Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

32…

ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง

      ตอนเย็นเจ้าหญิงกลับมา หลายคนเข้ามาฟ้องเล่าให้ฟังว่ามีเรื่องประหลาดอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง ทีแรกเธอรู้สึกงง เพราะต่างแย่งกันพูด พอดีเห็นถังโลหะใบหนึ่งวางอยู่ จึงคิดว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ เธอเรียกคนที่อยู่ข้างนอกมาถามว่าคนพวกนั้นไปไหนกันหมด สักพักหนึ่งมีคนมาบอกว่าตอนนี้พวกเขาพากันไปยึดที่พำนักของท่านโลกียะเป็นที่พัก ซึ่งตอนนี้ท่านโลกียะได้ย้ายไปอยู่ที่พระราชวังเก่าแล้ว

      เจ้าหญิงพยักหน้า จากนั้นบอกให้ข้ารับใช้เตรียมของใช้จำเป็น พวกเสื้อผ้าสำหรับชายสามคนและหญิงหนึ่งคน อาหาร น้ำดื่ม เครื่องใช้จำเป็นเป็นพวกถ้วยชาม และเครื่องนอน เจ้าหญิงกำชับว่าให้เอาไปให้ครบอย่าให้ขาดสิ่งใดไป แล้วบอกพวกนั้นด้วยว่าวันพรุ่งนี้จะแวะไปสนทนาด้วย

      ภายในที่พำนักของโลกียะ ซึ่งเจ้าของสถานที่ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น พิชยุทธมั่นใจว่าที่นี่ดูเข้าท่าสำหรับวันนี้ ห้องพักที่เจาะเข้าไปในภูเขาหินดูสะอาดดี ทั้งยังลับตาผู้คน ตรวจดูห้องข้างในอีกสองห้อง แต่ละห้องว่างเปล่า ดูแล้วไม่น่าจะมีใครอยู่ ซึ่งก็พอดีสำหรับสี่คน พิชยุทธอยู่กับลัดดาห้องหนึ่ง อีกห้องเป็นของดร.สถิตย์กับศิลป์ธร

      “ธารน้ำอุ่นแถวนี้ดีนะคะ” ลัดดาอยู่ในช่วงเวลาการปรับจิตใจ ถ้าจะอึดอัดก็คือต้องทนอยู่กับชุดดำน้ำแบบนี้

      พิชยุทธมองหน้าเซียวๆ ของลัดดา ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกันนัก เขากับเธอนั่งคุยกันบนเก้าอี้ไม้ ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างหนึ่งในห้องนั่งเล่นที่มีให้ พร้อมกับโต๊ะตัวยาว ศิลป์ธรกับดร.สถิตย์ยังเดินสำรวจอยู่ข้างในห้องของตนเอง ศิลป์ธรบอกกับดร.สถิตย์ให้เขาคิดว่าเรากำลังมาเที่ยวกัน ที่นี่ก็เป็นเกสต์เฮาส์ที่โบราณคลาสสิกที่สุด

      “คุณพอจะฟังภาษาที่เขาพูดออกไหม” พิชยุทธถามลัดดา

      “ดาคิดว่าน่าจะใช้ตัวเขียนสื่อสารได้ แบบเดียวกับที่จารึกบนผนังห้องในวิหาร น่าจะมีคนเข้าใจ” ลัดดาหยิบถุงพลาสติกกันน้ำขึ้นมาดู โชคดีที่มีกระดาษปากกาติดมาด้วย

      ศิลป์ธรกับดร.สถิตย์เดินออกมา

      “ทักษิณายันนคร…” ศิลป์ธรพูดลอยๆ ขึ้นมา “ดอกเตอร์คิดว่าเจ้าครองนครที่นี่จะรู้ไหมครับว่าพวกเราหลงเข้ามาแบบนี้”

      “มามุงดูกันทั้งเมือง ไม่รู้ก็แปลก” ดร.สถิตย์ตอบ เขากลับมาเป็นปกติด้วยเวลารวดเร็ว พร้อมกับท่าทางไม่เดือดร้อน กับคำพูดทำนองนี้ เมื่อก่อนมีแต่ลัดดาที่รู้สึกว่ายียวนหาเรื่อง มาถึงตอนนี้ทุกคนรู้สึกแบบนี้เหมือนกันหมด 

      เมื่อได้ที่พักกันแล้ว บรรดาผู้พลัดหลงมาจากอนาคต ได้พากันเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบ แต่ก็ยังไปกันไม่ไกลนัก เพราะยังไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย แล้วสายตาของลัดดาก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่ง กำลังถือของกันเต็มมือ เดินเรียงแถวกันเข้ามา

      จากอีกด้านหนึ่งใกล้กัน ศิลป์ธรก็มองเห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นลัดดาและศิลป์ธรจึงเดินกลับเข้ามารวมกลุ่มกับดร.สถิตย์และพิชยุทธที่เพิ่งจะเห็นกลุ่มคนที่เดินเข้ามาเช่นเดียวกัน

      ศิลป์ธรสังเกตได้ว่า บรรดาหญิงสาวทั้งสี่คนนั้นสวมเสื้อผ้าเหมือนกับคนในวิหาร ที่เขาได้เจอมาก่อนหน้า อ้อมแขนของพวกเธอมีภาชนะที่ใส่อาหารและผลไม้จนเต็มล้น อีกทั้งบนศรีษะยังมีโถน้ำเทินไว้คนละอัน น่าแปลกใจว่าพวกเธอเดินตัวปลิวมาได้อย่างไรโดยของไม่ตก และถัดจากนั้นมีชายหนุ่มเปลือยอกอีกสามคน ถือเครื่องถ้วยชามและแบกหมอนผ้าห่มเดินตามมา

      จากสิ่งที่เห็น แสดงให้เห็นว่าชีวิตของพวกเขากำลังดำเนินไปในทางที่ดี…

      คนเหล่านั้นมองพวกเขาเป็นมิตรขึ้น เมื่อเดินเข้าไปถึงภายในห้องคูหาที่พวกเขายึดเป็นที่พัก ของทั้งหมดได้วางกองไว้ให้ที่โต๊ะตัวยาว หญิงคนหนึ่งมองไปคนนั้นทีคนนี้ที แล้วตัดสินใจเดินมาบอกกับดร.สถิตย์ เขาพยักหน้ารับและกล่าวขอบคุณ ดูเหมือนหญิงผู้นี้จะบอกอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีใครเข้าใจภาษาที่เธอใช้

      เมื่อข้ารับใช้ของพระราชวังศิลากลับไป ทุกคนมีสีหน้าดีขึ้น ตอนนี้ผู้พลัดหลงอย่างพวกเขามีปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิตครบแล้ว มีอาหารมากมาย มีเสื้อผ้า พร้อมที่นอนและผ้าห่ม

      กลางดึกของคืนแรกที่ทักษิณายันนคร พวกเขาทั้งสี่คนเดินออกมาจากห้องนอนมานั่งจับกลุ่มคุยกันภายใต้แสงเทียน เพราะไม่มีใครสามารถข่มตาหลับลงได้ ทั้งที่ร่างกายอยากพักผ่อน

      “พวกเราอาจจะตายกันหมดแล้วใต้น้ำ เหมือนกับนักสำรวจสองคนนั้น ร่างกายของเราอาจจะยังอยู่ที่เดิม ซึ่งตัวเราจะไม่มีวันรู้เลย เพราะไม่สามารถกลับไปดูหรือติดต่อใครที่นั่นได้” ศิลป์ธรพูดโพล่งออกมา ทำเอาทุกคนนิ่งกันไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่หลงมาอยู่ที่นี่ นอกเหนือจากความรู้สึกหวาดหวั่นกับเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิต เขากลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเป็นลูกจ้างกับนายจ้างดูจะหายไปด้วย เพราะเขาคิดว่าสภาพตอนนี้ไม่ต่างกัน นายจ้างเขาไม่มีอำนาจเงินที่จะมาจ่ายค่าจ้างให้เขา และที่นี่ข้อสัญญาก็ไม่มีผล ดังนั้นเขาจึงเป็นอิสระ

      พิชยุทธกับลัดดารู้สึกถึงตรงนี้ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว สีหน้าของทั้งสองคนดูไม่พอใจ

      “ใจเย็นๆ ค่อย ๆ คิดกันดีกว่า” ดร.สถิตย์ปรามไว้ก่อนจะเลยเถิด เพราะอารมณ์ของแต่ละคนในตอนนี้ ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก “ผมอยากจะให้เรามาพิจารณาเรื่องทฤษฎีความฝันกันดีกว่า หรือการจะพิสูจน์ว่าเราตายหรือยังก็ไม่ยากอีกเหมือนกัน เอ้า…มาดูกันก็ได้ ปกติแล้วจะไม่มีใครเจ็บตัวเวลาฝัน” ดร.สถิตย์ยกแขนให้ดู ตรงข้อศอกเขามีแผลถลอก “ผมเพิ่งลื่นล้มตรงหินข้างหน้านี้เอง ดังนั้นผมจึงรู้ว่าผมยังไม่ได้ตาย และร่างกายนี้ก็ยังเป็นของผม” 

      ลัดดาพยายามกลั้นยิ้ม ไม่คิดว่านักวิทยาศาสตร์จอมเพี้ยนคนนี้จะเล่นมุกตลกเจ็บตัว บรรยากาศคุยกันเริ่มดีขึ้น

      ลัดดาพูดบ้าง “ถ้าเป็นความฝัน เราจะต้องควบคุมความฝันได้ ไม่สถานการณ์ใดก็สถานการณ์หนึ่ง”

      “ใช่…ใช่” ดร.สถิตย์พูดแทรกทันที “แล้วความฝันจะไม่มีฉากต่อเนื่องที่ยาวนาน ถ้าจะให้แน่ใจจริงๆ ต้องให้ผ่านคืนนี้ไป ถ้าตอนเช้าเรายังมองเห็นแสงอาทิตย์และกลับมารวมตัวพูดคุยกันได้เหมือนเดิม นั่นก็ไม่ใช่ฝันแล้วละ อย่างไรก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน ตกลงนะ” ดร.สถิตย์ตบไหล่พิชยุทธกับศิลป์ธรที่ยังมีสีหน้าเครียดอยากจะวางมวยกัน

      รุ่งเช้าสีหน้าของทุกคนยังเครียดอยู่ เพราะต่างก็ยังไม่สามารถนอนหลับให้สนิทได้ ขณะที่นั่งกินอาหารเช้าและปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ที่หน้าประตูได้มีใครคนหนึ่งปรากฏกายขึ้น ทุกคนผุดลุกขึ้นเกือบพร้อมกัน ดูจากการแต่งกายและสง่าราศี หญิงสาวคนนี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาของที่นี่แน่นอน ถ้าเดาไม่ผิดเธอกล่าวสวัสดีกับพวกเขา ด้านหลังของหญิงสาวมีข้ารับใช้อีกสี่คนเดินตามมา สองคนนำอาหารสดมาเพิ่มให้อีก ทั้งที่ของเก่าเมื่อวานก็ยังกินกันไม่หมด

      ลัดดานึกขึ้นมาได้ หยิบกระดาษปากกาเขียนตัวอักษรแทนคำพูด

      ท่านคือเจ้าหญิงของทักษิณายันนครใช่ไหม

      อีกฝ่ายหนึ่งเบิกตากว้าง แสดงอาการตื่นเต้นยินดี เธอตอบกลับรับคำทั้งคำพูดและการพยักหน้า ลัดดาหยิบกระดาษปากกาส่งไปให้ เจ้าหญิงดูสนใจสิ่งที่เขียน เพราะไม่เหมือนกับของที่นี่ เจ้าหญิงเขียนบอกมา

      ข้ายินดีต้อนรับทุกคน ที่นี่ไม่สะดวกคุยกัน  ให้ทุกคนเดินตามไปที่หน้าพระราชวังศิลา  ข้าต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่าพวกเจ้าเป็นมิตรข้า

      ลัดดาแปลข้อความนี้ให้พวกเดียวกันรู้ คราวนี้อีกฝ่ายรู้สึกตื่นเต้นยินดีบ้าง ดร.สถิตย์บอกกับลัดดาว่าความสามารถทางภาษาโบราณของเธอ เป็นสิ่งยืนยันข้อหนึ่งว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เพราะว่าเขาอยากทำได้ แต่ก็ทำไม่ได้ มีเธอเพียงคนเดียวที่มีความสามารถตรงนี้ 

      เมื่อเดินตามเจ้าหญิงไปที่หน้าพระราชวังศิลา แรกๆ มีคนมามุงดูกันมากมาย สักพักคนเหล่านั้นจึงค่อยหายกันไป แต่เวลาเดินผ่านมายังมองกันบ้างด้วยความสนใจ 

      ขณะเวลานี้ลัดดากลายเป็นคนสำคัญที่สุดของกลุ่ม เพราะสามารถสื่อสารกับคนที่นี่ได้ แต่ลัดดาก็คิดว่าถึงบรรดาชายหนุ่มที่มาด้วยกัน จะไม่สามารถเข้าใจภาษาและสื่อสารกับเจ้าหญิงได้โดยตรง แต่พวกเขาดูจะกระตือรือร้นกันเป็นพิเศษ ด้วยผิวพรรณรูปโฉมของเจ้าหญิงที่ดูมีเสน่ห์เพลินตาไปทุกอิริยาบถ

      พวกเจ้ามาจากที่ไหน เจ้าหญิงเขียนถามมา

      พวกเรามาจาก…. ลัดดาหยุดเขียนหันไปถามคนอื่น ศิลป์ธรช่วยตอบมา “มาจากอนาคตครับ”

      พวกเรามาจากอนาคต

      เจ้าหญิงมีสีหน้างุนงงสงสัย แล้วมองพิจารณาแต่ละคน ก่อนที่เจ้าหญิงจะถาม ลัดดาได้เขียนถามไปก่อน ที่นี่คือที่ไหน

      เจ้าหญิงเขียนตอบ ที่นี่คือทักษิณายันนคร พวกเจ้าเคยรู้จักมาก่อนหรือไม่

      ทักษิณายันนครเมืองพระแม่เจ้า อีกเมืองหนึ่งในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยยอดเขาทั้งเจ็ดคือสัตตคีรีนคร ลัดดาเขียนออกมาตามความทรงจำจากจารึกที่เคยได้แปลมาก่อน เมื่อเจ้าหญิงพยักหน้า ทั้งพิชยุทธ ศิลป์ธรและดร.สถิตย์พากันสะกิดบอกให้ถามในสิ่งที่ตนอยากรู้ ลัดดาเริ่มงง ไม่รู้จะถามให้ใครก่อน ถึงตัวเธอจะเข้าใจภาษาเขียนของที่นี่ แต่ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญขนาดสั่งได้ทุกคำ บางคำที่เจ้าหญิงเขียนตอบมา เธอต้องใช้เวลาเพ่งดู พยายามคาดเดา เจ้าหญิงก็เช่นกัน เธอก็พยายามจะอ่านอักษรที่ลัดดาเขียนบอก ซึ่งบางคำก็ผิดเพี้ยนไปบ้าง

      โลกียะเป็นใคร  มีตัวตนอยู่ที่นี่หรือไม่ ลัดดาเลือกอันที่สำคัญและง่ายในการเขียน

      โลกียะคือบิดาบุญธรรมของข้า ก่อนนี้เขาพำนักอยู่ใต้จันทราคีรีที่พวกเจ้าเข้าไปอยู่  ตอนนี้เขาย้ายไปอยู่ที่อื่น

      เจ้าหญิงถามบ้าง พวกเจ้ามาที่นี่กันได้อย่างไร ข้ารับใช้บอกกับข้า  พวกเจ้าปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงชั้นในของพระราชวังศิลา

      พวกเราไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร 

      ในขณะที่เขียนถามตอบกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามทั่วๆ ไป เพราะเพิ่งได้รู้จักกัน กลุ่มผู้พลัดหลงมาจากอนาคตได้มีโอกาสได้นั่งมองสังเกตสิ่งต่างๆ ทั้งสถานที่และผู้คน ความตื่นตาตื่นใจอยู่ตรงที่ได้หลุดเข้ามาในอดีตทั้งตัว มาถึงตอนนี้พวกเขาเริ่มปรับตัวกันได้ ความรู้สึกหวาดกลัวค่อยคลายไปอย่างน่าฉงน คงเป็นเพราะได้มาเป็นแขกพิเศษของเจ้าหญิง ทำให้สายตาคนอื่นมองพวกเขาอย่างเป็นมิตรมากขึ้น และยิ่งนานไปก็ยิ่งประจักษ์ว่า ที่แห่งนี้ไม่น่าจะมีใครมีอำนาจมากไปกว่าเจ้าหญิง

      พวกเขาเห็นว่าบริเวณสวนด้านหน้าวิหารสวยงามเหลือเกิน สวนที่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรดากิ่งเถาวัลย์ถูกดัดให้เป็นโพรงสำหรับเป็นที่นั่งเล่น หลังคาซุ้มมีการปลูกไม้เลื้อยจำพวกกุหลาบหลากสี ตรงพื้นส่วนที่เป็นทางเดินปูด้วยหินก้อนโต ตัดขนาดเท่ากันนำมาวางเรียงกัน ทางเดินนั้นรับกับบันไดทางขึ้นหน้าวิหาร

      ขณะที่ยังไต่ถามกัน ซึ่งต่างก็ลืมเวลาว่าผ่านไปนานเท่าใด ช่วงหลังที่ยังนึกคำถามไม่ออก เจ้าหญิงได้แสดงความเมตตาสอนภาษาคำง่าย ๆ เพื่อให้พวกเขาได้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนที่นี่ จนได้เวลาสมควร ข้ารับใช้ของเจ้าหญิงได้พากันมารุมล้อม เพื่อจะพาเจ้าหญิงไปทำอะไรสักอย่าง ซึ่งเธอดูอิดออดยังไม่อยากไปอีกครู่หนึ่ง

      วันพรุ่งนี้หลังอาหารเช้า พวกเขามีนัดสนทนากับเจ้าหญิงตรงที่นี่อีกครั้ง

      วันต่อมาทั้งสองฝ่ายได้มีเวลาเตรียมเรื่องมาซักถามกัน วันนี้ดูแปลกตา เมื่อข้างกายของเจ้าหญิงมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งมานั่งอยู่ด้วย ท่าทางเขาสนิทสนมกับเธอมาก เขามองกลุ่มคนที่พลัดหลงเข้ามาโดยไม่รู้ที่มา อย่างไม่วางใจนัก ดังนั้นการเข้ามานั่งอยู่กับเจ้าหญิงตามความต้องการของเธอ จึงดูเผินๆ เหมือนกับเจ้าหญิงนำรูปปั้นองครักษ์มาตั้งไว้

      เจ้าหญิงหยิบเอาม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมากางให้อีกฝ่ายดู กระดาษแผ่นหนาที่คล้ายกระดาษสา มีภาพวาดใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏอยู่

      พวกเจ้าเคยเห็นผู้ใดที่มีใบหน้าแบบนี้หรือไม่

      ด้วยฝีมือการวาดภาพเหมือนของเจ้าหญิง ลัดดาเป็นคนได้มองเห็นถนัดเป็นคนแรก ลัดดาสะดุ้ง หยิบกระดาษขึ้นมาดู

      “อุ๊ย…อะไรกันนี่” เธอมองอีกที สลับไปกับการมองหน้าเจ้าหญิง พิชยุทธที่มองเห็นถัดมาก็ประหลาดใจเช่นกัน “ลูกสาวดร.วัลลภนี่ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

      ดร.สถิตย์ช่วยยืนยันมาอีกคน ศิลป์ธรที่รับภาพนี้มาเป็นคนสุดท้าย เขาแน่ใจอย่างที่สุด เพราะได้พบหน้ากันชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้

      เจ้าหญิงยังสงบรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ 

      “ลองถามสิว่าเจ้าหญิงได้ภาพนี้มาได้อย่างไร” พิชยุทธบอกลัดดา

      เจ้าหญิงยังสงวนท่าทีไม่ตอบ จนกระทั่งลัดดาต้องตอบกลับไป

      เราเคยเห็นคนที่หน้าตาแบบนี้ในสถานที่ที่เรามา แต่ไม่สามารถยืนยันว่าจะเป็นคนเดียวกับในภาพ

      คำตอบอันนี้ดูจะสร้างความพอใจให้กับเจ้าหญิงเป็นอย่างมาก เธอหันไปพูดกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ให้ร่วมยินดี เจ้าหญิงรับกระดาษแผ่นนั้นกลับมาคืน ด้วยแววตายินดีปรีดาที่ล้นออกมา จนทุกคนในที่นั้นรับรู้และรู้สึกไปด้วย สายตาฉ่ำของเจ้าหญิงมองขึ้นไปเห็นนกตัวหนึ่งส่งเสียงทัก เจ้าหญิงผิวปากตอบ

      อากัปกิริยาของเจ้าหญิงถูกจับตามองด้วยความตกตะลึง ศิลป์ธรอมยิ้ม เขาคิดว่าบุคลิกของคนในแต่ละยุคสมัยนั้นมีบรรทัดฐานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระเบียบแบบแผนในช่วงเวลานั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม กิริยาการเป็นมิตรกับธรรมชาติของเจ้าหญิง เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นจากหญิงสาวมีตระกูลในยุคปัจจุบัน เขาเคยเห็นกิริยาเช่นนี้ในกลุ่มคนบนดอย และกลุ่มคนในชนบทห่างไกล ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน แต่ที่นี่…เธอคือเจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร นครโบราณที่เขาโชคดีได้พลัดหลงมาที่นี่

      เจ้าหญิงยังไม่ตอบ  ภาพนี้เป็นใคร เจ้าหญิงได้ภาพนี้มาจากไหน

      ลัดดาย้ำถามมาอีกครั้ง สิ่งที่เจ้าหญิงตอบกลับมา ทำให้ทุกคนอึ้งไปอย่างสนิทใจ

      คนผู้นี้คือตัวข้าในที่แห่งนั้น ! 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com