลาะลำธารไปสักสิบนาที ได้มองเห็นชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ไหล่สะพายย่ามเดินสวนทางเข้ามาใกล้ เขาหยุดทักทายกับลุงทองสุกครู่หนึ่งแบบคนรู้จักกัน

เสียงน้ำในลำธารใสกระทบกับก้อนหินน้อยใหญ่ดังมากขึ้น เมื่อทางเดินที่ลดเลี้ยวลงสู่ที่ต่ำ จากป่ารกครึ้มพื้นดินชื้นแฉะ บนยอดไม้มีเสียงนกส่งเสียงกันขรม แสงแดดส่องลงมาได้บาง ๆ สักพักใหญ่ เริ่มเห็นแสงแดดมากขึ้นจากข้างหน้า เมื่อพ้นออกไปได้เห็นท้องฟ้าโล่งกับผืนนาข้าวสีเขียว กระท่อมของชาวบ้านกระจายกันอยู่แบบห่างๆ ลุงทองสุกเดินนำไปตามคันนา ข้าวนาดำสีเขียวสบายตากำลังชูยอดงาม สภาพดินอุดมสมบูรณ์แบบนี้เอง ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้อพยพมาอยู่ที่นี่

“เวลาเจ็บป่วย คนที่นี่เขาจะทำอย่างไรกัน”

“ก็ต้องช่วยกันหามไปรักษาที่อนามัยในหมู่บ้านของเรา” แย้มตอบ

หญิงสาวนึกถึงระยะเวลาจากบ้านช่องเขาขาดมายังที่นี่ ถ้าเดินแบบไม่เร่งรีบใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง แต่สำหรับชาวบ้านที่เดินกันประจำคงประหยัดเวลาได้มากกว่าสักครึ่งหนึ่ง

“สองคนนี้เคยมาบ้านนี้บ้างไหม”

“เคยเจ้าค่ะ…เคย บัวเคย”

“ไม่เห็นเล่าให้ฟังบ้างเลย”

“คุณมาอยู่คราวละแค่ไม่กี่วัน แถวนี้มีหลายหมู่บ้าน เดินเที่ยวแถวบ้านเราก็ไม่หมดแล้ว บัวนะดีใจ๊…ดีใจ คุณมาคราวนี้จะอยู่นาน”

“เด็กๆแถวนี้เขาไปเรียนหนังสือกันหรือเปล่า” เจ้านายชวนคุยต่อ

“คงจะไปบ้างไม่ไปบ้างมั้ง เป็นบัวนะจะทำแบบนี้ โรงเรียนเข้าแปดโมง ถ้าจะไปให้ทันโรงเรียนคงต้องออกจากบ้านตอนตีห้า เดินผ่านป่ามืดๆ ตอนกลับยังต้องมืดอีก”

“โธ่… แกไม่รู้จริง” แย้มที่จ้องอยู่แย้งขึ้นมาอย่างสบช่อง

“คนบ้านนี้เขามีญาติอยู่ที่บ้านโน้นย่ะ พอลูกโตเข้าโรงเรียนได้ เขาก็ฝากบ้านญาติ วันหยุดเสาร์อาทิตย์กับหยุดเทอม ถึงจะมาช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้านตัวเองสักทีหนึ่ง”

“เออ…เออ” บัวยอมรับ

เมื่อเดินมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงจาก คนในบ้านคล้ายมองเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าใครมา เจ้าของบ้านเป็นชายวัยประมาณสี่สิบชื่อนายปัน มีเมียชื่อนางพิน นายปันเดินลงมาจากนอกชานลงมาจากบันไดลิง แล้วคุยกับลุงทองสุกครู่หนึ่ง

จากนั้นลุงคนนำทางก็เดินมาบอกกับหญิงสาว เขาจะไปทำธุระกับนายปัน ให้เธออยู่ที่นี่ไปก่อน แกฝากเอาไว้กับเมียนายปันแล้ว ให้หาข้าวหาปลาให้กิน

งามมยุราปลดเป้หนังจากหลังเดินไปวางไว้บนแคร่ใต้ต้นชะมวง

นางพินยืนยิ้มกวักมือให้มากินน้ำกินท่าบนเรือนก่อน เธอเดินไปรับน้ำจากขันและบอกว่าจะนั่งเล่นบนแคร่ เพราะว่าร่มรื่นดีและรองเท้าเปื้อนโคลนไม่ถนัดจะขึ้นไปบนเรือน

แย้มกับบัวรู้หน้าที่ตนเองด้วยการไปช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน ในถุงผ้าของบัวมีเนื้อเค็มติดมาด้วย แย้มกับนางพินได้พากันเดินเข้าไปในป่าใกล้ๆ เพื่อจะไปตัดหน่อไม้ บัวอาสาเป็นคนหุงข้าว

ขณะที่กำลังง่วนกันอยู่ งามมยุราได้ใช้เวลาว่างด้วยการดึงเอากระดาษที่มีภาพแผนที่โบราณออกมาดูให้ชัดอีกครั้ง แผนที่นั้นเป็นการคาดเดาตำแหน่งของเมืองโบราณ เธอสังเกตตรงตำแหน่งใหญ่ๆที่น่าจะตรงกัน เป็นต้นว่าทิวเขาขนาดใหญ่ ซึ่งเทียบได้กับทิวเขาที่มองเห็นได้ไม่ไกลนักจากตรงนี้ ลำธารที่พาดมาจากทางตะวันออกลงมายังตะวันตกดูจะเป็นเส้นน้ำที่เพิ่งเกิดใหม่ในช่วงไม่กี่ร้อยปี ในอดีตนั้นน้ำส่วนใหญ่จะไหลลงจากทิวเขาและไปรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่กลางหุบเขาของอีกด้านหนึ่ง

งามมยุราครุ่นคิดพร้อมทั้งนึกภาพไปด้วย ดินสอที่อยู่ในมือได้ขีดเส้นน้ำสายใหม่และเขียนตำแหน่งบ้านเนินดงนี้ไว้ด้วย

ควันไฟฉุยขึ้นมาจากเตาถ่านที่บัวจุดขึ้นและกำลังพัดเร่งไฟ งามมยุราละจากหน้ากระดาษ หันมาให้ความสนใจกับรอบๆบ้านแทน ด้านหลังบ้านเป็นยุ้งข้าว ซึ่งสร้างเป็นบ้านใต้ถุนสูงหลังเล็กที่ไม่มีหน้าต่างและบันได ใกล้กันนั้นเป็นลานโล่ง ตรงที่เห็นเป็นแปลงพรวนดิน น่าจะเป็นแปลงปลูกผักสวนครัว ถัดไปอีกหน่อยเป็นคอกวัว

มีสิ่งของอย่างหนึ่งสะดุดตา…

เธอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ตรงลานกว้างที่น่าจะเป็นลานตากข้าว มีครกตำข้าววางอยู่อันหนึ่ง เป็นแบบใช้เท้าเหยียบที่ปลายไม้อีกด้านหนึ่ง แต่ความแปลกมันอยู่ตรงส่วนครกหินขนาดใหญ่ที่มีบางส่วนจมอยู่ในดิน หลังจากก้มๆเงยๆดู ใช้มือปัดเศษดินที่ติดอยู่ตรงส่วนใกล้พื้น

นี่มันเป็นหินแกะสลักนี่นา!

หินก้อนนี้แต่เดิมน่าจะตั้งกลับหัวจากที่วางอยู่ในตอนนี้ ตรงส่วนที่ใช้ตำข้าวมีรอยสกัดหินออกให้กว้างขึ้น สังเกตได้จากเป็นรอยที่ใหม่และไม่เรียบเสียทีเดียว ทำไปเพื่อประโยชน์การใช้งานมากกว่าให้สวยงาม รอยหลุมตรงกลางนี้ของเดิมน่าจะเป็นส่วนที่นำไปสวมเข้ากับฐานหินอีกก้อนหรือกับอะไรสักอย่าง

ถ้าจับหินตำข้าวอันนี้ตั้งกลับอีกด้าน ลายข้างบนนี้จะเป็นรูปปาก ส่วนจมูกนี้หายไป แล้วตรงส่วนที่ฝังอยู่ในดิน หญิงสาวหากิ่งไม้ใกล้ๆ ขูดดินตรงนั้น ตรงนี้น่าจะเป็นดวงตา เพราะว่าเห็นลายขอบตาพ้นออกมาเล็กน้อย

ความตื่นเต้นจากหลักฐานอย่างหนึ่งที่พบโดยบังเอิญนี้ อัดแน่นอยู่ในใจ หลังจากกินอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว งามมยุรา แย้มและบัวต่างนั่งกันอยู่บนนอกชาน เริ่มชะเง้อมองหาลุงทองสุกกับนายปันที่หายกันไปร่วมสองชั่วโมง ผ่านไปอีกชั่วโมงหนึ่ง แย้มได้ถามนางพิน ผัวแกได้บอกเอาไว้หรือเปล่าว่าจะไปไหนและกลับมาเมื่อไหร่ หญิงเจ้าของบ้านส่ายหน้า นางเองตอบไม่ได้เหมือนกัน และไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน ตอนนี้ตัวนางกำลังจะออกไปต้อนฝูงควายที่ผูกให้กินหญ้าในป่าให้กลับเข้าคอก

งามมยุราเห็นว่าขืนรอไปอาจจะเหมือนเดิม จึงรีบจัดของใส่เป้หนังไว้อย่างเดิม วางเอาไว้ให้เห็นชัดตรงใกล้กับบันไดข้างบนเรือน เผื่อว่าลุงทองสุกกลับมาจะได้มองเห็นและรู้ว่าตัวเธอนั้นไปไม่ไกลอีกสักพักจะกลับมา จากนั้นจึงบอกกับนางพินให้รอก่อน จะเดินเข้าไปในป่าด้วย

“วันนี้ดูฟ้าจะมืดเร็ว แปลกจริง… ทั้งที่ไม่มีเมฆฝน” นางพินพูดลอยๆแบบบ่นกับตัวเอง นางก้าวฉับๆไปบนคันนา

บนท้องฟ้าเป็นจริงอย่างที่นางพูด วันนี้ฟ้าดูครึ้มเสียตั้งแต่ยังไม่ถึงบ่ายสามโมง

“น้าอยู่ที่นี่มานานหรือยังคะ” งามมยุราถามขณะเดินตามหลังไปติดๆ ส่วนแย้มกับบัวห่างออกไปสักสิบก้าว

“อยู่มาห้าหกปีแล้ว”

“แถวนี้มีคนในเมืองเข้ามาบ้างไหม”

“คนในเมืองเหมือนนางรึ” นางพินเงียบไปครู่หนึ่ง

งามมยุราไม่ได้ซักถามแบบรีบเร่งอะไร หญ้าตรงนี้ขึ้นรก เวลาเดินต้องระวังไม่ให้ก้าวผิดไถลลื่นลงไป คอยสังเกตก้าวของคนที่เดินนำไปก่อนแล้วจึงก้าวตาม เดินไปอีกช่วงหนึ่งจนมาถึงปลายนา ตรงนี้ต้องใช้มือช่วยไต่ขึ้นไปตรงเนินสูงประมาณหนึ่งเมตร เมื่อเริ่มเข้าในป่า ทางเดินกว้างพอควรพอจะเดินไปด้วยกันได้ นางพินจึงเริ่มพูด

“เคยเห็นเหมือนกัน ตอนนั้นฉันไปต้อนควายกลับบ้านเหมือนตอนนี้ เขามาทำอะไรฉันก็ไม่รู้ เห็นมาขุดกันเป็นหลุมลึก ตอนนั้นพวกเขาไม่เห็นฉัน เพราะฉันต้อนควายอ้อมไปอีกทางหนึ่ง กะไม่ให้เขาได้ยินเสียงกระดึงผูกคอไอ้พวกนี้ด้วย อีกวันหนึ่งฉันชวนผัวมาแอบดูว่ามันมาทำอะไรกันหว่า” นางหยุดกลืนน้ำลายทีหนึ่ง เรื่องเล่าชักออกรสออกชาด

“ ไอ้ฉันนึกว่ามันทำอาไร๊ มันมาขุดเอาก้อนหิน พากันขนออกไป แถวบ้านมันไม่มีหรือไง นึกว่าเป็นเงินเป็นทองเสียอีก นางเห็นครกตำข้าวของฉันไหมล่ะ”

หญิงสาวพยักหน้าหงึกรับคำ

“มีอะไรหรือคะ”

“พอพวกมันไปกัน ฉันก็ชวนอ้ายปันไปดู ขุดกันเป็นหลุมลึกเลยนา ฉันเห็นหินก้อนนี้มันพอเหมาะพอดีจะเป็นครกตำข้าว ฉันก็เลยไปยืมช้างของอ้ายบุญนำ ให้ช้างลากขึ้นมาใช้”

“พวกที่มาขุดเขาไม่ว่าเอาหรือ”

“เขาไม่เห็นสิ…ขอกันใช้สักอันจะเป็นไร อ้ายพวกนั้นก็ดูชอบกล ทำลับๆล่อๆ เวลาจะมาจะไปไม่ยักกะเดินผ่านหมู่บ้าน”

“ตอนนั้นนานแค่ไหนแล้วคะ”

“เดี๋ยวคิดก่อน ไอ้ฉันก็ชักจะลืมไปแล้ว ตอนนั้นไอ้หนูคนเล็กมันห้าขวบ ตอนนี้มันจะสิบขวบแล้ว”

ขณะเดินคุยกันได้มีเสียง ตุ๊บ..ตั๊บ เหมือนของตกลงดินอยู่ไม่ไกล แหงนขึ้นไปเห็นมีคนกำลังเกาะเป็นลิงอยู่บนยอดตาลต้นสูง

“เอ้า…เฮ้ย ระวังหัวนะเว้ย ! “ นางพินตรงดิ่งเข้าไปโดยใช้เสียงนำไปก่อน มีเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมมนุ่งผ้าขาวม้าตัวเดียวแบบขมวดตวัดชายผ้าขึ้นมาเกาะที่เอว ยืนอยู่ที่โคนต้นตาล เจ้านั่นหันมายิ้มกว้างเมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้าไปใกล้

“เพื่อนลูกชายฉันเอง” นางพินหันมาบอก

“เอาไปกินไม๊…เอาเลย” เด็กหนุ่มบอก

“เออ…ดีเหมือนกัน ข้าจะให้นางนี่กิน เอ้า…นังอ้วน มาหยิบเอาไปใส่ห่อผ้าเอ็งหน่อย เอากี่ลูกก็แล้วแต่” บัวที่ถูกเรียกว่านังอ้วนค้อนควับทีหนึ่ง

งามมยุราแหงนหน้ามองคนที่อยู่บนยอดตาลอย่างสนใจ เขากำลังหยิบเอากระบอกไม้ไผ่ที่ห้อยติดตัวไปผูกไว้กับงวงตาล เพื่อจะรองเอาน้ำตาลที่หยดออกมาหลังจากใช้มีดคมๆปาดออก แถวนี้มีตาลอยู่หลายต้นเป็นดงทีเดียว

เดินห่างออกมาจากดงตาลสักพัก เริ่มได้ยินเสียงกระดึงที่ผูกกับคอควาย ฝูงควายของนางพินยังเล็มใบไม้ใบหญ้าเพลินกันอยู่ มีตัวใหญ่สี่ตัว และเจ้าตัวเล็กตัวกลมอ้วนปุ๊กอีกสองตัว ตัวลูกสองตัวนี้มองแล้วขำดีเหมือนกัน พอนางพินถือไม้เข้าไปไล่ มันกลับวิ่งหลอกล่อมุดใต้ท้องแม่มันไปมา ทำให้แกต้องวิ่งเล่นไปกับมันด้วย

กลับมาจากต้อนฝูงควายเข้าคอกหลังบ้าน ท้องฟ้ามืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว ตอนค่ำวันนั้นงามมยุรามองเห็นลุงทองสุกกลับมา

แต่ทำไมบรรยากาศรอบตัวมันมืดไปหมด คล้ายกับว่าตนเองกำลังมองเห็นภาพขณะที่ยังหลับตาอยู่ และตรงที่นั้นคล้ายกับมีเธอยืนอยู่เพียงคนเดียว เมื่อมองได้ชัดจากแสงอะไรสักอย่างที่ทำให้มองเห็นแบบจางๆนั้น กลับกลายว่าชายคนนั้นเป็นชายลึกลับคนที่เธอเห็นหลังจากตื่นขึ้นมาบนพื้นหญ้าในเช้าวันนั้น

ชายคนนี้….เธอแน่ใจอย่างที่สุดว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยจูงมือเด็กน้อยหลงป่าให้กลับบ้านได้

แต่…พิศดูอีกทีคล้ายจะเป็นลุงทองสุกคนเดิม มันช่างคลับคล้ายลับคลาเหมือนคนสองคนนั้นซ้อนกันอยู่เป็นร่างเดียว

“พร้อมแล้วใช่ไหม…”

“ค่ะ…พร้อมแล้ว” งามมยุรารู้แต่เพียงว่าตนเองตอบไปแบบนั้น สายตาในตอนนี้ได้มองไปทางด้านหลัง ช้างตัวโตเชือกหนึ่งเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า งาสีขาวยาวโง้งเด่นชัด เมื่อใกล้เข้ามา เธอมองเห็นแววตาเรียวเล็กของมันดูเป็นมิตร มันขยับปลายงวงเล็กน้อย โดยที่ไม่มีใครบอก เจ้าช้างท่าทางเป็นมิตรตัวนี้ย่อตัวลงนั่ง ทำให้เห็นว่าบนหลังมีกูบติดมาด้วย

“ข้ายินดีเหลือเกิน ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึง” เสียงพร่าทุ้มพูดออกมา “เจ้าหญิงน้อยของข้า โปรดอภัยในความผิดที่แล้วมาด้วยเถิด…อภัยด้วยเถิด” ชายลึกลับคนนั้นยังเปล่งเสียงพูดมีกังวาน ขณะเดียวกันเขาก็ส่งตัวเธอเข้าไปนั่งในกูบบนหลังช้าง

หลังจากนั่งเรียบร้อยแล้ว เจ้าพาหนะมีชีวิตค่อยยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างนิ่มนวล จากนั้นค่อยกลับตัวอันใหญ่โตพาเธอเดินไปยังจุดหมายแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเองยังไม่สามารถบอกอะไรกับตนเองได้

ความคิดคำนึงอันมัวๆเหม่อๆ นั้นมีแต่เสียงของชายลึกลับผู้นั้นดังก้องกังวานไปมาในหัว ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึง เจ้าหญิงน้อยของข้า โปรดอภัยในความผิดที่แล้วมาด้วยเถิด…อภัยด้วยเถิด…อภัยด้วยเถิด…

ในภาวะเช่นนี้ งามมยุราคลับคล้ายคลับคลาว่ากำลังฝันถึงอะไรบางอย่าง (คล้ายเป็นความฝันที่ซ้อนอยู่ในความฝันอีกที)

บนหลังช้างแบบนี้กลางป่าลึกในค่ำคืนหนึ่ง จิตใจของเธอกำลังแตกสลาย ความเศร้าเสียใจทำให้ทุกอย่างมืดสนิทเสียยิ่งกว่าความมืดใดๆ เรี่ยวแรงของการมีชีวิตดูจะหมดสิ้น ในสายตาที่แลเห็นมีเพียงภาพแขนทั้งสองข้างของใครคนหนึ่งที่เธอใช้หลังพิงซบไว้ เขาเป็นที่พึ่งพิงเพียงผู้เดียวในยามนั้น

เพียงแค่นั้น…จากนั้นความฝันทั้งหมดของหญิงสาวก็จบลง ทุกอย่างถูกกลืนจมลงสู่ความมืดมิด 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com