Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

30…

ห้องพิธีกรรม

      ขากลับลงมาจากจันทราคีรี เจ้าหญิงดูเป็นปกติดี แม้รอยยิ้มจะดูฝืนไปบ้าง

      คีตะนึกอะไรขึ้นมาได้

      “ตอนขึ้นมา นางผู้เฝ้าจันทราคีรีเดินขึ้นมาก่อน ตอนนี้นางไปไหน” คีตะได้โอกาสเรียกความสนใจของเจ้าหญิงไปทางอื่น วิธีนี้ดูได้ผลทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน

      น่าประหลาดใจดังที่คีตะสังเกต นอกจากทางเดินตรงแม้ว่าจะคดเคี้ยว แต่ไม่ปรากฏว่ามีทางแยกไปที่อื่น บันไดทางขึ้นมุ่งตรงขึ้นมาห้องคูหาชั้นบนสุดแห่งเดียว เครื่องบูชาที่นางถือขึ้นมายังจัดวางอย่างดีตรงมุมห้อง นั่นหมายถึงว่านางจะต้องกลับลงมาก่อนที่เธอกับคีตะจะขึ้นไปถึง แต่ไม่มีใครเห็นว่านางเดินสวนทางกลับลงมา

      “บางทีนางอาจอยู่ในห้องพิธีกรรม” เจ้าหญิงตอบเนือยๆ ปราศจากความกระตือรือร้น ซึ่งผิดกับท่าทีของคีตะ

      “เจ้าหญิงจะไม่พาข้าเข้าไปดูหรือ”

      “เจ้าอยากไป”

      “ใช่… ข้าอยากเข้าไปให้เห็นกับตาสักครั้ง”

      เจ้าหญิงหยุดชั่งใจครู่หนึ่ง “ข้างในนั้นเป็นห้องเปล่า ไม่มีสิ่งใด ทั้งยังมืดมิดมองไม่เห็นอะไร” 

      แม้เจ้าหญิงจะบอกเช่นนี้ แต่ไม่ได้ทำให้คีตะสนใจน้อยลง ในที่สุดเจ้าหญิงดูจะยอมแพ้แววตากระตือรือร้นและวิงวอนของเขา เธอเดินลงบันไดไปอีกเล็กน้อย พร้อมทั้งพยายามมองผนังด้านสูงขึ้นไป คีตะหยิบคบไฟติดมือ ช่วยส่องดู แลเห็นเป็นโพรงขนาดใหญ่พอควร

      “เจ้าหญิงคงไม่ได้หมายถึงให้ข้าเข้าไปทางนี้” คีตะรีบถาม

      “ทางนี้ละ” เจ้าหญิงตอบสีหน้าเรียบจริงจัง ขยายความเพิ่ม

      “ข้าไม่รู้ว่าทางเข้าห้องพิธีกรรมอยู่ทางไหน ในวันนั้นผนังด้านหลังรูปปั้นพระแม่เจ้าเปิดเป็นช่องประตู แล้วจะมีอุโมงค์บันไดลงไปประมาณสี่สิบขั้น จากนั้นจะไปเจอกับลานของห้องพิธีกรรม เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ว่าผนังเรียบนั้นไม่มีทางใดจะเปิดเข้าไปได้ ข้าคิดว่าดลยารู้ทางเข้าออกดี และจะต้องมีทางเข้าห้องพิธีกรรมได้หลายทาง เพียงแต่ข้าไม่รู้เท่านั้น”

      “ทำไมเจ้าหญิงจะให้ข้าเข้าโพรงข้างบนนี้ ล้อข้าเล่นหรือ” คีตะยังไม่หายติดใจ

      “ไม่ได้ล้อเล่น” เจ้าหญิงทำหน้าขึงขัง

      “ตอนผีเสื้อบินออกมา นอกจากจะออกมาทางช่องประตูหลังรูปปั้นนั้นแล้ว ยังมีบางส่วนบินออกมาทางช่องบันได ข้าจึงคิดว่าพวกมันน่าจะบินออกมาจากโพรงนี้”

      “อ้อ” คีตะพยักหน้าอย่างเข้าใจ

      “ข้าคิดว่านางอาจจะเปิดประตูด้านหลังพระแม่เจ้า เพื่อลงไปอีกทาง ไม่อย่างนั้นนางจะหลบหน้าข้าได้อย่างไร เจ้าว่าไหม”

      คีตะไม่ทันตอบเพราะมัวแต่ขึ้นๆ ลงๆ บันได มีโค้งหนึ่งดูมืดมองไม่ค่อยชัด คบไฟตรงนี้ดูเพิ่งจะมีคนดับไปไม่นาน

      “เจ้าหญิง…พบแล้ว” คีตะร้องบอกเสียงหลง เสียงที่ดังพอควรของเขาดังกังวานสะท้อนเข้าไปข้างในปากโพรง ใกล้กับที่เขายืนอยู่

      เจ้าหญิงเดินตามลงมา

      “มิน่าล่ะ…” คีตะลองเดินลงบันไดไปอีกนิด แล้วกลับขึ้นมาใหม่ “ขาขึ้นมาจะมองไม่เห็น เพราะสายตาจะมัวแต่มองตรง แล้วมีหินส่วนที่ยื่นตรงทางโค้งนี้บังไว้หมด แต่ขาลงบันไดมา ถ้าสังเกตและมีแสงสว่างอีกหน่อยจะมองเห็นได้ชัดเจน”

      คีตะทำท่าจะดันตัวเข้าไปข้างในพร้อมกับคบไฟในมือ เจ้าหญิงร้องห้ามเสียงหลง

      “เอาไฟเข้าไปไม่ได้ ก่อนจะเข้าไปบิดาเคยกำชับไว้ ไม่ให้นำไฟเข้าไปในห้องพิธีกรรมโดยเด็ดขาด เพราะควันไฟเมื่อไปรวมตัวกับอากาศภายใน จะทำให้เป็นพิษ”

      คีตะขยับตัวออกมา นำคบไฟอันที่ถือไปวางแทนอันที่ดับไป 

      “ระวังตัวด้วย ตรงพื้นอาจมีโพรง” เจ้าหญิงเตือน เพราะกังวลไปสารพัด

      คีตะใช้เวลาพอประมาณที่จะกระเถิบตัวเข้าไปทีละน้อย ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่ร่างกายกำยำตัวหนาอย่างพวกนักรบ ไม่เช่นนั้นคงผ่านทางนี้ไม่ได้

      “เข้ามาเลยเจ้าหญิง…เข้ามาดูอะไรนี่” น้ำเสียงอู้ของเขาตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น

      สำหรับเจ้าหญิงนั้นผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย สิ่งที่คีตะต้องการให้มาเห็นกับตา 

      บันไดทางขึ้นลงอีกทางหนึ่งของจันทราคีรี !

      “ข้าคิดว่าตามได้ยินมา ทางขึ้นจันทราคีรีเป็นโพรงมืดๆ คดเคี้ยวน่าสะพรึงกลัว น่าจะเป็นทางนี้มากกว่า ห้องพิธีกรรมอยู่ข้างบนนี้ใช่ไหม ข้างในนี้ไม่มืดเสียทีเดียว ยังพอมีแสงบ้าง พอจะคลำทางไปได้” คีตะยังไม่ละความพยายาม เจ้าหญิงไม่ได้เอ่ยอะไร เพราะในใจของเธอกำลังคิดว่า ถ้าลงไปจากทางนี้ จะพบทางเข้าอีกทางหนึ่งของจันทราคีรี เธอเคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมีอีกทางหนึ่งแน่นอน แต่ละเลยไปไม่พยายามค้นหา โลกียะน่าจะรู้เส้นทางนี้เช่นกัน เพราะห้องพำนักของบิดาอยู่ใต้จันทราคีรีเพียงแค่นี้เอง

      คีตะคลำทางเดินขึ้นไปตามบันได บันไดมีช่วงพักเป็นระยะตรงทางเลี้ยว ซึ่งคล้ายกับเส้นทางใหม่ที่ขึ้นมาก่อน จะต่างกันแต่เพียงความทรุดโทรมของเส้นทางนี้ 

      จนกระทั่งสุดปลายทาง เขาเดินเลี้ยวไปทางขวามือ ได้พบกับทางเข้าอุโมงค์ เมื่อเดินผ่านเข้าไปช่วงสั้นๆ ก็ไปสะดุดกับบันไดทางขึ้นของห้องพิธีกรรม เขาเดินคลำไปตามผนังห้องสี่เหลี่ยมโล่งๆ ผนังห้องตัดเรียบทั้งตรงพื้นและผนังห้อง

      “ห้องนี้ใช่ไหม…เจ้าหญิง” คีตะถาม

      “ใช่” เธอตอบสั้นๆ

      แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่ข้างในนี้แสงเข้ามาได้น้อย ทำให้ต่างมองเห็นกันเพียงรูปร่างกับหน้าตาของกันและกันไม่ชัด

      “คืนวันประกอบพิธี ข้ายืนอยู่ตรงนี้” เจ้าหญิงเดินไปยังตำแหน่งที่ตนเองเคยยืน

      “ข้าจะต้องยืนอยู่ตรงไหน” คีตะถามอย่างรู้สึกตื่นเต้น

      เจ้าหญิงอึกอักเล็กน้อย “ตรงที่เจ้ายืนนั่นละ”

      “เกิดอะไรขึ้นบ้าง…เจ้าหญิง” คีตะถามอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งนี้เองทำให้เจ้าหญิงไม่รู้สึกโศกเศร้า เสียงดังกังวานของคีตะยังร่าเริงเป็นปกติ ในเมื่อเขาอยากรู้ เธอจะตอบจนหมดสิ้น

      “ในวันประกอบพิธี ข้ากับเจ้า ผู้ภักดีคนต่อไป” เจ้าหญิงพูดชัดเจน น้ำเสียงประชด

      คีตะหัวเราะ

      เจ้าหญิงพูดต่อ “ข้ากับผู้ภักดีเดินขึ้นบันไดมา จนกระทั่งไปถึงห้องคูหาชั้นบนของจันทราคีรี ในวันนั้นห้องคูหาชั้นบนถูกประดับตกแต่งสวยงาม เครื่องประกอบพิธีกับดอกไม้นานาพันธุ์วางอยู่เต็มห้องคูหา ข้ากับผู้ภักดีมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพระแม่เจ้า บอกกล่าวถึงสิ่งที่จะกระทำ และขอประทานพรจากพระแม่เจ้า เพื่อให้พิธีกรรมประสบความสำเร็จ ด้านหลังของพระแม่เจ้า ผนังจะเปิดออกความกว้างขนาดช่องประตู ข้าเดินผ่านอุโมงค์ลงบันไดนำผู้ภักดีเข้าไป และมายืนตรงนี้ ผู้ภักดีจะยืนอยู่ตรงข้าม ทันใดนั้น…หยดน้ำพระแม่สมุทร จะรับแสงจันทร์ที่ส่องลอดลงมาจากช่องเล็กๆ บนเพดาน แสงจันทร์เมื่อเจอกับแสงสีฟ้าของอัญมณี จะเกิดปรากฏการณ์ประหลาด เกิดเป็นตาข่ายสีเขียวครอบลงมาที่ตัวข้า จากนั้นลำแสงจะพุ่งไปที่ตัวของผู้ภักดี เขาจะยืนนิ่ง แล้ว…”

      “ข้าพอรู้แล้ว” คีตะขัดจังหวะ เขาไม่อยากให้เจ้าหญิงสะเทือนใจมากไปกว่านี้ “ช่องเล็กๆ บนเพดานหรือ” คีตะแหงนหน้าขึ้นมอง แต่มองไม่เห็นอะไร เขาเดินต่อไปเพื่อไปให้ถึงปากทางของอุโมงค์ ด้านที่จะขึ้นไปยังห้องคูหาของพระแม่เจ้า เมื่อถึงตรงนั้น เขามองเห็นแต่ความมืดมิดภายในอุโมงค์ และหมดความสนใจอยู่แค่นั้น

      สมแล้วที่ผู้คนต่างพูดกัน พิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อเป็นพิธีกรรมลึกลับ !

      “ลงไปสำรวจข้างล่างกันดีกว่า เจ้าหญิงไม่เคยใช้ทางนี้ไม่ใช่หรือ” เมื่อเห็นว่าห้องพิธีกรรมไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่านี้ เขาเอ่ยชวนเจ้าหญิง คิดว่าเธอคงอยากจะออกจากที่นี่ไปโดยเร็วเหมือนกัน

      บันไดทางลง ยิ่งลงไปมากขึ้นแสงสว่างยิ่งเข้ามาได้มากขึ้น บางช่วงหลังคาของบันไดครึ่งหนึ่งเป็นผนังหินขรุขระ อีกครึ่งหนึ่งเปิดโล่งมองเห็นท้องฟ้า ทำให้รู้ว่าบันไดทางนี้ลัดเลาะเลียบริมขอบของจันทราคีรี

      “ข้าเคยพาเจ้ามาที่พำนักของโลกียะ เจ้าคิดว่าเราจะเข้าไปจากทางนี้ได้ไหม” เจ้าหญิงบอกความต้องการค้นหาของตนเอง

      “ช่วงนี้ข้าไม่เห็นท่านโลกียะเลย ไม่เห็นมานานแล้ว มีคนบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ที่จันทราคีรี” คีตะตั้งข้อสังเกต

      “ตอนที่เจ้าไปช่วยข้ามาจากสัตตคีรีนคร เจ้าติดต่อกับเขามิใช่หรือ”

      “ท่านโลกียะมีคนสอดแนมอยู่ในนั้น ข้าจำหน้าคนหนึ่งได้ เลยลองเสี่ยงเข้าไปถาม เขาเป็นคนนำข่าวไปบอกท่านโลกียะ เขาบอกผ่านใครอีกบ้าง ข้าไม่รู้เหมือนกัน” คีตะเล่าไป จากนั้นมาหยุดยืนตรงจุดพักบันได ตรงนี้มีแท่งหินปิดอยู่ระดับอก สูงขึ้นไปจรดเพดานเปิดโล่ง สามารถมองเห็นภายนอกอย่างสบาย เขาขยับตัวให้เจ้าหญิงมายืนมองทัศนียภาพด้วยกัน จากตรงนี้สามารถมองเห็นด้านหลังจันทราคีรีได้ชัดเจน อีกทั้งยังมองเห็นผืนป่าสีเขียว ปกคลุมทิวเขาน้อยใหญ่ แลไกลสุดตา 

      ท้องฟ้าวันนี้อมเมฆฝนไว้พอควร กลุ่มเมฆสีดำลอยอยู่ไกลๆ อากาศเย็นฉ่ำสดชื่น คีตะสูดลมหายใจเต็มที่ เพราะเดินอึดอัดอยู่ด้านในเสียนาน เจ้าหญิงทำตามบ้าง

      คีตะมองเห็นใบหน้าของเจ้าหญิงได้ชัดเจน ในส่วนลึกอันอ่อนโยนของเขา รู้สึกสงสารเจ้าหญิงจับใจ ชีวิตของเธอต้องแบกรับภาระมากมายเหลือเกิน หากเธอเป็นเช่นคนทั่วไป รอยยิ้มหวานมองเห็นฟันเรียงกันสวย กับรอยยิ้มที่ดวงตา คงปรากฎให้เห็นได้บ่อยๆ แต่เมื่อเจ้าหญิงต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้…สิ่งที่เธอเรียกว่าเป็นคำสาปของชีวิต นานเท่าไหร่แล้วหนอ เขาไม่เคยเห็นเจ้าหญิงยิ้มแบบนั้นให้เห็นอีกเลย

      “ทักษิณายันนครของเราไปถึงตรงไหน เจ้ารู้ไหม” เจ้าหญิงถาม มองไกลออกไป

      “โน้น” คีตะชี้มือออกไป “ไกลสุดขอบฟ้า” เมื่อหันกลับมา เจ้าหญิงยิ้มให้เขา ด้วยรอยยิ้มที่เขารอคอยมานาน

      “เจ้าคิดว่ายังมีดินแดนอื่นที่เราไม่เคยรู้จักอยู่ไกลแสนไกลอีกไหม”

      “มีสิ ต้องมีแน่ๆ” คีตะยืนยันหนักแน่น

      “แล้วเจ้าคิดว่า…ยังมีอีกตัวตนของข้าอยู่ที่แห่งนั้นได้ไหม” เจ้าหญิงถาม รอฟังคำตอบอย่างใจจดจ่อ

      “เจ้าหญิงอีกคนหนึ่ง อย่างในคำภีร์อนันตภพรึ” คีตะหยุดคิดครู่หนึ่ง “จะต้องมีแน่นอน และเจ้าหญิงคนนั้นก็กำลังเดินทาง มาแบ่งเบาภาระของเจ้าหญิงคนนี้”

      คำตอบของคีตะ จะเป็นเพราะต้องการเอาใจ หรือคิดเช่นนี้จริงๆ ก็ตามที เจ้าหญิงรู้สึกเต็มตื้นกับคำตอบ เธอมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ

      คีตะรู้สึกเขินที่โดนจ้องหน้า เขาเบือนหน้ามองออกไปด้านนอก

      โดยไม่คาดฝัน เจ้าหญิงเขย่งเท้า จุมพิตที่แก้มเขาเบาๆ

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com