Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

19…

ดั่งนกในกรง

ตลอดเวลาที่จันทรานั่งเงียบๆ อยู่บนที่ประทับเคียงข้างองค์รัชทายาทตรีศูล เธอได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกในชีวิต ทุกสิ่งช่างแตกต่างกับเรื่องราวที่ดำเนินไปในพระราชวังศิลา ราวกับเวลากลางวันกลางคืน เช่นนี้เองที่มีคนเปรียบเปรย ทักษิณายันนครอยู่ภายใต้แสงแห่งจันทรา ส่วนสัตตคีรีนครอยู่ใต้แสงดวงอาทิตย์

แต่ความมลังเมลืองที่มองเห็นกันได้ชัด ดูจะเป็นเพียงการเห็นกันแค่ภายนอกเท่านั้น เธอรู้สึกตาพร่าพรายจนไม่อาจจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของแต่ละคน ฤาแสงสว่างกับความอึกทึกจะเป็นที่หลบซ่อนความมืดดำในจิตวิญญาณได้อย่างมิดชิด

เป็นดังนี้เองสินะ…เวคิน ตอนนี้ข้าเข้าใจเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตตคีรีนครของท่านเกือบทั้งหมด ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นปราชญ์ผู้หนึ่งที่นั่งรวมอยู่ในคนกลุ่มนั้น ในช่วงเวลาที่สัตตคีรีนครต้องการรวบรวมศาสตร์ความรู้ให้มากที่สุด เพื่อความรุ่งโรจน์ของอาณาจักร แต่เดิมคัมภีร์อนันตภพของเขาได้เป็นเล่มหนึ่งที่เก็บไว้ในห้องคัมภีร์ แต่เมื่อมีการนำมาคัดเลือก เนื่องมาจากมีตำราอยู่มากมายและบางเล่มซ้ำซ้อน

ในตอนนี้เองที่เกิดปัญหาขึ้น…

มีการถกกันว่าคัมภีร์อนันตภพจะให้อะไรบ้างกับอาณาจักร ถ้ายังเก็บไว้ จะแบ่งให้กับคนระดับชั้นไหนสืบทอดแสวงหาความรู้ เวคินพยายามทุกวิถีทางที่จะทำความเข้าใจ เขาบอกว่าศาสตร์ที่บริสุทธิ์กับศาสตร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรนั้น บางครั้งไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ถึงจะมองไม่เห็นประโยชน์ในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสิ่งนี้ดำรงอยู่ สิ่งที่อยู่ในคัมภีร์อนันตภพ ได้อยู่ในจิตสำนึกในความเชื่อความศรัทธาของพลเมืองมาช้านานแล้ว

ผลของการถกเรื่องการไม่ยอมรับคัมภีร์อนันตภพในวันนั้น ด้วยความพยายามประนีประนอม คัมภีร์อนันตภพได้ถูกผลักไปรวมกับคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่องความตาย โดยจะถูกจำกัดการเรียนรู้แต่พวกนักบวชที่ทำหน้าที่สวดส่งวิญญาณ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เวคินยิ่งมีความกังวลมากกว่าเดิม เสมือนว่าเขาได้ถูกกักขังเสียแล้ว

แล้วอีกไม่นานนัก… คัมภีร์อนันตภพก็ถูกขจัดออกไปอย่างเงียบๆ เพราะไม่ตรงกับหลักการของนักบวชที่ยึดถือในเรื่องชีวิตหลังความตาย ด้วยการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อบูชาเทพเจ้า เป็นการเก็บชีวิตหลังความตายของกษัตริย์และชนชั้นสูง ให้กลับมาเสวยสุขยังที่เดิม และเชื่อว่าจิตวิญญาณนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถแยกจากกัน จะมีแต่เทพเจ้าเท่านั้นที่จะบอกว่าเขาควรได้กลับมาหรือไม่ สิ่งนี้ไปขัดกับหลักการในคัมภีร์อนันตภพ ที่บอกว่าจิตวิญญาณมีเพียงหนึ่งเดียว แต่สามารถแยกจากกันได้ และยังเดินทางข้ามอุปสรรคของกาลเวลา ไปเป็นอีกร่างหนึ่งในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง

เวคินได้พยายามอธิบายว่า สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตบนโลกนี้จะมีแนวโน้มของความเป็นทรงกลม ดังจะเห็นว่าหลายสรรพสิ่งมักมีสิ่งตรงข้ามเสมอ ทั้งนี้เพื่อการประกอบเข้าหากันได้พอดี โลกนี้มีขาวดำ ทิวาราตรี ร้อนเย็น การเป็นปราชญ์ที่ทำหน้าที่คัดสรรเลือกเฉพาะสิ่งที่จะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรตน นั่นเท่ากับเป็นการทำลายสมดุล เป็นการปิดกั้นความเข้าใจที่แท้จริงกับชีวิต การเห็นแก่ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว จะทำให้คนส่วนใหญ่มุ่งสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งให้กับตัวตนที่เขาคิดว่าเป็นเจ้าของได้ สังคมที่ยกย่องวัตถุจะทำให้เกิดการแก่งแย่งสะสมสิ่งที่เป็นวัตถุ เพราะว่าเป็นสิ่งที่สามารถประกอบเข้ากับชีวิตให้อยู่เหนือผู้อื่นได้ในช่วงเวลานั้น ทั้งที่ส่วนลึกของผู้คนยังคงหวาดกลัวอย่างไม่สิ้นสุด กับวันสิ้นสุดของชีวิตที่อาจจะเป็นวันหนึ่งวันใดก็ได้

ในขณะที่คัมภีร์อนันตภพให้ความสำคัญแก่อดีตและอนาคต นั่นคือการเห็นจิตวิญญาณที่อยู่ในร่างนั้น การเดินทางของดวงไฟแห่งจิตวิญญาณ สามารถข้ามจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับพลังของดวงไฟแต่ละดวง การเกิดของร่างกายมนุษย์จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น และการตายก็มิใช่ปลายทางเช่นเดียวกัน ผู้ที่ตระหนักถึงการเดินทางแห่งชีวิตเช่นนี้ จะมีเวลาให้กับชีวิตไม่เพียงแค่ร่างกาย แต่ยังคงต้องคิดถึงการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยจิตวิญญาณ ในช่วงเวลาหลังจากครอบครองร่างกายนี้

เจ้าหญิงน้อยฟังข้าอยู่หรือไม่….

จันทราสะดุ้งเล็กน้อย ในห้วงภวังค์คล้ายกับได้ยินเสียงอันไพเราะของเวคินแว่วลอยมา เหมือนเมื่อครั้งก่อนยามที่กำลังเคลิ้มหลับ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดที่ไรผม สิ่งที่พร่ามัวดูแจ่มใสขึ้น ความอลังการมลังเมลืองของสถานที่ที่ข่มความเชื่อมั่นเดิม ได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว ภาพของผู้คนภายในห้องดูสุขสำราญ เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะเคล้าคลอไปกับเสียงดนตรี เธอมองเห็นตรีศูลเดินถือจอกสุราดื่มกับบรรดาราชทูตและเสนาบดีฝ่ายต่าง ๆ

เมื่อหมดเรื่องของพิธีการ จันทรามองเห็นโอกาสที่จะปลีกตัวออกไป เธอไม่อยากใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเกินควร เพราะมีนัดหมายกับนางปาราวีอีกสองวันข้างหน้า ราวกับถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา เมื่อเธอขยับตัวลุกขึ้น นางกำนัลสองคนปราดเข้ามาใกล้ และมีท่าทีประคับประคองคอยตามรับใช้ทุกฝีก้าว

“ข้าฝากบอกกับองค์รัชทายาท ว่าเจ้าหญิงจะกลับทักษิณายันนคร” จันทราบอกกับนางกำนัลทั้งสองคนที่เดินตามติด

ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างลุกลน

“ดะ…เดี๋ยวก่อนเพคะ องค์รัชทายาททรงมีพระดำรัสให้พวกหม่อมฉันทูลเจ้าหญิง ให้รอพระองค์ก่อนสักพัก ทรงมีเรื่องสำคัญจะบอก” นางกำนัลคนหนึ่งบอก ด้วยท่าทีน่าสงสัย

“อย่างนั้นรึ” เจ้าหญิงหยุดคิดเล็กน้อย

“มาทางนี้ก่อนเพคะ” นางกำนัลคนเดิมพาเจ้าหญิงเดินไปยังที่ประทับด้านในที่จัดเตรียมไว้

เจ้าหญิงจำต้องเดินตามไป ภายในใจเริ่มรู้สึกอึดอัด ช่างไม่เหมือนกับที่พระราชวังศิลา เมื่อคิดว่าจะไปก็สามารถไป เมื่อคิดจะกลับเข้ามาก็มาได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกอึดอัดใจเช่นนี้คล้ายกับที่เคยรู้สึกเมื่อวัยเด็กในยามที่เข้ามาเล่นในพระราชวังเก่าของสัตตคีรีนครในครั้งนั้น ตอนนั้นได้เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่เข้ามาอีก นี่เธอลืมความตั้งใจอันนี้ไปแล้ว

จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ยังไม่มีวี่แววว่าตรีศูลจะเข้ามาพูดคุยเรื่องใด บรรดานางกำนัลนับสิบคนพากันเข้ามาเอาอกเอาใจ ทั้งเครื่องเสวยคาวหวาน บางคนเข้ามาชวนพูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง บางคนนำเครื่องดนตรีมาขับกล่อม

กระทั่งถึงเวลาตอนเย็น เจ้าหญิงเริ่มหมดความอดทน นางกำนัลแต่ละคนเริ่มเข้าหน้าไม่ติด

เจ้าหญิงตัดสินใจเดินออกไปโดยทันที โดยไม่ฟังคำขอร้องทัดทานจากใคร แล้วสิ่งที่สร้างความตระหนกเป็นอย่างยิ่งได้เกิดขึ้น ก่อนจะไปถึงประตูห้อง ประตูเหล็กบานใหญ่ได้มีคนดันปิดเข้าหากันจากด้านนอก

เจ้าหญิงรู้สึกโกรธจนหน้าแดง หันกลับไปมองเหล่านางกำนัล นางกำนัลเหล่านั้นกำลังกระจายตัวหลบหายกันออกไปจากประตูอีกด้านหนึ่ง พร้อมกับดันปิดประตูอีกทาง คงเหลือแต่นางกำนัลเพียงสองคนที่นั่งก้มหน้า

เธอถูกกักขังหรือนี่ !

บัดนี้เจ้าหญิงได้ประจักษ์แล้วว่านกที่ถูกจับขังไว้ในกรงนั้นเป็นอย่างไร….

อนิจจา…ทำไมตัวเธอจึงโง่เขลายิ่งนัก !

เจ้าหญิงเดินกลับไปนั่งที่เดิม พยายามข่มอารมณ์โกรธจากความเขลาของตนเอง

หลังจากเจ้าหญิงปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยง ตรีศูลอยู่ภายในงานเลี้ยงจนเลิกและปฏิบัติพระราชกิจต่อ เมื่อกลับเข้ามา เขานั่งดื่มสุราอยู่เพียงลำพัง ภายในใจมีแต่เพียงภาพของเจ้าหญิงในทุกอิริยาบถ ทั้งในอดีตจนมาถึงวันนี้ ภาพของเจ้าหญิงยังคงวนเวียนอยู่เช่นนั้น

เธอกำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า !

ก่อนนี้เจ้าหญิงมีแต่เพียงเขาผู้เดียว เขามั่นใจเช่นนี้มาตลอด เจ้าหญิงมักดีใจเสมอเมื่อเขาขึ้นไปพบที่พระราชวังศิลา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอยังกรุ่นอยู่ในอกของเขา เหตุใดเธอจึงเปลี่ยนไป ทำไมอิสตรีจึงเข้าใจยากนัก

นี่เขากำลังหัวเสียด้วยเรื่องอันใด นี่เองใช่ไหมที่คนกล่าวว่าคือมนตราของความรัก เขาหัวเราะในลำคอให้กับตนเอง

อย่างไรเสียเขาจะไม่ยอมตกเป็นทาสของความรักอย่างเด็ดขาด !

เพียงชั่วครู่ที่นางกำนัลส่วนใหญ่พากันหลบออกไป ประตูห้องได้เปิดออกอีกครั้ง องค์รัชทายาทตรีศูลยืนนิ่งอยู่กลางประตู นางกำนัลสองคนก้มหมอบหลบออกไปอย่างรวดเร็ว ประตูถูกผลักปิดเบาๆ

“ข้ามีเรื่องจะบอก” ตรีศูลกล่าวขึ้นก่อนขณะเดินเข้ามา เจ้าหญิงไม่หันมามองแม้แต่หางตา “ข้าอยากให้เจ้าพำนักอยู่ที่นี่ เพราะทักษิณายันนครดูไม่ปลอดภัย อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานอภิเษกฯของเรา ทุกสิ่งให้เป็นธุระของข้า”

“งานอภิเษกฯ !” เจ้าหญิงหันมามองตรีศูล ด้วยสายตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน “จะไม่มีงานอภิเษกฯ ใดๆ ทั้งนั้น” เจ้าหญิงพูดอย่างชัดถ้อยคำ

ตรีศูลตาแดงก่ำ รู้สึกเจ็บปวดในใจ “เพราะอะไร เพราะใคร ทำไมเจ้าจึงเปลี่ยนไป” เสียงของตรีศูลเข้มขึ้น

“ข้าไม่เคยเปลี่ยน” เจ้าหญิงพูดช้าๆ เบือนหน้าไปอีกทาง

ตรีศูลเดินตรงเข้ามาใกล้ สองมือจับที่ไหล่ของเจ้าหญิงอย่างลืมตัว “ทำไมมองข้าไม่เหมือนเดิม ดูสิ.. มองดูข้า ข้ารักเจ้าเพียงใด ข้ารักเจ้า ได้ยินไหม” ตรีศูลไม่พูดเปล่า กลับโน้มตัวลงมาระดมจูบไปทั่วใบหน้า เจ้าหญิงพยายามดิ้นรน

“ข้าจะต้องกลับ…” เจ้าหญิงรวบรวมกำลังผลักตัวออกโดยแรง แต่กำลังแขนของเขาราวกับปลอกเหล็ก ไม่ว่าจะดิ้นหนีอย่างไร ก็ไม่สามารถหลบไปทางใดได้

“หยุดที ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” ในที่สุดเจ้าหญิงก็สะบัดตัวหลุดออกมาได้ครั้งหนึ่ง ตรีศูลดูจะมีสติขึ้นมาบ้าง แต่สตินั้นไม่ได้ทำให้เขาถอยห่างออกมาจากตัวเธอ เขาเดินตรงเข้าไปหาอีกครั้ง เจ้าหญิงกระเถิบตัวถอยห่างอย่างหวั่นเกรง

แล้วบานประตูที่ปิดหลวมๆ ก็เปิดออก

“ตรีศูล !” พระนางสุมิตราพระราชมารดาของตรีศูลเข้ามาขัดจังหวะ พระนางเดินตามตรีศูลมาหยุดยืนหน้าประตูได้พักหนึ่งแล้ว นอกจากการเห็นแก่ความสุขของบุตรชาย ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละเลย พระนางเป็นชาวสัตตคีรีนครผู้หนึ่งที่มีศรัทธาต่อพระแม่เจ้าอย่างเต็มเปี่ยม จึงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งที่บุตรชายจะปฏิบัติเช่นนี้กับเจ้าหญิง

“แม่มีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าหญิง แม่อยากให้เจ้ากลับไปพักผ่อน” พระนางบอกกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด หางเสียงเจือด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

ตรีศูลไม่ยอมสบตากับพระราชมารดา หันหน้าไปอีกทาง ก้าวเดินออกไปจากห้องอย่างไม่เต็มใจ

พระนางสุมิตรามองไปยังเจ้าหญิง ซึ่งยังไม่หายตกใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ พระนางถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปหา จากนั้นคุกเข่าลง ปฏิบัติเช่นเดียวกับที่นางปาราวีเคยปฏิบัติ พระนางจับมือของเจ้าหญิงมาสัมผัสที่หน้าผากของตนเอง “อภัยต่อบุตรชายของข้าด้วยเถิด ข้าเป็นผู้ศรัทธาต่อพระแม่เจ้า ขณะเดียวกันก็เป็นมารดาของเขา เป็นเรื่องที่ลำบากใจยิ่งนัก”

พระนางเสวนากับเจ้าหญิงอีกเล็กน้อย จึงขอตัวออกมา โดยที่เจ้าหญิงยังถูกปิดประตูขังไว้เช่นเดิม พระนางเดินผ่านมาเห็นบุตรชายที่กำลังดื่มสุราอย่างหนัก พร้อมกับขว้างปาสิ่งของอย่างขัดเคืองใจ

พระนางมองบุตรชายอย่างหนักใจ การเห็นโลกมากกว่าและความเป็นหญิง ทำให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างไปจากเขา เด็กสองคนนี้เคยเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก ในครั้งนั้นสัตตคีรีนครเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงที่ราบลุ่มแม่น้ำ ช่วงวัยเด็กของเขามีพระราชมารดาอยู่ใกล้ชิด เพราะพระราชบิดาที่เป็นเจ้าครองนครมักใส่ใจกับการสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ ด้วยการรวบรวมกำลังบุกไปตีเมืองอื่น นานๆ ครั้ง สามเดือน หกเดือน หรืออาจเป็นปีที่พระราชบิดาเขาจะกลับมา ทุกครั้งที่กลับมา มักจะได้ทรัพย์สินและเชลยศึกมาด้วยมากมาย คนเหล่านี้เองที่เป็นแรงงานในการก่อสร้างพระราชวัง ป้อมปราการของเมือง ขุดทะเลสาบ และสร้างมหาปราสาททั้งสอง

เมื่อตรีศูลเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น กษัตริย์ไตรภูมิผู้เป็นพระราชบิดาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น ตรีศูลเป็นบุตรชายที่แข็งแรงและเป็นที่โปรดปรานที่สุด ซึ่งนับวันเขาจะทิ้งห่างจากบรรดาพี่น้องคนอื่นอย่างไร้คู่แข่ง ตรีศูลเริ่มออกสนามรบตั้งแต่อายุเพียงสิบหกปี ด้วยความสามารถในเชิงอาวุธ และร่างกายที่กำยำพอกับผู้ใหญ่ บวกกับไหวพริบในยุทธวิธีการรบ เขาจึงเป็นกำลังสำคัญให้กับกษัตริย์ไตรภูมิได้ชนะศึกอีกหลายครั้ง จนกระทั่งอีกห้าปีต่อมา ด้วยความเป็นไปของโชคชะตา กษัตริย์ไตรภูมิถูกข้าศึกล้อม กว่าตรีศูลจะพากองทหารเข้าไปช่วยเหลือ กษัตริย์ไตรภูมิก็ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมาก อย่างไม่มีใครคาดคิด ศึกครั้งนั้นคือสนามรบครั้งสุดท้ายของเขา

นับจากนั้นมา ตรีศูลเพิ่งยี่สิบเอ็ดชันษา เขาได้กลายเป็นจอมทัพผู้มีอำนาจสูงสุด อำนาจของเขาเทียบเท่ากับกษัตริย์ เขาเป็นผู้ที่ต้องสืบทอดความคาดหวังสูงสุดของการสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราชบิดา กษัตริย์ไตรภูมิที่แม้จะประสบปัญหาทางด้านร่างกาย ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก แต่พระองค์ยังสามารถวางแผนการในเรื่องต่างๆ ได้ ข่าวการชนะศึกขององค์รัชทายาท เป็นยาขนานดีที่สุดที่หล่อเลี้ยงชีวิตพระองค์

นับจากวันที่บุตรชายได้ใกล้ชิดกับพระราชบิดา ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน เขาก็ห่างเหินจากพระราชมารดามากขึ้น ทุกสิ่งที่พระราชบิดาเขาปฏิบัติได้ซึมซับมาที่ตัวเขาอย่างเต็มใจ อุปนิสัยความอ่อนโยนที่พระราชมารดาได้เพาะบ่ม ดูจะเลือนหายไปหมด ในความเข้าใจของพระนาง ได้คิดว่าการเป็นนักรบที่ฆ่าคนมากๆ คนผู้นั้นจะมีความเป็นปีศาจอยู่ในตัว เพราะคนที่ถูกฆ่าจะมีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง วิญญาณร้ายจะยังคงวนเวียนสาปแช่งคนผู้นั้น ทำให้ยากที่จะพบกับความสุขสงบ

ตามสายตาของพระนาง แม้จะเข้าข้างบุตรชายอยู่บ้าง พระนางคิดว่าเจ้าหญิงมีใจให้กับบุตรชายอยู่ไม่น้อย เพื่อความสุขของเขา แม้ตัวพระนางจะเป็นคนที่เคร่งครัดกฎระเบียบและมีความเชื่อแบบโบราณ แต่เรื่องการอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเป็นสิ่งที่พระนางเห็นด้วย แม้ว่าจะมีบางคนอ้างเหตุไปต่างๆ ในเรื่องโชคลาง พระนางได้เคยเดินทางไปทักษิณายันนครด้วยตนเองโดยไม่บอกกล่าวผู้ใดเป็นที่เอิกเหริก ผลของการเจรจาสู่ขอ ผู้ปกครองทักษิณายันนครต่างเห็นพ้องเป็นเรื่องดีงาม

สิ่งที่พระนางแอบคาดหวังไว้ภายในใจโดยไม่บอกใคร พระนางต้องการให้ความอ่อนโยนของเจ้าหญิงช่วยทำให้บุตรชายเย็นลง เพราะพระนางกังวลใจเหลือเกินว่าเขาถ้าเขายังพิศมัยอยู่กับการเข่นฆ่า เขาจะมีสภาพไม่ต่างไปจากพระราชบิดา

มาถึงวันนี้ พระนางได้เริ่มประจักษ์กับความจริงอย่างหนึ่ง มีปีศาจตนใดบ้างเล่าที่จะรู้จักและเข้าใจในความรักได้อย่างลึกซึ้ง ปีศาจเคยชินอยู่กับการทรมานเข่นฆ่าและกักขัง ความรักที่รู้จักจะเป็นไปในด้านมืด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง ความริษยาหึงหวง สิ่งเหล่านี้หาได้เป็นความรักที่สวยงามไม่ !

บุตรชายเอ๋ย ! ความรักนั้นเต็มเปี่ยมอยู่ในอกของเจ้า แต่ความเป็นปีศาจได้ทำให้เจ้าขาดความเมตตาในความรัก เจ้าใช้กลวิธีเดียวกับที่เจ้าเอาชนะศตรูกับความรักของตนเอง เจ้าจะกลายเป็นผู้ชนะที่ขลาดเขลา นี่เป็นการทดสอบของเจ้าหญิง ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อดูก้นบึ้งในจิตใจของเจ้า

เป็นดังนี้แล้ว…มารดาเช่นข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร !

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com