Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

14…

ความลับในปราสาท

ภายในปราสาทหนุมาน กลิ่นธูปหอมและกำยานเข้มขึ้น เมื่อปีนขึ้นมายืนบนพื้น พบว่าเป็นโถงห้องมืดๆ เพดานสูง มีแสงไฟแวมๆ มาจากอีกด้านหนึ่ง ครั้นปรับสายตาเข้ากับความมืดได้ จึงเริ่มมองเห็นอะไรได้มากขึ้น ด้านนี้เป็นด้านหลังของตัวปราสาท โถงห้องเป็นครึ่งวงกลมมีผนังกั้นขวาง มีทางเดินเข้าไปเป็นอุโมงค์ทั้งสองข้างไปยังด้านหน้า

คีตะและเจ้าหญิงต่างยืนนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงผิดปกติ ถ้ามีคนเดินมาและมีเสียงคนคุยกัน จะต้องได้ยินแว่วมาบ้าง เพราะภายในนี้เสียงต่างๆ จะก้องกังวาน

เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืด จันทรามองสำรวจรอบๆ ตัว

“ปราสาทหนุมาน สัตตคีรีนครใช้ทำอะไรบ้าง” เจ้าหญิงถาม

“ก่อนนักรบจะออกทำศึกใหญ่ หรือนักรบฝึกใหม่จะต้องออกสนามรบเป็นครั้งแรก จะต้องเข้ามาทำพิธีที่นี่ก่อน พวกเขาเชื่อกันว่า ปราสาทหนุมานนั้นเป็นจุดรวมอำนาจที่ส่งมาจากเทพเจ้า คนที่ผ่านพิธีกรรมที่นี่ เมื่อเดินออกไปจะมีพลังพิเศษ สามารถรบชนะศตรู ตรงบริเวณนี้…เป็นส่วนด้านหลัง เป็นส่วนสำหรับพวกจัดเตรียมเครื่องพิธี เมื่อเตรียมพร้อม จะยกเดินออกไปด้านหน้า” คีตะหยุดฟังอีกครู่หนึ่ง

“ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ด้านหน้า วันนี้กระแสน้ำแรง คาดว่าพวกทหารยามจะใช้วิธีลอยเรือเฝ้าทางด้านนอกเหมือนอย่างเคย”

คีตะพาเดินออกไปทางอุโมงค์ด้านขวามือที่มองเห็นแสงสว่าง ความยาวของอุโมงค์จากด้านหลังมาโผล่ห้องโถงด้านหน้าประมาณยี่สิบก้าว ห้องโถงด้านหน้าสว่างไสวมลังเมลืองจากแสงตะเกียงที่จุดไว้โดยรอบ ผนังแต่ละด้านเป็นหินก้อนใหญ่วางโค้งทีละน้อย เพื่อให้ได้รูปตาม ตำแหน่งของสีบนใบหน้าหนุมาน ผนังด้านในกับด้านนอกใช้สีเดียวกัน

ด้านหน้าห่างออกไปแลเห็นปากทางเข้า ภายนอกดูมืดสนิทเมื่อมองจากที่สว่าง ตรงปากทางเข้าถ้ามองจากด้านนอก คือส่วนหนึ่งที่เป็นปากของหนุมาน โดยหันหน้าไปทางจันทราคีรี เหนือขึ้นไปอีกเล็กน้อย มีช่องยาวความกว้างประมาณหนึ่งช่วงแขน ข้างบนนั้นมีหิ้งจุดเครื่องหอมให้เป็นควันลอยออกไปข้างนอกตลอดเวลา คีตะบอกว่าช่องที่อยู่เหนือทางเข้าด้านหน้า พวกเขาเชื่อกันบริเวณนี้กั้นระหว่างภพภูมิของมนุษย์กับเทพเจ้า บริเวณภายในที่ยืนกันอยู่นี้เป็นส่วนดินแดนของเทพเจ้า

“ช่างงดงามน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” เจ้าหญิงพิจารณามองทุกรายละเอียดด้วยความเพลิดเพลิน กลิ่นของธูปหอมและเครื่องหอมส่งกลิ่นอบอวลทั่วทั้งห้อง แม้ว่าควันส่วนใหญ่จะถูกช่องอากาศนั้นดูดออกไปเกือบหมด ใกล้กันยังมีกองดอกไม้สดจากป่านานาพันธ์วางกองกันสูงท่วมศรีษะ ข้างใต้เป็นดอกไม้ที่เริ่มแห้ง ส่วนบนสุดคือดอกไม้ที่เพิ่งมีคนมาวางไว้ไม่นาน

เจ้าหญิงเดินไปที่ผนังด้านหนึ่งเพราะเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง หินก้อนนี้ถูกตัดด้วยความประณีต เธอใช้มือทาบลงไปค้นหาช่องรอยต่อของก้อนหิน ถ้าไม่สังเกตให้ดี แทบไม่เห็นรอยต่อกับหินอีกก้อนที่วางซ้อนเรียงกัน และบนพื้นผิวนั้นมองเห็นลวดลายนูนต่ำเป็นอักขระตัวหนังสือที่สัตตคีรีนครประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ เพื่อเสริมสร้างอำนาจให้กับอาณาจักร เธอมองผ่านๆ คิดว่าสามารถอ่านได้เกือบทั้งหมด เพราะเคยเรียนมาจากเวคิน อักขระเหล่านี้คือข้อความในตำราศักด์สิทธิ์คู่บ้านเมืองของสัตตคีรีนคร

เจ้าหญิงหันไปมองคีตะที่ดูเหม่อลอย

“เจ้ากำลังคิดว่า ตอนนี้บิดาอยู่ที่ไหนกัน” เจ้าหญิงเอ่ยขึ้นเบาๆ นึกอยากชื่นชมฝีมือของเขาในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสร้างปราสาทนี้

“ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องอยู่ที่นี่ เป็นหนึ่งเดียวกับมหาปราสาท” เขาสูดลมหายใจลึกๆ ราวกับว่านั่นคือการสัมผัสกับบุคคลที่เขาระลึกถึง ใบหน้าได้รูปของเขาแย้มยิ้มน้อยๆ สายตากวาดตามองไปโดยรอบ

“เขาอยู่ที่นี่จริงๆ ข้าไม่ได้โกหก อยากเห็นบิดาข้าไหม” คีตะถาม

เจ้าหญิงทำตาโตแสดงความประหลาดใจ เหลียวมองไปมา

คีตะเดินตรงไปที่รูปปั้นทหารยามที่ยืนตรงเฝ้าปากอุโมงค์ที่เพิ่งเดินผ่านมา ความสูงของรูปปั้นใกล้เคียงกับความสูงของเขา เขาใช้มือข้างหนึ่งปิดช่วงตา ทำให้มองเห็นเฉพาะรูปหน้าของรูปปั้นเฉพาะช่วงจมูกและปาก

“ดูสิ…เจ้าหญิง คล้ายใบหน้าข้าหรือไม่” คีตะบอกให้เจ้าหญิงพิจารณา ขณะที่เจ้าหญิงยังมีสีหน้างง เขาเดินไปยังปากอุโมงค์อีกด้านหนึ่ง เจ้าหญิงเดินตามไป คราวนี้คีตะปิดช่วงปากและจมูกของรูปปั้น ให้เห็นแต่ช่วงตาขึ้นไป

ถึงเวลานี้เจ้าหญิงเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน และเข้าใจสิ่งที่คีตะต้องการบอก เธอไม่คิดว่าในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตตคีรีนครจะมีเรื่องสนุกเช่นนี้

รูปปั้นทหารยามสองคนนั้น ได้แบบรูปหน้าของคีตะมาอย่างละครึ่งหน้า ส่วนใบหน้าของบิดาของเขานั้น คืออีกครึ่งหน้าที่นำมาต่อกันของทั้งสองรูปปั้นนั่นเอง !

“เจ้าหญิงมองเห็นใบหน้าบิดาของข้าแล้วใช่ไหม”

เจ้าหญิงหัวเราะเบาๆ มองคีตะกับรูปปั้นทั้งสองอย่างทึ่ง

บิดาเขาไม่ธรรมดาจริงๆ !

“ข้าเห็นเจ้าเคาะตรงผนังอุโมงค์ช่วงที่เดินมาตรงนี้ ยังมีเรื่องสนุกอีกใช่ไหม” เจ้าหญิงนึกขึ้นมาได้ ความใคร่รู้ทำให้แววตาของเธอเป็นประกาย มือข้างหนึ่งจับแขนเขา ดูแล้วไม่ผิดอะไรกับเด็กคนหนึ่งที่แสดงความอยากรู้เต็มที่ ด้วยความสว่างนวลของห้องนี้ เขามองเห็นผิวแก้มอมชมพู เขามองเธออย่างไม่อาจละสายตา

เจ้าหญิงเขย่าแขนเขา

“อะ…เอ่อ ยังมีห้องลับซ่อนอยู่ข้างล่าง ใต้พื้นลงไปมีอุโมงค์เชื่อมระหว่างห้องลับกับปราสาทปรางค์เศียรเทวะ”

“ห้องลับหรือ !” เจ้าหญิงทวนคำ อา…ใช่แล้ว เธอนึกถึงห้องด้านหลังกับอุโมงค์ที่เดินผ่านมา ห้องที่ว่าน่าจะอยู่ตรงกลางนี้เอง แต่ทางเข้านั้นอยู่ที่ไหนกัน

คีตะกำลังคิดเช่นนี้เหมือนกัน “ข้ารู้เพียงว่ามีเส้นทางใต้พื้น สามารถเดินถึงกันระหว่างมหาปราสาททั้งสอง ซึ่งพวกเขาต้องการให้เป็นความลับที่สุด ข้าเองรู้มาด้วยเหตุบังเอิญที่แอบมาตามหาบิดา ว้า…พลั้งปากไปแล้ว” คีตะบ่นกับตัวเอง “เจ้าหญิงรู้อย่างนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องเข้าไปให้ได้ใช่ไหม ถ้าหาทางเข้าไม่ได้วันนี้ เห็นทีจะต้องได้กลับมาอีกทีแน่”

“เจ้าช่างรู้ใจข้าดีเหลือเกิน ดูไปก็เหมือนเจ้าหมอกสีน้ำตาล” เจ้าหญิงพูดหยอกล้อ

คีตะหันควับมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เจ้าหญิงมักชอบนำเขาไปเปรียบเทียบกับสิงสาราสัตว์ กวางบ้างละ เจ้าหมอกสีน้ำตาลอย่างนี้

เจ้าหญิงนึกขำกับหน้ายุ่งของคีตะ ความเศร้าหมองที่ทำทีจะจับกายค่อยจางลงไป

หลังเดินวนไปมาหลายรอบ ไม่เว้นแม้แต่ตรงแท่นวางเครื่องบูชา กับหิ้งเทวรูปที่วางสูงเหนือศรีษะ ไม่พบว่ามีกลไกใดที่จะเป็นทางเข้าไปในห้องลับได้

เจ้าหญิงยืนมองคีตะ ปีนลงมายืนข้างกัน เธอมองไปยังหินแต่ละก้อน ซึ่งมีอักขระจารึกเอาไว้ทุกแผ่น

“คนที่เข้ามายังปราสาทหนุมาน มีข้อห้ามหรือไม่” เจ้าหญิงถาม เธอกำลังจะไขปริศนา

คีตะครุ่นคิดก่อนตอบ “ห้ามผู้ใดแตะสัมผัสอักขระทุกตัว เนื่องจากเป็นสิ่งที่มาจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังห้ามนำของทุกชิ้นที่นำมาบูชากลับออกไปข้างนอก”

เจ้าหญิงเริ่มมองเห็นบางอย่าง “ถ้ามีคนฝ่าฝืนจะเป็นเช่นใด”

“ผู้นั้นจะมีอันเป็นไปในสามวันเจ็ดวัน” คีตะพูดอย่างไม่ตื่นเต้น ทั้งที่ตัวเขาเองก็สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่างภายในปราสาท ในขณะที่ค้นหากลไก ไม่เว้นกระทั่งผนังที่มีอักขระเขียนอยู่

เจ้าหญิงพลิกมือของตนเองขึ้นมาดู คีตะนึกขึ้นได้ “ข้าคิดว่ามิใช่อาถรรพ์อันใดที่จะทำให้มีอันเป็นไป เป็นเพราะผนังของปราสาทถูกทาด้วยผงมีพิษ ถ้าใช้น้ำล้างมือก็ไม่มีอันตรายใดๆ” คีตะรีบบอกเพราะเกรงเธอจะกังวล และตัวเขาเองก็ลืมบอกก่อน

เมื่อรู้ดังนี้ เจ้าหญิงได้คิดไปไกลกว่าคีตะอีกขั้น

เธอเดินไปหยิบคบไฟอันที่ยังไม่จุดและวางที่พื้น นำขึ้นมาต่อกับเปลวไฟตรงตะเกียงหน้าที่วางดอกไม้ จากนั้นเดินผ่านอุโมงค์กลับเข้าไปด้านหลัง ตรงที่เธอและคีตะยืนอยู่คราวแรก เมื่อเดินไปถึง จากแสงไฟที่เจ้าหญิงถืออยู่ในมือ ทำให้เห็นว่าผนังด้านนี้มีอักขระเขียนไว้เต็มผนังเหมือนกับด้านหน้า เจ้าหญิงค่อยใช้เปลวไฟลนไปยังอักขระเหล่านั้นทีละแถว เท่าที่จะสามารถเอื้อมถึง

ทั้งที่มีความสงสัยอยู่เต็มเปี่ยม แต่คีตะยังไม่เอ่ยถาม จับตามองอยู่เงียบๆ

ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น… แต่เจ้าหญิงยังไม่ละความพยายาม ขยับตัวไปอีกด้าน แล้วทำเช่นเดิม

ด้วยความช่างสังเกต เขาเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว ปกติเปลวไฟนั้นจะมีสีเหลืองส้ม จากสีของเปลวไฟที่เห็นออกเป็นสีเขียวบ้างชมพูบ้าง

“ได้แล้ว !” เจ้าหญิงร้องบอกอย่างดีใจ มีบริเวณหนึ่งที่เปลวไฟเป็นสีปกติ “เจ้าลองกดหินด้านนี้ดูสิ”

คีตะเดินตรงไปหา แล้วทำตามที่เธอบอก หินดังกล่าวอยู่ตรงช่วงอกของเขา จึงกดลงไปไม่ยาก ปรากฏว่าเริ่มเห็นเค้าความสำเร็จ ตรงนี้มีแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ รอยต่อกับหินก้อนใหญ่ ซ่อนอยู่กับลวดลายของอักขระ เมื่อกดลงไป ตัวหินจมลงไปเล็กน้อย ออกแรงเท่าใดก็ยังไม่ขยับ และทุกสิ่งในนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

“เดี๋ยวก่อน” เจ้าหญิงเดินไปด้านตรงข้ามกัน ในที่สุดก็พบหินขนาดเท่าฝ่ามือของอีกด้านที่ไม่ทำให้สีของเปลวไฟเปลี่ยนสี

คีตะเดินเข้ามายังตำแหน่งของหินขนาดเท่าฝ่ามือของอีกด้าน นึกฉงนในไหวพริบของเจ้าหญิง แต่นึกแล้วก็ไม่แปลกใจ เพราะเจ้าหญิงนั้นเติบโตมาท่ามกลางพระอาจารย์ที่มีภูมิความรู้เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นท่านโลกียะที่เชี่ยวชาญเรื่องสรรพคุณของต้นไม้ เรื่องดาราศาสตร์ อีกทั้งพระอาจารย์เวคิน ผู้รู้เรื่องคัมภีร์อนันตภพ และยังเป็นผู้เดินทางเคยผ่านทั่วทุกดินแดน

การที่เจ้าหญิงใช้เปลวไฟตรวจดู เพราะรู้ว่าภายในของปราสาทแทบทุกตารางนิ้วจะทาไว้ด้วยผงมีพิษ ซึ่งน่าจะเกิดมาจากยางไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งยางไม้พิษที่ใช้ที่นี่น่าจะผสมมาหลายชนิดซึ่งจะให้สีแตกต่างกันไป เป็นเปลวไฟเป็นสีเขียวบ้างสีชมพูบ้าง ส่วนตรงกลไกเข้าห้องลับ ถ้าพวกเขาไม่เจตนายกเว้น ก็เป็นเพราะการเปิดเข้าออก ซึ่งจะทำให้ผงมีพิษนั้นหลุดติดมือออกไป จึงทำให้สีเปลวไฟเป็นปกติ และเหตุที่เจ้าหญิงคิดว่าทางเข้าน่าจะอยู่ด้านหลัง เป็นเรื่องของการเดาใจ เพราะของที่ต้องซ่อนเร้น ไม่ว่าใครคงไม่อยากจะให้อยู่ด้านหน้าที่มีแสงสว่างตลอดเวลา

เมื่อคีตะใช้มือกดหินอีกด้านตรงข้ามกับอันเดิม มีเสียงเคลื่อนของหิน ทั้งเขาและเจ้าหญิงต่างตื่นเต้นดีใจ ผนังด้านในที่อยู่ระหว่างทางเดินของอุโมงค์ทั้งสองด้านเปิดออกกว้างเป็นช่องประตู อย่างไม่กลัวอะไร เขากับเจ้าหญิงพากันเดินลงไปตามขั้นบันไดที่มองเห็น คีตะขอคบไฟมาถือไว้เอง เมื่อลงไปสักพักมีเสียงประตูเลื่อนปิด ทำให้ทั้งคู่ใจไม่ดีเล็กน้อย แต่คิดว่ายังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ข้างหน้า จึงไม่ได้กังวลใจ

“เฮ้อ…อย่างกับทางเดินในจันทราคีรี” เจ้าหญิงถอนหายใจ พูดทำลายความเงียบ

“ข้าไม่เคยเห็นทางเดินข้างในจันทราคีรี” คีตะไม่รู้สึกไปกับเธอ เพราะเขาไม่เคยเข้าไปในจันทราคีรีแม้แต่เพียงครั้งเดียว จากคำพูดโต้ตอบมาของเขา เข้าไปสะกิดใจเจ้าหญิงอย่างจัง เธอชะงักในทันใด พร้อมกับกัดริมฝีปากตนเอง เอื้อมไปจับแขนเขาไว้

“เจ้าไม่ต้องเห็น ไม่ต้องไป เจ้าต้องไม่ไปเดินในเส้นทางของจันทราคีรี สิ่งนี้คือความปรารถนาของข้า” น้ำเสียงของเจ้าหญิงหนักแน่นจริงจัง คีตะดูจะยังไม่รู้สึกในสิ่งที่เจ้าหญิงกังวล สมาธิเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาจะพาเจ้าหญิงไปดู

คีตะขยับแขน มืออีกข้างกุมมือเจ้าหญิงไว้ “ข้าจะพาเจ้าหญิงไปพบกับหัวใจของสัตตคีรีนคร พบกับสิ่งที่เป็นเนื้อแท้ของความศักดิ์สิทธิ์ในความหมายของพวกเขา”

เพียงแค่จบคำพูดของคีตะเท่านั้นเอง ข้างล่างลงไปประกายแสงสีทองอร่าม ได้สาดผ่านเข้ามาตั้งแต่ยังก้าวไม่สุดขั้นบันได

คลังเก็บสมบัติของสัตตคีรีนคร อาณาจักรที่แข็งแกร่งและรุ่งเรืองที่สุดแห่งยุค

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com