Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

16…

ความจริงที่น่าสะเทือนใจ

จากห้องมหาสมบัติ มีอุโมงค์หินลอดใต้แม่น้ำ ความน่าฉงนของอุโมงค์นี้ ดูแล้วน่าจะเป็นฝีมือของธรรมชาติมากกว่าจะเกิดมาจากการสร้างด้วยแรงคน ในช่วงของการสร้างมหาปราสาททั้งสอง

คีตะเดินนำในมือถือคบไฟ ทั้งสองคนแทบไม่ปริปากสนทนากัน คงมีแต่เสียงน้ำหยดลงมาจากหินงอกหินย้อย ในถ้ำใต้ดินลึกลับแห่งนี้ ถ้าไม่รู้จุดหมายปลายทาง ในใจจะอดปริวิตกไม่ได้ เหมือนทางเดินไปสู่ความตายที่มืดและเยือกเย็น เขาพบว่าบางช่วงมีรอยเจาะตัดหินขยายทางเดินให้เดินได้สะดวกขึ้น

คีตะหันมามองเจ้าหญิงที่ซึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามมาเหมือนรูปปั้นที่เดินได้ เขารู้สึกว่ามีแต่ร่างกายของเจ้าหญิงเท่านั้นที่เดินตามมา ห้วงภวังค์ของเธอกำลังครุ่นคิดและล่องลอยไม่อยู่กับตัว

เขาเป็นกังวลกับอาการเลื่อนลอยของเจ้าหญิง เกรงจะเป็นเหมือนคราวที่แล้ว หลังจากเขานำช้างเลี้ยงไปพาตัวเธอออกมาจากป่าลึก มาส่งให้กับข้ารับใช้ที่หน้าพระราชวังศิลา หลังจากมีคนดูแลอย่างดี เจ้าหญิงก็ไม่กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม คงเก็บตัวแต่ภายในห้อง ถ้าไม่เหม่อลอยไม่สนทนากับผู้ใด เธอก็มักจะตกอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานข้ามวันข้ามคืน เป็นอยู่เช่นนี้หลายวันคืน

แต่เขาเบาใจได้บ้าง อีกสามวันเจ้าหญิงนัดหมายกับมารดาเขา เพื่อทำพิธีเรียกดวงไฟ ทุกสิ่งน่าจะดีขึ้น ตัวเขาเองเป็นชาวทักษิณายันนครมาตั้งแต่กำเนิด จึงเชื่อเรื่องนี้อยู่มาก อย่างการที่เขาแกะตุ๊กตาไม้แทนตัวเจ้าหญิง นั่นก็หวังผลจากพิธีโบราณนี้

เขานึกถึงอีกพิธีสำคัญอีกพิธีหนึ่งเมื่อสี่ปีที่แล้ว พิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ วันนั้นเขาได้ร่วมชื่นชมยินดีกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองด้วย มีผู้คนมากมายเต็มลานหินโดยรอบจันทราคีรี ไม่เพียงแต่คนที่เกิดที่นี่เท่านั้น ชาวเมืองสัตตคีรีนครที่มีศรัทธาต่อพระแม่เจ้าก็พากันมาร่วมงานในวันนั้นด้วย หลายคนต่างรอคอยมาหลายสิบปี เนื่องจากไม่มีใครเป็นผู้เหมาะสมที่จะได้รับเลือกมาเป็นตัวแทนของพระแม่เจ้า ครั้นพอรู้ว่าเจ้าหญิงน้อยแห่งทักษิณายันนครได้เจริญวัย และจะได้เข้าพิธีนั้น เสียงเล่าลือความตื่นเต้นยินดีจึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

คืนนั้นดวงจันทร์ลอยเด่นกระจ่างฟ้าเหนือจันทราคีรี แสงจันทรา กราดกระจายทั่วบริเวณ ดวงประทีปที่เกิดมาจากแสงเทียนดวงเล็ก จุดอยู่ในมือของผู้ศรัทธา แต่ละคนต่างรอความหวังเพื่อเติมพลังให้กับชีวิต แล้วเวลาแห่งการรอคอยของผู้คนนับหมื่นก็มาถึง เมื่อพิธีภายในห้องพิธีกรรมเสร็จสิ้นลง ตัวแทนพระแม่เจ้า…เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร ได้ก้าวออกมาตรงระเบียงห้องคูหาชั้นบนสุดของจันทราคีรี

ประกายอัญมณี หยดน้ำพระแม่สมุทร สิ่งมีค่าที่เจ้าหญิงเพิ่งบอกว่ามีคุณค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดของสัตตคีรีนครมากองรวมกัน อัญมณีได้เปล่งประกายเป็นรัศมีรุ้งเจิดจ้า เบื้องหลังเจ้าหญิงนั้น ฝูงผีเสื้อแห่งทักษิณายันนครได้โบยบินออกมาเป็นสาย ตรงปีกของแต่ละตัวราวกับประดับด้วยเพชรที่ดูระยิบระยับจับตา

ผู้คนที่จ้องมองอย่างรอคอย เมื่อได้เห็นภาพอันแสนประทับใจเช่นนี้ ด้วยความปลาบปลื้ม อย่างถึงที่สุด หลายคนแสดงอาการจากส่วนลึกออกมาอย่างไม่รู้ตัว บางคนที่ทรงกายไม่อยู่ ทรุดลงนั่งกราบกับพื้น บางคนร้องให้ฟูมฟายด้วยความดีใจ บางคนหันไปกอดกับคนที่มาด้วยกัน พูดจากันฟังไม่ได้ศัพท์ มารดาเขาเองก็เช่นกัน เขาไม่เคยเห็นแววตาของมารดาดูปลาบปลื้มล้ำลึกแบบนี้มาก่อน นางมองไกลขึ้นไป ประกายตาชื้นอาบไปด้วยน้ำตาของความศรัทธา เขาได้ยินมารดาพึมพำ

“ขอความอุดมเกิดแก่ทุกสรรพสิ่ง ให้พระแม่เจ้าสถิตอยู่ชั่วนิรันดร”

คำอธิษฐานของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนขอให้ได้พบกับคนที่พลัดพราก ถ้าไม่ได้ภพนี้ก็ขอให้เป็นภพใดภพหนึ่งในอนันตภพ บางคนขอให้หายจากป่วยไข้ บางคนขอให้สมหวังในความรัก

สำหรับตัวเขานั้น ยืนตะลึงจ้องภาพนั้นอยู่นานทีเดียว จนกระทั่งนาทีสำคัญนั้นผ่านไป เจ้าหญิงเดินกลับเข้าไปด้านใน เขายังมองอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งผีเสื้อตัวสุดท้ายบินออกมา ดวงจันทร์ยังกระจ่างฟ้า ผู้คนที่ยินดีปรีดาเปลี่ยนอิริยาบถกลับมารู้สติตนเอง ในใจของเขาได้อธิษฐาน

 

 

ข้าขอเป็นผู้คุ้มครองเจ้าหญิง ผู้เป็นตัวแทนพระแม่เจ้าตลอดไป !

ในเวลาต่อมา ราวกับว่าคำอธิษฐานของเขาเป็นจริง ขณะที่เขากำลังตกแต่งรูปสลักเพื่อส่งลงไปสัตตคีรีนคร เจ้าหญิงได้มายืนมองเขาอยู่ด้านหลัง ไม่รู้นานเท่าใด กระทั่งเขาวางมือหยุดพัก หันหน้ามาพบกับเธอ เจ้าหญิงยิ้มให้เขาอย่างคนชะตาต้องกัน

นึกแล้วตัวเขานี้โง่เขลานัก ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร จนกระทั่งมิตรภาพที่ดีได้ดำเนินไปสักพักหนึ่ง เขาจึงรู้ความจริง เจ้าหญิงที่เขารู้จักในช่วงเริ่มแรกนั้นคือมนุษย์เดินดินคนหนึ่ง เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อมีชีวิตเหมือนกับเขา การไม่รู้ในครั้งแรกของเขาถือเป็นความโชคดี เพราะหลังจากเขารู้ ความรู้สึกที่มีต่อเธอครั้งแรก ไม่ได้เลือนหายไป ตัวตนการเป็นพระแม่เจ้าคือเงาจางๆ ที่ปรากฏให้เขารู้สึกเป็นบางคราว ผิดกับผู้อื่นซึ่งไม่คิดและมองเจ้าหญิงเช่นนี้

คีตะหยุดความคิดตนเอง หันไปมองเจ้าหญิงอีกครั้ง ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกาะกุมจิตใจเขา แต่แล้วสิ่งที่อยู่ข้างหน้าได้ดึงความสนใจ พอพ้นออกมาจากช่องทางเดินขนาดสม่ำเสมอ ได้ทะลุมายังโพรงถ้ำที่ขยายกว้างกว่าเดิม อีกทั้งยังมีทางแยกเดินไปได้สองทาง เขาชูคบไฟขึ้นสูงกว่าเดิม ลองเดินเข้าไปทั้งสองด้าน แล้วเขาก็ตัดสินใจเดินไปตามทางที่มีอากาศมากกว่า และพบว่าน่าจะเลือกได้ถูกต้องแล้ว เพราะเห็นร่องรอยของการนำเศษหินที่เจาะตัดขยายช่องทางเดิน ถมอยู่แน่นเป็นทางเดินเรียบ แต่ในใจเขาก็อดคิดไม่ได้ ถ้าเดินไปตามทางนี้ถูกต้อง อีกทางที่ดูท่าจะเดินต่อไปได้อีกนั้น จะไปถึงที่ใดกัน… ชั่วแวบหนึ่งของความคิด ถ้าตอนนี้เขากำลังเดินคนเดียวจริงๆ เขาอาจจะเลือกเดินไปอีกทางให้หายสงสัย แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เพราะความปลอดภัยของเจ้าหญิงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เดินไปอีกไม่กี่ก้าว เขาก็พาเจ้าหญิงไปพบกับทางตัน !

คีตะหันกลับมาบอกกับเจ้าหญิงทันที “สงสัยข้าจะมาผิดทางเสียแล้ว อาจจะเป็นอีกทางหนึ่ง”

“ไม่ผิดหรอก” เจ้าหญิงเอ่ยขึ้นมาเบาๆ มองข้ามไหล่เขาไป การที่คีตะมองไม่เห็นทางเลี้ยวนั้น เป็นเพราะความร้อนใจมากกว่าอื่นใด เขากระวนกระวายใจกับอาการเงียบไปของเจ้าหญิง เมื่อเธอเปล่งเสียงให้เขาได้ยิน ทุกสิ่งพลันสว่างไสวขึ้นมาทันที

เมื่อหันหลังกลับไปมอง ทางเลี้ยวขวามือนั้นมองเห็นบันไดทางขึ้นชัดเจน ตามขั้นบันไดมีน้ำชื้นแฉะ อันเกิดมาจากน้ำที่ไหลซึมลงมาจากผนัง คีตะเดินไปดูใกล้ๆ น้ำที่ซึมมาจากผนังไหลมารวมกันเป็นสายน้ำเล็กๆ ตรงร่องน้ำข้างบันได แล้วไหลมุดลงในช่องเล็ก ๆ เขานึกถึงภาพสถานที่ที่ตนเองกับเจ้าหญิงยืนอยู่ขณะเวลานี้ ข้างบนคือเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมหาศาล

เขาจับมือเจ้าหญิง ให้เธอเดินก้าวขึ้นไปก่อนหนึ่งขั้น เผื่อลื่นเขาจะได้รับตัวทัน เจ้าหญิงดูจะรำคาญท่าทีเก้ๆกังๆ พะวงกับเธอมากเกินไป จึงคว้าคบไฟมาถือไว้เสียเอง แล้วเดินขึ้นไปก่อนโดยไม่พลาดสักก้าว

ตรงสุดปลายทางของบันได ขึ้นไปอีกประมาณสามสิบขั้น สุดปลายทางเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กที่ผนังทั้งสามด้านตันทึบไปหมด สุดทางแล้ว…

กลิ่นธูปและกำยานที่คุ้นเคยโชยเข้ามา ตรงช่องแสงที่ความสูงระดับศรีษะ เจาะเป็นวงกลมขนาดเล็กหลายสิบช่อง เมื่อแนบสายตาไปในแต่ละช่องสามารถมองเห็นความเป็นไปภายนอกได้รอบทิศ

“ฮ่า…ฮ่า !” คีตะร่าเริงฉับพลัน “ทางนี้มองเห็นแสงสว่าง ถึงตัวปราสาทแล้ว ตรงนี้อยู่กลางห้องโถง สิ่งที่อยู่บนศรีษะของเราและทับแผ่นหินข้างบนนั้นคือศิลาปิรามิด อันที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”

“คือของปลอมใช่ไหม”

คีตะพยักหน้า “ใช่…เจ้าหญิง” เขาย้ำ “แล้วเจ้าหญิงจะได้เห็นสิ่งที่เป็นความจอมปลอมน่าอัปยศของสัตตคีรีนคร” เขาพูดเสียงเข้มมีความสาแก่ใจปนอยู่ในน้ำเสียง

คีตะแหงนหน้ามองไปยังเพดานที่ปิดทึบด้านบน ด้วยความสูงของเขา สามารถเอื้อมมือแตะแผ่นหินข้างบนได้พอดี เขาใช้มือคลำหาอะไรบางอย่าง

กลไกเปิดช่องทางลับออกไปใจกลางปราสาทอยู่ตรงนี้เอง !

คีตะใช้มือออกแรงบิดเหรียญรูปครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่แปะติดกับบนเพดาน มีเสียงหนักของแผ่นหินตรงที่เจ้าหญิงกำลังมอง เลื่อนออกไปด้านข้าง แสงไฟสว่างเรืองลอดเข้ามา คีตะยิ้มให้เจ้าหญิง ลงทุนยื่นศรีษะออกไปตรงช่องที่เปิดออก เพื่อมองให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอก จากนั้นเขาก็บิดเหรียญเปิดอีกครั้ง แผ่นหินเลื่อนขนาดกว้างพอลอดออกไปได้ทั้งตัว

เขาส่งตัวเจ้าหญิงออกไปก่อน เพราะพื้นของตัวปราสาทเศียรเทวะอยู่ตรงระดับอกของเขา แต่อยู่ระดับคอของเจ้าหญิง จึงเป็นการสะดวกที่จะยกดันตัวเจ้าหญิงออกไปก่อน จากนั้นเขาจึงใช้กำลังแขนดึงตัวเองขึ้นมา

ภายในโถงห้องปรางค์เศียรเทวะ แสงจากตะเกียงจุดสว่างเรืองรองโดยรอบ พื้นหินขัดมันยามต้องแสงไฟช่วยขับความสว่างสะท้อนออกมากยิ่งขึ้น ศิลาปิรามิดของปลอมที่คีตะบอก วางอยู่บนแท่นเหนือช่องทางลับเชื่อมตัวปราสาททั้งสอง

แต่นั่นยังไม่ชวนตกตะลึงเท่ากับความอลังการของงานสลักลวดลายบนแผ่นหิน ไม่ว่าจะด้านไหนทุกหนแห่งล้วนสลักลวดลาย ทั้งลายนูนสูงและลายนูนต่ำ ไม่เว้นกระทั่งบนเพดานที่ซ้อนกันเป็นชั้นลดหลั่นไปจนถึงปลายยอด

คีตะซึ่งหลงใหลงานสลักหินเป็นชีวิตจิตใจ เขากวาดตามองอย่างตื่นตะลึง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าด้านในของปรางค์เศียรเทวะ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะดูอลังการน่าพิศวงเช่นนี้

เมื่อเขาเริ่มพิจารณาลวดลายสลักที่ดูเด่นกว่าส่วนอื่น เขาเริ่มเห็นความพิกล เหลือบไปมองใบหน้าเจ้าหญิง ซึ่งอ่านความหมายของภาพสลักนั้นออกเช่นกัน

พวงแก้มเรื่อสีชมพูค่อยกลายเป็นซีดเผือดอย่างน่าตกใจ !

ภาพสลักเหล่านั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นภาพของพระแม่เจ้าที่จันทราคีรี เห็นได้ชัดตรงที่สวมรัดเกล้า หยดน้ำพระแม่สมุทร พระแม่เจ้าที่มาปรากฏอยู่ที่นี่คือนางมนุษย์คนหนึ่งที่มีวิญญาณร้ายเข้าสิง หลากหลายอิริยาบถแสดงอารมณ์ของกิเลสตัณหา บางภาพแสดงความเกรี้ยวกราดดุร้าย กระหายความตายของมนุษย์ เรื่องราวของภาพสลักดำเนินไปถึงการที่นางยอมศิโรราบต่อองค์เทวะ ผู้อยู่เหนือวิญญาณร้ายในตัวนาง ท้ายที่สุดพระแม่เจ้าที่ได้รับความเมตตาจากองค์เทวะ ได้มองเห็นแสงสว่างของชีวิตและกลายมาเป็นบริวารของพระองค์

“ออกไปข้างนอกกันเถอะเจ้าหญิง” คีตะกัดกรามตนเอง เข้าใจความรู้สึกของเธอดี ตลอดเวลาเจ้าหญิงพยายามผลักไสภาพของการเป็นตัวแทนพระแม่เจ้าออกไปจากตัว ด้วยความรู้สึกขัดแย้งภายในใจ แต่เมื่อมาเจออย่างนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร เจ้าหญิงกลับกอดรับความเป็นพระแม่เจ้าเอาไว้เต็มตัว ภาพสลักเหล่านี้แม้จะงดงามปานใด แต่ความหมายในเรื่องราวที่ปรากฏต่อสายตาของเจ้าหญิง

ช่างเป็นสิ่งที่หยาบคายน่าเกลียด น่าชิงชังอับอายสิ้นดี !

คีตะพยายามดึงตัวเจ้าหญิงออกมาข้างนอกตัวปราสาทได้สำเร็จ ทันทีที่ก้าวพ้นออกมา ลมเย็นที่พัดผ่านสายน้ำได้ปะทะวูบเข้ากับร่างกาย จากด้านหน้าปรางค์เศียรเทวะ มีสะพานหินทอดยาวไปจนถึงริมฝั่งน้ำ สะพานแห่งนี้เป็นทางเดินสำหรับกษัตริย์กับชนชั้นสูงเข้ามาประกอบพิธี โดยปกติปรางค์เศียรเทวะเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับผู้คนทั่วไป

ท้องฟ้าตอนนี้ดูมืดมน อีกทั้งยังมีเสียงหมาหอนแว่วมาแต่ไกล เจ้าหญิงยังคงเดินฝ่าความมืดสลัวไปตามสะพานหินทอดยาว เธอกำลังครุ่นคิดเพื่อกระทำอะไรบางอย่าง จนกระทั่งเดินทอดน่องไปถึงเกือบกึ่งกลางสะพาน เธอจึงหันหน้ามาบอก

“เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจะอยู่ดูความเป็นไปของที่นี่อีกสักหนึ่งวัน อีกสามวันพบกันตรงที่นัดพบกับมารดาเจ้า”

คีตะชะงัก แทบไม่เชื่อหูตนเอง เจ้าหญิงคิดจะทำอะไรกัน

“ข้าจะทิ้งเจ้าหญิงไปได้อย่างไร” คีตะพูดเร็วปรื๋อ หน้าซีดลงไปอีกคน

“เจ้าก็รู้ว่าข้าสามารถเดินอยู่ในสัตตคีรีนครได้อย่างปลอดภัย ไม่มีใครกล้าทำอันตราย เจ้ารีบกลับไปทางเดิมเถิด อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้ารู้ทางเข้าห้องมหาสมบัติ”

คีตะขยับปากจะค้าน

“ข้าบอกให้ไป” เจ้าหญิงเปลี่ยนเป็นออกคำสั่งแทนคำขอ “ไปสิ !” เธอเร่งมาอีก เพราะมองเห็นคบไฟของทหารยามสองคนกำลังวิ่งมาทางนี้

คีตะหันไปมอง ยังลังเลใจ เจ้าหญิงเอื้อมมือผลักตัวเขา เขาวิ่งกลับไปสามสี่ก้าว เกิดอาการลังเลอีก แต่เมื่อทหารยามสองคนเริ่มส่งเสียงดัง เขาจึงตัดสินใจวิ่งหายกลับเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com