Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง

เหมือนกำลังเดินห่างออกมาจากดวงอาทิตย์ที่แสงสุกจ้า ขณะเดียวกันลูกไฟดวงโตก็กำลังเคลื่อนถอยออกไป แสงสว่างค่อยน้อยลง ข้างหน้ามองเห็นพระจันทร์ดวงโตขนาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ทุกอย่างเป็นความฝันหรือว่าเป็นความจริง…

เช้าวันนี้จะเป็นอย่างไรหนอ…

แสงตะวันจะส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา

นกน้อยบินเข้ามาส่งเสียงขับขาน

หอมกลิ่นดอกไม้จากป่า

ความฝันดูจะจบลงแล้ว ช่างยาวนานกว่าทุกราตรีที่ผ่านมา ที่ประหลาดคือไม่สามารถจดจำสิ่งใดได้ มีบางอย่างหลบซ่อนภายในกาย จากนั้นค่อยจาง…จนกลายเป็นหนึ่งเดียว

อยากลืมตาขึ้นเดี๋ยวนี้ จากนั้นก็วิ่งไปที่บานกระจก มองดูเงาของตนเองให้รู้ว่ายังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่

เมื่อลืมตาขึ้นมาสำเร็จ แขนขาก็พลันมีเรี่ยวแรงขึ้นมาด้วย จากราตรีที่ผ่านพ้น แสงทิวาสาดส่องเข้ามาจากบานหน้าต่าง ภาพเจนตาปรากฏขึ้นอย่างอบอุ่น ที่แปลกกว่าทุกวันตรงที่วันนี้ความอบอุ่นได้แทรกซ่านเข้าไปจนถึงภายในกาย สัมผัสแรกของปลายเท้าบนพื้นศิลาขัดเรียบตรงบริเวณที่ไม่ถูกแสง ให้รู้สึกถึงความเย็นที่คงไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ในขณะที่ก้าวต่อไป ได้เกิดไอร้อนของแสงอาทิตย์รุกฉาบเข้ามาแทนที่

 

ชีวิตต้องการแสงสว่าง ต้นไม้เติบโตด้วยกลางวันและกลางคืน คล้ายกับเมล็ดพืชที่หลบเร้นอยู่ใต้ผืนดิน แล้ววันหนึ่งชูช่อขึ้นมาสวยงามบนโลกใบใหม่…

ขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างหยอกล้อกับแสงแดดอ่อน ให้มองเห็นเจ้าของเสียงที่ทักทาย เป็นนกสีน้ำเงินตัวน้อยอ้าปากส่งเสียงบอกความ เจ้านกน้อยเอ๋ย…แม้ตัวน้อยนิดแต่ก็มีกำลังพอที่จะเขย่ากิ่งไม้เล็กๆให้แกว่งไปตามแรง ข้างล่างลงไปจากสายตาที่ก้มลงมองผ่านช่องหน้าต่าง ข้ารับใช้เป็นหญิงสามคนกำลังเดินผ่านไป คนหนึ่งถือถาดอาหาร อีกคนถือถาดผลไม้และดอกไม้ อีกคนเป็นน้ำนมและบรรดาเครื่องหอม จากเครื่องแต่งกายสวยงาม พวกนางกำลังนำเครื่องบูชานี้ไปยังจันทราคีรี

ดั่งคล้ายเป็นการย้ำเตือนซึ่งตัวเธอเองทราบดี ทุกขวบปีที่แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเช่นนี้ แสดงถึงนิมิตหมายของการกระทำอย่างหนึ่ง เธอเดินออกไปยังห้องโถงชั้นใน บนผนังหินได้ปรากฏรอยจารึกเอาไว้อย่างกระจ่างชัด

 

ปีที่สิบหก ขึ้นสิบห้าค่ำ

ต้นฤดูอันเหน็บหนาว หนึ่งคนอยู่ อีกหนึ่งวางวาย ผีเสื้อผู้มลาย โบยบินสู่สรวงสวรรค์

ปีที่สิบเจ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ

ดอกรักเบ่งบาน ยามต้องน้ำค้าง หวั่นว่าไม่นานจักพลันสลาย ต้นไม้ต้องเติบใหญ่ ด้วยรากแห่งตน

ปีที่สิบแปด ขึ้นสิบห้าค่ำ

กระแสลมเปลี่ยนทิศ จากเหนือย้อนใต้ เภทภัยกล้ำกราย ทุ่งหญ้าแหวกไหวตามแรงลม

และแล้วเมื่อเดินใกล้เข้ามาจากการไล่สายตาเรื่อยมาถึงคำสุดท้าย ปลายมีดเล่มเล็กที่ด้ามถูกกำเอาไว้ในอุ้งมือเรียวก็จรดบนผนังหิน คมดั่งกรีดไปบนหยวกกล้วย ประณีตสงบนิ่งแช่มช้า

 

ปีที่สิบเก้า ขึ้นสิบห้าค่ำ

บรรทัดแรกค่อยปรากฏขึ้นทีละอักขระ เป็นเวลาเดียวกับที่ข้ารับใช้ค่อยเดินเรียงกันเข้ามา มีเสียงเอ็ดในลำคอเบาๆ จากคนที่เดินนำแถว เป็นการบอกให้พวกเด็กใหม่ที่เดินตามมาสำรวมกิริยา สำรับกับข้าวคาวหวานได้นำไปจัดเรียงไว้บนโต๊ะด้านมุมห้อง แม้ว่าจะไม่มีความหวังว่าจะได้เห็นความสำราญจากการดื่มกินของเจ้าหญิง แต่บรรดาแม่ครัวทั้งหลายก็ยังทำอยู่เช่นนี้ทุกวัน พร้อมทั้งรอดูกันว่าอาหารในวันนี้จะมีอะไรพร่องไปบ้าง

เมื่อเข้ามานั่งเรียงกันในห้องอย่างสงบเสงี่ยม หัวหน้าหญิงรับใช้กระเถิบเข้ามาใกล้อีกนิดหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าให้คนที่ถืออ่างน้ำดินเผามาส่งให้ใกล้ๆ เมื่อรับมาแล้วก็นำไปวางไว้ตรงด้านที่เจ้าหญิงจะมองเห็น

จากสายตาที่ชำเลืองมองมา ดูเหมือนว่านางจะเห็นรอยยิ้มน้อยๆ

นี่นางตาฝาดไปหรือไง ! เจ้าหญิงของข้ามีรอยยิ้ม เจ้าหญิงยิ้มได้แล้ว นางอยากจะตะโกนร้องป่าวไปให้ทั่ว ถ้าไม่ติดว่าจะเป็นตัวตลกให้พวกเด็กมันขำ

หลังจากเรื่องร้ายๆได้เกิดขึ้น เป็นเวลานับเดือนแล้วที่เจ้าหญิงอยู่แต่ในห้องนอน ร่างกายค่อยผ่ายผอมหมดแรง ด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ไม่ว่าจะทำอย่างไร ไม่มีผู้ใดเลยที่จะเข้ามาอยู่ในแววตาที่เหม่อลอยไม่รับรู้ต่อผู้ใด

วันนี้เห็นจะเป็นวันดีอย่างที่สุด !

แทนที่นางจะลุกขึ้นมาเต้นหัวเราะ กลับต้องมานั่งยิ้มป้ายน้ำตาที่ไหลอาบแก้มลงมาอย่างไม่รู้ตัว

มหาสมุทรสุดลึกหยั่งถึง ยอดคีรีสูงเทียมเมฆา แสงสุรีย์ส่องสาดทุกทิวาวัน

มีเสียงถอนหายใจแผ่วเบาหลังการรำพึงข้อความผ่านริมฝีปากเบาๆ หลังจากถ้อยความได้กลายเป็นอักขระบนผนังศิลา

วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีและแปลกกว่าทุกวันจริงๆ เจ้าหญิงหันกลับมาทักทายทุกคนและกินอาหารได้มากกว่าทุกวัน อะไรไม่เท่ากับท่าทีกระฉับกระเฉง อีกทั้งยังเดินตัวปลิวออกไปจากห้องโถงชั้นใน ท่ามกลางสายตาตื่นๆของทุกคน

ทันที่ที่ออกมาจากพระราชวังศิลา พระราชวังที่สร้างด้วยการเจาะภูเขาหินเข้าไป จันทรารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้ร่างกายใหม่ ความเศร้าหมองที่ครอบงำเป็นเหมือนเงาลางเลือนที่ห่างไกลออกไปจากตัว คล้ายกับว่าการนอนหลับในค่ำคืนที่ผ่านมา เธอได้ทำอะไรมากมายในหลายที่หลายแห่ง ได้พบเจอคนแปลกหน้า ได้พูดคุยได้เดินทาง ยังมีดินแดนอื่นที่ไม่ใช่ทักษิณายันนครกับสัตตคีรีนครอย่างนั้นหรือ ยังมีผู้อื่นที่มิใช่กษัตริย์พ่อและพระมารดาผู้ล่วงลับ ไม่ใช่ตรีศูล ไม่ใช่คีตะ ไม่ใช่โลกียะ และบรรดาบริวารที่คุ้นเคย

นี่คงเป็นการตื่นที่แท้จริง…

สีสรรของต้นไม้ในป่าวันนี้ดูเปลี่ยนไป มันช่างระยิบระยับฉ่ำลึกเข้าไปในกายอย่างยากที่จะอธิบาย เธออยากให้เจ้าม้าตัวนี้พาทะยานไปไกลแค่ไหนก็ได้ เท่าที่ความรู้สึกแบบนี้ยังคงอยู่

ภาพฝันที่แจ่มชัดของเมื่อคืนนี้ เธอพยายามตั้งใจนึกทบทวน บ้านไม้สองชั้นท่ามกลางพงไพร รอบบ้านเป็นลานกว้าง ที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ห่างๆ บนพื้นหญ้าสีเขียวนั้นมีดอกหญ้าหลากสีขึ้นเต็มไปหมด !

แล้วก็ฝันเห็นสตรีนางหนึ่งในเงาของตนเอง จันทราวูบเข้าไปภายใน

หรือว่าเรื่องราวในคัมภีร์อนันตภพจะเป็นความจริง !

เธอได้พบกับร่างกายของตนเองอีกร่างหนึ่ง ความรู้สึกที่กินลึกเข้าไปข้างในทำให้ดวงตารื้นขึ้นมา พร้อมกับมองเห็นท้องฟ้าพร่างพรายยามเช้าทะลุผ่านแมกไม้

จันทราชะลอฝีเท้าม้าให้ช้าลงจนกระทั่งหยุดยืนให้เหนี่ยวกายลงมายืนที่พื้น มือลูบศรีษะมันเล่นอยู่พักหนึ่ง ริมฝีปากยังคงแย้มยิ้มอยู่เช่นเดิม จากนั้นก็ปล่อยให้มันเล็มหญ้าแถวนั้น ผืนหญ้าสีเขียวอ่อนที่เพิ่งแตกระบัดดูเหมือนพรมสีเขียวผืนใหญ่

เธอหย่อนกายลงนั่งเหยียดขา หลังพิงต้นก่อลำต้นใหญ่ยอดสูงลิ่ว

คงไม่มีครั้งใดที่เรื่องราวที่เก็บไว้ภายในใจจะพบกับความสมหวังเช่นนี้ คัมภีร์อนันตภพที่เธออ่านและท่องด้วยความหลงใหลมานับร้อยรอบ

หลัก 3 ประการของคัมภีร์อนันตภพได้กล่าวรวมไว้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

หลักที่หนึ่ง กล่าวในเรื่องของเวลา

ว่าอดีตกับอนาคตนั้นจะห่อหุ้มคนเราไว้อยู่ตลอดเวลา ยากจะตัดสินว่าอันไหนคืออดีต อันไหนคืออนาคต นั่นหมายถึงการย้อนกลับไปมาได้

ส่วนปัจจุบันนั้นคือสิ่งที่เกือบจะเป็นความว่างเปล่า ด้วยสภาวะเช่นนี้ มนุษย์ที่ต้องการความมั่นคงแน่นอน จึงพยายามย้ำกับตนเองว่า ปัจจุบันมีตัวตน มองเห็นชัด และหนาหนักแน่นมากกว่าอดีตและอนาคต ทั้งที่จริงแล้วเราหาปัจจุบันไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม

หลักที่สอง ว่าด้วยเรื่องร่างกายกับจิตวิญญาณของมนุษย์

ร่างกายกับจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีกำเนิดแตกดับไม่เหมือนกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในสภาวะที่เหมาะสม

ร่างกายมนุษย์มีแตกต่างกันไป สูงต่ำดำขาวแข็งแรงอ่อนแอ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ต่างกันในอินทรีย์หลักที่มาประกอบกัน

สำหรับจิตวิญญาณที่เปรียบได้กับดวงไฟ ผู้ที่มีดวงไฟโชติช่วงนั้นหาได้น้อยนัก ในขณะที่พวกแสงหิงห้อยหรือเปลวเทียนนั้น มีอยู่มากมายเหลือคณานับ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไร ถ้ามนุษย์ในความหมายของจิตวิญญาณที่เปรียบได้กับดวงไฟ จะสามารถแบ่งกระจายออกไปยังร่างกายได้หลายร่างหลายบุคคล ขึ้นอยู่กับพลังอันนั้น (อันนี้จึงเป็นคำอธิบายว่าเพราะเหตุใดมนุษย์จึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่หลายคนสงสัยว่าจิตวิญญาณเพิ่มมาจากไหนมากมาย ตอบได้ว่าจิตวิญญาณนั้นมีอยู่เท่าเดิม เปลี่ยนไปแต่สภาวะการกลับมารวมกันใหม่หรือแตกกระจายออกไป)

หลักที่สาม กล่าวถึงปรากฏการณ์อันนำไปสู่การค้นพบ

- ยามก้าวไปข้างหน้า อย่าคิดว่าเป็นอนาคต เพราะการก้าวไปสามารถไปยังอดีตได้

- เมื่ออดีตตกไปอยู่ในอนาคต(เข้าใจกันว่าคือปัจจุบัน) อนาคตจะกลืนอดีต และเมื่ออนาคตตกไปอยู่ในอดีต อดีตจะกลืนอนาคต

- อย่าคิดว่าความลางเลือนในความคิดนั้นไม่มีตัวตน ในขณะที่สิ่งที่เห็นชัดเจนอาจไม่ได้เป็นดังนั้น

- จิตวิญญาณที่ครอบครองร่างกายหนึ่งอยู่ สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆได้ โดยไม่มีข้อจำกัดของระยะทางและกาลเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับศักยภาพของพลังงานที่มี

- กฎของจักรวาลเป็นกฎเหล็ก แต่มิได้ปิดตายทุกช่องทาง

- ……………

จากอาการเคลิ้มอยู่ในโลกของตัวเอง ท่ามกลางเสียงนกร้อง วิด..วิ้ด ๆ กับเสียงลมที่หวีดเบาๆ ข้างบน ดูเหมือนว่าจะมีอีกเสียงหนึ่งที่เข้ากับเสียงใดไม่ได้เลย นั่นคือเสียงกลองศึก… ทีแรกเธอคิดว่าอาจจะแว่วได้ยินไปเอง แต่เมื่อหลับตาสะกดฟังอีกพักหนึ่งจึงแน่ใจว่าไม่ผิดทีเดียว

นี่…ตรงที่ราบข้างล่างคงมีการรบราฆ่าฟันกันอีกแล้ว !

บนท้องฟ้าฝูงนกแร้งตัวใหญ่บินว่อนรอจังหวะ พวกนี้ดูจะมากันเร็วเสียจริง บัดนี้โลกอันแสนรื่นรมย์ของเจ้าหญิงได้จบแล้วอย่างง่ายดาย

เธอเด็ดใบไม้เป่าเป็นเสียงเรียกม้า เจ้าหมอกสีน้ำตาลตัวงามวิ่งเหยาะเข้ามาอย่างรวดเร็ว เธอเหนี่ยวกายขึ้นบนหลังม้า จากนั้นก็ทะยานไปทางด้านหน้าผาที่มาของเสียงกลองนั้นอย่างรวดเร็ว

สักพักหนึ่งหลังจากลัดเลาะผ่านต้นไม้ใหญ่ ด้วยเส้นทางคดเคี้ยว ม้าแสนรู้ได้พามาหยุดอยู่ตรงริมขอบชะง่อนผาตรงส่วนที่เป็นลานหิน จากตรงนี้สามารถมองลงไปข้างล่างได้ดีพอควร เธอได้ยินเสียงกลองศึกชัดเจนมากขึ้นยามเมื่อลมพัดมา เสียงกลองนั้นดังขึ้นเรื่อยๆอยู่ภายในใจของเธอ

ทำไมถึงได้รบกันแบบไม่เลิกราแบบนี้ เธอมองฝูงแร้งที่บินคอยอยู่อย่างไม่สบายใจ คำพูดหนึ่งเข้ามาในความทรงจำ

“ถ้าไม่เอาชนะเขา เราจะต้องเป็นผู้แพ้”

“แล้วจะเป็นใหญ่ไปเพื่ออะไรเล่า ลาภยศเงินทอง ความสุขสบาย ทุกอย่างที่ได้มา มันเป็นการปล้นชิงมาจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ ก็หมายถึงว่าจะต้องมีคนตาย มีเด็กกำพร้า มีคนที่อดอยากยากไร้เพิ่มมากขึ้น”

“ถ้าคิดแบบนั้น เราเองจะต้องลำบาก สักวันหนึ่งอาณาจักรแห่งนี้จะสุขสงบ และทุกคนจะสุขสบายร่วมกัน การรบเป็นเหมือนการแข่งขัน การแข่งขันทุกอย่างก็เพื่อได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด”

“วันนี้อาจชนะ แต่ถ้าจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้บ้างเล่า”

“อย่างน้อยเราก็เคยชนะ” ตรีศรูในเครื่องแบบซ้อมรบ แต่ถึงอย่างนั้นเขาช่างดูสง่างามน่าเกรงขาม เขามองเจ้าหญิงด้วยแววตาที่อ่อนโยน และดูจะมีความพึงใจกับการได้ต่อปากต่อคำ

ภาพตรีศูลในความคิดค่อยเลือนไปกับเมฆบนท้องฟ้าที่ครึ้มดำราวกับจะมีฝน

ทุกครั้งที่รู้ว่ามีการรบกันในทุ่งราบข้างล่าง ความหวาดหวั่นจะเข้ามาแตะในจิตใจ การรุกคืบของรัศมีอำนาจเช่นนี้ เริ่มเข้ามาคุกคามความสุขสงบของทักษิณายันนครทีละน้อย

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com